Blog

  • เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    เศรษฐกิจสงกรานต์ซบเซา? ผลโพลชี้คนไทยปรับแผนงดฉลอง ประหยัดงบ เซ่นพิษน้ำมันแพง

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.45 น.

    5 เมษายน 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,272 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม – 3 เมษายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า จากสถานการณ์ของแพงกลุ่มตัวอย่างรู้สึกว่ามีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว ร้อยละ 61.32 และวิกฤตราคาน้ำมันในขณะนี้ส่งผลให้เดือดร้อนมาก ร้อยละ 46.70 สำหรับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์ คือ ราคาน้ำมัน ร้อยละ 55.66

    โดยมีการปรับแผนการใช้ชีวิตในช่วงสงกรานต์ด้วยการงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย ร้อยละ 51.42 ในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้กลุ่มตัวอย่างเตรียมนำเงินออมออกมาใช้มากที่สุด ร้อยละ 47.41 คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 8,935.74 บาท ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างอยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงสงกรานต์ ร้อยละ 75.94

    ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า จากผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนเริ่มแบกรับค่าครองชีพไม่ไหวจำเป็นต้องนำเงินออมมาใช้ในช่วงสงกรานต์ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง สถานการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียง“ของแพงช่วงเทศกาล” แต่เป็นบททดสอบสำคัญของรัฐในการรักษาสมดุลด้านเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชนในระยะต่อไป

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรศักดิ์ มั่นศิลป์ ประธานหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองสรุปวิเคราะห์ผลโพล : “สงกรานต์ 2569 กับวิกฤตพลังงานและค่าครองชีพ”มหาวิทยาลัยสวนดุสิต อธิบายว่าจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลชี้ให้เห็นว่าประชาชนมีความกังวลเรื่องของแพงจนกระทบต่อค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นจนเริ่มรับไม่ไหว และยังเดือดร้อนอย่างมากจากวิกฤตราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ผลโพลยังสะท้อนให้เห็นว่าค่าน้ำมันแพงมีผลต่อการตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมสงกรานต์โดยประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าจะงดกิจกรรมรื่นเริงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายซึ่งหากเป็นไปตามผลโพลก็อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมเพราะตามปกติช่วงเทศกาลสงกรานต์ถือเป็นช่วงที่ประชาชนจับจ่ายใช้สอยอย่างเต็มที่แหล่งเงินที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำมาใช้จ่ายในช่วงวันหยุดสงกรานต์นี้คือเงินออม โดยผลโพลคาดว่าจะใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ8,935.74 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจพอช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง

    ท้ายที่สุดการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและช่วยเหลือราคาน้ำมันเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการความคาดหวังจึงตกไปอยู่ที่รัฐบาลว่าจะออกมาตรการต่าง ๆที่สามารถสนองความต้องการของประชาชนในเรื่องนี้ได้เพียงใด

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/956941&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36JKcG9CSzGQ3HVi4ql7yv

  • บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน – เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน – เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    ชื่อของ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งจากแวดวงธุรกิจ และราชการ ด้วยเป็นคนเก่งมากประสบการณ์ เป็นหนึ่งในชื่อ “รมต.คนนอก” ที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยการันตีมาด้วยตัวเองว่าเป็น “มืออาชีพ” ที่สามารถไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญทั้ง รมว.คลัง และเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลได้อย่างไม่มีข้อกังขา

    ที่ผ่านมาในการทำงานสมัยรัฐบาลอนุทิน 1 แม้จะเป็นเวลาสั้นๆแค่ 4 เดือน แต่การทำงานของเอกนิติถือว่าได้เกรด A ทั้งการทำแผนการคลังระยะปานกลางฉบับใหม่ ที่ช่วยให้ไทยไม่ถูก S&P Global Ratings ปรับลดมุมมอง (outlook)ที่มีต่อเศรษฐกิจไทยลงสู่เชิงลบ (Negative) การผลักดันโครงการคนละครึ่งพลัส และการขับเคลื่อนการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ผ่านกลไก Thailand fast pass ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นมีส่วนเสริมให้รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเข้ามาอย่างถล่มทลาย

    อย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่การทำงานในช่วงรัฐบาล “อนุทิน2” บททดสอบที่มีต่อรัฐบาล รวมทั้งคนที่มีตำแหน่งสำคัญอย่างเอกนิติในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นบททดสอบที่หนักหน่วงมากกว่าเดิม เมื่อเกิดวิกฤติราคาน้ำมันจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง

    ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันในประเทศไทยปรับขึ้นมากกว่า 30% โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับขึ้นจาก 29.94 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่เกิน 50 บาทต่อลิตร หรือขึ้นมากว่า 60% ระดับราคาน้ำมันที่ขึ้นมามากขนาดนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนราคาพลังงานที่เกิดกับประชาชนทั่วไป ภาคการผลิต และค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

    นอกจากนั้นค่าครองชีพที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อที่กำลังจะขึ้นตามมาย่อมส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ล้วนแต่กลายเป็นความยากในการบริหารวิกฤติครั้งนี้ทั้งสิ้น

    เมื่อรวมกับมิติในการบริหารในรัฐบาลอนุทิน 2 เอกนิติถูกวางตัวให้ทำหน้าที่สำคัญในการพาประเทศฝ่า “วิกฤติพลังงาน” ครั้งนี้

