Blog

  • คอลัมน์การเมือง – คำเตือนถ้าดีเซลทะลุ70บาท

    คอลัมน์การเมือง – คำเตือนถ้าดีเซลทะลุ70บาท

    การเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ประเทศปากีสถานไม่บรรลุผล สัญญาณอันตรายรออยู่ข้างหน้า และก่อนหน้านี้ หลายภาคส่วนได้ออกมาเตือนและให้คำแนะนำกับประชาชนให้รับมือกับวิกฤตน้ำมันที่กระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

    นายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตพลังงานของไทย พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการใช้จ่าย แนะการรับมือของรัฐบาลที่อาจนำพาสังคมไปสู่ความยากลำบากในช่วงหลังพ้นเทศกาล หากจัดการไม่ดี ราคาน้ำมันดีเซลอาจพุ่งสูง 70 บาทต่อลิตร โดยฝากความห่วงใยถึงประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนหาเช้ากินค่ำและแรงงานรายวัน ไม่ควรใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เนื่องจากประเมินว่าเศรษฐกิจหลังสงกรานต์จะเข้าสู่ภาวะฝืดเคืองอย่างหนัก

    สถานการณ์แบบนี้ มันท้าทายพวกเราทุกคน การที่บอกว่าน้ำมันจะยังไม่ขึ้นช่วงก่อนสงกรานต์ แล้วรัฐมนตรีพลังงานบอกว่า ราคาหน้าโรงกลั่นของ B7, B20 ต้องลงมา 2 บาทเนี่ย เมื่อพ้นสงกรานต์ นั่นแหละครับ สถานการณ์เราจะเลวร้ายมากต้องฝากพี่น้องทุกคนนะครับ ช่วงสงกรานต์ท่านอย่าจับจ่ายใช้สอยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าสุรุ่ยสุร่าย อย่าใช้จ่ายเกินตัว แล้วอย่าล้างผลาญตนเองครับ เพราะหลังสงกรานต์จะเป็นเรื่องชีวิตจริง

    นายเจษฎ์ ยังได้เปิดเผยข้อมูลจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการว่า ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน หากมีพนักงานขอลาออก นายจ้างกลับรู้สึกยินดีเพราะเป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของตลาดแรงงาน และเป็นที่น่ากังวลว่าแรงงานที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาล อาจจะต้องเผชิญกับภาวะตกงานเมื่อกลับมาทำงานอีกครั้ง

    ขณะที่ประเด็นการบริหารงานของรัฐบาล นายเจษฎ์ กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมีการวางแผนรัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญของนโยบายอย่างเร่งด่วน พร้อมชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70%เป็น 80% เพื่อนำเงินมาอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน และการออกมาตรการเยียวยาแบบเดิมๆ เช่น โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ก็เป็นเพียงการนำเงินภาษีหรือเงินกู้มาใช้ ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้จริง เพราะความเดือดร้อนในขณะนี้ได้กระจายตัวไปทุกกลุ่มอาชีพแล้ว

    รัฐบาลก็ต้องตระหนักในเรื่องนี้ ท่านต้องจัดระบบในการดูดซับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนต้องจัดกลไกในการดูแล ท่านจะบอกแค่ว่าคนละครึ่งพลัสไม่ได้หรอกครับ คนละครึ่งพลัสก็ใช้เงินและเป็นเงินภาษี ก็อาจจะต้องไปกู้มา จะบอกเยียวยาบางกลุ่ม มันก็ไม่ได้เพราะมันเดือดร้อนกันทุกกลุ่ม

    นายเจษฎ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในโครงสร้างราคาพลังงาน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบว่ามี “กลุ่มทุนพลังงาน” ที่คอยแสวงหาผลประโยชน์จากการกักตุน ลักลอบนำเข้าน้ำมันหนีภาษี หรือปั่นราคาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองหรือไม่หากพบว่ามีจริง รัฐบาลต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งหากลุกลามบานปลายจนเกิดสงครามเต็มรูปแบบ จะยิ่งซ้ำเติมวิกฤตพลังงานโลกและส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย ตกลงนายทุนพลังงานมีอยู่จริงหรือเปล่า ที่มีทั้งการกักตุน ที่มีทั้งการนำน้ำมันที่อาจจะไม่ได้เสียภาษีเข้ามา ที่มีทั้งการไปปรับราคาเพื่อที่จะให้สนนราคามันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบรรดานายทุนเหล่านี้ ถ้ามีต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ถ้ายิ่งสหรัฐอเมริกาไม่หยุด อิหร่านไม่นำพา แล้วเขาก็เดินหน้าสงครามกัน เรายิ่งต้องวางแผนให้ดี รัดเข็มขัดให้มาก จัดสิ่งที่ควรให้มาก่อน สิ่งที่ไม่ควรให้ไปหยุดไว้ทีหลัง

    “ผมยังเกรงเลยนะครับว่าหลังสงกรานต์ไปสักระยะหนึ่ง ราคาดีเซลจะแตะได้ถึง 70 บาท หวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น รัฐบาลต้องพยายามพยุงให้ได้มากที่สุด โดยที่ไม่ได้จ่ายชดเชยเอาเงินภาษีมาเสริมเติมไม่เช่นนั้นสถานการณ์เราเลวร้ายแน่นอน”นายเจษฎ์ กล่าวในตอนท้ายอย่างน่าห่วงใย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66077&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1guQ6Pmh9gB207ruIDCibL

