Blog

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd

  • สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    สามทหารเสือสอบตกจริงหรือ? อัษฎางค์ ฟาดโพลอาจไม่ใช่เสียงคนทั้งประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

    5 เมษายน 2569 อัษฎางค์ ยมนาค หรือ “เอ็ดดี้” นักวิชาการอิสระออกโรงโพสต์เฟซบุ๊กวิเคราะห์ปมร้อน หลัง “นิด้าโพล” เผยผลสำรวจประชาชนส่วนใหญ่ “ไม่มั่นใจ” ในฝีมือการทำงานของ 3 รัฐมนตรีคนนอกโควตาพรรคอนุทิน (ภูมิใจไทย) ในการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ

    ระบุว่า “สามทหารเสือเสื้อน้ำเงิน มือไม่ถึงเท่าราคาคุย จริงหรือไม่?
    #อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
    เนื้อหายาว แต่ถ้าคุณไม่อ่าน คุณจะพลาด และคล้อยตามโพลที่สะท้อนเสียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่ฟังเหมือนเป็นเสียงคนทั้งประเทศ

    ผมเชื่อว่า ปัญหาที่เห็นกันอยู่นี้ ในทางรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์การเมือง ถือเป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างและระบบการเมือง” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวของตัวบุคคลหรือตัวเทคโนแครต
    จุดยืนของผม ในการจะเขียนบทวิเคราะห์หรือทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายความจริงที่ซับซ้อนแบบนี้ให้คนทั่วไปเข้าใจและแยกแยะได้ โดยไม่ถูกโจมตีกลับว่าสื่อกำลัง “แก้ตัวแทนรัฐบาล” เป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ถ้าผู้อ่านไม่มีคติและมีสติปัญญาพอสมควรก็จะเห็นจุดประสงค์และจุดยืนของผม

    นิด้าโพลล่าสุด (5 เม.ย. 2569) สำรวจความมั่นใจประชาชนต่อ 3 รัฐมนตรีคนนอกรัฐบาลอนุทิน พบส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในการแก้วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ
    แต่ถ้าหากมองตามหลักเหตุผลและข้อเท็จจริงในเชิงรัฐศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ ผมไม่เชื่อโพลนี้ เพราะ

    1. คนที่มาเป็นตัวอย่างหรือคนทำแบบสำรวจเป็นกลุ่มคนที่ไม่เอาพรรภูมิใจไทยอยู่แล้ว และอาจมีคนที่นิยมพรรคประชาชนเป็นกลุ่มที่ถูกสำรวจมากกว่ากลุ่มอื่น
    แม้สถาบันโพลระดับชาติจะมีระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ในการสุ่มตัวอย่างให้ครอบคลุม แต่บรรยากาศทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ฐานเสียงบางกลุ่มมีความตื่นตัวในการแสดงความคิดเห็นมากกว่า
    หากกลุ่มตัวอย่างมีความเอนเอียงไปทางฝ่ายค้าน หรือมีความไม่พอใจตัวพรรคแกนนำเป็นทุนเดิม ผลโพลย่อมสะท้อนภาพความไม่เชื่อมั่นออกมาสูงกว่าปกติ การตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกลุ่มตัวอย่างจึงเป็นสิ่งพึงกระทำเมื่ออ่านผลโพลทางการเมือง

    2. ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่ตระหนักว่า สถานการณ์ปัจจุบันคือวิกฤตระดับโลกอันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จึงนำไปสู่การตำหนิรัฐบาลที่เกินเลยจากความเป็นจริง
    อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับว่าประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาลยังมีข้อบกพร่อง แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดวิกฤตนี้ อีกทั้งปัญหาดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นหรือทวีความรุนแรงเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างหนักหน่วงกับทุกประเทศทั่วโลก
    วิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจที่เกิดจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่น สงครามหรือความขัดแย้งระดับโลก เป็น “ปัจจัยภายนอก” ที่รัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่งควบคุมได้ยากมาก
    การแยกแยะระหว่าง “ต้นตอของวิกฤต” กับ “ประสิทธิภาพในการรับมือ” เป็นมุมมองที่คนส่วนใหญ่มักจะนำมาปะปนกันเมื่อต้องเผชิญกับภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
    อย่างไรก็ตาม แม้ต้นตอจะมาจากต่างประเทศ แต่ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลทำหน้าที่เป็น “โช้คอัพ” ลดแรงกระแทก เมื่อมาตรการรับมือของรัฐบาลมีช่องโหว่ หรือทำได้ไม่ดีพอ ธรรมชาติของการสำรวจความคิดเห็นมักสะท้อน “ความรู้สึก” ณ เวลานั้น เมื่อประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น พวกเขามักจะพุ่งเป้าไปที่การตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของรัฐบาลก่อนเป็นอันดับแรก มากกว่าที่จะทำความเข้าใจโครงสร้างเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อน
    ช่องว่างความเข้าใจที่เกิดขึ้นตรงนี้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น นั่นคือการที่สังคมยังขาดการสื่อสารที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ระดับโลกเข้ากับปากท้องของชาวบ้าน สถานการณ์แบบนี้ยิ่งตอกย้ำว่า สังคมกำลังต้องการสื่อดิจิทัลเชิงวิเคราะห์ด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง สื่อที่กล้าจะตีแผ่ความจริงอย่างเป็นกลาง สามารถย่อยกลไกเศรษฐกิจมหภาคที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจได้ว่า ส่วนไหนคือผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จากโลก และส่วนไหนคือจุดบกพร่องในการบริหารจัดการที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ

