Blog

  • “ศุภจี” เผยรัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

    “ศุภจี” เผยรัฐบาลเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง หลังหมดไทยช่วยไทยพลัสเฟส 2

    18 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้า และสินค้าในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า เรื่องราคาสินค้ากระทรวงพาณิชย์ดูแลอยู่ ส่วนเรื่องการดูแลอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    ส่วนหลังจากการต่ออายุไทยช่วยไทยต่อไปอีก 2 เดือน จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นอีกหรือไม่ นางศุภจี ยอมรับว่ามี ซึ่งขณะนี้กำลังพูดคุยกันอยู่ พร้อมระบุว่า จะออกมาเป็นแพ็กเกจของกระทรวงเศรษฐกิจโดยจะต้องมองภาพรวม เพื่อรองรับตัวเลขไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ด้วย อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง 

    สำหรับความคืบหน้าในการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ยังมีรายละเอียดที่ต้องหารือเพิ่มเติมเล็กน้อยระหว่างไทยกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย.) ตนจะเดินไปประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน ที่ประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งจะได้มีการหารือเพิ่มเติมกับนาย Rick Switzer รองผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) เกี่ยวกับเรื่องนี้ และคิดว่าจะมีการพูดคุยให้เสร็จเรียบร้อย

    ส่วนการพูดคุยระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพื่อปิดดีลภาษี ตอนนี้ยังไม่ได้มีการนัดหมาย เพราะต้องมีการตกลงกันเรื่องลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมใช่ ซึ่งเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/79077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WI_FV_VZp_18wEbMRmvP-

  • ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    ทีมเศรษฐกิจ จ่อคลอดแพ็กเกจรับวิกฤตพลังงาน ชงครม. 22 ก.ย. ช่วยเหลือประชาชน

    18 กันยายน 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับ รองนายกรัฐมนตรี รมว.พลังงาน รมว.อุตสาหกรรม เพื่อหารือถึงแนวทางและมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 22 กันยายนนี้ 

    นางศุภจี กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร

    ขณะที่เดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯนายปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ว่าสามารถดึงงบส่วนไหนมาใช้ได้

    ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ

    สำหรับสถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ตอนนี้ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 7-8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ไปแล้ว 

    โดยราคาน้ำมันในประเทศไทยยังคงอยู่ในระดับที่ไม่สูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร   

    นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา

    “ราคาน้ำมันของบ้านเราไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน จริงๆ แล้วรัฐบาลยังอุดหนุนในเรื่องของกองทุนพลังงานอยู่ รอบนี้เราก็ต้องพยายามให้มันไม่มีปัญหาเดิมๆ ครั้งที่แล้วที่เราคุยกันว่า 15 วันเราจะไม่ขึ้นเลย มันทำให้เกิดปัญหาหลายอย่างมาก รอบนี้เราก็ต้องปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติบ้าง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/669238&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pxEqJFObyEb_F29a29-lx

  • “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์”นำทีมเยือนคุนหมิงเปิดทางร่วมมือ“โดรน-หุ่นยนต์-เศรษฐกิจดิจิทัล”

    “นิพนธ์ บุญญามณี” อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน นำคณะผู้แทนไทยเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ระหว่าง 18-21 ก.ย. 2569 ในฐานะแขกของ “Jin Yunqiang” เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ไทย-จีน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล อุตสาหกรรม หุ่นยนต์ โดรน และการพัฒนาบุคลากร รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    วันที่ 18 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อุปนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้แทนจากประเทศไทยเดินทางเยือนนครคุนหมิง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 18-21 กันยายน 2569 ในฐานะแขกของ Mr. Jin Yunqiang

    โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับจีน พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานและภาคส่วนต่าง ๆ ของไทยได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการพัฒนาความร่วมมือที่สามารถนำไปต่อยอดในทางปฏิบัติ

    คณะผู้แทนไทยในครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้แทนกองทัพบก ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าจังหวัดสงขลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงผู้แทนจากภาคธุรกิจและสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน สะท้อนถึงการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการรับมือเหตุฉุกเฉิน ภาคอุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน เทคโนโลยี ตลอดจนการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน

    หนึ่งในภารกิจสำคัญของคณะ คือการเยี่ยมชมบริษัท Yunnan Hudian Emergency Equipment Manufacturing Limited ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ โดรน อุปกรณ์สื่อสาร หุ่นยนต์ และสุนัขหุ่นยนต์

