Blog

  • “สุรศักดิ์” มอบนโยบายหน่วยงาน “ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง” ยกระดับคุณภาพชีวิต รายได้ของประชาชน | TOPNEWS

    “สุรศักดิ์” มอบนโยบายหน่วยงาน “ขับเคลื่อนการท่องเที่ยว-กีฬาไทย สู่มูลค่าสูง” ยกระดับคุณภาพชีวิต รายได้ของประชาชน | TOPNEWS

    9 เมษายน 2569 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานมอบนโยบายการขับเคลื่อนงานแก่ผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานในสังกัด ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันวางทิศทางและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของประเทศ

    นายสุรศักดิ์ กล่าวว่ากระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยขอให้ทุกหน่วยงานมุ่งมั่นดำเนินงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายรัฐบาล และแผนพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเน้นย้ำการเตรียมความพร้อมในการปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ โดยการบูรณาการภารกิจด้านการท่องเที่ยวร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเชื่อมโยงต้นทุนทางวัฒนธรรมเข้ากับการท่องเที่ยวอย่างไร้รอยต่อ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของรัฐ รวมถึงการสนับสนุนแนวคิดการจัดตั้ง “กระทรวงการกีฬา” เพื่อให้การกำหนดนโยบายด้านกีฬาเป็นไปอย่างชัดเจน ครอบคลุม และต่อเนื่องในทุกมิติ

    ในด้านการท่องเที่ยว รัฐมนตรีฯ ระบุว่า รัฐบาลมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจากการเน้น “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพและมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน” โดยกำหนดทิศทางสำคัญ ได้แก่ การผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน ด้วยการปรับแนวคิดจากการขายสินค้า (Product-Centric) ไปสู่การตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยว (Demand Driven) การส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนเพื่อกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะทาง อาทิ การท่องเที่ยวเชิงความเชื่อ (สายมูเตลู) และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) ตลอดจนการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีมาตรฐานรองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมทั้งการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองรอง ผ่านมาตรการส่งเสริมต่าง ๆ และ การยกระดับความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร

    ขณะเดียวกัน ในด้านการกีฬา โดยเฉพาะการจัดการแข่งขันระดับชาติ ระดับนาชาติ ต้องจัดให้ได้มาตรฐานสากลและคุ้มค่า ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มุ่งใช้กีฬาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนในชาติทุกช่วงวัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยวางกรอบการพัฒนาไว้บน 4 เสาหลัก ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพของประชาชน (Sport Health) การผลักดันกีฬาให้เป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้ (Sport Wealth) การยกระดับมาตรฐานการแข่งขันและศักยภาพนักกีฬาไทยสู่ระดับนานาชาติ (Sport Pride) และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมมาพัฒนาระบบกีฬา (Sport Future) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

    “ความสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายจะเกิดขึ้นได้จาก “เอกภาพในการทำงาน” ของทุกหน่วยงานในสังกัด โดยต้องร่วมกันขับเคลื่อนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาให้เป็น Smart Organization ที่ทำงานบนฐานข้อมูล มีความคล่องตัว เป็นมืออาชีพ และสามารถสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ พร้อมทั้งยึดหลักความโปร่งใส มองการณ์ไกล และยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อร่วมกันผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวและการกีฬาในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป”

    รมว.สุรศักดิ์ เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เรื่องการประหยัดพลังงานให้เป็นรูปธรรม เช่น มาตรการ Work from Home หรือ Work from Anywhere รวมถึงการไปศึกษาดูงานต่างประเทศโดยให้งดหรือชะลอไว้ก่อน เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็นจริงๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1542322&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nyYUL18iziEysak9HHJWs

  • อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero

    อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero

    ยุทธศาสตร์ 5 คลัสเตอร์: พลิกโฉมการบริหารและเศรษฐกิจดิจิทัล

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา  โดยประกาศขับเคลื่อนประเทศผ่านการบริหารแบบ “กลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” 5 ด้านหลัก ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจมหภาคที่เน้น AI และดิจิทัล, ภาคการผลิตและ SMEs, โครงสร้างพื้นฐานเขียว, สังคมสวัสดิการ และความมั่นคงสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในบริบทโลกใหม่

    รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล โดยมีเป้าหมายสร้างความมั่งคั่งผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต นายกรัฐมนตรีระบุว่าการทำงานแบบบูรณาการนี้จะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการนำ AI มาใช้ในภาคเกษตรแม่นยำและการท่องเที่ยวสร้างมูลค่าสูง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกตลอดทั้งปี ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความคุ้มครองทางสังคม

    Quick Big Win: ‘คนละครึ่ง พลัส’ และมาตรการแก้หนี้เบ็ดเสร็จ

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหรือ “Quick Big Win” รัฐบาลได้ชูโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นหัวเจาะหลักในการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ โดยความพิเศษคือการพ่วงเงื่อนไขการยกระดับทักษะดิจิทัลและ AI ให้แก่ผู้ร่วมโครงการ เพื่อให้ “คนตัวเล็ก” และ SMEs สามารถเติบโตได้จริงในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการสงเคราะห์ชั่วคราว แต่เป็นการสร้างทักษะแห่งอนาคตไปพร้อมกับการลดภาระค่าครองชีพ