    3. คนระดับศุภจีเป็นอดีต CEO ย่อมชอบความท้าทายในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คนวิ่งหนีปัญหา
    ศักยภาพและประสบการณ์ของผู้บริหารระดับนี้คุ้นเคยกับการแก้ปัญหายากๆ และรักความท้าทาย
    เป็นไปได้มั้ยว่า คุณศุภจีเป็นคนทำงานเร็ว มีประสิทธิ์ภาพและประสิทธิผล แต่ระบบราชการและวงการการเมือง คือตัวปัญหาซึ่งเป็นสิ่งใหม่ที่ศุภจีเพิ่งมาเจอ
    ปัญหานี้ตรงกับทฤษฎีทางรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ที่มักเรียกว่า “ปัญหาคอขวดของเทคโนแครต” เมื่อผู้เชี่ยวชาญหรือผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชน (Technocrat) ต้องเข้ามากุมบังเหียนในระบบราชการและการเมือง
    • อำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จ (Top-down) ปะทะ การบริหารฉันทามติ (Consensus Building)
    ในภาคเอกชน CEO คือยอดพีระมิด เมื่อตัดสินใจแล้ว นโยบายจะถูกสั่งการลงไป (Top-down) ทันที ทุกแผนกต้องวิ่งรับลูกเพื่อทำให้สำเร็จตาม KPI
    ในการเมืองและราชการ รัฐมนตรีไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ 100% การจะขับเคลื่อนนโยบายต้องผ่านการต่อรองกับ “ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย” จำนวนมาก ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล (ที่มีวาระของตัวเอง), สส. ในสภา, ไปจนถึงข้าราชการประจำ (ปลัดกระทรวง, อธิบดี) ที่เป็นผู้ถือกลไกปฏิบัติ การทำงานจึงต้องเน้นการประนีประนอมและสร้างฉันทามติ ซึ่งกินเวลาและลดทอนความรวดเร็ว
    • ความคล่องตัว ปะทะ กฎระเบียบ
    ในภาคเอกชน เน้นความรวดเร็ว ยืดหยุ่น ลองผิดลองถูกได้ เพื่อชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ
    ในระบบราชการ ถูกออกแบบมาให้ “รัดกุม” มากกว่า “รวดเร็ว” เพื่อป้องกันการทุจริต ทุกอย่างต้องเป๊ะตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ร.บ.งบประมาณ และขั้นตอนทางกฎหมายมากมาย (Red Tape) แม้รัฐมนตรีจะคิดนโยบายแก้ปัญหาได้เร็วแค่ไหน แต่ถ้าข้าราชการประจำบอกว่า “ทำไม่ได้ ติดระเบียบข้อนี้” ทุกอย่างก็ต้องหยุดชะงัก หรือต้องเสียเวลาไปแก้กฎหมายก่อน
    • ผลกำไรเชิงประจักษ์ ปะทะ ทุนทางการเมือง
    ในภาคเอกชน วัดผลกันที่ตัวเลข กำไร-ขาดทุน ชัดเจน
    ในทางการเมือง บางนโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อาจไปขัดใจฐานเสียง ขัดผลประโยชน์กลุ่มทุน หรือทำให้พรรคเสียคะแนนนิยม (เสียทุนทางการเมือง) รัฐมนตรีคนนอกที่มาด้วยความตั้งใจแก้ปัญหาเพียวๆ มักจะชนกำแพงนี้อย่างจัง เพราะนักการเมืองอาชีพจะคอยเบรกเพื่อรักษาฐานเสียง
    คุณศุภจีในฐานะอดีต CEO อาจจะยังมีสปีดการทำงานและความมุ่งมั่นในระดับสูง แต่ “เครื่องยนต์” ที่เธอต้องใช้ขับเคลื่อน (ระบบราชการ) และ “สภาพถนน” (การเมืองพรรคร่วม) มันไม่เอื้อให้ทำความเร็วได้เหมือนเดิม ประชาชนที่เห็นแต่ผลลัพธ์ปลายทางจึงรู้สึกว่านโยบายไม่ออกมาเป็นรูปธรรมเสียที

