Blog

  • “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    “อนุทิน” แถลงนโยบายรัฐสภา ผนึกพลังประเทศฝ่าวิกฤตโลก เดินหน้าเศรษฐกิจไทยด้วยกรอบ นโยบาย 10 พลัส

    วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.35 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า หลักการบริหารราชการแผ่นดินและนโยบายสำคัญของรัฐบาล 3 ประการ ได้แก่ 

    1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

    2. ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 

    3. ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของประชาชน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลได้บริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยได้ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้โลกเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศและการจัดหาพลังงานในประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศไทย เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป 

    ประเทศไทยในวันนี้เผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดันและบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยด้านสังคม ภัยด้านสิ่งแวดล้อม และภัยด้านความมั่นคง การเข้ารับหน้าที่ของรัฐบาลในวาระนี้ จึงมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

    รัฐบาลจะปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน และปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก ทั้งจะเร่งรัดพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านการทำงานโดยเฉพาะการให้บริการของภาครัฐไปสู่ระบบดิจิทัล (Government Digital Transformation) ได้อย่างสมบูรณ์ เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

    รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทาน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับคนไทย ดังนี้

    ด้านเศรษฐกิจ

    1) สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย

    1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้

    1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม

    1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ

    1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่

    2) ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง

    2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล

    2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ

    2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน

    2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล

    3) ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า”

    3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย

    3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย

    3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า

    3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ

    4) ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

    4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

    4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

    4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคง ทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน

    5) ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง”

    5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ

    5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand)

    5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อม ในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน

    5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว

    5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

    6) เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

    7) เสริมสร้างเสถียรภาพ

    8) ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงาน ในลักษณะ “ทีมประเทศไทย”

    9) ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค

    9.1 ป้องกัน เฝ้าระวัง และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นทั้งในและนอกราชอาณาจักร

    9.2 มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่

    9.3 แก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

    10) สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    10.1 บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างเข้มข้น

    10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง

    10.3 ทบทวนนโยบายการตรวจลงตรา (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    11) พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต

    12) พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

    ด้านสังคม

    13) เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

    13.1 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรีที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    13.2 ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้ และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและตลาดแรงงานในอนาคต เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) เมื่อสำเร็จการศึกษาและการฝึกอบรม

    13.3 พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬาเพื่อสร้างโอกาสให้คนไทย

    14) พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที

    14.1 ปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ

    14.2 ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคม

    14.3 ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย

    15) สร้างเสริมสถาบันครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย

    15.1 พัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล มีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

    15.2 สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย

    15.3 จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

    16) บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ

    17) พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

    18) ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

    18.1 พัฒนายกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.2 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี

    18.3 ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งและโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    18.4 จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว

    18.5 เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจก

    19) การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล

    ด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย

    20) ราชการทันใจ

    21) การปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ

    22) การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น

    22.1 ทบทวนกฎหมายที่ใช้บังคับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    22.2 เร่งยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือซ้ำซ้อนกับกฎหมายอื่น

    22.3 ปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าการลงทุนสมัยใหม่

    22.4 แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ

    22.5 การเสนอกฎหมายใหม่ที่จะจัดทำขึ้น

    22.6 กำหนดกรอบระยะเวลาในการพิจารณาทบทวน ปรับปรุง และเสนอร่างกฎหมาย

    23) แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง 

    เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง “พูดแล้วทำ” โดยรัฐบาลได้กำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster) ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

    1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

    2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

    3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

    4. ด้านสังคมและสวัสดิการ 

    5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

     “กระผมจะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวให้คำมั่นในการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี

    โดยสามารถอ่านคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฉบับเต็ม ที่ https://www.thaigov.go.th/th/media/ebook/read/244

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/492947&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ncOnkQfWkjLo2S9Krfs-n

  • หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    หวัง อี้ ถวายการต้อนรับ กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯเยือนประเทศจีน

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.56 น.

    วันที่ 9 เมษายน 2569  เพจเฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ได้โพสต์ภาพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เยือนประเทศจีน 

    โดยมีข้อความระบุว่า นายหวัง อี้ ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ถวายการต้อนรับสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีของประเทศไทย ณ กรุงปักกิ่ง

    นายหวัง อี้ ได้กราบบังคมทูลว่า ในปี 2568 เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จฯเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิงถวายการต้อนรับ และประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุฉันทามติสำคัญในการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกัน ซึ่งเป็นการชี้แนะแนวทางในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่น แฟ้นยิ่งขึ้น