    “รัฐบาลจะไม่เพียงแค่แก้หนี้ แต่จะดำเนินมาตรการสร้างรายได้และลดต้นทุนไปพร้อมกัน เพื่อให้ประชาชนมีกำลังเพียงพอในการดำรงชีวิต” นายอนุทินกล่าวเน้นย้ำถึงแนวทางการแก้หนี้ครัวเรือนแบบองค์รวม

    โดยรัฐบาลจะยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง บูรณาการฐานข้อมูลสถาบันการเงินเพื่อให้ลูกหนี้ชั้นดีกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้อีกครั้ง พร้อมมาตรการลดค่าใช้จ่ายทั้งค่าน้ำดื่มสะอาดและค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน

    สิ่งแวดล้อมและการค้าโลก: ปูพรมสิทธิประโยชน์ SMEs สู่ Net Zero

    ในมิติด้านสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันระดับสากล รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 ผ่านการสร้างตลาดคาร์บอนเครดิตมาตรฐานสากลและระบบ Green Finance ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนต้นทุนต่ำสำหรับการปรับตัวตามกติกาโลกใหม่ นอกจากนี้ยังมีมาตรการ “Made in Thailand” เพื่อให้แต้มต่อ SMEs ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

    มุมมองจากฝั่งรัฐบาลเชื่อว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จของนโยบายนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการหนี้ครัวเรือนที่ฝังรากลึกและการกระจายเทคโนโลยี AI ให้เข้าถึงระดับฐานรากได้อย่างทั่วถึง เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี

    วิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ

    การบริหารเชิงรุกแบบ Cluster: รัฐบาลเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ เน้นการใช้ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วน

    การแก้หนี้และกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น: โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” และการจัดการหนี้แบบองค์รวมถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น โดยเน้นให้สิทธิประโยชน์แก่ “คนตัวเล็ก” และ SMEs เป็นพิเศษ

    ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนระดับสากล: การผลักดันกฎหมาย Climate Change และการเข้าสมาชิก OECD คือแผนระยะยาวเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้าและดึงดูดการลงทุนสีเขียวจากทั่วโลก

    บทสรุป: นโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบ “ยาแรง” ในระยะสั้นควบคู่กับการวางรากฐานดิจิทัลในระยะยาว ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการปรับตัวครั้งใหญ่ของ SMEs สู่ระบบมาตรฐานสากล

    แต่อย่างไรก็ตาม แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของประชาชนฐานรากยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด.

    แหล่งที่มา : คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา (คลิก)

    ภาพประกอบเนื้อหาข่าว : สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (คลิก)

    อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero อนุทินแถลงนโยบาย 5 คลัสเตอร์ชูคนละครึ่งพลัสแก้หนี้ปูทางไทยสู่ Net Zero

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/740644&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cDSEKVpFWYzSzd586VJv2

  • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    มุ่งศึกษา 3 เทคโนโลยียุทธศาสตร์ ครอบคลุม Future Food –Health Tech – Green Innovation พร้อมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรต่างชาติ ถอดรหัสโมเดลต้นแบบจาก เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และ สิงคโปร์

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ
    ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ กับ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
    ประกาศผนึกพลังขับเคลื่อนโครงการ “การพัฒนาย่านนวัตกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผ่านการเรียนรู้โมเดลระดับโลก” ดึงศักยภาพด้านงานวิจัยโดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุนและองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศภายใต้ระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่สมบูรณ์แบบครบวงจร เสริมด้วยองค์ความรู้ระดับสากลจากพันธมิตรองค์กรชั้นนำใน 3 ประเทศ คือ เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และ สิงคโปร์ เปิดฉากทัศน์ใหม่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ การพัฒนาโครงการร่วม และการเชื่อมโยงตลาดและแหล่งทุนระดับภูมิภาคและระดับโลก มุ่งศึกษา 3 เทคโนโลยียุทธศาสตร์ ได้แก่ อาหารแห่งอนาคต (Future Food) สุขภาพ(Health Tech) และ สิ่งแวดล้อม (Green Innovation) ตั้งเป้าเปลี่ยนงานวิจัยเชิงลึก
    สู่การสร้างพื้นที่เศรษฐกิจนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนความตั้งใจในการพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุนสตาร์ทอัพไทย เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมที่จะช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการผนึกกำลังของภาคการศึกษา ภาคเอกชน และพันธมิตรนานาชาติ ที่จะต่อยอดองค์ความรู้เชิงลึกสู่การใช้งานจริงและสร้างการเติบโตได้ในเชิงพาณิชย์
    อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการศึกษาช่องว่างและปัจจัยความสำเร็จจาก 3 ประเทศต้นแบบ ได้แก่

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    *เมืองอุเทรกต์ เนเธอร์แลนด์ – ต้นแบบการพัฒนาย่านนวัตกรรมที่เน้นความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของชุมชน
    *เมืองกลาสโกลว์ สหราชอาณาจักร –
    โดดเด่นด้านการบูรณาการมหาวิทยาลัยเข้ากับโลกธุรกิจ เพื่อผลักดันงานวิจัยสู่ตลาด
    *สิงคโปร์ – นโยบายที่ยืดหยุ่นและการดึงดูดบุคลากรทักษะสูงระดับโลก

    โดยจะมีการจัดทำWhitepaper ข้อเสนอเชิงนโยบายและทิศทางระยะยาว เพื่อเป็นกรอบสนับสนุนสตาร์ทอัพไทยอย่างเป็นระบบ สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในประเทศไทย
     
