Blog

  • พม. ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจ

    พม. ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจ

    พม. ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจ

    พม. ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจ

    นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยในการเป็นประธานเปิดงานวันสตรีสากล ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิดสิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง : สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ว่า ประเทศไทยได้ดำเนินการพัฒนาสถานภาพสตรี และการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ 

    ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงศักยภาพและสิทธิมนุษยชนของสตรี และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการพัฒนาสถานภาพสตรี รวมทั้งยกระดับการพัฒนาสตรีให้สอดคล้องกับหลักสากล 

    โดยดำเนินการผ่านการจัดงานวันสตรีสากลอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งองค์การสหประชาชาติ (UN) กำหนดให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปี เป็นวันสตรีสากล และเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกจัดกิจกรรมเพื่อร่วมเฉลิมฉลองและรำลึกถึงการต่อสู้ของสตรี เพื่อให้ได้มาซึ่งความยุติธรรม ความเสมอภาค สันติภาพ และการพัฒนา รวมทั้งการนำไปสู่การทบทวนความก้าวหน้าในการดำเนินงานในเรื่องต่าง ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตลอดจนสิทธิมนุษยชนของสตรีและประชาชนทุกคน

    พม. ขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ยกระดับสิทธิสตรีหนุนเศรษฐกิจ

    “งานดังกล่าวมุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อการสร้างความเสมอภาค ความยุติธรรม และการรับฟังเสียงของผู้หญิง สอดคล้องกับหัวข้อหลักในการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี สมัยที่ 70 (CSW70) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 -19 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา คือ การสร้างหลักประกันและเสริมสร้างการเข้าถึงความยุติธรรมสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน“

    รวมถึงการส่งเสริมระบบกฎหมายที่ครอบคลุมและเท่าเทียมกัน การขจัดกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติที่เลือกปฏิบัติ และการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง รวมถึงสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนเป้าหมายที่ 5 เพื่อบรรลุความเท่าเทียมทางเพศ พัฒนาบทบาทสตรีและเด็กผู้หญิง 

    ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการขับเคลื่อยุทธศาสตร์ชาติเพื่อสร้างความเสมอภาคทางสังคม ผ่านการยกระดับการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้สตรีทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงสวัสดิการแห่งรัฐอย่างเท่าเทียม ควบคู่ไปกับการสร้างความยุติธรรม ด้วยการผลักดันการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ 

    และเปิดพื้นที่รับฟังเสียงของสตรีเพื่อให้สตรีมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจและเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ทั้งนี้การบูรณาการทั้งหมดนั้น ตั้งอยู่บนเป้าหมายคือการก้าวไปสู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ด้วยการมุ่งเน้นดูแลยกระดับคุณภาพชีวิตสตรีกลุ่มเปราะบางให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทยที่ทุกคนมีความเข้มแข็งและก้าวหน้าไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/654499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36cPwsphcxg16jF0SJF20f

  • ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตําแหน่ง อาจารย์ผู้สอนกลุ่มวิชาภาษา ปฏิบัติหน้าที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    ประกาศสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา เรื่อง รับสมัครบุคคลเข้าปฏิบัติงานในสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตําแหน่ง อาจารย์ผู้สอนกลุ่มวิชาภาษา ปฏิบัติหน้าที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/121846/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-BNNqRa1K5EROaC7Fm5kk

  • ‘เอกชนตรัง’ ร้องรัฐเร่งจัดการวิกฤตน้ำมันขาดแคลน-กักตุน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    ‘เอกชนตรัง’ ร้องรัฐเร่งจัดการวิกฤตน้ำมันขาดแคลน-กักตุน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง และประธานกรรมการบริหาร บริษัทตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากกรณีภาพข่าวน้ำมันหมดปั๊ม ราคาแพง ประชาชนต้องไปตระเวนเข้าคิวรอซื้อ ถูกจำกัดปริมาณการซื้อจนไม่พอใช้ในชีวิตประจำวัน และภาคธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้น้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อน ล้วนมาจากปัญหาคลังน้ำมันของบริษัทต่างๆ จำกัดปริมาณน้ำมันที่ขายให้ปั๊มน้ำมัน

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวต่อว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสวนทางกับที่รัฐบาลประกาศว่าปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศมีเพียงพอไปจนถึง 92 วัน ดังนั้น จึงต้องถามรัฐบาลว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เป็นเพราะบริษัทเจ้าของน้ำมันมีการกักตุนน้ำมันเพื่อรอปรับราคาในอนาคตหรือไม่ รัฐควรจะตรวจสอบข้อมูลข้อเท็จจริง เพราะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อประชาชน ภาคประมง รวมถึงภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งระบบ

    “เป็นห่วงสถานการณ์ เพราะภาครัฐแทบจะทำอะไรไม่ได้ และการตัดสินใจก็ไม่ทันต่อสถานการณ์ หลังจากนี้ เงินเฟ้อจะตามมาอย่างน้อยประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อราคาสินค้าปรับขึ้นแล้วก็แทบจะไม่มีโอกาสลดลงอีก ในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจะเริ่มเห็นผลกระทบชัดเจน”

