Blog

  • “ตำรวจ” รวบ “สาวฟิลิปปินส์” แก๊งแสกมเมอร์ หลอกลงทุน สูญกว่า 5 ล้าน

    “ตำรวจ” รวบ “สาวฟิลิปปินส์” แก๊งแสกมเมอร์ หลอกลงทุน สูญกว่า 5 ล้าน

    สืบสวนท่องเที่ยว ร่วม สืบสวน ตม.รวบสาวฟิลิปปินส์ ตัวการใหญ่แก็งค์แสกมเมอร์  พบทำหน้าที่โอนเงินลำดับ 3 วงเงินหมุนเวียนหลายล้านบาทและมีคนไทยถูกหลอกอื้อเมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 5 เม.ย.2569 พล.ต.ท.ศักดิ์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.วัชรธร ธีรเมทถิรชญาภา สว.กก.1 บก.ทท.2 , พ.ต.ท.กฤตพร แสงสุระ สว.กก.สืบสวน บช.ทท. และ พ.ต.ท.คหัฐ บุตรเวียงพันธ์ สว.(สอบสวน) กก.สืบสวน บก.ตม.4 และนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนร่วม บช.ทท.,ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่นและ บก.ตม.4 นำหมายจับของศาล จ.ร้อยเอ็ด เข้าทำการจับกุม น.ส.จิน่า อันดูยาน โรมาโน (MS. GINA ANDUYAN ROMANO) ชาวฟิลิปปินส์  ขณะหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องพักแห่งหนึ่ง ที่เขตพญาไท กรุงเทพฯ ก่อนควบคุมตัวมาทำการสอบสวนที่ตำรวจท่องเที่ยวขอนแก่น

    พ.ต.ท.วัชรธร กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้เน้นย้ำนโยบายการสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่แฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยวเข้ามากระทำความผิดภายในประเทศไทยและหลบซ่อนตัวจากการกระทำความผิดต่างๆ ชุดสืบสวนตรวจสอบพบว่ามีขบวนการหลอกลงทุนออนไลน์ในพื้นที่ภาคอีสาน โดยได้ทำการสืบสวนสอบสวนไล่ล่าเครือข่ายหลอกลงทุนคลิปโต จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วหลายราย หลังพบมีผู้เสียหายสูญเงินรวมกว่า 5 ล้านบาท      

    “ประมาณกลางปี 2568 คนร้ายได้ส่งลิงก์เว็บไซต์ bitazzathe.com ชักชวนผู้เสียหายผ่านทางเฟสบุ๊คให้ลงทุน โดยอ้างว่าเป็นการเทรดหุ้นผ่านสกุลเงินดิจิทัล USDT พร้อมสอนวิธีลงทุนอย่างใกล้ชิด ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินหลายครั้ง ก่อนจะรู้ตัวว่าเป็นกลโกง สูญเงินรวมกว่า 5,000,000 บาท ซึ่ง สภ.เมืองร้อยเอ็ด ได้สืบสวนขยายผลรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ ผู้ต้องหาในคดี รวม 16 ราย โดยเป็น หมายจับครอบคลุมผู้ต้องหาทั้งขบวนการ ตั้งแต่ผู้ชักชวน ผู้ดูแลระบบ ไปจนถึงบัญชีม้าและผู้รับโอนเงินหลายชั้น และพบว่า น.ส.จิน่า สัญชาติฟิลิปปินส์ ทำหน้าที่เป็น ผู้รับโอนเงินลำดับที่ 3 ยังหลบหนีอยู่ในประเทศไทย”