    บททดสอบ ‘เอกนิติ’ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ฝ่าด่านวิกฤติพลังงาน - เดิมพันเสถียรภาพการคลัง

    ในการให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน นายกรัฐมนตรีได้บอกกับสื่อมวลชนว่าในคำสั่งการแต่งตั้งกรรมการในศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่จะมอบหมายให้เอกนิติมานั่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์ ศบก.แทนพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ที่ขอยุติการทำหน้าที่ ผอ.ศบก. นอกจากนี้ในการแบ่งงานจะมอบหมายให้เอกนิติเป็นรองนายกฯกำกับดูแลกระทรวงพลังงานแทนพิพัฒน์เช่นกัน

    การมานั่งตำแหน่งสูงสุดของศูนย์การบริหารสถานการณ์วิกฤติของประเทศถือเป็นบทบาทที่เปลี่ยนไปของเอกนิติที่จำเป็นต้องเปลี่ยนจากสายประนีประนอมและนักเจรจา มาเป็นบทบาทที่เด็ดขาด ในบางช่วงเวลาต้องกล้าทุบโต๊ะ เพื่อให้ปัญหาและข้อติดขัดต่างๆได้รับการคลี่คลาย และการบริหารงานต่างๆสามารถเดินหน้าไปได้ ซึ่งถือเป็นอีกบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในการแก้วิกฤติของประเทศเช่นกัน

    สิ่งสำคัญในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจคือการสื่อสารให้ประชาชนรับทราบอย่างชัดเจนว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ เมื่อวิกฤติพลังงาน ที่มีทั้งเรื่องของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่อาจจะปรับตัวสูงขึ้น ในภาวะที่วิกฤติลากยาวออกไป 

    ที่ผ่านมาในประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้กระทรวงการคลังลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเพื่อให้ราคาน้ำมันในประเทศลดลง ซึ่งเป็นวิธีที่หลายรัฐบาลเคยทำมาในอดีต ในเรื่องนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะส่งสัญญาณบอกกับสังคมว่า การหั่นรายได้จากการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะทำให้รายได้ของประเทศหายไปจำนวนมาก จนจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “วิกฤติซ้อนวิกฤติ” หรือจากวิกฤติพลังงานลามไปสู่วิกฤติการคลัง โดยเฉพาะในภาวะที่ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทย ใกล้จะแตะ 70% ของGDP เต็มที

    ในการรับมือวิกฤติครั้งนี้กระทรวงการคลังเลือกที่จะช่วยค้ำประกันหนี้ให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องการขยายเพดานกู้เงินจาก 4 หมื่นล้านบาท ไปเป็น 1.5 แสนล้านบาท

    แน่นอนว่าบทบาทในการสื่อสารเรื่องนี้ก็เป็นบทบาท และหน้าที่ของเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะต้องบอกกับสังคมให้ชัดว่า ทำไมในการสู้วิกฤติน้ำมันครั้งนี้ รัฐบาลต้องขอเก็บเครื่องมือในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันไว้เป็นเครื่องมือสุดท้ายไม่ได้นำมาใช้ทันทีเหมือนที่ผ่านมา 

    นอกจากนั้นในส่วนของมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน ที่ต้องเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม และช่วยเหลือแบบแม่นยำเฉพาะกลุ่มที่เดือดร้อนและเป็นกลุ่มเปราะบางจริงๆ ซึ่งต้องมีการชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ โดยเฉพาะการลดจำนวนผู้ได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ต้องช่วยคนที่สมควรช่วย แต่คนที่เคยได้ประโยชน์จากโครงการนี้มาแล้วถูกตัดสิทธิ์ก็คงมีจำนวนไม่น้อยที่จะแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลต้องเตรียมรับมือกระแสต่อต้านจากการปรับปรุงมาตรการที่กำลังจะเกิดขึ้นเช่นกัน

    บทบาทของเอกนิติในรัฐบาลอนุทิน 2 จึงเป็นบทบาทที่สำคัญมากขึ้น แต่จะต้องเผชิญกับบททดสอบที่หนักหน่วง รวมถึงความคาดหวังจากสังคมมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ตั้งความหวังให้วางนโยบายและบริหารเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต มาเป็นการตั้งความหวังให้พาเศรษฐกิจไทยพ้นหุบเหวจากวิกฤติ

    และต้องพาประเทศผ่านไปได้ในแบบที่บอบช้ำจากวิกฤติให้น้อยที่สุด โดยยังสามารถรักษาเสถียรภาพทางการคลังไว้ได้

    ..ถือเป็นบททดสอบสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และเดิมพันสำคัญที่ทีต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนจะมีต่อการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1228017&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cr-sUOh0_wpP1jpLykVMm

  • เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    เปิดโฉมอาณาจักรพันล้านปากแม่น้ำตาปี เจ้าของคลังน้ำมันปริศนาสุราษฎร์

    การสนธิกำลังครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 นำโดยระดับรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีช่วยกลาโหม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีรวม 6 จุดนั้น ได้สั่นคลอนอาณาจักรธุรกิจครอบครัวแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่สะสมความมั่งคั่งมานานหลายทศวรรษ