    “ส่วนตัวเชื่อว่ามีการกักตุนน้ำมันเกิดขึ้น เนื่องจากบางสถานีบริการน้ำมันมีการประกาศขึ้นราคาก่อน ทั้งที่น้ำมันยังไม่ขาดแคลน และเมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็กลับมาปรับราคาลงเท่าเดิม จึงมองว่าเป็นการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ภาครัฐจะมีมาตรการตรวจสอบหรือจัดการเรื่องนี้หรือไม่ โดยเฉพาะคลังน้ำมันของบริษัทขนาดใหญ่ที่มีอยู่หลายแห่ง หากไม่จ่ายน้ำมันออกมา จะมีมาตรการกำกับดูแลอย่างไร”

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก อาจยังไม่เห็นผลชัดเจน เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจยังดำเนินไปตามปกติ แต่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมาก และคาดว่าภายในไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า จะเริ่มส่งผลต่อค่าครองชีพและกระทบค่าแรง ซึ่งจะเกิดเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ

    “เชื่อว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน มีโอกาสเกิดขึ้นแน่นอน ตราบใดที่สงครามยังไม่สงบ และราคาน้ำมันอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า แล้วที่บอกว่าประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันได้เอง ถามว่าการผลิตดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับใด หรือยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ทำไมไม่นำมาใช้หรือรัฐบาลแค่ราคาคุย”  

    สำหรับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมห้องเย็นและโรงงานผลิตอาหารทะเลนั้น คาดว่าเดือนหน้าจะเริ่มเห็นผลชัด โดยเฉพาะต้นทุนค่าระวางเรือ ค่าโลจิสติกส์ และค่าพลังงานที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น

    “ตอนนี้ผู้ประกอบการกังวลหนักหากเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันจะส่งผลกระทบรุนแรงมากกว่า เพราะต้นทุนด้านพลังงานเป็นต้นทุนหลักของการขนส่งและการผลิต การปรับราคาในการส่งออกสินค้าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องพิจารณาความสามารถในการรับภาระของผู้บริโภค โดยปกติผู้ผลิตจะต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มก่อน และพยายามอุดหนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนไว้ หากไม่สามารถรับภาระได้จริงจึงจะพิจารณาปรับราคา ซึ่งถือเป็นทางเลือกสุดท้ายก่อนจะถึงมือผู้บริโภค” 

    “ทั้งนี้ทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง และจังหวัดอื่นๆ จะรวบรวมข้อมูลปัญหาและข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ เสนอไปยังสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ก่อนส่งต่อให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไข โดยเห็นว่าการแก้ปัญหาจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน” 

    ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง กล่าวอีกว่า ตอนนี้ทุกธุรกิจอยู่ที่สภาพคล่องของตัวเอง หากสายป่านทางการเงินไม่เพียงพอ ก็ประสบปัญหาได้ ดังนั้น ในเวลานี้ผู้ประกอบการต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวันและติดตามแนวทางการแก้ปัญหา เตรียมเสนอปัญหาต่อรัฐบาลเร็วๆ นี้”

    ขณะที่อำเภอกันตัง ซึ่งเป็นเมืองท่าทำการประมงและท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ขณะนี้เรือประมงพาณิชย์ใน จ.ตรัง มีความต้องการให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนน้ำมันเขียวให้กับเรือประมงพาณิชย์ โดยผู้ประกอบการ และไต๋เรือ ต่างก็บอกว่า ออกเรือวันนี้เติมน้ำมันเขียวที่ยังมีอยู่ในสต็อกราคาลิตรละ 32 บาท หากน้ำมันเขียวในสต็อกเดิมหมดลง ก็ต้องเติมน้ำมันในราคาใหม่

    ล่าสุด มีการแจ้งปรับราคาแล้วตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม เช่น ฝั่งอ่าวไทยประกาศปรับขึ้นอยู่ที่ลิตรละ 37 บาท  อันดามันปรับขึ้นราคาลิตรละ 34-35 บาท และจะมีการปรับขึ้นเรื่อยๆ หากรัฐบาลไม่ช่วยตรึงราคาต่อไป เชื่อว่าเรือประมงพาณิชย์จะสู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ขณะที่ราคาสัตว์น้ำทะเลก็ต่ำกว่าต้นทุน ยังมีสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเมียนมาก็เข้ามาตีตลาด หากน้ำมันเขียวลอยตัวอาจจะต้องหยุดทำประมง

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ณรงค์ สมพงษ์ ไต๋เรือจากแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า ออกเรือแต่ละครั้งประมาณ 13-15 วัน ใช้น้ำมันประมาณ 20,000 ลิตร หากรัฐบาลไม่ช่วยตรึงราคาต่อไป คิดว่าเรือคงต้องจอด  ส่วนตัวลูก 4 คน เรียนจบแล้ว หนี้สินเหลือไม่มาก แต่คนอื่นอาจต้องแบกรับหนี้สินต่อไป แรงงานต้องถูกเลิกจ้าง

    ด้าน สฤษฎ์พัฒน์ ภมรวิสิฐ นายกสมาคมการประมงกันตัง กล่าวว่า เรือประมงพาณิชย์จดทะเบียนใน จ.ตรังประมาณ 200 ลำ เหลือทำประมงจริงประมาณ 120 ลำ ที่เหลือจอด เพราะสู้ต้นทุนที่สูงขึ้นไม่ได้ ตอนนี้ทั้งน้ำมันแพงและขาดแคลน สินค้าเคมีภัณฑ์ต่างๆ ก็เริ่มขาดตลาด เช่น สีทาเรือ กาว น้ำมันเครื่องจาระบี เป็นต้น ราคาสินค้าสัตว์น้ำต่ำกว่าทุน แต่ราคาขายตามตลาดกลับขึ้นราคา ขณะที่เรือประมงพื้นบ้านก็ประสบปัญหาไม่มีน้ำมันเขียว ทั้งถูกจำกัดน้ำมันใส่แกลลอน และยังขาดแคลน