    นายหวัง อี้ กราบบังคมทูลว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จเยือนจีน 57 ครั้งในรอบ 45 ปีที่ผ่านมา เสด็จไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทรงเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปฏิรูปและเปิดประเทศของจีน ทรงเป็นพยานในการพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัยแบบจีน และทรงเป็นผู้ปฏิบัติในการส่งเสริมมิตรภาพระหว่างจีนและไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    พระองค์ทรงเป็นมิตรเก่าแก่และเพื่อนที่ดีของประชาชนชาวจีน และทรงทุ่มเทความพยายามและมีคุณูปการอย่างใหญ่หลวงในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ถวาย “เครื่องอิสริยาภรณ์รัฐมิตราภรณ์” แด่พระองค์เป็นพิเศษ ปีนี้เป็นปีเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน จีนยินดีที่จะร่วมมือกับไทย โดยยึดมั่นในฉันทามติที่สำคัญที่ประมุขทั้งสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน เพื่อสานต่อมิตรภาพอันดีงามระหว่างจีนและไทย เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่พระองค์ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ทรงปลูกฝังเมล็ดพันธุ์แห่งมิตรภาพอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตรัสว่า จีนเป็นมิตรที่ดีของประเทศไทย ประเทศไทยซาบซึ้งในความช่วยเหลืออย่างแข็งขันของจีนในด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและทรัพยากรมนุษย์ ในระหว่างการเสด็จเยือนจีน พระองค์ได้เสด็จเยี่ยมชมโครงการไฮเทคต่างๆ ที่ทรงสนใจและทรงได้รับประโยชน์อย่างมาก

    พระองค์ทรงหวังที่จะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนกับจีนในหลากหลายสาขาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เสริมสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม และการศึกษา ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ และผลักดันให้มิตรภาพไทย-จีนเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/royal/957725&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15UIMHKzDLOh2vIFFora6t

  • สจด. แสดงความยินดี ช่อง 9 MCOT HD ในโอกาสครอบรอบ 74 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. แสดงความยินดี ช่อง 9 MCOT HD ในโอกาสครอบรอบ 74 ปี — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/122494/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uOCEajA594DPdVA137HOc

  • รวบอดีต ผจก.ไอที แฮกระบบห้างดัง ทำเสียหายนับ 10 ล้าน อ้างแค้นส่วนตัวผู้บริหาร

    รวบอดีต ผจก.ไอที แฮกระบบห้างดัง ทำเสียหายนับ 10 ล้าน อ้างแค้นส่วนตัวผู้บริหาร

    รวบอดีต ผจก.ไอที แฮกระบบห้างดัง สูญเงินนับ 10 ล้าน อ้างแค้นส่วนตัวผู้บริหาร

    บุกจับอดีต ผจก.ไอที แฮกระบบห้างดัง ย่านนนทบุรี จนล่มนาน 12 ชั่วโมง เสียหาย 10 ล้านบาท อ้างแค้นส่วนตัวผู้บริหาร แค่กลั่นแกล้งเท่านั้น

    9 เม.ย.2569 พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 สั่งการให้ พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ ปานกลิ่นพุฒ ผกก.4 บก.สอท.2 พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม รอง ผกก.4 บก.สอท.2 พ.ต.ท.เอกรินทร์ สนนาค รอง ผกก.4 บก.สอท.2 นำกำลังชุดสืบสวน กก.4 บก.สอท.2 และกลุ่มงานสนับสนุนทางไซเบอร์ บก.ตอท. บช.สอท.พร้อมหมายค้นศาลอาญา ที่ 230/2569 ตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งบริเวณ ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ

    เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมนายสมเจตน์ อดีตผู้จัดการอาวุโสฝ่ายเน็ตเวิร์คของห้างสรรพสินค้าชื่อดังรายหนึ่ง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1981/2569 พร้อมตรวจยึดของกลางประกอบด้วย โน๊ตบุ๊ค 2 เครื่อง ไอแพด 1 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง

    เมื่อช่วงเดือนมกราคม 2568 มีตัวแทนจากห้างสรรพสินค้าชื่อดังรายหนึ่งในพื้นที่ย่านนนทบุรี เข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์ว่า มีคนร้ายได้ทำการแฮกเกอร์ข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์ของทางห้างจนหน้าจอคอมพิวเตอร์มีอาการดำมืด ไม่สามารถใช้การได้ทั้งระบบ โดยมีตัวหนังสือขึ้นหน้าจอว่า “CIO Get Out” ซึ่งหมายถึง ผู้บริหารสูงสุดที่บริหารสายงานระบบข้อมูลออกไป

    หลังพบความผิดปกติของระบบ ฝ่ายเทคโนโลยีของทางห้างได้เข้าตรวจสอบระบบสารสนเทศ และระบบต่าง ๆ ภายในแต่ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ระบบที่ถูกทำลายเป็นระบบที่ใช้งานสำหรับให้พนักงานของห้างใช้ดำเนินงานทางธุรกิจ และให้บริการแก่พันธมิตรการค้า และผู้จัดส่งสินค้า และใช้งานประเภทอื่น ๆ

    ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบสารสนเทศของทางห้างได้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่าน Administrator เป็นรหัสผ่านใหม่ เพื่อป้องกันและครอบครองสิทธิสูงสุดในการดำเนินการแก้ไขระบบจนกลับมาใช้งานได้ตามปกติ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นนานกว่า 12 ชั่วโมง สร้างความเสียหายทางธุรกิจกับทางห้างมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

    ชุดสืบสวน กก.4 บก.สอท.2 จึงทำการสืบสวนแกะรอย จนทราบตัวผู้ก่อเหตุที่ลงมือแฮกเกอร์ระบบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของห้างดังรายนี้คือ นายสมเจตน์ อดีตผู้จัดการอาวุโสฝ่ายเน็ตเวิร์คของห้างเดียวกันที่ผู้เสียหายแจ้งความ ซึ่งถูกทางบริษัทให้ออกจากงานไปก่อนที่เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับและหมายค้นบ้านพัก ก่อนเข้าจับกุมตัวไว้ได้พร้อมของกลาง

    จากการสอบสวนนายสมเจตน์ให้การยอมรับว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุแฮกระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของทางห้างจริง เนื่องจากไม่พอใจทางผู้บริหารจากปัญหาส่วนตัว ตั้งใจแค่กลั่นแกล้งเท่านั้นไม่คิดว่าจะเกิดผลกระทบจนเกิดความเสียหายสูงนับสิบล้านบาท

    ตำรวจดำเนินคดีในความผิดฐาน “เข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน และทำให้เสียหายทำลายแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ”

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Suriyen J.

    Suriyen J.

    นักเขียนบทความข่าว จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สาขาปรัชญาและศาสนา มีประสบการณ์กับสำนักข่าวระดับประเทศ ชื่นชอบด้านสังคม การเมือง ต่างประเทศ ทำให้สามารถสร้างคุณค่าผ่านงานเขียน เพื่อให้ผู้อ่านได้ประโยชน์ครบทุกมิติ

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1554905/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EcQ_TmP2xjOgBvM5o4JbS

  • ‘สมชัย’ ควง 2 ผู้เชี่ยวชาญไอทียื่นหลักฐานใหม่! คดีบาร์โค้ด

    ‘สมชัย’ ควง 2 ผู้เชี่ยวชาญไอทียื่นหลักฐานใหม่! คดีบาร์โค้ด

    อดีต กกต. ‘สมชัย’ พร้อม 2ผู้เชี่ยวชาญไอที ยื่นหลักฐานข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ก่อนเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในคดีบาร์โค้ด

    09 เม.ย.2569 – ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วย นายธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ผู้อำนวยการดีโหวต มหาวิทยาลัยศรีปทุม และนายธนารัตน์ กัววัฒนาพันธุ์ CEO ของDomecloudผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ และเทคโนโลยี blockchain ร่วมกันแถลงว่า วันนี้ ได้เดินทางมายื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมในคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดี และแจ้งให้ กกต.ตรวจสอบว่า มีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล ที่อาจจะทำให้ผลการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ ตามรัฐธรรมนูญ

    นายสมชัย กล่าวว่า วันนี้ ที่มายื่นเรื่องถึง กกต. เพราะ ตกใจกับกรณีข้อมูลรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ใช้ในการตรวจสอบข้อมูลบนบัตรเลือกตั้งว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงรายใดเลือกใคร ที่ผ่านมา กกต.ชี้แจงมาตลอดว่า ข้อมูลทั้งสามอย่าง ได้แก่ บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แยกกันอยู่คนละที่ แยกเก็บไว้อย่างดียิ่ง ไม่มีทางรั่วไหลออกมาได้ แต่วันนี้ เวลานี้ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านรายชื่อ ที่อยู่ในความดูแลของกรมการปกครอง มีการรั่วไหลออกไป ซึ่งจะทำให้การเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2569 ไม่เป็นความลับ

    ด้านนายธนารัตน์ กล่าวว่า กรณีข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งรั่วไหล เกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.2569 เพียงแต่ตอนนั้น เรายังไม่มีหลักฐานยืนยันการโจมตีระบบ จนะกระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เราตรวจสอบพบการเจาะระบบกรมการปกครองนำข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 52.9ล้านรายชื่อนำมาขายพร้อมโค้ดเจาะระบบทะเบียนผู้สิทธิเลือกตั้ง ในตลาดมืด ในราคา 200บาท เราได้หลักฐานอย่างแน่นหนา จึงได้นำมายื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอเป็นหลักฐานต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อประกอบการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง

    “ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่ปกติ คนทั่วไปเข้าถึงไม่ได้ แต่วันนี้ ทุกคนสามารถเข้าถึงได้แล้ว และมีคนเอาไปขายในตลาดมืดมานานแล้ว โดยรั่วไหลมาจากระบบการตรวจสอบผู้มีสิทธิเลือกตั้งของกรมการปกครอง เป็นเวลานานกว่า 3สัปดาห์ ก่อนที่กรมการปกครองจะทำการแก้ไขเมื่อวันที่ 14ก.พ.2569 ” นายธนารัตน์ ระบุ

    นายธรรม์ธีร์ กล่าวยืนยันว่า จากหารตรวจสอบ พบว่า ข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รั่วไหลดังกล่าว ได้ถูกนำไปใช้ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งจบการเลือกตั้ง 2569 เมื่อมานำมารวมกับข้อมูลคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่สื่อมวลชนจำนวนมากถ่ายเก็บไว้ นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการรั่วไหลของกระดาษจดลำดับเลขผู้สิทธิเลือกตั้งตามทะเบียนราษฎร์ ที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งจดให้กับผู้มาแสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้สะดวกในการรับบัตรเลิอกตั้ง ซึ่งกระดาษใบนี้ เปรียบเหมือนต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง และถ้ามีใครนำตัวเลขบนกระดาษใบนี้มาจับคู่กับคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และข้อมูลบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ที่รั่วไหลมาขายในตลาดมืด ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนดังกล่าวลงคะแนนเลือกใคร

    “ตามระเบียบ กกต. พบว่า กระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ดังกล่าวจัดอยู่ในหมวดวัสดุอื่นๆ ทั่วไป เหมือนพวกปากกา สก็อตเทป เป็นของธรรมดาที่ทุกคนมองข้าม ซึ่งไม่มีการจัดเก็บเป็นดี ดังนั้นหาก ใครมีนำกระดาษจดลำดับเลขนี้ออกมา จึงเกิดคำถามในหัวดังดังว่า ถ้ามีมิจฉาชีพเก็บมาใช้ประโยชน์ ก็จะเกิดความเสียหายกับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 53ล้านคน จึงนำเรื่องนี้มาแจ้งให้ กกต. กลับไปตรวจสอบกระดาษจดลำดับเลข และเหล็กเสียบ ที่กล่าวมา อยู่ที่ไหนแล้ว อยู่ครบหรือไม่ ก่อนที่เลือกตั้ง 8 ก.พ.2569 จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป” นายธรรม์ธีร์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/977707/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31N40ssTy57I0Q2y93aSmz

  •  “ศุภจี” ทาบทามมือโปรเศรษฐกิจการค้า-อดีตทูต เป็นทีมที่ปรึกษา-ผู้แทนการค้าไทย

     “ศุภจี” ทาบทามมือโปรเศรษฐกิจการค้า-อดีตทูต เป็นทีมที่ปรึกษา-ผู้แทนการค้าไทย

    กระทรวงพาณิชย์, วันที่ 8 เม.ย. – นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า รวมถึงอดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลีและอดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives – TTR)

    โดยนางศุภจีเน้นการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน เพื่อให้การกำหนดนโยบายมีความรอบด้าน ตอบโจทย์ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการหารือครั้งนี้เป็นการระดมความคิดเห็นครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจมหภาค การค้าระหว่างประเทศ กฎหมาย และการพัฒนาธุรกิจ เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และเตรียมรับมือความผันผวนในอนาคต พร้อมกันนี้ ยังได้วางแนวนโยบายเชิงรุกระยะยาว เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์การค้าโลก

    ทั้งนี้ คณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีต รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดร.ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายอนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำออสเตรีย และเยอรมนี นายชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี และนายวีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งได้รับการทาบทามจากรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives, TTR)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/288813&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hE5SapHu-VBLj-0vbxUlF

  • นกแอร์กระตุ้นเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ 11-15 เม.ย.โหลดสัมภาระเพิ่มฟรี 10 กก. : อินโฟเควสท์

    นกแอร์กระตุ้นเดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ 11-15 เม.ย.โหลดสัมภาระเพิ่มฟรี 10 กก. : อินโฟเควสท์

    สายการบินนกแอร์ กระตุ้นการเดินทางภายในประเทศและส่งเสริมให้คนไทยเดินทางท่องเที่ยวและได้กลับไปเยี่ยมครอบครัวอย่างสุขใจ โดยลูกค้าสามารถโหลดสัมภาระเพิ่มฟรี 10 กิโลกรัมต่อท่าน ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์