    ตัวเลขผิดปกติ จุดชนวนบุกตรวจ

    การสอบสวนครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ยอดขายน้ำมันที่ผิดสังเกต ของคลังน้ำมันแห่งหนึ่งริมปากแม่น้ำตาปี ซึ่งทำหน้าที่กระจายน้ำมันให้ผู้ค้ารายย่อยในภาคใต้ตอนบน มียอดขายดีเซลเดือนมีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 10 ล้านลิตร เทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่มีเพียง 4.8 ล้านลิตร คิดเป็นการเพิ่มขึ้นกว่า 100% ภายในเดือนเดียว

    ขณะที่ภาพรวมยอดจำหน่ายน้ำมันทั้งประเทศในช่วงเดียวกัน เพิ่มขึ้นเพียง 20% เท่านั้น

    อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาควบคู่กับยอดขายเบนซินที่เดินสวนทางกัน โดยเดือนมีนาคมกลับ ดิ่งลงฮวบ จาก 1.7 ล้านลิตร เหลือเพียง 4 แสนลิตร ภาพรวมของตัวเลขทั้งสองชนิดในเดือนเดียวกันจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือ ดีเซลถูกกักไว้ในช่วงที่รัฐคุมราคา แล้วระบายออกอย่างผิดปกติในเวลาต่อมา

    เปิดโครงสร้างธุรกิจครอบครัว ถือหุ้นกันทั้งตระกูล

    เบื้องหลังคลังน้ำมันที่ถูกตรวจสอบ คือกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มีโครงสร้างการถือหุ้นรวมศูนย์อย่างชัดเจน

    บริษัทแกนกลางมีสินทรัพย์รวมกว่า 2,000 ล้านบาท รายได้รวมในปี 2567 เกือบ 2,000 ล้านบาท โดยหัวหน้าครอบครัวถือหุ้นในบริษัทแกนกลางกว่า 90% และมีการลงทุนในบริษัทอื่นเกือบ 30 บริษัท

    ขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ถือหุ้นในสัดส่วนเล็กน้อย คนละ 1-2% แต่ต่างกระจายการลงทุนในบริษัทอื่นๆ ในเครือด้วยตนเองอีกคนละหลายสิบบริษัท ทำให้งตระกูลนี้มีอิทธิพลในธุรกิจภาคใต้ตอนบนอย่างกว้างขวาง

    โครงสร้างที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ มีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งถือหุ้นข้ามไปยังบริษัทแม่ ขณะที่บริษัทแม่ก็ถือหุ้นย้อนกลับ ลักษณะการถือหุ้นวนเวียนในครอบครัวแบบนี้ ทำให้อำนาจการควบคุมกิจการแทบทั้งหมดยังคงอยู่ในมือของตระกูลเดียว

    ธุรกิจครอบครัวแห่งนี้เติบโตจนกลายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 ที่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องมีการสำรองน้ำมันตามปริมาณการค้า และต้องมีปริมาณการค้าขั้นต่ำถึง 1 แสนเมตริกตันต่อปี หรือ 120 ล้านลิตร โดยจะได้รับสิทธิ์เปิดให้ซื้อน้ำมันสำเร็จรูปโดยตรงจากโรงกลั่นในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ แล้วจัดเก็บในคลังน้ำมันของตัวเอง และขนส่งด้วยเรือบรรทุกน้ำมันเพื่อจำหน่ายต่อ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจของกลุ่มนี้ควบคุมห่วงโซ่การกระจายน้ำมันในภาคใต้ตอนบนอย่างครบวงจร

    ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจตระกูลนี้นี้มี คลังน้ำมัน 4 แห่ง กระจายอยู่ในภาคใต้ 2 แห่ง ภาคเหนือ 1 แห่ง และภาคตะวันออกอีก 1 แห่ง ในจำนวนนี้เป็น คลังเขตปลอดอากร 2 แห่ง ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีและศุลกากร นอกจากนี้ยังมีสถานีบริการน้ำมันค้าปลีกในชื่อแบรนด์ของตัวเองกระจายอยู่ในสุราษฎร์ธานีและจังหวัดใกล้เคียงอีกด้วย

    จากปั๊มน้ำมัน ถึงเหมืองแร่ ปาล์มน้ำมัน และไฟฟ้า

    อาณาจักรครอบครัวนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ธุรกิจน้ำมัน แต่ขยายรากฐานออกไปครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม ดังนี้

    พลังงานครบวงจร ตั้งแต่ระดับคลังน้ำมันและผู้ค้าส่ง ไปจนถึงปั๊มน้ำมันปลีกกระจายอยู่ทั่วภาคใต้ตอนบน รวมถึงมีธุรกิจขนส่งทางทะเลและขนถ่ายสินค้ารองรับ

    เกษตรและพลังงานทดแทน มีสวนปาล์ม โรงงานผลิตน้ำมันปาล์ม และโรงไฟฟ้าชีวมวลที่เชื่อมห่วงโซ่อุปทานพลังงานทดแทนในภาคใต้

    เหมืองแร่ ประกอบกิจการเหมืองยิปซัม แอนไฮไดรต์ และมีบริษัทเหมืองแร่จดทะเบียนใหม่เพิ่งก่อตั้งในปี 2568 รวมถึงธุรกิจขายส่งแร่ธาตุและโลหะ

