Blog

  • เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    เผยยอดใช้พลังงาน ปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินโต รับท่องเที่ยวบูม

    สนพ. สรุปการใช้พลังงานรวมปี 2568 ลดลง 1.6% การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันเครื่องบินโต 7.5% สอดคล้องท่องเที่ยวขยายตัว

    สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้จัดทำรายงานสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศอยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปีก่อน

    ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย 

    สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปี 2568 การใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยการใช้พลังงานในภาพรวมลดลงร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า

    การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

    ในส่วนของการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8

    ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

    การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,633 พันตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็นการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมาคือการใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

    ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมาคือการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

    สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe

    การใช้ไฟฟ้า ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) ในปี 2568 อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

    สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gBAdoOd7xFbqSwEbMkRl0

  • เซ็นทาราเผยโฉม “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองแห่งใหม่

    เซ็นทาราเผยโฉม “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองแห่งใหม่

    เซ็นทาราเผยโฉม

    โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เผยโฉมโรงแรมแห่งที่สองในญี่ปุ่นเซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” เป็นครั้งแรก โรงแรมไลฟ์สไตล์ใจกลางเมืองอันสะดวกสบายแห่งใหม่ เตรียมเปิดให้บริการต้อนรับนักเดินทางจากทั่วโลก ในเดือนเมษายนปี 2569 นี้

    เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ตั้งอยู่ย่านนัมบะอันเลื่องชื่อ ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเมืองโอซาก้า โดยมีห้องพักให้บริการจำนวน 300 ห้อง ห้องพักทุกห้องได้รับการออกแบบอย่างทันสมัย ผสมผสานความสะดวกสบาย ความเรียบง่าย ความอบอุ่น และศิลปะที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นเมืองโอซาก้าเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

    เซ็นทาราเผยโฉม

    ห้องพักที่เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ได้รับการออกแบบในสไตล์เรียบง่ายอย่างร่วมสมัย เน้นการตกแต่งด้วยโทนสีสดใส นำเสนอแบบห้องพักให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย เริ่มตั้งแต่ห้องสแตนดาร์ด, ห้องซูพีเรีย, ห้องดีลักซ์ และห้องแฟมิลี่สำหรับครอบครัว โดยมีเตียง 2 ชั้น สำหรับเด็กในห้องสำหรับครอบครัว ซึ่งทุกห้องพักเป็นห้องปลอดบุหรี่ และเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน อาทิ โต๊ะทำงาน ทีวีจอแบน และบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงฟรี

    โรงแรมแห่งนี้นำเสนออาหารเลิศรสผ่านห้องอาหารทั้ง 2 แห่ง โดยมีห้องอาหารหลักของโรงแรม คือ ห้องอาหาร Dining ที่นำเสนอเมนูอาหารเช้าแบบนานาชาติและท้องถิ่นญี่ปุ่น และ SORA บาร์ รูฟท็อปเลาจน์ในบรรยากาศสบายๆ ให้แขกผู้เข้าพักได้ดื่มด่ำกับวิวยามค่ำคืนของเมืองโอซาก้า พร้อมจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดและอาหารว่างอย่างผ่อนคลาย

    เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟนัมบะ สายนันไค โรงแรมแห่งนี้รายล้อมด้วยร้านอาหารท้องถิ่น แหล่งช้อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากมาย อาทิ ย่านโดทงโบริ (Dotonbori), ตลาดปลาคิซุ (Kizu Wholesale Market), ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi) และปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle)

    เพื่อเตรียมฉลองการเปิดให้บริการ “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” เซ็นทารามอบข้อเสนอช่วงเปิดตัว ด้วยส่วนลด 25% สำหรับสมาชิก CentaraThe1 (สำหรับราคา The Place to Be และ Flexible Rates) พร้อมคะแนนสะสมสามเท่าสำหรับสมาชิก โดยลูกค้าสามารถจองข้อเสนอพิเศษนี้ได้ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 พฤษภาคม 2569 สำหรับการเข้าพักตั้งแต่ 6 เมษายน ถึง 31 สิงหาคม 2569 ทั้งนี้ สามารถสมัครเป็นสมาชิก CentaraThe1 โดยไม่เสียค่าสมัครใดๆ ทั้งสิ้น ได้ที่ https://centara1card.com/signup

    สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองห้องพักภายใต้ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว “เซ็นทารา ไลฟ์ นัมบะ โอซาก้า” ได้ที่ https://www.centarahotelsresorts.com/centara-life/th/cloj/opening-offer


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800092&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Kjo_rSU481klvIwY_XpfS

  • กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2


    19/03/2569 | 23 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน เปิดเวที D-HOPE ปั้นชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ โรงแรมนนทบุรี พาเลซ จังหวัดนนทบุรี นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ภายใต้โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 รุ่นที่ 2 โดยมี นางสาวริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะวิทยากร และผู้แทนชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง

    การจัดประชุมในครั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยนำแนวคิด D-HOPE (Decentralized Hands-On Program Exhibition) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ขายสินค้า มาเป็นการสร้าง “โปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” ที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับชุมชน โดยรุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 21 มีนาคม 2569 มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย นักวิชาการพัฒนาชุมชน ผู้นำชุมชน และผู้ประกอบการ รวมทั้งสิ้น 58 ชุมชน โดยมีสาระสำคัญในการดำเนินงาน ดังนี้

    – การยกระดับชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี: มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้บริหารจัดการชุมชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยว ให้สามารถออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ดึงอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาสร้างจุดเด่น (Champ) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างมีชั้นเชิง

    – กลยุทธ์การเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ (Hands-On): เน้นการจัดกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมทำกิจกรรมกับคนในชุมชนได้โดยตรง (Experience Economy) ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์และบริการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างมหาศาล

    – สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืน: ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้สู่หมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการตนเองได้และเกิดความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาวตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย

    นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวว่า “การพัฒนาทักษะด้านการจัดโปรแกรมท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวได้ลงมือปฏิบัติจริงในรุ่นที่ 2 นี้ จะเป็นการเติมเต็มศักยภาพให้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี มีความพร้อมสูงสุดในการรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวตามแผนงานของรัฐบาล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ และความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่ประชาชนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม”

    กิจกรรมในครั้งนี้ยังรวมถึงการวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนเพื่อรับมือกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในอนาคต และการเตรียมความพร้อมในการจัดงานนิทรรศการโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เพื่อประกาศศักยภาพของชุมชนท่องเที่ยวไทยสู่สายตาสาธารณชนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/340123&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FVj2kzLgPabe-MpzQOWRc

  • ทุบ ‘หม้อข้าว’ นักการเมือง ‘อภิสิทธิ์ชน’ บนภาษีประชาชน

    ทุบ ‘หม้อข้าว’ นักการเมือง ‘อภิสิทธิ์ชน’ บนภาษีประชาชน

    เปิดประชุมรัฐสภาสมัยที่ 27 นอกจากการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 แล้ว คงหนีไม่พ้นประเด็นร้อนที่กลับมาเขย่าความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันนิติบัญญัติอีกครั้ง คือเรื่อง “สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร”

    โดย หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้ใช้พื้นที่ในห้องประชุมรัฐสภา เปิดแผลใหญ่ใจกลางที่ประชุมสภาฯ  เสนอให้รื้อสวัสดิการ สส. 3 ข้อ   คือ 

    1.ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีในสภา ให้ สส.ซื้อกินเอง 2.ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งจะประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละประมาณ 540 ล้านบาท ไม่เห็นด้วยกับการปรับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส. จาก 15,000 บาท เป็น 18,000 บาท และ 3.ปรับลดกองทุนบำนาญ สส.เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว

