Blog

  • รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

    รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกท่องเที่ยวออกจากกีฬา ฟื้นเที่ยวไทยคนละครึ่ง เก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

    รมว.ท่องเที่ยว เร่งแยกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา

    วันนี้ (วันที่ 9 เมษายน 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยถึงนโยบายของกระทรวงฯว่าด้านการท่องเที่ยวว่า ภารกิจเร่งด่วนที่จะพยายามดำเนินการให้เร็วที่สุด คือ การปรับโครงสร้างกระทรวง โดยจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกจากกีฬา โดยจะย้ายงานด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม อาจใช้ชื่อว่า “กระทรวงการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

    ส่วนกระทรวงกีฬา ก็จะแยกตัวออกไป ทำหน้าที่ด้านกีฬา ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะนำมาซึ่งประโยชน์และความชัดเจนในระยะยาวสำหรับทั้ง 2 ภาคส่วน

    การรวมท่องเที่ยวกับวัฒนธรรม ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อนำต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหาร Soft Power เสื้อผ้าไทย เทศกาลประเพณี และโบราณสถาน มาสนับสนุนการท่องเที่ยวให้เป็นเนื้อเดียวกันและไร้รอยต่อมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการหารายได้เข้าประเทศ

    โดยขณะนี้จะมีการตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ เช่น กฎหมาย อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน และกำลังคน ซึ่งการดำเนินการต้องรวดเร็วแต่รอบคอบ ไม่ต้องการให้เกิดความเร่งรีบจนทิ้งปัญหาค้างคาเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับการรวมกระทรวงอื่นๆ   

    ปรับลดเป้าท่องเที่ยวปีนี้ เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง เน้นรายได้มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยว

    นอกจากนี้กระทรวงการท่องเที่ยวฯจะยังอยู่ระหว่างจัดทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อลดผลกระทบและรับมือจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบจากการท่องเที่ยวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้องลดเป้าหมายการท่องเที่ยวในปีนี้ลง

    โดยจากนี้รัฐบาลมีนโยบายเน้นเป้าหมาย “รายได้” มากกว่า “จำนวนคน” ไม่เน้นตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่จะให้ความสำคัญกับ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ เพื่อเพิ่มยอดการใช้จ่ายต่อหัวให้มากขึ้น และเน้นนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่อาจหายไปจากผลกระทบตะวันออกกลาง

    สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล ร

    กางมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวระยะสั้น ฟื้น เราเที่ยวด้วยกัน

    สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวระยะสั้น (Quick Win) กระทรวงจะต้องเตรียมการและมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวและช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในช่วงที่คาดว่าปัญหาจะรุนแรงขึ้นหลังสงกรานต์

    อาทิ การฟื้นโครงการที่เคยประสบความสำเร็จในช่วงโควิด เช่น “เราเที่ยวด้วยกัน” กลับมาพิจารณาใช้อีกครั้งภายใน 3-6 เดือน ข้างหน้า การนำมาตรการทางภาษี มากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ อาทิ การสนับสนุนการท่องเที่ยว ผ่านการลดหย่อนภาษี โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวในเมืองรอง ที่จะสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้มากกว่าเมืองหลัก

    อีกทั้งภาครัฐเตรียมจัดโปรโมชั่นและมาตรการจูงใจต่างๆ อย่างต่อเนื่องสำหรับทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน ให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เพื่อผ่านวิกฤตในช่วงนี้

    การส่งเสริมการเดินทางสีเขียวสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศผ่านระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟและรถบัส เพื่อประหยัดพลังงานท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่สูงขึ้น การวางตำแหน่งให้ไทยในฐานะ Safe Havenวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางสำหรับกลุ่ม Long Stay (พำนักระยะยาว) โดยเฉพาะจากประเทศที่มีความขัดแย้ง เช่น ตะวันออกกลาง หรือยุโรป เนื่องจากไทยมีความปลอดภัยและไม่ใช่คู่ขัดแย้ง

