Blog

  • ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้าน ฟื้น อัลคาทราซ เป็นเรือนจำอีกครั้ง

    ทรัมป์เตรียมของบฯ 5,000 ล้าน ฟื้น อัลคาทราซ เป็นเรือนจำอีกครั้ง

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.32 น.

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 5 เมษายนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอของบประมาณจำนวน 152 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,967 ล้านบาท) เพื่อฟื้นฟูและเปิดใช้งาน เรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนงบประมาณประจำปี 2570

           เรือนจำอัลคาทราซ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ สะพานโกลเดนเกต ในนคร ซานฟรานซิสโก รัฐ แคลิฟอร์เนีย เคยมีฉายาว่า “เดอะร็อก” และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเรือนจำที่โหดที่สุดของสหรัฐฯ ก่อนจะปิดตัวลงในปี 2506 ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักงานอุทยานแห่งชาติสหรัฐ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม

           ข้อเสนอของทรัมป์มีเป้าหมายปรับปรุงอัลคาทราซให้กลายเป็นเรือนจำที่มีระบบรักษาความปลอดภัยทันสมัยที่สุด โดยงบประมาณดังกล่าวจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายในปีแรกของโครงการ อย่างไรก็ตาม แผนนี้ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องงบประมาณในระยะยาวและความท้าทายในการบริหารจัดการ

    ด้าน แนนซี เพโลซี ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง โดยระบุว่าแผนดังกล่าว “ไร้สาระอย่างเห็นได้ชัด” และมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณภาษีประชาชน พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการนำเรือนจำเก่ากลับมาใช้งาน

           ทั้งนี้ ในอดีตการดำเนินงานของอัลคาทราซเคยเผชิญปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำจืด ต้องพึ่งพาระบบบำบัดน้ำเสีย และการขนส่งเสบียงทางเรือทั้งหมด ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเรือนจำรัฐบาลกลางแห่งอื่นถึงสามเท่า

           ในทางกลับกัน ปัจจุบันอัลคาทราซในฐานะแหล่งท่องเที่ยวสามารถสร้างรายได้สูงถึง 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 1,960 ล้านบาท) ซึ่งยิ่งทำให้เกิดคำถามว่าการเปลี่ยนบทบาทกลับมาเป็นเรือนจำอีกครั้งจะคุ้มค่าหรือไม่

    ท่ามกลางเสียงคัดค้านและข้อกังวลที่เพิ่มขึ้น แผนฟื้นฟูอัลคาทราซของทรัมป์จึงยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตาต่อไป ว่าจะสามารถเดินหน้าต่อได้หรือไม่ในอนาคต

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/956994&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gDazwil0JxiZ6AvZiQeav

  • ไฟไหม้สวนปาล์ม-มะพร้าว ลามกว่า 50 ไร่ หวิดลามย่านท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ไฟไหม้สวนปาล์ม-มะพร้าว ลามกว่า 50 ไร่ หวิดลามย่านท่องเที่ยว | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 05/04/2026 20:43

    วันที่ 5 เม.ย. 2569 เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง จ.พังงา ได้รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้รุนแรงในพื้นที่สวนมะพร้าวและสวนปาล์มน้ำมันของชาวบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่แหล่งที่พักอาศัยและย่านการท่องเที่ยวสำคัญใน หมู่ 7 บ้านบางสัก ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา นายธงชัย กันช่อ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบางม่วง จึงรีบสั่งการให้เจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำรถดับเพลิงจำนวน 2 คัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่รุดไปยังที่เกิดเหตุทันที

    ในที่เกิดเหตุพบเปลวไฟกำลังโหมไหม้อย่างรุนแรงท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและกระแสลมพัดแรง ส่งผลให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วไปตามยอดมะพร้าวและป่าหญ้าแห้งครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า 50 ไร่ ความน่ากลัวของสถานการณ์คือจุดเกิดเหตุอยู่ประชิดกับเขตโรงแรม รีสอร์ท และบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งระดมฉีดน้ำสกัดเพลิงเพื่อทำแนวกันไฟ ไม่ให้ลุกลามเข้าสู่เขตสิ่งปลูกสร้าง

    เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการเข้าสกัดเพลิง เนื่องจากมีควันไฟหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณ หลังจากใช้เวลาฉีดน้ำควบคุมอยู่นานจึงสามารถจำกัดวงของเพลิงไว้ได้ในวงแคบ ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดกับทรัพย์สินของประชาชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ขณะนี้เพลิงสงบลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องฉีดน้ำเลี้ยงในพื้นที่ไว้เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำ ส่วนสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง พร้อมแจ้งเตือนให้ชาวบ้านในพื้นที่เพิ่มความระมัดระวังในช่วงสภาพอากาศแห้งแล้งเช่นนี้

    จักรพันธ์ รัตนอาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.พังงา

    11SOCAIL 16-9 copy

    zxczcw

    แปดริ้วจัดพิธีศักดิ์สิทธิ์ “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” สมโภช หลวงพ่อพระพุทธโสธร ครบ 256 ปี แห่งการอัญเชิญจาก แม่น้ำบางปะกง

    ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ล่องเรือสาละวินบุกด่านหน้า สั่งสกัดไฟป่า-น้ำมันเถื่อน

    เครือข่ายประชาชนจี้ MRC สกัดมลพิษข้ามพรมแดน-ทบทวนเขื่อนแม่น้ำโขง

    ดราม่าโซเชียล “โจ มณฑานี” โพสต์กลับถึง “สุนารี” ไม่เชื่อระดับนี้จะอดตาย ซัดไม่คิดหาวิธีช่วย ปลุกใจคนในชาติสู้วิกฤต ยังแซะกระแนะกระแหนเอาสะใจ!

