Blog

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    หมอตุลย์เรียกร้องถ่ายทอดสดประชุม กบน. เปิดทางประชาชนตรวจสอบการขึ้นราคาน้ำมัน

    5 เมษายน 2569  นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า  รัฐบาลก่อนๆโกงภาษี แต่วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลอนุทินควักจากกระเป๋าประชาชนตรงๆ +ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชดเชยราคาน้ำมัน ก็เงินประชาชนอีก จะแดรกมูมมามกันไปถึงไหน?

    ผมสังเกตว่า ในรัฐบาลนี้ คุณศุภจีเหมือนถูกจำกัดบทบาทลง และถูกดิสเครดิตหลายครั้ง ทั้งเรื่องทรงผมและวุฒิการศึกษาผมต้องการความโปร่งใสจากรัฐบาลชุดนี้

    นพ.ตุลย์ ยังเสนอว่าการประชุมราคาน้ำมันของกบน. ต้องมีการถ่ายทอดสดให้ประชาชนชมและร่วมกันตรวจสอบทุกครั้ง และเมื่อเคาะขึ้นราคาแล้ว รัฐบาลต้องให้เวลาอย่างน้อย 12 ชม.ให้ปชช.ได้เติมน้ำมันราคาเก่า และมีการตรวจสอบให้มีน้ำมันเติมทุกหัวจ่ายก่อนขึ้นราคา  รวมทั้งตรวจสอบสต็อคก่อนขึ้นราคาทุกครั้ง หักรายได้ส่วนเกินคืนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    การมีน้ำมันพอทุกหัวจ่าย จะช่วยป้องกันการกักตุนได้ระดับนึง พอตัดสินขึ้นราคา  รัฐต้องให้เวลา 12-24 ชม.ในการเติมน้ำมันราคาเก่า และมีน้ำมันจำหน่ายเพียงพอ จึงจะยุติธรรมกับประชาชนผู้ใช้น้ำมัน  การส่งน้ำมันให้ปั๊มเต็มตามโควต้า ก็จะลดการกักตุนได้ระดับหนึ่ง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/975190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2W4ffGXIxdUANDh6xehrHs

  • อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    อดีตนักบินเผยวิธีเอาตัวรอดจากการถูกยิงตกในแนวหลังของข้าศึก หลัง F35 ถูกสอยร่วงในอิหร่าน

    ขณะที่กองกำลังอเมริกันกำลังเร่งแข่งกับเวลาและกองทัพอิหร่านเพื่อค้นหานักบิน F35 ที่ถูกยิงตกเมื่อวันศุกร์ อดีตนักบินกองทัพอากาศและผู้ช่วยเหลือได้บอกกับ AFP ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะซ่อนตัว เอาตัวรอด และช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากหลังแนวข้าศึกได้

    “คุณจะรู้สึกว่า ‘โอ้พระเจ้า ฉันอยู่ในเครื่องบินรบเมื่อสองนาทีที่แล้ว บินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง แล้วขีปนาวุธก็ระเบิด ห่างจากหัวคุณแค่ 15 ฟุต’” พลจัตวาเกษียณอายุ ฮูสตัน แคนต์เวลล์ กล่าว ซึ่งปัจจุบันเขาทำงานอยู่ที่สถาบันมิตเชลเพื่อการศึกษาด้านอวกาศ (Mitchell Institute for Aerospace Studies) 

    ถึงกระนั้น การฝึกของนักบิน—ที่เรียกว่า การเอาชีวิตรอด การหลบหนี การต่อต้าน และการหลบหลีก (SERE)—น่าจะเริ่มทำงานก่อนที่เขาหรือเธอจะกระโดดร่มลงสู่พื้น

    “ขณะที่คุณกำลังร่อนลงมาด้วยร่มชูชีพ คุณจะเห็นมุมมองที่ดีที่สุดเกี่ยวกับที่ที่คุณอาจต้องการไปหรือที่ที่คุณอาจต้องการหลีกเลี่ยง” แคนต์เวลล์กล่าว

