Blog

  • เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    เปิด “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ส่งเสริมท่องเที่ยวชุมชนอำเภอวัดโบสถ์

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ณ บริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก นายเกียรติศักดิ์ ตรงศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมท่องเที่ยว “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” ประจำปี 2569 โดยมีนางพรศรี ตรงศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิษณุโลก คณะรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายอำเภอวัดโบสถ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    นายรังสรรค์ แก้ววิเศษ ประธานกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้ง กล่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลคันโช้ง หน่วยงานราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กลุ่มท่องเที่ยวชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมกันเห็นถึงศักยภาพของบริเวณท้ายเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ซึ่งมีความโดดเด่นด้านภูมิทัศน์ธรรมชาติ เหมาะแก่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับกิจกรรม “นั่งแคร่ แช่น้ำแควน้อย” มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลรักษาความสะอาด ความปลอดภัย และภาพลักษณ์ที่ดีของแหล่งท่องเที่ยว

    นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนทั้งในตำบลคันโช้งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยสามารถนำสินค้า อาหารพื้นถิ่น และผลผลิตทางการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชนอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นเวทีสร้างความร่วมมือ ความสามัคคี และความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่ในการร่วมกันต้อนรับนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนตำบลคันโช้งมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนากิจกรรมดังกล่าวให้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อให้เป็นกิจกรรมสำคัญของชุมชน และเป็นอีกหนึ่งจุดหมายด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดพิษณุโลกในอนาคต

    แสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.phitsanulokhotnews.com/2026/03/20/193869&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d_QZLKz2I3lfE2vPn8rbD

  • ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง! “อาจารย์ช้าง” นำทัพสายบุญ บินลัดฟ้าเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ร่วมกับ อาจารย์ช้างทศพร ศรีตุลา สร้างปรากฏการณ์ความศรัทธาครั้งใหญ่ นำคณะผู้ศรัทธาชาวไทยกว่า 500 ชีวิต เข้าร่วม “พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม ประจำปี 2569″ ณ วัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า เมื่อวันที่ 13-14 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศความศรัทธาจากผู้คนทั่วโลกที่หลั่งไหลมาร่วมงานตลอด 24 ชั่วโมง

    พิธีเปิดคลังสมบัติ มรดกแห่งวัฒนธรรมล้ำค่าคู่เมืองมาเก๊า

    พิธีเปิดคลังสมบัติถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของมาเก๊า ตามความเชื่อที่ว่าพระโพธิสัตว์กวนอิมจะทรงเมตตาเปิดคลังประทานพรด้านโชคลาภและความราบรื่นในชีวิต โดย อาจารย์ช้าง ได้กล่าวถึงความพิเศษของพิธีนี้ว่า

    ฤกษ์ดีปีละครั้ง!

    “โอกาสนี้ 1 ปี มีเพียง 1 ครั้ง ทำให้ความพิเศษของพิธีเปิดคลังที่มาเก๊า คือเมื่อจิตศรัทธาหลายพันคนมารวมอยู่ในช่วงเวลาและสถานที่เดียวกัน พลังของความตั้งใจนั้นก็ยิ่งชัดเจนและหนักแน่นขึ้น เสมือนเป็นการส่งพลังให้กันและกัน ในอีกมุมหนึ่ง พิธีนี้ยังถือเป็นฤกษ์เริ่มต้นความมั่งคั่ง จากการสักการะด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง เปรียบเสมือนนำทรัพย์มาฝากไว้กับองค์เจ้าแม่กวนอิม เพื่อขอพรให้สิ่งที่ตั้งใจไว้เติบโตและงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป”

    แผ่นมงคลและยอดทรัพย์ประทานพร ขวัญถุงมหาเศรษฐีแด่ผู้ศรัทธา

    เพื่อเพิ่มความหมายให้การเดินทางครั้งนี้ การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย (MGTO) ยังได้จัดเตรียม “แผ่นมงคลเปิดคลัง” ที่จัดทำขึ้นเป็นพิเศษและผ่านพิธีปลุกเสกจากวัดเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า โดยความน่าสนใจอยู่ที่ตัวเลขบนแผ่นมงคลที่มอบแบบสุ่มให้แก่แต่ละบุคคล อาทิ 10 ล้านเหรียญมาเก๊า ไปจนถึงยอดทรัพย์ที่ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนยอดทรัพย์ประทานพรจากคลังสมบัติ และ “เงินขวัญถุง” ทางจิตใจ ที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการตั้งเป้าหมายด้านการงาน การเงิน และการลงทุน ให้เติบโตและงอกงามตลอดทั้งปี

    มาเก๊าในมุมมองใหม่ Tourism+

    นางสาวอุรชา จักรธรานนท์ ผู้จัดการทั่วไป การท่องเที่ยวมาเก๊าประจำประเทศไทย กล่าวว่า เทศกาลสำคัญอย่างพิธีเปิดคลังสมบัตินี้ สะท้อนเอกลักษณ์ของมาเก๊าในฐานะเมืองที่ผสานมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวร่วมสมัยได้อย่างลงตัว