    ข้อเสนอดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า “ทุบหม้อข้าวนักการเมือง”

    การขยับตัวของ นพ.วรงค์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความไม่พอใจให้กับเพื่อนสมาชิกในสภาฯ อันทรงเกียรติแล้ว ยังเป็นการจุดไฟในโซเชียลมีเดียให้ลุกโชน ประชาชนเริ่มตั้งคำถามถึงความสมเหตุสมผลของ “อภิสิทธิ์ชน” ที่เหล่านักการเมืองได้รับ และเสียงสะท้อนว่าสวัสดิการเหล่านี้ดูจะสวนทางกับประสิทธิภาพการทำงานที่เห็นผ่านภาพสภาล่มซ้ำซาก และภาพการทิ้งขว้างอาหารราคาแพงในห้องอาหารรัฐสภาที่หลุดออกมาสู่สายตาชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

    หากจะวิเคราะห์ถึงความไม่พอใจของประชาชน จำเป็นต้องกางรายละเอียดสิทธิประโยชน์ที่ สส.ไทยได้รับในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นระดับ “พรีเมียม” เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ เริ่มต้นที่ค่าตอบแทนรายเดือนที่รวมแล้วสูงถึง 113,560 บาท แบ่งเป็นเงินประจำตำแหน่ง 71,230 บาท และเงินเพิ่มอีก 42,330 บาท ทว่าตัวเลขนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้งบประมาณแผ่นดินคือสวัสดิการที่เอื้ออำนวยต่อการใช้ชีวิตอย่างมหาศาล

    ในด้านการทำงาน สส. 1 คน  มีสิทธิ์แต่งตั้งทีมงานส่วนตัวได้ถึง 8 ตำแหน่ง โดยรัฐเป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้ทั้งหมด รวมเป็นงบประมาณกว่า 120,000 บาทต่อเดือนต่อ สส. ซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นช่องทางในการ “ฝากเลี้ยง” เครือญาติหรือหัวคะแนน นี่ยังไม่รวมถึงสิทธิ์การเดินทางที่เรียกได้ว่า “ฟรีทั่วไทย” ผ่านบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุรกิจ สำหรับเที่ยวบินในประเทศ รถไฟชั้น 1 และรถโดยสารประจำทาง โดยที่ สส.แทบไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเองแม้แต่บาทเดียวในการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน หรือแม้แต่การกลับภูมิลำเนาในวันหยุด

    นอกจากนี้ดรามาที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ่มเฟือยคือ “งบอาหารและเครื่องดื่ม” ในวันประชุมสภาฯ ซึ่งถูกจัดสรรไว้ในระดับหัวละเกือบ 1,000 บาทต่อวัน โดยจัดเป็นบุฟเฟต์หรูและข้าวกล่องคุณภาพสูง ซึ่งบ่อยครั้งถูกตรวจพบว่ามีปริมาณเหลือทิ้งขว้างมหาศาล หรือมีการหิ้วกลับบ้านในลักษณะที่น่าเกลียด

    สิทธิประโยชน์เหล่านี้เมื่อรวมกับสิทธิในการถือ “หนังสือเดินทางทูต” สีแดง ที่ สส.บางรายได้รับ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของชนชั้นพิเศษที่แยกตัวออกจากความลำบากของประชาชนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

    ประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงที่สุดคือ สิ่งที่ประชาชนเรียกว่า “บำนาญ สส.” แม้ในทางกฎหมายจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่ได้ถูกชุบชีวิตใหม่ภายใต้ชื่อ “พ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ.2556ซึ่งมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน กองทุนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจ่าย “เงินทุนเลี้ยงชีพ” รายเดือนให้กับอดีตสมาชิกที่ส่งเงินสมทบ โดยอ้างอิงจากระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