    ถ้าวิเคราะห์ปัญหาของศุภจี แล้วคงมีคนถามถึงอีก 2 คนคือ เอกนิติ กับ สีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการ เป็นยังไง
    ในขณะที่คุณศุภจีเผชิญกับ “ปัญหาคอขวดของคนนอก” คุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ ซึ่งเป็นอดีตข้าราชการระดับสูง จะเผชิญกับความท้าทายในรูปแบบที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในทางรัฐศาสตร์เราอาจเรียกสภาวะนี้ว่า “กับดักของเทคโนแครต”
    หากวิเคราะห์จากภูมิหลังของทั้งสองท่าน ข้อได้เปรียบและข้อจำกัดจะแสดงออกในมิติเหล่านี้
    1. ข้อได้เปรียบ: “ความเชี่ยวชาญในระบบ
    ต่างจากคุณศุภจีที่เพิ่งมาเจอระบบราชการ ทั้งคุณเอกนิติ และคุณสีหศักดิ์ “รู้ทางลมราชการ” เป็นอย่างดี ทั้งสองท่านรู้ว่ากลไกของรัฐทำงานอย่างไร กฎหมายข้อไหนเป็นข้อจำกัด และจะสั่งการข้าราชการประจำอย่างไรให้งานเดินหน้า ท่านไม่มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับระเบียบราชการ เพราะเคยเป็นยอดพีระมิดของระบบนั้นมาก่อน
    2. ข้อจำกัดที่ 1: “สภาวะขาลอยทางการเมือง
    นี่คือจุดอ่อนที่อันตรายที่สุดของอดีตข้าราชการที่มาเป็นรัฐมนตรีโควตาคนนอก แม้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อไม่มี “ฐานเสียง สส.” ในสภาเป็นของตัวเอง อำนาจต่อรองทางการเมืองจึงต่ำมาก
    กรณีคุณเอกนิติ การแก้วิกฤตเศรษฐกิจมักต้องใช้ยาแรง เช่น การตัดงบประมาณ การปรับโครงสร้างภาษี หรือการยกเลิกการอุดหนุนบางอย่าง นโยบายเหล่านี้ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ แต่อาจไปขัดใจฐานเสียงของนักการเมือง เมื่อถึงจุดที่ต้องผลักดันนโยบายที่กระทบความนิยม พรรคร่วมรัฐบาลอาจไม่ยอมเป็นเกราะกำบังให้
    กรณีคุณสีหศักดิ์ การรักษาสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ (เช่น ท่าทีต่อสหรัฐฯ และอิหร่าน) ต้องอาศัยความเด็ดขาด แต่หากการตัดสินใจนั้นส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนการเมือง ท่านก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่าย
    3. ข้อจำกัดที่ 2: “กับดักความคุ้นชินและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
    DNA ของข้าราชการถูกฝึกมาให้ทำงานตามระเบียบ และหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีในยามปกติ แต่ในยาม “วิกฤต” ที่โลกหมุนเร็วและต้องการนโยบายที่แหกกรอบ ความคุ้นชินกับการ “เพลย์เซฟ” อาจทำให้การตัดสินใจเชื่องช้า ขาดความกล้าได้กล้าเสีย หรือเน้นแก้ปัญหาเชิงประคองสถานการณ์มากกว่าการผ่าตัดใหญ่
    4. ภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน
    ในสายตาของประชาชน ข้าราชการระดับสูงมักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ “ระบบเดิม” ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากวิกฤตมักคาดหวังผู้นำที่เป็น “Change Agent” ที่พร้อมจะทุบโต๊ะและเปลี่ยนกติกา การตั้งอดีตข้าราชการมาคุมกระทรวงหลักจึงอาจไม่สร้างความตื่นเต้น หรือไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นในเชิงจิตวิทยา ได้เท่าที่ควร ซึ่งสะท้อนออกมาในตัวเลขโพลที่ระบุว่าประชาชน “ไม่ค่อยมั่นใจ/ไม่มั่นใจเลย” ในสัดส่วนที่สูง

    สรุปภาพรวม
    คุณศุภจี เหมือนคนขับรถแข่งที่มาขับบนถนนลูกรังของระบบราชการ เครื่องยนต์แรงแต่วิ่งไม่ออก
    คุณเอกนิติ & คุณสีหศักดิ์ เหมือนคนขับที่รู้ทุกหลุมบ่อบนถนนเส้นนี้เป็นอย่างดี แต่ขับรถยนต์รุ่นเก่าที่เน้นความปลอดภัยสูงสุด และมีนักการเมืองคอยดึงเบรกมืออยู่เป็นระยะ ทำให้ไปไม่ถึงเป้าหมายได้ทันใจประชาชน”

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/957014&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01aYXRMfy9uW8TJi10O7g2

  • หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    หนุ่มจีนเปิด “เรื่องผี” อัดกำแพงวันละ 10 ชม. แก้เผ็ดเพื่อนข้างห้อง แถมหัวหมอ คุมเสียงไม่ให้ดังเกินกำหนด | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (3 เม.ย.) เรื่องชายชาวจีนที่ใช้วิธีพิสดารเพื่อแก้เผ็ดเพื่อนบ้านร่วมอาคารที่มีเรื่องขัดแย้งกัน

    กระทรวงยุติธรรมของสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งเปิดเผยรายละเอียดของคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นที่เมืองกวางโจว มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน โดยชายแซ่ลู่ และเพื่อนแซ่หลี่ซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ได้เกิดเหตุทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้านข้างห้องแซ่เซี่ย 

    รายงานข่าวไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าเพื่อนบ้านทั้งสองข้างขัดแย้งกันด้วยสาเหตุใด แต่นายหลี่และนายลู่ตัดสินใจตอบโต่เพื่อนบ้านแซ่เซี่ยด้วยการนำลำโพงขยายเสียงไปวางจ่อไว้ที่กำแพงห้องข้างที่ติดกับห้องของนายเซี่ย แล้วเริ่มเปิดเรื่องผี รวมทั้งเสียงประกอบแนวภูตผีปิศาจจากป่าเขาอันน่าขนลุกวนซ้ำไปมาทุกวัน โดยแบ่งเป็นสองช่วงเวลา คือตั้งแต่ 08.45 น. จนถึงเที่ยง และอีกช่วงคือ 15.30 – 22.00 น. รวมแล้ววันละกว่า 10 ชั่วโมง

    อย่างไรก็ตาม แผนแก้เผ็ดนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่คู่กรณี แต่ยังลามไปถึงเพื่อนบ้านคนอื่นๆ รวมถึงเพื่อนบ้านแซ่ชุย ซึ่งอาศัยอยู่ในห้องถัดขึ้นไปอีกสองชั้น เขาต้องทนฟังเสียงโหยหวนนี้วันแล้ววันเล่า จนลูกของเขาซึ่งกำลังเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่สามารถอ่านหนังสือได้อย่างสงบสุข