    “มาเก๊ามุ่งผลักดันแนวคิด Tourism+ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่หลากหลาย ทั้งด้านวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ ความบันเทิง และการเดินทางเพื่อธุรกิจ เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเช่นนี้ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากยังคงเลือกกลับมาเยือนมาเก๊าอีกครั้ง”

    พิธีเปิดคลังสมบัติเจ้าแม่กวนอิม มาเก๊า ในปีนี้จึงไม่เพียงตอกย้ำความสำคัญของเทศกาลประจำปี หากยังตอกย้ำทิศทางของมาเก๊าในฐานะจุดหมายปลายทางที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม ความเชื่อ และประสบการณ์การเดินทางสำหรับทุกเพศทุกวัยไว้ด้วยกันอย่างลงตัว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12800090&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OobyT-YdBlrFpQ6ffyEmh

  • IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด เตือนเงินเฟ้อพุ่ง ฉุดเศรษฐกิจชะลอตัว

    IMF จับตาสงครามอิหร่านใกล้ชิด ประเมินคาดการณ์ใหม่ที่รวมผลกระทบสงครามในรายงาน WEO เดือนเม.ย. เตือนหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่พุ่งแรงอาจกดดันเงินเฟ้อและฉุดเศรษฐกิจโลก

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงว่า “กำลังติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่าน และผลกระทบต่อการผลิตพลังงานอย่างใกล้ชิด” พร้อมเตือนว่าหากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจผลักดันเงินเฟ้อและกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทางทะเล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    จูลี โคแซค โฆษกไอเอ็มเอฟกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้ “ยังไม่มีคำขอรับความช่วยเหลือทางการเงินฉุกเฉิน” อย่างเป็นทางการ แต่ไอเอ็มเอฟก็พร้อมให้การสนับสนุนประเทศสมาชิก

    โดยเจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับบรรดารัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง รวมถึงองค์กรระดับภูมิภาค และทางไอเอ็มเอฟกำลังอยู่ระหว่างการ “ปรับประมาณการเศรษฐกิจใหม่ที่รวมถึงผลกระทบจากสงคราม”

    IMF เตรียมปรับประมาณการฉบับ เม.ย. ใหม่

    โคแซคระบุว่า ผลกระทบของสงครามจะขึ้นอยู่กับ “ระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตของความขัดแย้ง” โดยไอเอ็มเอฟจะรวมผลกระทบดังกล่าวไว้ในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ฉบับปรับปรุง ซึ่งจะเผยแพร่ในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้ ระหว่างการประชุมฤดูใบไม้ผลิของไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)

    “ราคาน้ำมันและก๊าซเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ในเดือนนี้ ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ การขนส่งปุ๋ยยังถูกรบกวน และเมื่อรวมกับปัญหาด้านโลจิสติกส์ อาจทำให้ราคาสินค้าในกลุ่มอาหารปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์” เธอกล่าว

    โคแซคยังย้ำถึงสิ่งที่ไอเอ็มเอฟออกโรงเตือนก่อนหน้านี้ว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% และยืนระยะอยู่เป็นเวลาประมาณ 1 ปี จะทำให้ เงินเฟ้อโลก เพิ่มขึ้นราว 0.4% และทำให้การผลิตลดลง 0.1 – 0.2% 

    ดังนั้น หากราคาน้ำมันอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์เป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก

    โฆษกไอเอ็มเอฟยังระบุด้วยว่า “ธนาคารกลาง” ควรจับตาว่าแรงกดดันเงินเฟ้อขยายตัวออกนอกภาคพลังงานหรือไม่ และความคาดหวังต่อเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบเป้าหมายหรือไม่

    ตลาดโลกผันผวน ดอลลาร์แข็งค่า ตลาดเกิดใหม่ร่วง

    โคแซคกล่าวว่า ตลาดการเงินโลกได้ตอบสนองต่อสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐ อังกฤษ ยุโรป รวมถึงประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่และกำลังพัฒนา

    “ความผันผวนเพิ่มสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และค่าเงินของหลายประเทศในตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าลง” 

    ไอเอ็มเอฟ ประเมินเบื้องต้นว่า สงครามจะกดดันการเติบโตของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) แต่ยังไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่ชัด เพราะขึ้นอยู่กับความสามารถในการกลับมาส่งออกน้ำมันและก๊าซ อย่างไรก็ตาม ประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่ม GCC มีฐานะการคลังและนโยบายที่แข็งแกร่ง และได้ดำเนินการปฏิรูปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจกันไปแล้ว

    ด้าน “กาตาร์” เปิดเผยว่า การโจมตีของอิหร่านทำให้กำลังการส่งออกก๊าซ LNG หายไป 17% ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียรายได้ราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี และกระทบต่ออุปทานไปยังยุโรปและเอเชีย