    ซึ่งตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาข้อ 29 ล่าสุด หาก สส.ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ (48-96 เดือน) จะได้รับเงินทุนเลี้ยงชีพรายเดือนถึง 35% ของเงินประจำตำแหน่ง หรือประมาณ 24,930 บาทต่อเดือน และหากเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่อยู่นานกว่า 24 ปี (288 เดือนขึ้นไป) สัดส่วนจะพุ่งสูงถึง 60% หรือประมาณ 42,738 บาทต่อเดือน

    ยิ่งไปกว่านั้น กองทุนนี้ยังใจดีถึงขั้นครอบคลุมผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี โดยให้รับเงิน 30% ของเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์ที่หาไม่ได้ในระบบราชการหรืองานเอกชนหรือทั่วไป

    นอกจากเงินรายเดือน ล่าสุดคือการปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือกรณี “ทุพพลภาพ” จากเดิม 5,000 บาท เป็น 15,000 บาทต่อเดือน พร้อมด้วยสิทธิค่ารักษาพยาบาลหลังพ้นตำแหน่งปีละไม่เกิน 130,000 บาท และทุนการศึกษาบุตรตั้งแต่ ป.1 จนจบปริญญาตรีสำหรับบุตร 2 คนแรก

    นี่คือสวัสดิการที่ดูแลไปถึงทายาท ซึ่งกลายเป็นปมคำถามสำคัญว่า เหตุใดรัฐบาลจึงมีงบประมาณดูแลครอบครัวนักการเมืองได้ดีขนาดนี้ ในขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขของประชาชนยังคงขาดแคลน

    เมื่อนำสวัสดิการเหล่านี้มาวางเทียบกับ “ข้าราชการไทย” จะพบความลักลั่นที่น่าขมขื่น ข้าราชการชั้นผู้น้อยต้องใช้เวลาตรากตรำทำงานถึง 25-30 ปี เพื่อให้ได้เงินบำนาญในระดับ 15,000-25,000 บาท แต่ สส.กลับใช้เวลาเพียง 4 ปีในการคว้าสิทธิที่เทียบเท่าหรือสูงกว่า สิทธิการเบิกค่ารักษาพยาบาลของ สส.ทั้งไป ที่มีวงเงินเฉพาะ 100,000 บาทต่อครั้ง ยังดูเป็นอภิสิทธิ์ชนที่เหนือกว่าข้าราชการบำนาญที่ต้องรอคิวในโรงพยาบาลรัฐภายใต้ข้อจำกัดของกรมบัญชีกลาง

    ในมิติของ “สถานการณ์โลก” ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหราชอาณาจักร มีหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า IPSA (Independent Parliamentary Standards Authority) ทำหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมสวัสดิการ สส.อย่างเข้มงวด สส.อังกฤษต้องเปิดเผยใบเสร็จทุกใบที่เบิกจ่าย และไม่มีระบบ “เงินทุนเลี้ยงชีพ” ที่ใจกว้างขนาดไทย หากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพและรายได้ต่อหัวของประชากร สวัสดิการ สส.ไทยถือว่าอยู่ในระดับที่สูงจนเกินความเหมาะสม เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลก ส่งผลให้เกิดข้อสรุปทางสังคมว่า สวัสดิการเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อ “สนับสนุนการทำงาน” แต่เป็นการ “ปูพรมความสบาย” ให้นักการเมืองอาชีพมากกว่า

    ท่าทีของ สส.คนสำคัญอย่าง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภาคนใหม่ ตอบโต้ข้อเสนอของ หมอวรงค์ ว่า “ตลก” หลังจากถูกทัวร์ลง จึงชี้แจงว่า “ตลก คือพูดในเวลาที่ไม่เหมาะสม ไม่เกิดประโยชน์ เพราะเรื่องนี้เขาพูดมานานแล้วในสมัยที่แล้วหลายพรรคก็พูด ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พูดถึงพรรคประชาชน แต่ก็ไม่ได้รับการแก้ไข เมื่อผมมาทำงานก็ตระหนักเรื่องนี้แล้ว ที่ตลกเพราะผมเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องใหม่”