  • อนุสรณ์ มอง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาล รับมือวิกฤตจากงบกลาง 7 พันล. ไม่ตอบโจทย์ บรรเทาแค่ระยะสั้น เสนอรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น

    อนุสรณ์ มอง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาล รับมือวิกฤตจากงบกลาง 7 พันล. ไม่ตอบโจทย์ บรรเทาแค่ระยะสั้น เสนอรัฐโปร่งใส ไร้คอร์รัปชั่น

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141380&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20uaK5yWOFp5aw84RfWjih

  • เดลินิวส์ 14 เม.ย.ท่องเที่ยวทั่วไทยสุดคึกคัก สาดน้ำเล่นสงกรานต์ล้นทะลัก | เดลินิวส์

    เดลินิวส์ 14 เม.ย.ท่องเที่ยวทั่วไทยสุดคึกคัก สาดน้ำเล่นสงกรานต์ล้นทะลัก | เดลินิวส์

    กรอบ 6 ดาว ฉบับวันที่ 14 เม.ย.69

    ข่าว 1 ท่องเที่ยวทั่วไทยสุดคึกคัก สาดน้ำเล่นสงกรานต์ล้นทะลัก ถนนข้าวสาร-สีลมฟีเวอร์ยอดฮิตอันดับ1 เชียงใหม่-ขอนแก่น-ภูเก็ต-ปัตตานีแน่น

    ข่าว 2 ศุภจีดึงวีระพงษ์ไม่จบ นิพิฎฐ์เหน็บสึกพระวัดอื่น จับได้เพิ่มอีก1 ยิง‘กมลศักดิ์’ ล่าร.อ.วิโรจน์ ผู้บงการด้วย

    ข่าว 3 ศาลสั่งเพิกถอน นส.3ก.ทุ่งหนองใหญ่ 27 แปลง 700 ไร่ นายทุนชุดเดิม โยงปากเตรียม

    ข่าว 4 เปิดเหตุผลดีลล่ม อิหร่านเมิน6ข้อสหรัฐ ทรัมป์สั่งล้อมฮอร์มุซ เข้มเรือแล่นเข้า-ออก

    ข่าว 5 3 วันสังเวย 95 ศพ ปมซิ่ง-เมาขับ กรุงเทพแชมป์ที่ 1 ลำปางอุบัติเหตุสูงสุด 30 จังหวัดยังไม่มีตาย

    กรอบ  1 ดาว ฉบับวันที่ 15 เม.ย.69 (ฉบับล่วงหน้า 1 วัน )

    ข่าว 1 ตักบาตรอิ่มบุญทั่วไทย มหาสงกรานต์ สาดน้ำเย็นชุ่มฉ่ำคึกคัก หนองคายแห่หลวงพ่อพระใส เชียงใหม่-ขอนแก่นคนทะลัก

    ข่าว 2 แฉนายทุนฮุบปากเตรียม โยงหนองใหญ่ ลามถึงชุมพร ชาวบ้านร้อง ศาลเพิกถอน นส3ก.700ไร่

    ข่าว 3 บุกล็อกทีมยิงสส.กมลศักดิ์ เร่งล่าร.อ.-จอมบงการ ‘กอ.รมน.’แถลงปัดวุ่น

    ข่าว 4 ฮอร์มุซระส่ำอีก ทรัมป์สั่งปิดล้อม คุมเข้มเรือแล่นเข้า-ออก ชี้ดีลล่มอิหร่านเมิน6ข้อ

    ข่าว 5 รณรงค์ 7 วันอันตรายไม่ได้ผล 3 วันดับพุ่ง 95 ศพ 30 จว.ยังเป็นศูนย์ เมาขับ‘1.6พันคดี’

    รายละเอียดทั้งหมดสามารถติดตามได้ในหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ฉบับวันที่ 14 เม.ย. และฉบับล่วงหน้า วันที่ 15 เม.ย.2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5779816/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_XHYd5Sng7g7s0RHy6yVv

  • ครั้งแรกในรอบ125ปี ออสเตรเลีย ประกาศแต่งตั้ง สตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

    ครั้งแรกในรอบ125ปี ออสเตรเลีย ประกาศแต่งตั้ง สตรี ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

    วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.43 น.

    13 เมษายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียประกาศแต่งตั้ง พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ (Susan Coyle) ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เป็นครั้งแรกในรอบ 125 ปี ท่ามกลางความพยายามปฏิรูปกองทัพและเพิ่มสัดส่วนสตรีในระดับบริหาร พร้อมขยับผู้บัญชาการทหารเรือขึ้นคุมกองทัพ

    รัฐบาลออสเตรเลีย ได้ประกาศแต่งตั้งคณะผู้บริหารกองทัพชุดใหม่ โดยการเลือก พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 125 ปีของกองทัพบกออสเตรเลียที่จะมีสตรีเป็นผู้นำสูงสุดของเหล่าทัพ

    นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี และนายริชาร์ด มาร์ลส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระบุว่า พลโทหญิงคอยล์จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนกรกฎาคมนี้ ต่อจากพลโทไซมอน สจวร์ต โดยรัฐมนตรีกลาโหมยกย่องว่านี่คือ “ช่วงเวลาประวัติศาสตร์” และเชื่อว่าความสำเร็จของเธอจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับทหารหญิงรุ่นปัจจุบันและผู้ที่สนใจเข้ารับราชการทหาร ดังคำกล่าวของพลโทหญิงคอยล์ที่ว่า “คุณไม่สามารถเป็นในสิ่งที่คุณมองไม่เห็นได้”