    GULF–AIS ส่งต่อลูกหนัง สานฝันเยาวชนไทย มอบลูกฟุตบอลผ่าน “ชลบุรี เอฟซี” หนุนเด็กภาคตะวันออก

    อบอุ่นหัวใจ! เครือข่ายพิษณุโลกร่วมทอดผ้าป่า ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บกพร่องทางจิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1538260&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3flyOPjXqw7oFfU6VKBZk0

  • นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา มอบอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กก. สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ผ่าน รมว.ทส. | TOPNEWS

    นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา มอบอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กก. สนับสนุนภารกิจดับไฟป่า ผ่าน รมว.ทส. | TOPNEWS

    นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา นำอาหารทะเลแห้งกว่า 100 กิโลกรัม มอบให้กับ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิง เป็นเสบียงเพื่อสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า

    สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายประทีป เหิมพยัคฆ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายอรุณ คงไพฑูรย์ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 ร่วมกันรับมอบอาหารทะเลแห้งน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม จาก วินัย พ้นภัยพาล นายกเทศมนตรีเมืองอ่างศิลา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่

    ทั้งนี้ อาหารทะเลแห้งดังกล่าวประกอบด้วยปลาช่อนทะเลแห้ง หมึกแห้ง และปลาหวาน ซึ่งได้รับการสนับสนุนเพื่อนำไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า เพื่อใช้เป็นเสบียงอาหารระหว่างปฏิบัติภารกิจในพื้นที่เสี่ยง

    การรับมอบในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือจากภาคส่วนท้องถิ่นและภาคการศึกษา ที่ร่วมกันสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในหลายพื้นที่ของประเทศ

    ภาพ/ข่าว วิศาล แสงเจริญ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1538278&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0U6Y8DpWbRv9r0DqH3tqHp

  • เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

    เบรกค่าไฟ-คุมน้ำมัน ฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

    ท่ามกลางแรงกดดัน “ค่าครองชีพ” ที่พุ่งสูง รัฐบาลเร่งเดินเกมพลังงานครั้งใหญ่ ทั้งการ “เบรกขึ้นค่าไฟ” และ “จ่อคุมค่าการกลั่นน้ำมัน” เพื่อพยุงภาระประชาชนในระยะสั้น ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณปฏิรูปโครงสร้างพลังงานครั้งสำคัญในระยะยาว

    ตรึงค่าไฟ3.88บาท/หน่วย

    นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ระบุถึงกรณีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 ขึ้นค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) จากเดิม  3.88 บาทต่อหน่วย เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 7 สตางค์ ยืนยันว่า สามารถบริหารจัดการให้คงไว้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้ 

    โดยจะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สั่งทบทวนแผนการลงทุนของ 3 การไฟฟ้า (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) ที่รัฐบาลถือหุ้น 100%

    อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบพบว่า มีงบประมาณส่วนเกินจากการลงทุน หรือ Clawback ของ 3 การไฟฟ้ากว่า 9,000 ล้านบาท ที่สามารถนำมาใช้ชะลอการขึ้นค่าไฟได้ 

    เก็บค่าไฟแบบขั้นบันได

    รวมถึงยังเตรียมปรับปรุงโครงสร้างการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดให้มีความแตกต่างมากขึ้น เพื่อจูงใจให้ประชาชนประหยัดไฟ โดยผู้ที่ใช้ไฟฟ้าน้อยอาจได้ราคาเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เป็นต้น

    หัวใจของการตรึงค่าไฟไม่ได้อยู่ที่การทำให้ต้นทุนหายไป แต่คือการบริหารภาระของระบบไฟฟ้า ทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% ที่ในความเป็นจริงแบกรับภาระขาดทุนสะสมอยู่แล้ววิธีที่เคยใช้ในอดีตคือ กดค่าไฟลง แล้วปล่อยให้ตัวเลขบัญชีติดลบ หรือกล่าวง่าย ๆ คือเลื่อนภาระไปในอนาคต หากจะเคลียร์หนี้ทั้งหมด ค่าไฟอาจต้องพุ่งไปแตะระดับกว่า 4.50 บาทต่อหน่วยด้วยซ้ำ

    ดังนั้น ทางเลือกเชิงนโยบายจึงมี 2 แนวทางหลัก ประกอบด้วย 1.การชะลอการคืนหนี้ให้การไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งทยอยฟื้นตัว แทนที่จะเร่งปรับขึ้นค่าไฟทันที 2.การบริหารงบลงทุน (Capex) หรือ ดึงเงินบางส่วนกลับมา เช่น วงเงินประมาณ 9,000 ล้านบาทจาก Clawback เพื่อนำมาช่วยพยุงค่าไฟในงวดใหม่ให้ต่ำลง

    รื้อโครงสร้างค่าไฟ

    อย่างไรก็ตาม แม้มาตรการจะช่วยตรึงค่าไฟได้ในเชิงเทคนิค แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนความจริงสำคัญ คือ การกดค่าไฟ เป็นการเลื่อนภาระไปอนาคต แนวทางนี้เคยถูกใช้มาแล้วในอดีต และส่งผลให้เกิดภาระหนี้สะสมในระบบไฟฟ้า

    ดังนั้น การแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้อง “รื้อโครงสร้าง” ไม่ใช่แค่ประคองราคา ทิศทางใหม่ของนโยบายพลังงานไทยกำลังมุ่งไปสู่การลดบทบาท “ผู้ซื้อรายเดียว” และเพิ่มการแข่งขัน มาตรการสำคัญที่อยู่ระหว่างผลักดัน ได้แก่ ระบบซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ,ส่งเสริม Solar Rooftop ภาคประชาชน, ใช้ระบบ Net Billing เปิดทางขายไฟคืน, บริหารโหลดไฟฟ้าแบบรายชั่วโมง (Demand Response) เป้าหมายคือเพิ่มทางเลือก ลดต้นทุน และรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น Data Center