    ยันเดินหน้าจัดเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท

    รวมไปถึงการผลักดันการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) 300 บาทสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยทางอากาศ เพื่อนำเงินเข้า กองทุนพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อนำไปใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการเดินทาง และนำไปใช้ในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืนมากขึ้น

    รัฐมนตรีระบุว่าการจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้กัน เช่น ประเทศญี่ปุ่นที่มีการเก็บ Sayonara Tax ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีแผนที่จะปรับเพิ่มอัตราค่าธรรมเนียมนี้ด้วยจาก 1,000 เยน เป็น 3,000 เยน ซึ่งก็พบว่าญี่ปุ่น พบว่าการเก็บค่าธรรมเนียมไม่ได้ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง แต่กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยซ้ำ

    นโยบายนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อคัดกรองนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่มีศักยภาพ มากกว่าการเน้นเพียงจำนวนคน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย และโดยส่วนตัวผมก็สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการนี้ต่อ เพราะเชื่อว่าจะมีผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย

    นอกจากนี้รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง

    อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และการยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    มุ่งขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยวทะลุ 3 ล้านล้านบาทใน 4 ปี

    “ส่วนเป้าหมายระยะยาวด้านการท่องเที่ยว ก็มองว่าจะผลักดันการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวในช่วง 4 ปีนี้ ให้กลับมาสร้างรายได้ 3 ล้านล้านบาท เหมือนในช่วงก่อนโควิด-19” รมว.ท่องเที่ยว

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การรับมือสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูงแม้มีการประกาศหยุดยิงระหว่างสหัฐและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวทั้งตลาดตะวันออกกลางและยุโรปชะลอตัวลงนั้น ททท.วางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

    โดยมุ่งเน้นรักษาสมดุลและแสวงหาโอกาสจากตลาดกลุ่มอื่นที่ไม่มีความเสี่ยงเข้ามาชดเชยส่วนที่หายไป โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ อาทิ จีน อินเดีย รัสเซีย และกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เพื่อทดแทนตลาดที่อาจได้รับผลกระทบ

    แต่ไม่ได้ทิ้งตลาดระยะไกลเลย เพราะยังเป็นตลาดที่คาดหวังได้อยู่ แต่ต้องเน้นทำตลาดเชิงรุกในกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงและพำนักระยะยาว ไม่ได้เน้นเชิงปริมาณ อาทิ กลุ่มดูแลสุขภาพ ผู้ป่วยที่ต้องการมารักษาตัว รวมถึงกลุ่มคนทำงานด้านดิจิทัล (Digital Nomad) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีการเดินทางได้อย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อจำกัดด้านเที่ยวบินในปัจจุบัน

    ททท.ดันไทยฮับท่องเที่ยว 365 วัน

    ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ท่องเที่ยวได้ทุกวันภายใต้แคมเปญฮับ 365 หรือ 365 วัน ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าสูงและความยั่งยืน โดยยุทธศาสตร์นี้จะไม่ใช่เพียงหน้าที่ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเพียงอย่างเดียว

    แต่จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน พร้อมทั้งใช้กิจกรรมหรืออีเวนต์สำคัญ (Event-led) เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

    ในส่วนมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย มีแนวคิดนำโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ที่ประสบความสำเร็จในรอบก่อนหน้านี้กลับมาใช้อีกครั้ง เพราะคนละครึ่งพลัสที่เน้นการใช้จ่ายทั่วไปก็สามารถนำมาผสมใช้กับทุกอุตสาหกรรมได้ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมและตั๋วเครื่องบิน เพื่อส่งเสริมการบริหารภาคประชาชนและการเดินทางภายในประเทศ โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ซึ่งจะต้องมีการหารือเรื่องงบประมาณกับทางสำนักงบประมาณก่อนดำเนินการต่อไป