    ไอเอ็มเอฟ ยังอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบต่อเลบานอน โดยระบุว่า สงครามยิ่งซ้ำเติมวิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรม และทำให้เศรษฐกิจมหภาคที่เปราะบางอยู่แล้วทรุดตัวลง พร้อมสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

    ขณะที่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอียิปต์ ยังอยู่ในวงจำกัด โดยไอเอ็มเอฟชื่นชมมาตรการตอบสนอง “เชิงรุก” ของรัฐบาลที่ ทันท่วงทีและประสานงานได้ดี

    ที่มา: Reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1226027&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36O_cHLe1kDnXZyjXmrB7y

  • ‘กรุงเทพธุรกิจ’ รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    ‘กรุงเทพธุรกิจ’ รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    “กรุงเทพธุรกิจ” รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย ร่วมกับ 24 องค์กรสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ และ Influencer

    มูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) สมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ จัดงานมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ประจำปี 2569 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 เพื่อยกย่องบุคคลต้นแบบใน 2 สาขาสำคัญ ได้แก่

    1.) สาขาประชาชน ช่วยเหลือสังคม

    2.) สาขาสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมุ่งเน้นส่งเสริมบทบาทสื่อมวลชนในการนำเสนอเนื้อหาด้านการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศ

    ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปี “รางวัลคนดีประเทศไทย” เป็นกลไกสำคัญในการจุดประกายให้สังคมเห็นคุณค่าของการเป็นพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ การเสียสละเพื่อส่วนรวม

    รวมถึงการใช้พลังของการสื่อสารในการสร้างสรรค์สังคม โดยเฉพาะยุคที่ “การศึกษา” เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้คนไทย

    นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย) และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดงานปีนี้ยังมุ่งย้ำความสำคัญการส่งเสริม “คนดี” ทุกมิติของสังคมทั้งประชาชนผู้เสียสละเพื่อส่วนรวม

    รวมถึงสื่อมวลชนที่มีบทบาทถ่ายทอดเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่เป็นรากฐานการพัฒนาคนและการสร้างอนาคตของประเทศ

    “การให้ความรู้ คือการให้โอกาสที่ไม่มีวันหมดอายุ สื่อมวลชนจึงเปรียบเสมือนสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงความรู้ไปสู่เยาวชน และช่วยขับเคลื่อนสังคมไทยให้ยั่งยืน” นายศิโรจน์ กล่าว

    สำหรับ รางวัลคนดีประเทศไทย ประจำปี 2569 สาขา “สื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย” ได้มอบให้สื่อมวลชนและผู้ผลิตคอนเทนต์คุณภาพจากหลายแพลตฟอร์มที่มีบทบาทนำเสนอเนื้อหาการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนอย่างสร้างสรรค์

    ครอบคลุมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ รายการทางช่อง YouTube และ Influencer สะท้อนถึงพลังของการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

    ทั้งนี้ “กรุงเทพธุรกิจ” เป็น 1 ใน 24 องค์กรสื่อที่ได้รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กและเยาวชนไทย โดยมีนายทินกร เชาวน์ชื่น บรรณาธิการกรุงเทพธุรกิจ เป็นผู้แทนรับมอบรางวัล

    'กรุงเทพธุรกิจ' รับรางวัลสื่อสารสร้างสรรค์เพื่อเด็กเยาวชนไทย

    รางวัลคนดีประเทศไทยประจำปี 2569 สาขาประชาชนช่วยเหลือสังคม 4 รางวัล ได้แก่

    1. นายธีระศักดิ์ วงศ์สูงเนิน พนักงานรถไฟ พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
      จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
    2. นายสมใจ ด้วงช้าง พลเมืองดีช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุรถไฟ
      จากเหตุการณ์เครนหล่นทับ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
    3. นายพงศ์นริศร์ ภาสินีนนท์ พลเมืองดีให้ความช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน
      ที่ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์
    4. นายจารุวัฒน์ จิณห์มรรคา พลเมืองดีช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ จากภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

    รางวัล “คนดีประเทศไทย ประจำปี 2569”  สาขาสื่อมวลชน: สื่อสารสร้างสรรค์เพื่ออนาคตเด็กและเยาวชนไทย 24 รางวัล ได้แก่

    1. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
    2. หนังสือพิมพ์แนวหน้า
    3. คอลัมน์ การศึกษา – วัฒนธรรม ผู้จัดการออนไลน์
    4. คอลัมน์ การศึกษา มติชนออนไลน์
    5. คอลัมน์ การศึกษา ข่าวสดออนไลน์
    6. คอลัมน์ Education  กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
    7. คอลัมน์ การศึกษา ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
    8. คอลัมน์ การศึกษา บ้านเมืองออนไลน์
    9. คอลัมน์ การศึกษา สยามรัฐออนไลน์
    10. คอลัมน์ การศึกษา-กทม. สยามธุรกิจออนไลน์
    11. คอลัมน์ ข่าวการศึกษา-ศาสนา เดลินิวส์ออนไลน์
    12. คอลัมน์ คลังศึกษา สำนักข่าวเดอะไทยเพรส
    13. คอลัมน์ ข่าวการศึกษา ครูบ้านนอกดอทคอม
    14. คอลัมน์ การศึกษา Workpoint Today
    15. คอลัมน์ Education The MATTER
    16. คอลัมน์ Knowledge The Reporters
    17. เว็บไซต์ Eduzones
    18. เพจอีจัน
    19. เพจ Admission Premium
    20. เพจ นี่หรือนักศึกษา
    21. เพจ TheStudyTH
    22. เพจ Dek-D.COM – เด็กดีดอทคอม
    23. Youtube ช่อง ATIME Do Dee รายการใต้โต๊ะวิทยา
    24. TIKTOK : Su Backpacker ครูสุอาสา