    ถอดรหัสงานวิจัยในรั้วมหาวิทยาลัย
    สู่การใช้งานโลกธุรกิจจริง

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ภายใต้ความร่วมมือนี้
    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    จะทำหน้าที่เป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยเชิงลึก
    ไปสู่การใช้งานจริงในภาคธุรกิจและสังคม จุฬาฯ มุ่งเน้นการออกแบบ
    “ระบบนิเวศแห่งความร่วมมือ” ซึ่งเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เชื่อมโยงผู้คน องค์กร และนวัตกรรมเข้าด้วยกันภายใต้กลไกการมีส่วนร่วมแบบจตุภาคี (Quadruple Helix)
     
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรายุทธ
    ทรัพย์สุข คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “การออกแบบและการสร้างสรรค์พื้นที่นั้น
    ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเชิงกายภาพของเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการออกแบบระบบนิเวศของความร่วมมือที่เชื่อมโยงผู้คน องค์กร
    และแนวคิดใหม่ๆเข้าด้วยกัน ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายบทบาทมหาวิทยาลัย
    จากแหล่งความรู้สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมในบริบทจริง ที่สามารถทดลอง ปรับปรุง และต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯและระดับภูมิภาค”

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลัง ทรู ดิจิทัล พาร์ค ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ พัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยเทียบชั้นสากล

    ด้านรองศาสตราจารย์ ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าโครงการ “การพัฒนาย่านนวัตกรรมสนับสนุนผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ผ่านการเรียนรู้โมเดลระดับโลก” กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของโครงการความร่วมมือว่า “ในฐานะผู้นำด้านการศึกษาวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมุ่งหวังที่จะถ่ายทอดบทเรียนจากกรณีศึกษาระดับโลกมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย
    เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้แก่สตาร์ทอัพไทย โดยเฉพาะในด้านอาหารแห่งอนาคต (Future Food) สุขภาพ  (Health Tech) และสิ่งแวดล้อม (Green Innovation) โดยข้อมูลจากการศึกษาจะถูกสังเคราะห์เป็น
    พิมพ์เขียวนโยบาย (Policy Whitepaper) และ Roadmap ระยะ 10 ปี เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืน”
     
    ยกระดับระบบนิเวศสตาร์อัพ
    ปักหมุดจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดการลงทุนและบุคลากรทักษะสูงทั่วโลก

    คุณศศิธร วรัญญูวัฒนา ผู้จัดการทั่วไป ทรู ดิจิทัล พาร์ค
    กล่าวว่า “ในฐานะพันธมิตรหลัก ทรู ดิจิทัล พาร์ค พร้อมนำความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด “One
    Roof, All Possibilities” มาเสริมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ นักลงทุน และองค์กรธุรกิจทั้งในและต่างประเทศภายใต้โครงการความร่วมมือนี้ ควบคู่กับการยกระดับพื้นที่ศูนย์กลางสู่พื้นที่แห่งการทดลอง (Living Lab) เพื่อขับเคลื่อนโมเดลย่านนวัตกรรม (Innovation District) อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งวางรากฐานให้สตาร์ทอัพไทยก้าวข้ามขีดจำกัดด้านการวิจัยสู่การเข้าถึงตลาดในเชิงพาณิชย์ได้จริง อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเป็นจุดหมายปลายทางที่ดึงดูดการลงทุนและบุคลากรทักษะสูงจากทั่วโลก
    ผ่านเครือข่ายความร่วมมือข้ามพรมแดน เพื่อผลักดันนวัตกรรมไทยให้เติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน
     
    ความร่วมมือในครั้งนี้ สอดคล้องกับความตั้งใจของ ทรู ดิจิทัล พาร์ค ในปี 2026 ที่มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ให้เกิดการเชื่อมต่อระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น  ปักหมุดเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของงานและกิจกรรมด้านเทคโนโลยีให้กับองค์กรชั้นนำของโลก ด้วยคอนเซ็ปต์ “HELLO: Connecting for New Possibilities” ตอกย้ำศักยภาพการเป็นศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ
    ทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านนวัตกรรมดิจิทัล เพียบพร้อมด้วยระบบนิเวศสตาร์ทอัพครบวงจร เชื่อมโยงทั้งสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ
    บริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานภาครัฐ กว่า 6,000 ราย เพื่อหลอมรวมองค์ความรู้
    สร้างแหล่งชุมชนสตาร์อัพและผู้ประกอบการเทคที่เข้มแข็ง
    และเสริมสร้างการเติบโตให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงแหล่งทุนและขยายธุรกิจได้อย่างแท้จริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/740709&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y94YZOEe—bEc6G4XZmQ

  • หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    หวังอี้ เข้าเฝ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพฯ เทิดพระเกียรติเป็นผู้ทุ่มเทสานสัมพันธ์มิตรภาพจีน-ไทย

    วันนี้, 12:12น.

              สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า เมื่อวันพุธ (8 เม.ย.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ กรุงปักกิ่งของจีน หวัง ซึ่งเป็นกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวว่า สีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเมื่อปี 2025 ซึ่งช่วยชี้นำทิศทางการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

             หวังกล่าวว่า กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเป็นสหายที่ดีและเพื่อนเก่าของประชาชนชาวจีน ทรงเป็นประจักษ์พยานการปฏิรูปและเปิดกว้างของจีน รวมถึงการสร้างความทันสมัยแบบจีน อีกทั้งทรงทุ่มเทความพยายามและมีส่วนร่วมอย่างโดดเด่นในการกระชับมิตรภาพระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

              จีนยินดีทำงานร่วมกับไทยโดยยึดถือฉันทามติสำคัญที่ผู้นำสองประเทศได้บรรลุร่วมกัน สานต่อมิตรภาพอันยาวนาน เสริมสร้างความร่วมมือกับไทยในด้านที่กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงให้ความสำคัญ เช่น เทคโนโลยีขั้นสูง การศึกษา และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และส่งเสริมการสร้างประชาคมจีน-ไทยที่มีอนาคตร่วมกันเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

              กรมสมเด็จพระเทพฯ ตรัสว่า ฝ่ายไทยซาบซึ้งในการสนับสนุนจากฝ่ายจีน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะเสริมสร้างการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนในด้านต่างๆ มากยิ่งขึ้น เสริมแกร่งความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกษตรกรรม การแพทย์ วัฒนธรรม การศึกษา และด้านอื่นๆ ส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ ตลอดจนสนับสนุนความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างไทยและจีนให้ก้าวหน้าต่อไป

    #จีนไทย

    #กระชับมิตรภาพ

    #50ปีไทยจีน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160610&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_r3DeWktU251U1glT9eQd

  • สัมมนาสานฝัน ปั้นดาวเยาวชนสู่ระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น | เดลินิวส์

    สัมมนาสานฝัน ปั้นดาวเยาวชนสู่ระบบการศึกษาแบบยืดหยุ่น | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 นายทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร อธิบดี ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่อยู่ในความดูแลของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

    โดยมี นายธวัช นกแสง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางนิธิมณี ศังขมณี ยงเกียรติกานต์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นายกมลศักดิ์ ชัยชนะวิชชกิจเลขานุการศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางสาว
    บุรณิมา คูนิอาจ ผู้อำ นวยการ สำนักอำนวยการประจำศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นางอิง ภาสกรนที ประธานผู้พิพากษาสมทบ คณะกรรมการบริหาร ผู้พิพากษาสมทบ นักจิตวิทยาและเจ้าหน้าที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เข้าร่วมงาน โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างศาลเยาวชนและครอบครัวกลางกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา โดยมีนางเบญจวรรณ สิทธิสาท เป็นหัวหน้าโครงการฯ

    การสัมมนาครั้งนี้เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตรนักบริหารโอกาสการเรียนรู้เพื่อความยุติธรรม Module1: อ่านเด็ก อ่านระบบ อ่านความเป็นไปได้ สู่การสานฝันให้เด็กและเยาวชนได้รับการศึกษาแบบยืดหยุ่นไม่จำเป็นต้องเรียนในสถานศึกษาเท่านั้นและสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดและเหมาะสม โดยที่เด็ก และเยาวชนมีงานทำ มีรายได้ ได้รับการศึกษาและนำกระบวนการศึกษาเรียนรู้จากการทำงานมาเทียบเป็นหน่วยกิตได้ เมื่อสอบผ่านจะได้รับใบประกาศนียบัตรตามช่วงชั้นเรียน นำไปต่อยอดขั้นสูงต่อไป สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตสู่สังคมดีและเข้มแข็ง ที่โรงแรม ทีเค พาเลช แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5766889/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zeCRhZdG-jjPwjjfO2Jcq

  • พิสิษฐ์เสนอหั่นสภา! เลิกปาร์ตี้ลิสต์-ลดจำนวน สว. ประหยัดงบ 150 ล้าน/ปี

    พิสิษฐ์เสนอหั่นสภา! เลิกปาร์ตี้ลิสต์-ลดจำนวน สว. ประหยัดงบ 150 ล้าน/ปี

    วันนี้ (9 เม.ย.2569) ที่ประชุมรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาล เริ่มต้นด้วยการชื่นชมหลักการสำคัญของนโยบายที่เน้นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์เห็นว่ารายละเอียดในเล่มคำแถลงนโยบาย ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและเติมเต็มในหลายมิติ

    ประเด็นแรกคือการเสนอแนะในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายพิสิษฐ์เสนอให้ลดจำนวน สส. และ สว.เพื่อลดภาระทางการเงินการคลังของประเทศ โดยเสนอให้ยกเลิก สส. แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน ให้เหลือเพียง สส.แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และลดจำนวน สว.จาก 200 คน ให้เหลือเพียง 150 คน

    นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เมื่อคำนวณจากเงินเดือนและค่าตอบแทนผู้ช่วยเฉลี่ยเดือนละ 250,000 บาท หรือปีละ 3,000,000 บาท/คน หากสามารถลดจำนวนสมาชิกสภาลงได้รวม 150 คน จะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ 150 ล้านบาท

    ในด้านสังคมและการศึกษา นายพิสิษฐ์ ฝากไปยัง รมว.ศึกษาธิการ และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อปลูกฝังความตระหนักรู้ต่อสถาบันหลักของชาติ

    นายพิสิษฐ์ อ้างถึงความรู้สึก “หดหู่ใจ” ในช่วงก่อนเลือกตั้ง ที่เห็นอดีตผู้สมัครแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางรายร้องเพลงชาติไม่เป็น โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเข้ามาบริหารประเทศ หากขาดความเข้าใจในพื้นฐานความเป็นชาติ

    นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ ยังอภิปรายถึงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว โดยเห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค แต่เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระบบรางในภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่สร้างรายได้มหาศาล แต่ยังขาดระบบรถไฟที่ทั่วถึง