    “แผนการดำเนินงานทั้งหมดจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดยไม่เน้นเพียงแค่ตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการใช้จ่ายที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งในระหว่างที่รอความชัดเจนของการเจรจาหยุดยิงในตะวันออกกลาง ว่าจะยุติได้หรือไม่นั้น การท่องเที่ยวไทยจะยังคงเดินหน้าตามแผนการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและการทำตลาดในประเทศกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพเป็นลำดับแรก” นางสาวฐาปนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656207&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rsw4uNOlYZPYspTdecenJ

  • รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย ท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง หนุนตั้งกระทรวงกีฬา

    รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย ท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง หนุนตั้งกระทรวงกีฬา

    รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย ท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง หนุนตั้งกระทรวงกีฬา

    รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบายขับเคลื่อน ท่องเที่ยวและกีฬาไทย สู่ยุคมูลค่าสูง ชู 4 เสาหลักพัฒนาการกีฬา พร้อมหนุนแนวคิดแยก “กระทรวงการกีฬา” ยกระดับมาตรฐานสากล

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารเข้าร่วมรับฟังทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ

    นายสุรศักดิ์ เปิดเผยถึงแนวทางการยกระดับวงการกีฬาไทย โดยมุ่งเน้นการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบการพัฒนา 4 เสาหลัก ประกอบด้วย : Sport Health: การส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทุกช่วงวัย

    Sport Wealth: ผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ

    Sport Pride: ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ

    Sport Future: การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยพร้อมสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬามีความชัดเจน ครอบคลุม และมีความต่อเนื่องในทุกมิติ ขณะที่ด้านการท่องเที่ยวจะมีการบูรณาการร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ

    ในส่วนของการจัดการแข่งขันกีฬานั้น นายสุรศักดิ์ กำชับว่าการแข่งขันทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติต้องจัดให้ได้ตามมาตรฐานสากลและมีความคุ้มค่าสูงสุด พร้อมปรับภาพลักษณ์หน่วยงานสู่การเป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว และโปร่งใส

    ช่วงท้ายของการมอบนโยบาย รมว.สุรศักดิ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ทั้งการสนับสนุนระบบ Work from Home หรือ Work from Anywhere รวมถึงให้งดหรือชะลอการไปศึกษาดูงานต่างประเทศในช่วงนี้ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ 

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/102177/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15EnDFEzCLQNNtOXqqXO5S

  • g

    g

    เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพกำลังเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาการเดินทางเพื่อเติมพลังชีวิต gettgo จึงร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โรงพยาบาลเอส เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลังและข้อ, Ascend Travel , บริษัทรถเช่า ทรู ลีสซิ่ง , gettgo และ Sanook.com เปิดตัวแคมเปญ “Journey of Longevity” ชวนคนเมืองออกเดินทางใกล้กรุง ผ่านเส้นทางท่องเที่ยว 7 จังหวัดภาคกลาง เพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตใจอย่างยั่งยืน

    gettgo ร่วม ททท. ดันเทรนด์ Longevity Travel ชวน Gen Y เที่ยวใกล้กรุง ฟื้นพลังชีวิต

    แคมเปญนี้มุ่งเน้นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y อายุ 28-43 ปี ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การพักผ่อน และ Work-Life Balance มากขึ้น พร้อมนำเสนอประสบการณ์ท่องเที่ยวแนว Longevity Travel ที่ผสานธรรมชาติ วิถีชุมชน และกิจกรรมเพื่อสุขภาพใน 7 จังหวัดภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท ลพบุรี สิงห์บุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี และอ่างทอง

    โดยแนวคิด “Journey of Longevity” ถูกออกแบบเพื่อให้การเดินทางไม่ใช่เพียงการพักผ่อน แต่เป็นการฟื้นฟู ทั้งร่างกายและจิตใจ ผ่านประสบการณ์ Well-Taste อาหารสุขภาพ, Well-Stay ที่พักท่ามกลางธรรมชาติ, Well-Sight วิถีชุมชน และ Wellness Activities เพื่อช่วยให้คนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบได้ออกเดินทางใกล้กรุงเติมพลังชีวิต และกลับมาใช้ชีวิตอย่างสมดุลอีกครั้ง