    ในการเยี่ยมชมดังกล่าว คณะผู้แทนไทยจะได้รับชมการสาธิตการใช้งานผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน การค้นหาและช่วยเหลือ ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดหรือมีความเสี่ยงต่อบุคลากร

    นอกจากการศึกษาด้านเทคโนโลยีแล้ว คณะผู้แทนไทยยังมีกำหนดเยี่ยมคารวะ Mr. Li Zhen อุปนายกสมาคมมิตรภาพระหว่างประเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาขายูนนาน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน รวมถึงแนวทางการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาคธุรกิจ และองค์กรต่าง ๆ ของไทยกับมณฑลยูนนานให้มีความใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการเดินทางครั้งนี้ คือการศึกษาดูงานที่ China Unicom เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยคณะจะได้ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการวางโครงข่ายที่เชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้กับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการพัฒนาระบบพลังประมวลผล ศูนย์คอมพิวติ้งอัจฉริยะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคการผลิต

    การศึกษาดูงานดังกล่าวมีความสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการผลิตอัจฉริยะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัวทางเศรษฐกิจในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทต่อทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน โดยคณะผู้แทนไทยจะมีโอกาสรับทราบแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีและกรณีศึกษาที่สามารถนำไปพิจารณาต่อยอดให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

    ขณะเดียวกัน คณะยังมีกำหนดเยี่ยมชม วิทยาลัยอาชีวศึกษาการกีฬามณฑลยูนนาน เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีโดรนในด้านการเรียนการสอนและการฝึกอบรมบุคลากร

    ประเด็นด้านการศึกษาถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของภารกิจที่มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการพัฒนากำลังคน โดยเฉพาะทักษะด้านเทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งระบบอากาศยานไร้คนขับ หุ่นยนต์ ระบบดิจิทัล และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ซึ่งสามารถนำไปสู่การแลกเปลี่ยนหลักสูตร บุคลากร องค์ความรู้ และแนวทางการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/669222&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ld0uTZDKDFbiiwwCxDqay

  • “ธนาคารโลก” ถกความร่วมมือไทยฉบับใหม่ มุ่งสร้างงาน-หนุนเศรษฐกิจ

    “ธนาคารโลก” ถกความร่วมมือไทยฉบับใหม่ มุ่งสร้างงาน-หนุนเศรษฐกิจ

    คณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า ได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือ (CPF) สำหรับประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ 2570–2575 ฉบับใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานในช่วงก้าวต่อไปของประเทศไทย บนพื้นฐานของงเศรษฐกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงและมีความเข้มแข็งพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง

    กลุ่มธนาคารโลกทำงานร่วมกับประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 75 ปีในทุกช่วงของการพัฒนาประเทศ กรอบความร่วมมือฉบับใหม่นี้จะยิ่งกระชับความร่วมมือดังกล่าวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยการบูรณาการองค์ความรู้และการสนับสนุนด้านการปฏิรูปเข้ากับการจัดหาเงินทุนแก่ภาครัฐอย่างคัดสรรและการลงทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนเส้นทางของประเทศไทยสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือดังกล่าวยังรับกับเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวและสาระสำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571–2575) ที่อยู่ระหว่างการจัดทำ

    กรอบความร่วมมือฉบับนี้ต่อยอดจากพลังขับเคลื่อนสำคัญของการประชุม Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งผู้นำจากภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันผลักดันวาระการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย พร้อมกันนี้ ยังสะท้อน ลำดับความสำคัญที่รวบรวมจากการหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียชาวไทย เพื่อจัดทำรายงานสำคัญของ กลุ่มธนาคารโลกในชื่อ Building Thailand’s Future Today โดยกรอบความร่วมมือมุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนประเด็นสำคัญ เหล่านี้ให้กลายเป็นการปฏิรูปและการลงทุนที่เป็นรูปธรรม ผ่านการทำงานร่วมกับกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีอยู่แล้ว เช่น คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. (Joint Public-Private Committee: JPPC)

    “การประชุม Bangkok Business Summit สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความเห็นพ้องร่วมกันในการเปลี่ยนจากการวิเคราะห์ปัญหาไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง” สตีเฟน เอ็น. เอ็นเดกวา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและเมียนมา ธนาคารโลก กล่าว “กรอบความร่วมมือฉบับนี้จะช่วยเปลี่ยนเจตนารมณ์ดังกล่าวให้เป็นการลงทุนที่เป็นรูปธรรม การสร้างงานที่มีจำนวนมากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ และการสร้างความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน”