    พร้อมทั้งกล่าวพาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่เคยครองใจคนใต้ แต่กลับไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขอให้ รมว.คมนาคม รับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกระจายความเจริญ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวภาคใต้

    อ่านข่าวอื่น :

    “อนุทิน” ย้ำไร้เส้นสาย สั่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติ “สุดซอย”

    ยุโรปประสานเสียง! รุมจวกอิสราเอลถล่มเลบานอน “ผิดมหันต์-ยอมรับไม่ได้”

    ดีเอสไอ มีมติรับคดีกักตุนน้ำมัน เป็นคดีพิเศษแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504481&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VQU1sKJ_Zo6mDS9-1g5Wq

  • จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดการศึกษา

    จ่ายค่าเทอมไม่ครบ ไม่ได้ใบจบ ปัญหาใหญ่ทำเด็กหลุดระบบการศึกษา เผยเด็กส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วงจบ ม.3 ชี้ที่ผ่านมาถึงมีเงินอุดหนุนจากรัฐบาล แต่ครูจำต้องเก็บส่วนต่างเพิ่ม

    กลายเป็นประเด็นถกเถียง เมื่อสภาผู้บริโภค เปิดข้อมูลว่า มีเด็กที่หลุดจากระบบการศึกษา เนื่องจากไม่ได้จ่ายค่าเทอม เมื่อจบการศึกษาจึงไม่ได้ใบประกาศนียบัตรเพื่อไปสมัครเรียนหรือทำงานต่อ สิ่งนี้เป็นประเด็นที่ถูกซ่อนอยู่ในสังคมไทย เนื่องจากปัจจุบันมีบางโรงเรียนต้องเก็บค่าใช้จ่ายของนักเรียนเพิ่ม ถือเป็นส่วนต่างที่เพิ่มมาจากการให้เงินอุดหนุนรายหัวของรัฐบาล ที่น่าตกใจคือ เด็กที่หลุดจากระบบและมีปัญหาส่วนใหญ่อยู่ในโรงเรียนรัฐบาล ช่วง ม.3

    ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลกับทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ ว่า ปัญหาโรงเรียนกับใบจบการศึกษา (ปพ.) เนื่องจากนักเรียนค้างชำระเงินค่าเทอมยังมีอยู่ต่อเนื่อง แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีแนวปฏิบัติชัดเจนว่าห้ามดำเนินการ แต่อยากย้ำว่าปัญหาการเงินเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ควรให้เด็กรับผลกระทบ จนเสียโอกาสเรียนต่อหรือทำงาน

    กรณีปัญหาเด็กนักเรียนไม่ได้รับใบประกาศนียบัตรหรือใบแสดงผลการเรียน (ปพ.) เนื่องจากผู้ปกครองค้างชำระเงินกับทางโรงเรียน ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดในโรงเรียนรัฐบาล เนื่องจากงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจริงที่เกิดขึ้น

    สิ่งที่ทำให้โรงเรียนต้องเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่ม มีดังนี้ 

    • ค่าสาธารณูปโภค: เช่น ค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจากการติดเครื่องปรับอากาศในห้องเรียน

    • บุคลากรพิเศษ: การจ้างครูต่างชาติในโปรแกรมภาษาอังกฤษ หรือครูวิชาเฉพาะทาง

    • เทคโนโลยี: อุปกรณ์ไอทีและคอมพิวเตอร์ที่งบรัฐจัดสรรให้ล่าช้าหรือไม่เพียงพอ

    • ค่าใช้จ่ายแฝง: เช่น ค่าพาหนะเดินทางของเด็กในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับครอบครัวรายได้น้อย

    ย้ำโรงเรียนไม่มีสิทธิ์กักตัวเด็ก “เรื่องผู้ใหญ่ อย่าทำร้ายเด็ก”

    กระทรวงศึกษาธิการมีบันทึกแจ้งแนวปฏิบัติชัดเจนว่า โรงเรียนต้องออกใบจบให้เด็ก เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนโอกาสในการศึกษาต่อหรือการประกอบอาชีพ

    “หากเด็กจบ ม.3 แล้วไม่ได้วุฒิ เขาจะไปสมัครงานหรือเรียนต่อไม่ได้ กลายเป็นวงจรที่ทำให้เขาไม่มีรายได้มาใช้หนี้คืนโรงเรียน ปัญหานี้ต้องแยกให้ออกว่าเป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่กับโรงเรียน เด็กไม่ควรได้รับผลกระทบ”

    สำหรับแนวทางการแก้ปัญหาที่บางโรงเรียนนำมาใช้คือ การมอบใบจบฉบับสำเนาให้เด็กไปใช้สมัครงานหรือเรียนต่อก่อน แล้วเก็บฉบับจริงไว้จนกว่าจะมีการชำระครบถ้วน ซึ่งถือเป็นทางออกหนึ่งที่ช่วยให้เด็กไม่เสียโอกาส

    แนะระบบดูแลรายบุคคล-ระดมทุนสังคมช่วย

    โรงเรียนที่มีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ตั้งแต่ต้นทาง มีแนวทางดังนี้

    1. ตรวจสอบสถานะการเงินตั้งแต่เริ่มค้างชำระ เช่น ช่วง ม.1 และรีบคุยกับผู้ปกครองเพื่อหาทางผ่อนปรน

    2. ทุนทางสังคม ใช้คอนเนกชันจากสมาคมศิษย์เก่า สมาคมผู้ปกครอง หรือภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อจัดหาทุนการศึกษามาโปะยอดค้างชำระให้เด็กที่ยากจนจริง

