Blog

  • ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

    ทิศทางเศรษฐกิจเกษตรไตรมาสแรกปี 69 โต 2.4% กระทรวงเกษตรฯ กางแผนรับมือภัยแล้ง-ต้นทุนพุ่ง

    กระทรวงเกษตรฯ เผย GDP เกษตร ไตรมาส 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.4% อานิสงส์น้ำและอากาศดี พร้อมกางแผนเฝ้าระวังเอลนีโญ ต้นทุนพลังงาน-ปุ๋ย ในช่วงครึ่งปีหลัง

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 (เดือนมกราคม – มีนาคม 2569) ว่า ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงพอสำหรับการเพาะปลูกและการเจริญเติบโตของพืช  ประกอบกับสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวยให้พืชและสัตว์เจริญเติบโตได้ดี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในช่วงเดือนมีนาคม 2569 จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่จากมาตรการตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศในช่วงครึ่งแรกของเดือนมีนาคม 2569 ประกอบกับปัจจัยการผลิตทางการเกษตรบางส่วน อาทิ ปุ๋ยเคมี และสารกำจัดศัตรูพืช ยังเป็นสต็อกเดิม จึงไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในไตรมาสนี้มากนัก โดย สาขาพืช สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังขยายตัว 

    “สำหรับแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตรทั้งปี 2569 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 – 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ การควบคุมและเฝ้าระวังโรคระบาดในพืช สัตว์ และประมงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการทำการเกษตร และการยกระดับสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาคเกษตร ได้แก่ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ โดยเฉพาะการเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงและความแห้งแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันและปุ๋ยเคมี มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดของประเทศคู่ค้าสำคัญ ความผันผวนของค่าเงินบาท และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวด้วย” นายสุริยะ กล่าว 

    กางแผนอุ้มเกษตรกร งัดมาตรการด่วนลดต้นทุน

    นายสุริยะ กล่าวด้วยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดแนวทางขับเคลื่อนทั้งมาตรการระยะเร่งด่วน และการพัฒนาภาคเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยในระยะเร่งด่วน ให้ความสำคัญกับการดูแลปัจจัยพื้นฐานที่กระทบต่อต้นทุนและการผลิตของเกษตรกร อาทิ การบริหารจัดการและกระจายน้ำมันดีเซลและน้ำมัน B20 ผ่านระบบสหกรณ์ การส่งเสริมการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยชีวภาพและเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ รวมถึงการยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การปฏิบัติการฝนหลวง และการเตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนการผลิตและรองรับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศ ขณะที่การพัฒนาภาคเกษตร ในระยะต่อเนื่องนั้น มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคเกษตรไทย โดยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร พร้อมทั้ง Reskill และ Upskill ให้กับเกษตรกร ตลอดจนสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อเสริมความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

    เจาะลึก 5 สาขาเกษตร พืช-ปศุสัตว์โต ประมงหดตัว

    ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงรายละเอียดในแต่ละสาขา พบว่า สาขาพืช ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักที่สนับสนุนการเติบโตของภาคเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยเฉพาะผลผลิตนอกฤดูในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลจัดการสวนของเกษตรกร ประกอบกับการได้พักต้นและสะสมอาหารในช่วงที่ปีก่อนหน้า ขณะที่พืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จากปัจจัยด้านราคาในช่วงฤดูที่ผ่านมาที่ไม่จูงใจ ทำให้เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบางพื้นที่มีการระบายน้ำท่วมขังล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ตามรอบเวลาปกติ ส่วนมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลงและการระบาดของโรคใบด่างในแหล่งเพาะปลูกหลัก ขณะที่ลำไยในภาคตะวันออก มีการออกดอกติดผลลดลงจากการปรับลดการใช้สารกระตุ้นการออกดอกและบำรุงต้นลดลง เนื่องจากมีราคาสูง

    ด้านราคาสินค้าพืชที่เกษตรกรขายได้ในไตรมาสนี้มีทิศทางแตกต่างกัน โดยมันสำปะหลังและลำไย ราคาเพิ่มขึ้น จากปริมาณผลผลิตที่ลดลง แต่ความต้องการรับซื้อยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวียโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น และความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว

    สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยปริมาณผลผลิตสินค้า ปศุสัตว์สำคัญส่วนใหญ่ค่อนข้างทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เกษตรกรยังเผชิญต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ในระดับสูง โดยไก่เนื้อ มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นจากจำนวนแม่ไก่ยืนกรงที่มีจำนวนมาก ประกอบกับสภาพอากาศช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เอื้อต่อการให้ผลผลิต ส่วนน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ขณะที่สุกรมีผลผลิตทรงตัว เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตและควบคุมจำนวนแม่พันธุ์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการบริโภคและต้นทุนการผลิต

    ด้านราคาปศุสัตว์ พบว่า ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์และการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่อง ขณะที่สุกร ไข่ไก่คละ และน้ำนมดิบ ราคาลดลง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง 

    สาขาประมง ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนการผลิตหลัก  ทั้งค่าอาหารสัตว์น้ำและค่าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ผลผลิตประมงทะเล โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไมและสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนปรับลดพื้นที่การเลี้ยง พักบ่อชั่วคราว หรือปรับลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง เนื่องจากต้นทุนสูงและสภาพอากาศแปรปรวนกระทบต่อคุณภาพน้ำ ส่วนผู้ประกอบการประมงทะเลลดจำนวนรอบการออกเรือจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนสำคัญอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตปลานิลและปลาดุกเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีเพียงพอและการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ด้านราคาสินค้าประมง พบว่า ปลานิล ราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มากขึ้น ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้งที่ชะลอการรับซื้อตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง และปลาดุก ราคาลดลงจากปริมาณผลผลิตที่มากกว่าความต้องการของตลาด

    สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง มีราคาลดลงในปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนชะลอ ลด หรืองดทำการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง สาขาป่าไม้ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จากไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไม้สับไปยังตลาดญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนไม้ยางพารา และถ่านไม้ มีการผลิตลดลง

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2932953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a_6E1ORs9LjHRFRmN59SS

  • BEM กำไร Q1/69 นิ่ง 875 ลบ.ฝ่าเศรษฐกิจซึม รายได้หลักยังแกร่งแม้โฆษณาวูบ ลุ้นสายสีส้มหนุนโตยาว : อินโฟเควสท์

    BEM กำไร Q1/69 นิ่ง 875 ลบ.ฝ่าเศรษฐกิจซึม รายได้หลักยังแกร่งแม้โฆษณาวูบ ลุ้นสายสีส้มหนุนโตยาว : อินโฟเควสท์

    นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ [BEM] เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาส 1/69 ว่า แม้ว่าปริมาณนักท่องเที่ยวจะชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก แต่สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑลซึ่งเป็นย่านศูนย์กลางธุรกิจยังคงมีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีการเดินทาง ประชาชนยังคงต้องเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจของบริษัทในไตรมาสแรกนี้ มีกำไรสุทธิจำนวน 875 ล้านบาทเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

    รายได้รวมจาก 3 ธุรกิจ 4,283 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 24 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จาก ธุรกิจทางพิเศษ 2,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จำนวน 30 ล้านบาท โดยมีปริมาณจราจรเฉลี่ย 1.13 ล้านเที่ยวต่อวัน ธุรกิจระบบราง 1,784 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จำนวน 35 ล้านบาท โดยมีปริมาณผู้โดยสารในไตรมาสนี้เฉลี่ยทุกประเภทวันอยู่ที่ 447,000 เที่ยวต่อวัน และในวันทำการเฉลี่ยอยู่ที่ 506,000 เที่ยวต่อวัน และธุรกิจพัฒนาเชิงพาณิชย์ 224 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการลดลงของรายได้สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงตะวันออก (สถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย -สถานีแยกร่มเกล้า) การก่อสร้างงานโยธาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว งานระบบรถไฟฟ้ามีความคืบหน้าร้อยละ 49 ส่วน ช่วงตะวันตก (สถานีบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย) การก่อสร้างงานโยธามีความคืบหน้าร้อยละ 29 ส่วนงานระบบรถไฟฟ้ามีความคืบหน้าร้อยละ 8

    ด้านความคืบหน้าของการจัดหาขบวนรถไฟฟ้าเพิ่มเติมสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินคาดว่าจะได้รับขบวนรถไฟฟ้าและให้บริการตามแผนงานในปี 2571 เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากการเปิดให้บริการโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงตะวันออก และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับจำนวนผู้โดยสารที่หนาแน่นในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน

    BEM เดินหน้ายกระดับระบบคมนาคมขนส่งให้มีความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษและระบบรถไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพการให้บริการเพื่อเพิ่มประสบการณ์การเดินทางที่ดีขึ้นของผู้ใช้บริการ พร้อมทั้งยึดมั่นการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเติบโตขององค์กรสามารถดำเนินไปควบคู่กับการพัฒนาสังคมได้อย่างสมดุล

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NUueMSb-rqwxwFWa4UkPF

  • พืช-ปศุสัตว์ -ประมง ไตรมาส 1 ภาวะเศรษฐกิจภาคการเกษตรขยายตัว | เดลินิวส์

    พืช-ปศุสัตว์ -ประมง ไตรมาส 1 ภาวะเศรษฐกิจภาคการเกษตรขยายตัว | เดลินิวส์

    นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงรายละเอียดภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2569 (เดือนมกราคม – มีนาคม 2569)ในแต่ละสาขา ว่า พบว่า สาขาพืช ในไตรมาส 1 ซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักที่สนับสนุนการเติบโตของภาคเกษตร ขยายตัวร้อยละ 3.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีเพียงพอต่อการเพาะปลูก และสภาพอากาศโดยทั่วไปเอื้ออำนวย ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างต่อเนื่อง โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยางพารา สับปะรดปัตตาเวีย ปาล์มน้ำมัน รวมถึงไม้ผลสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน มังคุด และเงาะ โดยเฉพาะผลผลิตนอกฤดูในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นจากการดูแลจัดการสวนของเกษตรกร ประกอบกับการได้พักต้นและสะสมอาหารในช่วงที่ปีก่อนหน้า

    ขณะที่พืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปีและข้าวนาปรัง จากปัจจัยด้านราคาในช่วงฤดูที่ผ่านมาที่ไม่จูงใจ ทำให้เกษตรกรบางส่วนปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า เช่น อ้อยโรงงาน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบางพื้นที่มีการระบายน้ำท่วมขังล่าช้า ทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกข้าวนาปรังได้ตามรอบเวลาปกติ ส่วนมันสำปะหลังได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลงและการระบาดของโรคใบด่างในแหล่งเพาะปลูกหลัก ขณะที่ลำไยในภาคตะวันออก มีการออกดอกติดผลลดลงจากการปรับลดการใช้สารกระตุ้นการออกดอกและบำรุงต้นลดลง เนื่องจากมีราคาสูง

    ด้านราคาสินค้าพืชที่เกษตรกรขายได้ในไตรมาสนี้มีทิศทางแตกต่างกัน โดยมันสำปะหลังและลำไย ราคาเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ลดลง แต่ความต้องการรับซื้อยังมีต่อเนื่อง ขณะที่ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดปัตตาเวียโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และทุเรียน ราคาลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดโลกสูงขึ้น และความต้องการของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว

    สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยปริมาณผลผลิตสินค้าปศุสัตว์สำคัญส่วนใหญ่ค่อนข้างทรงตัวถึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่เกษตรกรยังเผชิญต้นทุนการเลี้ยงที่อยู่ในระดับสูง โดยไก่เนื้อ มีการขยายการผลิตเพื่อรองรับความต้องการบริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไข่ไก่ เพิ่มขึ้นจากจำนวนแม่ไก่ยืนกรงที่มีจำนวนมาก ประกอบกับสภาพอากาศช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เอื้อต่อการให้ผลผลิต ส่วนน้ำนมดิบเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ขณะที่สุกรมีผลผลิตทรงตัว เนื่องจากเกษตรกรยังคงรักษาระดับการผลิตและควบคุมจำนวนแม่พันธุ์ให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อให้ปริมาณผลผลิตสอดคล้องกับความต้องการบริโภคและต้นทุนการผลิต

    ด้านราคาปศุสัตว์ พบว่า ไก่เนื้อ ราคาเพิ่มขึ้น จากต้นทุนการผลิตทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์และการขนส่งที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่อง ขณะที่สุกร ไข่ไก่คละ และน้ำนมดิบ ราคาลดลง จากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดต่อเนื่อง