    ค่ากลั่นน้ำมันพุ่งสูงผิดปกติ

    ส่วนในเรื่องปัญหาราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นนั้น นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เปิดเผยผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ว่า ทันทีที่ผ่านขั้นตอนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ในเช้าวันที่ 7 เม.ย. 2569 จะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณามาตรการแก้ปัญหาค่าครองชีพเร่งด่วน ทั้งในส่วนของราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้า

    สำหรับปัญหาราคาน้ำมันในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ราคาหน้าปั๊มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์แบบ 100% ทำให้เกิดความผันผวนตามสถานการณ์โลกเกินความจำเป็น 
    จากข้อมูลพบว่า ค่าการกลั่นพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ จากระดับปกติ 2-3 บาทต่อลิตร ขึ้นมาเฉลี่ย 7 บาทในเดือน มี.ค. 2569 

    ล่าสุดต้นเดือน เม.ย.2569 ขึ้นไปเกือบ 14 บาทต่อลิตร ซึ่งมองว่าเป็นสภาวะตลาดพิสดาร ที่เกิดจากความตระหนกในตะวันออกกลาง

    จ่อคุมค่าการกลั่น 3-4 บาท  

    ดังนั้น จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้ กบง.เข้าไปทบทวนสูตรราคาหน้าโรงกลั่น โดยจะนำราคาน้ำมันดิบดูไบมาพิจารณาประกอบ และอาจมีการกำหนดเพดานค่าการกลั่น ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมประมาณ 3-4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว และตั้งเป้าให้มีผลในทางปฏิบัติก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    รมว.พลังงานระบุด้วยว่า นอกจากการรื้อโครงสร้างราคาแล้ว สิ่งสำคัญคือ การตรวจสอบความโปร่งใสในระบบการค้าน้ำมัน โดยที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลสต็อกน้ำมันของกรมธุรกิจพลังงาน มีความหละหลวม รายงานเพียงตัวเลขรายเดือน ทำให้เกิดช่องโหว่ในการแต่งบัญชี 

    “นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้มีการรายงานตัวเลขเข้า-ออกคลังแบบรายวัน เพื่อป้องกันการกักตุนเก็งกำไรและลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ขณะนี้เริ่มพบความผิดปกติของตัวเลขในบางหน่วยงานแล้ว และพร้อมจะดำเนินคดีตามกฎหมายย้อนหลัง” รมว.พลังงาน ระบุ

    แรงงานยื่น 7 ข้อแก้พลังงาน 

    ขณะเดียวกัน สมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย นำสหภาพแรงงานทุกองค์กร กว่า 100 คน ชูป้ายชุมนุมปราศรัยหน้ากระทรวงพลังงาน พร้อมยื่นหนังสือถึง รมว.พลังงานและรัฐบาล
    โดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย ได้ยื่นข้อเสนอถึงรัฐบาล 7 ข้อ 

    1.ลดค่าการกลั่นให้เหลือลิตรละ 2 บาท ราคาดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาท 2.หยุดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ 3.รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลการผลิตการกลั่นในประเทศ 4.รัฐต้องตรวจสอบเอาผิดกับโรงกลั่น บุคคล นิติบุคคลที่กักตุนน้ำมัน 

    5.ขอให้นายกฯ ใช้อำนาจพิเศษบริหารพลังงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน 6.รัฐต้องควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 7.รัฐต้องยกเลิกการซื้อไฟฟ้าแพงจากกลุ่มทุนเอกชน

    ทางแยกนโยบายพลังงานไทย

    สถานการณ์พลังงานวันนี้กำลังพาไทยมายืนอยู่บน “ทางแยกสำคัญ” 

    ระยะสั้น: ตรึงราคา อุดหนุน ควบคุมตลาด

    ระยะยาว: เปิดเสรี เพิ่มการแข่งขัน กระจายอำนาจพลังงาน

    คำถามสำคัญคือ รัฐจะเลือก “ประคอง” หรือ “ปฏิรูป” และจะทำได้เร็วแค่ไหน ก่อนที่ภาระทั้งหมดจะย้อนกลับมาที่ประชาชนอีกครั้ง

                                    ++++++++++                             

    “สุดารัตน์”ชงลดภาษีน้ำมัน-VAT

    คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้แสดงความห่วงใยต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จนส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างสาหัสจึงเสนอให้รัฐบาลใช้ทั้ง 2 มาตรการ คือ ทั้งกองทุนน้ำมันในการอุดหนุนราคาน้ำมันส่วนต่าง ซึ่งการใช้กองทุนน้ำมันในปริมาณที่สูงมากเกินไป ก็จะเป็นภาระหนี้สินที่ต้องกู้ ซึ่งขณะนี้สัดส่วนการกู้เงินของรัฐบาลก็เกือบชนเพดานแล้ว

    และที่สำคัญ การใช้กองทุนน้ำมันมาดูดซับราคาในช่วงที่น้ำมันราคาสูง ท้ายที่สุดประชาชนก็จะเป็นผู้รับภาระจ่ายราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องไปถึงอนาคต แม้ว่าราคาน้ำมันจะลดลงแล้วก็ตาม เพื่อเก็บเงินชำระคืนกองทุนน้ำมันที่ติดลบ เท่ากับว่าเป็นการผลักภาระให้กับประชาชนเพียงฝ่ายเดียว

    พร้อมเสนอให้ใช้มาตรการในการยกเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละเกือบ 7 บาท ในช่วงวิกฤตินี้ไปก่อน ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลประกาศลดภาษีสรรพสามิตเพียง 1 บาท ไม่สามารถช่วยเหลือลดภาระของประชาชนได้