    ซีพี ออลล์ ให้การสนับสนุนการจัดงานอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบาย “DNA ความดี 24 ชั่วโมง” ที่ส่งเสริมการทำความดีทุกระดับของสังคม โดยเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนด้านการศึกษาและเยาวชนเป็นการลงทุนสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมไทยให้เข้มแข็งและยั่งยืน

    พร้อมมุ่งหวังให้รางวัลนี้เป็นเวทีแห่งการจุดประกายโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ และส่งต่อพลังแห่งการเรียนรู้สู่เยาวชนไทยต่อเนื่อง เพราะเยาวชนเป็นอนาคตของประเทศ โดยการศึกษาเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1225968&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1t87I6fBTIRGVZsRr3oFnn

  • 3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    3 อุตสาหกรรมไหนจ่อเลิกจ้างคน? หลังแนวโน้มคนตกงานพุ่งเดือนละ 40,000 คน

    เตรียมรับแรงกระแทก! ศูนย์วิจัยกสิกรฯ เผยตัวเลขเลิกจ้างปี 69 คาดตกงานเดือนละ 4 หมื่นคน ภาคการผลิตกระทบหนักสุด

    จับตาโดมิโนเลิกจ้าง! สถิติแรงงานในระบบประกันสังคม (ม.33) มีสัญญาณน่ากังวล โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าในปี 2569 เปิดเผยว่า จำนวนแรงงานที่ถูกเลิกจ้างในระบบประกันสังคม ม.33 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 7% ตกงานไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน จากพิษเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่เข้ามาแทนที่คน

    เปิดตัวเลข “ตกงาน” สะสมพุ่งสูงขึ้น

    จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลัง (CAGR ปี 2565-2568) พบว่าการเลิกจ้างแรงงาน ม.33 มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะสรุปยอดสิ้นปี 2568 ที่ผ่านมา:

    • จำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง: 531,779 คน

    • อัตราการเติบโต: เพิ่มขึ้นถึง 20% (YoY) เมื่อเทียบกับปีจดก่อนหน้า

    • สัดส่วนแรงงาน: กว่า 94% เป็นแรงงานสัญชาติไทย และอีก 6% เป็นแรงงานต่างด้าว

    3 ธุรกิจกลุ่มเสี่ยง ถูกเลิกจ้างมากที่สุด

    วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกกลุ่ม โดยภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่:

    1. ภาคการผลิต (สัดส่วน 24%): รับแรงกระแทกสูงสุดจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อและเทคโนโลยี

    2. ค้าส่ง-ค้าปลีก (สัดส่วน 12%): ผลกระทบจากการปรับตัวของพฤติกรรมผู้บริโภคและ E-commerce

    3. ก่อสร้าง (สัดส่วน 9%): ชะลอตัวตามโครงการอสังหาริมทรัพย์และงบประมาณ

    แนวโน้มปี 2569: ปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวัง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2569 สถานการณ์การเลิกจ้างจะยังไม่คลี่คลาย โดยคาดว่าจะมีแรงงานหลุดออกจากระบบเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 40,000 คนต่อเดือน โดยมี “4 ปัจจัยกดดัน” สำคัญคือ:

    • เศรษฐกิจอ่อนแอ: กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

    • การแข่งขันรุนแรง: ธุรกิจต้องปรับลดต้นทุนเพื่อความอยู่รอด

    • วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์: ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กระทบต่อต้นทุนพลังงานและขนส่งโลก

    • Technology Disruption: การนำ AI และระบบอัตโนมัติมาใช้ทดแทนแรงงานคนอย่างรวดเร็ว

    650251497_1274525601443736_41

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/948572/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jp6z2JZWVgXGyxIh9O7F6

  • ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    ข้อมูลซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล วันที่ 20/03/69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136056&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YD3GB8eEzV52QUoqIAfhR

  • จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล”

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    จุฬาฯ เชิญชวนนิสิตส่งผลงานประกวดชิงรางวัล “เงินทุนภูมิพล” ปีการศึกษา 2568

    สำนักบริหารกิจการนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเชิญชวนนิสิตจุฬาฯ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดเพื่อชิงรางวัลใน “เงินทุนภูมิพล” ประจำปีการศึกษา 2568 โดยเปิดโอกาสให้นิสิตแสดงศักยภาพทางวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ผ่านผลงาน 2 ประเภท ได้แก่