    แคนต์เวลล์มีประสบการณ์การบินรบ 400 ชั่วโมง รวมถึงภารกิจเหนืออิรักและอัฟกานิสถาน

    อดีตนักบินแคนต์เวลล์อธิบายว่า การกระโดดร่มลงสู่พื้นมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่เท้า ข้อเท้า และขา

    “มีเรื่องราวมากมายของผู้รอดชีวิตจากเวียดนามที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส—กระดูกหักหลายท่อน—จากการดีดตัวออกจากร่มชูชีพ” แคนต์เวลล์กล่าว

    เมื่อลงจอดแล้ว “ให้สำรวจตัวเองเพื่อดูว่า ฉันอยู่ในสภาพใด ฉันขยับได้หรือไม่ ฉันยังเคลื่อนไหวได้อยู่หรือเปล่า”

    จากนั้นนักบินจะหาว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน อยู่หลังแนวข้าศึกหรือไม่ พวกเขาสามารถซ่อนตัวได้ที่ไหน และพวกเขาจะติดต่อสื่อสารได้อย่างไร

    “พยายามหลีกเลี่ยงการถูกศัตรูจับกุมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้” แคนต์เวลล์กล่าว “และถ้าผมอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นทะเลทราย ผมก็อยากจะหาน้ำ”

    ในขณะเดียวกัน ทีมค้นหาและกู้ภัยทางอากาศ (CSAR) ซึ่งประกอบด้วยทหารและนักบินที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จะถูกเรียกใช้งาน

    “มันทำให้คุณรู้สึกอุ่นใจอย่างมาก เมื่อรู้ว่าพวกเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อมาช่วยคุณ” แคนต์เวลล์กล่าว “ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะไม่มาในภารกิจฆ่าตัวตาย”

    นั่นคือจุดที่ลูกเรือที่หายไปสามารถเพิ่มโอกาสในการได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย

    “สิ่งสำคัญอันดับแรกของผมคือการซ่อนตัว เพราะผมไม่อยากถูกจับ” เขากล่าว “ผมอยากจะไปยังสถานที่ที่ผมสามารถได้รับการช่วยเหลือได้”

    ในเมือง อาจจะเป็นดาดฟ้า ในพื้นที่ชนบท อาจจะเป็นทุ่งนาที่เฮลิคอปเตอร์สามารถลงจอดได้ การเคลื่อนไหวที่ดีที่สุดคือในเวลากลางคืน เขากล่าว

    แคนต์เวลล์กล่าวว่าเมื่อเขาบิน เขาก็พกปืนพกติดตัวไปด้วย

    ภารกิจกู้ภัย
    ขณะเดียวกัน ใน “ห้องเตรียมพร้อม” ทหารหน่วยค้นหาและกู้ภัย (CSAR) เช่น จ่าสิบเอกสก็อตต์ เฟลส์ ที่เกษียณแล้ว ก็สวมชุดปฏิบัติการ

    ผู้เชี่ยวชาญอย่างเฟลส์ ซึ่งเป็นนักกระโดดร่มกู้ภัยที่มีบทบาทสำคัญในกรณี “แบล็กฮอว์กดาวน์” (Black Hawk Down) ปี 1993 ในเมืองโมกาดิชู ประเทศโซมาเลีย จะเตรียมพร้อมเสมอเมื่อเครื่องบินของสหรัฐฯ บินอยู่เหนือดินแดนของศัตรู

    “ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ… จะมีแผน CSAR เสมอ” เฟลส์บอกกับ AFP

    ในขณะเดียวกัน ข้อมูลข่าวกรองจำนวนมหาศาลก็ถูกรวบรวมและวิเคราะห์เกี่ยวกับตำแหน่งและสถานะของนักบินที่หายไป

