Blog

  • สมุทรสงคราม/// เปิดงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม 2569” หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม | TOPNEWS

    สมุทรสงคราม/// เปิดงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม 2569” หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม | TOPNEWS

    ผู้ว่าฯ สมุทรสงคราม เปิดงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม 2569” หนุนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม


    ที่บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานเปิดงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 20–21 มีนาคม 2569

    เพื่อสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยด้านนาฏศิลป์และดนตรี พร้อมผลักดันสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์
    ภายในงานมีการแสดงชุด “นาฏดุริยางค์…วิจิตรสายน้ำแม่กลอง” และการแสดงเดี่ยวระนาดจากศิลปิน “โหมโรง เดอะมิวสิคัล 2568”

    นอกจากนี้ ยังมีการแสดงหุ่นกระบอก และกิจกรรมศิลปะพื้นบ้านในเวทีย่อย สร้างบรรยากาศความเป็นเมืองวัฒนธรรมอย่างคึกคัก

    ขณะที่กิจกรรมตลอดทั้ง 2 วัน เริ่มตั้งแต่เวลา 15.00–21.00 น. จัดให้มีโซนกิจกรรมทางวัฒนธรรมอย่างหลากหลาย อาทิ การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น งานศิลปหัตถกรรม การสาธิตแกะสลัก ศิลปะการวาดภาพ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) รวมถึงร้านค้าชุมชน อาหาร และสินค้าพื้นถิ่น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เลือกชม เลือกซื้อ และสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด


    สำหรับวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ยังคงมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแสดงดนตรีและขับร้องบทเพลงอมตะจากศิลปินท้องถิ่น การแสดงดนตรีไทยจากบ้านดนตรี การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากเยาวชน และการแสดงร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น

    อีกทั้งยังมีการแสดง “โขน” จากเครือข่ายวัฒนธรรม การแสดงศิลปะร่วมสมัยจากสถาบันการศึกษา รวมถึงการแสดงหนังใหญ่ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ปิดท้ายด้วยการแสดงดนตรีสร้างสรรค์ในช่วงค่ำ

    การจัดงานครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเวทีในการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดสมุทรสงครามในฐานะแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น


    จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมสัมผัสความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ในงาน “นาฏดุริยกวีแผ่นดินสยาม 2569” ระหว่างวันที่ 20–21 มีนาคม 2569 ณ บริเวณลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTop news ทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1522730&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ezRVeBZ7vVwW2EgTeTHO1

  • กต.จ่อชงลดเวลายกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวเหลือ 30 วัน อุดช่องโหว่สแกมเมอร์ต่างชาติ | เดลินิวส์

    กต.จ่อชงลดเวลายกเว้นวีซ่านักท่องเที่ยวเหลือ 30 วัน อุดช่องโหว่สแกมเมอร์ต่างชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่กระทรวงการต่างประเทศ  นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ในรัฐบาลสมัยของนายเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกนโยบายการยกเว้นตรวจลงตรา (วีซ่า) สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เป็นเวลา 60 วัน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยนั้น แม้เรื่องการท่องเที่ยวมีความสำคัญต่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่คณะกรรมการที่เป็นผู้พิจารณาเรื่องวีซ่า ซึ่งมีกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ได้พิจารณาว่าการให้ระยะเวลา 60 วัน อาจยาวนานเกินไป ซึ่งอาจเป็นช่องทางแก่ผู้ที่ไม่ได้ประสงค์เข้ามาในไทยเพื่อการท่องเที่ยว หรืออาจต้องการมีถิ่นฐานอยู่ในไทยโดยไม่ขอวีซ่าให้ถูกประเภท เพราะที่จริงแล้ว กรณีของคนที่ต้องการท่องเที่ยว ระยะเวลา 30 วัน น่าจะเพียงพอ ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศกำลังจะเสนอรัฐบาลให้ลดจำนวนวันแก่บุคคลสัญชาติที่ได้รับการยกเว้นวีซ่า จาก 60 วัน ลดเหลือ 30 วัน โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติยังมีสิทธิที่จะขอต่อเวลาการพำนักได้อีก 30 วัน

    นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติต่อประเทศใดหรือบุคคลสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง อีกทั้งเป็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ เพราะมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ที่อาศัยการยกเว้นวีซ่าระยะยาวเพื่อเข้ามาในไทย และไปยังประเทศเพื่อนบ้านของเราด้วย นอกจากนี้ ตนยืนยันว่าประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการต้อนรับและดูแลนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเป็นการสงวนสิทธิของไทยในการแก้ปัญหาช่องโหว่ที่ทำให้มีคนเข้ามาในประเทศแล้วทำกิจกรรมที่เป็นภัยความมั่นคงของประเทศ หรือเข้ามากระทำการที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5706750/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WfvNwc5aKctY-3AMFwxoX

  • ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    ยอดใช้พลังงานรวมปี 68 ลดลง 1.6% น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น รับท่องเที่ยวขยายตัว

    วันนี้, 13:30น.

              สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่า การใช้พลังงานขั้นต้นเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลงร้อยละ 1.6 จากการใช้ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และลิกไนต์ที่ลดลง ขณะที่การใช้น้ำมันและไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้น ในส่วนน้ำมันสำเร็จรูป การใช้น้ำมันเครื่องบิน 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น

              นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. เปิดเผยว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศ ปี 2568 ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

              ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปี 2567 ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย

              การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติ ลดลงร้อยละ 3.8 การใช้ถ่านหิน ลดลงร้อยละ 3.5 และการใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 1.2

              การใช้น้ำมันสำเร็จรูป มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140,900,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67,000,000 ลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.8 ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล อยู่ที่ 31,700,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17,500,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.5 สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 และการใช้ LPG อยู่ที่ 19,400,000 ลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1

              การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,630,000 ตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็น การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 42 ของการใช้ทั้งหมด รองลงมา คือ การใช้ในภาคครัวเรือนร้อยละ 32 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ร้อยละ 14 และการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 10

              การใช้ก๊าซธรรมชาติ มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422,000,000 ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลงร้อยละ 4.0 โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้า ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 61 รองลงมา คือ การใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ ร้อยละ 20 และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) ร้อยละ 2

              การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันอยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลงร้อยละ 3.3 โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe การใช้ไฟฟ้า

              การใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) อยู่ที่ 208,428,000,000 หน่วย ลดลงร้อยละ 2.8 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 42 ภาคครัวเรือนร้อยละ 28 ภาคธุรกิจร้อยละ 25 และภาคอื่น ๆ ร้อยละ 5

              สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป

    ภาพ freepik

    #สถานการณ์พลังงาน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160145&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vypAh25TUAsj8LDVDp7AD

  • พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน


    20/03/2569 | 20 |

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน
     
         ที่บริเวณท่าเรือวัดติโลกอาราม จังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ท่าเรือวัดติโลกอาราม” บนพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน พย.7 เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานเดิม และจัดระเบียบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย สมกับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน 
        นางสาวเพ็ญนิภา คำภู่ ธนารักษ์พื้นที่พะเยา เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าพื้นที่เดิมยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่พะเยาจึงร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา พัฒนาพื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเทศบาลเมืองพะเยาจะเป็นผู้บริหารจัดการภายใต้แนวทาง 7 ด้าน อาทิ การใช้เรือขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานประมงเพื่อความปลอดภัย , การกำหนดอัตราค่าบริการที่ชัดเจน , การใช้อาคารประหยัดพลังงาน , และการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 
        ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกว๊านพะเยาและวัดติโลกอาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานกลางน้ำที่มีเอกลักษณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบสถาปัตยกรรมให้คงกลิ่นอายล้านนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
         ขณะนี้ ได้เริ่มขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้เทศบาลเมืองพะเยาเข้าดำเนินการตามระเบียบกรมธนารักษ์ โดยมุ่งหวังให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมน้ำ” ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวพะเยาไว้อย่างยั่งยืน 

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/487166&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PtgbcL7Tjoq-7LkfEFEsV

  • ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯพังงาจุดพลังชาวบ้าน “ปลูกผัก-เลี้ยงสัตว์” น้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงทางอาหารฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา พื้นที่เล็ก ๆ รอบจวนได้ถูกปรับให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิด อาทิ มะละกอ ตะไคร้ มะนาว พริก มะเขือ และผักโตเร็ว รวมถึงเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือน สะท้อนแนวคิด มีหนึ่งเดี่ยวอันดามัน 

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงาเลี้ยงไก่ไข่และปลูกผักในจวนผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ทานเอง ปลุกพลังคนพังงาสู้วิกฤติช่วยเหลือตนเอง ให้ประชาชนสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน และได้ลดต้นทุนอาหารให้ไก่โดยได้นำหญ้าหวานมาสับรวมกับอาหารให้ไก่กินด้วยเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเอง
         
    ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ปัจจุบันโลกเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสร้าง “ความมั่นคงทางอาหาร” ในระดับครัวเรือนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยประชาชนสามารถเริ่มต้นได้ง่าย แม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถปลูกผักในแปลงเล็ก ๆ หรือในกระถาง รวมถึงเลี้ยงไก่ไข่หรือเลี้ยงปลา ตามศักยภาพของแต่ละครอบครัว จึงขอเชิญชวนชาวพังงาทุกครัวเรือน หันมาสร้างเกราะป้องกันวิกฤติด้านอาหาร ด้วยการผลิตอาหารกินเอง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ลดการพึ่งพาภายนอก และเพิ่มความมั่นคงในการดำรงชีวิต หากมีผลผลิตเหลือยังสามารถแบ่งปันในชุมชน หรือจำหน่ายสร้างรายได้เสริมได้อีกทางหนึ่ง
       
    ทั้งนี้ การน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ถือเป็นแนวทางสำคัญในการรับมือสถานการณ์โลกที่ผันผวน ช่วยลดรายจ่าย และสร้างความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืนในทุกครัวเรือน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469927&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mWeQ8NILH0OBmauRrEDur

  • ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    วันนี้ (20 มี.ค. 2569) นายจาง เจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้กล่าวสุนทรพจน์ถึงทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างไทย–จีน รวมถึงบทบาทของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ในเวทีเสวนาระดับนานาชาติในหัวข้อ “จีนในฤดูใบไม้ผลิ : การพัฒนาของจีนและโอกาสของโลก”

    พร้อมระบุว่า เมื่อปีที่ผ่านมา จีนและไทยได้ร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศแห่งมิตรภาพและความร่วมมือที่แน่นแฟ้น โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ระดับสูงระหว่างสองประเทศ

    ในการเยือนครั้งดังกล่าว ผู้นำของทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการยกระดับความสัมพันธ์จีน–ไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ครอบคลุมความร่วมมือในหลากหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

    นายจางได้กล่าวถึงความสำเร็จของการประชุมสองสภาและการรับรองแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 15 โดยระบุว่า ประชาคมโลกต่างจับตาทิศทางของจีนอย่างใกล้ชิด ซึ่งจีนหวังว่าแผนพัฒนาดังกล่าวจะไม่เป็นเพียงพิมพ์เขียวสำหรับประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการหยิบยื่นโอกาสใหม่ ๆ ให้กับโลก ท่ามกลางความท้าทายด้านสันติภาพและการพัฒนาในปัจจุบัน

    จีนแสดงความคาดหวังว่า การพัฒนาในระยะใหม่ของประเทศจะไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าภายใน แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ในการขยายความร่วมมือและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน

    นายจางยังระบุว่า จีนจะเดินหน้าเสริมสร้างระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการยกระดับความร่วมมือระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