    • ประเภทเรียงความ ในหัวข้อ “จริยธรรมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 15,000 บาท
    • ประเภทบทความวิชาการ ในหัวข้อ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง : พระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อสังคมไทย” ชิงเงินรางวัลสูงสุด 30,000 บาท

                นิสิตสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้ทั้ง 2 ประเภท โดยเปิดรับผลงานตั้งแต่บัดนี้ – 19 มิถุนายน 2569 ณ สำนักบริหารกิจการนิสิต ชั้น 2 อาคารจุลจักรพงษ์ หรือทางอีเมล Thansiri.a@chula.ac.th ประกาศผลในวันที่ 3 สิงหาคม 2569

                สแกน QR code ในโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์เพื่ออ่านรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสอบถามได้ที่ Facebook : https://www.facebook.com/StudentAffair.CU/?locale=th_TH

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/294220/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2su9pDSiSY9HzU4IFvOqjt

  • สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    สธ. ผนึก 6 ภาคี ลงนาม MOU ยกระดับการวิจัยทางคลินิก มุ่งสู่ศูนย์กลางภูมิภาค

    “กระทรวงสาธารณสุข” ผนึก 6 หน่วยงาน ลงนาม MOU ส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกด้านยาและวัคซีน มุ่งยกระดับระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศให้ทัดเทียมสากล

    วันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ เรื่องการส่งเสริมการศึกษาวิจัยทางคลินิกสำหรับผลิตภัณฑ์ยาและวัคซีน พร้อมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีภาคีเครือข่ายด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมยา 6 หน่วยงาน เข้าร่วมลงนาม ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มูลนิธิส่งเสริมการศึกษาวิจัยในคนในประเทศไทย สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข สถาบันวัคซีนแห่งชาติ สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ และสมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน

    นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การวิจัยทางคลินิกเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนายาและวัคซีนสมัยใหม่ และเป็นรากฐานของความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การยกระดับศักยภาพด้านนี้จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงยานวัตกรรมได้รวดเร็วขึ้น ควบคู่กับการลดการพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาและเทคโนโลยีการแพทย์ของไทยในระยะยาว โดยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยบูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วน พัฒนาเครือข่ายวิจัยทางคลินิกให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการอนุมัติ และยกระดับหน่วยวิจัยให้ได้มาตรฐานสากล

    ทางด้าน เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการฯ อย. กล่าวว่า การเข้าถึงการรักษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนที่ต้องเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม การวิจัยทางคลินิกจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหายาก ได้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเร็วขึ้น 

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาระบบการวิจัยทางคลินิกของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับนี้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาครัฐ หน่วยวิจัย โรงพยาบาล และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพนักวิจัย สถานที่วิจัย และมาตรฐานจริยธรรมการวิจัย

    นอกจากนี้ การสนับสนุนการวิจัยทางคลินิกในประเทศ รวมถึงมาตรการอำนวยความสะดวกด้านการขึ้นทะเบียนยาและวัคซีน จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยวิจัยไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ดึงดูดการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจากต่างประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการวิจัยทางคลินิกของภูมิภาคในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2921123&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw224htl9RcCk3MrUi7xVkRw

  • คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ  ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.22 น.

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย จัดประกวดแผนการเรียนรู้แบบสืบเสาะ

    ด้วยการใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก

    คาสิโอ สานต่อนโยบายหนุนการศึกษาไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568 สำหรับครูคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ระดับมัธยมศึกษา ภายใต้โครงการโรงเรียน     นำร่อง DSP พร้อมเผยโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร คว้าชนะเลิศด้านคณิตศาสตร์ และโรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม ชนะเลิศด้านฟิสิกส์

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ เปิดเผยว่า คาสิโอได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาด้านการศึกษาของหลายประเทศทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ยุโรป ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา โดยได้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์อย่างเหมาะสมในฐานะเครื่องมือเพื่อการเรียนรู้   

    สำหรับประเทศไทย คาสิโอได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และโรงเรียน   ต่าง ๆ  เพื่อขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนนำร่อง DSP (Demonstration School Program) ทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา โดยโครงการได้ขยายครอบคลุมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 61 เขตทั่วประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 98% ของประเทศไทย และการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ ปีการศึกษา 2568  อยู่ภายใต้โครงการโรงเรียนนำร่อง DSP ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ 