    นกแอร์ ระบุว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตน้ำมันแพงในปัจจุบัน นกแอร์ยังคงใส่ใจและรักษามาตรฐานการเดินทางให้ตรงเวลาและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสารมากขึ้น โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ นกแอร์ขอส่งมอบความห่วงใยให้ลูกค้าทุกคนและเป็นการกระตุ้นการเดินทางช่วงเทศกาลและสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนาไปเยี่ยมครอบครัว สำหรับลูกค้าทุกท่านที่เดินทางในช่วงวันที่ 11-15 เมษายน 2569 จะได้รับสิทธิโหลดน้ำหนักสัมภาระฟรี ท่านละ 10 กิโลกรัม ในทุกชั้นบัตรโดยสาร

    เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินทางของลูกค้า นกแอร์ได้พัฒนาและส่งมอบประสบการณ์การเดินทาง ด้วยบริการ “Nok Air Inflight Entertainment” ระบบความบันเทิงบนเครื่องบินโฉมใหม่ที่พร้อมให้บริการบนทุกเที่ยวบินของนกแอร์ ให้ลูกค้าทุกท่านได้เพลิดเพลินกับระบบความบันเทิง, ซีรี่ย์ นิตยสารผ่านอุปกรณ์พกพาส่วนตัวของผู้โดยสารบนเที่ยวบิน นอกจากนี้ลูกค้าที่สมัครสมาชิก NOK FAN CLUB และสำรองบัตรโดยสารผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันนกแอร์ ยังได้รับคะแนนสะสม Nok Points จากการบินในทุกเที่ยวบิน เพื่อนำคะแนนสะสมไปแลกสิทธิประโยชน์อีกมากมายของสายการบินและพันธมิตร อาทิ ใช้คะแนนแลกบัตรโดยสารฟรี, นำไปแลกเป็นส่วนลดบัตรเติมน้ำมัน หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

    ทั้งนี้ นกแอร์ยังคงเชื่อมั่นว่าภาพรวมอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวไทยยังมีศักยภาพเติบโตได้ การออกมาตรการสนับสนุนในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/584372&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ar2fepD9BdSB6VrgdiHme

  • “สุรศักดิ์” เล็งฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง” ลุยรับมือวิกฤตสงคราม

    “สุรศักดิ์” เล็งฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน-เที่ยวคนละครึ่ง” ลุยรับมือวิกฤตสงคราม

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ทิศทางและนโยบายด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลในขณะนี้ ต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือผลกระทบจากภาวะสงครามในต่างประเทศและราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น 

    โดยภารกิจเร่งด่วนคือการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ควบคู่ไปกับการดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว (Long Stay) มากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านความปลอดภัย ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับประเทศใด

    จึงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวปรับตัวมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมพิจารณานำโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เคยประสบความสำเร็จช่วงวิกฤตโควิด-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน หรือเที่ยวคนละครึ่ง กลับมาทบทวนและถอดบทเรียนเพื่อปรับใช้เป็นมาตรการระยะสั้น ภายใน 3-6 เดือนนับจากนี้

    โดยจะเน้นส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟ หรือรถโดยสารประจำทาง เพื่อสอดคล้องกับนโยบายประหยัดพลังงาน ซึ่งอาจมีการนำเสนอสิทธิประโยชน์ในรูปแบบส่วนลดค่าเดินทาง หรือนำค่าใช้จ่ายเที่ยวเมืองรองไปลดหย่อนภาษี ส่วนงบประมาณหรือแหล่งทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้น จะต้องหารือรายละเอียดกับสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังอีกครั้ง

    ทั้งนี้ เป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้ ตัวเลขอาจมีการปรับลดลงบ้าง และต้องรอประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งหลังช่วงสงกรานต์อีกครั้ง แต่รัฐบาลยังคงมั่นใจเต็มที่ว่าภายในระยะเวลา 4 ปี จะสามารถผลักดันรายได้กลับไปสู่จุดสูงสุดก่อนเกิดโควิด-19 ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทได้อย่างแน่นอน 

    ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์หลังจากนี้จะไม่มุ่งเน้นแค่เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะหรือกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อชดเชยจำนวนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่อาจลดลง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพบริการให้คุ้มค่า สร้างรายได้เข้าประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยโดยไม่สร้างความเสื่อมโทรมต่อธรรมชาติ

    ส่วนนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากชาวต่างชาติ หรือค่าเหยียบแผ่นดินในอัตรา 300 บาท นายสุรศักดิ์ ระบุว่า พร้อมให้การสนับสนุนและเดินหน้าต่อ เพราะมองว่าเป็นแนวทางที่หลายประเทศทั่วโลกนำมาใช้ เช่น ซาโยนาระแท็กซ์ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประสบความสำเร็จในการคัดกรองคุณภาพนักท่องเที่ยวให้น้อยลงแต่มีคุณภาพมากขึ้น เม็ดเงินที่จัดเก็บได้จะถูกนำมาเป็นกองทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ยกระดับความปลอดภัยและบริการแก่นักท่องเที่ยว มั่นใจว่ามาตรการนี้จะส่งผลดีต่อประเทศมากกว่าผลเสีย