    อสังหาริมทรัพย์และบริการ มีอาคารสำนักงานให้เช่า และกิจการให้บริการฝึกอบรมธุรกิจ

    ค้าปลีก ลงทุนในธุรกิจร้านสะดวกซื้อแฟรนไชส์ชื่อดัง แม้จะมีผลประกอบการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง

    แม้บริษัทแกนกลางจะมีสินทรัพย์และรายได้ระดับพันล้าน แต่เมื่อสำรวจบริษัทในเครือที่สมาชิกครอบครัวถือหุ้นอยู่ พบว่ามีบริษัทหลายแห่งที่มี มูลค่าหุ้นติดลบ หรือขาดทุนสะสมหนัก โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกสะดวกซื้อ และธุรกิจจำหน่ายปุ๋ยเคมีที่มีมูลค่าหุ้นติดลบ

    นอกจากนี้ยังมีบริษัทในเครือแห่งหนึ่งที่อยู่ในสถานะ ล้มละลาย และอีกแห่งอยู่ระหว่าง ควบรวมกิจการ สะท้อนให้เห็นว่าการขยายธุรกิจอย่างกว้างขวางของครอบครัวนี้ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกสาขา

    แหล่งข่าวในกระบวนการยุติธรรมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง โดยหากพบมูลความผิดชัดเจน จะโอนคดีให้ DSI ดำเนินการตามกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษหนักกว่า และสำคัญที่สุดคือ เปิดทางให้ขยายผลไปสู่ มาตรการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เจ้าหน้าที่สามารถสาวไปถึงทรัพย์สิน บัญชีเงินฝาก และสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของทั้งครอบครัวได้

    สำหรับอาณาจักรที่ใช้เวลาสร้างมาหลายทศวรรษ และมีเครือข่ายธุรกิจกว่า 26 บริษัท การสอบสวนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของยอดขายน้ำมันที่ผิดปกติ แต่คือ การทดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของธุรกิจครอบครัวแห่งนี้ ว่าจะผ่านพ้นแรงกดดันของกฎหมายได้หรือไม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ev7twkb3pfHHAwSe7hWUD

  • ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก น้ำเกลือ อุปกรณ์ดับไฟ รับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 และปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก น้ำเกลือ อุปกรณ์ดับไฟ รับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 และปัญหาเศรษฐกิจ

    ‘จักรพล’ ลงพื้นที่เชียงใหม่ต่อเนื่องส่งมอบหน้ากาก KN 95 ของ อบจ.เชียงใหม่ น้ำเกลือล้างจมูก อุปกรณ์ดับไฟ พร้อมรับฟังเสียงสะท้อนปัญหา PM 2.5 ปัญหาเศรษฐกิจ และเล่าถึงความคืบหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาด

    จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีตผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เผยผ่านสื่อโซเชียลมีเดียว่า วันที่ 4 เมษายน 2569 ผมได้รับแจ้งจากทางเทศบาลตำบลลวงเหนือ อ.ดอยสะเก็ด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอำเภอที่ประกาศเป็นเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินครับว่า ต้องการการสนับสนุนหน้ากากให้กับกลุ่มเปราะบาง ซึ่งในพื้นที่มีผู้สูงอายุเยอะมาก

    ผมได้จัดหาหน้ากาก N95 และน้ำเกลือเพื่อใช้ทำความสะอาดจมูกจำนวนหนึ่ง และอุปกรณ์ดับไฟมามอบให้กับเทศบาลเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อไป อาจเป็นส่วนหนึ่งครับ ยังไงก็ไม่พอต่อความต้องการ แต่ขอให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมดูแลพ่อแม่พี่น้องและต่อสู้เพื่ออากาศสะอาดไปด้วยกันนะครับ

    ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ‘จักรพล ตั้งสุทธิธรรม’ ร่วมกับทีมของ สจ. นำหน้ากาก KN95 ของ อบจ.เชียงใหม่ มอบให้กับผู้แทนทั้ง 10 ตำบลของอำเภอสันกำแพง นอกจากนี้  ‘จักรพล ตั้งสุทธิธรรม’  ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .. ได้เล่าถึงกระบวนการการนำ พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วัน และได้รับฟังเสียงสะท้อนจากในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบปัญหา PM 2.5 อย่างไรบ้าง ทั้งต่อสุขภาพ การใช้ชีวิต รวมไปถึงการทำเกษตรกรรม ราคาพืชผล การจะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว ราคาด้านพลังงาน ประเด็น ธกส แหล่งน้ำ ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ ฯลฯ ทั้งนี้แต่ละตำบลจะเร่งนำแมสไปแจกจ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบางและกลุ่มผู้สูงอายุครับ

    จากนั้น จักรพล ตั้งสุทธิธรรม และทีม สจ. เดินหน้านำหน้ากาก KN 95 ของ อบจ.เชียงใหม่ ไปมอบให้ที่โรงพยาบาลส่งเสริมคุณภาพตำบล

    • บ้านป่าตาล

    • บ้านกอสะเลียม ต.บวกค้าง

    • บ้านต้นเปา ต.ต้นเปา อ.สันกำแพง

    ได้รับฟังเจ้าหน้าที่เล่าถึงปัญหาที่พบคือ หน้ากากยังคงขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อประชากรทั้งหมดครับ และกลุ่มเปราะบางอย่างสตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ผู้ป่วยโรคปอดหรือทางเดินหายใจ เป็นต้น เป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังมากเป็นพิเศษ วันนี้ก็ได้พบหลายท่านเลยครับที่มาพบแพทย์ เพื่อรักษาเกี่ยวกับทางเดินหายใจ และได้รับหน้ากากที่ทาง รพ.สต.จัดสรรให้กลับบ้านไป ช่วยกันคนละไม้คนละมือครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.voicetv.co.th/read/vuFJzfTzO&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15seYFHGFeyeZIo_uaqlv4

  • สื่อเมืองผู้ดีเผย ผู้ชาย 80% “ตั้งชื่อ” ให้อวัยวะเพศ เปิดลิสต์ชื่อฮิตๆ ทั้งขำทั้งทรงพลัง!