    ด้านนายซึเนโอะ นากาอิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า การประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะฯ ได้จัดขึ้นสำหรับคุณครูรายวิชาคณิตศาสตร์และรายวิชาฟิสิกส์  เพื่อได้แสดงศักยภาพและทักษะการออกแบบกิจกรรมและสื่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ โดยใช้เครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ CASIO ClassWiZ เป็นเครื่องมือ มีโรงเรียนในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าร่วมการประกวดทั้งสิ้น 77 ทีมทั่วประเทศ  ผ่านการคัดเลือกเข้ารอบชิงชนะเลิศจำนวน 16 ทีม แบ่งเป็น วิชาคณิตศาสตร์ 8 ทีม และวิชาฟิสิกส์จำนวน 8 ทีม จำนวน 15 โรงเรียน 14 พื้นที่การศึกษา  ทั้ง 16 ทีมนำเสนอผลงานผ่านรูปแบบโปสเตอร์ และได้รับการคัดเลือกเหลือ 6 ทีมเพื่อมานำเสนอผลงานรูปแบบวาจารอบสุดท้าย

    ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  ได้กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการประกวดเขียนแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะควบคู่กับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริงด้วยเครื่องคํานวณวิทยาศาสตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนคุณภาพ  การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. สสวท. และ       คาสิโอ ภายใต้โครงการโรงเรียนนําร่อง DSP ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา ห้องเรียนต้นแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของผู้เรียน

    ทั้งนี้ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน โดยมุ่งส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาทักษะ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการประยุกต์ใช้ความรู้ในชีวิตจริง อันเป็นทักษะสําคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและนโยบายของ สพฐ. ที่มุ่งเน้นการยกระดับการจัดการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) การบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ดร.สุพัตรา ผาดิวิสันติ์ รองผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ครูผู้สอนพัฒนาทักษะการออกแบบจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ(Inquiry-based Learning) ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหาในชีวิตจริง และนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีอย่างเครื่องคำนวณวิทยาศาสตร์ ClassWiZ มาใช้สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ 

    สิ่งสำคัญของการจัดกิจกรรมครั้งนี้ คือการมุ่งเน้นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และนับเป็นปีแรกที่ครูผู้สอนวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมการประกวดร่วมกับครูคณิตศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงศาสตร์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม 

    สำหรับโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัด หนองคาย จากแผนการเรียนรู้เรื่อง เอสเอ็มอี มิชชัน บ๊อกซ์ (SME MISSION BOX) ภารกิจบริหารความเสี่ยงและตรวจสอบคุณภาพสินค้าหลักความน่าจะเป็น   โรงเรียนราชดำริ กรุงเทพ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการเรียนรู้เรื่อง ไขความลับการสร้างสะพานด้วย พาราโบลาและรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยมจากการโหวตของคณะกรรมการและผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 ทีมและโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการเขลางค์นคร จังหวัด ลำปาง เสนอแผนการเรียนรู้ เรื่อง วิกฤตพลังงานในซองอาหาร เมื่ออัตราการทานชนะการเบิร์น  ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง

    ด้านโรงเรียนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ ได้แก่ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม 

    จากจังหวัด ปทุมธานี เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ภารกิจพิชิตกำแพงล่องหน  โรงเรียนตากพิทยาคม จังหวัดตากได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการสลายและครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี และรางวัลโปสเตอร์ยอดเยี่ยม และโรงเรียนจะโหนงพิทยาคม  จังหวัดสงขลา ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่สอง เสนอแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ฟิสิกส์นิวเคลียร์ ที่นำใช้กับผลไม้ทำให้ยืดอายุผลิตภัณฑ์ทางเกษตรให้เน่าเสียช้าลง

    นางสาวหทัยรัตน์ นาราษฎร์ ครูคณิตศาสตร์ โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จังหวัดหนองคาย           ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาคณิตศาสตร์ เปิดเผยว่า นอกจากการแข่งขันและได้รับรางวัลแล้ว ที่สำคัญ     คือการได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ได้รับคำแนะนำจากคณะกรรมการผู้ทรงวุฒิและเป็นแรงกระตุ้นให้สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนคณิตศาสตร์ให้สนุกเข้ากับชีวิตประจำวัน และนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเรียนรู้ และในชีวิต    จริงได้ 

    ส่วนนางสาว วิจิตตา อำไพจิตต์  ครูฟิสิกส์ โรงเรียนธรรมศาสตร์คลองหลวงวิทยาคม จังหวัดปทุมธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศในรายวิชาฟิสิกส์ กล่าวว่า เครื่องคำนวณทางวิทยาศาสตร์มาช่วยสำหรับการออกแบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะมุมประกอบในการเคลื่อนที่ให้นักเรียนกำหนดค่าได้เอง โดยเครื่องคิดเลขสามารถช่วยคิดคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำ โดยมองว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนทำให้เพิ่มประสิทธิภาพได้ถูกต้องและแม่นยำ เสริมทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนได้

    สำหรับคณะกรรมการตัดสิน การประกวดฯ ครั้งนี้  มาจากผู้ทรงคุณวุฒิของหน่วยงานและสถาบันการศึกษาของไทย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  (สพฐ.)  สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