    ขณะที่ประเด็นการปรับลดงบประมาณของกระทรวงเพื่อนำไปใช้ในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจภาพใหญ่ นายสุรศักดิ์ชี้ว่า กระทรวงพร้อมให้ความร่วมมือตัดลดงบในส่วนที่เป็นไขมันหรือไม่จำเป็น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระประเทศในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ แต่จะขอความเห็นใจจากนายกรัฐมนตรีไม่ให้ตัดลดงบที่กระทบกับภารกิจหลักในการดึงดูดรายได้ เพราะการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการหาเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ และตัวกระทรวงเองก็ได้รับจัดสรรงบประมาณค่อนข้างน้อยและมีภารกิจที่ต้องรับผิดชอบจำนวนมากอยู่แล้ว

    “อะไรที่เป็นไขมันก็คงต้องตัดให้รัฐบาล แต่ถ้าเกิดไปตัดแล้ว มันมีผลกระทบกับการท่องเที่ยวและกีฬาเรา เราก็คงต้องขอท่านนายกฯ อะครับ ว่าอย่าตัดเลย กระทรวงนี้ก็ได้งบน้อยอยู่แล้ว ถ้าเกิดตัดแล้วมันกระทบกับรายได้ มันอาจจะไม่คุ้มนะ”

    นอกจากนี้ สำหรับความคืบหน้าเรื่องการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน นายสุรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนในการนำงานด้านการท่องเที่ยวไปควบรวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อบูรณาการต้นทุนทางวัฒนธรรม ทั้งเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้าไทย เทศกาล ประเพณี โบราณสถาน และซอฟต์พาวเวอร์ต่างๆ เข้ากับการท่องเที่ยวอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งจะช่วยลดรอยต่อในการทำงาน นำไปต่อยอดเพื่อขายเป็นจุดเด่น และเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างมหาศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/272875&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ASnpKakSLvUfoe34Uzg_P

  • ทรู เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง | เดลินิวส์

    ทรู เตรียมพร้อมสัญญาณ 5G และไฟเบอร์เน็ตบ้าน รองรับท่องเที่ยวสงกรานต์ยุคน้ำมันแพง | เดลินิวส์

    ทรู คอร์ปอเรชั่น ชูแผนรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 รับวันหยุดยาว ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดว่าจะอาจจะส่งผลให้พฤติกรรมการเดินทางของคนไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้เปลี่ยนไป ทั้งการลดระยะทางท่องเที่ยว เลือกใช้เวลาพักผ่อนวันหยุดยาวใกล้บ้าน หรือหันมาใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากขึ้น ขณะที่กลุ่มที่ยังคงเดินทางมีแนวโน้มใช้เวลาบนถนนสายหลักและจุดพักรถนานขึ้น โดยเฉพาะสถานีน้ำมันซึ่งอาจมีความหนาแน่นจากการแวะพักและรอคิวเติมน้ำมัน

    เผยยกทัพโซลูชันจัดเต็ม นอกจากเพิ่มสัญญาณ 5G และ 4G ปีนี้แล้ว ทรูยังติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รองรับคนกรุงที่ปีนี้คาดว่าจะมีกลุ่มปรับแผนเดินทางท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น และเลือกฉลองสงกรานต์แบบพักผ่อนในเมืองแทน ไม่ว่าจะเดินห้าง ดูหนัง หรือนัดกินข้าวกับเพื่อน ก็ใช้งานมือถือได้ลื่นไหล ประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง

    นายคูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่าย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทีมงานทรู คอร์ปอเรชั่น ไม่ได้แค่วางแผนโครงข่ายเชิงรุกเพื่อรองรับท่องเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แต่เรายังวางแผนรองรับพฤติกรรมการใช้งานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากเดิมที่เทศกาลสงกรานต์จะมีรูปแบบ ‘กระจุกตัวในแหล่งท่องเที่ยวสงกรานต์ และการเดินทางไกลข้ามจังหวัด’ ไปสู่รูปแบบที่ ‘กระจายตัวและยืดหยุ่น’ ทั้งระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด และการใช้งานในจังหวัด หรืออยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น โดยคาดว่าปริมาณการใช้งานดิจิทัลยังคงเพิ่มสูง แต่จะกระจายไปยังสถานที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ใหญ่ๆ เส้นทางคมนาคมสายหลัก จุดพักรถ และพื้นที่ชุมชนมากขึ้น ควบคู่กับการใช้งานอินเทอร์เน็ตบ้านที่เติบโตจากกลุ่มผู้บริโภคที่เลือกพักผ่อนอยู่บ้านในปีนี้”