    “ทุกอย่างตั้งแต่ข่าวกรองจากมนุษย์ ข่าวกรองจากภาพถ่าย ไปจนถึงโดรนต่างๆ ที่เราใช้ค้นหา — ข่าวกรองจากสัญญาณ” เฟลส์กล่าว “ทั้งหมดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อพยายามค้นหาชายคนนี้”

    เมื่อพบตัวนักบินที่หายไปแล้ว แผนการกู้ภัยจะถูกกำหนดขึ้นแบบเรียลไทม์ภายในเฮลิคอปเตอร์

    “พลปืนเหล่านั้นกำลังสอดแนมและมองหาภัยคุกคาม นักบินกำลังมองหาสถานที่ลงจอด และเรากำลังติดต่อกับนักบินที่เครื่องบินตก” เขากล่าว

    บนพื้นดิน พวกเขาตรวจสอบให้แน่ใจว่านักบินคนนั้นเป็นบุคคลที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่จริง และจะทำการประเมินภัยคุกคามเทียบกับความต้องการทางการแพทย์

    เฟลส์กล่าวว่า ในใจของพวกเขาคือ “เรากำลังเผชิญกับภัยคุกคามแบบไหน? เรามีเวลาเท่าไหร่ในการช่วยเหลือบุคคลนี้? เขาได้รับบาดเจ็บแบบไหน? จากนั้นเราจะตัดสินใจเกี่ยวกับประเภทและปริมาณของการรักษาที่จำเป็นในที่เกิดเหตุ หรือเราจะแค่คว้าตัวแล้วไปขึ้นอยู่กับภัยคุกคาม?”

    เฟลส์กล่าวว่า เนื่องจากยังมีเพื่อนทหารอีกคนหนึ่งที่ยังหาไม่พบในอิหร่านตะวันตกเฉียงใต้ เขาจึง “หวังเป็นอย่างยิ่ง” ว่านักบินคนนั้นจะถูกพบตัว

    “ผมหวังว่าจะมีคนที่เป็นมิตรพบเขาและกำลังซ่อนตัวเขาอยู่” เขากล่าว “หรือเขายังคงหลบหนีอยู่”

    Agence France-Presse

    Photo – เครื่องบินขับไล่ F-35A Lightning II Joint Strike Fighter จากฝูงบินขับไล่ที่ 58 กองบินขับไล่ที่ 33 ฐานทัพอากาศเอ็กกลิน รัฐฟลอริดา ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ปฏิบัติภารกิจเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศกับเครื่องบิน KC-135 Stratotanker (U.S. Air Force photo by Master Sgt. Donald R. Allen/Public Domain)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41685&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03zDF2QVyFHbxQqYzCVdAO

  • ‘ดุสิตโพล’ ชี้พิษน้ำมันแพงกระทบหนักเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์

    ‘ดุสิตโพล’ ชี้พิษน้ำมันแพงกระทบหนักเศรษฐกิจช่วงสงกรานต์

     

    5 เมษายน 2569 – “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม– 3 เมษายน 2569  ผลการสำรวจ พบว่า จากสถานการณ์ของแพง กลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66  โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94
     
    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหว จำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง “ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป
     
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่า จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความกังวลเรื่องของแพงจนกระทบต่อค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว และยังเดือดร้อนอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่าค่าน้ำมันแพงมีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์    โดยประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเป็นไปตามผลโพลก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม เพราะตามปกติช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่แหล่งเงินที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการ ความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆ ที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด
     

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/975232/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rVxHzWpd02yueTZaK2vSL

  • ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    สงครามในตะวันออกกลางที่ดำเนินมา 1 เดือน เศษ นับตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.2569 เมื่อสหรัฐและอิสราเอล โจมตีอิหร่าน ถึงแม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะประกาศว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางใกล้ยุติแล้ว แต่สหรัฐยังมีแผนที่จะโจมตีอิหร่าน ในระดับ “อย่างรุนแรงสุดขีด”

    ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นและทรงตัวในระดับสูงจากผลกระทบการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และการโจ้มตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหลายประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยปรับขึ้นต่อเนื่อง ดังนี้

    น้ำมันกลุ่มเบนซิน เริ่มปรับขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 10 มี.ค.2569 ปรับขึ้นถึงวันที่ 3 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง ทำให้แก๊ซโซฮอล์ 91 และ 95 ปรับขึ้น 13.4 บาท

    น้ำมันดีเซล มีการปรับขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค.2569 ช้ากว่าน้ำมันเบนซินตามนโยบายนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการตรึงราคาดีเซลอย่างน้อย 15 วัน หลังเกิดสงคราม ทั้งที่กระทรวงพลังงานเสนอให้มีการปรับราคาดีเซลตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม

    รวมแล้วดีเซลปรับขึ้นถึงวันที่ 5 เม.ย.2569 รวม 8 ครั้ง รวม 20.41 บาท ราคาอยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร เป็นราคาที่สูงเป็นประวัติการณ์

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    สำหรับการปรับราคาน้ำมันครั้งล่าสุดวันที่ 5 เม.ย. 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร และลดการชดเชยดีเซล B20 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 22.22 บาทต่อลิตร เป็น 19.61บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ กบน.ต้องตัดสินใจปรับลดการชดเชยมาจากความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต การปรับลดการชดเชยและปล่อยให้ราคาขายปลีกสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น จึงเป็นแนวทางที่จำเป็นเพื่อสร้างความสมดุลให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในระยะยาว  

    รวมทั้งการลดการชดเชยในครั้งนี้ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง มีค่าใช้จ่ายลดลงประมาณวันละ 212.03 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายจ่ายประมาณวันละ 1,708.75 ล้านบาท เป็นมีรายจ่ายวันประมาณวันละ 1,496.72 ล้านบาท ล่าสุดกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แบกหนี้กว่า 50,000 ล้านบาท

    ทางตันรัฐบาล ‘อนุทิน’ ดีเซลแตะ 50 บาท  โยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    แหล่งข่าวจาก กระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การปรับราคาดีเซลของไทยใช้ราคาอ้างอิงจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภูมิภาค โดยการปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศจะพิจารณาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์ รวมถึงสถานะและขีดความสามารถของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

    ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบสถานการณ์ราคาน้ำมันทำให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ได้เรียกผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งเข้ามารายงานสถานการณ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2569

    บีบ 6 โรงกลั่นแบ่งกำไรไม่ง่าย

    การประชุมดังกล่าวใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง เพื่อหารือกับโรงกลั่นน้ำมันในไทยที่มีอยู่ 6 แห่ง เพื่อดึงกำไรส่วนเกินของโรงกลั่น นำมาโอนเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับใช้เป็นกลไกในการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มอย่างเร่งด่วน ตามแนวทางที่เคยดำเนินการตามมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565

    สำหรับ 6 โรงกลั่น ประกอบด้วย โรงกลั่นกลุ่ม ปตท. 3 แห่ง (IRPC,GC,Thaioil) โรงกลุ่นกลุ่มบางจาก 2 แห่ง (BCP,BSRC) และโรงกลั่น SPRC

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การนำเข้าน้ำมันดิบมีต้นทุนที่สูงขึ้นจากค่าพรีเมียมสงคราม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่ผู้ขายเรียกเก็บ หรือเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติมในการนำเรือขนส่งน้ำมันดิบออกจากพื้นที่เสี่ยง ซึ่งสูตรการคำนวณปกติยังไม่ได้บวกต้นทุนส่วนนี้

    ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบค่าการกลั่นเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี โดยเฉพาะในเดือน มี.ค.2569 อยู่ที่ 7.30 บาทต่อลิตร โดยเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นปัจจุบัน พบว่ากลุ่มโรงกลั่นยังมีส่วนต่างกำไรที่สูงขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติอย่างมีนัยสำคัญ 