    สาขาประมง ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 1.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนการผลิตหลักทั้งค่าอาหารสัตว์น้ำและค่าพลังงานยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการของตลาดชะลอตัว ส่งผลให้ผลผลิตประมงทะเล โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไมและสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบางส่วนปรับลดพื้นที่การเลี้ยง พักบ่อชั่วคราว หรือปรับลดอัตราการปล่อยลูกกุ้ง เนื่องจากต้นทุนสูงและสภาพอากาศแปรปรวนกระทบต่อคุณภาพน้ำ ส่วนผู้ประกอบการประมงทะเลลดจำนวนรอบการออกเรือจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นต้นทุนสำคัญอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตปลานิลและปลาดุกเพิ่มขึ้นจากปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีเพียงพอและการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี

    ด้านราคาสินค้าประมง พบว่า ปลานิล ราคาเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มากขึ้น ขณะที่กุ้งขาวแวนนาไม ราคาลดลงจากโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้งที่ชะลอการรับซื้อตามคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ลดลง และปลาดุก ราคาลดลงจากปริมาณผลผลิตที่มากกว่าความต้องการของตลาด

    สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 1 หดตัวร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 เนื่องจากพืชสำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง มีราคาลดลงในปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรบางส่วนชะลอ ลด หรืองดทำการเพาะปลูก ส่งผลให้กิจกรรมการจ้างบริการเตรียมดินและเก็บเกี่ยวลดลง โดยเฉพาะข้าวนาปรังและมันสำปะหลัง

    สาขาป่าไม้ ไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จากไม้ยูคาลิปตัสที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้ผลิตเยื่อกระดาษภายในประเทศ รวมถึงการส่งออกไม้สับไปยังตลาดญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล ส่วนไม้ยางพารา และถ่านไม้ มีการผลิตลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5863452/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1n_MeE0xVLa40EDu5wk7Y5

  • อนุทินเปิดทำเนียบรับ ‘เจ้าสัว – CEO’ ตั้งโจทย์รับภูมิทัศน์โลกใหม่ ยกเครื่องประเทศไทย

    อนุทินเปิดทำเนียบรับ ‘เจ้าสัว – CEO’ ตั้งโจทย์รับภูมิทัศน์โลกใหม่ ยกเครื่องประเทศไทย

    รัฐบาลจัดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนในวันที่ 15 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ได้เชิญผู้บริหารระดับสูง (CEO) ประมาณ 35 คน จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นการรับฟังความเห็นแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เป็นดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีที่ต้องการรับฟังความเห็นภาคเอกชนเพื่อขับเคลื่อนโจทย์สำคัญในการพาเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก และการปรับโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economy Transformation) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    “รูปแบบการจัดเวทีจะรับฟังจากภาคเอกชนที่จะแสดงความคิดเห็นแบบเปิดกว้าง แล้วผมจะสรุปประเด็นที่ได้จากที่ประชุมเพื่อให้ได้แนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้แข่งขันกับต่างประเทศ ซึ่งจะนำแนวทางที่ได้มารวมกับยุทธศาสตร์การยกเครื่องเศรษฐกิจ” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่จัดทำไว้จะเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ เพื่อผลักดันผ่านเครื่องยนต์หลักได้แก่ การลงทุน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การปฏิรูปการศึกษา รวมถึงการปฏิรูประบบราชการ

    ทั้งนี้การลงทุนในอนาคตต้องเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เช่น พลังงานสะอาด และการแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้การยกเครื่อง และเพิ่มความสามารถเศรษฐกิจไทยทำได้ต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ข้อเสนอของภาคเอกชน และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่จะใช้เวทีคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) เป็นกลไกหลัก ซึ่งเป็นการนำกลไกในอดีตกลับมาอีกครั้ง แต่จะปรับปรุงบทบาทให้ทันสมัย และกระฉับกระเฉงขึ้น 

    รวมทั้งจะเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ภาครัฐเป็นฝ่ายนำเปลี่ยนมาเป็นการทำงานร่วมกัน โดยให้ภาคเอกชนเป็นผู้นำในประเด็นที่เชี่ยวชาญ และรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) โดยเฉพาะการแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ซึ่งวางแผนจะติดตามผลงานทุกเดือน และตั้งเป้าเห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 6 เดือน

    • เปิดเวทีหารือผลกระทบตะวันออกกลาง

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เวทีครั้งนี้เชิญบริษัทขนาดใหญ่มาหารือสถานการณ์สงครามที่กระทบซัปพลายเชน และกระทบธุรกิจวงกว้าง เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นถือเป็นมิติใหม่ที่เปิดทำเนียบรัฐบาลให้ผู้ประกอบการมาแสดงความเห็น

    “รัฐบาลอยากฟังผู้ประกอบการทุกกลุ่ม วันก่อนทำเนียบรัฐบาล เปิดรับฟังกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และวันนี้เป็นบริษัทผู้ประกอบการขนาดใหญ่ และในอนาคตอาจมี SME และกลุ่มอื่น ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับทุกกลุ่มในสังคมมีโอกาสมาแสดงความคิดเห็นมุมมองเพื่อให้รัฐบาลนำไปปรับใช้กำหนดเป็นแนวทางและนโยบาย

    อนุทินเปิดทำเนียบรับ 'เจ้าสัว - CEO' ตั้งโจทย์รับภูมิทัศน์โลกใหม่ ยกเครื่องประเทศไทย

    เอกชนตั้งโจทย์ 12 เดือนข้างหน้า

    น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดงานพบเอกชนครั้งนี้สะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลต้องการรับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานร่วมทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    “นายกรัฐมนตรีต้องการรับฟังข้อเสนอจากผู้นำภาคธุรกิจ ทั้งภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทันที รากฐานยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี นโยบายหรือกฎระเบียบที่ควรยกเลิก ข้อความตรงถึงนายกรัฐมนตรี รวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาลในการขับเคลื่อนขีดความสามารถของประเทศช่วง 12 เดือนข้างหน้า”

    • ซีอีโอ “บิ๊กคอร์ป” ร่วมแสดงความเห็น

    สำหรับผู้บริหารภาคธุรกิจที่จะเข้าร่วม อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน), นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)

    นอกจากนี้ ยังมีผู้บริหารจากกลุ่มค้าปลีก การเงิน ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และสุขภาพ อาทิ นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน), นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) 

    นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน), นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป, นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

    รวมทั้งนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก ทำเนียบรัฐบาล เวลา 19.00 น. ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาร่วมกับโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งเป็นการรับรองภาคเอกชน และให้นักศึกษาแสดงศักยภาพ ทักษะวิชาชีพ และความพร้อมของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพเข้าสู่ภาคบริการ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    • ส.อ.ท.ชงยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน

    นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า การหารือกับรัฐบาลจะเสนอแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก หวังพลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