    สื่อเมืองผู้ดีเผย ผู้ชาย 80% “ตั้งชื่อ” ให้อวัยวะเพศ เปิดลิสต์ชื่อฮิตๆ ทั้งขำทั้งทรงพลัง!

    ผลสำรวจชี้ ผู้ชายกว่า 80% ตั้งชื่ออวัยวะเพศตัวเอง เหตุผลทางจิตวิทยาที่หลายคนไม่เคยรู้

    ผลสำรวจจากสหราชอาณาจักรเผยว่า ผู้ชายจำนวนมากมีพฤติกรรม “ตั้งชื่อให้อวัยวะเพศ” ของตัวเอง โดยจากจำนวนอวัยวะเพศชายราว 33 ล้านคนในประเทศ พบว่ากว่า 26 ล้านคน หรือประมาณ 80% เคยตั้งชื่อเฉพาะให้กับตัวเอง สะท้อนความสัมพันธ์ทางจิตใจและมุมมองต่อเรื่องเซ็กซ์ที่น่าสนใจ

    ผู้ชายอังกฤษนิยมตั้งชื่อมากที่สุด

    การศึกษาจาก The Urology Foundation ระบุว่า ผู้ชายในภูมิภาค นอร์ทเวสต์ของอังกฤษ (North West) มีแนวโน้มตั้งชื่อมากที่สุดถึง 86% ขณะที่กลุ่มใน อีสต์มิดแลนด์ (East Midlands), เวสต์มิดแลนด์ (West Midlands) และ ลอนดอน (London) ก็มีสัดส่วนสูงเช่นกัน

    ในขณะที่ประเทศอื่นอย่างสกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ และเวลส์ มีอัตราการตั้งชื่อลดลงเล็กน้อย อยู่ที่ประมาณ 72–73% แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมนี้พบได้ทั่วไป แต่มีความแตกต่างตามพื้นที่

    ชื่อยอดฮิต มีทั้งขำๆ และทรงพลัง

    จากข้อมูลในงานวิจัย พบว่าชื่อที่ผู้ชายตั้งให้กับอวัยวะเพศมีความหลากหลาย ตั้งแต่คำเรียกเล่นไปจนถึงชื่อที่สะท้อนภาพลักษณ์ของอำนาจและความมั่นใจ

    ชื่อเล่นหลายชื่อมีที่มาจากตำแหน่งหน้าที่ โดยผู้ชายมักเรียกอวัยวะเพศของตนเองว่า นายพล กัปตัน ทหาร หัวหน้า เจ้าชาย ดยุก และแชมป์

    • แนวล้อเลียน/คำเล่นคำ เช่น จอห์น โธมัส (John Thomas), โมปี้ ดิก (Mopey Dick)
    • แนวอำนาจ เช่น เดอะ เจเนอรัล (The General), เดอะ กัปตัน (The Captain), เดอะ บอส (The Boss), เดอะ ปรินซ์ (The Prince)
    • แนวพลัง/เครื่องจักร เช่น เดอะ ร็อกเก็ต (The Rocket), เดอะ เอนจิน (The Engine)
    • แนวน่ารัก/ลดความจริงจัง เช่น ลิตเติล แมน (Little Man), ลิตเติล บัดดี้ (Little Buddy)
    • แนวใหญ่/โดดเด่น เช่น บิ๊กเบน (Big Ben), ร็อดซิลล่า (Rodzilla)

    ชื่อเหล่านี้สะท้อนทั้งอารมณ์ขัน ความมั่นใจ และมุมมองต่อร่างกายของแต่ละคน

    ผู้หญิงก็มีการตั้งชื่อเช่นกัน

    ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้น งานวิจัยยังพบว่าผู้หญิงจำนวนมากก็มีการตั้งชื่อให้อวัยวะเพศเช่นกัน โดยมีทั้งคำเรียกแบบน่ารัก คำทั่วไป และคำทางกายวิภาค ตั้งแต่คำว่า noon, fanny และ fufu ไปจนถึง mini, vajajay และ box

    การศึกษาก่อนหน้านี้ยังชี้ว่า รูปแบบการตั้งชื่ออาจสะท้อนความมั่นใจทางเพศและทัศนคติต่อร่างกาย เช่น การใช้คำเด็กอาจเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เชิงลบ ขณะที่การใช้คำทางวิทยาศาสตร์อาจช่วยให้เปิดใจมากขึ้น