    ดังนั้นเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนโดยไม่ต้องรอขั้นตอนการพิจารณาออกกฎหมายใหม่ ซึ่งอาจไม่ทันสถานการณ์ทำให้ คตร.เห็นควรให้กระทรวงพลังงานเร่งเจรจาขอความร่วมมือโรงกลั่น เพื่อนำส่งกำไรส่วนเกินพิเศษในช่วงวิกฤตินี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ และส่งผ่านเป็นส่วนลดราคาขายปลีกถึงมือประชาชนทันที

    สำหรับมติ ครม.วันที่ 21 มิ.ย.2565 กำหนดให้นำกำไรโรงกลั่นน้ำมันมาช่วยลดราคาน้ำมัน โดยส่งกำไรส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุนน้ำมันฯ ซึ่งเป็นผลกระทบจากจากการสู้รบของรัสเซียและยูเครน

    นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นต่อแนวทางของรัฐบาลนายอนุทิน ว่า เมื่อปี 2565 โรงกลั่นเคยตกลงบริจาคเงินรวม 24,000 ล้านบาท (เดือนละ 8,000 ล้านบาท เป็นเวลา 3 เดือน) แต่สุดท้ายมีการจ่ายจริงเพียงไม่กี่ร้อยล้านบาทจากบางบริษัท และเรื่องเงียบหายไปโดยไม่มีการแก้ไขโครงสร้างราคาที่บกพร่อง

    รายงานข่าวระบุว่า เมื่อปี 2565 มีเฉพาะโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท.ที่ยอมแบ่งกำไรบริจาคให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ

    ดีเซลขึ้น 1 บาท กระทบ GDP 0.02%

    นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังเผชิญผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยก่อนหน้านี้ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุถึงการกำหนดฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม

    สศช.ประเมินว่าราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท จะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.02%  โดยมี 3 เซกเตอร์หลักที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และต้องมีมาตรการช่วยเหลือก่อน คือ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคการขนส่ง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การขึ้นราคาดีเซลมีผลกระทบลุกลามไปยังต้นทุนวัตถุดิบ และราคาสินค้า ทำให้ราคาสินค้าโดยรวมมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะช่วงเดือน เม.ย.2569 หลังสต๊อกสินค้าเดิมทยอยหมดลง และผู้ประกอบการต้องรับต้นทุนใหม่เต็มรูปแบบ

    ฐานะการคลังจำกัดเบรกลดภาษีน้ำมัน

    รวมทั้งรัฐบาลกำลังเผชิญการคลังจำกัด ทำให้กระทรวงการคลัง แสดงจุดยืนช่วงสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยขอให้รัฐบาลพิจารณาใช้เครื่องมือลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลงเป็นทางเลือกสุดท้าย และชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือหลักดูแลราคาน้ำมันจะคล่องตัวกว่า 

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หากราคาน้ำมันสูงขึ้น 3 บาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้าไปช่วยรับภาระอุดหนุนเพิ่ม 3 บาท ได้ทันที ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบ และไม่ขยับขึ้น 

    “การใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะดูดซับภาระราคาที่เพิ่มขึ้นจะทำได้ทันที ต่างจากกลไกภาษีมีหลายขั้นตอน” แหล่งข่าวกล่าว

    สำหรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเป็นการเก็บเงินเข้ากองทุนจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดในสัดส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อใช้อุดหนุนราคาในช่วงที่ราคาตลาดโลกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาขายปลีกทยอยปรับขึ้นหรือปรับลง โดยช่วยลดผลกระทบที่ราคาปรับขึ้นแรง แต่ท้ายที่สุดผู้ใช้น้ำมันจะเป็นผู้รับภาระราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นเอง ต่างจากการลดภาษีที่รัฐบาลเป็นผู้รับภาระให้

