Blog

  • “สมาคมสื่อมวลชนเกษตร” มอบทุน บุตร – ธิดา ต่อยอดการศึกษามุ่งสู่ความสำเร็จ

    “สมาคมสื่อมวลชนเกษตร” มอบทุน บุตร – ธิดา ต่อยอดการศึกษามุ่งสู่ความสำเร็จ

    “สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย”จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้กับบุตร–ธิดา ของสมาชิกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมอานนท์ กรมประมง บางเขน กรุงเทพมหานคร

    โดยมีนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานกล่าวเปิดกิจกรรมและมอบทุนการศึกษาบุตร–ธิดา ในครั้งนี้ และมีนายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เข้าร่วมมอบทุนการศึกษา พร้อมด้วย โดยมีนายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน

    กิจกรรมมอบทุนการศึกษาดังกล่าวจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 โดยในปีนี้ในปี 2569 ได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตร–ธิดาของสมาชิก จำนวน 42 ทุน และมอบ ทุนพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชน จำนวน 20 ทุน ที่ได้มาจากการสนับสนุนของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรด้านสื่อสารมวลชนสายเกษตร

    พร้อมทั้งปลูกฝังให้เยาวชนมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นกำลังสำคัญและรากฐานที่มั่นคงของประเทศในอนาคต

    อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่สื่อมวลชนสายเกษตร ให้มีสวัสดิการที่ดี และสามารถปฏิบัติหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/pr-news/ch3onlinenews/459479&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XTCaO40FO8kNlwzM02rHT

  • L

    L

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ Logistics SPU กรุงเทพ วิทยาเขตชลบุรี และวิทยาเขตขอนแก่น เข้ารับการตรวจประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับคณะ ปีการศึกษา 2566

    โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิคณะกรรมการตรวจประเมินฯ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลธิศ เอี่ยมวรวุฒิกุล ประธานคณะกรรมการฯ พร้อมด้วย ผศ.ธนภัทร พรหมวัฒนภักดี กรรมการฯ และผู้ช่วยศาสตราจารย์สุรพันธ์ สันติยานนท์ กรรมการและเลขานุการฯ มาให้คำแนะนำแนวทาง และข้อเสนอแนะในแต่ละองค์ประกอบของหลักสูตร
    Logistics SPU ทั้ง 3 แห่ง มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีคุณภาพตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม ของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/logistics-aunqa66-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yRsFXtj2OseqJhFYfderH

  • กองทัพบกปิ๊งไอเดีย “ใครเบื่อเมีย มาสมัครทหาร” แคมเปญชวนชายไทยเกณฑ์ทหาร 69

    กองทัพบกปิ๊งไอเดีย “ใครเบื่อเมีย มาสมัครทหาร” แคมเปญชวนชายไทยเกณฑ์ทหาร 69

    เพจกองทัพบกทันกระแสปิ๊งไอเดีย “ใครเบื่อเมีย มาสมัครทหาร” แคมเปญชวนชายไทยเกณฑ์ทหาร 69 ชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่น

    กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล เมื่อเพจเฟซบุ๊ก กองทัพบก ทันกระแส ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 1 ล้าน ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนชายไทยเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินประจำปี 2569 ด้วยแคมเปญสุดแปลกใหม่ที่ดึงเอาประเด็นความสัมพันธ์ในครอบครัวมาเป็นจุดขาย โดยระบุข้อความเชิงหยิกแกมหยอกว่า “ใครเบื่อเมีย!! เมษานี้ มาสมัครทหาร พักกาย พักใจ อยู่ค่ายทหาร กับเพื่อนๆ”

    โพสต์ดังกล่าวยังระบุต่ออีกว่า “สมัครเสร็จเดินกลับบ้านอย่างภาคภูมิใจ จะไม่อยู่ในอำนาจเมียอีกต่อไป” พร้อมติดแฮชแท็ก #เกณฑ์ทหาร69 ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก มีหลายคนเข้ามาคอมเมนต์แนวขำๆ เช่น