    “การเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการท่องเที่ยว แต่คือการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการพักผ่อน เติมพลัง และสร้างสมดุลให้กับชีวิต” นายวรวัฒน์ โรจน์รังษี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด กล่าว พร้อมระบุว่า gettgo สนับสนุนแนวคิด Journey of Longevity เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกายและใจ พร้อมนำประกันภัยมาเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง เพื่อช่วยดูแลความเสี่ยงและสร้างความอุ่นใจในทุกทริป

    ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืน โดย gettgo ร่วมสนับสนุนการเดินทางของนักท่องเที่ยวผ่านโซลูชันประกันภัยที่ตอบโจทย์การเดินทางใกล้กรุงและทริประยะสั้น โดยมอบส่วนลด 20% สำหรับประกันรถยนต์ระยะสั้น 30 / 90 / 180 วัน จากวิริยะประกันภัย เพื่อตอบโจทย์การเดินทางระยะสั้นแบบ Longevity Travel เพียงใช้โค้ด PRTAT20 และ นอกเหนือจากนี้นักท่องเที่ยว สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆจากแคมเปญได้โดยตรงผ่าน Website www.journeyoflongevity.com ระยะเวลาแคมเปญตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน – 15 มิถุนายน 2569 ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://tat.gettgo.com/motor/monthly

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieppui6rksynjbilusa5s8h0n1eo9fkv&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ErQDmnbFwHKs2jYuHLU3f

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

    รมว.ท่องเที่ยวฯ มอบนโยบาย ยกระดับเที่ยวไทยสู่ “มูลค่าสูง” ดัน 4 เสาหลักกีฬาสร้างรายได้

    “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงฯ มุ่งยกระดับท่องเที่ยวไทยสู่มูลค่าสูง เที่ยวได้ 365 วัน ดันสายมู-เมืองรอง พร้อมเล็งปรับโครงสร้างบูรณาการร่วมกระทรวงวัฒนธรรม และหนุนตั้ง “กระทรวงกีฬา” ย้ำหน่วยงานรัฐประหยัดงบ สั่งเบรกศึกษาดูงานต่างประเทศ

    รมว.สุรศักดิ์ มอบนโยบาย “ขับเคลื่อนท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง”

    เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ

    นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จึงขอให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายรัฐบาล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

    เล็งบูรณาการวัฒนธรรม – หนุนตั้ง “กระทรวงกีฬา”

    ประเด็นสำคัญในการมอบนโยบายครั้งนี้ คือการเตรียมความพร้อมปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ

    นอกจากนี้ ยังสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” อย่างเป็นเอกเทศ เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ

    ยกระดับท่องเที่ยว เน้น “คุณภาพ” มากกว่า “ปริมาณ”

    ในด้านการท่องเที่ยว รัฐบาลมีเป้าหมายยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย จากเดิมที่เน้น “ปริมาณ” ไปสู่การสร้าง “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยมีทิศทางสำคัญ ดังนี้

    • เที่ยวได้ 365 วัน ปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) เป็นการตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven)
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเฉพาะทาง ดันการท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness)
    • กระจายรายได้สู่ฐานราก กระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่างๆ
    • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกและมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    ชู 4 เสาหลักพัฒนากีฬาไทย

    สำหรับการกีฬา การจัดการแข่งขันทั้งระดับชาติและนานาชาติต้องได้มาตรฐานสากลและคุ้มค่า โดยมุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือพัฒนาคนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านกรอบการพัฒนา 4 เสาหลัก ได้แก่

    1. Sport Health ส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
    2. Sport Wealth ผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้
    3. Sport Pride ยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ
    4. Sport Future นำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬาเพื่อรองรับอนาคต

    ย้ำเอกภาพ สั่งเบรกดูงาน ตปท. ประหยัดงบรัฐ

    ในช่วงท้าย นายสุรศักดิ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนนโยบายว่า ต้องเกิดจาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงาน โดยมุ่งสู่การเป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล คล่องตัว โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

    พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลเรื่องการประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด เช่น มาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) หรือ Work from Anywhere รวมไปถึงการศึกษาดูงานต่างประเทศ โดยสั่งการให้ “งดหรือชะลอ” ไว้ก่อน เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดเท่านั้น.