    พ.ต.ท.วัชรธร กล่าวต่อว่า จึงได้บูรณาการวางแผนสืบสวนติดตามร่วมกันทั้ง บช.ทท. และ สตม. โดยเริ่มสืบสวนจากข้อมูลการเดินทาง และ พฤติการใช้ชีวิตทางโซเชียลมีเดียประกอบกัน จนทราบแน่ชัดว่า ผู้ต้องหาได้มาหลบหนีกบดานอยู่บริเวณ ห้องพัก ในเขตพญาไท กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ได้เฝ้าจุดจนเป็นที่แน่ชัดว่าใช่เป้าหมายที่ติดตาม จึงสนธิกำลังกัน เข้าตรวจสอบ พบผู้ต้องหา รายดังกล่าวขณะพักอาศัยอยู่ในห้องดังกล่าว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหา และจับกุมดำเนินคดี นำส่ง สภ.เมืองร้อยเอ็ด ดำเนินคดีตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามหากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิดโดย คนต่างด้าวที่อาจจะส่งผลกระทบ ต่อการท่องเที่ยว และอาจเป็นภัยความมั่นคง กรุณา แจ้ง สายด่วน 1155 , 1178 ได้ตลอด 24 ชม.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/139470&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-JWgkfUv8LfDZ6aCQGxL

  • เอ๊ะยังไง!? นิด้าโพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจฝีมือ 3 รมต.มืออาชีพ

    เอ๊ะยังไง!? นิด้าโพลชี้ประชาชนไม่มั่นใจฝีมือ 3 รมต.มืออาชีพ

    5 เมษายน 2569  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
    ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/975223/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOEmUU5ub5vJV63FKdLdA

  • สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2

    สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2

    5 Apr 69

    สพป.เชียงใหม่ เขต 2 จัดพิธีต้อนรับ “ผอ.เรืองยศ ปันศิริ” เข้ารับตำแหน่ง ผอ.สพป.เชียงใหม่ เขต 2 อย่างเป็นทางการ

    วันที่ 3 เมษายน 2569 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 จัดงานต้อนรับ นายเรืองยศ ปันศิริ เนื่องในโอกาสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 ในโอกาสนี้ ได้ฤกษ์งามยามดีในการเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักงาน เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ จากนั้นได้มีการรับช่อดอกไม้แสดงความยินดีจากผู้บริหารการศึกษา แขกผู้มีเกียรติ และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพป.เชียงใหม่ เขต 2 ที่มาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่งและอบอุ่นบรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น สะท้อนถึงความร่วมมือและความพร้อมในการขับเคลื่อนการศึกษาของ สพป.เชียงใหม่ เขต 2 ให้ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/chiangmai/3911799/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GdJe2WRcHj_YpHa1M_Wtk

  • เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’  นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

    เปิด 5 ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ‘อนุทิน2’ นายกฯนำแถลงนโยบายต่อสภาฯ 9 เม.ย.นี้

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนที่จะเข้าบริหารประเทศแบบมีอำนาจเต็มตามขั้นตอนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยในส่วนของนโยบายด้านเศรษฐกิจมีสาระสำคัญดังนี้

    ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญได้แก่ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การจัดทำมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหากรณีข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตยของ ประเทศ การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น การสร้างความปลอดภัยและ การสื่อสารเชิงรุกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว การแก้ปัญหาคอขวดเพื่อกระตุ้น การลงทุนจากภาคเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    การเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่ ที่มีศักยภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร การยกเลิกมูลค่าขั้นต่ำและเก็บอากรสินค้านำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับสินค้าที่ผลิตในประเทศ

    การผลักดันให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organization for Economic Co-operation and Development : OECD) เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ การประกาศให้ไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายใน ปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศได้เร็วขึ้น

    ที่ผ่านมารัฐบาลสามารถพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ติดหล่มให้กลับมาขยายตัวสูงขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี 2568  ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว

    สถานการณ์ตะวันออกกลางดันราคาพลังงานพุ่ง

    อย่างไรก็ดี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงอันเป็นผลจากสถานการณ์ ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ทำให้การผลิต การขนส่งน้ำมันดิบและ ก๊าซธรรมชาติของโลกอยู่ในภาวะชะงักงัน ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลง สวนทางกับความต้องการ ทำให้เกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และราคาพลังงานโดยมีแนวโน้มที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย และสถานการณ์นี้ไม่อาจ คาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดและในทิศทางใด

    ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหาร จัดการสถานการณ์เพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับพี่น้องคนไทยผ่านกลไกของรัฐที่มีอยู่ภายใต้อำนาจ และหน้าที่ของรัฐบาลรักษาการ อาทิ การยกระดับบริการกงสุลเพื่อคุ้มครองดูแลคนไทยใน ต่างประเทศการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอกับความต้องการใช้ของประเทศ