    พลโทหญิง ซูซาน คอยล์ อายุ 55 ปี ประสบการณ์รับราชการทหารมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ เริ่มต้นจากการเป็นทหารกองหนุนในปี 1987 เคยผ่านการบังคับบัญชาหน่วยรบในสมรภูมิต่างๆ ทั้งในติมอร์-เลสเต, หมู่เกาะโซโลมอน และอัฟกานิสถาน 

    นอกจากนี้เธอยังเคยดำรงตำแหน่งสำคัญด้านสงครามไซเบอร์และอวกาศ รวมถึงเป็นคุณแม่ลูกสามที่สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการสงครามกองทัพบกสหรัฐฯ อีกด้วย 

    การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่กองทัพออสเตรเลียกำลังเผชิญกับความท้าทายจากข้อกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศและการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยกองทัพตั้งเป้าจะเพิ่มสัดส่วนบุคลากรหญิงให้ถึง 25% ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 21%

    รัฐบาลยังได้ประกาศแต่งตั้ง พลเรือเอก มาร์ค แฮมมอนด์ ผู้บัญชาการทหารเรือคนปัจจุบัน ให้ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แทนที่พลเรือเอกเดวิด จอห์นสตัน ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการ โดยพลเรือโท แมทธิว บัคลีย์ จะขึ้นมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือแทน

    การปรับเปลี่ยนผู้นำกองทัพครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของออสเตรเลียในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงในอนาคต ควบคู่ไปกับการสร้างความเท่าเทียมในองค์กร

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/958518&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3neVQzFcXPkH3kSGOpz-9t

  • ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก

    ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจโลก

    ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตพลังงานหลัก เส้นทางการค้าระหว่างประเทศ และจุดศูนย์กลางของภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดระหว่างรัฐมหาอำนาจในภูมิภาค การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หรือความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซและทะเลแดง ล้วนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังเศรษฐกิจหลักทั่วโลก ผ่านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทิศทางนโยบายการเงิน ในบทความนี้จะขอรวบรวมผลกระทบที่สำคัญจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางต่อประเทศเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น และจีน

    สำหรับสหรัฐฯ ผลกระทบหลักจากความวุ่นวายในตะวันออกกลางสะท้อนผ่านราคาน้ำมันและพลังงานที่มีแนวโน้มผันผวนสูงขึ้น แม้สหรัฐฯ จะเป็นผู้ผลิตพลังงานรายใหญ่ของโลก แต่ราคาน้ำมันในประเทศยังคงเชื่อมโยงกับตลาดโลก การปรับขึ้นของราคาพลังงานส่งแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพของภาคครัวเรือน ซึ่งอาจทำให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ช้ากว่าที่คาด และอาจจำกัดความยืดหยุ่นของเฟดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยแม้เศรษฐกิจบางภาคส่วนเริ่มชะลอตัว ความไม่แน่นอนดังกล่าวยังส่งผลต่อตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้น โดยนักลงทุนมีแนวโน้มปรับพอร์ตเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นในช่วงที่ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทวีความรุนแรง

    สำหรับเศรษฐกิจยุโรปได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับสหรัฐฯ เนื่องจากโครงสร้างการพึ่งพาพลังงานนำเข้า แม้หลายประเทศจะพยายามกระจายแหล่งพลังงานหลังวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน แต่ตะวันออกกลางยังคงเป็นแหล่งสำคัญของน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนการผลิต ภาคครัวเรือน และความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตยุโรป

    นอกจากราคาพลังงานแล้ว อุปสรรคด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ ถือเป็นอีกช่องทางสำคัญของผลกระทบ ความไม่มั่นคงในเส้นทางเดินเรือสำคัญ เช่น ทะเลแดงและคลองสุเอซ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชีย-ยุโรป ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ต้นทุนค่าระวางเรือและค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับวัตถุดิบ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวส่งผลลบต่อภาคการผลิตของยุโรป ซึ่งเดิมก็เผชิญกับอุปสงค์ที่ฟื้นตัวอย่างเปราะบางอยู่แล้ว

    ในด้านนโยบาย ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการพยุงการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงจากราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อด้านต้นทุนกลับมาเร่งตัว ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างเปราะบาง เป็นแรงกดดันสำคัญต่อแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปในระยะกลาง

    ทางด้านญี่ปุ่นเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ ทำให้ความวุ่นวายในตะวันออกกลางส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานและราคานำเข้า การปรับขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่เพียงเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อผ่านต้นทุนพลังงาน แต่ยังสะท้อนผ่านค่าเงินเยนที่มีแนวโน้มอ่อนค่า ส่งผลให้ราคาสินค้านำเข้าและค่าครองชีพของครัวเรือนปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ในบริบทนี้ การเจรจาค่าจ้างประจำปีของญี่ปุ่น (Spring Wage Negotiations หรือ Shunto) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มองว่าการเพิ่มขึ้นของค่าจ้างถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฏจักรเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน หากการเจรจาค่าจ้างนำไปสู่การปรับขึ้นค่าจ้างในวงกว้าง อาจช่วยชดเชยผลกระทบด้านค่าครองชีพและสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน ขณะที่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นจากทั้งค่าพลังงานและค่าจ้างพร้อมกัน ซึ่งอาจกระทบต่ออัตรากำไรและการตัดสินใจลงทุน ส่งผลให้ BOJ ต้องดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    สำหรับจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ทำให้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางส่งผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ตาม จีนมีข้อได้เปรียบจากการจัดหาพลังงานที่หลากหลาย การถือครองน้ำมันสำรองในระดับสูง และบทบาทเชิงการทูตกับประเทศในภูมิภาค ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้บางส่วน ขณะเดียวกัน จีนยังเพิ่มการใช้เส้นทางขนส่งทางบกและทางรถไฟ เช่น เส้นทาง China–Europe Railway เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว แม้ต้นทุนและขีดความสามารถจะยังไม่สามารถทดแทนการขนส่งทางทะเลได้ทั้งหมด นอกจากนี้ จีนกลับได้รับประโยชน์เชิงเปรียบเทียบจากการเติบโตของยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอุปสรรคด้านการขนส่งน้ำมัน ช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภคให้เปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่มุ่งลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและการนำเข้าน้ำมัน อุตสาหกรรม EV ยังมีข้อได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลจิสติกส์ระหว่างประเทศน้อยกว่าสินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท

    ในเชิงนโยบาย รัฐบาลจีนมีแนวโน้มใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและดูแลเสถียรภาพราคา เพื่อจำกัดผลกระทบจากภายนอกต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายในประเทศ

    โดยสรุป ความวุ่นวายในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นประเด็นด้านภูมิรัฐศาสตร์ แต่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจโลก ผ่านกลไกราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความเชื่อมั่นของตลาด แม้แต่ละประเทศจะมีระดับความเปราะบางแตกต่างกัน แต่ล้วนต้องเผชิญความท้าทายในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอน การติดตามพัฒนาการในภูมิภาคนี้อย่างใกล้ชิด และการเตรียมมาตรการรองรับเชิงนโยบาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูล รวมถึงความเสี่ยงที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1229050&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Srl_raw2T3HVdrSgrfLtQ

  • เงินบาทดิจิทัลพลิกเศรษฐกิจไทย

    เงินบาทดิจิทัลพลิกเศรษฐกิจไทย

    เงินบาทดิจิทัลพลิกเศรษฐกิจไทย

    เงินบาทดิจิทัลพลิกเศรษฐกิจไทย

    14 เม.ย. 2569 04:34 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2926569&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qgmj0HyRDssxwqACsWWFI

  • จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    วันนี้ผมมาที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม เพื่อมาพบกับลูกค้ารายใหญ่ของผมและหารือธุรกิจที่นี่ ปกติวันหยุดยาวผมมักจะอาศัยวันหยุดทุกครั้งเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำธุรกิจต่อทุกปี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องเสียวันหยุดไปด้วยการพักผ่อน หากปีไหนไม่ได้นัดหมายลูกค้า ผมก็จะพาครอบครัวท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษเสมอ ปีนี้เผอิญว่าลูกค้ารายนี้ เขาได้ไปซื้อโรงแรมเล็กๆ ที่ฟูก๊วก เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวและยังใช้หาเงินได้อีกด้วยไว้แห่งหนึ่ง เขาจึงนัดผมมาพบที่นี่ครับ

    พอมาถึงก็เจรจาว่าความเรื่องธุรกิจจนจบ จากนั้นเขาก็พาตะเวนเที่ยวดูการเปลี่ยนแปลงของเกาะฟูก๊วก ต้องยอมรับเลยว่า เพียงแค่ 3-4 ปีที่ผมไม่ได้มาที่นี่ วันนี้เกาะฟูก๊วกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นเกาะประมงเล็กๆ ได้แปลงเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวของเวียดนามไปในทันทีเลยครับ

    ในขณะที่ไทยเรายังคงวนเวียนอยู่กับการทำแคมเปญชื่อสวยหรู แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณ หรือจัดอีเว้นท์แบบผักชีโรยหน้า เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ข้ามอ่าวไทยไปเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม กำลังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ควรจะทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองของเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่มันคือการ “ประกาศสงครามเศรษฐกิจเชิงสุนทรียภาพ” ผ่านวิสัยทัศน์ที่เราไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ยังบริหารงานกันอยู่แบบเดิม ๆ ครับ

    ผมต้องใช้คำว่าที่นี่เป็น “อาณาจักรแห่งความบ้าบิ่น” เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ของเขา ได้ทุ่ม “เงินผสมกับกึ๋น” มาเนรมิตที่ Sunset Town หรือเมืองจำลองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเกาะฟูก๊วก กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Group ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ตึกสีสวยๆ ไว้ให้คนมาเดินถ่ายรูปฟรีๆ แต่เขาเนรมิต “แม่เหล็กระดับโลก” ที่เขากล้าจ้างแชมป์โลกมาอยู่ประจำเกาะ เหมือนการยกเอาสเตเดียมโอลิมปิกมาไว้หน้าบ้าน