    ขณะที่ “พรรคประชาชน” กลับติดหล่มคำถามเรื่องย้อนแย้งและความสม่ำเสมอ แม้ สส.ในพรรคจะเคยอภิปรายตัดงบประมาณแผ่นดินที่ฟุ่มเฟือยอย่างดุดัน แต่ในทางปฏิบัติ สส.พรรคส้ม ยังถูกตรวจสอบพบว่าใช้สิทธิประโยชน์ผู้แทนอันทรงเกียรติอย่างครบถ้วน จนถูกตราหน้าว่า “ดีแต่พูด แต่ไม่ทำ”

    ดังนั้น หากสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ยอมปฏิรูปตนเอง ใช้ภาษีประชาชนอย่างฟุ่มเฟือยไม่คุ้มค่า ความศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยด้วยระบบตัวแทน อาจจะพังทลายลงได้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/dominate-the-situation-news/966349/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gW9W6v-gw6KV-Ipdhd3oE

  • “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

    “เพนตากอน” ของบกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ ทำสงครามอิหร่าน

    กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เสนอของบมหาศาล 200,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 6.56 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เริ่มหารือแผนส่งทหารภาคพื้นดินบุกยึดเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันหลัก และเข้าควบคุมคลังยูเรเนียมของเตหะราน

    วอชิงตันโพสต์รายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ  ได้ยื่นคำขอไปยังทำเนียบขาวเพื่ออนุมัติงบประมาณจากสภาคองเกรสสูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการโจมตีอิหร่านที่ยังคงดำเนินอยู่ โดยงบจำนวนมหาศาลนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเร่งขยายสายการผลิตอาวุธสำคัญที่เริ่มขาดแคลน หลังจากการสู้รบเปิดฉากขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์

    ข้อมูลระบุว่า ค่าใช้จ่ายในสงครามครั้งนี้พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในสัปดาห์แรกเพียงสัปดาห์เดียว สหรัฐฯ สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 11,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอปรับเพิ่มงบประมาณป้องกันประเทศในปี 2027 ขึ้นเป็น 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนหน้า

    นอกเหนือจากงบประมาณ มีรายงานว่ารัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาแผนส่งกองกำลังทหารราบหลายพันนายไปยังตะวันออกกลาง เพื่อเปิดทางเลือกในการปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น เช่นการยึดเกาะคาร์ก แหล่งข่าวระบุว่ามีการหารือถึงการส่งทหารบกเข้าควบคุมเกาะที่เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน แทนที่จะทำลายทิ้ง เพื่อรักษาโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    รวมถึงการคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ โดยอาจมีการส่งทหารประจำการตามชายฝั่งอิหร่านเพื่อรับประกันความปลอดภัยของเรือบรรทุกน้ำมัน และยังมีการพูดถึงการใช้หน่วยรบพิเศษเข้าควบคุมคลังสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงและซับซ้อนอย่างยิ่ง

    แม้ทรัมป์จะเคยหาเสียงว่าจะหลีกเลี่ยงสงครามใหม่ในตะวันออกกลาง แต่การส่งทหารภาคพื้นดินกำลังถูกยกมาเป็นทางเลือกสำคัญ แม้จะมีความเสี่ยงทางการเมืองสูงเนื่องจากคะแนนนิยมในสงครามอิหร่านของชาวอเมริกันยังอยู่ในระดับต่ำ

    เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจส่งทหารราบอย่างเป็นทางการ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังคง “เก็บทุกทางเลือกไว้บนโต๊ะ” เพื่อบรรลุเป้าหมายใน ปฏิบัติการ Epic Fury ได้แก่การทำลายศักยภาพขีปนาวุธของอิหร่าน, การกวาดล้างกองทัพเรืออิหร่านให้สิ้นซาก, การกวาดล้างกลุ่มตัวแทนที่สร้างความไม่มั่นคงในภูมิภาค และการการันตีว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์.

