Blog

  • แนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด  ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

    แนะอุ้ม “จ็อบเบอร์” ลดช่องว่างราคาตลาด ชี้ ดีเซล 33 บาท/ลิตร ยังพอรับได้ สูงกว่านั้นเกินรับมือ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อสถานการณ์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเด็นปริมาณสำรองว่าจะเพียงพอหรือไม่ ซึ่งได้รับการยืนยันจากกรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงพลังงานว่า ประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันเพียงพอแน่นอน 60-61 วัน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารดังกล่าวกลับทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจคลาดเคลื่อน จนเกิดการแห่เติมน้ำมันเต็มถังและกักตุน ส่งผลให้ความต้องการใช้ (ดีมานด์) พุ่งสูงขึ้นในระยะสั้น

    ปัญหาสำคัญอีกด้าน คือ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่กลับมาติดลบอย่างรวดเร็ว จากก่อนหน้าเคยเป็นบวกประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดติดลบเพิ่มจาก 12,000 ล้านบาท เป็น 15,000 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดมีความผันผวน โดยราคาหน้าปั๊มยังถูกพยุงไว้ที่ประมาณ 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ ราคาผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือ ผู้ค้าน้ำมันรายย่อย ซึ่งสะท้อนกลไกตลาดจริง กลับสูงกว่าถึง 11-12 บาทต่อลิตร

    สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อผู้ประกอบการจ็อบเบอร์โดยตรง เนื่องจากวงเงินหมุนเวียนเท่าเดิม แต่ซื้อน้ำมันได้น้อยลงอย่างมาก เช่น วงเงิน 10 ล้านบาท จากเดิมซื้อได้ราว 1 ล้านลิตร ปัจจุบันเหลือเพียง 300,000-400,000 ลิตร ทำให้การส่งมอบน้ำมันให้ภาคอุตสาหกรรมลดลง ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปซื้อน้ำมันจากปั๊มโดยตรง รวมถึงภาคเกษตรและผู้ใช้รายย่อยที่เคยซื้อผ่านปั๊มชุมชน ก็ย้ายมาเติมหน้าปั๊ม ส่งผลให้เกิดความตึงตัวในระบบ

    ดังนั้น ส.อ.ท. เสนอให้ภาครัฐ พิจารณามาตรการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับจ็อบเบอร์ชั่วคราว เพื่อลดช่องว่างราคาและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ควบคู่กับการเพิ่มเที่ยวขนส่งน้ำมัน

    สำหรับการปรับเพดานราคาดีเซลจาก 30 บาท เป็น 33 บาทต่อลิตร มองว่าเป็นการปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มต้นที่ 0.50 บาท ซึ่งภาคอุตสาหกรรมยังพอรับได้ แต่จะมีผลต่อต้นทุนแตกต่างกันไป โดยอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก อะลูมิเนียม เยื่อกระดาษ แก้ว ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี มีสัดส่วนต้นทุนพลังงานสูงถึง 35-50% จึงได้รับผลกระทบมาก ขณะที่อุตสาหกรรมทั่วไปมีสัดส่วนอยู่ที่ 12-20%

    นอกจากนี้ ราคาน้ำมันเตาที่ปรับขึ้นจากเดิม 7-8 บาทต่อลิตร เป็น 23-24 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น โรงงานที่ใช้น้ำมันเตา 25 ล้านลิตรต่อเดือน ต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มจากประมาณ 20-30 ล้านบาท เป็นราว 100 ล้านบาทต่อเดือน

    ย้ำว่า อุตสาหกรรมเหล็กและอะลูมิเนียมได้รับผลกระทบซ้ำจากทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากมีการกว้านซื้อเศษเหล็กและอะลูมิเนียมเพื่อส่งออก จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณาจำกัดการส่งออกวัตถุดิบดังกล่าวเพื่อรักษาสมดุลในประเทศ

    ทั้งนี้ ส.อ.ท. ได้ประเมินผลกระทบจากราคาน้ำมันผ่าน 3 ฉากทัศน์ ได้แก่ กรณีปรับขึ้น 1-2 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 3-5% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  กรณีปรับขึ้น 2-4 บาทต่อลิตร ต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้น 5-12% และราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 3-5% พร้อมแรงกดดันเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-Push Inflation)  และกรณีรุนแรง หากปรับขึ้นมากกว่า 4 บาทต่อลิตร จะกระทบใกล้เคียงวิกฤตราคาน้ำมันปี 2565-2566 ที่ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น 15-20% ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 6-8% และค่าไฟฟ้าเอฟทีพุ่งถึง 5.16 บาทต่อหน่วย

    อย่างไรก็ตาม ระดับราคาดีเซลที่ไม่เกิน 33 บาทต่อลิตร ยังถือว่าอยู่ในกรอบที่ภาคอุตสาหกรรมรับได้ แต่หากเกิน 35 บาทต่อลิตร อาจเกินขีดความสามารถในการรับมือ และส่งผลให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    ส.อ.ท. ยังเตือนว่า หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้นไปที่ 120-125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจทำให้ GDP ไทยลดลงเหลือ 1.3% และหากสูงถึง 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจลดลงเหลือประมาณ 1.1% โดยผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาความยืดเยื้อของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ

    ด้านนายวิรัช ฉัตรดรงค์ กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรองประธานสายงานเศรษฐกิจและวิชาการ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุตสาหกรรมพลาสติกไทยว่า แม้จะมีบางบริษัทประสบปัญหาเม็ดพลาสติกหายไปจากระบบจริง แต่ภาพรวมอุตสาหกรรมยังสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในระดับสูง และมีการหารือร่วมกับภาครัฐและผู้ผลิตปิโตรเคมี โดยยืนยันว่ายังสามารถจัดหาวัตถุดิบได้ต่อเนื่องอย่างน้อยถึงเดือนเมษายน และมีแนวโน้มดีในเดือนพฤษภาคม ทำให้ความเสี่ยงการขาดแคลนในระยะ 1-2 เดือนข้างหน้าอยู่ในระดับจำกัด

    ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้เกิดภาพคล้ายการขาดแคลน มาจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ส่งผลให้โรงงานบางแห่งในพื้นที่ระยองต้องลดกำลังการผลิตลงราว 50% กระทบลูกค้าบางส่วนที่มีสัญญาผูกพัน และอีกด้านหนึ่งคือการนำเข้าเม็ดพลาสติกบางประเภทที่ชะลอตัว โดยไทยแม้เป็นผู้ส่งออกสุทธิ (Net Exporter) แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าประมาณ 30-40% ในบางชนิด

    สำหรับการนำเข้า ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงผู้ผลิตในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ที่ประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทำให้วัตถุดิบบางส่วนสะดุด ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับหาแหล่งจัดซื้อใหม่ และเกิดความไม่ต่อเนื่องในช่วงสั้น

    อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตภายในประเทศได้ร่วมมือกันลดการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ เพื่อจัดสรรวัตถุดิบให้ตลาดในประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้ภาพรวมอุปทานและอุปสงค์ยังสามารถรักษาสมดุลได้ และปริมาณการขาดแคลนมีแนวโน้มคลี่คลายในระยะใกล้

    ส่วนด้านราคา ยังคงมีความผันผวนสูงตามต้นทุนวัตถุดิบในตลาดโลก โดยเฉพาะ “เอทิลีน” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของเม็ดพลาสติก ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 600-700 ดอลลาร์ต่อตัน ไปมากกว่า 1,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องบริหารความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการทยอยขายเป็นช่วงตามสถานการณ์ ขณะที่ภาครัฐได้รับทราบข้อมูลและอยู่ระหว่างติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 
     

    นอกจากนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยังได้เปิดเผยผลการสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่า ดัชนีอยู่ที่ระดับ 90.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 88.7 ในเดือนมกราคม 2569 มีปัจจัยสนับสนุนจากศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกามีมติให้มาตรการภาษีต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) เป็นโมฆะ และได้มีการประกาศใช้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ จัดเก็บภาษีในอัตรา 10% กับทุกประเทศ เป็นระยะเวลา 150 วัน ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ส่งออกในระยะสั้น 

    และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง เหลือ 1.00% สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยบรรเทาภาระหนี้ของผู้ประกอบการ SMEs และภาคครัวเรือน ขณะเดียวกัน การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีแนวโน้มขยายตัว โดยในเดือนมกราคม 2569 มีมูลค่าการลงทุน 33,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้น 15% (YoY) ช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจ้างงาน และสนับสนุนกิจกรรมการผลิตในประเทศ 

    ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมคาดการณ์ในช่วง 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.4 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 95.9 ในเดือนมกราคม 2569 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผลผลิตทางการเกษตรที่ทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น อาทิ ทุเรียน มังคุด เงาะ และขนุน ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ของเกษตรกร และกระตุ้นการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจภูมิภาค นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนภาครัฐภายใต้รัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม

    อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการค้าระหว่างประเทศ จากการใช้มาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา อาทิ มาตรา 201 มาตรา 232 มาตรา 301 และมาตรา 338 ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อการค้าโลก การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ยังคงเป็นอีกปัจจัยที่สร้างความกังวลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และบรรยากาศการค้าในตลาดโลกในระยะต่อไป

    โดยข้อเสนอต่อภาครัฐ  1. ขอให้ยกระดับกลไกติดตามมาตรการการค้าของสหรัฐฯ โดยบูรณาการภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบเพื่อร่วมประเมินผลกระทบจากมาตรการตามกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เช่น มาตรา 232, 301 รวมถึงมาตรการกีดกันรูปแบบอื่นๆ ควบคู่กับการจัดทำยุทธศาสตร์การเจรจาเชิงรุกเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและรักษาความสามารถในการแข่งขัน

    2. เสนอให้ภาครัฐเร่งบังคับใช้มาตรการเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เช่น มาตรการ AD (Anti-Dumping), CVD (Countervailing Duty) และ SG (Safeguard Measure) โดยจัดตั้งศูนย์ติดตามความเสี่ยงการนำเข้าเพื่อคัดกรองสินค้าเสี่ยงและเปิดไต่สวนเชิงรุก พร้อมยกระดับการตรวจสอบการนำเข้า ป้องกันการสำแดงราคาต่ำ สวมพิกัด เปลี่ยนแหล่งกำเนิด และการส่งผ่านประเทศที่สาม

    3. เสนอให้ภาครัฐเร่งสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อยกระดับ Smart Agriculture Industry (SAI) และเพิ่มมูลค่าการแปรรูปวัตถุดิบเกษตร แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและยกระดับความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปไทย โดยสนับสนุนเงินทุนปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ ผลักดัน R&D และยกระดับมาตรฐานสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/271230&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nt-Uir9fZH_NEVsRrxN0w

  • ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ไทยโดนแล้ว สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน | TOPNEWS