    เพื่อตอบรับแนวโน้มดังกล่าว ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้เตรียมความพร้อมโครงข่าย 5G และ 4G ครอบคลุม 5 พื้นที่สำคัญทั่วประเทศ ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยว วัด และสถานที่ทำบุญ, จุดเล่นน้ำสงกรานต์, ศูนย์กลางคมนาคม เช่น สนามบิน สถานีขนส่ง และสถานีรถไฟ, ถนนสายหลักเชื่อมภูมิภาค และจุดพักรถตามเส้นทาง รวมถึงสถานีน้ำมัน และสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นอีกหนึ่งจุดใช้งานสำคัญในปีนี้ พร้อมทั้งดูและเน็ตบ้านในทุกพื้นที่ชุมชน

    ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทรูให้ความสำคัญกับจุดจัดงานสงกรานต์ซึ่งเป็นซอฟต์พาวเวอร์ไทย และเป็นจุดดึงดูดการเยือนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อาทิ ถนนข้าวสาร, ถนนสีลม, สยามสแควร์, รวมถึงอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เช่น SIAM Songkran Music Festival (RCA), S2O Songkran Music Festival (ย่านรัชดา) และ X Festival (Warehouse Stadium) เป็นต้น รวมถึงการเสริมสัญญาณพื้นที่จัดกิจกรรมสงกรานต์ทุกภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ ทั่วไทย

    สำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้นำโซลูชันเสริมศักยภาพเครือข่ายมาใช้งานแบบครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นและมีรูปแบบซับซ้อนมากขึ้น ได้แก่ การติดตั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ COW (Cell-On-Wheel) ในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูง, การเพิ่มเสาสัญญาณชั่วคราวในจุดจัดงานและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในแต่ละจังหวัดทุกภูมิภาค, การปรับค่าพารามิเตอร์เครือข่ายให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานเฉพาะช่วงเทศกาล พร้อมทั้งติดตั้ง IBC (In-Building Coverage) เพิ่มจากเดิมเพื่อขยายสัญญาณภายในอาคารและศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รวมถึงการบริหารจัดการโครงข่ายแบบเรียลไทม์

    นอกจากนี้ สำหรับเทศกาลสงกรานต์ 2569 ทรูนำ AI ที่ได้รับการรับรอง Autonomous Network ระดับ 4.0 จาก TM Forum มาใช้บริหารโครงข่าย ผ่านระบบ Intent-Based Operation (IBO) ที่ทำงานเสมือนทีมปฏิบัติการอัตโนมัติ ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อคาดการณ์และปรับจูนล่วงหน้าก่อนเกิดผลกระทบ โดยสามารถกระจายโหลดในพื้นที่หนาแน่น จัดการสัญญาณรบกวน และประเมินผลแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ลูกค้าใช้งาน 5G และ 4G ได้อย่างต่อเนื่อง ลื่นไหล รองรับการสตรีม วิดีโอคอล และเล่นเกมได้อย่างสนุก

    ขณะเดียวกัน ทรูยังได้จัดทีมทำงานที่ศูนย์ปฏิบัติการ BNIC และ War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ AI วิเคราะห์และติดตามสถานการณ์เครือข่ายอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมทั้ง 5G, 4G และอินเทอร์เน็ตบ้านทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อปริมาณการใช้งานที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และรักษาคุณภาพการให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาล

    บริษัทฯ ยังดำเนินการตามแนวทางของ กสทช. อย่างเคร่งครัด เพื่อดูแลคุณภาพโครงข่ายและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานในทุกพื้นที่ ทั้งกลุ่มที่เดินทางท่องเที่ยว หรือกลุ่มที่เลือกใช้เวลาอยู่บ้านในช่วงวันหยุดยาว

    “การวางแผนเสริมสัญญาณมือถือและเน็ตบ้านรับเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของทรูในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของผู้บริโภคในทุกสถานการณ์ พร้อมรองรับทั้ง ‘การเดินทางท่องเที่ยว’ และ ‘ไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น’ ของคนไทยในยุคปัจจุบัน” นายคูรัม กล่าวในที่สุด

    เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความสนุกและร่วมส่งความปรารถนาดีในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ไปพร้อมกับลูกค้าคนสำคัญให้ได้สุขสดใส ชื่นใจวันสงกรานต์ เบิกบานทั่วไทยไปกับทรู พร้อมส่งมอบความสดใสรับเทศกาลปีใหม่ไทย ด้วยการมอบกระเป๋ากันน้ำสุดเก๋ไก๋ให้ลูกค้าได้นำไปใช้เบิกบานทั่วไทย เพียงเข้ามาใช้บริการหรือทำธุรกรรมที่ ทรูช็อป และ ดีแทคช็อป 129 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ครบ 500 บาท รับฟรีทันทีกระเป๋ากันน้ำ 1 ใบ (จำกัด 1 สิทธิ์ต่อ 1 ท่าน) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนนี้ เป็นต้นไป