    ที่มา Washington Post / Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2921093&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bJ3SqCVi5Ni0RC8fxC2tp

  • ชวนติดกันร้อน รับหน้าร้อน ☀️ ติดฉนวน ติดฟิล์ม กันร้อนได้จริงแถมประหยัดค่าไฟ จองเลย‼️

    ชวนติดกันร้อน รับหน้าร้อน ☀️ ติดฉนวน ติดฟิล์ม กันร้อนได้จริงแถมประหยัดค่าไฟ จองเลย‼️

    อัตราค่าสำรวจเพื่อติดตั้งฉนวนกันความร้อน SCG Stay Cool. พิเศษ จากราคาปกติ 1,000 บาท ลดเหลือ 399 บาท (ราคารวม VAT แล้ว). อัตราค่าสำรวจเพื่อติดตั้งฟิล์มกรองแสง Raycool.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mea.or.th/public-relations/press-media/infographics/meaqchang-aw-mar-june2026&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yToWgzJTbPqqb9tU7PJr3

  • อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137 – กระทรวงการต่างประเทศ

    อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน รุ่นที่ 137

    วันที่นำเข้าข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 19 มี.ค. 2569

    | 36 view

    เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 นายจุลวัจน์ นรินทรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมพิธีสาบานตนและรับมอบอาสาสมัครอเมริกัน (Peace Corps Volunteer: PCV) รุ่นที่ 137 จำนวน 66 คน โดยมี H.E. Mr. Sean Kotaro O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย และ Ms. Amini Kajunju ผู้อำนวยการหน่วยสันติภาพสหรัฐฯ ประเทศไทย เป็นประธาน

    งานดังกล่าวเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดีระดับประชาชนของทั้งสองประเทศภายใต้โครงการเพื่อนครูเพื่อการพัฒนา (Teacher Empowerment for Student Success – TESS) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโครงการสร้างเยาวชนเพื่อการพัฒนา (Youth in Development – YinD) ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/ticaus-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3d815e39c306002aac5&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ezgG0W88igHKxVj8yC-QO

  • ECB คงดอกเบี้ย แต่เตือนความเสี่ยงขาลง ตลาดมองปีนี้อาจมีขึ้นดอกเบี้ย

    ECB คงดอกเบี้ย แต่เตือนความเสี่ยงขาลง ตลาดมองปีนี้อาจมีขึ้นดอกเบี้ย

    ธนาคารกลางยุโรปมีมติคงดอกเบี้ยตามคาด แต่ส่งสัญญาณเตือนความเสี่ยงขาลงจากสงคราม ‘สองด้าน’ ทั้งเงินเฟ้อและเศรษฐกิจชะลอตัวขาลง ตลาดเริ่มเก็งอาจต้อง ‘ขึ้นดอกเบี้ย’ ปีนี้

    วันนี้ (19 มี.ค.) ที่ประชุมธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2% ตามความคาดหมาย ซึ่งนับเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 6 ติดต่อกัน 

    อีซีบี ยังคงไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในอนาคต โดยย้ำว่าจะพิจารณา “ครั้งต่อครั้ง” ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่เข้ามา

    อย่างไรก็ตาม อีซีบี ได้ปรับน้ำเสียงในโทนที่ “เข้มงวดขึ้น” ต่อความเสี่ยงเศรษฐกิจยูโรโซน

    “สงครามในตะวันออกกลางทำให้แนวโน้มมีความไม่แน่นอนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความเสี่ยงขาขึ้นต่อเงินเฟ้อ และความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ” แถลงการณ์ของอีซีบีระบุ

    แบงก์ชาติยุโรป ระบุว่า ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อเงินเฟ้อในระยะสั้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผลกระทบในระยะกลางจะขึ้นอยู่กับ “ความรุนแรงและระยะเวลา” ของสงคราม รวมถึง “การส่งผ่านราคาพลังงาน” ไปยังผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม

    แม้สหรัฐจะส่งสัญญาณต้องการยุติสงครามอย่างรวดเร็ว แต่สถานการณ์กลับยกระดับรุนแรงขึ้น โดยมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสำคัญในภูมิภาค ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซผันผวน โดยราคาพุ่งขึ้นถึง 10% ไปแตะระดับ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงหนึ่งของการซื้อขายวันนี้ ทำให้นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าอีซีบีอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

    แม้เจ้าหน้าที่อีซีบีจะมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความพร้อมรับมือดีกว่าช่วง “สงครามยูเครน” ในปี 2022 แต่ก็เริ่มมีเสียงพูดถึงความเป็นไปได้ในการขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อภาวะ “stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูง

    ขณะที่ประมาณการเศรษฐกิจรายไตรมาสฉบับใหม่ของอีซีบี เน้นย้ำไปที่เงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะลอลง แต่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าประมาณการดังกล่าวอาจจะยังไม่สะท้อนผลกระทบจากสงครามอย่างเต็มที่

    ทั้งนี้ ธนาคารกลางรายใหญ่อื่นๆ ก็อยู่ในโหมด “รอดูสถานการณ์” เช่นกัน โดยธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ต่างมีมติคงดอกเบี้ยในวันนี้เช่นกัน เช่นเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่มีมติคงดอกเบี้ยเมื่อวันพุธ

    ผลกระทบต่อยุโรปจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงคราม ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอนที่สุด โดยสหภาพยุโรป (อียู) เตือนว่า เงินเฟ้ออาจเกิน 3% ในปี 2026 หากราคาน้ำมันอยู่ใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาก๊าซยังสูงต่อเนื่อง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายมองว่าอาจพุ่งเกิน 4% หากสงครามยืดเยื้อ

    บรรดานักลงทุนเริ่มคาดการณ์ความเป็นไปได้ของการ “ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในปีนี้” แต่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากยังมองว่าอีซีบีอาจจะยังไม่ปรับดอกเบี้ยจนถึงปี 2027

    ที่มา: Bloomberg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1225953&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2R-SE_-ii3-k7eIimMAw_k

  • จับตาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจโลก SCB มองเงินเฟ้อไทยขยับในกรอบ คาด กนง. มีช่องลดดอกเบี้ย

    จับตาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจโลก SCB มองเงินเฟ้อไทยขยับในกรอบ คาด กนง. มีช่องลดดอกเบี้ย

    จับตาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจโลก SCB มองเงินเฟ้อไทยขยับในกรอบ คาด กนง. มีช่องลดดอกเบี้ย

    นางสาวเกษรี อายุตตะกะ ผู้อำนวยการ Investment Research SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่เข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 SCB CIO ประเมินฉากทัศน์สถานการณ์ออกมาเป็น 2 กรณี ประกอบด้วย

    กรณีฐาน ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 70% โดยมองว่า สถานการณ์มีความรุนแรงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ จากการที่สหรัฐฯ อาจประเมินศักยภาพของอิหร่านต่ำเกินไป

    อย่างไรก็ตาม คาดว่า สหรัฐฯ จะพยายามยุติสงครามให้ได้โดยเร็ว เนื่องจาก 1. ใกล้เข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หากปล่อยให้สงครามลุกลามต่อไป อาจทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลได้ 

    ,2.ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและการบริโภคได้ 

    จับตาน้ำมันพุ่งกดดันเศรษฐกิจโลก SCB มองเงินเฟ้อไทยขยับในกรอบ คาด กนง. มีช่องลดดอกเบี้ย

    และ 3. หลังจากศาลสูงปฏิเสธการใช้อำนาจประธานาธิบดีปรับขึ้นภาษีนำเข้าประเทศต่างๆ ผ่านกฎหมาย IEEPA ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องพยายามใช้ช่องทางการเจรจากับประเทศต่างๆ ต่อรองด้านภาษี ซึ่งหากยังมีสงครามอยู่ อาจบั่นทอนอำนาจการต่อรองได้