    รวมทั้งยกเลิกการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ถึงลิตรละ 10 บาททันที

                             คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

    คุณหญิงสุดารัตน์ เข้าใจดีว่า รัฐบาลคงจะกังวลเรื่องรายได้ของรัฐจะไม่พอรายจ่ายที่ได้มีการตั้งงบประมาณไว้แล้ว จึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ความกล้าหาญสั่งการให้ทุกกระทรวงตัดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบก่อสร้างทั้งก่อสร้างถนนและอาคารขนาดใหญ่ ที่แต่ละปีใช้งบสูงถึง 100,000 ล้าน เพื่อให้งบประมาณรายจ่ายลดลงสอดคล้องกับรายได้ของรัฐที่ลดลง จากการยกเว้นการเก็บภาษีน้ำมัน

    รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4189

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/politics/655712&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3M6j2gtR_xYT-4q06nYPmF

  • “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    “ดื่มนม” ช่วยต้านสโตรก ลดโอกาสเป็นอัมพฤกษ์ได้ 10% วิจัยญี่ปุ่นคอนเฟิร์ม : เช็กข่าวชัวร์

    เช็กข้อเท็จจริง งานวิจัยญี่ปุ่นเผยดื่มนมวันละ 1 แก้ว ช่วยลดความเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก 10% จริงหรือไม่?

    ในแวดวงสุขภาพออนไลน์มีการส่งต่อข้อมูลอ้างอิงงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นระบุว่า การดื่มนมวัวในปริมาณ 1 แก้ว หรือประมาณ 180 กรัมต่อวัน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ถึง 10% พร้อมระบุว่าสารอาหารในนมช่วยควบคุมความดันโลหิตและส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต จนทำให้เกิดความสนใจและแชร์ต่อข้อมูลดังกล่าวเป็นจำนวนมากในฐานะแนวทางการดูแลสุขภาพเพื่อป้องกันอัมพฤกษ์อัมพาต

    จากการตรวจสอบที่มาของข้อมูลและรายละเอียดจากงานวิจัยดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนตามหลักการแพทย์และโภชนาการ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการคัดกรอง ข่าวปลอม และ Fake News ที่อาจบิดเบือนข้อเท็จจริงเชิงวิชาการจนทำให้เกิดความเข้าใจผิดในการรักษาโรค

    คำถาม

    ข้อมูลที่ระบุว่าการดื่มนมวันละ 1 แก้ว (180 กรัม) สามารถลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ 10% และช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้นับหมื่นคนตามงานวิจัยของญี่ปุ่น เป็นเรื่องจริงหรือไม่?

    การตรวจสอบ

    จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า ข้อมูลดังกล่าวมีที่มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการด้านโภชนาการ “Nutrients” โดยทีมนักวิจัยชาวญี่ปุ่นได้ทำการศึกษาและวิเคราะห์แบบจำลองสถานการณ์ (Simulation Analysis) ในกลุ่มประชากรผู้ใหญ่ที่มีอายุระหว่าง 30 ถึง 79 ปี โดยใช้ระยะเวลาคาดการณ์ผลกระทบในระยะ 10 ปี

    ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากประชากรเพิ่มปริมาณการดื่มนมจากค่าเฉลี่ยเดิม (ประมาณ 61.8 กรัมต่อวัน) ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 180 กรัมต่อวัน จะสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองโดยรวมได้ประมาณ 7% และในบางกลุ่มประชากรอาจลดความเสี่ยงได้สูงสุดถึง 10.6% ซึ่งนักวิจัยอธิบายเหตุผลว่านมเป็นแหล่งสำคัญของแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยควบคุมความดันโลหิตและทำให้หลอดเลือดคลายตัว

    อย่างไรก็ตาม กองบรรณาธิการตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่างานวิจัยนี้เป็นการทำแบบจำลองทางสถิติเพื่อพยากรณ์ผลลัพธ์ในระดับประชากร ไม่ใช่การการันตีผลในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว และต้องพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่น เช่น การควบคุมอาหารประเภทเค็มจัด และการออกกำลังกาย นอกจากนี้ในรายงานยังระบุถึงแนวโน้มการดื่มนมที่ลดลงในหลายประเทศรวมถึงอังกฤษ ซึ่งอาจส่งผลให้ร่างกายขาดสารอาหารสำคัญอย่าง วิตามินบี 12 และไอโอดีน ได้หากไม่ได้รับทดแทนจากแหล่งอื่น

    ข้อเท็จจริง

    ข้อความดังกล่าว “เป็นความจริงตามรายงานงานวิจัย” โดยงานวิจัยจากญี่ปุ่นระบุว่าการบริโภคนมในปริมาณที่เหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้จริงผ่านการได้รับแร่ธาตุที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรเลือกดื่มนมในปริมาณที่พอเหมาะและคำนึงถึงสภาพร่างกายของตนเอง เช่น ผู้ที่มีภาวะแพ้น้ำตาลแลคโตสหรือมีไขมันในเลือดสูงควรปรึกษาแพทย์หรือเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

    อ้างอิง

    1. Nutrients Journal (วารสารวิชาการด้านโภชนาการ)
    2. รายงานผลการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการบริโภคนมและความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองโดยทีมนักวิจัยญี่ปุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9882230/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rRce4SXC7OqJsAdpMFJE-

  • เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 9-10 เมษายน พ.ศ. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา โดยวางกรอบนโยบายครอบคลุม 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ด้านการค้าและการเกษตร ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม และด้านการบริหารภาครัฐ

    พร้อมระบุถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ว่าเป็นโจทย์เร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งรับมือ