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2925763&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WfwBv2K2-7U628e77svm7

  • การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจปีนี้ไม่ขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภค | TOPNEWS

    การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจปีนี้ไม่ขาดแคลนน้ำใช้อุปโภคบริโภค | TOPNEWS

    วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวรวิทย์ แจ้งจินต์ ผู้จัดการการประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจเกิดความแห้งแล้งอันอาจกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร การอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว
    การประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มั่นใจได้ว่าในส่วนของน้ำดิบมีเพียงพอในการผลิตน้ำประปา ที่จะรองรับในอนาคตเพราะเราเป็นหนึ่งในพื้นที่อำเภอศรีราชาเป็นหนึ่งใน
    พื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ของการเจริญเติบโตของพื้นที่ เพื่อสร้างเสถียรภาพในการผลิตน้ำประปา และสามารถส่งจ่ายให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการเสริมสร้างการพัฒนาคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน ท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตอบสนองความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายตัวของชุมชน

    ทางการประปาส่วนภูมิภาค สาขาศรีราชา มีการเตรียมแผนงานที่สอดคล้องกับมาตรการรองรับฤดูแล้งฯ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำฯ เพื่อเป็นการป้องกันและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนอย่างทันต่อสถานการณ์ มาตรการด้านการผลิตและจ่ายน้ำ บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ บริหารกำลังคนและการใช้ทรัพยากรของหน่วยงานให้เพียงพอและพร้อมต่อการใช้งาน
    ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อรายงานสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังวางแผนการช่วยเหลือประชาชน เตรียมพร้อมกำลังคน รถยนต์บรรทุกน้ำเพื่อนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

    โดย จำนวนผู้ใช้น้ำการประปาส่วนภูมิภาคสาขาศรีราชา ทั้งหมด 52,888 ราย ปริมาณน้ำผลิต 60,000 ลบ.ม. ต่อวันและรับน้ำดิบจำนวน 100,000 ลบ.ม. และปัญหาที่เกิดขึ้นที่บ่อยที่สุดที่พบเจอก็คือเกี่ยวกับน้ำที่หยุดไหลหรือน้ำไหลช้า
    เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและสภาพพื้นที่แต่ละพื้นที่ไม่เท่ากันจึงทำให้น้ำไหลแรงและไหลเบาตามเวลาบางพื้นที่อยู่ติดวิวเขาจึงจะต้องใช้เครื่องมิเตอร์ ติดตั้งเพื่อดูแรงดันของน้ำหากวันไหนน้ำไม่มีแรงดันแสดงว่าพื้นที่ดังกล่าวนั้นน่าจะมีการรั่วไหล ทางเจ้าหน้าที่ก็จะส่งพนักงานลงไปตรวจสอบและแก้ไขทันทีหากพื้นที่ด้านล่างน้ำจะไหลตามปกติ
    อยากฝากถึงประชาชนพี่น้องชาวอำเภอศรีราชาช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัดและ ขอให้มั่นใจได้ว่าทางประปาศรีราชามีน้ำเพียงพออย่างแน่นอน

    ภาพ/ข่าว จารุ สุขศรี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1541924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MRtxFh7qLlTDQNGYmfocC

  • ธอส.ปล่อย 4 สินเชื่อซ่อมบ้าน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% อัดเงินหนุนเศรษฐกิจ

    ธอส.ปล่อย 4 สินเชื่อซ่อมบ้าน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1% อัดเงินหนุนเศรษฐกิจ

    ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบ พร้อมหนุนคนไทยยกระดับคุณภาพชีวิต เปิด 4 ผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุงที่อยู่อาศัย รวมถึงซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน โดยคิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นต่ำสุดเพียง 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระสูงสุดนาน 40 ปี และเปิดให้ยื่นขอกู้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ณ ธอส.ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำสำหรับการซ่อมแซมและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ลดภาระค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับสินเชื่อบุคคลทั่วไป ขณะเดียวกันยังเป็นการอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย

    สำหรับสินเชื่อที่เปิดให้บริการครั้งนี้ ประกอบด้วย

    1. สินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus

    สำหรับลูกค้าเดิมที่ต้องการต่อเติม ซ่อมแซม หรือซื้ออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย วงเงินกู้รวมสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก ดอกเบี้ยเริ่มต้น 1.00% ต่อปี และวงเงิน 200,000 บาทถัดไป ดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี กู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี

    2. สินเชื่อบ้านเติมเต็ม

    สำหรับผู้ที่ต้องการต่อเติม ซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์เพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย คิดดอกเบี้ยปีแรก 2.60% ต่อปี ปีที่ 2-3 อยู่ที่ 3.65% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ปรับตามประเภทลูกค้า โดยลูกค้าสวัสดิการอยู่ที่ MRR-1.00% ลูกค้ารายย่อย MRR-0.50% และกรณีสินเชื่อเพื่ออุปกรณ์อยู่ที่ MRR ปัจจุบัน MRR ของ ธอส.อยู่ที่ 6.145% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 300 บาท

    3. สินเชื่อพร้อมใช้

    สำหรับลูกค้าปัจจุบันหรือลูกค้าเดิมที่ต้องการซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกภายในบ้าน โดยสามารถนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อมีการชำระเงินต้นคืน คิดดอกเบี้ย 3 ปีแรกที่ MRR-2.345% หรือเทียบเท่า 3.80% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปคิดที่ MRR ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 500 บาท

    4. สินเชื่อบ้านเพิ่มสุข

    สำหรับผู้ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อนำไปชำระหนี้ที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย คิดดอกเบี้ย 5 ปีแรกที่ MRR-1.545% หรือเทียบเท่า 4.60% ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 6 เป็นต้นไปคิดที่ MRR ระยะเวลากู้สูงสุด 40 ปี ผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 600 บาท

    ธอส. ระบุว่า สินเชื่อชุดดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นในวงเงินไม่สูงมาก แต่มีต้นทุนต่ำ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และยังช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อภาคอสังหาริมทรัพย์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาพรวม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/740685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nxZ-M5EuBocXbFoteUbKB

  • หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ความเคลื่อนไหว “หุ้นไทย” ภาคเช้า ณ วันที่ 9 เม.ย. 2569 ปรับขึ้น 4.93 จุด หรือ 0.33 % อยู่ที่ 1,489.96 จุด มูลค่าการซื้อขาย 8,481.63 ล้านบาท 

    หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ บวก 4.93 จุด หวังมาตรการรัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งออกข้าง เนื่องจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอน โดยล่าสุดอิหร่านระบุว่าสหรัฐฯ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ทำให้มีความเสี่ยงการปิดช่องแคบฮอร์มุซกลับมาอีกครั้ง ส่งผลให้ Sentiment เริ่มแผ่วลง อย่างไรก็ตาม มองว่ามีโอกาสที่สถานการณ์สงครามจะไม่บานปลาย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายจะมีการเจรจาในวันเสาร์นี้

    สำหรับปัจจัยในประเทศ ยังคงมีปัจจัยบวกหนุนตลาดจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาในระหว่างวันที่ 9-10 เมษายนนี้

    คาดว่าหลังจากนั้นจะมีมาตรการบรรเทาค่าครองชีพในระยะสั้นออกมา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนหุ้นในกลุ่ม Domestic Consumption ได้