    การคาดการณ์ระบุว่า ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมดั้งเดิมของจีนจะมีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 ล้านล้านหยวน ขณะที่มูลค่าผลผลิตของอุตสาหกรรมเกิดใหม่จะขยายตัวจากประมาณ 6 ล้านล้านหยวนเป็นมากกว่า 10 ล้านล้านหยวน สะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนใหม่ที่กำลังเติบโตและเริ่มแสดงศักยภาพในระดับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    นายจางกล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพัฒนาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยมีการผลักดันการปรับปรุงอุตสาหกรรมให้ทันสมัย และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างจริงจัง ซึ่งยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองฝ่ายมีความสอดคล้องกันอย่างมาก บริษัทจีนจำนวนมากขึ้นกำลังเชื่อมโยงกับความต้องการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทย ผ่านการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนความร่วมมือในสาขาสำคัญ เช่น ยานยนต์พลังงานใหม่ อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และเกษตรกรรมสมัยใหม่

    ทั้งนี้ จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ประสานกันของห่วงโซ่การผลิตและการจัดหา ของทั้งสองฝ่าย บูรณาการอย่างลึกซึ้งเข้าสู่กระบวนการบูรณาการทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันโดยรวมของกันและกันในตลาดโลก

    เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า จีนจะยังคงยึดมั่นในเส้นทางการพัฒนาอย่างสันติ ผลักดันการพัฒนาคุณภาพสูง และเปิดประเทศสู่ภายนอกในระดับสูงต่อไป พร้อมกันนี้ จีนยินดีที่จะยกระดับความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านกับไทย เพื่อผลักดันการสร้าง “ประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน” ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความกินดีอยู่ดีให้แก่ประชาชนทั้งสองชาติ ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคต่อไป

    ภาพประกอบข่าว ทูตจีนชูแผนพัฒนาฯ ฉบับ15 โอกาสใหม่ของโลก ยกระดับความร่วมมือไทยรอบด้าน

    จีนเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจคุณภาพสูง เปิดประเทศกว้าง สร้างโอกาสใหม่สู่โลก

    นายเซิ่น ไห่ส่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารมวลชนและผู้อำนวยการ China Media Group ได้กล่าวสุนทรพจน์ผ่านทางวิดีโอ ระบุว่า การประชุมสองสภาของจีนซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และเป็นหน้าต่างสำคัญในการติดตามจีนยุคใหม่ ยังคงดึงดูดความสนใจจากทั่วโลก โดยปีนี้ได้มีมติรับรองเอกสารสำคัญหลายฉบับ รวมถึงโครงร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 พร้อมกำหนดเป้าหมายการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศในปี 2026 ไว้ที่ร้อยละ 4.5–5 โดยพิมพ์เขียวการพัฒนาคุณภาพสูงของจีนถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่แก่ประชาคมโลก

    นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้เน้นย้ำถึงการขยายการเปิดประเทศในระดับสูง การเปิดตลาดโลกอย่างกว้างขวาง และการเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเปิดกว้างของจีน

    ขณะเดียวกัน การพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนตั้งแต่ต้นปีเติบโตอย่างโดดเด่น ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และหุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยกระตุ้นการบริโภค พร้อมใช้ศักยภาพด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี เพื่อผลักดันความทันสมัยแบบจีนและแบ่งปันโอกาสสู่ประชาคมโลก

    ย้ำบทบาทไทย–จีน ขับเคลื่อนความร่วมมือภูมิภาค

    นายนิรัตน์ อยู่ภักดี ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและเสถียรภาพของภูมิภาค พร้อมระบุว่า ความสัมพันธ์ไทย–จีนมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับภูมิภาค

    นายนิรัตน์กล่าวว่า ประชาคมโลกให้ความสนใจต่อการประชุมสองสภาและการพัฒนาของจีน โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่น สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำและประสิทธิภาพของรัฐบาล ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนฯ ฉบับที่ 15 ซึ่งจีนยังคงขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพสูงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ยานยนต์พลังงานใหม่ และอวกาศ

    ทั้งนี้ การพัฒนาพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนยังเอื้อประโยชน์ต่อหลายประเทศ รวมถึงอาเซียน โดยไทยหวังจะกระชับความร่วมมือกับจีนอย่างต่อเนื่อง

    นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรีไทย กล่าวว่า การพัฒนาของจีนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจีน แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสูง ซึ่งได้เปิดโอกาสอันกว้างขวางให้กับประเทศไทย

    จากสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่ว่า “จีน–ไทยใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ปัจจุบันความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศได้ก้าวสู่บริบทใหม่ ที่มุ่งเน้นความร่วมมือคุณภาพสูงในทุกมิติ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างประชาคมไทย–จีนที่มีอนาคตร่วมกันต่อไป

    ไทย–จีนเดินหน้าความร่วมมืออวกาศ

    นายปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) GISTDA กล่าวว่า จีนได้แบ่งปันผลสำเร็จจากการพัฒนาแก่ประเทศอื่น ๆ เสมอมา และพลังการผลิตใหม่คุณภาพสูงของจีนเป็นประโยชน์ต่อโลก

    โดยในด้านการบินอวกาศ จีนและไทยได้ดำเนินความร่วมมือที่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทั้งการสำรวจอวกาศ การร่วมก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การประยุกต์ใช้งาน การฝึกอบรมบุคลากรด้านการบินอวกาศ และเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งสะท้อนความพยายามในการสร้างประชาคมจีน–ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน และจะสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    อ่านข่าว :

    พณ.จับมือห้างเร่งระบายมะพร้าวน้ำหอม 3 ล้านลูก คาดเม.ย.ราคาขยับ

    เช็กเงื่อนไขรับสิทธิ์ โครงการ “ล้างแอร์ช่วยชาติ 2569”

    อย. ย้ำ ยาไม่ขาด รพ.จำกัดจ่าย 1 เดือน เป็นเพียงแผนสำรองรับวิกฤต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503620&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bjIDdreuncgRDk9l0CZ9r

  • พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน


    20/03/2569 | 19 |

    พะเยาเดินหน้าพัฒนาท่าเรือวัดติโลกอาราม ปรับโฉมสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมระดับสากล มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนริมกว๊านพะเยาอย่างยั่งยืน
     
         ที่บริเวณท่าเรือวัดติโลกอาราม จังหวัดพะเยา นางสาวอรอาภา โล่ห์วีระ ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ท่าเรือวัดติโลกอาราม” บนพื้นที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียน พย.7 เพื่อแก้ปัญหาความทรุดโทรมของโครงสร้างพื้นฐานเดิม และจัดระเบียบพื้นที่ให้มีความสวยงาม ปลอดภัย สมกับเป็นแลนด์มาร์คสำคัญของประเทศ โดยมีส่วนราชการ ภาคเอกชน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน 
        นางสาวเพ็ญนิภา คำภู่ ธนารักษ์พื้นที่พะเยา เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าพื้นที่เดิมยังมีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการที่ไม่เป็นระบบ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่พะเยาจึงร่วมกับเทศบาลเมืองพะเยา พัฒนาพื้นที่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีหัวใจสำคัญคือการอนุรักษ์คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเทศบาลเมืองพะเยาจะเป็นผู้บริหารจัดการภายใต้แนวทาง 7 ด้าน อาทิ การใช้เรือขนส่งขนาดใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานประมงเพื่อความปลอดภัย , การกำหนดอัตราค่าบริการที่ชัดเจน , การใช้อาคารประหยัดพลังงาน , และการจ้างงานคนในพื้นที่เพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน 
        ด้าน ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของกว๊านพะเยาและวัดติโลกอาราม ซึ่งเป็นโบราณสถานกลางน้ำที่มีเอกลักษณ์ พร้อมให้คำแนะนำในการออกแบบสถาปัตยกรรมให้คงกลิ่นอายล้านนาที่สอดคล้องกับพื้นที่ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะยาว
         ขณะนี้ ได้เริ่มขั้นตอนการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิมเพื่อส่งมอบพื้นที่ให้เทศบาลเมืองพะเยาเข้าดำเนินการตามระเบียบกรมธนารักษ์ โดยมุ่งหวังให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดรับ-ส่งนักท่องเที่ยว แต่เป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ริมน้ำ” ที่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมของชาวพะเยาไว้อย่างยั่งยืน 

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/487166&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PtgbcL7Tjoq-7LkfEFEsV