    ดร. รัชนิกร ชลไชยะ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในกรรมการ ด้านคณิตศาสตร์ ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดการประกวดครั้งนี้ถือว่า เป็นโอกาสที่ดีของครูและของประเทศ   ที่มีการออกแบบแผนการเรียนการสอน ที่ทำให้ทราบว่า เครื่องคำนวณสามารถนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอนได้จริง เครื่องคำนวณใช้ในการสืบเสาะข้อเท็จจริงได้ โดยเทคโนโลยีสามารถขับเคลื่อนความคิดได้ ในทิศทางในบริบทของสังคม ครูที่เข้ามาแข่งขันถือว่าเป็นกลุ่มที่กระตุ้นให้ประเทศสามารถจัดทำแผนการเรียนคณิตศาสตร์ไปได้ให้เร็วขึ้น

    อาจารย์อุรชา นุชเหลือบ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หนึ่งในกรรมการด้านฟิสิกส์ กล่าวว่า  นับว่าเป็นปีแรกที่มีวิชาฟิสิกส์เข้าร่วมแข่งขัน ทำให้คุณครูได้มานำเสนอแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน มีคณะกรรมการช่วยเสนอแนะมุมมองที่กว้างขึ้น และเป็นการแสดงความสามารถของคุณครูแต่ละท่าน   นอกจากนั้นยังสะท้อนให้เห็นว่ายุคปัจจุบันการสอนแบบเดิม  ไม่เพียงพอ การมีเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนจะทำให้ก้าวหน้าและทันยุคมากขึ้

    นายชินโกะ ยามากะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาสิโอ สิงคโปร์ จํากัด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของคาสิโอ   กล่าวทิ้งทายว่า  “คาสิโอขอขอบคุณผู้ร่วมการแข่งขัน คณะกรรมการ และผู้สนับสนุนทุกหน่วยงานที่ทุ่มเท ความคิดสร้างสรรค์ และความมุ่งมั่นต่อการสร้างอนาคตของนักเรียน และขอให้การแข่งขันครั้งนี้เป็นโอกาสอันมีค่าในการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการเติบโตไปด้วยกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/469722&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X4_yiOXwObJWZOOVLnzS0

  • ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    ‘คอร์รัปชัน’ ฉุดเศรษฐกิจไทย 5 แสนล้าน แนะรัฐบาลใหม่เร่งแก้ ก่อนต่างชาติเมินลงทุน

    สถานการณ์คอร์รัปชั่นของไทยอยู่ในภาวะถดถอย เมื่อองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) เผยแพร่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2569

    การประกาศดังกล่าวระบุว่าไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน อยู่อันดับ116 ของโลก สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันฝังรากลึก และเมื่อเทียบประเทศอาเซียนพบว่าไทยหล่นมาอยู่อันดับ 7 จากเคยอยู่อันดับ 5

    ขณะที่ประเทศในอาเซียนที่มีคะแนนสูงกว่าไทย ได้แก่ สิงคโปร์ 84 คะแนน บรูไน 63 คะแนน มาเลเซีย 52 คะแนน เวียดนาม 41 คะแนน ส่วนอินโดนีเซียและลาวได้ 34 คะแนน ใกล้เคียงไทย ส่งผลให้สถานะความน่าเชื่อถือด้านธรรมาภิบาลของไทยน่ากังวล

    ดร.มานะ นิมิตรมงคลประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT กล่าวว่า ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันปี 2568 ของไทยตกลงมาอยู่อันดับ 116 ของโลก ส่งผลกระทบไปยังการปรับลดลงของอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ หรือ World Competitiveness Ranking จัดอันดับโดย International Institute for Management Development (IMD) ด้วย

    ทั้งนี้ เนื่องจากการวัดขีดความสามารถในการแข่งขันได้เก็บคะแนนและวัดจากตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใสหรือธรรมาภิบาลภาครัฐ (Governance) ด้วย ดังนั้น จึงเกี่ยวข้องกันหากไม่สามารถแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้จะกระทบขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

    สำหรับตัวอย่างของความเกี่ยวข้องกับปัญหาคอร์รัปชัน กับเรื่องเศรษฐกิจ คือ การที่มีเม็ดเงินที่หายไปจากระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการทุจริต คอร์รัปชันสูงถึงปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท 

    ในประเด็นนี้ นายมาเธียส คอร์มันน์ เลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวระหว่างเยือนไทยว่าหากไทยตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพหรือเศรษฐกิจขยายตัวปีละ 3 % ไทยต้องแก้ปัญหาคอร์รัปชันให้ได้

    ทำจดหมายเปิดผนึกจี้รัฐแก้คอร์รัปชัน

    นอกจากนี้ ACT ทำจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ “เอาจริง” กับการปราบคอร์รัปชัน เพื่ออนาคตประเทศไทย ระบุว่า ไทยกำลังอยู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวสำคัญยิ่งต่อความเชื่อมั่นของประเทศ ทั้งในสายตาประชาชนและประชาคมโลก

    ทั้งนี้ ผลดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ของ Transparency International ซึ่งไทยได้คะแนนเพียง 33 คะแนน ต่ำสุดในรอบ 19 ปี และลำดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และต่ำกว่าหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิก 