    ในการจัดโชว์ Symphony of the Sea และ Love Hurricane ผมได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับ “หัวกะทิ” ของโลก ที่เมืองไทยเราไม่เคยมองเห็นหัว เช่น Kristina Isaeva รองแชมป์โลก Flyboard (World Vice Champion) จากรัสเซีย ผู้ที่ใช้แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งทะยานสูงกว่า 15 เมตร ตีลังกาแหวกอากาศประหนึ่งยอดมนุษย์ หรือTomasz Kubik เจ้าของสถิติโลก Guinness World Record ผู้ทำ Backflip ได้มากที่สุดในโลกภายในหนึ่งนาที หรือคุณสุขสันต์ ตองไทย (เซฟ) แชมป์โลก 5 สมัยชาวไทยที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลก แต่กลับได้รับการชุบเลี้ยงและให้เกียรติในฐานะ “แม่เหล็กหลัก” อยู่ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม น่าเสียดายที่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยนะครับ

    ยังมี James Curtis แชมป์ Jet-ski Freestyle จากอังกฤษ ที่มาวาดลวดลายผาดโผนร่วมกับทีม จะเห็นว่าการจ้างคนเหล่านี้มาแสดง “ทุกคืน” เป็นเวลาหนึ่งปี ที่ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันหมายถึงค่าตัวมหาศาล สวัสดิการระดับพรีเมียม และการจัดการความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเวียดนามทำได้แบบไม่กะพริบตา

    นี่คือตัวเลขที่ตอกย้ำความ “ถึงใจ” ของผู้ลงทุน หากถามว่า เวียดนามกล้าแค่ไหน? ให้ดูที่ตัวเลขงบประมาณและการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียมาก เช่น โรงละครริมทะเลมูลค่าหลายหมื่นล้าน โครงการโชว์มัลติมีเดียอย่าง Kiss of the Sea ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำพุ เลเซอร์ และจอยักษ์บนม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุนไปกว่า หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือการยิงพลุแบบถลุงเงิน เพราะพลุที่เกาะฟูก๊วกไม่ได้มีแค่รอบเดียวจบ แต่เขามีถึง 2 รอบต่อคืน (รอบหัวค่ำที่ผมไปดูมา และรอบดึกที่ผมดูจากหน้าต่างโรงแรม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด ค่าพลุ และ Pyrotechnics ในแต่ละคืนถูกคาดการณ์ว่าสูงถึงหลักล้านบาทไทยเลยทีเดียว คิดดูว่าปีหนึ่งเขาต้อง “เผาเงิน” ไปเท่าไหร่เพื่อสร้างภาพจำระดับโลก? 

    นอกจากนี้ยังจ้าง Partnership ระดับสากล นั่นคือ ECA 2 จากฝรั่งเศส (ผู้อยู่เบื้องหลังโชว์โอลิมปิก) และ H2O Events จากออสเตรเลีย มาเป็นผู้กำกับโชว์ ในขณะที่ไทยเรามักจะติดหล่มเรื่องการจ้างบริษัทนอมินีที่ของใครบางคน ที่เสนอราคาต่ำสุดแต่คุณภาพงานไม่ได้ดีงาม เป็นไปตามราคาที่เราจ่ายนั่นแหละครับ

    นี่ทำให้ผมคิดถึงคนไทยที่ไปโด่งดังระดับโลกคนหนึ่งที่เราชอบพูดถึง นั่นก็คือ “น้องลิซ่า Blackpink” ทุกครั้งที่อยากจะเคลมผลงานหรือสร้างกระแส แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ไทยเรายังไม่มีปัญญาพอจะสร้าง Infrastructure หรือโชว์ระดับโลกที่สมศักดิ์ศรีให้ศิลปินระดับ Global Icon อย่างเธอมาแสดงประจำได้เลย การที่ฟูก๊วกพิสูจน์แล้วว่า “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าทรัพยากร” เขาไม่ได้รอให้ความสวยงามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า

    น่าจะเป็นบทสรุปที่น่าคิดครับ เพราะในขณะที่ไทยมีทั้งน้องลิซ่า  แต่เราทำได้แค่ขอความร่วมมือให้เธอมาช่วยโปรโมทลูกชิ้นยืนกินหรือรัดเกล้ายอด แต่เวียดนามที่ไม่มีน้องลิซ่า เขากลับสร้างเมืองที่น้องลิซ่าเอง ก็อาจจะอยากมาพักผ่อน นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “พึ่งพาบุญเก่า” จากทรัพยากรการท่องเที่ยว กับการ “สร้างบุญใหม่” ของเกาะฟูก๊วก

    อาจจะมีคนที่รักชาติตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไทยถึงทำแบบฟูก๊วกไม่ได้? ผมไม่อยากพูดว่า ที่ผ่านมาเรามักจะได้รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มองแค่สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของ “ปริมาณมากกว่าคุณภาพ” การจัดงานอีเว้นท์ในไทย เรามักเน้นจัดฉากให้เจ้านายมาตัดริบบิ้น แต่ขาดความต่อเนื่องและความเป็นสากล

    นอกจากนี้ การสร้างผังเมืองและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การจะสร้างแลนด์มาร์คให้ยิ่งใหญ่ในไทย มักติดข้อกฎหมายท้องถิ่นหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ในขณะที่ฟูก๊วกถูกประกาศให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และ “Free Visa Zone” เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด ให้เอกชนได้วาดลวดลายเต็มที่ไงละครับ เจ็บจริงๆ…….