    3. การผ่อนชำระ แบ่งจ่ายเป็นงวดๆ เพื่อไม่ให้เป็นเงินก้อนใหญ่เกินกำลังของผู้ปกครองในช่วงจบการศึกษา

    ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

    เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ดังนี้

    • ขยายงบรายหัว: ปรับปรุงหมวดเงินอุดหนุนให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นในปัจจุบัน เช่น ค่าไฟ และค่าพาหนะ

    • กองทุนระดับจังหวัด: จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ระดับจังหวัดเพื่อช่วยเหลือเคสเด็กยากจนที่ค้างชำระแบบรายกรณี

    • นวัตกรรมประหยัดพลังงาน รัฐควรสนับสนุนโครงการเช่น Solar Cell ในโรงเรียนเพื่อลดภาระค่าไฟในระยะยาว

    ปัญหาดังกล่าวมักเกิดขึ้นบ่อยกับนักเรียนชั้น ม.3 ที่ต้องการวุฒิไปทำงานหรือศึกษาต่อสายอาชีพ หากโรงเรียนกักใบจบไว้ จะส่งผลให้เด็กได้รับค่าแรงที่ต่ำกว่าวุฒิที่ควรจะเป็น ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2925758&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2alNsw2xnyy8VtqGt7U1KP

  • เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เร่งเรียกคืน น้ำมะพร้าวปลอม จี้ อย. ออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด”

    สภาผู้บริโภคจี้ อย. เร่งอุดช่องโหว่ น้ำมะพร้าวปลอม คุมเข้มออกมาตรฐาน “น้ำมะพร้าวบรรจุขวด” ออกมาตรฐานเฉพาะทั้งระบบผลิต – ความปลอดภัย พร้อมสั่งล้งเรียกคืนสินค้ามีปัญหาโดยด่วน ก่อนกระทบผู้บริโภคในวงกว้าง

    จากกรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและจับกุมล้งผลิต น้ำมะพร้าวปลอม ในจังหวัดสมุทรสงคราม 2 แห่ง พบมีการนำน้ำเปล่ามาผสมสารแต่งกลิ่นเพื่อเลียนแบบน้ำมะพร้าวจริง โดยสถานประกอบการทั้งสองแห่งไม่ผ่านมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งคุมมาตรฐานน้ำมะพร้าวบรรจุขวด พร้อมสั่งเรียกคืนสินค้าด่วน

    ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค ระบุว่า เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจได้รับอันตรายจากการบริโภค น้ำมะพร้าวปลอม ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีความเป็นไปได้ที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะถูกกระจายไปในหลายพื้นที่ สร้างความกังวลต่อความปลอดภัยในวงกว้าง และกระทบต่อภาพลักษณ์สินค้าเกษตรแปรรูปของไทย

    สภาผู้บริโภค จึงเรียกร้องให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งกำหนดมาตรการทางกฎหมาย หรือออกประกาศกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าวบรรจุขวดหรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท โดยเสนอให้กำหนดหลักเกณฑ์ด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน รวมถึงวางมาตรการป้องกันการปลอมปนในห่วงโซ่การผลิตและการจำหน่าย เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้า คุ้มครองผู้บริโภค และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทยทั้งในและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ อย. เร่งสั่งการให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์ น้ำมะพร้าวปลอม ที่มีปัญหาโดยเร็ว พร้อมประสานสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ ขยายผลการตรวจสอบแหล่งผลิตและแหล่งรวบรวมวัตถุดิบอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าที่มีความเสี่ยงหลุดรอดสู่ตลาด

    ภก.ภาณุโชติ ระบุเพิ่มเติมว่า การผลิตอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่เพียงเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ยังเป็นการละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทำให้ผู้บริโภคขาดข้อมูลที่จำเป็น และเสี่ยงต่ออันตรายจากการบริโภคสินค้า

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอนโยบายเกี่ยวกับการกำกับดูแลปัญหา น้ำมะพร้าวปลอม ในกระบวนการผลิต เสนอต่อ อย. แล้ว โดยมีข้อเสนอสำคัญ เช่น การควบคุมแหล่งรวบรวมวัตถุดิบหรือ “ล้ง” การเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบมาตรฐานโรงงาน และการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานเฉพาะสำหรับน้ำมะพร้าวบรรจุขวด เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/fake-coconut-water/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BIEzO70qy613dE3vi3btf

  • ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    ญี่ปุ่นเปิดชั้นเรียนสมาธิ นิมนต์พระไทยสอนในมหาวิทยาลัย

    เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส, ดร. ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยริวโคขุ (Ryukoku University) สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของญี่ปุ่น ได้นิมนต์พระธรรมทูตไทย 2 รูป เข้าดำรงตำแหน่งอาจารย์ผู้สอนในรายวิชา “Samatha-Vipassana in Buddhism and Modern Mindfulness” ในภาคเรียนที่ 1 โดยมีนักศึกษาลงทะเบียนเรียนกว่า 70 คน นับเป็นความร่วมมือด้านวิชาการที่สะท้อนความสนใจต่อการศึกษาพุทธศาสนาในบริบทสมัยใหม่