    พร้อมกันนี้ ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย มอบสิทธิพิเศษดับร้อนในงานมหาสงกรานต์ ร่วมสาดความสุขและมอบความคุ้มค่าแบบเต็มพิกัดให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ และนักท่องเที่ยว ไปกับกิจกรรมปีใหม่ไทยเที่ยวใกล้บ้าน “มหาสงกรานต์” ทั่วกรุงเทพฯ เปิดจุดรับสิทธิพิเศษมากมาย ประจำ 2 แลนด์มาร์กยอดฮิตกรุงเทพมหานคร ทั้งสวนลุมพินี และสวนเบญจกิติ ตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11 – 15 เมษายน 2569 นี้ ทั้งรับฟรี! เครื่องดื่มคลายร้อน โค้ก ซีโร่, เครื่องดื่ม Slurpee จาก Freshy, น้ำแร่ Eto, ไอศกรีม Cremo พร้อมรับส่วนลดค่าอาหารที่ร้าน KFC สูงสุดถึง 50% และส่วนลดเข้าร่วมเวิร์กชอปศิลปะสูงสุด 10% (สำหรับลูกค้า TrueBlack และ dtac PLATINUM BLUE) กดรับสิทธิ์ง่ายๆ ผ่านแอปทรู นอกจากนี้ พิเศษสำหรับลูกค้า Tourist SIM สามารถแวะซื้อซิมพร้อมกดรับซองกันน้ำฟรีได้ที่บูธทรูตลอดงาน เตรียมโหลดแอปทรู ให้พร้อมแล้วมารับความคุ้มค่าสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ไปด้วยกัน!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5766991/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22T3AFsEe2mrBLJWSyYDEA

  • ลุยจับ บริษัททัวร์นอมินีอิสราเอล ตั้งสำนักงานเถื่อนในภูเก็ต เพิกถอนใบอนุญาตทันที

    ลุยจับ บริษัททัวร์นอมินีอิสราเอล ตั้งสำนักงานเถื่อนในภูเก็ต เพิกถอนใบอนุญาตทันที

    9 เมษายน 2569 – สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์สาขาภาคใต้เขต 2 เปิดเผยว่า กรมการท่องเที่ยว โดย สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ผนึกกำลังร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวในพื้นที่อย่างเข้มข้นเพื่อจัดระเบียบและปราบปรามการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 พบผู้กระทำผิด 2 รายใหญ่ เตรียมสั่งเพิกถอนใบอนุญาตและปรับพินัย

    โดย ตรวจพบ “นอมินี” ต่างชาติสวมสิทธิ์บริหาร จากการตรวจสอบเชิงลึกพบความผิดปกติของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการดำเนินกิจการในลักษณะตัวแทนอำพราง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกรรมการบริษัทหลังจากได้รับใบอนุญาต โดยปัจจุบันมีกรรมการ 2 ราย เป็นชาวไทย 1 ราย และชาวต่างชาติ สัญชาติอิสราเอล 1 ราย

    ​กรณีดังกล่าวถือว่า ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 17 (1) (ก) แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ ซึ่งระบุชัดเจนว่ากรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องมีสัญชาติไทย

    ​ส่วนบทลงโทษ สำนักงานทะเบียนฯ เตรียมดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทดังกล่าวทันที เพื่อป้องกันความเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและผลประโยชน์ของคนไทย

    ​ตั้งสำนักงานเถื่อน ไม่ตรงตามใบอนุญาต ในวันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบ บริษัททัวร์นำเที่ยวแห่งหนึ่ง แม้จะมีสถานะการจดทะเบียนปกติ แต่พบการกระทำผิดในส่วนของสถานที่ตั้ง มีการประกอบกิจการในสถานที่ที่ไม่ตรงกับที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และไม่มีการแจ้งจดทะเบียนสาขาให้ถูกต้องตามขั้นตอนเข้าข่ายความผิดฐานประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่มีใบอนุญาตสาขา ตามมาตรา 22/2 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ

    ​เจ้าหน้าที่เตรียมดำเนินการ ปรับพินัย ตามระเบียบที่กฎหมายกำหนด ยกระดับความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว การปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการที่แฝงตัวกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี

    ทั้งนี้ สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคใต้ เขต 2 ยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษามาตรฐานอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้มีความโปร่งใส และคุ้มครองผู้ประกอบการไทยที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/977474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tS0BgjJVUHspKA2NtZclI