    แต่เมื่อมีการวัดระดับเสียงภายในบ้านของนายชุย ก็พบว่า ระดับความดังอยู่ที่ 36 เดซิเบล ซึ่งต่ำกว่าขีดจำกัดตามกฎหมายที่กำหนดไว้ที่ 60 เดซิเบลในตอนกลางวัน และ 50 เดซิเบลในตอนกลางคืน ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถสั่งปรับหรือลงโทษนายหลี่และนายลู่ได้ในตอนแรก

    แต่นายชุยไม่ยอมแพ้ เขายื่นคำร้องต่อศาลประชาชนเขตไห่จู เมืองกวางโจว เพื่อขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการฟ้องร้องคดี ซึ่งศาลได้พิจารณาเห็นชอบและสั่งให้นายลู่และนายหลี่หยุดเปิดเสียงรบกวนดังกล่าวทันที 

    ต่อมาภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ศาล นายลู่ได้ทำการรื้อถอนอุปกรณ์เครื่องเสียง ลบไฟล์เสียง “ผีป่า” ทิ้ง และให้สัญญาว่าจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่เพื่อนบ้านอีก

    ที่มา : scmp.com

    เครดิตภาพ : Generated by Gemini

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752038/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3opmUyIqiUe7aM-RmD80IO

  • เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทจับมือซีพีเอฟ ดันก๋วยเตี๋ยวเรือขึ้นเครื่องบิน

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์-ซีพีเอฟ ดันสตรีทฟู้ดไทยขึ้นฟ้า เปิดตัว ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ เสริมเกมอาหารการบิน

    ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจสายการบินที่ไม่ได้วัดกันแค่ ‘ราคา’ แต่รวมถึง ‘ประสบการณ์ผู้โดยสาร’ ล่าสุด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จับมือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดตัวเมนูใหม่ ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ ยกระดับอาหารบนเที่ยวบิน ด้วยการนำสตรีทฟู้ดไทยยอดนิยมขึ้นสู่ท้องฟ้า หวังสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าบริการ

    งานนี้มี ภูเบศ กิตติญาณปัญญา รองผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ และศุภรา ศรีบูรณ์ ผู้อำนวยการธุรกิจการค้าในประเทศ ซีพีเอฟ ร่วมเปิดตัว พร้อมมอบของที่ระลึกให้ผู้โดยสาร

    เมนู ‘ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา’ (Cheeva Thai Boat Noodle) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทั้ง “รสชาติและโภชนาการ” โดยเลือกใช้เนื้อหมูชีวาซึ่งเลี้ยงด้วยสูตรอาหารพิเศษ (Superfoods) อุดมด้วยโอเมก้า 3 ปราศจากสารเร่งเนื้อแดงและยาปฏิชีวนะ สะท้อนเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น

    ภูเบศ ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการต่อยอดพันธมิตรระหว่างสายการบินกับผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เพื่อยกระดับประสบการณ์บนเที่ยวบิน โดยนำ ‘อาหารไทยสตรีทฟู้ด’ มาสร้างความแตกต่าง พร้อมเพิ่มทางเลือกให้ผู้โดยสาร

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ด้านศุภรา กล่าวว่า ซีพีเอฟมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่ผสานคุณภาพและนวัตกรรม รองรับความต้องการของพันธมิตรในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งสายการบิน โรงแรม และร้านอาหาร โดยการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการขยายช่องทางสินค้าอาหารคุณภาพสู่ผู้บริโภคในรูปแบบใหม่

    เมนูดังกล่าวพร้อมให้บริการบนทุกเที่ยวบินของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ในราคา 180 บาท พร้อมโปรโมชันเปิดตัว “ก๋วยเตี๋ยวเรือหมูชีวา + โค้ก” ในราคาเดียวกัน ถึงวันที่ 31 เมษายน 2569

    ดีล ‘สายการบิน + อาหาร’ สะท้อนเทรนด์ใหม่ของธุรกิจบริการ ที่ใช้ ‘อาหาร’ เป็นเครื่องมือสร้างรายได้เสริม (Ancillary Revenue) และสร้างความแตกต่างในตลาดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการหยิบ ‘สตรีทฟู้ดไทย’ มาต่อยอดเป็น Soft Power เชิงพาณิชย์บนเวทีการบิน

    vietJet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/vietjet-cpf-cheeva-thai-boat-noodle-on-flight&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W9__pCGUTQSdplKushhtt

  • รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    5 เม.ย. 2569 21:05 น.

    จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง-ปาดคอ หนุ่มวัย 22 ปี เสียชีวิต ขณะนอนหลับอยู่ภายในร้านขายน้ำผลไม้ริมถนน เมื่อช่วงเช้ามืด ล่าสุด ตำรวจจับคนก่อเหตุได้แล้ว #พระนครศรีอยุธยา #ฆ่าปาดคอ #อาชญากรรม #ข่าวอาชญากรรม #รวบมือฆ่าปาดคอ #จับคนร้าย #ไทยรัฐทันข่าว #TRC #กรอบแกล้มฟองเต้าหู้ #โปรโมชัน —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/thairath-news-update/1182628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XAIFwcNBAnZTzwCxt2Wam

  • รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    รวบมือฆ่า! บุกปาดคอดับคาร้าน อ้างเครียดทะเลาะแฟน-เศรษฐกิจไม่ดี | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    Sustainability