    ซึ่งในกรณีฐานนี้ SCB CIO ประเมินกรอบราคาน้ำมันดิบเบรนท์จะอยู่ที่ 90-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ภายใต้เงื่อนไขว่า อิหร่านมีการเจรจากับพันธมิตร ผ่อนปรนให้เรือบางประเทศผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ รวมถึงสถานการณ์ไม่ลุกลามถึงขั้นมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาค รวมทั้ง เกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของอิหร่าน โดยที่คาดว่า จีนอาจใช้การทูต เข้ามาช่วยกดดันให้สหรัฐฯ และอิหร่านเข้าสู่การเจรจา เพื่อปกป้องความมั่นคงทางพลังงานของจีน ขณะที่สถานการณ์สงคราม คาดว่าจะยุติได้ภายใน 4-6 สัปดาห์

    กรณีเลวร้าย ความน่าจะเป็นที่จะเกิด 30% คือ มีการทำลายการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทำลายเกาะคาร์ก ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นไปสูงกว่า 140 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้

    สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตา ได้แก่ 

    • ราคาน้ำมันดิบ และราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนความตึงเครียดของอุปทานโดยตรง โดยหากราคาน้ำมันดิบเบรนท์มากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปสูงขึ้น และอุปสงค์หดตัว 
    • ค่าระวางเรือ และต้นทุนการขนส่ง การปิดช่องแคบฮอร์มุซ จะทำให้เรือขนส่งจะต้องเปลี่ยนเส้นทาง และเพิ่มระยะเวลาเดินเรือ ทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น ซ้ำเติมปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน 
    • คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ และ bond yield โดยหากคาดการณ์เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ตลาดจะเริ่มกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเลื่อนแผนการปรับลดดอกเบี้ยออกไป หรืออาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในกรณีเลวร้าย ทำให้ Bond Yield เพิ่มขึ้น และทำให้ต้นทุนการกู้ยิมภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ Sentiment การลงทุน

    ในส่วนของประเทศไทย มองว่า สงครามตะวันออกกลางนี้ ไม่น่าจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไทยเพิ่มขึ้นระยะยาว ราคาที่เพิ่มเป็นเพียงภาวะแรงกระแทกชั่วคราว และรัฐบาลก็มีการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาตรึงราคาน้ำมันดีเซลและอุดหนุนราคาพลังงาน จึงน่าจะช่วยควบคุมเงินเฟ้อได้ ในส่วนของประเด็นปริมาณน้ำมันสำรอง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ได้ประกาศนำน้ำมันสำรองยุทธศาสตร์ 400 ล้านบาร์เรล เพิ่มเข้าสู่ระบบ ก็น่าจะช่วยบรรเทาความต้องการน้ำมันได้ระดับหนึ่ง 

    อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทุก 10% จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยสูงขึ้นราว 0.6% ดังนั้น การปรับขึ้นของราคาน้ำมัน อาจส่งผลให้เงินเฟ้อไทยทยอยปรับสูงขึ้นสู่ระดับราว 1.5–2.5% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทย จากเดิมที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก 

    ในส่วนของการดำเนินนโยบายการเงินคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะประเมินผลกระทบของเงินเฟ้อก่อน โดยอาจมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1% สู่ 0.75% ได้ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/654389&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fDSVkiLNDG5t_hxfG20hp

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 19/03/69 ปิดลบ 203.72 จุด กังวลภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 19/03/69 ปิดลบ 203.72 จุด กังวลภาวะเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันพุ่งขึ้น

    ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (19 มี.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอาจลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

    ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 46,021.43 จุด ลดลง 203.72 จุด หรือ -0.44%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,606.49 จุด ลดลง 18.21 จุด หรือ -0.27% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,090.69 จุด ลดลง 61.73 จุด หรือ -0.28%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136016&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sMA2jpOWf-aDRLyF6ptdh