    พร้อมทั้งประเมินกรอบแนวรับ 1,475 จุด และแนวต้าน 1,500 จุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1228920&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Y2mZhJZDJ5S5I6j52QYrP

  • “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน | TOPNEWS

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน | TOPNEWS

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    • เผยแพร่ : 09/04/2026 17:16

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    9 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับแนวทางช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน หลังจากประเมินสงครามตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ในการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชน เช่น มาตรการเร่งด่วน 30 วัน ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการแล้ว ขั้นตอนต่อไป คือ การขออนุมัติงบประมาณเพื่อเบิกจ่าย โดยจะมีบางเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันเสาร์ที่ 11 เม.ย. นี้ หลังรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กระทรวงการคลังเตรียมเสนอ พ.ร.ก.โอนเงินงบประมาณจากปีก่อน ซึ่งไม่ได้เบิกจ่ายตามกำหนดวงเงิน 84,00 ล้านบาท และเสนอ พ.ร.ก.ค้ำประกันเงินกู้กองทุนน้ำมัน ที่ขณะนี้ติดลบ 5 หมื่นล้านบาท และขยายเพดานเงินกู้ของกองทุนฯ เป็น 1.5 แสนล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังจะเสนอ ครม.ออกมาตรการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ใช้งบกลางวงเงิน 1,300 ล้านบาท เติมเงินช่วยเหลือชั่วคราว 100 บาท คาดว่าเงินจะเข้าบัตรสวัสดิการฯ เร็วที่สุดภายในวันที่ 13 เมษายนนี้ เพื่อให้ทันช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนภาคการขนส่ง จะช่วยเหลือรถบรรทุกประมาณ 1,600 ล้านบาท เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมัน

    asxacaw

    นานาชาติรุมประณามอิสราเอล

    อุตรดิตถ์ แต่งชุดนักรบเปิดงานเทิดพระเกียรติวีรชนคนกล้า และบูชาเถ้าอัฐิพระยาพิชัยดาบหัก ยิ่งใหญ่อลังการ

    ชุมแสงมีชีวิต! ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ เปิดงาน ‘รวมพลคนศิลปะ’ ณ ตลาด 100 ปี

    ผู้ว่าฯ นครสวรรค์ บุกเซ็นทรัล! ให้กำลังใจชายไทยคัดเลือกทหารปี 69

    นราธิวาสปล่อยแถวรณรงค์สงกรานต์ 2569 คุมเข้มถนนสายหลัก ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุ-สูญเสีย

    “เอกนิติ” เร่งถกทีมเศรษฐกิจ รับมือค่าครองชีพ ประเมินสงครามตะวันออกกลางส่อยืดเยื้อ ชงมาตรการช่วยรถบรรทุก ภาคขนส่ง รับผลกระทบราคาน้ำมัน

    ตำรวจทางหลวงตั้งจุดบริการ แจกอาหาร-เครื่องดื่ม คลายเหนื่อยผู้เดินทาง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1542171&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uxHj2Cx4NZoHEkZzmltOP

  • รองนายกฯ ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    รองนายกฯ ‘ศุภจี’ เตรียมตั้งทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจ-การค้า เสริมเขี้ยวเล็บรัฐบาลสู้เวทีโลก

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    รองนายกรัฐมนตรีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต

    พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่

    • วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    • ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta
    • ณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
    • ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
    • ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา
    • ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
    • ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
    • อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    รวมถึงนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี, ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และวีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะตัวแทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    สำหรับกรณีของ วีระพงษ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนขยับเข้าร่วมทีมนี้ ได้มีการปรึกษาหารือกับอภิสิทธิ์ หัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งต่างเห็นตรงกันว่า ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งมืออาชีพที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศได้ โดยเฉพาะเรื่องการเดินหน้าทำงาน เพื่อปิดดีล EU FTA ในเวลานี้ ซึ่งวีระพงษ์ เคยทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suphajee-economic-trade-advisory-team/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32EKAwsVTZ5PHlijDgA4PN