    อีกหนึ่งสัจธรรมที่เราต้องคิด คือ เมื่อแชมป์มวยไม่มีการพัฒนาหรือฝึกซ้อม วันหนึ่งแชมป์ก็ต้องถูก “แขวนนวม” ประเทศไทยเรามักจะเสพติดคำว่า “แชมป์การท่องเที่ยว” มานาน จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมพัฒนาสิ่งใหม่ๆคิดใหม่ๆ หรือเราประมาทเกินไปที่คิดว่าภูเก็ตหรือกาะเสมุยจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาล วันนี้ผมเห็นคนต่างชาติสารพัดชาติ เดินอยู่บนชายหาดฟูก๊วกแทบจะชนกันตาย แม้ที่นี่เขาอาจจะมีห้องพักน้อยกว่าของเรา แต่ในเรื่องของ “Momentum” และ “ความสดใหม่” เวียดนามเขาชนะเราไปหลายขุมแล้วละครับ หรือนี่มันคือเสียงระฆังเตือนว่า “เวลาของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว” หากไทยเรายังไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล้าจ้างคนเก่งระดับโลกมาทำงาน และรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต สักวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็น “อดีตแชมป์” ที่ทำได้แค่เล่าความหลังให้คนอื่นฟังก็เป็นไปได้นะครับ

    เราควรเลิกภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเพราะธรรมชาติแบบเดิม ๆ ได้แล้ว เพราะธรรมชาติมีวันเสื่อมลงได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันตาย หากเราไม่มีความบ้าบิ่นพอ ที่จะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เหมือนที่ Sun Group ทำที่เกาะฟูก๊วก ก็เตรียมตัวแขวนนวมและส่งมอบตำแหน่ง “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยว” ให้กับเวียดนามไปได้เลยครับ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/656428&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14lpEOfEFoFMqIURYg_ITf

  • “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน

    ศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยคมนาคม (ศปภ.คค.) กระทรวงคมนาคม สรุปข้อมูลการเดินทางบนโครงข่ายคมนาคมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2569 ระหว่างวันที่ 10 – 12 เมษายน 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 13 เมษายน 2569 เวลา 07.00 น.) พบว่า

    ระบบขนส่งสาธารณะสามารถรองรับการเดินทางของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง โดยมีการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะรวม 7,817,280 คน ลดลงร้อยละ 0.11 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (11 – 13 เมษายน 2568)

    กระทรวงคมนาคม
    “คมนาคม” สรุปยอดการเดินทางช่วงสงกรานต์ 2569 สะสม 3 วัน (10 – 12 เม.ย. 69) เผยประชาชนใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน

    ทั้งนี้ ระบบรางมีสัดส่วนการใช้บริการสูงสุด คิดเป็นร้อยละ 44 ขณะที่ผู้ใช้บริการสูงสุดในแต่ละภูมิภาค ได้แก่ 

    • ภาคกลาง (ทางอากาศขาออก) 156,888 คน 
    • ภาคใต้ (ทางราง) 98,881 คน 
    • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ทางถนน) 109,751 คน 
    • ภาคเหนือ (ทางถนน) 65,335 คน 
    • ภาคตะวันออก (ทางถนน) 62,525 คน 

    ส่วนการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ รวม 735,064 คน

    สำหรับการจราจรเข้า – ออกกรุงเทพมหานครบนทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง มีปริมาณ 3,198,641 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.29 และการเดินทางภายในกรุงเทพฯ บนทางด่วนของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มีปริมาณ 3,871,455 คัน ลดลงร้อยละ 6.86

    ด้าน ยอดใช้ระบบรางสะสมพุ่ง 3.6 ล้านคน-เที่ยว ชี้คนกรุงแห่เล่นน้ำดันยอดใช้ระบบรถไฟฟ้าพุ่ง

    โดยนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) เปิดเผยข้อมูลภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางประจำวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569 พบว่า มีผู้ใช้บริการรถไฟระหว่างเมืองสูงสุด  96,309 คน-เที่ยวโดยไม่มีผู้โดยสารตกค้างที่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) และสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ 

    ทั้งนี้ วันที่ 13 เม.ย. 2569 ได้เสริมขบวนรถด่วนพิเศษที่ 6 สถานีเชียงใหม่ – กรุงเทพอภิวัฒน์ และขบวนรถด่วนพิเศษที่ 974  สถานียะลา – กรุงเทพอภิวัฒน์ จำนวน 2 ขบวน  และในวันที่ 14 15 และ 17 เมษายน 2569  ในเส้นทางสายเหนือ สายอีสาน และสายใต้ อีกวันละ 1 ขบวน 

    ด้านระบบรถไฟฟ้า มีผู้ใช้บริการรวม 957,550 คน-เที่ยว (ต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 0.30) โดยภาพรวมสามารถให้บริการได้ตามแผนและไม่มีเหตุขัดข้อง

    นายพิเชฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามภาพรวมการเดินทางด้วยระบบรางในช่วง 3 วันแรกของแผนอำนวยความสะดวกฯ (วันที่ 10–12 เมษายน 2569) พบว่ามีประชาชนใช้บริการระบบรางสะสมรวมทั้งสิ้น 3,601,010 คน-เที่ยว ซึ่งต่ำกว่าประมาณการร้อยละ 4.36