    ข่าวเด่น เล่าข่าวข้น | 19 มี.ค. 69 | ช่วง 2

    – “เสื้อแดงศรีสะเกษ”ดักมอบดอกไม้ให้กำลังใจนายกฯบอกเป็นคนดีไม่เคยโกรธใคร
    – ปชน.จ่อปรับโครงสร้างพรรครับมือคดี 44 สส. – สะพัด “วีระยุทธ” เตรียมนั่งหัวหน้า “เท้ง” ขยับเป็นเลขาฯ
    – ฐาปนีย์ ผุดแคมเปญเที่ยวใกล้บ้าน รับมือสงครามทำน้ำมันแพง เตรียมถกเอกชนสู้วิกฤต
    – สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษใส่ท่องเที่ยวภูเก็ต มีนาคมเดือนเดียว ทำรายได้สูญกว่า 5 พันล้าน
    – “สวีเดน” สั่งร้านค้ากลับมารับเงินสด แนะประชาชนพกธนบัตร “กรณีฉุกเฉิน”

    #topnewstv #ภูเก็ต #ตะวันออกกลาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1521655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZAzCHzhsdrOej0K58JALf

  • สงครามป่วน ดันราคาสินค้าไอที พุ่งสูงขึ้น 2 เท่า

    สงครามป่วน ดันราคาสินค้าไอที พุ่งสูงขึ้น 2 เท่า

    [อะไรอีก] จากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ยังคงสร้างผลกระทบซ้ำเติมทั่วโลกจนทุกวันนี้ ล่าสุดมีรายงานว่าวัตถุดิบสำหรับผลิตชิปประมวลผลจะมีราคาพุ่งสูงขึ้น 2 เท่า ส่งผลให้สินค้าไอทีหลายชนิด เตรียมปรับราคาขึ้นตามเร็ว ๆ นี้

    ว่าด้วยโลหะสำคัญสำหรับการผลิตชิปอย่าง Gallium ก่อนหน้านี้จีนประกาศงดส่งออกไปยังสหรัฐฯ จากเหตุสงครามการค้า (และความมั่นคง) ส่งผลให้มีราคาเพิ่มขึ้นถึง 123% เมื่อเทียบกับต้นปี 2025 ที่ผ่านมา

    เคราะห์ซ้ำกรรมซัด DigiTimes เผยเหตุขัดแย้งในตะวันออกกลาง ก็ยังส่งผลกระทบต่อการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวด้วยอีก หลังส่วนประกอบสำคัญของ Gallium อาทิ ทังสเตน แทนทาลัม และโมลิบเดนัม ต่างก็มีราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา

    เมื่อ Gallium มีราคาแพงขึ้น ก็ส่งผลให้ทั้ง Gallium Nitride (GaN) กับ Gallium Arsenide (GaAs) สองสารกึ่งตัวนำยุคใหม่เพิ่มตามไปด้วย ซึ่งทั้งสองก็ถือเป็นวัสดุสำหรับเซมิคอนดักเตอร์ หรือชิปประมวลผลที่ต้องทำงานในที่อุณหภูมิและแรงดันไฟฟ้าที่สูง

    เช่นตัว GaN Charger ที่พบได้ในหัวชาร์จมือถือขนาดเล็ก , GaN MOSFET ใน Power Supply (PSU) , ชิป RF ในเราเตอร์ Wi-Fi และอุปกรณ์อีกมายมายที่ใช้ทั้ง GaN และ GaAs ซึ่งทั้งหมดอาจมีราคาเพิ่มขึ้นในเร็ว ๆ นี้แน่

    หากถามว่าทำไม Gallium ถึงได้มีราคาเพิ่มขึ้น 2 เท่า จุดนี้ทาง DigiTimes อธิบายต่อว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่บานปลายจนถึงขั้นทำให้ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ถูกปิด ก็ส่งผลให้โรงงานผลิตและถลุงอะลูมิเนียมรายใหญ่อย่าง QatarEnergy กับ Qatalum ของกาตาร์ และ Aluminium Bahrain ของบาห์เรน ประกาศหยุดการผลิตอะลูมิเนียมและการจัดส่งก๊าซฮีเลียมไปด้วย ซึ่งถือเป็นต้นทางของการผลิต Gallium นี้เอง

    ทั้งนี้ประเทศกาตาร์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซฮีเลียมมากกว่า 1 ใน 3 ของโลก และไม่มีสารทดแทนใด ๆ มาช่วยในกระบวนการผลิตชิปได้ดีอย่างก๊าซฮีเลียมด้วย การที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด ก็เพิ่มความเสี่ยงด้านการขนส่งทางเรืออย่างเลี่ยงไม่ได้

    นอกจากนี้ยังมีภาวะขาดแคลนแผ่นซับสเตรต หรือแผ่นรองฉนวนหลักที่ใช้ในแผงวงจรพิมพ์ (PCB) และบรรจุภัณฑ์ไอซี (IC Packaging) ด้วยอีก จนทาง DigiTimes กล่าวเลยว่า แทบไม่เห็นวี่แววที่สถานการณ์คลี่คลายในเร็ววันนี้เลยครับ

    ที่มา : TomsHardware

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.techhub.in.th/the-war-is-causing-disruption-driving-it-product-prices-up-twofold/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DOOnFK5OyZ2Fworvbipmp

  • ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เตือน! สินค้าราคาเดิมจ่อหมด เม.ย.นี้ ลุ้นขึ้นราคายกแผง

    ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่เตือน! สินค้าราคาเดิมจ่อหมด เม.ย.นี้ ลุ้นขึ้นราคายกแผง

    แหล่งข่าวจากวงการค้าปลีกและค้าส่ง เปิดเผยว่า สถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งด้านราคาน้ำมัน ต้นทุนวัตถุดิบ และเม็ดพลาสติกที่เริ่มขาดแคลน ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่หลายบริษัททยอยทำหนังสือแจ้งผู้ค้า เตือนสินค้าสต๊อกราคาเดิมอาจมีเพียงถึงเดือนเมษายน 2569 ก่อนมีแนวโน้มปรับราคาขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

    โดยตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทชั้นนำหลายแห่งได้ออกหนังสือแจ้งคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง อย่าง เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ระบุว่า ปัญหาวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ ส่งผลให้บรรจุภัณฑ์ เช่น ซองสินค้า ขวดพลาสติก และพลาสติก มีไม่เพียงพอ อาจกระทบต่อการส่งมอบสินค้าเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

    ขณะที่ F&N Dairies (Thailand) Co., Ltd. ชี้แจงว่า บริษัทอยู่ระหว่างบริหารความเสี่ยงด้านการขนส่ง หลังเส้นทางโลจิสติกส์ทั้งทางเรือและอากาศมีความไม่แน่นอน พร้อมสำรองเส้นทางและเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ แต่ยอมรับว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคต

    ด้าน Unilever Thai Trading Co., Ltd. ระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ กระทบต่อสินค้าทุกกลุ่ม โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป และยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดของผลกระทบได้

    เช่นเดียวกับ สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และ เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาแจ้งผู้ค้าถึงความเสี่ยงด้านต้นทุน วัตถุดิบ และการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปริมาณสินค้าลดลง การจัดส่งล่าช้า และมีโอกาสปรับราคาสินค้าในระยะถัดไป

    แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มประเมินสถานการณ์ร่วมกับคู่ค้า และแนะนำให้ร้านค้าทยอยวางแผนสต๊อกสินค้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะคลี่คลายโดยเร็ว เพื่อลดแรงกดดันต่อต้นทุนและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-consumer-prices-increased&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2d8PHKjPs9-5ieVt54Ve4B

  • รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี พรรคประชาชน  โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี พรรคประชาชน โหวต “อนุทิน” เป็นนายกฯ

    ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 มี.ค.2569 เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี มีบุคคลได้รับการเสนอชื่อ 2 คน ได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน

    ผลการลงมติปรากฏว่า นายอนุทิน ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเสียงข้างมาก ชนะ นายณัฐพงษ์ ด้วยคะแนน 293 เสียง ต่อ 119 เสียง ขณะที่มีผู้งดออกเสียง 86 เสียง ทั้งนี้พบว่ามี สส.ของพรรคประชาชน 1 คน ลงมติสนับสนุนนายอนุทิน นั้นคือ นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน

    รู้จัก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี สมัยแรก

    นายสุริยา วงศ์อารีย์ ปัจจุบันเป็น สส.อุดรธานี เขตเลือกตั้งที่ 7 สังกัดพรรคประชาชน ด้านการศึกษา นายสุริยา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

    ก่อนเข้าสู่การเมือง เคยทำงานเป็นวิศวกรที่ บริษัท ซูมิโตโม รับเบอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด จากนั้นจึงเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเคยลงสมัคร สส.อุดรธานี ในนาม พรรคก้าวไกล ในการเลือกตั้งปี 2566 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนจะกลับมาลงสมัครอีกครั้งในปี 2569 ในนามพรรคประชาชน และได้รับเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก

    และในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี วันที่ 19 มี.ค.2569 นายสุริยา โหวตหนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขว้าง อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าเฟซบุ๊กของ นายสุริยา มีการปิดไปแล้ว

    ต่อมา นายณัฐพงษ์ หัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการโหวตสวนมติพรรคของนายสุริยาในครั้งนี้ พร้อมตั้งคำถามไปถึง “คนซื้อ” เพราะการโหวตสวนคงไม่ได้เป็นการตัดสินใจของนายสุริยาเอง โดยไม่มีผลประโยชน์อื่น

    หัวหน้าพรรคประชาชน ยังตั้งคำถามว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังว่ากระทำไปเพื่อสิ่งใด ต้องการเห็นระบบการเมืองแบบนี้จริงหรือ อีกทั้งรัฐบาลก็มีเสถียรภาพในด้านจำนวนเสียงมาก จึงเชื่อว่าเป็นมุ่งทำลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน แต่ยืนยันว่าพรรคไม่ได้เสียสมาธิ และพร้อมดำเนินมาตรการทางวินัย ซึ่งเป็นเรื่องภายในพรรคก่อน เมื่อมีข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วจะแถลงอีกครั้ง

    หัวหน้าพรรคประชาชน ยอมรับว่าก่อนหน้านี้รับทราบข้อมูลมาบ้างแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง จึงไม่ต้องการกล่าวหา แต่ขณะนี้ชัดเจนแล้วจากกระโหวตสวนมติพรรค พร้อมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้กระทบสมาธิของตนเองและเพื่อนร่วมพรรค โดยจะเดินหน้าทำงานต่อไปได้

    รพ.รามาธิบดี แจ้งปรับรูปแบบการให้บริการ จากผลกระทบเหตุสู้รบในตะวันออกกลาง เริ่ม 23 มี.ค.นี้

    “ณัฐพงษ์” ตั้งคำถามถึงคนซื้อ “งูเห่าส้ม” ทำเพื่ออะไร ยันพรรค ปชน.ไม่เสียสมาธิ

    ศึกตะวันออกกลางลามเทคโนโลยี กระทบห่วงโซ่ผลิต “เซมิคอนดักเตอร์”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/503560&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2agVynKjX5kbb2DMiL_rLO

  • ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

    ‘ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก’ ละลายเร็ว เมืองชายฝั่งจม ‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’ เจอน้ำท่วม กระทบกว่า 7 ล้านคน