    “การนำเสนอมีเวลา 3 นาที ซึ่งก่อนหน้านี้ ส.อ.ท.เข้าพบนายกฯ ไปแล้ว ซึ่งมีข้อเสนอมากมาย นายกฯ รับฟังทุกข้อเสนอ และรับจะร่วมกันขับเคลื่อน และก้าวผ่านสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันไปด้วยกัน”

    ทั้งนี้ ปัจจุบัน ส.อ.ท.มีสมาชิก 16,000 ราย ครอบคลุม 48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ โดยกว่า 90% เป็น SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเศรษฐกิจไทยคิดเป็นสัดส่วน 30% ของ GDP หรือ 5.7 ล้านล้านบาท

    รวมทั้ง ส.อ.ท.นำเสนอ 6 แนวทางสำคัญเพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ การส่งเสริมสินค้า Made in Thailand (MiT) การช่วย SME เข้าถึงแหล่งทุน การเสริมความมั่นคงพลังงาน การปฏิรูปกฎหมาย และกฎระเบียบ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับบริหารจัดการ กากอุตสาหกรรม รวมทั้งฟื้นการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)

    • ดัน Made in Thailand ใช้งบรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    รวมทั้งเสนอให้ภาครัฐใช้งบประมาณจัดซื้อจัดจ้างเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ผ่านการผลักดันสินค้า Made in Thailand (MiT) พร้อมเสนอให้ผลักดันการจัดซื้อสินค้า MiT ให้ได้ไม่น้อยกว่า 40% ของวงเงินเป้าหมาย 200,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 เพื่อให้เม็ดเงินจากภาครัฐหมุนเวียนเข้าสู่ภาคการผลิตไทยโดยตรง

    พร้อมเสนอจัดตั้งคณะทำงานร่วม ส.อ.ท. และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงแผนจัดซื้อภาครัฐกับกำลังการผลิตภาคเอกชน (Demand-Supply Matching) ขับเคลื่อน และยกระดับ MiT ให้มีมาตรฐาน และทันสมัย รวมถึงเร่งขยายฐานข้อมูลสินค้า MiT โดยเฉพาะกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เครื่องจักร และอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อรองรับโครงการลงทุนภาครัฐในอนาคต

    • หนุนพลังงานสะอาด เปิดทาง Direct PPA

    พร้อมขอเร่งรัดร่างแผน PDP2026 ออกมาใช้เร็วสุด รวมถึงเสนอการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA) ภายในปี 2569 เพื่อให้ภาคเอกชน และอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนโดยตรงอย่างเป็นธรรม และโปร่งใส พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์ และค่าบริการโครงข่ายที่เหมาะสมเพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมท่ามกลางแรงกดดันมาตรการสิ่งแวดล้อมการค้าโลก

    นอกจากนี้ เสนอปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงเร่งลงทุน Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน BESS เพื่อเสริมความมั่นคงพลังงาน พร้อมรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นของประเทศระยะยาว

    • ดันไทยศูนย์กลางพลังงานชีวภาพอาเซียน

    โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานชีวภาพของอาเซียน (ASEAN Bioenergy Hub) และฐานการผลิตสีเขียวและอุตสาหกรรมมูลค่าสูงที่นำไปสู่การมีเศรษฐกิจแข่งขันได้ในโลกคาร์บอนต่ำ

    พร้อมกันนี้ ยังเสนอปลดล็อกข้อจำกัดด้านพลังงานสะอาด ลดขั้นตอนติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) รวมใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน และจัดตั้ง One Stop Service หรือใช้ระบบใบอนุญาตหลัก (Super License) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจ

    นอกจากนี้ ยังเสนอเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ อาทิ EV เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ Data Center รวมถึงสนับสนุน Digital Smart Logistics เพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรม

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234064&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0yM8GT9u_xnVNHaXSD-Xvq

  • รัฐบาลถก 35 เจ้าสัว วางเกมยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

    รัฐบาลถก 35 เจ้าสัว วางเกมยกเครื่องเศรษฐกิจไทย

    ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการแข่งขันด้านเทคโนโลยี AI การย้ายฐานการลงทุน พลังงานสะอาด และแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์ประเทศไทยกำลังถูกตั้งคำถามสำคัญว่า จะเร่ง ‘พลิกโฉมเศรษฐกิจ’ อย่างไร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ท่ามกลางการเติบโตที่ยังเปราะบาง และแรงส่งทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวในหลายภาคส่วน

    ในช่วงที่ผ่านมา ภาคเอกชนสะท้อนตรงกันว่า ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่แค่เรื่องกำลังซื้อหรือการส่งออก แต่รวมถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งกฎระเบียบที่ล่าช้า การขาดแรงงานทักษะใหม่ ต้นทุนพลังงาน และความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

    ด้วยเหตุนี้ เวทีหารือระหว่างรัฐบาลกับผู้นำธุรกิจระดับประเทศกว่า 35 คน จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ที่ทำเนียบรัฐบาลในวันนี้ จึงถูกจับตาในฐานะความพยายาม “รีเซ็ตเกมเศรษฐกิจไทย” ผ่านการดึงภาคเอกชนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการกำหนดทิศทางประเทศมากขึ้น

    เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญผู้บริหารระดับสูงจากภาคธุรกิจเข้าร่วมเวทีหารือ ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” เพื่อร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย ภายใต้ภูมิทัศน์โลกใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    เอกนิติ กล่าวว่า การหารือครั้งนี้จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนอย่างเต็มที่ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการลงทุน อุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เทคโนโลยี AI การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงการปฏิรูปกฎหมายและระบบราชการที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    “รัฐบาลจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้สั่งการ มาเป็นผู้สนับสนุน เพื่อให้ภาคเอกชนเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโลกยุคใหม่ไม่มีใครขับเคลื่อนได้เพียงฝ่ายเดียว” เอกนิติ กล่าว

    พร้อมระบุว่า รัฐบาลเตรียมนำข้อเสนอทั้งหมดเข้าสู่กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งจะถูกปรับบทบาทใหม่ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น และติดตามผลอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าให้เกิดผลเชิงปฏิบัติภายใน 6 เดือน

    ด้าน รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีดังกล่าวสะท้อนแนวทางการทำงานของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้รัฐบาลเป็น “รัฐบาลที่รับฟัง เข้าถึงง่าย และทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน” เพื่อร่วมกันแก้โจทย์เศรษฐกิจของประเทศอย่างตรงจุด

    รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีต้องการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำภาคธุรกิจสะท้อนทั้งปัญหา ข้อเสนอ และมุมมองต่ออนาคตเศรษฐกิจไทยอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ควรดำเนินการทันที ยุทธศาสตร์ระยะ 4 ปี กฎระเบียบที่ควรยกเลิก รวมถึงข้อเสนอโดยตรงถึงรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

    อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ การเปิดรับฟัง “ดัชนีความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อรัฐบาล” ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการประเมินมุมมองของภาคธุรกิจต่อเสถียรภาพและทิศทางเศรษฐกิจไทย เพื่อนำไปใช้กำหนดนโยบายเชิงรุกในระยะต่อไป

    สำหรับรายชื่อผู้เข้าร่วม ประกอบด้วยผู้นำองค์กรธุรกิจรายใหญ่ของประเทศ อาทิ ธนินท์ เจียรวนนท์ และศุภชัย เจียรวนนท์ จากเครือซีพี, สารัชถ์ รัตนาวะดี จากกัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์, เวทิต โชควัฒนา จากสหพัฒน์, รวมถึงผู้บริหารจาก ปตท., เซ็นทรัล รีเทล, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, WHA, ปูนซิเมนต์ไทย และกลุ่มธุรกิจสำคัญอีกหลายภาคส่วน

    นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนองค์กรเศรษฐกิจหลัก ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย สมาคมโรงแรมไทย และสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมสะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายด้วย

    ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ผู้เข้าร่วม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและโรงแรมวังสวนสุนันทา ซึ่งรัฐบาลต้องการใช้เวทีดังกล่าวสะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาไทยในการผลิตบุคลากรคุณภาพรองรับเศรษฐกิจบริการและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในอนาคต

    การเปิดวงหารือกับกลุ่มทุนและผู้นำธุรกิจขนาดใหญ่ครั้งนี้ มองกันว่า มีนัยสำคัญมากกว่าการรับฟังความคิดเห็นทั่วไป โดยเป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลกำลังพยายามสร้าง ‘แนวร่วมเศรษฐกิจ’ ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อรับมือการแข่งขันรอบใหม่ของโลกเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวเร็ว ลดข้อจำกัดการลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่า จะมีโอกาสดึงดูดเงินลงทุนและรักษาศักยภาพการแข่งขันได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/anutin-meets-35-ceos-thai-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k6vlEfQxBV–sLINvBPyo

  • สนค. ชี้ตลาดอินฟลูเอนเซอร์โตต่อเนื่อง โอกาสทางการค้าในยุคดิจิทัล

    สนค. ชี้ตลาดอินฟลูเอนเซอร์โตต่อเนื่อง โอกาสทางการค้าในยุคดิจิทัล

    สนค.เผย เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทยเติบโตต่อเนื่อง   คาด ปี 2568 – 2572 โตต่อเนื่องถึง15 – 20 %  ต่อปี สร้างมูลค่าการตลาดโฆษณาดิจิทัล 3.89 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดโฆษณาดิจิทัลรวม “อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมแฟชั่นและความงาม”ใช้อินฟลูเอนเซอร์มากสุด

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาสถานการณ์เศรษฐกิจและการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งในระดับโลกและไทย นโยบายของประเทศต่าง ๆ รวมถึงของไทย รวมถึงวิเคราะห์และเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทย

    เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 5 ส่วน ได้แก่ อินฟลูเอนเซอร์ แพลตฟอร์มออนไลน์ ธุรกิจ/แบรนด์/ผู้ประกอบการ เครื่องมือสร้างรายได้และการซื้อขาย และผู้ติดตาม/ผู้บริโภค โดยเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง

    บริษัทวิจัยการตลาด Introspective Market Research รายงานว่า ในปี 2566 เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลกมีมูลค่า 4.39 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่า ในช่วงปี 2567 – 2575 จะเติบโตเฉลี่ย 33.9 %  ต่อปี จนมีมูลค่า 6.07 แสนล้านดอลลาร์ ในปี 2575 และในปี 2568 การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ทั่วโลก มีมูลค่า 3.26 หมื่นล้านดอลลาร์ และคาดว่าในช่วงปี 2568 – 2575 จะยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเติบโตเฉลี่ยถึง 51.90 %  ต่อปี

    ทั้งนี้ ในปี 2568 มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียทั่วโลกเป็นอินฟลูเอนเซอร์ประมาณ 127 ล้านคน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ขยายตัว คือ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ช่วยลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาด และช่วยสร้างสรรค์ผลงาน

    สนค. ชี้ตลาดอินฟลูเอนเซอร์โตต่อเนื่อง โอกาสทางการค้าในยุคดิจิทัล

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ใน 3 ประเทศ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และเกาหลีใต้ พบว่า มูลค่าการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ของแต่ละประเทศขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก

    อย่างไรก็ตาม แต่ละประเทศมีมาตรการ นโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ที่แตกต่างกัน ทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ การคุ้มครองผู้บริโภค และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

    โดย “จีน” ออกระเบียบว่าด้วยการกำกับดูแลระบบนิเวศเนื้อหาข้อมูลออนไลน์ของจีน ที่กำกับผู้ผลิตเนื้อหา ผู้ใช้บริการ  และแพลตฟอร์มออนไลน์ ต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อเนื้อหาออนไลน์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่เหมาะสม กำหนดนโยบายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์เพื่อป้องกันอินฟลูเอนเซอร์เผยแพร่ข้อมูลเท็จ ในขณะเดียวกันก็มการส่งเสริมอินฟลูเอนเซอร์ โดยจัดทำระบบมาตรฐานทักษะวิชาชีพสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์

    “สหรัฐอเมริกา “ ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับรองสินค้า (Endorsement Guides) ที่ห้ามซื้อ-ขายจำนวนผู้ติดตาม จำนวนการมองเห็น ห้ามรีวิวปลอม และควบคุมคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI และให้ความสำคัญกับการปกป้องความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศ

    โดยบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดต่อบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Antitrust Enforcement) และกฎหมายต่อต้านการโฆษณาชวนเชื่อ (Defending Against Foreign Propaganda Act) ที่กำหนดให้โฆษณาหรือคอนเทนต์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศต้องเปิดเผยแหล่งที่มาอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันการโฆษณาชวนเชื่อ และการแทรกแซงทางความคิดจากต่างประเทศ