    สำหรับตัวเลขนี้มิใช่เป็นแค่สถิติ แต่คือ “ต้นทุนของประเทศ” ที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ทั้งความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง ความสามารถการแข่งขันถดถอย และงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลไปจากที่ควรยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยการปล่อยให้คอร์รัปชันฝังรากลึก เท่ากับปล่อยให้ชาติถอยหลัง 

    รวมทั้งหากรัฐบาลชุดใหม่แสดงเจตจำนงอย่างจริงจังในการปราบโกง ซึ่งไทยย่อมพลิกวิกฤตเป็นโอกาสฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างสังคมที่โปร่งใส และยกระดับศักยภาพของประเทศบนเวทีโลกได้ภายใต้การนำนายอนุทิน

    ทั้งนี้ ได้เสนอให้บรรจุ 5 มาตรการปราบโกงในคำแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา เพื่อยืนยันว่า การปราบปรามคอร์รัปชันในรัฐบาลนี้ “เกิดผลจริง ไม่ใช่แค่คำประกาศ” ได้แก่

    1.ตั้งคณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน กำหนดให้เป็นกลไกขนาดเล็ก คล่องตัว มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน กำหนดกรอบเวลา ตัวชี้วัด และเป้าหมายที่วัดผลได้ พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ

    2.ยกระดับประเทศสู่มาตรฐาน OECD ผลักดันให้ทุกหน่วยงานปรับปรุงระบบธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และกลไกความโปร่งใสให้เทียบเคียงมาตรฐานสากลอย่างจริงจัง จะเป็นแรงขับเคลื่อนภายใน และสัญญาณบวกต่อประชาคมโลก

    3.ยกระดับ 3 กระทรวงหลักให้เป็นต้นแบบความโปร่งใส ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ โดยเปิดเผยข้อมูล การจัดซื้อจัดจ้างอย่างครบถ้วน ลดการใช้ดุลพินิจที่ไม่จำเป็น และกำหนดมาตรฐานการตรวจสอบที่เข้มงวดและโปร่งใส

    4.ใช้เทคโนโลยีดิจิตอลปิดช่องโกง เร่งขยายการใช้เทคโนโลยีเชิงระบบเปิดเผยข้อมูลและระบบติดตามโครงการ โดยผลักดันการใช้ IP (Integrity Pact) และ CoST (Construction Sector Transparency Initiative) ในโครงการจัดซื้อ จัดจ้างขนาดใหญ่ เปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างอย่างครบถ้วน ตรวจสอบได้ เปลี่ยนการปราบโกง จากปลายทาง สู่การป้องกันเชิงระบบ

    5.สร้างภาครัฐประสิทธิภาพสูง ลดแรงจูงใจการทุจริต เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานข้าราชการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างกำลังคนและปรับรายได้ให้เหมาะสม องค์กรฯ เชื่อว่าข้าราชการส่วนใหญ่เป็นคนดี หากมีรายได้พอกินพอใช้ จะช่วยลดแรงจูงใจในการทุจริต และสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    ทั้งนี้ ACT ขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีหลังตั้งรัฐบาลเพื่อหารือและร่วมออกแบบกลไกการทำงานเริ่มภารกิจ “ปราบโกงให้สำเร็จในรัฐบาลนี้” ไปพร้อมกัน เพราะการปราบคอร์รัปชันมิใช่ภาระของรัฐบาลฝ่ายเดียว หากแต่เป็นพันธกิจร่วมของคนไทยทั้งประเทศ

    แนะเร่งแก้ทุนเทาแทรกซึมทุกวงการ

    รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์คอร์รัปชันในไทยที่แย่ลงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาการทุจริตร้ายแรงขึ้นในสังคมไทย รวมทั้งปัญหา “ทุนเทา” ที่แพร่กระจายแทรกซึมทุกวงการรวมทั้งการเมืองที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้มากขึ้น

    นอกจากนี้แม้กระทั่งองค์กรอิสระที่ควรโปร่งใสในการทำงานกลายเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาความโปร่งใสเสียเอง และกลไกที่จะตรวจสอบหรือเอาผิดหน่วยงานที่มีปัญหาการทุจริตทำได้ยากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันล่าช้า ซึ่งเท่ากับประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายไม่ดีเท่าที่ควร 

    แม้แต่อาชญกรข้ามชาติยังมองไทยเป็นสวรรค์ของผู้ทำความผิดที่จะหลบหนีเข้ามา เพราะใช้เงินซื้อผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งภาพลักษณ์แบบนี้ทำให้อันดับ CPI ของไทยแย่ลง

    “ภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยที่สะท้อนไปอยู่ในการรับรู้ของคนในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงนักธุรกิจและนักลงทุน ทำให้เวลาสำรวจดัชนีคอร์รัปชันทำให้ไทยได้คะแนนต่ำ ถ้าหากเราไม่แก้เรื่องทุนเทาก็จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้เช่นกัน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1225982&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TNHQJ3SVMBPi-N8u-CiDR