    ความยั่งยืน

    จากกรณีคนร้ายก่อเหตุใช้อาวุธมีดแทง-ปาดคอ หนุ่มวัย 22 ปี เสียชีวิต ขณะนอนหลับอยู่ภายในร้านขายน้ำผลไม้ริมถนน เมื่อช่วงเช้ามืด ล่าสุด ตำรวจจับคนก่อเหตุได้แล้ว #พระนครศรีอยุธยา #ฆ่าปาดคอ #อาชญากรรม #ข่าวอาชญากรรม #รวบมือฆ่าปาดคอ #จับคนร้าย #ไทยรัฐทันข่าว #TRC #กรอบแกล้มฟองเต้าหู้ #โปรโมชัน —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ดับสลด! พันเอกเพิ่งจบงานเลี้ยงรุ่น กำลังจะไปทำบุญ รถดิ่งคลองเสียชีวิต | 5 เม.ย. 69 | ไทยรัฐทันข่าว

    03:09

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/futureperfect/video/1182628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oQl2LkF-65dScTJrW5PhB

  • มูลนิธิไทยรัฐ ผนึกสพฐ.หนุนไทยรัฐวิทยา มุ่งสู่เรียนรู้เชิงรุกอย่างยั่งยืน |5เม.ย.69| ข่าวเช้าหัวเขียว

    มูลนิธิไทยรัฐ ผนึกสพฐ.หนุนไทยรัฐวิทยา มุ่งสู่เรียนรู้เชิงรุกอย่างยั่งยืน |5เม.ย.69| ข่าวเช้าหัวเขียว

    5 เม.ย. 2569 21:05 น.

    ไทยรัฐกรุ๊ป โดยมูลนิธิไทยรัฐ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ โครงการต้นแบบการเรียนรู้เชิงรุก ไทยรัฐวิทยา (Active Learning Project) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน พร้อมถ่ายทอดสู่โรงเรียนไทยรัฐวิทยาอื่นๆ ทั่วประเทศ #โรงเรียนไทยรัฐวิทยา #ไทยรัฐวิทยา #ไทยรัฐกรุ๊ป #มูลนิธิไทยรัฐ #ThairathGroup ——————————————- 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath-news/greenhead-morning-news/1182632&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IK1iS2DoKw1NFjjJX1PYf

  • เกมแตกหัก ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ยังไม่จบ | เดลินิวส์

    เกมแตกหัก ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ยังไม่จบ | เดลินิวส์

    แต่ในความเป็นจริง คือ การจัดวางสมดุลอำนาจใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องพึ่งพากัน เพื่อให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้ หลังแถลงนโยบายระหว่างวันที่ 9-10 เม.ย. เพื่อรับมือวิกฤติพลังงาน และปัญหาปากท้องให้ประชาชน

    ย้อนกลับไป ความสัมพันธ์ทั้งสองพรรคไม่ได้เป็นแค่คู่แข่งธรรมดา แต่เป็นคู่ขัดแย้งตัวจริง แต่หลังเลือกตั้งสมการเปลี่ยน การเมืองที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ทำให้คู่ขัดแย้งต้องกลับมาจับมือกันในรัฐบาล อนุทิน 2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้  อนุทิน  และ  ยศชนัน” ประกาศเป้าหมายชัดว่าจะพารัฐบาลอยู่ครบ 4 ปี แต่คำถามสำคัญคือ จะ อยู่ด้วยกัน ได้ตลอดหรือไม่

    สำหรับ ภูมิใจไทย เป้าหมายไม่ได้มีแค่ประคองรัฐบาล แต่คือการ ยึดระยะยาว 4 ปี ทั้งอำนาจรัฐ และฐานเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า โดยตั้งเป้าไปไกลถึงพรรคเดียวแตะ 250 เสียง ทำให้ทุกการบริหารประเทศต้องคำนึงถึงคะแนนนิยม และการขยายพื้นที่ โดยเฉพาะการเจาะฐานเสียงเดิมของ เพื่อไทย ในภาคอีสาน เช่น พื้นที่โคราช ที่เครือข่ายการเมือง โรงแป้งหมื่นล้าน กำลังถูกเบียดออก หรือดึงเข้า ค่ายสีน้ำเงิน หลังเจอคดีความยกครอบครัว

    ในมุมนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจึงไม่ใช่พันธมิตรตายตัว แต่เป็น ตัวแปรที่ปรับได้ หาก เพื่อไทย กลายเป็นภาระ หรือสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองมากเกินไป ภูมิใจไทย ก็มีทางเลือกอื่น ทั้งพรรคสำรอง หรือพรรคอะไหล่ที่พร้อมเข้ามาเติมเต็มสมดุลอำนาจ หลัง ครม.อนุทิน ได้ว่างเว้น 1 ตำแหน่ง จากครม. 36 คน  ตั้งเพียง 35 คน  โดยเฉพาะพรรคที่มีบทบาทตรวจสอบ และเชื่อมเกมในสภาฯได้มีความหวังพลิกกลับจากฝ่ายค้านมาเป็นรัฐบาล 

    ขณะที่ฝั่ง เพื่อไทย สถานการณ์กลับเต็มไปด้วยข้อจำกัด แม้ได้ร่วมรัฐบาล แต่บทบาทเชิงอำนาจลดลงอย่างเห็นได้ชัด เสียงในสภาฯ ที่เหลือเพียง 74 เสียง ทำให้การผลักดันนโยบายต้องพึ่งพาเสียงจากพรรคอื่น และเสี่ยงถูกต่อรองในทุกขั้นตอน ยิ่งไปกว่านั้น กระทรวงที่ได้รับ เช่น อว. ศึกษาธิการ แรงงาน พัฒนาสังคม และเกษตรฯ แม้เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชน แต่เป็นงานเชิงโครงสร้างที่สร้างผลงานเชิงรูปธรรมได้ยาก และใช้เวลานาน  