    ทำไมผู้ชายถึงตั้งชื่อ? คำอธิบายทางจิตวิทยา

    นักจิตบำบัด อธิบายว่า เหตุผลหนึ่งมาจากความรู้สึกว่าเรื่องอวัยวะเพศยังคงเป็นเรื่องต้องห้ามในสังคม หลายคนจึงไม่สบายใจที่จะใช้คำตรงๆ ทำให้เกิดการตั้งชื่อแทน

    นอกจากนี้ ชื่อที่เลือกยังสะท้อนความสัมพันธ์ของบุคคลกับร่างกายและเรื่องเซ็กซ์ เช่น การตั้งชื่อแบบขำๆ อาจเป็นการลดความกดดันหรือความคาดหวัง ขณะที่ชื่อแนวทรงพลังอาจสะท้อนความมั่นใจและภาพลักษณ์ของตนเอง

    อวัยวะเพศกับตัวตนของผู้ชาย

    ในเชิงจิตวิทยา มีหลักฐานว่าผู้ชายจำนวนมากให้ความสำคัญกับอวัยวะเพศในฐานะส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ความเป็นชาย ปัญหาที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะหย่อนสมรรถภาพ หรือหลั่งเร็ว อาจกระทบความมั่นใจและความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง

    ในบางกรณี การตั้งชื่ออาจเป็นวิธีหนึ่งในการลดความอึดอัด หรือปกปิดความไม่มั่นใจเกี่ยวกับร่างกาย

    มุมมองสุดท้าย: เรื่องขำๆ ที่สะท้อนความสัมพันธ์

    แม้ชื่อเหล่านี้อาจทำให้บางคนรู้สึกขำหรือแปลกใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นอันตราย และอาจสะท้อนความผูกพันกับร่างกายของตนเอง

    ในความสัมพันธ์ที่มีความยินยอมและความเข้าใจ การใช้ชื่อเล่นลักษณะนี้ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของความใกล้ชิด และช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้นได้

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882146/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ElwYWCgYWU60wd-NTKb6E

  • หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่  04/04/69 ตลาดผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลกและไทย

    หุ้นดาวโจนส์ ประจำวันที่ 04/04/69 ตลาดผันผวน จับตาเศรษฐกิจโลกและไทย

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/139444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17Bh-e9bTii_oWzL_RJJ8D

  • ‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

    ‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

    ‘หัวใจข้ามสายน้ำ’ เส้นทางการศึกษาของ ‘เด็กหลังขุนเขา’ ณ หมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพล

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

    เมื่อเรือเล็กออกจากฝั่ง

    เช้าตรู่เหนือผืนน้ำกว้างใหญ่ของเขื่อนภูมิพล จ.ตาก หมอกสีขาวบางเบาลอยคลออยู่เหนือผิวน้ำที่สงบนิ่ง ราวกับธรรมชาติกำลังห่มโลกไว้ด้วยผ้าบางๆ ความเงียบของเช้าถูกแทรกด้วยเสียงเครื่องยนต์ของเรือหางยาวที่กำลังติดเครื่อง เรือลำนั้นไม่ได้บรรทุกเพียงผู้โดยสาร แต่มันกำลังบรรทุก ความห่วงใยของครู  ที่กำลังออกเดินทางไปหาเด็กๆ ซึ่งอาศัยอยู่หลังแนวขุนเขาอันไกลโพ้น

    เส้นทางฝุ่นแดงหลังสายน้ำ

    ภารกิจเยี่ยมบ้านนักเรียนเชิงรุกครั้งนี้ นำโดย นายจิรกร ฐาวิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก พร้อมด้วย นายรัติน์พงษ์ สันตติภัค ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเงาวิทยาคม และคณะครู จากสันเขื่อนภูมิพล เรือหางยาวล่องผ่านผืนน้ำกว้างใหญ่นานกว่าหนึ่งชั่วโมง ปลายทางแรกคือ หมู่บ้านสันป่าปวย แต่การเดินทางยังไม่สิ้นสุด รถขับเคลื่อนสี่ล้อต้องไต่ผ่านทางดินแดงที่คดเคี้ยวกลางภูเขา ฝุ่นแดงของฤดูร้อนลอยฟุ้งกลางอากาศ บางเวลา เมฆฝนก่อตัวขึ้นเหนือแนวเขา แล้วโปรยสายฝนลงมาราวกับกำลังเต้นระบำกลางผืนป่า แสงแดดแผดจ้าสะท้อนผืนป่าในบางช่วง สลับกับความชุ่มเย็นของสายฝน ธรรมชาติเหมือนกำลังทดสอบหัวใจของผู้เดินทาง กว่าสองชั่วโมงบนเส้นทางลูกรัง ปลายทางที่เรามาถึงคือ บ้านหินลาดนาไฮ หมู่บ้านเล็กๆ ของชาวปะกาเกอะญอ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางหุบเขา ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าจากสายส่ง มีเพียงแสงไฟเล็กๆจากแผงโซลาร์เซลล์ และวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย บ้านไม้เรียบง่ายหลายหลัง มุงหลังคาด้วยใบตองตึง ตั้งเรียงรายอยู่ท่ามกลางภูเขาและป่าไม้

    “ฝากลูกด้วยนะครู”