    ธารน้ำแข็งทเวตส์” ในแอนตาร์กติกาตะวันตก มีขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่า 192,000 ตร.กม. ถูกเรียกในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” (Doomsday Glacier) เนื่องจากเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ช่วยพยุงแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกไม่ให้ไหลลงสู่มหาสมุทร แต่ในตอนนี้ธารน้ำแข็งแห่งนี้กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้เมืองชายฝั่งหลายแห่งจมบาดาลอย่างรวดเร็ว

    ปัจจุบันธารน้ำแข็งทเวตส์กำลังสูญเสียมวลน้ำแข็งเร็วกว่าช่วงทศวรรษ 1990 ถึง 5 เท่า เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างหิมะที่ตกสะสมกับปริมาณน้ำแข็งที่ไหลลงสู่ทะเลอามุนด์เซน ในแต่ละปีธารน้ำแข็งแห่งนี้สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 50,000-80,000 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นจำนวนมหาศาลแม้แต่ในมาตรฐานของแอนตาร์กติกาเอง

    แบบจำลองจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ระบุว่า ภายในปี 2067 ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกอาจสูญเสียมวลน้ำแข็งได้ถึง 180-200 กิกะตันต่อปี อัตราการสูญเสียดังกล่าวจะเทียบเท่ากับปริมาณการละลายของน้ำแข็งทั้งทวีปแอนตาร์กติกาในปัจจุบัน การเร่งตัวนี้สะท้อนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาวะภูมิอากาศกำลังส่งผลกระทบเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้

    กลไกสำคัญที่ทำให้ทเวตส์เปราะบาง มาจากภูมิประเทศใต้ธารน้ำแข็งซึ่งเป็นหลุมลึกลาดเอียงลงไปในแผ่นดิน ลักษณะเช่นนี้ทำให้น้ำอุ่นจากมหาสมุทรสามารถไหลลอดใต้แผ่นน้ำแข็ง และกัดเซาะจากด้านล่างได้ง่ายขึ้น กระแสน้ำอุ่นเหล่านี้จะทำให้จุดยึดเกาะกับพื้นดินถอยร่นกลับไป และลดแรงต้านที่จะพยุงน้ำแข็งส่วนที่เหลือไว้

    นักวิจัยพบว่า บริเวณร่องลึกใต้ดินเหล่านี้เป็นจุดอ่อนสำคัญที่อาจนำไปสู่ภาวะความไม่เสถียรของแผ่นน้ำแข็งทางทะเล เมื่อกระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้น การถดถอยของธารน้ำแข็งจะกลายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่หยุดยั้งได้ยาก ความเร็วในการไหลของน้ำแข็งสู่มหาสมุทรจะเพิ่มขึ้นตามความลึกของจุดที่น้ำแข็งสัมผัสกับน้ำ

    จากการเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดด้วยเทคโนโลยีเรดาร์ และเซนเซอร์ใต้ทะเล นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายเร็วกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก แม้ข้อมูลบางส่วนจะบ่งชี้ว่าหน้าผาน้ำแข็งอาจมีความเสถียรกว่าที่คิด แต่กระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่พัดพาน้ำอุ่นเข้าใต้แผ่นน้ำแข็งกำลังสร้างรอยแตกร้าว และทำให้มันบางลงอย่างต่อเนื่อง

    ผลกระทบระดับน้ำทะเลที่จะเกิดขึ้น

    การละลายของธารน้ำแข็งทเวตส์ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำทะเลทั่วโลกไปแล้วประมาณ 4% ในปัจจุบัน แม้ดูเหมือนจะเป็นตัวเลขที่น้อย แต่ระดับน้ำทะเลโลกได้สูงขึ้นมาแล้วราว 23 เซนติเมตร นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 ทำให้น้ำท่วมชายฝั่ง และเกิดพายุซัดฝั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    หากธารน้ำแข็งทเวตส์เกิดการล่มสลายโดยสมบูรณ์ ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นทันทีประมาณ 65 เซนติเมตร ระดับนี้เพียงพอที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าแนวชายฝั่งของโลกไปอย่างสิ้นเชิง และทำลายระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ แม้กระบวนการนี้อาจใช้เวลานานหลายทศวรรษหรือหลายศตวรรษ แต่ผลกระทบจะเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนในรุ่นอายุของเรา

    จากการวิเคราะห์ของ The New York Times ระบุว่า หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ จะส่งผลกระทบต่อผู้คนตามแนวชายฝั่งหลายสิบล้านคน ซึ่งรวมถึงกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลที่จะมีผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 7 ล้านคน

    เช่นเดียวกับเซี่ยงไฮ้ที่เป็นหนึ่งในเมืองที่มีความเสี่ยงสูงสุด เนื่องจากมีประชากรกว่า 600,000 คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งต่ำกว่าระดับน้ำทะเลอยู่แล้ว หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 60 เซนติเมตร จะทำให้มีประชากรในเซี่ยงไฮ้อีกถึง 4.7 ล้านคนที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมเพิ่มขึ้น อีกทั้งสภาพภูมิประเทศที่เป็นดินตะกอนปากแม่น้ำยังทำให้เมืองเผชิญกับการทรุดตัวของแผ่นดินควบคู่ไปด้วย

    ขณะที่ เมืองกัลกัตตา ของอินเดีย, นครโฮจิมินห์ และกรุงโตเกียว จะมีผู้ประสบภัยเพิ่มขึ้นนับล้านคน หากธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกละลายหายไปในวันนี้ ส่วนกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ จะมีประชากรย้ายมาอยู่อาศัยถึง 50 ล้านคนในปี 2050 เนื่องจากน้ำทะเลซัดชายฝั่ง เกษตรกรรมถูกน้ำเค็มรุกรานจนทำกินไม่ได้