    ทั้งนี้ คาดว่าเป็นผลจากพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนที่มีการกระจายตัวมากขึ้น โดยบางส่วนทยอยเดินทางล่วงหน้าก่อนช่วงวันหยุดยาว ขณะที่อีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมเทศกาล ส่งผลให้ปริมาณการเดินทางในภาพรวมไม่หนาแน่นตามที่คาดการณ์ไว้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pPmLSLMeUi-bEd8zt2nsW

  • ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ลัทธิวันสิ้นโลกที่ต้องการให้ทรัมป์สนับสนุนอิสราเอลและปรารถนาให้เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

    ทุกวันนี้ การเข้าใจการเมืองอเมริกัน การเมืองข้ามแอตแลนติก และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง จะอาศัยการติดตามข่าวอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

    แต่คุณต้องอาศัยความรู้เรื่องเทววิทยา (การศึกษาเรื่องพระเจ้า) และประวัติศาสตร์ศาสนาด้วย

    ผมจะอธิบายสั้นๆ ว่า การเมืองอเมริกันของพวกอนุรักษ์นิยมขับเคลื่อนด้วยพวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์กลุ่มที่เรียกว่า ‘คริสเตียนข่าวดี’ (Evangelicalism) คือพวกที่เชื่อมั่นศรัทธาในพระเยซูว่าเป็นผู้ช่วยให้รอดเพียงหนึ่งเดียว และพวกนี้จะรอคอยการปรากฏของพระเยซูอีกครั้งเมื่อถึงวันพิพากษา หรือ ‘วันสิ้นโลก’ (Armageddon)

    คริสเตียนข่าวดีบางพวกมีความหวังอย่างหนักหน่วงให้พระเยซูทรงกลับมาครั้งที่สองโดยเร็ว “พวกเราจะได้พบความรอดเร็ว” ดังนั้น พวกนี้จึงเห็นว่าควรทำให้เกิดวันสิ้นโลกเร็วๆ พระเป็นเจ้าจะได้มาช่วยเรา 

    หนึ่งในวิธีการเร่งวันสิ้นโลกคือการสนับสนุนรัฐอิสราเอล เพราะการอพยพของชาวยิวกลับไปยังอิสราเอลคือสัญญาณของสงครามโลกและวันสิ้นโลก เมื่อนั้นชาวยิวจะยอมรับพระเยซูเป็นพระช่วยให้รอด และพระองค์จะปรากฏพระองค์อีกครั้ง

    นี่คือข่าวดีที่พวกคริสเตียนข่าวดีรอคอยกัน

    ดังนั้น คริสเตียนข่าวดีจึงสนับสนุนรัฐอิสราเอลและบางพวกตีความอย่างสุดโต่งถึงขั้นสนับสนุนการทำสงครามกับรัฐที่พวกเขามองว่าเป็นศัตรูกับอิสราเอล เพราะนี่คือตัวเร่งสงครามโลกและวันสิ้นโลกและการมาถึงครั้งที่สองของพระเยซู

    แปลกใจหรือยังครับว่าทำไมพวกอเมริกันฐานเสียงฝ่ายอนุรักษ์นิยมถึงสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านและสนับสนุนอิสราเอลแบบไม่คิดหน้าคิดหลังอะไร

    คริสเตียนข่าวดีคือฐานกำลังทางการเมืองของทรัมป์ ดังนั้น หลายครั้งหลายหนที่พวกเจ้าของสำนักคริสเตียนข่าวดีต่างๆ ได้มีโอกาสเข้าไปเชียร์ (หรือถ่ายถอดพลังแห่งการภาวนา) ให้ทรัมป์ถึงในทำเนียบขาว โดยเชื่อว่าทรัมป์จะเป็นตัวเร่งให้การเกิดวันสิ้นโลกมาถึงเร็วๆ 

    ทรัมป์เองศรัทธาในศาสนาแค่ไหนผมไม่ทราบ แต่นักการเมืองที่ไหนจะปฏิเสธฐานเสียงอันทรงพลังได้เล่า? 

    แต่ไม่ใช่ทุกสำนักและนิกายในโลกแห่งคริสตศาสนาจะเห็นเหมือนพวกคริสเตียนข่าวดีและยิ่งไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ โดยเฉพาะการทำสงครามอันเหลวไหลไร้ความชอบธรรมในตะวันออกลาง

    หนึ่งในนั้น คือ สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ซึ่งทรงแสดงท่าทีตรงกันข้ามกับรัฐบาลอเมริกันมาโดยตลอด แม้จะทรงเป็นอเมริกันโดยกำเนิดก็ตาม เช่นตรัสว่า  “นี่คือพระเจ้าของเรา พระเยซู กษัตริย์แห่งสันติสุข ผู้ทรงปฏิเสธสงคราม ไม่มีใครสามารถใช้พระองค์เป็นข้ออ้างในการทำสงครามได้ พระองค์ไม่ทรงฟังคำอธิษฐานของผู้ที่ก่อสงคราม แต่ทรงปฏิเสธคำอธิษฐานเหล่านั้น”

    ทรงย้ำข้อความจากพระคัมภีร์ว่า “แม้เจ้าจะอธิษฐานมากมายเพียงใด เราก็จะไม่ฟัง เพราะมือของเจ้าเต็มไปด้วยเลือด”