    เมื่อคณะครูเดินทางมาถึง พ่อแม่ผู้ปกครองต่างออกมาต้อนรับ รอยยิ้มของพวกเขาเรียบง่ายเหมือนวิถีชีวิต จัดสำรับข้าวปลาอาหารต้อนรับ คณะผู้บริหารได้มอบถุงยังชีพจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก และโรงเรียนสามเงาวิทยาคม ข้าวสาร อาหารแห้ง และของใช้จำเป็น สิ่งของเหล่านั้นอาจดูเล็กน้อยสำหรับคนเมือง แต่สำหรับครอบครัวกลางภูเขา มันคือสัญญาณว่าโรงเรียนยังไม่เคยลืมพวกเขา

    แม่ของนักเรียนคนหนึ่ง พูดกับผู้บริหารและครู “ฝากลูกด้วยนะครู อยากให้เขาเรียนให้จบ จะได้มีงานดีๆทำ ชีวิตจะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่” ซึ่งคำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นราวกับคำฝากฝังทั้งชีวิต

    เด็กชายกับเรือหาปลา

    วันที่สองของการเดินทาง คณะครูนั่งเรือออกจากหมู่บ้านสันป่าป๋วย มุ่งหน้าไปยัง หมู่บ้านโสมงหมู่บ้านเล็กๆของผู้คนที่อพยพมาอยู่เหนือเขื่อน

    ที่นี่..ชีวิตผูกพันกับสายน้ำ ผู้ชายออกเรือหาปลา ผู้หญิงดูแลบ้านและทำเกษตร เด็กๆเติบโตมากับเรือ และเรียนรู้การหาปลาตั้งแต่ยังเล็ก ในหมู่บ้านแห่งนี้คณะครูได้พบกับเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

    นายเพชรทักษิณ พูลประเสริฐ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้ใช้เวลาว่างจากการเรียนออกเรือหาปลา ทีละตัว ทีละวัน เงินเล็กๆจากการขายปลา ถูกเก็บสะสมอย่างเงียบๆ จนกลายเป็นเงินก้อนสำหรับค่าเทอม เขากำลังจะเข้าเรียนต่อประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาวิชาไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก ค่าเทอม 10,300 บาท แม่ของเขาพูดด้วยแววตาภูมิใจ

    “แม่จ่ายแค่สามร้อยบาท ที่เหลือลูกขายปลาเก็บเงินจ่ายค่าเทอมเอง”

    คำพูดสั้นๆ แต่ทำเอา ผอ.จิรกร ฐาวิรัตน์ ผอ.และคณะครู ถึงกับตื้นตันใจในความวิริยะอุตสาหะของลูกศิษย์คนนี้

    การศึกษาที่ต้องเดินทาง

    ภารกิจครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก แนวคิดสำคัญของการศึกษาที่เชื่อมั่นว่า เด็กทุกคนควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าบ้านของเขาจะอยู่ใกล้เมือง หรือซ่อนตัวอยู่หลังขุนเขาอันห่างไกล สำหรับครูสามเงา การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการปฏิบัติหน้าที่ แต่มันคือการเดินทาง เพื่อไปบอกเด็กๆว่า ความฝันของพวกเขามีคนคอยดูแล

    เรื่องราวเล็กๆของหมู่บ้านเหนือเขื่อนภูมิพลนี้ สะท้อนความหมายของคำว่า “การศึกษา” ได้อย่างลึกซึ้ง ผืนน้ำกว้างใหญ่ของ เขื่อนภูมิพล เขื่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงพระราชทานกำเนิดไว้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน

    วันนี้ ผืนน้ำเดียวกันนั้น กำลังสะท้อนอีกภารกิจหนึ่งของสังคมไทย ภารกิจของการพาโอกาสทางการศึกษา เดินทางไปถึงเด็กทุกคน แม้บ้านของพวกเขาจะอยู่ไกลเพียงใดก็ตาม เพราะในเส้นทางของการศึกษา จะไม่มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ก้าวข้ามแนวคิดเก่า ปส. เสริมพลังครูไทย เข้าใจนิวเคลียร์อย่างถูกต้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/956899&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XevfUCBqfR88zqbKSC4I7

  • สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู จัดงานสัมมนากฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวไทยในพื้นที่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู จัดงานสัมมนากฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวไทยในพื้นที่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู จัดงานสัมมนากฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวไทยในพื้นที่

    สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู จัดงานสัมมนากฎหมายท้องถิ่น เพื่อให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่ชาวไทยในพื้นที่

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 เม.ย. 2569

    | 43 view

    เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๙ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู ได้จัดงานสัมมนาเรื่องกฎหมายท้องถิ่น ณ โรงแรม Mercure Chengdu Chunxi Taikoo Li โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนจากกรมความมั่นคงสาธารณะมณฑลเสฉวน สำนักงาน Guoli Notary Public Office และสำนักงานกฎหมาย Sichuan TOTA Law Firm ร่วมเป็นวิทยากร พร้อมด้วยชาวไทยในมณฑลเสฉวนเข้าร่วมทั้งภายในสถานที่และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนายเสก นพไธสง กงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตูเป็นประธานในพิธี

    ในการนี้ กงสุลใหญ่ฯ ได้กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีความรู้ความเข้าใจในกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยงจากปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และสามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่า “การทูตเพื่อประชาชน ทุกแห่งหนเราดูแล” ที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด

    การสัมมนาในครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นที่สำคัญหลายด้าน โดยผู้แทนจากกรมความมั่นคงสาธารณะมณฑลเสฉวนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองและการทำงานของชาวต่างชาติในประเทศจีน โดยเน้นย้ำว่า ชาวต่างชาติที่ประสงค์จะทำงานในจีนต้องมีใบอนุญาตทำงานและใบอนุญาตพำนักประเภททำงานอย่างถูกต้อง นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการฝึกงานต้องได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยและดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนด นอกจากนี้ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาและประสงค์จะทำงานต่อ จำเป็นต้องเปลี่ยนประเภทวีซ่าและใบอนุญาตพำนักให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายการทำงานโดยผิดกฎหมายและมีบทลงโทษ

    ด้าน Guoli Notary Public Office ได้บรรยายเกี่ยวกับกระบวนการด้านเอกสารทางกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอธิบายความแตกต่างระหว่างการรับรองเอกสาร (Notarization) และการรับรองกงสุล (Consular Authentication) รวมถึงขั้นตอนการรับรองเอกสารแบบสองชั้น (Double Authentication) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการใช้เอกสารข้ามประเทศ ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจและประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสมรสระหว่างไทย–จีน

    ขณะที่ Sichuan TOTA Law Firm ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับประเด็นทางกฎหมายในชีวิตประจำวันของชาวต่างชาติ อาทิ การเช่าที่พักอาศัยซึ่งควรตรวจสอบกรรมสิทธิ์และเงื่อนไขในสัญญาอย่างรอบคอบ การโอนเงินหรือแลกเปลี่ยนเงินตราข้ามประเทศที่ควรดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับระบบประกันสุขภาพและการใช้สิทธิรักษาพยาบาลในประเทศจีน

    ภายหลังการบรรยาย ได้มีการเปิดช่วงถาม–ตอบ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถสอบถามข้อสงสัยกับผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม

    ในช่วงปิดงาน กงสุลใหญ่ฯ ได้กล่าวขอบคุณวิทยากรจากทุกหน่วยงานที่ร่วมถ่ายทอดความรู้ที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนผู้เข้าร่วมทุกท่านที่ให้ความสนใจ โดยย้ำว่าสถานกงสุลใหญ่ฯ มุ่งมั่นในการดูแลคุ้มครองและให้บริการแก่คนไทยในเขตกงสุลอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนไทยมีความเข้มแข็ง สามารถดำเนินชีวิตในต่างประเทศได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎหมายของประเทศเจ้าบ้าน

    ทั้งนี้ งานสัมมนาดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างสถานกงสุลใหญ่ ณ นครเฉิงตู กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของจีน รวมถึงชุมชนไทยในพื้นที่ ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยในต่างแดนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/chengdu-170326%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c3060006843&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18mnK-cA1QY7kXpMt3VlyU

  • ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    ‘บางจาก’ รุกกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ดันรายได้เกษตรกร 2 ภูมิภาค

    บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ในภาคใต้  

    โดยบางจากจะนำมามอบให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569  เพื่อเป็นการรองรับผลผลิตพร้อมสร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกร  

    ซึ่งจะเป็นการดำเนินการผ่านถั่วสุขใจ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ถั่วลิสงและเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบผสมแครนเบอร์รี่ คัดสรรวัตถุดิบจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลิสง

    สำหรับสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ โดยการเติมน้ำมันบางจากผลิตภัณฑ์ใดก็ได้ทุกยอดการเติม รับถั่วสุขใจขนาด 30 กรัม จำนวน 1 ซอง ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 16 เมษายน 2569  ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากทั่วประเทศที่ร่วมรายการ

    ทั้งนี้การดำเนินการดังกล่าวนั้น เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคและร่วมสนับสนุนการสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย

    “บางจากฯ คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตของชุมชนและกลุ่มเกษตรกร มาเป็นของสมนาคุณลูกค้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชน ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลิตภัณฑ์และสินค้าคุณภาพให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง“

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33nBMW7KHpl9u-Cju-PRz3

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศปรับราคาน้ำมันดีเซลขึ้นอีก 2.80 บาทต่อลิตร ทำให้ราคาขายหน้าปั๊มพุ่งทะลุ 50.54 บาทต่อลิตร 

    เช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล B20 เพิ่มขึ้น 2.80 บาท/ลิตร จาก 42.75บาท/ลิตร เป็น 45.54 บาทต่อลิตร 

    ขณะที่น้ำมันดีเซล พรีเมี่ยมของโออาร์ขึ้นราคา 6.50 บาทต่อลิตร และดีเซล พรีเมี่ยมของบางจากขึ้นราคา 4.80 บาทต่อลิตร

    หลังคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดการชดเชยอัตราเงินกองทุนน้ำมันในส่วนของน้ำมันดีเซล B7 ลง 2.61 บาทต่อลิตร จากเดิม 20.71 บาทต่อลิตร เป็น 18.10 บาทต่อลิตร 

    ทั้งนี้ มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. วันที่ 5 เม.ย. 69 เป็นต้นไป

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 70.44 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 50.54 บาท (โออาร์)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (5 เม.ย. 69) บางจาก ปตท. ขึ้นดีเซลอีก 2.80 บาท

    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 70.94 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 50.54 บาท (บางจาก)

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/655786&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wrZJlGkp5Vwl0WVvy51XC