    • อยู่บ้านเมียก็ด่า ออกมาจ่าก็ซ่อม
    • กลับมาเมียมีใหม่ จบหลักสูตรแบบสมบูรณ์อีก
    • ถ้าเมียเบื่อผัว ส่งมันไปได้ไหมคะ อย่าส่งกลับนะคะ ที่บ้านงดรับพัสดุ
    • ทหารนี่รับสมัครผัวอายุ50มั้ยคะ เมียก็เบื่อคือกัน

    เปิดสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ “สมัครใจ” รับราชการทหารปี 2569

    ข้อมูลจากกองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ระบุว่า กองทัพบกเปิดโอกาสให้ชายไทยที่มีอายุ 21 ปี และได้รับหมายเรียกประจำปี 2569 สามารถแสดงความสมัครใจ (ร้องขอ) เข้ารับราชการในวันตรวจเลือกฯ ได้ทันที โดยจะได้รับสิทธิพิเศษที่มากกว่าการจับสลากใบดำใบแดง ดังนี้

    • สิทธิในการเลือก: ผู้สมัครใจสามารถเลือกเหล่าทัพ (ทัพบก ทัพเรือ หรือทัพอากาศ) และเลือกผลัดที่ต้องการเข้ารับราชการได้ตามความต้องการ (ในกรณีที่โควตายังไม่เต็ม)
    • การลดหย่อนระยะเวลา: สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าขึ้นไป รวมถึงผู้ที่สำเร็จหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ชั้นปีที่ 1 และ 2 จะได้รับสิทธิในการลดระยะเวลาการรับราชการตามกฎหมาย
    • โอกาสในสายอาชีพ: การสมัครใจเข้ารับราชการยังเป็นใบเบิกทางสำคัญในการสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบทหารบก หรือบรรจุเป็นข้าราชการทหารในอนาคต

    ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หน่วยทหารหรือหน่วยสัสดีใกล้บ้าน หรือ กองการสัสดี หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โทร. 0 2223 3259

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9879294/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aEJNTLQjGRJ8frKPhcucT

  • วว. ผนึกกำลัง Terry ยกระดับผลงานวิจัย-นวัตกรรม ชูผลิตภัณฑ์จาก “เชอรี่ดอย” สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    วว. ผนึกกำลัง Terry ยกระดับผลงานวิจัย-นวัตกรรม ชูผลิตภัณฑ์จาก “เชอรี่ดอย” สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นางสาวอภิชญา นุชประไพ กรรมการ บริษัท เธอร์รี่ เพอร์เฟคท์ จำกัด (Terry Thailand) เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ดร.กฤษณ์ คงเจริญ รักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารการลงทุน (ศบล.) นางสาวอุบล ฤกษ์อ่ำ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย นางสาวโชติกา ตันติวัฒนกุลชัย และนายณัฐพล อรุณยะเดช นักพัฒนาธุรกิจอาวุโส วว. ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
    1.เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
    2.เพื่อพัฒนา ผลิต และต่อยอดผลิตภัณฑ์จากสารสกัดที่ได้จากงานวิจัย
    3.เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากงานวิจัยของประเทศ ผ่านกลไกการตลาดและการพาณิชย์
    4.เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
    5.เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจในการร่วมลงทุน (Feasibility study) ในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนา โดยมีแผนการดำเนินงานด้านการตลาดที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้พืชสมุนไพรพื้นถิ่น ให้มีการใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ผ่านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้จริงและมีผลที่ดีต่อสุขภาพและความงาม มีความยั่งยืนยฃของการใช้วัตถุดิบ และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจาก “เชอรี่ดอย หรือ Cherry Plum” ในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป

    ซึ่ง วว.ประสบผลสำเร็จในการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษของสารสกัด จาก เชอรี่ดอย และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม พร้อมที่จะผลิตและส่งต่อให้กับบริษัทที่ร่วมทุนในการนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้าง Model ความร่วมมือของ วว. กับภาคเอกชน อีกรูปแบบหนึ่ง ที่สะท้อนถึงการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาอย่างยั่งยืน

    กรรมการ บริษัท เธอร์รี่ เพอร์เฟคท์ จำกัด กล่าวว่า Terry มีความเชื่อมั่นในงานวิจัยและเทคโนโลยีของ วว. มาโดยตลอด โดยเฉพาะเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จาก “เชอรี่ดอย หรือ Cherry Plum” ซึ่งเล็งเห็นว่าเป็นวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์และมีโอกาสเติบโตสูงในตลาด โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางรากฐาน ข้อผูกพัน และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ภายใต้เป้าหมายในการมุ่งสู่การทำ “สัญญาโครงการนำร่องเพื่อการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ร่วมกันในอนาคตอันใกล้”

    ทั้งนี้ Terry พร้อมสนับสนุนและผลักดันผลงานวิจัยของ วว. เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในเชิงธุรกิจ และสามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จร่วมกันในระยะยาว เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไปในอนาคต

    “Terry” เป็นแบรนด์สกินแคร์ไทย ที่โด่งดังมากในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มกันแดด (เช่น กันแดดขนมปัง) และเซรั่มบำรุงผิว ซึ่ง วว. ได้เป็นส่วนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1005174&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TU21-8aCF0i3e1D093Z8Y

  • จีไอที จับมือ ม.รังสิต ปั้นคน ปั้นงาน ดันอัญมณีไทย แข่งขันตลาดโลก

    จีไอที จับมือ ม.รังสิต ปั้นคน ปั้นงาน ดันอัญมณีไทย แข่งขันตลาดโลก

    สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ลงนาม MOU ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย

    นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ จีไอที (GIT) เปิดเผยว่า ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) กับมหาวิทยาลัยรังสิต กับ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อผลักดันความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย การส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

     ทั้งนี้ GIT ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “The Power of Thai Gems” โดยเน้นบทบาทของ GIT ในการยกระดับมาตรฐานอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่เวทีสากล

    ส่วนวิทยาลัยการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำเสนอแนวคิด “Design Innovation & Craftsmanship for Future” ซึ่งมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมการออกแบบและการผสานศิลปะการออกแบบเข้ากับการพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการเสริมสร้างศักยภาพของนักศึกษาและบุคลากรรุ่นใหม่

    จีไอที จับมือ ม.รังสิต ปั้นคน ปั้นงาน ดันอัญมณีไทย แข่งขันตลาดโลก

    โดยภายหลังพิธีลงนาม ทั้งสองหน่วยงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาหลักสูตร การจัดฝึกอบรม และการพัฒนากิจกรรมด้านอัญมณีและเครื่องประดับร่วมกันในอนาคต เพื่อเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของประเทศ

     “ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการ การออกแบบ และเทคโนโลยีอัญมณี เพื่อร่วมกันพัฒนาและผลักดันศักยภาพของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้อย่างยั่งยืน”นายสุเมธกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1226008&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Rxtw3KGfkKJHx5jxWVmMn

  • สนง.สถิติแห่งชาติ เผย การใช้ไอที-มือถือในครัวเรือน ไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเกือบทุกมิติ

    สนง.สถิติแห่งชาติ เผย การใช้ไอที-มือถือในครัวเรือน ไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเกือบทุกมิติ

    กรุงเทพฯ, วันที่ 20 มี.ค. – นายเอกพงษ์  หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยผลสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน ไตรมาส 4/2568 ว่า มีประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไป 66.3 ล้านคน โดยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 92.3% ใช้โทรศัพท์มือถือ 96.1% และมีโทรศัพท์มือถือ 89.9% ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมาในทุกมิติ และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว

    หากพิจารณาในระดับครัวเรือน จากผลการสำรวจ พบว่า มีครัวเรือนส่วนบุคคลทั้งสิ้น 24.8 ล้านครัวเรือน โดยมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต 93.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมา และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาวสำหรับการมีโทรศัพท์มือถือลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสที่ผ่านมาอยู่ที่ 97.2% แต่ยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งสวนทางกับการมีคอมพิวเตอร์ของครัวเรือน ที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสที่ผ่านมาเป็น 20.0% แต่ในระยะยาว  ยังมีแนวโน้มลดลงตามการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่โทรศัพท์มือถือเข้ามามีบทบาททดแทนคอมพิวเตอร์ได้ในหลายกิจกรรม

    ทั้งนี้ การสำรวจจัดทำขึ้อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส จากครัวเรือนส่วนบุคคลตัวอย่าง 86,880 ครัวเรือนทั่วประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการใช้งาน และ การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทั้งการใช้อินเทอร์เน็ต การใช้โทรศัพท์มือถือ และการมีโทรศัพท์มือถือของประชาชน รวมถึงการมีคอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการมีโทรศัพท์มือถือของครัวเรือน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/284873&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oHx9hNCFEoqp2Zy_TzoLi

  • พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    Loading…

    พลิกวิกฤตน้ำมัน เป็นโอกาสพลังงานทางเลือก แต่ยังห่างไกลความยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24zNP1PtocYY1mPkFhcTEc

  • พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    พืชเศรษฐกิจไทยอัมพาต พิษสงครามตะวันออกกลางดันต้นทุนปุ๋ย

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

    “ปาล์ม-ยาง-ข้าว” พืชเสี่ยงสูงรับผลกระทบจากวิกฤตปุ๋ยเคมี ปาล์มน้ำมันเริ่มได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุชแล้ว เหตุเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยมากที่สุด โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจนและปุ๋ยฟอสเฟต ที่ต้องนำเข้าจากอ่าวเปอร์เซียเป็นหลัก เช่นเดียวกับยางพาราและข้าวที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมีมาก มีความเสี่ยงสูง หากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยืดเยื้อ การขนส่งปุ๋ยทำได้จำกัด อาจกระทบต่อต้นทุน ปริมาณผลผลิต และความมั่นคงทางอาหารได้

    รายงานสถานการณ์การผลิตและการตลาดรายสัปดาห์ ปี 2569 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ช่วงวันที่ 5 – 16 มีนาคม 2569 ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2569 การปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการค้าพลังงานและวัตถุดิบโลก ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตปาล์มน้ำมันในหลายมิติ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    สำหรับภูมิภาคอ่าวเปอร์เชียเป็นแหล่งส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนรายใหญ่ของโลก เมื่อเส้นทางดังกล่าวถูกปิดกั้น ทำให้การค้าปุ๋ยไนโตรเจนเกือบหนึ่งในสามของโลกหยุดชะงัก ขณะเดียวกันกำมะถันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตปุ๋ยฟอสเฟต ก็ต้องพึ่งพาเส้นทางเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณสูง โดยในปี 2569 สศก. คาดการณ์ว่า เนื้อที่ให้ผลผลิตปาล์มจะมี 6.58 ล้านไร่

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟตมีข้อจำกัดด้านปริมาณและราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น จะทำให้ต้นทุนการเพาะปลูกของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงในระยะต่อไป

    ส่วนพืชที่พึ่งพาปุ๋ยเคมีมากอีกชนิดคือ ยางพารา ในปี 2569 จะมีเนื้อที่กรีด 22.5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2568 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    ทั้งนี้ปาล์มน้ำมันและยางพารามีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีสูงสุดเนื่องจากต้องการธาตุอาหารต่อพื้นที่สูง การที่มีการขยายพื้นที่เพาะปลูกจึงส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมี

    สศก. คาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2569 ประมาณ 61 ล้านไร่ ข้าวเป็นพืชที่มีอัตราการใช้ปุ๋ยเคมีต่อพื้นที่ต่ำกว่าปาล์มน้ำมันและยางพารา แต่การที่มีเนื้อที่เพาะปลูกมากที่สุดจึงเป็นพืชเศรษฐกิจที่ใช้ปุ๋ยเคมีมากที่สุด คิดเป็น 51% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด

    ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุถึงปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 7 แสนตันซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2568 ตามปริมาณดังกล่าว จะมีเพียงพอใช้จนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม โดยห้วงนั้น จะเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูเพาะปลูกนาปี ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย 

    ความท้าทายในขณะนี้คือ การเร่งหาแหล่งนำเข้าใหม่ ขณะที่บางประเทศมีมาตรการจำกัดหรือห้ามส่งออกปุ๋ยเพื่อรักษาความมั่นคงทางอาหารเช่น จีนมีนโนบายลดการส่งออกปุ๋ยไนโตรเจนและฟอสเฟต 

    วิกฤตปุ๋ยเคมี

    ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

    บทวิเคราะห์ แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2569-2571: อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีของวิจัยกรุงศรีระบุว่า ในปี 2566 มูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีทั่วโลกอยู่ที่ 93.0 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง -30.3% จากปี 2565 ซึ่งมีมูลค่า 134.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศที่ส่งออกปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ รัสเซีย (สัดส่วน 15.2% ของมูลค่าส่งออกปุ๋ยเคมีในตลาดโลก) รองลงมา คือ จีน แคนาดา และสหรัฐฯ ตามลำดับ ส่วนประเทศที่นำเข้าปุ๋ยเคมีมากที่สุดคือ บราซิล (สัดส่วน 14.6% ของมูลค่านำเข้าปุ๋ยเคมีโลก) รองลงมา ได้แก่ อินเดีย สหรัฐฯ และจีน ตามลำดับ สำหรับไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 50 ของโลก (สัดส่วนเพียง 0.1%) และเป็นผู้นำเข้าอันดับ 7 ของโลก (สัดส่วน 2.6%) สะท้อนว่า ไทยจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีเพื่อรองรับความต้องการใช้ในภาคเกษตรกรรม

    ดังนั้นหากการนำเข้าปุ๋ยมีข้อจำกัดทั้งด้านปริมาณและการขนส่งจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะกระทบต่อต้นทุนการผลิตและประสิทธิภาพของผลผลิตของเกษตรกร ตลอดจนอาจกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร โดยไม่เพียงไทยเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ อาจเป็นกระทบทั่วโลก
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/953869&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqoKzzHOFwfDFzX6CVPFe

  • “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” ดัน SME 3 มิติ เปิดตลาด-เติมทุน-ปลดล็อกกฎ เร่งเครื่องเศรษฐกิจ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (20 มี.ค.69) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเปิดงานประชุม FTI Reinvent Thailand: พลวัตรใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย โดยเน้นย้ำว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และการผลักดัน SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ

    ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแนวทางสนับสนุน SME ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทั้งภาครัฐและเอกชน โดยให้ความสำคัญกับการสร้างแต้มต่อสินค้า “Made in Thailand” ควบคู่กับการผลักดันแนวคิด “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ เชื่อมโยงคู่ค้า และเสริมความแข็งแกร่งให้ SME ไทยเติบโตไปพร้อมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ขณะเดียวกัน เร่งเพิ่มสภาพคล่องและโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน ผ่านความร่วมมือของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมรายย่อย (บสย.) ธนาคาร และสถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงการใช้แพลตฟอร์ม PromptBiz ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อพัฒนา Supply Chain Finance เชื่อมโยงข้อมูลทางการค้าเข้ากับการเข้าถึงสินเชื่อ ช่วยลดข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพสามารถเติบโตได้จริง