  • “นักวิชาการ” ชี้ “สงครามอิหร่าน”กดเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% ลุ้นไม่ยืดเยื้อ

    “นักวิชาการ” ชี้ “สงครามอิหร่าน”กดเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ 1% ลุ้นไม่ยืดเยื้อ

    ม.หอการค้าไทย ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ยังน่าห่วง หลังสภาพัฒน์หั่นจีดีพีเหลือ 0.2-1.4% ขณะที่ภาคท่องเที่ยวเริ่มสำลักพิษเศรษฐกิจโลก สั่งลดเป้าต่างชาติเหลือ 32-33 ล้านคน ด้าน “ธนวรรธน์” ระบุต้องรอความชัดเจนเดือน มิ.ย. เพื่อปรับประมาณการรอบใหม่ หลังรอประเมินผลกระทบจากแบงก์ชาติและคลังในช่วงปลาย พ.ค. นี้

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงกรณีที่สภาพัฒน์ ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้  2% เหลือ 0.2-1.4% รับสถานการณ์ในตะวันออกกลางตรึงเครียด  ว่า  หากใช้ค่าเฉลี่ยแบบระมัดระวัง เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจเติบโตได้เพียง  0.8% ทั้งนี้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังไม่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 69 เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่นิ่ง

    โดยประเมิน 3 ฉากทัศน์ โดยมองค่ากลาง GDP ไว้ที่ 2% โดยแบ่งเป็น

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1.6%

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อ 1-3 เดือน ประเมิน GDP อยู่ที่ 1-1.5%

    กรณีที่สงครามยืดเยื้อบานปลาย 6 เดือนขึ้นไป ประเมิน GDP อยู่ที่ 0% ถึงติดลบ

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  หากสถานการณ์สงครามไม่ยืดเยื้อเกิน 3 เดือนมากนัก และเศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มคลายตัวในช่วงกลางไตรมาส 3 ประกอบกับเงื่อนไขว่ารัฐบาลจะใช้นโยบายคนละครึ่งพลัส ซึ่งถ้าใช้งบประมาณใกล้เคียงครั้งที่แล้ว 40,000 ล้านบาท และใช้สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 20,000 ล้านบาท

    ระเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 69 น่าจะเติบโตอยู่ที่ 1-1.5% แต่หากสถานการณ์พลิกผันไปจากเดิม สงครามยืดเยื้อบานปลายมากขึ้น และราคาน้ำมันแพงขึ้น ก็จะมีการวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้ง

    โดยขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ชัดเจน แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณ เรือสินค้าชะลอการขนส่ง บางส่วนแล้ว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวไทยเริ่มได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

    โดยมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ จากเดิม 36-38 ล้านคน เหลือประมาณ 32-33 ล้านคน หรือหายไปราว 5 ล้านคน ซึ่งการปรับลดดังกล่าวสะท้อนภาพรวมว่า เศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณซบเซา ซึ่งนอกจากจะกระทบภาคการท่องเที่ยวแล้ว ยังมีแนวโน้มส่งผลต่อ ภาคการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    นายธนวรรธน์ กล่าวว่า  เบื้องต้นยังคงประเมินผลกระทบในกรอบ 1-3 เดือนแรก เพื่อรอติดตามทิศทางสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่แนวโน้ม อัตราเงินเฟ้อปีนี้ยังคงคาดไว้ที่ประมาณ 3% บวกลบเล็กน้อย แต่ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนเม.ย .และปลายเดือนพ.ค. จะเริ่มเห็นตัวเลขเศรษฐกิจที่ชัดเจนมากขึ้น ทั้งจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง ซึ่งจะช่วยสะท้อนผลกระทบที่แท้จริงต่อเศรษฐกิจไทยได้ครบถ้วนมากขึ้น

    โดยทางม.หอการค้าไทยจะนำข้อมูลดังกล่าวมาทบทวนและ ปรับประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนมิ.ย. เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและมีความชัดเจนมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1229011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19mDQMZCl2trOCMOn5K3tw