    ปัญหาคือ ต่อให้ทำสำเร็จ ก็มีโอกาสสูงที่ผลงานจะถูกนับรวมเป็น ผลงานรัฐบาล มากกว่าถูกจดจำว่าเป็นของ เพื่อไทย เอง ส่วนนโยบายเรือธง อย่าง เศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน ก็เป็นหมันไปเรียบร้อย เพราะเป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล ทำให้เป้าหมายฟื้นตัวทางการเมือง เช่น การกลับไปแตะ 150 เสียง ยิ่งห่างไกลออกไป

    ขณะเดียวกัน เพื่อไทย ยังเผชิญ กับดักมารยาททางการเมือง หากเดินหน้าตรวจสอบประเด็นอ่อนไหวในกระทรวงหรือใน รัฐบาลสีน้ำเงิน เช่น การจัดซื้อตึกสกายไนน์ หลัง สส.ไอซ์รักชนก ศรีนอก จากพรรคส้ม ออกมาเรียกร้อง รมว.แรงงานคนใหม่  หรือประเด็นค้างเก่า ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการฟื้นความเชื่อมั่น กับการกระทบเสถียรภาพรัฐบาล เพราะคนที่เกี่ยวข้องบางส่วนก็อยู่ใน ครม.เดียวกัน ทำให้หลายเรื่อง เสี่ยงถูก แกล้งลืม มากกว่าถูกสะสางจริง 

    ในกระทรวงเกษตรฯ ที่ “อาเจ็กสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าไปดูแล ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะต้องเผชิญแรงตรวจสอบจากเครือข่ายเดิมของ พรรคกล้าธรรม ที่ประกาศจับตาเข้มทุกความเคลื่อนไหว ป้องกันไม่ให้เกิดการถอนทุนทางการเมือง หากมีจุดผิดพลาดเมื่อไหร่ ย่อมกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองทันที และอาจถูกใช้เป็นเหตุในการปรับ ครม.

    ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาภายใน เพื่อไทย ก็ยังเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมปะทุ ความไม่พอใจจากกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม เช่น กรณี “สมศักดิ์ เทพสุทิน ที่พลาดตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงความไม่สมดุลในการจัดสรรอำนาจภายในพรรค อาจนำไปสู่แรงกระเพื่อม หรือการแยกตัวในอนาคตก็เป็นได้ 

    ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพ สลายความขัดแย้ง เป็นเพียงฉากหน้า ขณะที่ฉากหลังคือ เกมต่อรองอำนาจที่ยังดำเนินอยู่ตลอดเวลา ภูมิใจไทย เดินเกมในฐานะผู้ถือไพ่เหนือกว่าด้วยตัวเลข 192 เสียง มีทั้งอำนาจบริหาร และตัวเลือกทางการเมืองรองรับ ขณะที่ เพื่อไทย ต้องเล่นเกมภายใต้ข้อจำกัด ทั้งในสภาฯ ในรัฐบาล และในพรรคตัวเอง

    สุดท้าย คำถามไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบ 4 ปีหรือไม่ แต่คือหากต้องเลือกเพื่อความอยู่รอด 4 ปี ภูมิใจไทยจะเลือกเดินต่อกับ เพื่อไทยหรือ เปลี่ยนตัวแปรขึ้นอยู่กับสถานการณ์การเมืองที่พลิกได้เสมอ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5750622/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0atXOq1GFXS2eW1Lh_MWcY

  • “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    “รถไฟฟ้าสายสีแดง” เชียงใหม่ ขับเคลื่อนสู่สมาร์ทซิตี้ เชื่อมท่องเที่ยว-ขนส่งสาธารณะ แก้ปัญหาจราจร

    การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในจังหวัดเชียงใหม่ คือหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงมาอย่างยาวนานแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ล่าสุด การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยผลสรุปการศึกษาโครงการ ระบบขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ “สายสีแดง” (ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์) ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสายสำคัญ และการแก้ไขปัญหาจราจรและขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่การเป็น Smart City อย่างเต็มรูปแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo01.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo04.jpg

    สาโรจน์ ต.สุวรรณ รองผู้ว่าการกลยุทธและแผน รฟม. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนและเสนอรายละเอียดโครงการมาแล้ว 2 ครั้ง ในส่วนเส้นทางต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่จากเดิมที่เริ่มตั้งแต่ โรงพยาบาลนครพิงค์ ถึง สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี

    “โดยส่วนต่อขยายสายสีแดงจะเริ่มตั้งแต่สี่แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ถึงอุทยานหลวงราชพฤกษ์ ระยะทางรวม 5 กิโลเมตร มีสถานีรับ – ส่งผู้โดยสาร 5 สถานี”

    “ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นที่ผ่านมาประชาชนให้ความสนใจ และไม่มีประเด็นการคัดค้าน หลังจากนี้จะนำความเห็นของประชาชนมาปรับปรุงโครงการ สำรวจผลกระทบสิ่งแวดล้อมและเสนอโครงการต่อคณะรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2571”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo02.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สาโรจน์ กล่าวต่อว่าที่ผ่านมาได้มีการรับฟังความคิดเห็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม ปี 2568 ซึ่งทาง รมฟ. และ บริษัทที่ปรึกษา เราก็กลับไปดูรายละเอียดของเส้นทางทั้งหมด เพื่อออกแบบตัวเส้นทาง โดยมีการลงลึกในรายละเอียด รวมถึงตำแหน่งของสถานี ลักษณะของรถที่จะนำมาใช้ ซึ่งครบถ้วนใกล้แล้วเสร็จทั้งหมดแล้ว และนำข้อมูลที่มีรูปแบบชัดเจนกลับมาเสนอให้กับประชาชนเพื่อที่จะสรุปผลการศึกษาทั้งหมดเพื่อนำเสนอรัฐบาลต่อไป