  • 7 สมาคมท่องเที่ยว ถก ททท. ชงรัฐบาลอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้าน แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่นเดินทาง

    7 สมาคมท่องเที่ยว ถก ททท. ชงรัฐบาลอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้าน แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่นเดินทาง

    7 บิ๊กสมาคมท่องเที่ยวในนาม ‘เฟตต้า’ หารือร่วม ‘ททท.’ แก้วิกฤติน้ำมันกระทบเชื่อมั่น หวั่นกระทบมู้ดเที่ยวช่วงสงกรานต์ เรียกร้องให้รัฐบาลจัดสรรโควต้าน้ำมันสำหรับภาคการท่องเที่ยว พร้อมอัดฉีดงบ 1.4 หมื่นล้านบาทผ่าน 3 โครงการ ทั้งมาตรการโคเพย์เมนต์ ส่งเสริมคนไทยเที่ยวข้ามจังหวัด 1 ล้านสิทธิ์ รวมถึงโครงการ ‘บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย’ และสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ

    (20 มี.ค. 2569) “สมาพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย” หรือ เฟตต้า (FETTA) ซึ่งประกอบด้วยสมาคมท่องเที่ยวต่างๆ อาทิ สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว สมาคมโรงแรมไทย สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว สมาคมผู้ประกอบการรถขนส่งทั่วไทย นายกสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ ได้หารือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เกี่ยวกับข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อรักษาเสถียรภาพจากภาวะวิกฤติน้ำมันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยและบริการไทยปี 2569 เพื่อให้ ททท.นำเสนอต่อรัฐบาล

    รายงานจากเฟตต้าระบุว่า ตามที่สมาคมในภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการได้หารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรวมถึงนักวิชาการด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น จากปัจจุบันพบว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญจากข้อจำกัดด้านพลังงาน ต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว และมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างประเทศที่เริ่มมีการประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้เลื่อนการเดินทาง เช่น ตลาดมาเลเซีย ดังข่าวที่ประจักษ์โดยทั่วไป และอาจเกิดขึ้นต่อเนื่องในตลาดอื่นๆ หากไม่มีมาตรการออกมาแก้ไขอย่างเร่งด่วน

    โดยส่งผลกระทบทั้งต่อการดำเนินงานของผู้ประกอบการและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่มีอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรวม 2.7 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนราว 13% ของจีดีพีของประเทศ และอัตราการจ้างงานราว 4 ล้านคน ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักของประเทศ

    การขาดแคลนน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน แต่คือ “วิกฤติความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์ที่คนไทยเดินทางด้วยรถยนต์เป็นหลัก หากไม่มั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอ คนจะตัดสินใจไม่เดินทางทันที กระทบท่องเที่ยวทั้งระบบ ยิ่งหากข่าวนี้แพร่ไปต่างประเทศ จะยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมาไทย ในภาวะนี้ “ไม่มีน้ำมันให้เติม” สำคัญกว่า “การคุมราคา” เพราะไม่มีอะไรแย่ไปกว่าสถานการณ์ที่รถโดยสารเต็มคัน แต่ไม่สามารถเติมน้ำมันกลางทางและไปต่อไม่ได้

    ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในปั๊มอย่างเร่งด่วนที่สุด เพื่อฟื้นความมั่นใจของประชาชนและนักท่องเที่ยว ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามเป็นวงกว้าง จากการหารือดังกล่าว ได้มีข้อเสนอแนวทางการแก้ไขนโยบายแบบบูรณาการโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเชิงระบบ ทั้งด้านซัพพลาย ต้นทุน และดีมานด์ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้นและการเสริมความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีมาตรการสำคัญดังนี้

    1.การบริหารจัดการพลังงาน จัดสรรโควต้าน้ำมันสำหรับภาคการท่องเที่ยว จัดตั้งช่องทางเติมน้ำมันเฉพาะและควบคุมต้นทุนการกลั่นในช่วงวิกฤติ

    2.การลดต้นทุนการเดินทางทางอากาศ สนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และลดค่าธรรมเนียมสนามบิน งบประมาณ 1,000 ล้านบาท รวม 3 ไตรมาส ไตรมาสละ 1,000 เที่ยวบิน เที่ยวบินละ 350,000 บาท