    กรอบความร่วมมือมุ่งเน้นผลลัพธ์สองประการที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ประการแรกคือ การเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน โดยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจเพิ่มผลิตภาพ สร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ แข่งขันในตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นไปที่ภาคส่วนที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงาน ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ห่วงโซ่มูลค่าดิจิทัล และธุรกิจการเกษตร ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะ การเงินที่ยั่งยืน และการส่งเสริมนวัตกรรม

    ประการที่สองคือ การเสริมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรองรับการเติบโต โดยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ คมนาคม และพลังงาน ความยืดหยุ่นทางการคลัง การเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากสภาพอากาศ และระบบคุ้มครองทางสังคม ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการรับมืออุทกภัยและภัยแล้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยา การเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมที่เชื่อมโยงภาคธุรกิจและแรงงานในภูมิภาคที่มีการพัฒนาล่าช้าเข้ากับตลาดระดับประเทศ และการช่วยวางรากฐานทางการคลัง ผ่านระบบการจัดเก็บรายได้ที่เข้มแข็งขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการเติบโตที่สมดุลในเชิงพื้นที่ รวมถึงความพยายามในการปลดล็อกศักยภาพของเมืองรองและแนวพื้นที่เศรษฐกิจภูมิภาค

    “ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งระดมและเอื้อให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนในระดับที่กว้างขวาง เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโต สร้างนวัตกรรม และสร้างงานที่มีคุณภาพมากขึ้น” อาร์โนด์ ดูปัวซาต์ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออก บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (IFC) กล่าว “เราจะผนึกจุดแข็งของธนาคารโลก IFC และสถาบันประกันการลงทุนพหุภาคี (MIGA) เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปและการลงทุนที่ช่วยยกระดับผลิตภาพ ขยายโอกาส และเสริมสร้างความยืดหยุ่น”

    การจัดทำ CPF ฉบับนี้มีขึ้นในช่วงที่ประเทศไทยเตรียมรับบทเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก (IMF–World Bank Group Annual Meetings) ประจำปี 2569 ณ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม การประชุมดังกล่าวจะเป็นเวทีสำคัญในนำเสนอวิสัยทัศน์ด้านการพัฒนาของประเทศไทยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกระชับความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตที่ทั่วถึง มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากยิ่งขึ้น

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/864332&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Cq6jVgcebxBP_eZAz1fIX

  • ’ดนุชา‘ มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะไทยโฟกัสลงทุน

    ’ดนุชา‘ มองเฟดขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก แนะไทยโฟกัสลงทุน

    “เลขาฯสภาพัฒน์” มอง Fed ปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องดี ความเสี่ยงตลาดโลกอาจสูงขึ้น ชี้ควรโฟกัสแผนระยะยาว เน้นดึงการลงทุน

    • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯ สภาพัฒน์ฯ มองว่าการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจโลก
    • ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องพิจารณานโยบายเพื่อรับมือดอกเบี้ยในประเทศที่อาจสูงขึ้นและผลกระทบต่อการดึงดูดเงินลงทุน
    • แนะให้ไทยควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในระยะยาว เพื่อเตรียมความพร้อมและลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่อาจเกิดขึ้น

    เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่ง กล่าวถึงการรับมือผลกระทบที่อาจได้รับหลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ว่า การปรับอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่เรื่องดี เพราะจะทำให้ความเสี่ยงของตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น 
       
    ขณะที่ การรับมือของประเทศไทยในส่วนของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องพิจารณาดูว่าจะมีนโยบายรับมืออย่างไร เพราะอาจจะทำให้ดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้น เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศไทยกับต่างประเทศมีความแตกต่างกัน และต้องดูว่าจะสามารถดึงเงินลงทุนมาได้อย่างไร 

    เมื่อถามว่า ในฐานะที่เป็นหน่วยงานรัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไร นายดนุชา กล่าวว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องมีนโยบายออกมารับมืออยู่แล้ว

    แต่ส่วนตัวมองว่าควรจะทำเรื่องการลงทุน เพราะต้องโฟกัสในแผนระยะยาว หากเตรียมความพร้อมให้ดี เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจะได้กระทบไม่มาก และน่าจะพอต้านได้ รวมถึงการเตรียมรับมือปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้ง เพื่อไม่ให้สายแบบนี้มาซ้ำเติม