    ด้าน จิรศักดิ์ ดอกอินทร์ ชาวบ้านบ้านปง ตำบลหนองควาย อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานราชพฤกษ์ หากมองภาพรวมแล้วก็ถือว่าเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ เพราะพื้นที่บริเวณนี้นั้นอยู่ห่างไกลกับถนนสาย 108 หรือถนนสายเชียงใหม่ – ฮอด ซึ่งเป็นถนนสายหลักที่เชื่อมเข้าตัวเมืองเชียงใหม่

    “และบริเวณนี้ก็ไม่มีขนส่งมวลชนที่ดีพอ ถ้าหากจะเดินทางเข้าเมืองก็ต้องใช้รถส่วนตัว หากจะต้องใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ หรือรถที่เดินทางเข้าเมือง ก็ต้องให้ญาติพี่น้อง ไปส่งบริเวณถนนสาย 108 เพื่อที่จะนั่งรถโดยสารเข้าไปในเมือง ซึ่งถือว่าเป็นไปด้วยความยากลำบาก หากไม่มีใครไปส่งก็ไม่สามารถเดินทางไปได้”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo05.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo08.jpg

    จิรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ประโยชน์หลักของรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายก็จะทำให้ประชาชนในพื้นที่บริเวณ สามารถขึ้นรถรถไฟฟ้าเชื่อมโยงไปยังถนนสายหลักได้ อนาคตหากมีขนส่งมวลชนที่ดีพอประชาชนก็จะเลิกใช้รถส่วนตัวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าตอบโจทย์ในการแก้ปัญหาการจราจร และบริเวณนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่ง เช่น วัดดอยคำ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo03.jpg

    “ถ้าหากมีรถไฟฟ้าสายสีแดงก็จะเป็นการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวได้ เพราะช่วงไฮซีซั่นบริเวณนี้ถือว่ามีนักท่องเที่ยวเลือกเดินทางเข้ามาเที่ยวจำนวนมาก บางครั้งก็ทำให้การจราจรติดขัด รวมถึงจุดให้บริการที่จอดรถนั้นก็ยังมีไม่มากพอ หากมีขนส่งสาธารณะ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้เช่นกัน” จิรศักดิ์ กล่าว

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ขณะที่ รศ.บุญส่ง สัตโยภาส อดีตอาจารย์ประจำภาควิชา วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงของจังหวัดเชียงใหม่ต้องมองเป็นสองส่วน คือส่วนแรกที่มาจากโรงพยาบาลนครพิงค์ อ.แม่ริม ถือว่าเกิดประโยชน์ เพราะเป็นการเชื่อมจากรอบนอกเข้าตัวเมือง ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักในการออกแบบเส้นทาง เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดอย่างแท้จริง

    “ขณะเดียวกันส่วนขยาย จากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี ไปยังอุทยานหลวงราชพฤกษ์ เพื่อเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ส่วนตัวมองว่าอาจเป็นการลงทุนที่จะไม่คุ้มค่า เพราะวัตถุประสงค์คือส่งเสริมการท่องเที่ยว แตปัจจุบันการท่องเที่ยวในย่านนี้ จะนิยมเที่ยวเป็นบางช่วงเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงที่เป็นไฮซีซั่น แต่ถ้าเปรียบเทียบช่วงนี้ก็เงียบเหงา ซึ่งอาจจะไม่มีคนใช้และไม่เกิดประโยชน์สูงสุด”

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo11.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo12.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo13.jpg

    รศ.บุญส่ง กล่าวด้วยว่า จากการที่รับฟังเสียงประชาชน เส้นทางที่ประชาชนเสนอจากแยกแม่เหียะสมานสามัคคี มุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอหางดงนั้น จะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการใช้ขนส่งสาธารณะที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการออกแบบ

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo09.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo10.jpg

    ทั้งนี้ โครงการขนส่งมวลชนจังหวัดเชียงใหม่ สายสีแดง ช่วงแยกแม่เหียะสมานสามัคคี – อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จะใช้ระบบรางไฟฟ้าบนดิน โดยอยู่บนเกาะกลาง และมีสถานีรับส่งผู้โดยสาร 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีบ้านดอนปิน สถานีแยกพืชสวนโลก สถานีบ้านเอื้ออาทร เป็นการปรับปรุงเส้นทางเดิม ทำให้มีระยะเพิ่มขึ้น จึงต้องทำการรับฟังความเห็น มีขอบเขต 3 ตำบล คือ อำเภอเมือง ตำบลแม่เหียะ อำเภอหางดง ตำบลสันผักหวาน และ ตำบล หนองควาย

    จากผลการศึกษาคือ ระบบรางเบา (Light Rail Transit : LRT) โดยโครงการ LRT สายสีแดงทั้งระบบใช้งบฯลงทุนรวมประมาณ 32,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการหลัก ช่วงโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ราว 30,000 ล้านบาท และส่วนต่อขยาย แยกแม่เหียะสมานสามัคคี-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ราว 2,000 ล้านบาท ใช้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) อัตราความจุผู้โดยสาร 300 คน รองรับผู้โดยสาร 20,000-30,000 คนต่อวัน คาดเริ่มก่อสร้างปลายปี 2570 และเปิดให้บริการราวปี 2574

    สำหรับส่วนต่อขยายถือเป็นการวางโครงสร้างเมืองให้รองรับการขยายตัวในทศวรรษหน้า โดยเฉพาะย่านแม่เหียะ-อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ที่กำลังกลายเป็นโซนพัฒนาศักยภาพสูง ทั้งด้านท่องเที่ยว ที่อยู่อาศัย และเศรษฐกิจใหม่