    แม้สหรัฐจะเป็นประเทศร่ำรวย แต่ก็ต้องเจอกับค่าใช้จ่ายในการป้องกันเมืองชายฝั่งพุ่งสูงจนน่าตกใจ เช่น โครงการสร้างแนวกั้นน้ำสำหรับปกป้องนิวยอร์กอาจต้องใช้เงินถึง 52,000 ล้านดอลลาร์ หรือการสร้างแนวกันคลื่นขนาดยักษ์ที่ท่าเรืออาจต้องใช้เงินสูงถึง 119,000 ล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ สหรัฐยังมีบทเรียนจากพายุเฮอริเคนคาทรีนา ที่แสดงให้เห็นว่าระบบป้องกันน้ำท่วมก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป ต้องใช้เงินกว่า 140,000 ล้านดอลลาร์ในการฟื้นฟูภัยพิบัติครั้งนั้น และความสูญเสียอาจเกิดขึ้นบ่อย และรุนแรงกว่าเดิม หากระดับน้ำทะเลยังคงพุ่งสูงขึ้น ถึงจะมีความเสี่ยงสูง แต่ผู้คนยังคงย้ายไปอยู่ในเมืองที่อยู่ในพื้นที่อย่างไมอามีอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก

    ธารน้ำแข็งทเวตส์ทำหน้าที่เป็นตัวอุดแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดไว้ หากธารน้ำแข็งนี้ละลายหมด อาจดึงเอาแผ่นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกทั้งหมดลงมาด้วย ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นได้อีกหลายเมตรทั่วโลก

    เมื่อน้ำแข็งบนบกไหลลงสู่ทะเลมากขึ้น ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ปริมาตรของน้ำทะเลขยายตัวตามไปด้วย เสริมให้ระดับน้ำสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์นี้จะทำงานร่วมกับการละลายของน้ำแข็งจากกรีนแลนด์ ทำให้สถานการณ์ระดับน้ำทะเลรุนแรงขึ้นกว่าที่การละลายจากทเวตส์เพียงอย่างเดียวจะทำได้

    ดังนั้น การพังทลายของทเวตส์จึงไม่ใช่เพียงแค่การสูญเสียน้ำแข็งหนึ่งก้อน แต่มันคือการเริ่มต้นของจุดจบสำหรับระบบน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตก นักวิทยาศาสตร์เปรียบเปรยทเวตส์ว่าเป็นเหมือนระบบเตือนภัยของดาวเคราะห์ (Planetary warning system) ที่กำลังส่งสัญญาณเตือนภัยขั้นสูงสุด ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่

    มีการเสนอแนวคิดทางวิศวกรรมภูมิอากาศ เช่น การสร้างม่านใต้น้ำ หรือแนวกั้นขนาดยักษ์ใต้ทะเลเพื่อกั้นไม่ให้น้ำอุ่นเข้าถึงตัวธารน้ำแข็ง แม้แนวคิดนี้จะมีการศึกษาวิจัย แต่ก็ยังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องความเป็นไปได้จริง และผลกระทบข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศทางทะเล

    นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกยังคงเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด เพื่อชะลออุณหภูมิของมหาสมุทรไม่ให้เพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดที่รักษาธารน้ำแข็งไว้ไม่ได้ โดยทุกการกระทำตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าเมืองชายฝั่งในอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

    ที่มา: Creative Learning GuildPhysThe New York Times

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1225804&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vme9QTHIWH8T-btXxpNDL

  • ‘เด่นคุณ-ปอนด์’อวยพรแนวหน้าก้าวสู่ปี 47 ชวนคนไทยร่วมบริจาคเพื่อการศึกษา

    ‘เด่นคุณ-ปอนด์’อวยพรแนวหน้าก้าวสู่ปี 47 ชวนคนไทยร่วมบริจาคเพื่อการศึกษา

    วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 18.08 น.

    Tag :

    เนื่องในโอกาสบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้าก้าวเข้าสู่ปีที่ 47  งานนี้2 นักแสดงหนุ่มจากภาพยนต์เรื่อง ‘พี่นาค5’ นำทีมโดย เด่นคุณ งามเนตร และ ปอนด์ คุณพัทธ์ พิเชษฐ์วรวุฒิ ได้ร่วมส่งคำอวยพรแสดงความยินดีพร้อมชื่นชมสื่อที่อยู่คู่คนไทยมายาวนานและเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานครชื่อบัญชี‘มูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร’ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาสะพานใหม่ เลขที่บัญชี 029-442708-0

    โดย ‘เด่นคุณ’กล่าวอวยพรให้หนังสือพิมพ์แนวหน้าเจริญเติบโตและอยู่คู่คนไทยต่อไป พร้อมทำหน้าที่สื่อสารข่าวสารให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเผยว่า “แนวหน้า’เป็นชื่อสื่อที่ได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ จึงเชื่อว่าการที่สำนักข่าวสามารถยืนหยัดมาได้จนถึงวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงของเนื้อหาและคุณภาพของสื่อที่นำเสนอ