    เมื่อถามว่าหากราคาพลังงานสูงขึ้นอาจกระทบกับค่าขนส่งจะมีมาตรการรับมืออย่างไร

    นายดนุชา กล่าวว่า เบื้องต้นมีกลไกกองทุนอยู่แล้ว รวมถึงหน่วยงานต่างๆก็มีกลไกรับมืออยู่แล้ว แต่ยอมรับว่าคงไม่สามารถทำให้ทุกคนใช้น้ำมันถูกได้

    ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามกลไกตลาด และอาจจะกระทบกับกลุ่มที่มีมีรายได้วันต่อวัน ดังนั้น ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน ต้องเตรียมรับ โดยในส่วนของรัฐบาลขณะนี้พยายามทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน ส่วนวิธีการอย่างไรนั้นคงต้องรอดู

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1252472&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qTOAsnLINd5GJnkGZQvKV

  • “ศุภจี” แย้มแพ็กเกจเศรษฐกิจชุดใหม่ รับไตรมาส 4 รอชง ครม.

    “ศุภจี” แย้มแพ็กเกจเศรษฐกิจชุดใหม่ รับไตรมาส 4 รอชง ครม.

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วันนี้ (18 ก.ย.69) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงการรับมือด้านการค้าและราคาสินค้าในประเทศ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ว่า กระทรวงพาณิชย์ดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ส่วนการดูแลด้านอัตราดอกเบี้ยต้องสอบถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    เมื่อถามว่า นอกจากการต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แล้ว รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ นางศุภจี ยืนยันว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมออกมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและหารือร่วมกัน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากต้องรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน

    นางศุภจี ยอมรับว่า มาตรการดังกล่าวจะออกมาในรูปแบบ “แพ็กเกจ” ร่วมของกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ภายใต้ภาพรวมของรัฐบาล เพื่อรองรับตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ได้เปิดเผยแล้วว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะต่ออายุออกไปอีก 2 เดือน จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2569 ดังนั้น การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องพิจารณาให้ครอบคลุมการดำเนินงานของทุกกระทรวง

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    เคาะแล้ว! “เอกนิติ” เผยต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” สูตรเดิม 60/40 ถึง พ.ย. ชง ครม. 22 ก.ย.นี้

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/864269&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311x8uzMnqpCH2eyUUbuHJ

  • มท.3 จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    มท.3 จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยว-เศรษฐกิจชุมชน

    มท.3 จุดแข็ง

    มท.3 ลุยจันทบุรี ชู “ทุเรียน–ผลไม้” จุดแข็ง “เมืองจันท์” ต่อยอดท่องเที่ยวเชื่อมชุมชนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ย้ำพัฒนาท่องเที่ยวจันทบุรี ต้องสร้างรายได้ให้ชุมชนด้วย

    นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ติดตามภารกิจสำคัญด้านการบริหารราชการ การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยมุ่งให้การพัฒนาพื้นที่เดินหน้าไปพร้อมกันทั้ง “ความปลอดภัยของประชาชน คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจชุมชน และศักยภาพด้านการท่องเที่ยว” โดยได้เปิดโครงการอบรมสัมมนา เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดภาคกลาง ประจำปี 2569 พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานบริการประชาชนในพื้นที่ โดยได้กล่าวถึงศักยภาพของผลไม้ใน จ.จันทบุรีว่า มีจุดแข็งที่ชัดเจนมาก โดยเฉพาะเรื่องผลไม้และทุเรียน ซึ่งถือเป็นของดีของเมืองจันท์ และยังไม่เห็นที่ใดจะเทียบคุณภาพได้ จึงเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญของจันทบุรีที่เราต้องรักษาและต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่ม

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้ลงพื้นที่ฝายน้ำล้นบริเวณวัดปึก หมู่ 7 บ้านปึก ตำบลวังแซ้ม อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี เพื่อตรวจเยี่ยมพื้นที่และติดตามสถานการณ์ดินสไลด์ ตลิ่งถูกกัดเซาะ และฝายน้ำล้นชำรุด ซึ่งเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวังผลกระทบจากน้ำไหลหลาก โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกหนัก ซึ่งก่อนหน้านี้ จังหวัดจันทบุรี ได้ระดมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนโดยศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดจันทบุรี ร่วมกับอำเภอมะขาม เทศบาลตำบลวังแซ้ม สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจันทบุรี ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 17 จันทบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดจันทบุรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จิตอาสา และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันปฏิบัติการ เพื่อป้องกันไม่ให้ตลิ่งและฝายได้รับความเสียหายเพิ่มเติม รวมถึงลดผลกระทบจากน้ำไหลหลากและเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชน

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ยังได้เดินทางต่อไปยัง โครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชายฝั่งทะเล บ้านหัวแหลม (Skywalk จุดชมวิวเนินนางพญา) ตำบลสนามไชย อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่บริเวณเนินนางพญา และชายฝั่งจันทบุรีมีจุดเด่นทั้งภูมิทัศน์ทะเล ถนนเลียบชายฝั่ง และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า จุดชมวิวเนินนางพญาเป็นหนึ่งในจุดชมวิวสำคัญของเส้นทางเฉลิมบูรพาชลทิต และบริเวณใกล้เคียงยังมีบ้านหัวแหลมและเจดีย์กลางน้ำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของภูมิทัศน์และวิถีชุมชนชายฝั่งจันทบุรี จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวในมิติที่มากกว่าสถานที่ท่องเที่ย แต่ควรมองให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน ที่สามารถเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับร้านค้า อาหารพื้นถิ่น สินค้าชุมชน การประมง วิถีชีวิต และเส้นทางท่องเที่ยวอื่น ๆ ของจังหวัด

    มท.3 จุดแข็ง

    นายเจเศรษฐ์ ระบุว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันไม่ควรเน้นเพียงการสร้างสิ่งปลูกสร้าง แต่ต้องให้ประชาชน และชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจันทบุรีมีต้นทุนที่ดีอยู่แล้ว ทั้งธรรมชาติ ทะเล ภูเขา สวนผลไม้ วิถีชีวิตของชุมชน รวมถึงอัตลักษณ์ด้านอัญมณี ดังนั้น ต้องนำต้นทุนเหล่านี้มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับประชาชนให้มากที่สุด

    ข่าวล่าสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378983475&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uk4_8n4077MiBLAVw3rCo

  • พ่อค้าแม่ค้าโอดพิษเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง ฝากถึง ‘นายกฯอนุทิน’ เร่งช่วยชาวบ้านอย่าเงียบหาย | เดลินิวส์

    พ่อค้าแม่ค้าโอดพิษเศรษฐกิจหนักกว่ายุคต้มยำกุ้ง ฝากถึง ‘นายกฯอนุทิน’ เร่งช่วยชาวบ้านอย่าเงียบหาย | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (17 ก.ย.) ลงพื้นที่ตลาดคลองถม อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณลานข้าง บขส. ซึ่งเป็นตลาดยอดนิยมของชาวบ้านในหลายอำเภอ โดยปกติจะคึกคักตั้งแต่ช่วง 16.00 น. ไปจนถึงประมาณ 19.30 น. แต่วันนี้กลับมีบรรยากาศเงียบเหงาผิดสังเกต พ่อค้าแม่ค้าหลายรายขายของไม่ดี บางรายเริ่มเก็บของเตรียมเดินทางกลับบ้าน

    นายปรีชา อายุ 45 ปี ชาว อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณตลาดช่องจอม เปิดเผยว่า ช่วงนี้บรรยากาศการค้าขายเงียบเหงา ไม่ดีเหมือนปีที่ผ่านมา จนทำให้นึกถึงช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองยุคต้มยำกุ้ง แต่ส่วนตัวมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันหนักกว่ายุคนั้น จึงอยากฝากถึงนายกฯอนุทิน ให้เร่งช่วยเหลือประชาชนรากหญ้า โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและราคาน้ำมัน พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลกลับมาพูดถึงเรื่องการสร้างรั้วหรือกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ป่าตามแนวชายแดน หลังจากก่อนหน้านี้เคยมีการพูดถึง แต่ระยะหลังไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าว

    ขณะที่นายต้อม อายุ 36 ปี พ่อค้าขายทุเรียน กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจฝืดเคือง ประกอบกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าในตลาดอย่างมาก จึงอยากฝากให้นายกฯ ช่วยดูแลเรื่องราคาน้ำมัน ช่วยดูแลราคาน้ำมันให้เหลือประมาณ 30 บาทเหมือนที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ชาวบ้านเดือดร้อนกันมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ยังแตะระดับ 40 บาท