    พระธรรมทูตที่ได้รับนิมนต์ ได้แก่ พระครูปลัดสุเนตร ฉฬภิญโญ (เจ้าอาวาสวัดป่าธรรมกายนานาชาติโทชิหงิ) และพระมหาพงศ์ศักดิ์ ฐานิโย, Ph.D. (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายโทชิหงิ) ซึ่งรับผิดชอบการเรียนการสอนรวม 15 ครั้ง ตลอดภาคการศึกษา เนื้อหาครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีเกี่ยวกับหลักสมาธิในพระพุทธศาสนา และภาคปฏิบัติที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกสมาธิภายในชั้นเรียน ควบคู่กับการมอบหมายให้ฝึกปฏิบัติต่อเนื่องและบันทึกผลในรูปแบบ Meditation Diary (บันทึกการฝึกสมาธิ) เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจในชีวิตประจำวัน

    สำหรับ มหาวิทยาลัยริวโคขุ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2182 (ค.ศ. 1639) ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีการจัดการเรียนการสอนใน 10 คณะ และมีนักศึกษามากกว่า 20,000 คน การบรรจุรายวิชาด้านสมาธิในครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มของสถาบันการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้านจิตใจควบคู่กับวิชาการสมัยใหม่ รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและศาสนาในระดับนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/140531&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Xgmsp0IpX5DU-2iAp0kQV

  • เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เปิดโปรไฟล์ ’12 อรหันต์ TTR’ มือเศรษฐกิจ-นักเศรษฐศาสตร์ ผู้แทนการค้าไทย

    เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและการค้า เพื่อทาบทามให้เป็นคณะที่ปรึกษาและคณะผู้แทนการค้าไทย (Thailand Trade Representatives: TTR) 

    ความสำคัญของตำแหน่ง ผู้แทนการค้าไทย ถือเป็นผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรี ด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรี ในการเจรจาระดับรัฐมนตรี กับหน่วยงานรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การการค้าระหว่างประเทศ โดยประธานผู้แทนการค้าไทย มีฐานะเทียบเท่ารองนายกรัฐมนตรี

    สำหรับคณะผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจและการค้า ที่ได้รับการทาบทามนั้นจะเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งนักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้า และภาคธุรกิจชั้นนำ “ฐานเศรษฐกิจ” ได้รวบรวมโปรไฟล์การทำงานของผู้ทรงวุฒิทั้งหมด 12 คน ดังนี้

    วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์

    นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ถือว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักนโยบายสาธารณะที่มีบทบาทสำคัญในภาครัฐไทย โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว การพัฒนาเศรษฐกิจ และการวางยุทธศาสตร์ระดับประเทศ โดยช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ผลักดันนโยบายสำคัญ เช่น การกระจายรายได้ท่องเที่ยวสู่เมืองรอง การเชื่อมโยงการท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจฐานราก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ศึกษาต่อปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ ที่ Williams College ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งหลังเรียนจบ ได้เริ่มทำงานด้านวิชาการเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ และเริ่มมีบทบาทในวงนโยบายและการพัฒนาเศรษฐกิจ

    ประสบการณ์ทำงาน: ในช่วงปี 2540–2550 ได้ทำงานด้านนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นที่ปรึกษา/กรรมการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง มีบทบาทเชื่อมโยงภาควิชาการกับภาครัฐ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาคและการพัฒนา

    หลังจากนั้นปี 2557 ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา ทว่าได้ก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วงเดือนพฤศจิกายน 2560 – กรกฎาคม 2562 โดยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่มา : FB เพจ กอบศักดิ์ ภูตระกูล

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูลเป็นนักเศรษฐศาสตร์สายมหภาคที่มีบทบาทโดดเด่นทั้งในภาครัฐและภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์องค์กรและการสื่อสารเชิงนโยบาย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ University of London ประเทศ สหราชอาณาจักร และสำเร็จปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์จาก Massachusetts Institute of Technology ประเทศ สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกด้านเศรษฐศาสตร์

    ประสบการณ์ทำงาน: เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นจากงานด้านเศรษฐกิจมหภาคใน ธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนก้าวสู่บทบาทด้านนโยบายในภาครัฐ โดยเคยดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารและขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

    ดร. ปิติ ศรีแสงนาม Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ที่มา : FB Piti Srisangnam

    ดร.ปิติ ศรีแสงนาม เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีบทบาทโดดเด่นในเวทีวิชาการและนโยบายของไทย โดยปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านอาเซียนศึกษาใน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมทั้งมีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์ความรู้และข้อเสนอเชิงนโยบายผ่านศูนย์อาเซียนศึกษา ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานสำคัญด้านการศึกษาภูมิภาคของประเทศ

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก University of Nottingham ประเทศ สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจโลกและการค้า

    ประสบการณ์ทำงาน: มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการควบคู่กับการให้คำปรึกษานโยบาย โดยมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ประเด็นเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อาทิ ความตกลงการค้าเสรี (FTA) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง

    ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย

    นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยนายณัฐ เหลืองนฤมิตชัยเป็นนักเศรษฐศาสตร์การเงินที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจและนโยบายของไทย ตลอดจนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและยุทธศาสตร์ให้กับภาคธุรกิจและสังคม

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก London School of Economics and Political Science ประเทศ สหราชอาณาจักร และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์จาก University of Oxford

    ประสบการณ์ทำงาน: ครอบคลุมทั้งภาคการเงินและภาคนโยบาย โดยเคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเสถียรภาพเศรษฐกิจ ก่อนจะย้ายสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจมหภาคของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    ยรรยง ไทยเจริญ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ที่มา : ธนาคารไทยพาณิชย์