    ค้ำกู้ให้กองทุนน้ำมันโยนภาระกลับไปที่ประชาชน

    นอกจากนี้ กระทรวงการคลังพร้อมค้ำประกันหนี้เงินกู้ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เสนอวงเงินกู้เงินที่จะให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเป็นวงเงินสูงถึง 150,000 ล้านบาท ซึ่งการค้ำประกันเงินกู้วงเงินดังกล่าวจะทำให้ระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี เพิ่มขึ้นจนเหลือพื้นที่การคลัง (fiscal space) เพียงแค่ 300,000 ล้านบาท

    รวมทั้งการเพิ่มระดับหนี้สาธารณะของไทย ประกอบกับการขยายตัวเศรษฐกิจต่ำกว่าเป้าหมายเพราะภาวะสงครามตะวันออกกลางกระทบเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าของไทยได้รับผลกระทบจากสงครามทำให้จีดีพีชะลอลง 

    ขณะที่เมื่อรวมหลายปัจจัยกรณีไทยต้องลดการจัดเก็บรายได้จากภาษีน้ำมันลง จะยิ่งเสี่ยงถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody’s Investors Service และ Fitch Ratings ลดอันดับความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทยลง

    หลังจากปี 2568 ทั้ง Moody’s Investors Service และ Fitch Ratings ลดแนวโน้มอันดับเครดิตไทยลงระดับเชิงลบ (Negative) จากเดิมมีเสถียรภาพ (Stable) หากยังก่อหนี้เพิ่ม และจัดเก็บรายได้ต่ำลงกว่าเป้าหมายมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H8Dcrxx_SayO5WawCfJhV

  • วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

    วัดเรตติ้ง 3 รมต.มือโปร สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ สอบตกหรือผ่านในสายตาประชาชน

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.11 น.

    5 เมษายน 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    – 006

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TlRiEl_kDio0NuLV27BkY

  • พาณิชย์ จับมือ พิษณุโลก จัดมหกรรมค้าชายแดน ปลุกเศรษฐกิจภาคเหนือไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    พาณิชย์ จับมือ พิษณุโลก จัดมหกรรมค้าชายแดน ปลุกเศรษฐกิจภาคเหนือไร้พรมแดน | เดลินิวส์

    วันที่ 3 เมษายน 2569 กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับจังหวัดพิษณุโลกเปิดงานมหกรรมการค้าชายแดน ณ จังหวัดพิษณุโลก (Northern Trade Connect @Phitsanulok) อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก (นางสาวสรินรัตน์ เกิดสกุลรุ่งโรจน์) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวพิษณุโลก โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2569 รวม 4 วันเต็ม พร้อมกิจกรรมกระตุ้นเศรษฐกิจครบครัน

    นายพีรพัฒก์ อุทัยศรี ผู้อำนวยการกองความร่วมมือการค้าและการลงทุน กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศมุ่งมั่นพัฒนาเศรษฐกิจเชิงพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 กรมฯ ได้ดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสร้างโอกาสทางการค้าให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)ในพื้นที่ตามแนวชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค โดยมีเป้าหมายยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตสู่ระดับภูมิภาคและระดับสากล

    นายพีรพัฒก์ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดพิษณุโลกมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ การค้า และการลงทุนของภาคเหนือตอนล่าง ที่มีมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 96,000 ล้านบาท พร้อมโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่ครบครันทั้งทางราง ถนน และการบิน ทำให้สามารถเชื่อมโยงเส้นทางการค้าสู่ตลาดอาเซียนและเวทีโลก นอกจากนี้ การจัดงานในครั้งนี้ ยังเป็นพื้นที่ฟื้นฟูธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน และอุทกภัยภาคใต้ โดยเปิดโอกาสให้นำสินค้ามาจำหน่ายและเจรจาธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถลุกขึ้นยืนได้อีกครั้ง และเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างแท้จริง