    พร้อมกันนี้ ยังมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพควบคู่กับการปลดล็อกกฎระเบียบ โดยยกระดับธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI รวมถึงการ Reskill และ Upskill แรงงาน พร้อมทบทวนกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้คล่องตัวและแข่งขันได้มากขึ้น

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังพร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อเปลี่ยน “โอกาส” ให้เป็น “ผลลัพธ์จริง” และผลักดันให้ SME ไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมา โดยระบุว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปรับเพิ่มจาก 0.3% เป็น 2.5% ไม่ได้เกิดจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่มีแรงขับเคลื่อนหลักจากการลงทุน โดยการลงทุนภาครัฐขยายตัว 13.3% และเมื่อรวมภาคเอกชนแล้วเติบโตเฉลี่ยราว 8% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี ปัจจัยดังกล่าวสะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเห็นได้จากทิศทางตลาดหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงก่อนเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ

    นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิดนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่ต้องควบคู่กับการสร้างศักยภาพในระยะยาว โดย “พลัส” จะไม่ใช่ให้ปลา แต่จะให้เบ็ด ผ่านการพัฒนาทักษะใหม่ การใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์การขาย และการบริหารรายได้-รายจ่ายของผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบระบบต้นแบบ (mockup) เพื่อช่วยยกระดับผู้ค้ารายย่อยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่

    พร้อมกันนี้ ยังย้ำถึงความจำเป็นในการ “ปลดล็อกกติกา” ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ และเชิญชวนภาคอุตสาหกรรมเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการร่วมกันทรานส์ฟอร์ม SME ไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/820755&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w7VxmO2Aw06RX_kQmVKXQ

  • ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    ตะวันออกกลาง เริ่มกดดันเศรษฐกิจไทย จ่อ ทบทวน GDP ปี 2569 ใหม่

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงการประเมินสถานการณ์ทางเศรษฐกิจภายใต้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางว่า แม้ในขณะนี้ตัวเลขหรือเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่ซึ่งมักเป็นข้อมูลย้อนหลังอาจจะยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบออกมาอย่างชัดเจนนัก แต่ในความเป็นจริงผลกระทบได้เริ่มก่อตัวและส่งผ่านมายังระบบเศรษฐกิจแล้วผ่านช่องทางของต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 

    ที่มา : ธปท.
    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    ปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อของสถานการณ์ แม้ว่าในระยะแรกผู้ประกอบการจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนเพื่อไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค แต่หากสถานการณ์ลากยาวออกไปจนเกินขีตความสามารถในการรับภาระ ท้ายที่สุดผู้ประกอบการก็มีความจำเป็นที่จะต้องส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังราคาสินค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง

    “เศรษฐกิจมันเป็น indicator ที่เป็นย้อนหลัง แต่เชื่อว่าทุกวันนี้ผลกระทบกำลังมา ตั้งแต่ราคาต้นทุน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขึ้นอยู่กับความยืดเยื้อ แน่นอนผู้ประกอบการก็คงไม่ได้อยากจะขึ้นราคาภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ก็คงจะต้องดูว่าเขาแบกรับได้แค่ไหน แต่ในที่สุดถ้าไม่ไหวก็ต้องส่งผ่าน”

    สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกนั้น ธปท. ประเมินว่าทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ปัญหาความขัดแย้งยังสร้างอุปสรรคต่อระบบการขนส่งและการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังภาคการท่องเที่ยว ในส่วนของสถานการณ์ค่าเงินบาทที่ปรับตัวอ่อนค่าและเผชิญกับความผันผวนสูงนั้น มีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยที่เป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิในสัดส่วนที่สูง ประกอบกับเศรษฐกิจกำลังพึ่งพาการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

    อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนของค่าเงินบาทในปัจจุบันจะขยับขึ้นมาอยู่ในระดับประมาณ 9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ ธปท. ยืนยันว่ายังไม่ใช่ระดับที่สูงจนเป็นประวัติการณ์ โดยได้เข้าไปดูแลและบริหารจัดการความผันผวนเพื่อประคับประคองไม่ให้รุนแรงเกินไป