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ซึ่งมีตัวแทนจากหลายจังหวัด เตรียมเข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ผู้อำนวยการศูนย์ติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อปรึกษาหารือในการแก้ปัญหาในหลายด้าน ทั้งเรื่องปัญหาพลังงาน เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนหลัก ปัญหาราคาสัตว์น้ำจากประเทศเพื่อนบ้านทะลักเข้ามาตีตลาด ปัญหาด้านการต่อใบอนุญาตทำงานของแรงงานข้ามชาติที่กระทรวงแรงงานเปลี่ยนระเบียบใหม่ ทำให้ยุ่งยาก ใช้เวลานาน 22 -30 วัน เพิ่มภาระและค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เป็นต้น จึงเตรียมเข้าพบตัวแทนรัฐบาลเพื่อให้เร่งแก้ปัญหา”

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ขณะที่ สุชาดา ศักยะบุตร เจ้าของเรือนำเที่ยวน้องสุทัวร์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้จะซื้อน้ำมันจากปั๊มบริเวณใกล้เคียงซึ่งเป็นปั๊มขนาดเล็ก เมื่อเกิดสงครามไม่มีการตรึงราคา ทางปั๊มมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ขณะนี้ตกลิตรละ 34 ถึง 35 บาท จึงต้องเอารถไปตระเวนซื้อน้ำมันดีเซลเพื่อมาใส่เรือ

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “เมื่อไปซื้อปั๊มขนาดใหญ่ที่มีการตรึงราคาจากรัฐบบาล ก็ไม่ขายน้ำมันให้ ทั้งที่เราบอกแล้วว่าซื้อมาเติมเรือท่องเที่ยว หาดปากเมง บางปั๊มก็ขายแค่ 100 ลิตรหรือ 40 ลิตร ซึ่งจะต้องรวบรวมน้ำมันให้ได้ 200 ลิตรต่อการออกเรือ 1 ทริป เคยนำทะเบียนเรือและใบประกอบการนำเที่ยวไปแจ้งกับปั๊มแต่ทางปั๊มยืนยันไม่ขายให้โดยอ้างว่ากลัวผิดกฎหมาย เรื่องนี้ต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งนี้มา ผู้ประกอบการนำเที่ยวไม่สามารถนำเรือไปเติมน้ำมันที่ปั๊มได้”

    สุชาดา กล่าวต่อว่าอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังแก้ปัญหาในเรื่องนี้ คือให้ผู้ประกอบการนำทะเบียนเรือไปแสดงที่ปั๊มน้ำมัน ทั้งเรือ เล็กใหญ่มีใบทะเบียนเรือทั้งหมดช่วงเป็นช่วงไฮซีซั่น ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวไม่สามารถซื้อน้ำมันใส่ถังได้ เรื่องดังกล่าวยังไม่เคยสะท้อนปัญหาให้ฝ่ายปกครองทราบ

    “จึงอยากให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้ามาดูปัญหาบ้าง ผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวก็ต้องใช้น้ำมันเหมือนกัน ผู้ประกอบมีเรือขนาดเล็กจะซื้อน้ำมันที่ปั๊มขนาดเล็กหาดปากเมง ราคาแพงลิตรละ 4 บาท หากจะซื้อน้ำมันที่ปั๊มขนาดใหญ่ในตัวเมืองสิเกาก็จะไม่คุ้มค่ากับการเดินทาง”

    “ขณะนี้ราคาแพ็คเกจทัวร์ เช้าไปเย็นกลับ ขายหัวละ 950 บาท หากราคาน้ำมันไม่เกินลิตรละ 40 บาท ก็จะตรึงราคาไว้ แต่หากน้ำมันราคาสูงขึ้นมาก จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาแพ็คเกจทัวร์ แต่ก็ยังติดปัญหาที่มีการแจ้งราคาไว้กับลูกค้าล่วงหน้าแล้ว”

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo05.jpg

    ด้าน ศุภชัย ชูเชิดรัตน์ นายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวหาดปากเมง กล่าวว่า หลังเกิดสงครามตะวันออกกลางมาจนถึงตอนนี้ ปั๊มที่ไม่มียี่ห้อหรือปั๊มขนาดเล็กมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 3-4 บาท โดยดีเซลจะตกอยู่ลิตรละ 34 บาท ส่วนปั๊มขนาดใหญ่ที่รัฐบาล ดึงราคาไว้ยังขายราคาเดิม ไม่แน่ใจว่าราคาจะขยับไปอยู่ที่เท่าไหร่ เมื่อน้ำมันขึ้นราคาย่อมส่งผลกระทบกับผลประกอบการเรือนำเที่ยว