    จับตาผลกระทบปัจจัยผลิตด้านการเกษตร

    การบริหารจัดการ ปัจจัยการผลิตที่สำคัญทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งโดยเฉพาะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตที่มีต้นทุนผูกพันกับราคาพลังงาน อาทิ ปุ๋ยเคมี สารเคมีอุตสาหกรรม และวัตถุดิบปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรต้องแบกภาระต้นทุน ที่เพิ่มสูงขึ้นจนกระทบต่อความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศ

    ย้ำต้องดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน

    การบริหารสถานการณ์ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดปริมาณ การนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มความต้องการสินค้าและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย รวมทั้งการดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน ในหน่วยงานภาครัฐ

    5 ยุทธศาสตร์ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

    ทั้งนี้เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกรัฐบาลนำเสนอ 5 ยุทธศาสตร์หลักที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางและสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนี้

    1. การสร้างโอกาสและเติบโตอย่างเท่าเทียม (Inclusive Growth) รัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก” โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และผู้มีรายได้น้อย ผ่านการแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลางและใช้ฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงกันทุกภาคส่วนเพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ พร้อมทั้งลดภาระค่าครองชีพ เช่น ค่าน้ำดื่มสะอาดและค่าพลังงาน นอกจากนี้จะต่อยอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลและ AI รวมถึงการให้แต้มต่อ SMEs ไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และผลักดันกฎหมาย “ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน” เพื่อกระจายอำนาจการคลังสู่ท้องถิ่น,

    2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีอนาคต รัฐบาลจะสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” โดยเน้นอุตสาหกรรมดิจิทัล, AI, หุ่นยนต์, เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานสะอาด ยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมเพื่อพัฒนา Deep Tech และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ พร้อมจัดตั้งกองทุน Matching Fund เพื่อบ่มเพาะ Start-up ไทยสู่ระดับโลก และยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้โปร่งใส เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับธุรกิจทุกขนาด

    3. การค้าเชิงรุก “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก” มุ่งสร้างพันธมิตรการค้าผ่าน “ทีมประเทศไทย” เพื่อเปิดตลาดใหม่และยกระดับการค้าเสรี (FTA), โดยจะเข้มงวดกับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพ และจัดการปัญหานอมินีอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้ไทยมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    4. การเกษตรแม่นยำ  โดยเปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมสู่ “เกษตรแม่นยำ” โดยใช้ AI และ Big Data ในการวางแผนการผลิตและพยากรณ์อากาศ สนับสนุนเกษตรกรผ่านโครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” สำหรับการจัดซื้อปัจจัยการผลิตคุณภาพสูง พร้อมผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และส่งเสริมการผลิตปุ๋ยในประเทศเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุน

    และ 5. การท่องเที่ยวคุณค่าสูงและจุดหมายปลายทางระดับโลก โดยปรับโครงสร้างโดยใช้การทูตวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) นำภารกิจท่องเที่ยวไปเชื่อมโยงกับงานด้านวัฒนธรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ผลักดันไทยเป็นจุดหมายการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยมุ่งเน้นกลุ่มท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และรองรับกลุ่ม Digital Nomad ที่ทำงานจากที่ไหนก็ได้, พร้อมยกระดับความปลอดภัยด้วยการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดและจัดให้มีระบบประกันภัย/สุขภาพภาคบังคับสำหรับนักท่องเที่ยว

    โดยนโยบายทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินงานที่ต่อยอดจากมาตรการเร่งด่วน (Quick Big Win) ที่ได้ทำไปแล้ว เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นสมาชิก OECD และการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมั่นคงในเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V-WwVmAsxhQRpVvH4kOAl

  • นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    นิด้าโพล เผย ผลสำรวจความเห็นประชาชนต่อความเชื่อมั่นในการทำงานของ 3 รัฐมนตรี และความเห็นใจต่อรัฐบาล อนุทิน พบประชาชนส่วนใหญ่ไม่มั่นใจการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน-เศรษฐกิจ