    ด้าน ‘ปอนด์’ ก็ร่วมอวยพรให้แนวหน้าประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไป พร้อมผลิตคอนเทนต์ข่าวสารดี ๆ ให้ประชาชนได้รับชมอย่างต่อเนื่อง และยังได้เชิญชวนประชาชนร่วมทำบุญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 47 ปี ด้วยการร่วมบริจาคสมทบทุนให้กับมูลนิธิช่วยการศึกษากรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้กับนักเรียนและนักศึกษาไทย ทั้งนี้ทั้งสองนักแสดงยังร่วมแสดงความยินดี และขอบคุณแนวหน้าที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางสำคัญในการนำเสนอข่าวสารให้กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/953695&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ozrY62F6eZqZ7qEzd5irH

  • ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    ตำรวจท่องเที่ยว ลุยกำชับผู้ค้าหน้าวัดพระแก้ว สร้างภาพลักษณ์ที่ดีรับต่างชาติ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 มี.ค.​ พ.ต.อ.ปิยะพงษ์ เอนสาร ผกก.1 บก.ทท.1 มอบหมายให้ ว่าที่ พ.ต.ท.ราเชษฐ์ เหมือนเสน สว.สทท.1 กก.1 บก.ทท.1 นำกำลังเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เดินเท้าตรวจความเรียบร้อยบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวหนาแน่น เพื่อกวดขันและยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวบริเวณหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับประเทศไทย

    โดย​เน้นย้ำงานบริการ กำชับกลุ่มผู้ค้าสินค้าและผู้ให้บริการในพื้นที่ ให้ความสำคัญกับการต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยความสุภาพ ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นเจ้าบ้านที่ดี ความเป็นธรรมด้านราคา จากการสุ่มตรวจแผงค้า พบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มีการติดตั้งป้ายแสดงราคาสินค้าที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ​​จากการพูดคุยกับมัคคุเทศก์ (ไกด์) ในพื้นที่ พบว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยระบุว่า “สถิติการร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวน้อยลงอย่างมาก” ส่งผลให้บรรยากาศการท่องเที่ยวโดยรวมมีความราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น

    ทั้งนี้ตำรวจท่องเที่ยวได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกลุ่มผู้ค้าที่ให้ความร่วมมือในการปรับปรุงการให้บริการตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ รวมถึงการช่วยเป็นหูเป็นตาแจ้งเหตุต้องสงสัย ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความปลอดภัยและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5702846/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gyrVOJI4EkCSHbaH8Ngcz

  • “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน แนะเปิดใจกว้างรับฟัง

    “อรรถกร” เตือน ”อนุทิน” อย่าลืมความเดือดร้อนประชาชน หลังไม่เชิญรมว.เกษตรฯ -ท่องเที่ยว ร่วมเป็น ศบก. ดูแลความเดือดร้อนผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

    วันที่ 19 มี.ค.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี นายอรรถกร ศิริลัทยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม อภิปรายต่อที่ประชุมสภาฯ ในวาระเรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีบุคคลที่ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯจากพรรคภูมิใจไทย และ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกฯจากพรรคประชาชน ว่า นายอนุทิน ฐานะนายกฯ ทำงานได้รวดเร็ว แต่วันนี้ตนไม่แน่ใจว่านายอนุทินมีความจำที่ดีหรือไม่ เพราะตนกังวลว่าการทำงานมากเกินไป อาจมีภาวะขี้ลืม หากลืมเยอะ อาจกระทบต่อการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบทุกมิติ

    นายอรรถกร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานายกฯ ตั้งศูนย์ศปก. แก้วิกฤติปัญหาสงคราม องค์ประกอบคณะดูดี แต่นายกฯ ลืม ภาคการท่องเที่ยว รวมถึงลืมคำมั่นสัญญาที่บอกว่าให้คนไทยรวยทุกคน มีรายได้ แต่การแก้วิกฤติน้ำมันเป็นทิศทางตรงกันข้าม และ ผมกลัวว่าจะลืมพี่ ลืมน้อง ลืมเพื่อน เดือนที่แล้วบอกว่าไม่น่าพลิกขั้วแต่คนร่วมสู้กันมา ลืมผู้กองธรรมนัส ผมไม่ว่า ขออย่างเดียวว่าอย่าลืมความเดือดร้อนของประชาชน

    “พรรคกล้าธรรม จะไม่ตีรวนเพราะอยากให้ประเทศไทยเดินหน้าขอให้สภาฯเร่งแก้ไขปัญหาประชาชน หากเป็นคนไม่ลืม ขอความกรุณาใจกว้างด้วย หลังจบสิ้นกระบวนการโหวตนายกฯ ขอให้ใจกว้างให้มีการเสนอญัตติ เพื่อให้ สส.นำปัญหาที่เดือดร้อนของประชาชนมาหารือ วันนี้ไม่สามารถโหวตให้ได้ แต่หากพาประเทศผ่านวิกฤติที่น่ากังวลได้ เราอาจจะโหวตกฎหมายที่ท่านเสนอมา เราจะทำหน้าที่ต่อไป ครั้งนี้พรรคกล้าธรรมใช้สิทธิ์งดออกเสียง” นายอรรถกร กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2921114&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LtPp-1FRau-93bNCG_4e0

  • กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    กนง.กั๊กกระสุน รอดูน้ำมันโลก แนะรัฐขยับราคาขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    รศ.ดร.สมชาย นักวิชาการประเมิน กนง. 29 เม.ย.นี้ มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย เก็บกระสุน 1% รับความเสี่ยงน้ำมันโลกพุ่งจากตะวันออกกลาง พร้อมเสนอรัฐทยอยขยับราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากกองทุนรับมือไม่ไหว

    ท่ามกลางแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ดันราคาพลังงาน และอัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ส่งผลให้ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังไร้ความชัดเจน “สำนักข่าวโพสต์ทูเดย์” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง” เพื่อถอดรหัสทิศทางเศรษฐกิจไทยในวันที่โลกกำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” โดยเฉพาะหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยกองทุนเฟดไว้ที่ 3.5%-3.75% ซึ่งย่อมส่งแรงสะเทือนมาถึงการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของไทยด้วย