    สนค. ชี้ตลาดอินฟลูเอนเซอร์โตต่อเนื่อง โอกาสทางการค้าในยุคดิจิทัล

    “เกาหลีใต้”ได้ปรับปรุงแนวทางการโฆษณา โดยกำหนดให้อินฟลูเอนเซอร์ต้องเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน หากคอนเทนต์ได้รับการสนับสนุนหรือค่าตอบแทนจากธุรกิจ/แบรนด์ และจัดทำกรอบนโยบายที่จะส่งเสริมการตลาดและการส่งออกคอนเทนต์เกาหลี (K-Content) ที่ส่งเสริมการตลาดและการส่งออก K-Content ตลอดห่วงโซ่คุณค่า อาทิ การพัฒนาทักษะการผลิตคอนเทนต์ การใช้ AI และการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจคอนเทนต์และพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า  สำหรับไทย มีกรอบยุทธศาสตร์และแนวนโยบายสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และมีกฎระเบียบกำกับดูแลและส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์

    อาทิ กฎหมายควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลหรือเนื้อหาที่เป็นเท็จหรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาตลอดจนภาครัฐยังมีกิจกรรมส่งเสริมการใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อการค้า การพัฒนาทักษะอินฟลูเอนเซอร์ และการมอบรางวัลให้กับอินฟลูเอนเซอร์ไทย ซึ่งทำให้เศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ของไทยขยายตัว

    โดยในปี 2567 ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ของไทยมีมูลค่า 4.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่า ในช่วงปี 2568 – 2572 จะยังคงเติบโตต่อเนื่องถึง15 – 20 %  ต่อปี ปัจจุบันไทยมีอินฟลูเอนเซอร์กว่า 3 ล้านคน ที่สร้างมูลค่าการตลาดโฆษณาดิจิทัล 3.89 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดโฆษณาดิจิทัลรวม

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมไทยที่ทำการตลาดโดยใช้อินฟลูเอนเซอร์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมแฟชั่นและความงาม มีสัดส่วนรวมกันคิดเป็น  54.4 %  ของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย อย่างไรก็ตาม การทำการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ของไทยยังพึ่งพาช่องทางหลักเพียงไม่กี่แพลตฟอร์ม และกระจุกตัวอย่างมาก โดยเฉพาะ TikTok ที่มีสัดส่วนการใช้งานถึงร้อยละ 66 ของการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย

    ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ควบคู่กับการกำกับดูแลอย่างครอบคลุมทุกมิติด้วย 6 แนวทางสำคัญ ได้แก่ กำหนดมาตรฐาน/ระบบรับรองคุณภาพของอินฟลูเอนเซอร์ภายในประเทศ  

    ส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทยและการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์อย่างมีประสิทธิภาพ  พัฒนาความรู้และทักษะอินฟลูเอนเซอร์ทุกมิติให้เป็นอินฟลูเอนเซอร์มืออาชีพ พัฒนากลไกกำกับดูแลคอนเทนต์ที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้

    ส่งเสริมเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นธรรมในด้านต่าง ๆ ทั้งอินฟลูเอนเซอร์ แพลตฟอร์ม และค่าบริการ และ ส่งเสริมการขยายตลาดของอินฟลูเอนเซอร์ไทย ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจอินฟลูเอนเซอร์ไทยให้เติบโตอย่างมีมาตรฐาน เป็นธรรม และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1234173&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DexPmu7Snti2TGd3PgQml

  • “เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ยัน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ

    “ขุนคลัง” ยันกู้เงิน 4 แสนล้าน จำเป็นต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ เหมือน “ยา” ต้องกินทันทีเพื่อสู้พิษค่าครองชีพ

    วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เนื่องจากปัจจุบันโลกเผชิญวิกฤตพลังงานที่ลามสู่ปัญหาปากท้องและเงินเฟ้อ ซึ่งต่างจากวิกฤตในอดีตที่เป็นเรื่องของภาคการเงินหรือการส่งออก แต่ครั้งนี้กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรง จึงต้องรีบออกกฎหมายมาดูแลก่อนที่ธุรกิจขนาดเล็กจะล้มละลาย

    นายเอกนิติยังบอกถึงประเด็นงบเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด 2 แสนล้านบาทว่า เป็นการช่วยประชาชนลดค่าใช้จ่ายระยะยาว พร้อมเปรียบเทียบว่า “วิกฤตคืออาการป่วย พ.ร.ก. คือยา” หากรอไปกินยาในงบประมาณปี 2570 หรืออีก 5 เดือนข้างหน้าอาจจะไม่ทันการณ์ การช่วยให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์หรือใช้พลังงานสะอาดตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดภาระค่าไฟและค่าน้ำมันได้อย่างยั่งยืน แม้วิกฤตสงครามจะยังไม่สงบลง

    ส่วนข้อครหาจากฝ่ายค้านที่มองว่าเป็นการเอื้อนายทุนหรือตีเช็กเปล่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยืนยันว่า เรื่องนี้มีคณะกรรมการกลั่นกรองและกลไกตรวจสอบที่เข้มงวด โดยเน้นหลักการ 5 ข้อ เยียวยาตรงจุด ช่วยเปลี่ยนผ่าน ปฏิรูปทักษะแรงงาน (โครงการไทยช่วยไทยพลัส) โปร่งใสเปิดเผยข้อมูล ดึงเอกชนร่วมเสนอไอเดีย

    นายเอกนิติ ทิ้งท้ายว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม ที่ผ่านมา รัฐบาลจะเดินหน้าต่อตามขั้นตอนปกติเพื่อเร่งอัดฉีดความช่วยเหลือสู่ประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าวัตถุประสงค์ในการสร้างความเข้มแข็งระยะยาวจะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2932813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37PFd5S735mkK_ADa7ajZl

  • IMF ยินดีกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน เตือนเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย

    IMF ยินดีกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีน เตือนเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะถดถอย

    วันนี้, 13:20น.

              กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวแสดงความยินดีกับการเจรจาเชิงบวกระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยระบุว่าการลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโลก พร้อมเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยและเผชิญความเสี่ยงรุนแรง

              นางจูเลีย โคแซ็ค โฆษกของ IMF กล่าวว่า การพบหารือระหว่างผู้นำทั้งสอง แสดงถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในระดับสูง IMF มีความยินดีอย่างยิ่งที่มีการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างสองประเทศ เพราะสิ่งใดก็ตามที่จะช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและลดความไม่แน่นอนย่อมเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่ทั้งสองประเทศ และจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลกด้วย

              นางโคแซ็คกล่าวว่า จากแรงกดดันเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ และการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้เศรษฐกิจโลกเคลื่อนตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยและเผชิญความเสี่ยงขั้นรุนแรงโดยคาดว่าการเติบโตของ GDP โลกที่แท้จริงจะลดลงเหลือร้อยละ 2.5 ในปีนี้ จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 3.1 และอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึงร้อยละ 5.4 โดยอยู่บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตลอดทั้งปี ภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวขึ้น

              และนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF จะหารือเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจโลกกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ในวันจันทร์และวันอังคารหน้า (25-26 พ.ค.) ณ กรุงปารีส

    ….