    ในส่วนของผู้ประกอบการเรือนำเที่ยวประมงก็ได้มีการพูดคุยกันเรื่องของการแจ้งราคาให้กับลูกค้าไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะมีการบุ๊คกิ้งไว้ หากราคาน้ำมันขยับขึ้นไม่มากราคาทัวร์วันเดย์ทริปเช้าไปเย็นกลับ ขายหัวละ 950 บาท พร้อมอาหารใช้เรือไม้สองชั้นขนาดใหญ่นำเที่ยวในซีซั่นนี้จะต้องตรึงราคาคอร์ดอยู่ที่ 950 บาทต่อคน เพราะมีการแจ้งราคาให้ลูกค้าล่วงหน้าไปแล้ว

    เรือนำเที่ยวบริเวณท่าเรือหาดปากเมง จะมีเรือนำเที่ยวขนาดใหญ่ประมาณ 10 กว่าลำหรือหางยาวต่ำกว่า 40 ลำและสปีดโบ๊ทประมาณ 30 ลังในขณะที่นักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 70% ช่วงเดือนเมษายนเป็นช่วงปิดภาคเรียน ทะเลสวยน้ำใสนักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวเป็นจำนวนมาก

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo06.jpg

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo08.jpg

    Trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-SPACEBAR-Photo09.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/trang-province-urges-the-government-to-quickly-resolve-the-oil-crisis-before-it-impacts-the-entire-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ML–NeVXgDSCPhpz1e8me

  • ครู-นักเรียนผวา ชายเพิ่งพ้นโทษ บุกเข้าไปในโรงเรียน ตำรวจควบคุมตัวได้ทันควัน

    ครู-นักเรียนผวา ชายเพิ่งพ้นโทษ บุกเข้าไปในโรงเรียน ตำรวจควบคุมตัวได้ทันควัน

    ชายเพิ่งพ้นโทษคดียา บุกเข้าไปในโรงเรียนวัดปากสระ จังหวัดสงขลา ทำครูนักเรียนตกใจ แจ้งตำรวจเข้าควบคุมตัวได้ทันควัน

    เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 มีนาคม 2569 มีรายงานว่า ตำรวจชุดปราบปราม สภ.เมืองพัทลุง ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่บ้าน ม.10 ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง ว่ามีชายต้องสงสัยถือมีดสั้น ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาในโรงเรียนวัดปากสระ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพัทลุง เขต 1

    จากนั้นได้ลงจากรถจักรยานยนต์แล้วเดินไปยังห้องน้ำภายในโรงเรียน และเกรงว่าชายคนดังกล่าวจะทำอันตรายกับครูและนักเรียน หลังจากที่ทางตำรวจเข้าตรวจสอบเหตุดังกล่าว พบว่าชายคนดังกล่าวคือ นายเสกศักดิ์ หรือ เจ อายุ 44 ปี ชาวบ้านหมู่ที่ 10 ซึ่งเมื่อนายเจเห็นตำรวจก็วิ่งหลบหนีลงไปในกลางทุ่งนาบริเวณริมโรงเรียน แต่ก็ถูกตำรวจรวบตัวได้ในเวลาต่อมา จากนั้นได้ควบคุมตัวนำส่ง รพ.พัทลุง เนื่องจากมีอาการคล้ายคนที่ป่วยทางจิตที่คาดว่าน่าจะเกิดจากการเสพยาเสพติด

    ขณะที่ คุณครูโรงเรียนวัดปากสระ เผยว่า ก่อนเกิดเหตุ นายเจ ได้ขับรถวน 2 รอบแล้วเดินลงมา ท่าทางระแวง มีพิรุธ จึงเร่งรีบนำนักเรียนของโรงเรียนทั้งหมด 29 คน มารวมอยู่กันในห้องเดียวแล้วปิดประตูหนาแน่น เพราะเกรงว่านายเจจะใช้อาวุธมีดเข้ามาทำร้ายร่างกายนักเรียนและครู จากนั้นได้ประสานให้ผู้ใหญ่บ้านได้รับทราบ และแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมตัวดังกล่าว

    ทางด้าน นายอภิเดช พงศ์จันทร์เสถียร อายุ 55 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 กล่าวว่า ในเบื้องต้น แม้ผู้ก่อเหตุจะไม่ได้ทำร้ายใครก็ตาม แต่ก็ทำให้ทุกคนตกใจกลัว และยังพบประวัตินายเจ เพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติดมาไม่นาน เกรงว่าจะเข้ามาทำอันตรายกับเด็กและครูภายในโรงเรียน จึงได้เร่งแจ้งตำรวจเข้าควบคุมตัวได้ดังกล่าว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2921411&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e6YCJEtGXEL4OMahReakC

  • 💥*อิหร่านประกาศโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    💥*อิหร่านประกาศโจมตีแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มี.ค. 69)

    อิหร่านประกาศโจมตีสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมยืนยันว่า อิหร่านยังคงสามารถผลิตขีปนาวุธ แม้ถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก

    พลเอก อาโบลฟาซล์ เชคาร์ชี โฆษกกองทัพอิหร่าน ประกาศขู่โจมตีสถานที่พักผ่อนและแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลก

    ‘สวนสาธารณะ พื้นที่พักผ่อน และแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกจะไม่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของอิหร่าน’ พลเอกเชคาร์ชีกล่าว ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า อิหร่านอาจกลับมาใช้การโจมตีผ่านกลุ่มติดอาวุธนอกตะวันออกกลาง