    ส่วนทางด้านคุณพร อายุ 43 ปี แม่ค้า กล่าวว่า ช่วงนี้ประชาชนในพื้นที่ จ.สุรินทร์ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ต้องประหยัดและอดออม ทำให้พ่อค้าแม่ค้าขายของไม่ดี จึงอยากฝากรัฐบาลช่วยแก้ปัญหาเรื่องค่าครองชีพและราคาน้ำมัน พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องการสร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา หลังจากเคยมีการพูดถึงแต่ระยะหลังเงียบไป

    นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดด่าน โดยระบุว่าในฐานะคนสุรินทร์ ไม่อยากให้เปิดด่านในช่วงนี้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เกลียดพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชา แต่กังวลว่าหากเปิดด่านแล้วกลับมาเผชิญหน้ากันอีก อาจเกิดปัญหาตามมา.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6199170/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UK8AXScAi-eIobWSQBw7Z

  • คลังต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส ลุ้นเพิ่มแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้ | เดลินิวส์

    คลังต่ออายุไทยช่วยไทยพลัส ลุ้นเพิ่มแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจปลายปีนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 18 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังหารือและเตรียมออกแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องมองเป็นภาพรวม หลังจากกระทรวงการคลัง ต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส ออกไปอีก 2 เดือน เพื่อเป็นการรองรับตัวเลขเศรษฐกิจช่วงในไตรมาสสุดท้ายปลายปีนี้

    อย่างไรก็ตามล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้ออกมาพูดเรื่องการต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสต่ออีก 2 เดือน ดังนั้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต้องดูให้ครอบคลุมทุกกระทรวง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6199126/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R1Tl1yx64jMn8Ni2M0hYT

  • มองโกเลียในปั้น ‘ซูเปอร์ลีก’ ดันเศรษฐกิจ 647 ล้านหยวน คนดู 1.45 ล้านคน

    มองโกเลียในปั้น ‘ซูเปอร์ลีก’ ดันเศรษฐกิจ 647 ล้านหยวน คนดู 1.45 ล้านคน

    มองโกเลียใน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านอีเวนต์กีฬา หลังฟุตบอล “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก 2026” สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 647 ล้านหยวน จากการแข่งขัน 79 นัด ตลอดฤดูกาลปกติและรอบน็อกเอาต์ พร้อมดึงดูดผู้ชมเข้าสนามสะสมกว่า 1.45 ล้านคน ตอกย้ำบทบาทของกีฬาในฐานะเครื่องมือกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาค

    สำนักงานกีฬาของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน เปิดเผยว่า การแข่งขันดังกล่าวสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรงประมาณ 195 ล้านหยวน หรือเฉลี่ย 2.4633 ล้านหยวนต่อการแข่งขัน ขณะที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจทางอ้อมอยู่ที่ประมาณ 452 ล้านหยวน หรือเฉลี่ย 5.7266 ล้านหยวนต่อนัด

    เม็ดเงินทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นครอบคลุมหลายภาคส่วน ทั้งร้านอาหาร โรงแรม การเดินทาง การท่องเที่ยว การค้าปลีก และความบันเทิง โดยการจัดการแข่งขันช่วยเชื่อมกิจกรรมกีฬาเข้ากับการบริโภคและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่องนอกสนามแข่งขัน

    ดึงผู้ชมต่างเมือง เพิ่มการใช้จ่าย

    ข้อมูลผู้ชมในนัดชิงชนะเลิศสะท้อนศักยภาพของการแข่งขันในการดึงดูดผู้บริโภคจากนอกพื้นที่ โดยผู้ชมจากฮูฮอตมีสัดส่วนร้อยละ 18.07 เปาโถว 20.54 และออร์ดอส 28.32 ขณะที่ผู้ชมจากเมืองอื่นๆ ในมองโกเลียในคิดเป็นร้อยละ 25.60 และผู้ชมจากนอกเขตปกครองตนเองฯ อยู่ที่ร้อยละ 7.47

    ผู้ชมจากต่างเมือง ซึ่งรวมถึงแฟนบอลจากเปาโถวและออร์ดอสที่เดินทางข้ามเมืองเพื่อเข้าชมการแข่งขัน มีการใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 642.5 หยวนต่อคน สูงกว่าผู้ชมในพื้นที่ซึ่งใช้จ่ายเฉลี่ย 84.9 หยวนต่อคน สะท้อนผลของการเดินทางข้ามพื้นที่ที่ช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและบริการ

    ผู้ชมจากนอกมองโกเลียในส่วนใหญ่เดินทางมาจากพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ ซานซี เหอเป่ย์ และส่านซี ทำให้การแข่งขันมีบทบาทในการดึงเม็ดเงินจากต่างพื้นที่เข้าสู่เศรษฐกิจท้องถิ่น

    เชื่อมกีฬาเข้าท่องเที่ยว-สินค้าเกษตร

    ขณะเดียวกัน การแข่งขันยังถูกใช้เป็นช่องทางขยายตลาดให้กับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ งานหัตถกรรมพื้นเมือง และแบรนด์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทุ่งหญ้า โดยนำกิจกรรมกีฬาไปเชื่อมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ย่านการค้า การบริโภคช่วงกลางคืน และโปรโมชั่นจากบัตรเข้าชมการแข่งขัน รูปแบบดังกล่าวก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันมากขึ้น ตั้งแต่การเดินทางไปชมเกม การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการซื้อสินค้าท้องถิ่นและเดินทางท่องเที่ยวต่อในพื้นที่

    ด้านการสร้างกระแสบนแพลตฟอร์ม Douyin (TikTok จีน) คอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับ “2026 Mongolia Super Finals” มียอดรวมการกดถูกใจ แชร์ แสดงความคิดเห็น และบันทึกประมาณ 378,300 ครั้ง ช่วยขยายการรับรู้ของการแข่งขันและสถานที่จัดงานออกไปในวงกว้าง

    ภาพรวมของการแข่งขันครั้งนี้สะท้อนแนวทางการใช้ “อีเวนต์กีฬา” เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่ได้จำกัดผลประโยชน์อยู่เพียงรายได้จากการแข่งขัน แต่เชื่อมโยงไปยังการเดินทาง ที่พัก อาหาร การค้าปลีก การท่องเที่ยว และสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    สำหรับมองโกเลียใน การพัฒนา “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก” จึงมีเป้าหมายในเชิงเศรษฐกิจมากกว่าการจัดการแข่งขันฟุตบอล โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมกีฬา การบริโภค และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเม็ดเงินและขยายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปยังธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม

    ข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะ สคต. ณ นครเฉิงตู

          กรณี “มองโกเลีย ซูเปอร์ลีก 2026” สะท้อนให้เห็นว่า กีฬาไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิง แต่สามารถทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้ โดยการแข่งขัน 79 นัดสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวม 647 ล้านหยวน และดึงผู้ชมเข้าสนามกว่า 1.45 ล้านคน 

    จุดสำคัญอยู่ที่รายได้ทางอ้อมซึ่งสูงถึง 452 ล้านหยวน หรือราวร้อยละ 70 ของผลประโยชน์ทั้งหมด สะท้อนว่าเม็ดเงินจากการแข่งขันไม่ได้หยุดอยู่ที่ธุรกิจกีฬา แต่ต่อไปยังโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การท่องเที่ยว และค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ชมต่างเมืองที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 642.5 หยวนต่อคน สูงกว่าผู้ชมท้องถิ่นหลายเท่า

    ในเชิงเศรษฐกิจ โมเดลนี้จึงมีลักษณะของ Multiplier Effect หรือการต่อยอดรายได้จากกิจกรรมหลักไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ขณะเดียวกันการนำฟุตบอลมาเชื่อมกับสินค้าเกษตรและปศุสัตว์ งานหัตถกรรม และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ยังช่วยเปลี่ยน “ผู้ชมกีฬา” ให้กลายเป็น “ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยว” ซึ่งเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระยะต่อไปคือการทำให้ผลทางเศรษฐกิจดังกล่าว เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนอกช่วงการแข่งขัน หากมองโกเลียในสามารถพัฒนาอีเวนต์กีฬาให้เชื่อมกับการท่องเที่ยวและธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นระบบ “ซูเปอร์ลีก” ก็มีโอกาสพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าได้มากกว่าการแข่งขันฟุตบอลเพียงอย่างเดียว

                                             ———————————————

                                                    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู

     กันยายน 2569

    แหล่งข้อมูล : 

     People’s Government of Inner Mongolia Releases

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yw8qp671vw1foozydojagi78&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oAp4E9wUQACymu_5R9ZXb