    ในคำแถลงนยบายต่อสภารัฐบาลประกาศยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    • การพิทักษ์รักษาสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
    • การยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    • การยึดมั่นในหลักนิติธรรมและธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    ผลงานเร่งด่วนของรัฐบาลก่อนหน้า

    ในส่วนของการสรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมา นายอนุทินระบุว่ารัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน Quick Big Win หลายประการ อาทิ การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส การออกมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชาและการปกป้องอธิปไตย การปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติด การสร้างความปลอดภัยเพื่อความเชื่อมั่นในหมู่นักท่องเที่ยว รวมถึงการเร่งเจรจาการค้าและการบุกตลาดใหม่

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 และจัดทำประชามติเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญ ผลรวมของมาตรการดังกล่าวช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในไตรมาส 4 ปี พ.ศ. 2568

    วิกฤตพลังงานโลกและมาตรการรับมือเฉพาะหน้า

    นายอนุทินระบุว่า ขณะนี้โลกอยู่ในภาวะความไม่แน่นอนสูง อันเป็นผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้การผลิตและการขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติอยู่ในภาวะชะงักงัน ราคาพลังงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจและการจัดหาพลังงานของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมถึงไทย

    ในระยะเฉพาะหน้า รัฐบาลจะเร่งดำเนินมาตรการเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หารือกับสมาคมผู้ประกอบการไทยเพื่อวางแผนนำเข้า-ส่งออก บรรเทาผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยเพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลยังจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้มีผลบังคับใช้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ พร้อมปรับ

    ลดรายจ่ายของหน่วยงานรัฐที่ไม่จำเป็น

    ด้านเศรษฐกิจ

    • สร้างโอกาสเติบโตอย่างทั่วถึง

    รัฐบาลมีนโยบายแก้ปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จโดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อช่วยให้ประชาชนกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับมาตรการลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าน้ำดื่ม ค่าพลังงาน

    รัฐบาลจะสนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะทักษะดิจิทัล (Digital Literacy) และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส รวมถึงการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้คนไทยทุกกลุ่ม

    สำหรับผู้ประกอบการ SMEs รัฐบาลจะส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ปรับกฎหมายและขั้นตอนการประกอบธุรกิจให้สะดวกและโปร่งใส รวมถึงให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และจัดทำเครื่องมือบริหารจัดการธุรกิจออนไลน์ เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (E-invoice)

    • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่

    รัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล AI หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ และการแพทย์ โดยจะปรับระบบส่งเสริมการลงทุนเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่มีเทคโนโลยีและสนับสนุนการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับไทย

    ในด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม รัฐบาลจะพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ วางรากฐานเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) บ่มเพาะสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ และพัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม

    ด้านการค้า

    รัฐบาลวางนโยบาย “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล กำหนดกลไกควบคุมสินค้าที่นำเข้ามาส่งออกโดยไม่สร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ และปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส

    รัฐบาลจะผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลด้วยรูปแบบ “ทีมประเทศไทย” บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงโครงสร้างการค้า เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และเปิดตลาดใหม่สำหรับผู้ส่งออกรายย่อยโดยเฉพาะ SMEs นอกจากนี้ยังจะส่งเสริมการค้าภาคบริการในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    ด้านการเกษตร

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” สู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่งคง เกษตรยั่งยืน” โดยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและศักยภาพของดินและแหล่งน้ำ พัฒนาการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบ Big Data และ AI เพื่อวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน และยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็น “ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก”

    ด้านการท่องเที่ยว

    รัฐบาลตั้งเป้าสร้างไทยเป็น “จุดหมายการเดินทาง 365 วัน” (Destination Thailand) โดยปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวให้อยู่ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy)

    รัฐบาลจะพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน เชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีนโยบายยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดระบบประกันภัยภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับบริการสาธารณสุข และสนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษี

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    รัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศแบบ “Beyond Thailand” มุ่งแสดงบทบาทเชิงรุกในเวทีโลก ยึดมั่นในระบอบพหุภาคีภายใต้กรอบสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมในการเป็นประธานอาเซียนของไทย ในด้านการทูตเศรษฐกิจ รัฐบาลตั้งเป้าผลักดันไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571

    • ความมั่นคงชายแดน

    รัฐบาลจะพัฒนาระบบเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกำแพงชายแดนเพื่อจัดการภัยคุกคามครบวงจร ทั้งการลักลอบขนสินค้า แรงงานผิดกฎหมาย เครือข่ายสแกมเมอร์ และยาเสพติด พร้อมสานต่อการแก้ปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาด้วยสันติวิธี รวมถึงเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 ว่าด้วยพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

    ส่วนปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่

    • ความมั่นคงภายใน

    รัฐบาลจะบูรณาการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ โดยระบุชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนให้การพนันทุกชนิดเป็นธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และจะทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรข้ามชาติ

    รัฐบาลยังมีนโยบายพัฒนาระบบทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการในรูปแบบสัญญาจ้าง 4 ปี มีค่าตอบแทนและระบบประเมินผลที่ชัดเจน เพื่อเป็นฐานรองรับการปรับระบบเกณฑ์ทหารไปสู่ระบบสมัครใจในระยะยาว

    ด้านสังคม

    • การศึกษา

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ เรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา” โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีสำหรับคนไทยทุกช่วงวัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนของครู และปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต รวมถึงพัฒนาทักษะด้าน AI และหุ่นยนต์ร่วมกับภาคเอกชน