    ในด้านการประเมินแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีของไทย นั้น นางสาวชญาวดี ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนสูง ทำให้ต้องมองภาพออกเป็นหลายฉากทัศน์ ฉากทัศน์ที่ดีที่สุดคือความขัดแย้งยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลกระทบก็จะยังลากยาวไปถึงช่วงครึ่งหลังของปีอย่างแน่นอน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ความขัดแย้งได้รับความเสียหายอย่างหนัก แตกต่างจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนในอดีต ปัจจัยนี้จะทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น โดยราคาน้ำมันดิบอาจเฉลี่ยแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีฐาน หรือประมาณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในกรณีที่ดีที่สุด 

    ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. เตรียมทบทวนการประมาณการจีดีพีปีนี้ใหม่อีกครั้ง จากเดิมที่เคยประเมินไว้ที่ระดับ 2% ซึ่งตัวเลขอาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงด้านลบ

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากค่าครองชีพและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและสร้างภาระที่หนักขึ้นให้กับลูกหนี้ในระบบ แม้ ธปท. จะมองว่าปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือหนี้เสียเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วและอาจจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน แต่สถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะยิ่งซ้ำเติมกลุ่มผู้ที่อาจมีรายได้ลดลงจากการท่องเที่ยว ทำให้ความเสี่ยงในการชำระหนี้เพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่กำลังเผชิญอยู่คือความไม่แน่นอนที่ประเมินได้ยากและสร้างความผันผวนสูง ซึ่ง ธปท. จะต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้อย่างใกล้ชิด

    “หนี้เสียมันมีอยู่แล้ว แต่ว่ามันจะรุนแรงกว่าเดิมที่เรามองว่ามันอาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบที่เราก็ไม่ได้ commit ไว้ว่าหนี้เสียจะเป็นยังไง แต่เราก็เชื่อว่าภายใต้สถานการณ์แบบนี้ มันก็คือเดิมต่อให้ไม่มีสงคราม มันก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ขาขึ้นอยู่แล้ว ถามว่ามันมีความไม่แน่นอนเยอะขึ้นไหม ก็เยอะขึ้น แล้วก็มันจะส่งผลต่อหลายๆเรื่องไหม มันก็เราก็ต้องติดตามใกล้ชิด”

    สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อนั้น นางสาวชญาวดีอธิบายว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะต้องนำสมมติฐานใหม่ ทั้งเรื่องราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนเข้ามาพิจารณาอย่างรอบด้าน การปรับตัวสูงขึ้นของอัตราเงินเฟ้อในรอบนี้มาจากปัจจัยกดดันทางด้านอุปทาน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยในทันทีอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขาดแคลนได้ ธปท. อาจมองผ่านปัจจัยชั่วคราวนี้ไปก่อน เว้นแต่ว่าปัญหาจะเริ่มส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังความต้องการซื้อและทำให้เกิดการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ฝังลึก โดยย้ำว่า การบริหารจัดการความผันผวนและการดูแลให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ตามปกติ ไม่เกิดภาวะชะงักงันจากการตื่นตระหนก

    “การปรับขึ้นลงดอกเบี้ยมันไม่ได้สามารถจะไปแก้ปัญหาด้านอุปทานได้ แต่ถ้าปัญหานั้นมันส่งผ่านไปถึงดีมานด์ คือการใช้จ่ายมันก็จะก็จะเป็นหน้าที่ของดอกเบี้ย ดังนั้นหน้าที่ของแบงก์ชาติมี 2 อย่าง ตลาดเงินคือดูความผันผวน กับดู functionality ฟังก์ชัน คือให้ตลาดยังทำงานได้ตามปกติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Uaii8n1qlrqToiW-4Y3R7