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo14.jpg

    The-Red Line-the-first-electric-train-line-in-ChiangMai-province-SPACEBAR-Photo15.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-red-line-the-first-electric-train-line-in-chiang-mai-province&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QUQjIlWaPIaygj5ZRyIN6

  • ตับพัง-หัวใจวาย! เตือนเช็ก “เล็บ” ด่วน สัญญาณร้ายที่หมอสั่งห้ามมองข้าม

    ตับพัง-หัวใจวาย! เตือนเช็ก “เล็บ” ด่วน สัญญาณร้ายที่หมอสั่งห้ามมองข้าม

    เช็กด่วน! เล็บเปลี่ยนสี สัญญาณอันตรายจาก “ตับ-หัวใจ” เผยลักษณะ “เล็บเทอร์รี่” ที่บอกว่าร่างกายกำลังแย่

    รู้หรือไม่? “เล็บ” ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “หน้าต่าง” ที่สะท้อนสุขภาพภายในได้อย่างแม่นยำ การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยบนเรียวนิ้ว อาจเป็นเสียงเตือนจากร่างกายว่า ตับ หัวใจ หรือไต กำลังทำงานผิดปกติ โดยเฉพาะลักษณะที่เรียกว่า “เล็บเทอร์รี่” (Terry’s Nails) ที่คุณไม่ควรมองข้าม

    “เล็บเทอร์รี่” (Terry’s Nails) คืออะไร? สังเกตอย่างไร?

    ลักษณะของเล็บเทอร์รี่ถูกตั้งชื่อตามแพทย์ผู้ค้นพบอาการนี้เป็นคนแรก โดยมีจุดสังเกตหลักๆ ดังนี้:

    • สีซีดขาว: พื้นเล็บเกือบทั้งหมดจะมีสีขาวซีดหรือดูจางลงผิดปกติ

    • ไร้รูปพระจันทร์เสี้ยว: ปกติโคนเล็บจะมีแถบสีขาวรูปครึ่งวงกลม (Lunula) แต่ในเล็บเทอร์รี่ แถบนี้จะกลืนไปกับสีเล็บที่ซีดขาวทั้งหมด

    • แถบสีน้ำตาลแดง: บริเวณปลายเล็บจะมีแถบเส้นเล็กๆ สีน้ำตาลเข้มหรือสีแดงอมน้ำตาลปรากฏขึ้นชัดเจน

    เมื่อเล็บ “ส่งสัญญาณ” บอกโรค

    จากการศึกษาในปี 2017 หัวข้อ “Terry’s Nails: A Sign of Systemic Disease” ระบุว่า แม้เล็บลักษณะนี้จะเกิดขึ้นได้ตามวัยที่มากขึ้น แต่บ่อยครั้งมันคืออาการแสดงของโรคเรื้อรังที่ซ่อนอยู่ ได้แก่:

    1. โรคตับ (Liver Disease): โดยเฉพาะโรคตับแข็ง (Cirrhosis) หรือตับอักเสบจากไวรัส ซึ่งมักไม่แสดงอาการในระยะแรก

    2. ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure): เล็บที่ซีดจางสะท้อนถึงระบบไหลเวียนโลหิตที่เริ่มมีปัญหา

    3. โรคไตวายเรื้อรัง (Chronic Kidney Failure): การสะสมของของเสียในร่างกายส่งผลต่อสีและลักษณะของเล็บ

    4. โรคเบาหวาน (Diabetes): ความผิดปกติของระบบหลอดเลือดและปลายประสาท

    สัญญาณเตือนอื่นๆ ที่ต้องระวังร่วมกับความผิดปกติของเล็บ

    หากคุณพบว่าเล็บมีลักษณะคล้าย “เล็บเทอร์รี่” ร่วมกับอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันที:

    • สัญญาณโรคตับ: อ่อนเพลียเรื้อรัง, น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ, ตัวเหลืองตาเหลือง หรือปวดชายโครงขวา

    • สัญญาณหัวใจ: เหนื่อยง่ายแม้ทำกิจกรรมเบาๆ, หายใจลำบาก หรือมีอาการขาบวม

    เล็บแบบไหนที่ “ปกติ” ตามธรรมชาติ?

    ทางหน่วยงานบริการสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของเล็บเป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น:

    • เล็บหนาขึ้นหรือเปราะง่ายขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

    • เล็บแข็งหรือนิ่มลงในช่วงตั้งครรภ์ (มักกลับมาปกติหลังคลอด 6 เดือน)

    • เล็บเปลี่ยนสีหรือหลุดลอกหลังเกิดอุบัติเหตุหรือการกระแทก

    •  อย่าชะล่าใจกับเรื่องเล็บๆ

    แม้ความผิดปกติของเล็บส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อรา การกัดเล็บ หรือการใช้สารเคมีจากการทำเล็บบ่อยเกินไป แต่การหมั่นสังเกต สี รูปทรง และผิวสัมผัส ของเล็บเป็นประจำ จะช่วยให้คุณตรวจพบโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และรับการรักษาได้ทันท่วงที

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล (References)

    • NHS (National Health Service): ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสุขภาพเล็บและการเปลี่ยนแปลงตามวัย

    • Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology (2017): งานวิจัยเรื่อง “Terry’s Nails: A Sign of Systemic Disease”

    • Mayo Clinic: สัญญาณเตือนของโรคตับและภาวะหัวใจล้มเหลว

    • รายงานข่าวจาก SOHA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882206/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dJGJLIFNEfCyDCtRvRh1I