    #IMF

    #เศรษฐกิจโลก

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161469&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30BMaxVANh6c1w_IsgNvyt

  • เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจยังเสี่ยงขาลง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้ชี้เศรษฐกิจยังเสี่ยงขาลง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของเกาหลีใต้เปิดเผยรายงานเศรษฐกิจรายเดือน หรือ “กรีนบุ๊ก” (Green Book) ในวันนี้ (15 พ.ค.) บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

    รายงานระบุว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้เผชิญกับความเสี่ยงขาลงที่ยืดเยื้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตในไตรมาสแรกที่ขยายตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญก็ตาม

    กระทรวงฯ ระบุว่า แม้การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์ที่ช่วยหนุนการเติบโตจะยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและอุปสงค์ภายในประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวขึ้น และกลายเป็นภาระต่อการครองชีพของประชาชน

    นอกจากนี้ กระทรวงฯ ชี้ว่า แม้เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตในระดับปานกลาง แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เพิ่มความผันผวนให้กับตลาดการเงินและราคาพลังงานโลก ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และการชะลอตัวของตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของเกาหลีใต้ หลังปรับตามฤดูกาลและผลกระทบจากเงินเฟ้อแล้ว ขยายตัว 1.7% ในไตรมาสแรกเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยเป็นการเติบโตรวดเร็วที่สุดในรอบ 5 ปีครึ่ง นับตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 3/2563

    ขณะเดียวกัน ยอดส่งออกในเดือนเม.ย.พุ่งสูงขึ้น 48% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมในเดือนเม.ย.กลับลดลง 7.8 จุดจากเดือนก่อนหน้า มาอยู่ที่ระดับ 99.2

    การลงทุนในภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 1.5% ในเดือนมี.ค.เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ยอดค้าปลีกในเดือนเดียวกันขยายตัวขึ้น 1.8%

    ดัชนีราคาผู้บริโภคในเดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 2.6% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการขยายตัวที่รวดเร็วกว่าระดับ 2.2% ในเดือนก่อนหน้า

    สำหรับตัวเลขการจ้างงานในเดือนเม.ย. ปรับตัวขึ้น 74,000 ตำแหน่งจากปีก่อนหน้า หลังจากที่เคยเพิ่มขึ้นถึง 206,000 ตำแหน่งในเดือนมี.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/593295&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26lU2QpceOOi-eLUgQdcH6

  • จัดแถว “พุ่มพวง-โตงเตง” รถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ชีวิตคนเมือง-ชนบท”

    จัดแถว “พุ่มพวง-โตงเตง” รถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ชีวิตคนเมือง-ชนบท”

    “รถกับข้าว มาแล้ว รถกับข้าว เนื้อหมู เนื้อไก่ ปลากะพง สด ๆ ใหม่ๆ มาแล้ว”

    “อยากขายจ้า อยากขาย พริกแห้ง อโวกาโด มะละกอ สับปะรด สด ๆใหม่ๆ จ้า”

    เสียงตามสาย ส่งสัญญาณดังมาจาก “รถพุ่มพวง” หรือรถกระบะดัดแปลง เปิดท้ายขายผัก ผลไม้ อาหารสด แห้ง ของ “ลุงสมาน -ป้าต่าย” ขาประจำในหมู่บ้านย่านชานเมืองมานานกว่า 28 ปี จนต่างฝ่ายต่างคุ้นเคยและเชื่อใจกัน ทำให้หลายหลังคาเรือนสามารถ “ซื้อเชื่อ” และจ่ายหลังเงินออกในช่วงปลายเดือน โดย “รถพุ่มพวง” คันนี้ไม่ได้เข้าร่วมโครงการกิจกรรมไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ตามนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

    เช่นเดียวกับ รถเร่ขายผักและอาหารแห้งของ “พี่สมโภชน์” ที่ขนสารพัดน้ำพริก ปลาแห้ง หมูแดดเดียว ที่ผลิตจากกลุ่มแม่บ้าน และผักสดจากสวน ในพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี เข้าจำหน่ายตามหมู่บ้านในเขตพื้นที่เมืองหลวง ซึ่งในห้วงที่เศรษฐกิจฝืดเคือง ทั้งคนขาย-คนซื้อ ทั้งในเมืองหลวงและต่างจังหวัด ต่างต้องปรับตัวตามสภาพ โดยเจ้าของรถพุ่มพวง รถเร่ หรือโตงเตง ได้แจ้งล่วงหน้าล่วงหน้าถึงความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นราคาของ เนื่องจากน้ำมันแพง

    จัดแถว

    จัดแถว “พุ่มพวง-โตงเตง” รถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ชีวิตคนเมือง-ชนบท”

    แม้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ Kick off กิจกรรมไทยช่วยไทยฯที่ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาลไปแล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการช่วยประชาชนในอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าที่มีราคาถูกกว่าห้างสรรพสินค้า มีการระดมสินค้าจากเอกชนและผู้ประกอบการกว่า 3,000 รายการมาจำหน่าย และให้ลดสูงสุดถึงร้อยละ 58 ในทุก ๆ วันศุกร์ตลอดเดือนพ.ค. 2569 นี้

    รถพุ่มพวงและรถโตงเตงที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับสิทธิประโยชน์ คือ 1. สนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง รถพุ่มพวงหรือกระบะได้ 3,000 บาท/เดือน สามล้อพ่วงข้าง 1,500 บาท/เดือน มอเตอร์ไซค์ 1,000 บาท/เดือน และ 2. ชุดสินค้าเริ่มต้นสำหรับการทดลองตลาด ดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พ.ค.– 14 มิ.ย. 2569 คาดว่าโครงการนี้จะลดค่าครองชีพไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และมีเป้าหมาย 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ

    ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า หลังเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ตั้งแต่วันที่ 1 -7 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 10,397 ราย จำแนกเป็น รถยนต์ (L) 3,539 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง (M) 4,535 ราย รถจักรยานยนต์ (S) 2,323 ราย