    เฟดเบรกดอกเบี้ยขาลง เมื่อ “น้ำมัน” กลายเป็นตัวแปรสำคัญ
    รศ.ดร.สมชาย มองว่าการที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคง “คาราคาซัง” และไม่รู้จะจบลงเมื่อใด

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเข้าสู่เฟดที่เริ่มมีการโจมตีโรงกลั่นและแหล่งแก๊ส ซึ่งผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

    “แนวโน้มที่บอกว่าจะมีการลดดอกเบี้ยตอนนี้จบลงชั่วคราว เพราะเฟดต้องกลับมาดูสถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจอีกครั้ง หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการรบกันหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าเมื่อเหตุการณ์จบลงแล้ว ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะหากราคาน้ำมันเฉลี่ยขยับจากเดิมเฉลี่ย 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 70 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือรุนแรงกว่านั้น เงินเฟ้อจะพุ่งสูงขึ้นแน่นอน จนเฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ย หรือในกรณีเลวร้ายอาจต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยด้วยซ้ำ”

    กนง. ไทยกับโจทย์หิน “พยุงเศรษฐกิจ” หรือ “รักษาเสถียรภาพ”
    เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย โจทย์ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในรอบหน้าคือ 29 เม.ย.2569 นี้ มีความซับซ้อน ดร.สมชาย ชี้ให้เห็นว่า กนง. ต้องพิจารณา 2 ด้าน

    ด้านหนึ่งเศรษฐกิจไทยย่ำแย่จนต้องการการกระตุ้นด้วยการลดดอกเบี้ย แต่อีกด้านก็มีความเสี่ยงสูงจากเงินเฟ้อและราคาสินค้าที่อาจดีดตัวตามราคาน้ำมัน 

    “คิดว่าโอกาสเป็นแบบครึ่งต่อครึ่ง แต่แนวโน้มคือ ยังไม่ลดดอกเบี้ย เพราะเราเพิ่งปรับลดไป และสถานการณ์น้ำมันยังไม่นิ่ง ที่สำคัญเราต้องรักษา “กระสุน” ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่เพียง 1% เท่านั้น”

    รศ.ดร.สมชายเชื่อว่า กนง.ในรอบที่จะถึงนี้จะเลือกใช้ท่าที “Wait and See” เพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ก่อน

    เงินบาทอ่อนค่า กับชะตากรรมดอลลาร์สหรัฐฯในระยะยาว
    ในส่วนของค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลง ระบุว่าเป็นผลมาจากดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่าขึ้น เพราะตลาดคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะไม่ลดลงง่ายๆ และคนเริ่มหันมาถือดอลลาร์สหรัฐฯ รวมถึงพันธบัตรในฐานะ Safe Haven แทนทองคำที่เริ่มอยู่ในช่วงทรงตัว

    อย่างไรก็ตาม ในเชิงโครงสร้างยังมองว่า ดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ในช่วง “ขาลง” เนื่องจากหลายประเทศพยายามลดการพึ่งพาดอลลาร์ เพราะสหรัฐฯ มักใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือทำร้ายเศรษฐกิจประเทศอื่น

    ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล “กลยุทธ์รับมือน้ำมันแพง”

    1.การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดย รศ.ดร.สมชายให้น้ำหนักกับการใช้เครื่องมือนี้ก่อน โดยระบุว่าแม้จะมีการใช้ไปบ้างแล้วแต่ กองทุนน้ำมันยังมี “ช่องว่าง” ให้บริหารจัดการได้อยู่ เพื่อช่วยพยุงราคาในเบื้องต้น

    2.การบริหารราคาน้ำมันแบบขั้นบันได หากสถานการณ์รุนแรงจนกองทุนน้ำมันฯ รับภาระไม่ไหว แนะนำให้ใช้วิธี ทยอยปรับขึ้นราคาดีเซลทีละน้อย เช่น ปรับขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนรุนแรงเกินไปและช่วยลดภาระกองทุน

    3.มาตรการประหยัดพลังงานและการหาแหล่งพลังงานทดแทน รัฐบาลควรขอความร่วมมือหรือบังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงาน คล้ายช่วงโควิด และเร่งหาแหล่งพลังงานจากที่อื่น เช่น สหรัฐฯ, แอฟริกา, มาเลเซีย หรือรัสเซีย เพื่อลดการพึ่งพาตะวันออกกลางที่มีความเสี่ยงสูง

    4.มาตรการทางภาษีและการกู้เงิน โดยการออก พ.ร.ก. ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เสริมสภาพคล่องกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อช่วยตรึงราคา ซึ่ง 2 มาตรการนี้ ล้วนเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตามความเหมาะสมของฐานะการคลัง เนื่องจากปัจจุบันไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงที่ 66.7% ต่อจีดีพี

    5.การควบคุมราคาสินค้า กำชับให้กระทรวงพาณิชย์ดูแลไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วงน้ำมันแพง 

    เนื่องจากวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นการบริหารสถานการณ์ชั่วคราวเพียง 1-2 เดือน รัฐบาลจึงต้องเตรียม Factor in หรือนำราคาน้ำมันเฉลี่ยที่สูงขึ้น มาคำนวณเพื่อปรับโครงสร้างการบริหารเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังให้รองรับอัตราการเติบโตที่อาจลดลงด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/739607&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0axoZhVGxWkyS4-qnSeEKM