    ไฮไลต์สำคัญของงานที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ บูธจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการและเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 120 ราย ครอบคลุมสินค้าเกษตรและผลไม้สดตามฤดูกาล (มะม่วง มะพร้าว และอีกมากมาย) สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าวิสาหกิจชุมชนคุณภาพส่งออก นอกจากนี้ยังมี การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้ซื้อต่างประเทศ เสวนาองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศ และบูธให้คำปรึกษาจากธนาคารชั้นนำ ที่พร้อมเปิดประตูธุรกิจสู่ตลาดโลก

    ยิ่งไปกว่านั้น งาน Northern Trade Connect @Phitsanulok ยังเนรมิตพื้นที่หน้าลานบิ๊กซี จังหวัดพิษณุโลก ให้กลายเป็นมหกรรมการค้าที่มีความสนุกและความครึกครื้นอย่างแท้จริง ด้วยการตกแต่งแสง สี เสียง พร้อมเต๊นท์แอร์ และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 4 วัน เรียกได้ว่าครบทั้งช้อปปิ้ง ธุรกิจ และความบันเทิงในงานเดียว จึงขอเชิญชวนประชาชนชาวพิษณุโลกและจังหวัดใกล้เคียงร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของงานได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 5 เมษายน 2569 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dft.go.th, Facebook: กรมการค้าต่างประเทศ DFT และสายด่วน 1385 DFT Call Center

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752440/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3k_1HJ2n-CDRdnR7pgdEBp

  • ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    “นิด้าโพล” เผย ปชช.ส่วนใหญ่ความเห็นเอกฉันท์ ไม่มั่นใจ รมต.มืออาชีพ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้ 46.87% ไม่เห็นใจความพยายาม “รัฐบาลอนุทิน”

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ จากการสำรวจเมื่อถามถึง

    ความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤติพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ 

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ 

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ 
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย 
    • รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ 
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ 
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก 
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤติพลังงาน และเศรษฐกิจในปัจจุบัน พบว่า

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ‘นิด้าโพล’ เผย ปชช.ไม่มั่นใจ ‘รมต.มืออาชีพ’ แก้วิกฤติพลังงาน-เศรษฐกิจได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1228336&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WtI9L19j80EYuQXK8OqW4

  • รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน” | TOPNEWS

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน” | TOPNEWS

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน”

    • เผยแพร่ : 05/04/2026 10:33

    รัสเซียงัด “ทองคำ” ต่อชีวิตเศรษฐกิจ ใช้เป็นสะพานสภาพคล่อง หนี “กับดักเงินหยวน”

    #topnewstv #รัสเซีย #ทองคำ

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1537901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08mhy5jDGs_xR5pcj0UOQR

  • ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    ช็อกกลางดึก! ปตท.-บางจาก ประกาศราคาใหม่ ดีเซลพรีเมียม ทะลุลิตรละ 70 บาท | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ปั๊มปตท. และปั๊มบางจาก ประกาศปรับราคาขายปลีกน้ำมัน กลุ่มดีเซลทุกชนิด เพิ่มขึ้น 2.80 บาทต่อลิตร เว้นพรีเมียมดีเซล ปตท.เพิ่มขึ้น 6.50 บาทต่อลิตร ส่วนบางจากเพิ่มขึ้น 4.80 บาท ส่วนน้ำมันชนิดอื่นคงเดิม มีผล 5 เม.ย. 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป โดยราคาขายปลีกจะเป็นดังนี้ เบนซิน = 52.54 บาท, GSH95 = 43.95 บาท, E20 = 38.95 บาท, E85 = 34.89 บาท, GSH91 = 43.58 บาท

    พรีเมี่ยม GSH95 = 53.04 บาท ดีเซล B7 = 50.54 บาท, HSD B20 = 45.54 บาท, พรีเมียมดีเซล ปตท. = 70.44 บาท ไฮพรีเมียม ดีเซล บางจาก ราคา 70.94 บาทต่อลิตร โดยราคาขายปลีกข้างต้นยังไม่รวมภาษีบำรุงกรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752317/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18hTDasaer-kqh9V3KATna