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ
เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ เอาอยู่หรือไม่” 

    โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ 

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก(Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    
1. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตัวอย่าง ร้อยละ 33.89 ระบุว่า
ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 14.35
ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย รองลงมา ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก และร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน พบว่า

    ตัวอย่าง ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    นิด้าโพล เผย ประชาชนเกือบครึ่งไม่เห็นใจ ครม.อนุทิน2 แก้วิกฤตพลังงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/740466&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tBcBmi-VaQDh_SeLgJ3tA

  • นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ 3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    วันนี้ (5 เม.ย.2569) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล“ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “รัฐมนตรีมืออาชีพ… เอาอยู่หรือไม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 31 มี.ค.-1 เม.ย.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความพยายามของรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    ภาพประกอบข่าว นิด้าโพล เผย ปชช.ไม่มั่นใจ  3 รมต.เศรษฐกิจพาไทยผ่าวิกฤตพลังงานได้

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงความมั่นใจของประชาชนต่อรัฐมนตรีคนนอก 3 ท่าน ในการนำพาประเทศผ่านวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ พบว่า

    1.นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ

    • ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 29.54 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 22.82 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 16.03 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     2.นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์

    • ร้อยละ 33.89 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 28.70 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 21.91 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.35 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     3.นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง

    • ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ไม่มั่นใจเลย
    • ร้อยละ 37.10 ระบุว่า ไม่ค่อยมั่นใจ
    • ร้อยละ 14.12 ระบุว่า ค่อนข้างมั่นใจ
    • ร้อยละ 7.10 ระบุว่า มั่นใจมาก
    • ร้อยละ 1.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

     เมื่อถามถึงความเห็นใจของประชาชนต่อรัฐบาลนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในความพยายามแก้ไขวิกฤตพลังงาน และเศรษฐกิจ ในปัจจุบัน

    • ร้อยละ 46.87 ระบุว่า ไม่เห็นใจเลย
    • ร้อยละ 23.59 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นใจ
    • ร้อยละ 19.39 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นใจ
    • ร้อยละ 9.77 ระบุว่า เห็นใจมาก
    • ร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

     อ่านข่าว:

    5 ชาติ EU ชงเก็บ “ภาษีลาภลอย” จาก บ.พลังงาน รับมือราคาน้ำมันพุ่ง

    “ศุภจี” สั่งคุมราคา“ซอส-น้ำดื่ม-เม็ดพลาสติก” เป็นสินค้าควบคุม 1 ปี ป้องฉวยโอกาสขึ้นราคา

    “คาลเท็กซ์-บางจาก” ยืนยันภาครัฐตรวจสอบคลังน้ำมันไม่พบผิดปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/content/504284&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LTkBuaImovHu3isMJbI6w

  • “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น ช่วยสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจชุมชน

    “กรมประมง” ปลื้ม “กุ้งก้ามกราม” เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น กลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ-รายได้ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน

    วันที่ 5 เมษายน 2569 มีรายงานว่า ภารกิจปล่อย “กุ้งก้ามกราม” ของกรมประมง ช่วยพลิกฟื้นวิถีชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง  หลังชาวประมงจับกุ้งก้ามกรามได้ปริมาณมาก สร้างรายได้ถึงหลักหมื่นต่อคืน ตอกย้ำความสำเร็จของโครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ที่กรมประมงได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น เพื่อร่วมกันฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรกุ้งก้ามกราม ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นคลังอาหารที่มั่นคง ต่อยอดสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Fisheries Connect For Sustainability

    ทางด้าน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เผยว่า กุ้งก้ามกรามเขื่อนอุบลรัตน์ นับเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น ด้วยรสชาติดีและเป็นที่ต้องการของตลาด กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดขอนแก่น กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด จึงได้ดำเนินการผลิตและปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกรามลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์และแหล่งน้ำโดยรอบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2524 ปีละกว่า 3–5 ล้านตัว ภายใต้โครงการเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และได้มีการติดตามและประเมินผลการนำไปใช้ประโยชน์อย่างใกล้ชิด  โดยปรากฏว่าสามารถเพิ่มผลผลิตได้เฉลี่ยถึงปีละกว่า 2,000 กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี 

    สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมา ได้ปล่อยกุ้งก้ามกรามลงเขื่อนอุบลรัตน์มากกว่า 4 ล้านตัว และปล่อยลงสู่แม่น้ำพองอีกประมาณ 1 ล้านตัว ส่งผลให้ทรัพยากรฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ชาวประมงในพื้นที่โดยเฉพาะอำเภออุบลรัตน์ สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณลำน้ำพอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของภารกิจการผลิตและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง ที่มุ่งฟื้นฟูทรัพยากร เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้กับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม 

    ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่และสอบถามชาวประมง ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2569 พบว่าสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่บริเวณบ้านห้วยทราย ไปจนถึงฝายหนองหวาย ครอบคลุมระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร มีชาวประมงราว 20 ราย โดยบางรายสามารถจับกุ้งได้สูงสุดถึง 30 กิโลกรัมต่อคืน สร้างรายได้มากกว่า 20,000 บาท  ขณะที่ภาพรวมมีผลจับรวมกว่า 150 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 บาท  

    ทางด้าน นายบุญมี ทองโพธิ์ อายุ 73 ปี หนึ่งในตัวแทนชาวประมงในชุมชนรอบอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทางกรมประมงอย่างมากที่ได้นำกุ้งก้ามกรามมาปล่อยต่อเนื่อง ทำให้พวกผมได้มีอยู่ มีกิน มีเงินให้ลูกหลานได้ไปโรงเรียน ถ้ากรมประมงไม่เอากุ้งมาปล่อย ผมก็ไม่รู้ว่าจะได้มีกินมีใช้แบบนี้ไหม ซึ่งสอดคล้องกับชาวประมงในพื้นที่รายอื่น ๆ ได้ยืนยันตรงกันว่า สามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จริง และมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

    สำหรับกุ้งก้ามกรามที่พบในแหล่งน้ำจืดส่วนใหญ่นั้น มีที่มาจากการเพาะพันธุ์ของกรมประมงและปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากวงจรชีวิตของกุ้งก้ามกรามในระยะตัวอ่อนจำเป็นต้องอาศัยน้ำกร่อย ก่อนจะกลับมาเติบโตในน้ำจืด 

    ดังนั้น การที่ชาวประมงสามารถจับกุ้งก้ามกรามได้จำนวนมากในครั้งนี้ จึงเป็นผลจากการดำเนินงานของกรมประมง ที่ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และองค์กรท้องถิ่น ในการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน  ตลอดจนปลูกจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพื่อให้มีผลผลิตที่ยั่งยืนสามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว 

    นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้และการสร้างอาชีพให้กับชุมชนรอบเขื่อนอุบลรัตน์  โดยได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสร้างโรงเพาะกุ้งก้ามกรามเพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยง และส่งเสริมอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อเพิ่มผลผลิตกุ้งก้ามกรามรองรับความต้องการใช้ประโยชน์ของชาวประมงและชุมชนโดยรอบเขื่อนที่มีกว่า 2,000 ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการใช้เทคโนโลยีในการผลิต รวมถึงติดตามและประเมินผลการปล่อยกุ้งก้ามกรามในอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม ขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรกุ้งก้ามกราม เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ในระยะยาว โดยทำการประมงอย่างถูกวิธี ไม่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการจับลูกกุ้งที่มีขนาดเล็ก เพื่อเปิดโอกาสให้กุ้งเจริญเติบโตและเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เชื่อมั่นว่าเขื่อนอุบลรัตน์จะเป็นคลังอาหารสำคัญที่สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/agriculture/agricultural-policy/2924789&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_k_M1FkMJUlvRm9VYrf-l

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 5 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 5 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 5 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 5 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 5/4/2569 เวลา 09.00 น. มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันนี้ 5 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.25 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 70.44 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 53.04 บาท/ลิตร

    s__29974702

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 57.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 35.69 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร

    721116

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” วันนี้ 5 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 47.24 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 67.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 4 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 47.74 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 66.14 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949212/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jqj7O1EI8XvXjBOcRYewe

  • ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    ผลสำรวจ ชี้! คนไทย ให้ความสำคัญดีไซน์-ความปลอดภัยรถยนต์มากที่สุด

    บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทที่ปรึกษา และวิจัยการตลาดชั้นนำ เปิดเผยผลการศึกษาวิจัย “ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠ ซึ่งเป็นการวิจัยเรื่องนี้ครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ อาทิ ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์ ฯลฯ. หรือที่เรียกว่า “ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์” ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิดความภักดีในใจของลูกค้า

    ซึ่งจะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย การศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น

    ซึ่งเริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์

    โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ 5) ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 6) การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 7) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 8) ระบบเสียง และความบันเทิง สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 9) แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ผลการศึกษาวิจัย ประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย” หรือ “Product Customer Experience Index (Product CXI) Study℠” ในครั้งนี้เราพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน) Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม

    รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด

    ส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 1) แบตเตอรี่ และการชาร์จ 2) พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 3) ระบบเสียง และความบันเทิง

    ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 1) ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 2) ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3) ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น 

    ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า

    “ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร”

    ที่สำคัญยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive(รู้สึกเฉย ๆ) และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด

    นายศิรส ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 1) การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 2) ระบบความปลอดภัย 3) ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 4) สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่

    สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272555&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NryB6ZCAp99jpUZWAxsG7

  • ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ‘ซัน ก้องภพ’ ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สุดน่าประทับใจของวงการบันเทิงไทย เมื่อ “ซัน ก้องภพ บรรณทอง” นักแสดงหนุ่มดาวรุ่งช่อง 7HD ประสบความสำเร็จด้านการศึกษา คว้าประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ประจำปีการศึกษา 2568 จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์ จังหวัดนนทบุรี

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    บรรยากาศในวันสำคัญเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม โดยมีครอบครัว “บรรณทอง” ทั้งคุณพ่อคุณแม่และญาติ ๆ เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างพร้อมหน้า รวมถึงคนในวงการบันเทิงอย่าง อมีนา พินิจ และ มนัสณันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ที่เคยร่วมงานกัน ก็ไม่พลาดมาร่วมยินดีในความสำเร็จครั้งนี้

    นอกจากนี้ ยังมีเพื่อนพี่น้องในวงการ รวมถึงแฟนคลับที่คอยสนับสนุนกันอย่างเหนียวแน่น และอีกหนึ่งโมเมนต์น่ารักจาก สมชาย พี่ชายคนสนิท ที่ถือช่อดอกไม้มาร่วมแสดงความยินดี สร้างบรรยากาศสุดประทับใจ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ด้าน “ซัน ก้องภพ” ได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในชีวิต แม้ช่วงโค้งสุดท้ายของการเรียนจะต้องรับมือกับหลายบทบาท ทั้งงานแสดง งานเพลง โปรเจกต์ต่าง ๆ และการฝึกงาน แต่เจ้าตัวก็ทุ่มเทเต็มที่เพื่อให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

    พร้อมกันนี้ยังเผยถึงแผนในอนาคตว่า เตรียมก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) เพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาตัวเองในเส้นทางวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง

    การจบการศึกษาครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นความสำเร็จส่วนตัวของ “ซัน ก้องภพ” แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของนักแสดงรุ่นใหม่ที่สามารถบาลานซ์ทั้งการเรียนและงานในวงการได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นอีกหนึ่งไอดอลของเยาวชนยุคใหม่

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    “ซัน-ก้องภพ” นักแสดงดาวรุ่งจาก TSM Management จบการศึกษา ปวส. อย่างภาคภูมิ พร้อมเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ควบคู่กับเส้นทางในวงการบันเทิงที่กำลังเติบโต

    #ซันก้องภพ #TSMManagement #ดาราเรียนจบ #ข่าวบันเทิง #นักแสดงดาวรุ่ง #เรียนต่อ

    'ซัน ก้องภพ' ปังไม่หยุด! จบ ปวส. สุดชื่นมื่น ลุยต่อมหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/615457&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tOB3mQ1E4LH-jE_gerFN7