    ประทวน วัย 45 ปี พ่อค้ารถเร่ ซึ่งใช้มอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคู่ชีพ ดัดแปลงเป็น “รถโตงเตง” วิ่งเจาะเข้าตรอกซอกซอยในตำบลแห่งหนึ่ง จ.ฉะเชิงเทรา บอกว่า ไม่ได้เข้าร่วมโครงการกับรัฐ เพราะไม่สะดวก การใช้รถมอเตอร์ไซค์ แม้น้ำมันจะมีราคาแพงขึ้น แต่ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน ชาวสวนเข้าใจดี ไม่ต้องออกไปตลาด และได้มีการแจ้งลูกค้าให้ทราบรู้ล่วงหน้าแล้วว่า สินค้า หรือพืชผักบางชนิดอาจขึ้นราคา

    “น้ำพริกกะปิ เดิมขายถุงละ 15 บาท ก็ขยับเป็น 17 -20 บาท ผักกาด กวางตุ้ง คะน้า กะหล่ำปี อื่น ๆ เห็ด ราคาขึ้น-ลงตามฤดูกาล เขาซื้อกันไม่มาก ทำขายถุงละ 20 บาท ถั่วต้ม มันต้ม 10-20 บาท พืชผลในต่างจังหวัดราคาไม่แพงเหมือนในเมือง บางคนเขาก็สั่งว่าอยากได้อะไรก็เอามาให้ ขนมหวานราคาแพคละ 10-15บาท ยังมีขาย… เนื้อหมู ไก่ คนที่นี่เขาไม่ค่อยซื้อกัน ส่วนใหญ่เขาจะตุนกันไว้อยู่แล้ว เราก็ขายอาหารแห้ง อาหารสด กำไรพออยู่ได้ ไม่ต้องไปเข้าโครงการอะไรให้ยุ่งยาก”

    ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า “รถพุ่มพวง” รถโตงเตง และรถเร่ขายสินค้า ถือกำเนิดเกิดขึ้นเมื่อใด แต่มีการประเมินว่า น่าจะอยู่ในช่วงธุรกิจการจัดสรรที่ดินและโครงการก่อสร้างเฟื่องฟู เมื่อปี 2531-2534 ในยุครัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งขณะนั้น มีโครงการถนนสายใหม่ ๆ สู่ชานเมือง มีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และโครงการหมู่บ้านจัดสรร ทำแคมป์คนงาน จึงทำให้รถพุ่มพวงสามารถวิ่งเข้าไปเจาะตลาดหาลูกค้าได้ถึงที่

    “พวกผมมาก่อนกาล พวกแกรบ ไรเดอร์ มาทีหลังนะ…เราอยู่ต่างจังหวัด ตื่นเช้าหน่อย ไปรับผักถุงจากตลาด มาแบ่งขายเป็นถุง ๆ ราคาถุงละ 10-15-20 บาท ทั้งผัดกาดขาว กะหล่ำปี คะน้า ขายาว พริก หอมใหญ่ มันต้ม ข้าวต้ม ส้ม เอาเท่าที่ไหว ขายตั้งแต่ตีห้า -10 โมงของหมดก็เลิกเข้าบ้านพักผ่อน กำไรพออยู่ได้ ลูกค้าบางรายอยากได้อะไรเขาก็สั่ง ผมก็ไปหาให้ อาชีพหลักเราทำนา แต่ตรงนี้เป็นรายได้เสริมทำคนเดียวได้ แม่บ้านเขาแค่ช่วยมัดใส่ถุง” เจ้าของรถโตงเตง กล่าว

    จัดแถว

    จัดแถว “พุ่มพวง-โตงเตง” รถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ชีวิตคนเมือง-ชนบท”

    แม้รถพุ่มพวง โตงเตง และรถดัดแปลงเร่ขายของจะจัดเป็น “ตลาดสดเคลื่อนที่” เข้าถึงลูกค้าได้ง่าย และยังช่วยลดภาระชาวบ้าน ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปตลาด แต่เนื่องการดัดแปลงสภาพรถ แขวนถุงผักผลไม้เต็มคัน และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต และบดปังป้ายทะเบียน ซึ่งขัดต่อ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก ถือว่าเป็น “ผิดกฎหมาย”

    หลังจากมีผู้ร้องเรียนปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 “ฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์” ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก ชี้แจงว่า หลังจากนี้ผู้ประกอบการรถพุ่มพวงที่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มาตรา 53 ด้วยการนำรถไปขึ้นทะเบียน และตรวจสภาพให้เรียบร้อยก่อนนำมาวิ่งบนท้องถนน และหากเพิกเฉยจะถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

    จัดแถว

    จัดแถว “พุ่มพวง-โตงเตง” รถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ “ชีวิตคนเมือง-ชนบท”

    โดยจะมีการยกร่างกฎหมายรองรับ “รถเศรษฐกิจชุมชน” มุ่งหนุนรายได้ฐานรากควบคู่มาตรฐานความปลอดภัยโดยมีแนวทางดังนี้

    • สนับสนุนการสร้างรายได้ มุ่งเน้นการรับรองสถานะของรถให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพรายย่อยสามารถใช้เครื่องมือทำกินได้อย่างมั่นใจ สอดคล้องกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    • กำหนดมาตรฐานความปลอดภัย พิจารณาเกณฑ์ทางเทคนิคที่เหมาะสมกับลักษณะของรถแต่ละประเภท เพื่อให้ตัวรถมีความมั่นคงแข็งแรงเพียงพอต่อการใช้งาน และสร้างความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้ร่วมใช้ถนน

    โฆษกกรมการขนส่งทางบก ย้ำว่า กรมการขนส่งทางบกมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน โดยเป้าหมายสำคัญคือการส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อสร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

    “อยากขาย” เสียงเจื่อยแจ้วของ “แม่ค้า-พ่อค้า” ดังจากลำโพงเครื่องขยายเสียงจากรถพุ่มพ่วง ขณะที่ “สัญญาณแตร” ที่บีบ 3 ครั้ง พร้อมเสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์วิ่งชะลอ คือ สัญญาลักษณ์ของรถโตงเตง และรถเร่ ทั้งหมดนี้คือ “ชีวิต” ต่อ “ชีวิต” ที่ต่างมีหน้าที่และต้องถูก “จัดแถว” ขับเคลื่อนวิถีชุมชนและชนบท ไปสู่คน “อยากซื้อ”

    อ่านข่าว

    แม่สายปี 69 ยังเสี่ยงน้ำท่วม แม้รัฐเร่งทำพนัง-ขุดลอก แต่ติดปัญหางบและสิ่งปลูกสร้างขวางน้ำ

    “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ไดโนเสาร์ชนิดใหม่ ใหญ่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทย

    ร้องเพลง -วิ่งโซน 2 ผู้สูงวัย รันคลับสุขภาพสุดอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03SShUzi9polOm96086nZu