    ขณะเดียวกัน พลเอก อาลี โมฮัมหมัด นาเอนี โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กล่าวว่า ‘เรายังคงผลิตขีปนาวุธได้แม้ในช่วงสงคราม ซึ่งถือว่าน่าทึ่ง และไม่มีปัญหาในการสะสมอาวุธ’

    นอกจากนี้ พลเอกนาเอนียังระบุว่า อิหร่านไม่มีความตั้งใจที่จะยุติสงครามอย่างรวดเร็ว

    ‘คนเหล่านี้คาดว่าสงครามจะดำเนินต่อไปจนกว่าศัตรูจะอ่อนล้าลง’ พลเอกนาเอนีกล่าว

    อย่างไรก็ดี ไม่นานหลังการกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าว สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า พลเอกนาอีนีได้เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IREJ0IQ79EN0UXEHA2P0K8MUKKJDYCU9&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SPBkiv_k9n18Hj-PqBXKZ

  • ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    By

    มีนาคม 21, 2026

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    สรุปข่าว
    • โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนพุ่งสูงถึงสิบสองเปอร์เซ็นต์ หลังเผชิญปัญหาเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากสงคราม
    • ตลาดพันธบัตรทั่วโลกถูกเทขายอย่างหนัก ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรพุ่งทะยานทำสถิติสูงสุดใหม่ในรอบหลายปี
    • สวนทางกับตลาดหุ้นและโลหะมีค่าที่ร่วงลงอย่างหนัก Bitcoin ยังคงยืนหยัดแข็งแกร่งแถวเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐและทำผลงานได้ดีที่สุดท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจระดับมหภาค

    แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Bullish

    แม้ว่าการคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงจะส่งผลเสียต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยทั่วไป แต่การที่ Bitcoin สามารถรักษาฐานราคาและทำผลงานได้ดีกว่าตลาดหุ้นรวมถึงโลหะมีค่าในช่วงวิกฤตนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มองว่าคริปโตคือสินทรัพย์หลบภัยรูปแบบใหม่ หากเงินทุนยังคงไหลออกจากตลาดดั้งเดิม โอกาสที่ Bitcoin จะได้รับอานิสงส์และเติบโตสวนกระแสก็มีความเป็นไปได้สูง

    เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน การถกเถียงเรื่องอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐอเมริกามุ่งเน้นไปที่คำถามที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาหรือ Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงกี่ครั้งในปี 2026 แต่เมื่อเศรษฐกิจส่งสัญญาณชะลอตัวเพียงเล็กน้อย อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือเป้าหมาย 2 เปอร์เซ็นต์ของธนาคารกลาง และราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา นักเทรดอัตราดอกเบี้ยจึงเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนเมษายน

    ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่าโอกาสที่ Fed จะดำเนินนโยบายเข้มงวดขึ้นในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนเมษายนได้เพิ่มขึ้นเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 0 เปอร์เซ็นต์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และถือเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับสองเดือนก่อนที่ความเชื่อเดิมมองว่ามีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนั้น ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปรายปีอยู่ที่ 2.4 เปอร์เซ็นต์และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนหน้าสงครามในอิหร่านและการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน 50 เปอร์เซ็นต์ที่ตามมา

    ในขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวก็ถูกเทขายอย่างหนัก โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นอีก 10 เบสิสพอยต์ในวันศุกร์ไปแตะระดับ 4.38 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับระดับต่ำกว่า 4 เปอร์เซ็นต์เมื่อต้นเดือนมีนาคม การเทขายพันธบัตรนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ในสหราชอาณาจักร อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งทะลุ 5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเพิ่มขึ้น 15 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเดือนที่ผ่านมาและเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008

    ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นหลักไม่ได้มีความเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากนักตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แต่แรงเทขายเริ่มสะสมตัว ดัชนี S&P 500 ร่วงลงอีก 0.9 เปอร์เซ็นต์ในวันนี้ ซึ่งอยู่ในทิศทางที่จะปรับตัวลดลงเป็นสัปดาห์ที่สี่ติดต่อกันและตอนนี้ร่วงลงไปแล้วกว่า 5 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ดัชนี Nasdaq ก็ปรับตัวลดลงในลักษณะเดียวกัน รวมถึงการร่วงลง 1.2 เปอร์เซ็นต์ในวันศุกร์ โลหะมีค่าซึ่งเคยพุ่งทะยานอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ก่อนสงครามก็ถูกเทขายอย่างหนักเช่นกัน ทองคำที่มีการซื้อขายประมาณ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อต้นเดือน ร่วงลงมาอยู่ที่ 4,569 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ ส่วนแร่เงินพังทลายลงจาก 95 ดอลลาร์สหรัฐเหลือเพียง 69.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์

    Andre Dragosch หัวหน้าฝ่ายวิจัยภูมิภาคยุโรปของ Bitwise กล่าวว่า Bitcoin ได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนนกขมิ้นในเหมืองถ่านหินระดับมหภาคอีกครั้ง เขากล่าวเสริมว่าในระดับปัจจุบัน Bitcoin ได้สะท้อนราคาการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยไปแล้ว ในขณะที่สินทรัพย์แบบดั้งเดิมหลายประเภทยังไม่ได้ทำเช่นนั้น ปัจจุบัน Bitcoin ยังคงแกว่งตัวอยู่รอบระดับ 70,000 ดอลลาร์สหรัฐ และบวกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม โดยยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น