    • สาธารณสุข

    รัฐบาลมุ่งพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้สามารถ “รักษาทุกที่ได้ทันที” โดยเชื่อมโยงข้อมูลสิทธิการรักษาและประวัติการแพทย์ของคนไทยเข้าด้วยกัน ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมให้รองรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ และยกระดับบริการสุขภาพด้วยเทคโนโลยี AI เช่น การแพทย์ทางไกล ควบคู่กับการส่งเสริมการแพทย์แผนไทย

    • ครอบครัวและสังคมสูงวัย

    รัฐบาลจะสร้างสภาพสังคมและชุมชนรองรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้สูงอายุ จัดสถานที่พักพิงได้มาตรฐาน และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านเพื่อดูแลผู้ป่วยและผู้สูงวัยในชุมชน รวมถึงผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอ

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    รัฐบาลจะเร่งพัฒนา Big Data และ AI เพื่อพยากรณ์การบริหารจัดการน้ำและอากาศในระดับตำบล ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือน เพื่อให้สามารถเยียวยาผลกระทบได้รวดเร็วและเป็นธรรมเมื่อเกิดภัยพิบัติ

    ในด้านสิ่งแวดล้อม รัฐบาลยืนยันเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2593 โดยส่งเสริมพลังงานสะอาด วางรากฐานการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี สนับสนุนการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน และจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากล รัฐบาลยังมีนโยบายเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูป่าต้นน้ำและป่าชายเลนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชน

    ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

    รัฐบาลประกาศนโยบาย “ราชการทันใจ” มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ โดยผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะ ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้มีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากกฎหมายที่ล้าสมัยภายใน 1 ปี

    ในด้านการปฏิรูประบบราชการ รัฐบาลจะลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนด และปรับบทบาทภาครัฐเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” แทน “ผู้ควบคุม” ควบคู่กับการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ภาครัฐ Work from Anywhere

    รัฐบาลยังมีนโยบายทบทวนกฎหมายลำดับรองกว่าเจ็ดพันฉบับ เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น เช่น กฎหมายเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายควบคุมการโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียง และกฎหมายความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค รวมถึงแก้ไขกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้คำนึงถึงคุณค่าของพัสดุ ไม่ใช่แค่ราคาต่ำสุด

    ในด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน รัฐบาลจะบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐและใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริต โดยกำหนดตัวชี้วัดที่ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทยต้องปรับตัวดีขึ้น

    กรอบการบริหารแบบกลุ่มยุทธศาสตร์

    รัฐบาลประกาศปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็นระบบ “บูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต กลุ่มการผลิต การค้าและบริการ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กลุ่มสังคมและสวัสดิการ และกลุ่มการต่างประเทศและความมั่นคง

    แต่ละกลุ่มจะมีผู้รับผิดชอบหลักทำหน้าที่กำหนดทิศทาง กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประสานความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วน โดยรัฐบาลจะรายงานความก้าวหน้าต่อประชาชนอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

    กรอบการใช้จ่ายงบประมาณ

    รัฐบาลระบุว่าการดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ได้แก่ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง โดยจะส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อลดภาระหนี้สาธารณะในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ปิดท้ายการแถลงนโยบายด้วยการระบุว่า รัฐบาลจะมุ่งขับเคลื่อนให้ “ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายตามหลัก “พูดแล้วทำ” เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมต่อประชาชนทุกคน

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ เปิดนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เร่งแก้วิกฤตพลังงาน พยุงปากท้อง-ค่าครองชีพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/655856&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16WLYG0z3T9YbHELGSHiPd

  • จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    จีนจ่อออกมาตรการกำกับดูแลการใช้งานมนุษย์ดิจิทัล : อินโฟเควสท์

    สำนักบริหารการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซแห่งประเทศจีน (CAC) ได้ร่างชุดมาตรการการจัดการบริการอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้องกับ “มนุษย์ดิจิทัล” (Digital Humans) และได้เริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะต่อร่างกฎหมายดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ (3 เม.ย.) ที่ผ่านมา

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ร่างมาตรการดังกล่าวกำหนดให้ผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งจำลองเสมือนที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์และสามารถสนทนาด้วยเสียงหรือมีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบอื่น ๆ ได้นั้น จะต้องแสดงสัญลักษณ์หรือข้อความระบุว่า “มนุษย์ดิจิทัล” อย่างชัดเจนควบคู่ไปกับเนื้อหานั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง

    มาตรการดังกล่าวระบุว่า การใช้ข้อมูลส่วนบุคคลที่ละเอียดอ่อนของบุคคล เพื่อสร้างและจำลองภาพลักษณ์ของมนุษย์ดิจิทัล จะต้องผ่านกระบวนการขอความยินยอมโดยได้รับการบอกกล่าว (informed consent)

    นอกจากนี้ ยังมีการระบุข้อบังคับว่า ห้ามมิให้องค์กรหรือบุคคลใดใช้มนุษย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะซึ่งทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลธรรมดาได้ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากบุคคลนั้น

    มาตรการนี้ยังห้ามมิให้ชักจูงเยาวชนให้เสพติดมนุษย์ดิจิทัล ผ่านบริการเสมือนจริงที่จำลองความสัมพันธ์แบบครอบครัวหรือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด รวมถึงบริการที่อาจส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายที่เกินตัวอีกด้วย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/583051&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20_ODmnxwZhPVrkDRuYM0N

  • ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    ผลศึกษาเตือน “ประชากรกำลังล้นโลก” เกินขีดจำกัดอยู่อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ว่ามหาวิทยาลัยฟลินเดอร์สของออสเตรเลียเปิดเผยผลการศึกษาข้อมูลประชากรโลกกว่าสองศตวรรษ และแบบจำลองการเติบโตทางนิเวศเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของขนาดประชากรและอัตราการเติบโต ซึ่งพบว่ามนุษยชาติกำลังดำรงชีวิตอยู่เกินกว่าที่โลกจะรองรับได้จนเพิ่มแรงกดดันต่ออาหาร ภูมิอากาศ และความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมเสริมว่า การเติบโตต่อเนื่องภายใต้การบริโภครูปแบบต่าง ๆ ในปัจจุบัน จะยิ่งซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมและสังคมของชุมชนทั่วโลก

    การเปลี่ยนแปลงทางประชากรครั้งใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 เมื่ออัตราการเติบโตของประชากรเริ่มชะลอตัวลง แม้จำนวนประชากรทั้งหมดยังคงเพิ่มขึ้น

    ศาสตราจารย์โคเรย์ แบรดชอว์ ของมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส และผู้เขียนหลักของการศึกษานี้ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” ซึ่งหมายความว่า การเพิ่มจำนวนประชากรไม่ได้หมายถึงการเติบโตที่เร็วขึ้นอีกต่อไป

    การศึกษาระบุว่าจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น มีความเชื่อมโยงอย่างเห็นได้ชัดกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น รอยเท้าทางนิเวศวิทยาที่ใหญ่ขึ้น และการปล่อยคาร์บอนที่สูงขึ้นในช่วง “ระยะประชากรศาสตร์เชิงลบ” พร้อมคาดการณ์ว่า หากสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป จำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นแตะจุดสูงสุดราว 11,700-12,400 ล้านคน ภายในช่วงทศวรรษ 2070 ซึ่งสูงเกินขีดความสามารถในการรองรับอย่างยั่งยืนของโลกราว 2,500 ล้านคน

    ช่องว่างความแตกต่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับที่ยั่งยืนกับประชากร 8,300 ล้านคนในปัจจุบันนั้น ตอกย้ำปัญหาการบริโภคเกินขนาดทั่วโลก ซึ่งถูกอำพรางมานานหลายทศวรรษด้วยการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนัก ที่เพิ่มผลผลิตอาหาร พลังงาน และอุตสาหกรรม แต่กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมลพิษด้วยเช่นกัน

    ศ.แบรดชอว์ระบุว่า ระบบค้ำจุนชีวิตของโลกตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดแล้ว พร้อมเรียกร้องการปรับเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนในวิธีการใช้พลังงาน ที่ดิน และอาหาร.

    ข้อมูล : XINHUA

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5754369/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38YQ5A327h6VN8VKNLAQVt

  • วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วัส ติงสมิตร ชี้ช่อง อ.โต้ง สู้คดีเลิกจ้าง 17 ปี ย้ำต้องฟ้องศาลแรงงาน

    วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.39 น.

    5 เมษายน 2569 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกดราม่า “ม.รังสิต vs อ.โต้ง”: จากปมแฉทุจริตดิน สู่การเลิกจ้างฟ้าผ่าแบบไร้ค่าชดเชย

    กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม เมื่อนักอาชญาวิทยาชื่อดัง รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ “อาจารย์โต้ง” ถูกเลิกจ้างกะทันหัน นำมาสู่การตอบโต้ผ่านแถลงการณ์และการยื่นหนังสือถึง ผบ.ตร. เพื่อทวงความยุติธรรม!

    ฝั่งมหาวิทยาลัยรังสิต: “เลิกจ้างเพราะบิดเบือนข้อเท็จจริง”

    มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์ชี้แจง 3 ประเด็นหลัก เพื่อยืนยันว่าการเลิกจ้างเป็นไปตามกฎหมายและธรรมาภิบาล:

    1.การพ้นตำแหน่งบริหาร: ชี้แจงว่าเมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ในเดือน ก.ค. 2568 รองอธิการบดีชุดเดิมต้องพ้นตำแหน่งตาม พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน มาตรา 39 โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การสั่งปลดเพราะไปปราบทุจริต

    2. ปมขโมยดิน 140 คันรถ: มหาวิทยาลัยยืนยันว่าเป็น “ข้อมูลเท็จ” แท้จริงแล้วเป็นการขนย้ายขยะและปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้าง ผลสอบสวนภายในระบุไม่มีหลักฐานการกระทำผิดอาญา

    3. เหตุผลการเลิกจ้าง: คณะกรรมการสอบสวน (ประธานโดย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ) มีมติเอกฉันท์ให้ “ลงโทษสถานหนัก” โดยไม่จ่ายค่าชดเชย เนื่องจากมองว่านำเรื่องเท็จไปป่าวประกาศ ทำให้สถาบันเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง

    ฝั่งอาจารย์โต้ง: “ถูกทุบเพราะขุดคุ้ยความไม่โปร่งใส”

    อาจารย์โต้งเดินหน้ายื่นหนังสือต่อ ผบ.ตร. เพื่อติดตามคดีลักทรัพย์ โดยให้ข้อมูลในมุมที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง:

    • หลักฐานมัดตัว: ยืนยันมีคลิป CCTV และระบบ LPR บันทึกการขนดินออกไปจริง รวมถึงมีบันทึกรับสารภาพจากบริษัทรถขนดิน

    • คดีอาญาที่ยอมความไม่ได้: ตั้งข้อสังเกตว่ามีการถอนแจ้งความหลังจากเปลี่ยนตัวอธิการบดี ทั้งที่ข้อหา “ลักทรัพย์นายจ้าง” เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ตำรวจต้องดำเนินคดีต่อ!