    3.การกระตุ้นตลาดในประเทศ มาตรการร่วมจ่าย และแรงจูงใจด้านการเดินทาง

    -ส่งเสริมเที่ยวข้ามจังหวัด 1 ล้านสิทธิ์ งบประมาณ 3,000 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขให้เกิดการกระจายของนักท่องเที่ยว คือ

    2 วัน 1 คืน : 1 จังหวัด : 1,000 บาท

    3 วัน 2 คืน : 2 จังหวัด : 2,000 บาท

    4 วัน 3 คืน : 3 จังหวัด : 3,000 บาท

    -ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบหมู่คณะทั้งตลาดในประเทศและอินบาวด์ เพื่อการประหยัดพลังงานและกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศรวมถึงกิจการขนส่งสาธารณะ “บัสล้านคันเที่ยวทั่วไทย” โดยออกแบบเส้นทางเที่ยวข้ามภาค ลงพื้นที่ชุมชน เป็นหมู่คณะ 20 คน ขึ้นไป 3 วัน 2 คืน สนับสนุนคันละ 10,000 บาท สิทธิ์ 1,000,000 คน งบประมาณ 10,000 ล้านบาท

    -ตามมติ ครม. 10 มีนาคม 2569 รัฐบาลให้หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ จัดประชุม สัมมนา ดูงาน ในประเทศ ขอให้ ใช้บริการ บริษัททัวร์ และใช้รถบัส ผ่านสมาคมต่างๆ

    4.จัดตั้งระบบติดตาม เฝ้าระวัง และจัดทำการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์ Two-way Marketing และ Roadshow ในตลาดหลัก

    5.การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย บริหารจัดการ Overstay และระบบคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังบุคคลไม่พึงประสงค์

    6.การพัฒนาบุคลากรภาคการท่องเที่ยว ยกระดับทักษะภาษาและดิจิทัล

    7.ออกมาตรการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีผลต่อการดำรงชีพพื้นฐานเพราะมีผลกระทบต่อต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจภาคการท่องเที่ยวโดยตรง

    ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินมาตรการมีประสิทธิภาพ เสนอให้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม ภาครัฐ ภาคเอกชน และวิชาการ เพื่อบูรณาการข้อมูลและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1226099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00t-xhbUgaw2ZEFKjRKQ_M

  • ททท.ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ  ปลุกกระแสกิน-เที่ยวใกล้บ้าน

    ททท.ดึงคนไทยกระเป๋าหนักเที่ยวในประเทศ ปลุกกระแสกิน-เที่ยวใกล้บ้าน

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยถึงทิศทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวท่ามกลางภาวะวิกฤตและปัญหาราคาน้ำมันแพงที่ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนว่า เพื่อเป็นการรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ททท. ได้ปรับกลยุทธ์หันมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน (Local Experience) และปลุกกระแสการเที่ยวใกล้บ้าน หรือการเดินทางระยะใกล้ โดยเน้นให้กลุ่มครอบครัวออกเดินทางค้นหาสถานที่ใหม่ๆ หรือเพชรเม็ดงาม (Hidden Gem) ที่อยู่ใกล้ตัวแต่ยังไม่เคยค้นพบ

    พร้อมกันนี้ ททท. ยังเตรียมให้สำนักงาน ททท. ทั้ง 45 แห่งทั่วประเทศ นำเสนอไอเดียนอกกรอบ เพื่อจัดทำกิจกรรมและโปรโมชันกระตุ้นให้เกิดการเดินทางในพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาค่าเดินทางได้ดีที่สุด โดยอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้พลังงานทางเลือก เช่น รถอีวี การปั่นจักรยาน หรือการเดิน

    “น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน แต่เราต้องใช้อย่างฉลาด ททท. ต้องการสร้างสมดุลทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว

    ขณะเดียวกัน ททท. ยังตั้งเป้าดึงกลุ่มคนไทยที่มีฐานะและกำลังซื้อสูง ซึ่งปกติมักจะเดินทางไปต่างประเทศ ให้หันมาจับจ่ายใช้สอยในประเทศแทน เนื่องจากปัจจุบันราคาตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศมีราคาแพง ททท. จึงจะกระตุ้นให้เกิด “การเดินทางที่มีความหมาย” (Meaningful travel) เพื่อสร้างคุณค่าให้ชีวิต เช่น การเลือกรับประทานอาหารท้องถิ่น (Local food) ที่ดีต่อสุขภาพ และสร้างตำนานให้ชีวิตผ่านการแชร์เรื่องราวดีๆ ลงบนโลกโซเชียล เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนช่วยพยุงเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเตรียมเร่งเครื่องสร้างแรงส่งตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนและเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป “ททท. ไม่ได้หยุดนิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยล่าสุดได้ชูแคมเปญ “Healing is a new luxury” หรือ “Healing Journey in Thailand” (เส้นทางการเยียวยาในประเทศไทย) ซึ่งสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ”

    ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า โลกปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันที่ทำให้ผู้คนเกิดความเหนื่อยล้า ประเทศไทยจึงเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การเยียวยาจิตใจได้ดีที่สุด โดยการเดินทางเพื่อการเยียวยานี้ครอบคลุมเป้าหมาย 3 มิติหลัก ได้แก่ 1.การเยียวยาตัวเอง เพื่อสร้างสมดุลชีวิตในยามวิกฤต 2.การเยียวยาผู้ประกอบการทุกธุรกิจ ผ่านการกระจายรายได้จากการกินและใช้จ่าย 3. การเยียวยาเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

    สำหรับสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ยอมรับว่า ราคาตั๋วเครื่องบินที่แพงขึ้นส่งผลกระทบต่อตลาดระยะไกลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสถิติวันที่ 1-18 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดยุโรปและอิสราเอล ปรับตัวลดลง 10% โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามา 448,000 – 449,000 คน ถือว่าเริ่มอยู่ในระดับที่ทรงตัวแล้ว ขณะที่ตลาดอเมริกา ลดลงเล็กน้อย 3% ตลาดตะวันออกกลาง ลดลง 58% จากที่ลดลงสูงสุด 80% ช่วงเริ่มเกิดเหตุการณ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2921475&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2STiSHLTNvLgYAGRcUBS4g

  • ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    อีกหนึ่งเทรนด์สำคัญคือการเลือกที่พักที่เน้น “ประสบการณ์เฉพาะตัว” มากขึ้น โดยความต้องการโรงแรมธีมเฉพาะเติบโตถึง 75% ต่อปี นักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับโรงแรมวิวธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วยโรงแรมระดับ 4 ดาวที่คัดสรรเป็นพิเศษ และที่พักระดับลักชัวรี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพอย่างชัดเจน

    เพื่อตอบรับเทรนด์ดังกล่าว Trip.com ยังเปิดตัว 3 โครงการใหม่ ได้แก่ Trip.Best Reviewer Program ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการรีวิวและจัดอันดับจริง, สิทธิพิเศษด้านอาหารสำหรับสมาชิกระดับ Black Diamond และการจัดอันดับ “Top Experiences Ranking – Thailand Edition” ที่รวบรวมประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงลึก ตั้งแต่เทศกาลสงกรานต์ ไปจนถึงกิจกรรมโลคอลอย่างการทำอาหารไทยหรือท่องเที่ยวเชิงผจญภัย

    ไทยขึ้นแท่นผู้นำอาเซียน Trip.Best ชี้ ดีมานด์โลกแรง คนไทยเที่ยวต่างประเทศพุ่ง 80%

    ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ปี 2026 จะเป็นอีกปีที่ “การท่องเที่ยวยังเดินหน้าต่อ” ทั้งในมิติของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค โดยประเทศไทยยังคงรักษาสถานะ “แม่เหล็กการท่องเที่ยวโลก” ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวไทยก็พร้อมออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ในเวทีโลกมากขึ้นกว่าที่เคย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/digital-marketing/862596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j6zyy9PeTfMjF7NKZcwJw