    ที่มา: coindesk


    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกตอนนี้เรียกได้ว่าตึงเครียดสุดๆ ครับ จากที่เคยมองว่าจะได้เห็นการลดดอกเบี้ยรัวๆ กลายเป็นว่าตอนนี้ต้องมาลุ้นให้ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแทน เพราะสงครามและราคาน้ำมันดันเงินเฟ้อให้พุ่งไม่หยุด ตลาดหุ้นกับทองคำที่เคยเป็นลูกรักก็โดนเทขายจนเสียศูนย์ แต่สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือความแข็งแกร่งของ Bitcoin ครับ ท่ามกลางพายุเศรษฐกิจระดับมหภาคแบบนี้ การยืนหยัดอยู่แถวเจ็ดหมื่นดอลลาร์สหรัฐได้ถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองครั้งสำคัญเลยว่ามันไม่ได้เป็นแค่สินทรัพย์เก็งกำไรทั่วไปอีกต่อไป แต่อาจจะเป็นหลุมหลบภัยที่นักลงทุนสถาบันเลือกใช้ในยามที่ระบบการเงินดั้งเดิมกำลังปั่นป่วนครับ

    ความจริงที่น่าขนลุก! การเงินดั้งเดิมเพิ่งรู้ตัวว่า “เศรษฐกิจถดถอย” แต่ Bitcoin รู้ล่วงหน้าแล้ว?

    Channarong Noramat

    “Content is King” คือคติประจำใจ ชื่นชอบในเทคโนโลยี รักในการค้นคว้าข้อมูล และเชื่อใน Blockchain จึงผันตัวมาเป็นนักเขียน มั่นใจว่าวงการเทคฯ ในอนาคตยังมีอะไรอีกหลายอย่างรออยู่ และพร้อมเสมอที่จะ Ride the wave

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2026/03/21/bitcoin-latest-fear-rate-hike-bets-bond-markets-crumble/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kto9JLSYo_dmDBc6Z-5Qp

  • สนง.สลากฯ เตือน มิจฉาชีพหลอกขายสลากปลอม-แก้ไขตัวเลข พร้อมแนะวิธีป้องกัน | เดลินิวส์

    สนง.สลากฯ เตือน มิจฉาชีพหลอกขายสลากปลอม-แก้ไขตัวเลข พร้อมแนะวิธีป้องกัน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 พันโท หนุน ศันสนาคม ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงกรณีที่มีกลุ่มมิจฉาชีพนำสลากปลอมและแก้ไขตัวเลขมาหลอกลวงขึ้นเงินรางวัลกับผู้รับซื้อรางวัลว่า ด้วยความห่วงใยจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ขอย้ำเตือนให้ผู้รับซื้อรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลักแบบใบ ทำการตรวจพิสูจน์สลากด้วยความรอบคอบและครบถ้วน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

    ในเบื้องต้น สามารถดำเนินการได้โดยใช้วิธีการเปรียบเทียบกับสลากของจริงของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดนั้น ๆ เพื่อตรวจสอบความแตกต่างกับสลากที่ต้องการตรวจพิสูจน์ เช่น ตรวจดูคุณลักษณะทั่วไปของสลาก คือความหนาบางของกระดาษ รูปภาพสลาก ขนาดของตัวเลข และขนาดของตัวอักษร และตรวจสอบคุณลักษณะพิเศษของสลาก

    ทั้งนี้ สามารถสังเกตกระดาษที่ใช้พิมพ์สลากจะมีลายน้ำในเนื้อกระดาษเมื่อส่องกับแสงไฟสีขาว หรือแสงสว่าง จะมองเห็นลายน้ำรูปนกวายุภักษ์ในเนื้อกระดาษ และเมื่อส่องกับแสงไฟสีม่วง (แสงยูวี) จะมองเห็นเส้นไหม และเส้นที่พาดผ่านตัวเลขมีลักษณะเรืองแสง รวมทั้งหมึก Anti Copy หรือหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสีส้มเพื่อป้องกันการปลอมแปลง เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมีสีส้มสว่างชัดเจน หรืออาจใช้น้ำสะอาดมาถูบนสลาก ซึ่งหมึกที่ใช้พิมพ์ตัวเลขสลากของจริงเมื่อถูกน้ำจะไม่ละลาย

    นอกจากนี้ ยังสามารถใช้วิธีตรวจหาร่องรอยการแก้ไข หรือการตัดแปะตัวเลขบนสลากได้โดยใช้กล้องหรือแว่นขยายส่องบริเวณจุดที่สงสัยว่าจะมีการแก้ไข เช่น บริเวณหมายเลขสลาก หรืองวดวันที่โดยนำตัวเลขจากฉบับอื่นมาปะทับบนตัวเลขที่ไม่ต้องการ หรือตัวเลขที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล รวมทั้งการแก้ไขด้วยวิธีขูด ลบ ลอก ตัวเลขเดิมที่ไม่ต้องการออก แล้วนำตัวเลขจากสลากฉบับอื่นมาปะแทนเพื่อให้ได้หมายเลขตรงกับสลากที่ถูกรางวัล เป็นต้น

    “ขอให้มั่นใจว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลหกหลักแบบใบ ผ่านกระบวนการพิมพ์ภายใต้ระบบคุณภาพตามหลักมาตรฐานสากล ISO 9001 : 2015 ซึ่งยากต่อการปลอมแปลง อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้รับซื้อรางวัลฯ ระมัดระวังเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ โดยสามารถศึกษาวิธีการตรวจพิสูจน์สลากได้ทาง www.glo.or.th”