    • คำท้าพิสูจน์: ท้าให้มหาวิทยาลัย “ตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน” ต่อหน้าสื่อมวลชน ตัวแทนกระทรวง อว. และตำรวจ เพื่อเปิดหลักฐานทีละประเด็น

    • เสียงสะท้อน: “ท่านจะทุบผมไม่เป็นไร แต่อย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้”

    เลิกจ้างฟ้าผ่า ไร้ค่าชดเชย: ประเด็นที่สังคมสงสัย

    ทำงานมา 17 ปี ทำไมถึงไม่ได้ค่าชดเชย? มหาวิทยาลัยอ้างว่าเป็นการลงโทษทางวินัยสถานหนัก ซึ่งในทางกฎหมายหากพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างทำผิดร้ายแรง นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    คำถามคือ: สิ่งที่ อ.โต้ง เปิดเผย เป็น “ข้อมูลเท็จโดยเจตนา” หรือ “การร้องเรียนโดยสุจริต” …นี่คือจุดชี้ขาดของคดี!

    ปมกฎหมาย: มาตรา 23 กับสิทธิของลูกจ้าง

    กฎหมายเฉพาะใน มาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ระบุว่ากิจการสถาบันฯ ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน แต่! ในวรรคถัดไปกำหนดชัดเจนว่า: “ผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน”

    สรุปคือ สิทธิขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่ากฎหมายแรงงาน มาตรา 23 ไม่ใช่เกราะคุ้มกันให้นายจ้างเลิกจ้างใครก็ได้โดยไม่จ่ายเงิน!

    ฟ้องศาลไหน?

    คำตอบคือ “ศาลแรงงาน” เท่านั้น! เนื่องจากเป็นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างแรงงานของสถาบันเอกชน ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐ จึง ไม่ใช่คดีปกครอง ที่ต้องฟ้องต่อศาลปกครอง

    หากขึ้นศาล ผลจะออกมาอย่างไร?

    หากคดีเข้าสู่ศาลแรงงาน ประเด็นที่ศาลจะพิจารณาคือ

    1) มีเหตุเลิกจ้างร้ายแรงจริงหรือไม่

    หากมหาวิทยาลัยพิสูจน์ได้ว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยเจตนา มหาวิทยาลัยก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

    แต่หาก อ.โต้ง พิสูจน์ได้ว่ามีหลักฐานรองรับและกระทำโดยสุจริต ศาลอาจเห็นว่าไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

    2) สิทธิเรียกค่าชดเชย

    หากศาลเห็นว่าเลิกจ้างไม่ชอบ มหาวิทยาลัยอาจต้องจ่าย

    ค่าชดเชยตามอายุงาน

    ค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

    ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม

    สำหรับอายุงาน 17 ปี ตัวเลขอาจสูงอยู่ไม่น้อย

    บทส่งท้าย

    คดีนี้สะท้อนคำถามใหญ่ถึง “Whistleblower” หรือผู้ตรวจสอบความโปร่งใสในองค์กรว่าจะได้รับการคุ้มครองแค่ไหน? และธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษาไทยควรเป็นอย่างไร?

    ต้องรอติดตามว่าบทสรุปที่ศาลแรงงานจะเป็นอย่างไรครับ!

    วัส ติงสมิตร
    นักวิชาการอิสระ
    4/4/69

    #อาจารย์โต้ง #มหาวิทยาลัยรังสิต #ดราม่ามรังสิต #ความยุติธรรม #กฎหมายแรงงาน #ทุจริต #อาชญาวิทยา #ข่าวการศึกษา #ธรรมาภิบาล #Whistleblower

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/956945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ECblOu5w8FBBCfm5Zhr_z

  • สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน “จีน-ไทย” เดินหน้าพัฒนาบุคลากรด้านรถยนต์ไฟฟ้า | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเทพมหานคร เมือวันที่ 5 เม.ย.ว่านายว่านกัง ประธานสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และประธานการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลก กล่าวในการประชุมยานยนต์พลังงานใหม่โลกประจำปี 2026 ( World New Energy Vehicle Congress 2026 ) ณ กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งได้ปิดฉากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าจีนและไทยจะยกระดับความร่วมมือในการส่งเสริมการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในด้านต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    จีนและไทยจะเดินหน้ายกระดับการทำงานร่วมกันในการฝึกอบรมบุคลากรด้านยานยนต์พลังงานใหม่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น บนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของความร่วมมือด้านการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรบุคคลให้สอดประสานกับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม

    การประชุมนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศและการฝึกอบรมบุคลากร ดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 300 คนจากอุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการศึกษาทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อร่วมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคอย่างสอดประสาน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

    นายจางเจี้ยนเว่ย เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างจีนและไทยในภาคส่วนยานยนต์พลังงานใหม่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจะกระชับความร่วมมือด้านการประสานงานเชิงนโยบาย การแลกเปลี่ยนทางเทคโนโลยี และความร่วมมือทางอุตสาหกรรม เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ในภูมิภาคเติบโตอย่างมั่นคง มีความยืดหยุ่น และยั่งยืนยิ่งขึ้น

    นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการของไทยกล่าวว่า การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องของจีนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก ซึ่งช่วยให้ไทยได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิค โดยไทยจะกระชับความร่วมมือกับจีนในด้านการพัฒนาบุคลากรผู้มีความสามารถ และส่งเสริมการบูรณาการอุตสาหกรรมและการศึกษาเข้าด้วยกัน

    เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทจีนได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของไทย โดยเพิ่มการลงทุนทั้งในด้านการผลิตยานยนต์ ระบบนิเวศอุตสาหกรรม และการบ่มเพาะบุคลากร ปัจจุบันมีผู้ผลิตยานยนต์สัญชาติจีน 7 รายที่ตั้งฐานการผลิตในไทย คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 97,900 ล้านบาท ) และสร้างงานให้กับคนในท้องถิ่นนับหมื่นตำแหน่ง.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5752631/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VWbZWPlriUBakZTjEPKxU