    ดร.ยรรยง ไทยเจริญดร.ยรรยง ไทยเจริญเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญในภาคการวิเคราะห์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในมิติของเศรษฐกิจมหภาคและการเงิน

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่เสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายการเงิน

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งธนาคารแห่งประเทศไทย สายงานด้านนโยบายการเงินและเศรษฐกิจมหภาค ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในการพัฒนางานวิจัยเศรษฐกิจของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านหน่วยงาน Economic Intelligence Center (EIC) ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำของประเทศ

    อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา

    ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร

    ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร เป็นนักวิชาการด้านกฎหมายเศรษฐกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านประเทศจีนที่มีบทบาทโดดเด่นในแวดวงวิชาการและนโยบายสาธารณะของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ด้านกฎหมาย เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทของจีนและเอเชีย

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านกฎหมายจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะได้รับทุนไปศึกษาต่อในระดับสากล โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมายจาก Harvard Law School ประเทศ สหรัฐอเมริกา และศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกด้านกฎหมายจาก Stanford University

    ประสบการณ์ทำงาน: มีบทบาทในการศึกษาวิจัยและให้ความเห็นต่อประเด็นสำคัญ เช่น กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล การกำกับดูแลเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับจีน นอกจากนี้ยังเป็นวิทยากรและผู้แสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและมุมมองเชิงลึก จึงเป็นหนึ่งในนักวิชาการรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านกฎหมายกับบริบทเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

    นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย

    ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ด้านการลงทุนและตลาดทุนที่มีบทบาทโดดเด่นในภาคการเงินของไทย มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และตลาดการเงิน เพื่อให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์แก่นักลงทุนและองค์กร

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ด้านเศรษฐศาสตร์ใน สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ก่อนจะก้าวสู่ภาคเอกชนและมีบทบาทสำคัญในงานวิเคราะห์การลงทุนและกลยุทธ์ตลาดทุนของ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร

    ภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์

    นายภูษิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อดีตข้าราชการระดับสูงด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายส่งออกและการขยายตลาดสินค้าไทยสู่เวทีโลก

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อในระดับปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะด้านการบริหารและการค้าระหว่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารส่งออก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ต่อด้วยผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า สุดท้ายเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ

    นายภูษิต จึงเป็นหนึ่งในผู้บริหารภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันการส่งออกไทย ท่ามกลางความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้า และการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก โดยมุ่งเน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยและการขยายตลาดอย่างยั่งยืน

    อนันต์ ลาภสุขสถิต ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต

    นายอนันต์ ลาภสุขสถิต เป็นผู้บริหารที่มีบทบาทโดดเด่นในทั้งภาครัฐและภาคนวัตกรรมการเกษตรของไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสถาบัน K Agro Innovate Institute เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของไทยสู่มูลค่าสูง

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (MBA) ในต่างประเทศ

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการค้าระหว่างประเทศของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เคยปฏิบัติหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ภายหลังได้ก้าวสู่บทบาทด้านนวัตกรรม โดยเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาและผลักดันสถาบัน K Agro Innovate Institute ให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนา AgriTech ของไทย ทั้งการสนับสนุนผู้ประกอบการเกษตร การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร และการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ

    นงนุช เพ็ชรรัตน์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์

    นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เป็นอดีตนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในเวทียุโรป โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐออสเตรีย และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งถือเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยในภูมิภาคยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท: Master of Arts (M.A.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเฟลตเชอร์ (The Fletcher School of Law and Diplomacy) มหาวิทยาลัยทัฟส์ (Tufts University) สหรัฐอเมริกา

    ประสบการณ์ทำงาน: เติบโตในสายงานการทูตของกระทรวงการต่างประเทศทั้งในส่วนกลางและการประจำการในต่างประเทศในหลายตำแหน่ง มีบทบาทในการดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคี การเจรจาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน รวมถึงการส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ

    ฐานะเอกอัครราชทูตมีบทบาทสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ ออสเตรีย และ เยอรมนี ทั้งในมิติการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมถึงการสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดยุโรป และการส่งเสริมความร่วมมือในระดับพหุภาคี

    ชุตินทร คงศักดิ์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี

    นายชุตินทร คงศักดิ์ ที่มา:เพจกระทรวงการต่างประเทศ

    นายชุตินทร คงศักดิ์ เป็นนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนานในกระทรวงการต่างประเทศ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียใต้

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตรบัณฑิต (สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท Master of Philosophy (M.Phil.) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) สหราชอาณาจักร

    ประสบการณ์ทำงาน: เขาเติบโตในสายงานการทูต เคยดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต สิงคโปร์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

    ซึ่งถือว่าเป็นนักการทูตที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย และขยายโอกาสความร่วมมือกับประเทศเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่างต่อเนื่อง

    วีระพงษ์ ประภา อดีตตัวแทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป

    นายวีระพงษ์ ประภา

    นายวีระพงษ์ ประภานายวีระพงษ์ ประภาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก โดยเฉพาะในตลาดยุโรป ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของไทย โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยประจำ สหภาพยุโรป มีหน้าที่หลักในการเจรจาและผลักดันความร่วมมือทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศสมาชิกยุโรป

    ด้านการศึกษา: สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ระดับปริญญาโทด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE) -ปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

    ประสบการณ์ทำงาน: นายวีระพงษ์เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA) การส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนของไทย เพื่อเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KkIPQkp8a4DSmoqc4yUXh