    ผู้อำนวยการสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า ผู้กระทำหรือนำสลากปลอมแปลง หรือแก้ไขตัวเลข ไปใช้ขอรับรางวัลที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือที่อื่นใดมีความผิดถูกดำเนินคดีอาญาต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ปัจจุบันสำนักงานฯมีเจ้าหน้าที่ในส่วนงานที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการตรวจพิสูจน์สลากโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการประชาชน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์ สำนักจ่ายรางวัล โทร.0 2528 9641-44

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5705145/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1287q8eHWSJPvmZojn47N4

  • ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    ส่องความแซ่บ ‘พราด้า-ธันย์สิตา’นางงามคนเก่งโปรไฟล์สุดว้าว เปิดตัวหวานใจลงโซเชียล

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.42 น.

    Tag :

    กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงหนาหูที่สุดในนาทีนี้สำหรับ “พราด้า-ธันย์สิตา ดิลกอนันต์สกุล” เจ้าของตำแหน่งรองอันดับ 3 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2024 และ Miss Globe Thailand 2024 เพราะนอกจากดีกรีความสวยแกร่งระดับพรีเมียม ล่าสุดเธอยังสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาด้วยการเปิดตัวหวานใจคนสำคัญที่ทำเอาชาวเน็ตต้องขยี้ตาและร่วมยินดีกันสนั่นหวั่นไหว

    สำหรับ พราด้า (หรือชื่อเดิม “ปอม รุจิรดา”) เป็นสาวกทม. โดยกำเนิด จบการศึกษาจากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เธอไม่ได้มีดีแค่ใบหน้า ที่เก็และดูอินเตอร์ แต่ยังมีพรสวรรค์ด้านดนตรีที่ลันเหลือ โดยเคยแจ้งเกิดในรายการ Show Me The Money Thailand 2 โชว์สกิลการแร็ปที่เฉียบคมจนได้รับฉายาแร็ปเปอร์สาวสุดมั่นที่วงการนางงามต้องจับตามอง

    บนเส้นทางมิสแกรนด์ พราด้าคือตัวแทนของหญิงสาวยุคใหม่ที่ “กล้าคิด กล้า พูด” เธอสร้างชื่อจากการเป็นมิสแกรนด์กาญจนบุรี 2021 ที่โดดเด่นเรื่องการตอบคำถามฟาดประเด็นคอร์รัปชันอย่างตรงไปตรงมา และคัมแบ็กอย่างสง่างามในนามมิสแกรนด์ลำปาง 2024 จนคว้ามงกุฎรองอันดับ 3 มาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้างไวรัลการ “ตัดผมสั้น” หลังเวที

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/953860&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o9ytcSNjSgYEFo1lSajBO

  • ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    ด่วน! ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ปรับขึ้น! ดีเซลเพิ่ม 70 สตางค์ เบนซิน-แก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาท

    วันที่ 20 มี.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 มี.ค. 69 สำนักงานการตลาดน้ำมันปิโตรเลียม (ปตท.) และ บริษัทบางจากฯ ได้ประกาศปรับราคาน้ำมันทั่วประเทศ โดยน้ำมันดีเซลจะขึ้นราคา 70 สตางค์ต่อลิตร และน้ำมันเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ จะปรับเพิ่มขึ้น 1 บาทต่อลิตร สร้างแรงกระเพื่อมในตลาดคมนาคมและการขนส่งทั่วประเทศ

    การปรับขึ้นราคานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตน้ำมันในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ขับขี่รถยนต์และผู้ใช้บริการขนส่งจะต้องเตรียมตัวรับมือกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นในครั้งนี้

    #ราคาน้ำมัน #ดีเซลขึ้นราคา #เบนซิน #แก๊สโซฮอล์ #ปตท #ราคาน้ำมันวันนี้ #ข่าวเศรษฐกิจ #น้ำมันไทย #ราคาน้ำมัน2026 #ขนส่ง #คมนาคม #ราคาน้ำมันขึ้น #สถานการณ์น้ำมัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/136211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1K8hoAV5pJXECUOEipevgc

  • สุดยิ่งใหญ่! สตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผ่านงานศิลปะสตรีทอาร์ตวาดภาพ “4มหาราชัน”

    สุดยิ่งใหญ่! สตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ผ่านงานศิลปะสตรีทอาร์ตวาดภาพ “4มหาราชัน”

    วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

    เมื่อวันที่ 20  มีนาคม 2569   ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี   ณ อาคารเด่นฟ้า ใกล้แยกปราจีนบุรีเก่า ถ.เทศบาลดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี  นายกฤษฎิ์ กษมพันธุ์ หรือ รองอุ๊ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปราจีนบุรี(อบจ.) พร้อมด้วย นางบังอร  วิลาวัลย์ ประธานสภาวัฒนธรรม จ.ปราจีนบุรี นายดำริ  รัตนชินกรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรีประธานที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวปราจีนบุรีนายอัคนิษร พีชผล นายกสมาคมการท่องเที่ยว จ.ปราจีนบุรี  

    ร่วมในกิจกรรมสตรีทอาร์ตเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จังหวัดปราจีนบุรี ภายใต้แนวคิด “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชา”พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง มีนายชวัส จำปาแสน ประธานมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำและประธานโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพลกล่าวรายงาน  โดยได้เริ่มยิงสไลด์ขึ้นผนังตึกอาคารเด่นฟ้า เพื่อร่างแบบและลงสีในภาพประกอบด้วยบูรพกษัตริย์มหาราชสี่พระองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช  สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช   สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราช  สมเด็จพระบรมชนิกาธิเบศร์ มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มหาราช   และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร(ชุ่ม  อภัยวงศ์) 

    นายชวัส จำปาแสน ประธานมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำและประธานโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล กล่าวว่า  …  กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดปราจีนบุรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กำหนดงาน   ระหว่าง วันที่ 19 – 28 มีนาคม 2569    ณ บริเวณอาคารเต้นท์ผ้า ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี  (บริเวณร้านเด่นฟ้า ตรงข้ามธนาคารกรุงไทย)

    โดยมูลนิธิสานต่อที่พ่อทำ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในจังหวัดปราจีนบุรี ดำเนินโครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพล 27/77 ภายใต้แนวคิด “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราช” โดยสร้างสรรค์ผลงานสตรีทอาร์ตขนาดใหญ่ให้โดดเด่น  บนอาคาร 3 ชั้น ในพื้นที่เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองปราจีนบุรี ภายใต้ชื่อผลงาน “ด้วยรักและภักดี 4 มหาราช”

    เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไทย ผ่านการถ่ายทอดพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเรื่องราวของบุคคลสำคัญที่มีคุณูปการต่อประวัติศาสตร์ไทย ด้วยรูปแบบงานศิลปะร่วมสมัยที่เข้าถึงประชาชนได้ง่าย และเปิดโอกาสให้เรียนรู้ได้อย่างใกล้ชิดในพื้นที่สาธารณะ  นายชวัสกล่าว
    ด้านนายอัคนิษร พีชผล นายกสมาคมการท่องเที่ยว จ.ปราจีนบุรี ผลงานสตรีทอาร์ตดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ที่ไม่เพียงสร้างความสวยงามให้กับภูมิทัศน์เมือง แต่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ตลอดจนช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่
    ทั้งนี้ โครงการสตรีทอาร์ตคิงภูมิพลได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561  และ  มีการสร้างสรรค์ผลงานแล้วในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดปราจีนบุรีนับเป็นจังหวัดลำดับที่ 27 จากเป้าหมายรวม 77จังหวัด 
        
    จังหวัดปราจีนบุรี ภาคเอกชน และภาครัฐ  สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแห่งความจงรักภักดี จังหวัดที่ 27/77 ด้วยสตรีทอาร์ตขนาดใหญ่ บนอาคาร3   ด้วยผลงานชื่อว่า”ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชัน”    ผ่านพระบรมสาทิสลักษณ์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย  สมเด็จพระนเรศวรมหาราช   สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว   พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร   และ  เรื่องผ่านความจงรักภักดีของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคณ ที่ทุกพระองค์มีต่อปราจีนบุรีและคนไทยทุกคน    

    เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและพระราชดำชดำรัสในวาระต่างๆผ่านผลงานศิลปะสร้างสร้างสรรค์ งานที่เป็นประโยชน์และและเผยแพร่ความเป็นมาของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญที่มีความหมายต่อประวัติศาสตร์ไทยให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ผ่านการวาดภาพ     

    ทั้งนี้ โครงการฯจะใช้เวลาในการวาดภาพ ทุกวัน ระหว่าง  วันที่ 19 – 28 มีนาคม 2569 ช่วงแรกนี้เริ่มยิงสไลด์ขึ้นผนังตึกอาคารเด่นฟ้าร่างแบบและลงสีในภาพประกอบบูรพกษัตริย์มหาราชสี่พระองค์  จากศิลปินจำนวนมาก จะเริ่มงานช่วงเย็นถึงดึก ณ อาคารเด่นฟ้า ใกล้แยกปราจีนบุรีเก่า ถ.เทศบาลดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกิจกรรมสตรีทอาร์ต”ด้วยรักและภักดี 4 มหาราชัน”ได้ทุกวัน นายอัคนิษร กล่าว

    นายไพรัตน์  อายุ 63 ปี กล่าวว่า  ตนมีภาพพระบรมฉายาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่อยู่บนปกหนังสือที่ถูกไฟไหม้ใหญ่  ในเหตุการณ์ไฟไหม้ใหญ่ที่สร้างความเสียหายมากในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี   เกิดขึ้นเมื่อ ช่วงเย็นวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565    บริเวณชุมชนตลาดเก่า ย่านสี่แยกราษฎรดำริ ถนนราษฎรดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี เป็นอาคารไม้เก่าแก่ ซึ่งเป็นร้านค้าและที่อยู่อาศัย ถูกเพลิงไหม้วอดกว่า 30-36 คูหา  ตรงข้ามร้านเด่นฟ้า ที่ปาฏิหาริย์ไฟไม่ไหม้ ในขณะเกิดเหตุมาให้ชาวปราจีนบุรีดูด้วย  นายไพรัตน์  กล่าวพร้อม  พร้อมโชว์ให้ผู้สื่อข่าวดูด้วย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/469929&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aBrN_r5kI-u2qd_uSVAg_