    คำตรัสนี้คือการ “ตักเตือน” ไปถึงพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ ที่ก่อนหน้านี้กล่าวว่าทหารสหรัฐฯ กำลังต่อสู้เพื่อพระเยซู โดยยกคำกล่าวจำหนังสือภาวนาตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าไล่ตามศัตรูของข้าพเจ้าและตามทันพวกเขา ข้าพเจ้าไม่หันหลังกลับจนกว่าพวกเขาจะถูกทำลาย ข้าพเจ้าแทงทะลุพวกเขาจนพวกเขาไม่สามารถลุกขึ้นได้ พวกเขาล้มลงอยู่ใต้ฝ่าเท้าของข้าพเจ้า และผู้ที่เกลียดชังข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ทำลายพวกเขา พวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครช่วยพวกเขาได้” เขาวิงวอนต่อพระเจ้าให้ “หักไม้เท้าของผู้กดขี่” และ “หักฟันของคนอธรรม”

    แต่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่า “พระเจ้าไม่ทรงอวยพรความขัดแย้งใดๆ ผู้ใดก็ตามที่เป็นศิษย์ของพระคริสต์ เจ้าชายแห่งสันติภาพ จะไม่เข้าข้างผู้ที่เคยใช้ดาบและวันนี้ทิ้งระเบิด การใช้กำลังทางทหารจะไม่ก่อให้เกิดพื้นที่แห่งเสรีภาพหรือช่วงเวลาแห่งสันติภาพ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันและการเจรจาอย่างอดทนระหว่างผู้คนเท่านั้น”

    ในขณะที่เฮกเซธอ้างพระเจ้าเพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำสงคราม แต่สมเด็จพระสันตะปาปาชี้ว่าพระคริสต์คือ “เจ้าชายแห่งสันติภาพ”

    สำหรับชาวคาทอลิก คำของพระสันตะปาปานั้นถือเป็นวาจาสิทธิ์ เมื่อทรงบอกว่าพระคริสต์คือเจ้าชายแห่งสันติภาพ ชาว’คริสตัง’หรือคาทอลิกย่อมเห็นเป็นอื่นไม่ได้ ส่วน’คริสเตียน’หรือโปแตสแตนท์ที่มีมากมายหลายสำนักจะคิดกับพระคริสต์เช่นไรก็สุดแท้แต่พวกเขา เช่น จะอ้างว่าทำสงครามเพื่อพระคริสต์ก็ทำไป แต่ศาสนจักรอื่นๆ ก็มีสิทธิ์แย้งได้ด้วย

    สิ่งสำคัญก็คือ ศาสนจักรคาทอลิกนั้นทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง ส่วนคริสตจักรที่พวก MAGA สนับสนุน (หรือในทางกลับกัน) แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าสำนักวาติกัน แต่เพราะหนุนหลังโดยรัฐบาลอเมริกัน (หรือในทางกลับกัน) ดังนั้น ความไม่ลงรอยทางเทววิทยาครั้งนี้จึงไม่ธรรมดา

    ดังนั้น ทรัมป์ก็กระโจนเข้ามาร่วมวงด้วยโดยโพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า 

    “สมเด็จพระสันตะปาปาเลโออ่อนแอเรื่องอาชญากรรม และแย่มากในเรื่องนโยบายต่างประเทศ ท่านพูดถึง “ความกลัว” ต่อรัฐบาลทรัมป์ แต่ไม่ได้พูดถึงความกลัวที่คริสตจักรคาทอลิกและองค์กรคริสเตียนอื่นๆ มีในช่วงโควิด-19 เมื่อมีการจับกุมบาทหลวง นักบวช และทุกคนอื่นๆ ที่จัดพิธีทางศาสนา แม้กระทั่งออกไปข้างนอกและเว้นระยะห่างสิบหรือยี่สิบฟุต ผมชอบพี่ชายของท่านคือ หลุยส์มากกว่า เพราะหลุยส์สนับสนุน MAGA อย่างเต็มที่ เขาเข้าใจ แต่เลโอไม่เข้าใจ! ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่คิดว่าการที่อเมริกาโจมตีเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นประเทศที่ส่งยาเสพติดจำนวนมหาศาลเข้ามาในสหรัฐอเมริกา และที่แย่กว่านั้นคือการปล่อยนักโทษ รวมถึงฆาตกร ผู้ค้ายาเสพติด และฆาตกร เข้ามาในประเทศของเรา เป็นเรื่องเลวร้าย และผมไม่ต้องการพระสันตะปาปาที่วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะผมกำลังทำในสิ่งที่ผมได้รับเลือกมาอย่างถล่มทลาย ให้ทำ” ทำสำเร็จแล้ว โดยสร้างสถิติอัตราอาชญากรรมต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และสร้างตลาดหุ้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ลีโอควรจะรู้สึกขอบคุณ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้กัน เขาเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา และได้รับเลือกโดยศาสนจักรเพียงเพราะเขาเป็นชาวอเมริกัน และพวกเขาคิดว่านั่นจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการจัดการกับประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ถ้าผมไม่ได้อยู่ในทำเนียบขาว ลีโอก็คงไม่ได้อยู่ในวาติกัน น่าเสียดายที่ความอ่อนแอของลีโอในเรื่องอาชญากรรมและความอ่อนแอในเรื่องอาวุธนิวเคลียร์นั้นไม่เป็นที่ยอมรับของผม รวมถึงการที่เขาพบปะกับผู้เห็นอกเห็นใจโอบามาอย่างเดวิด แอ็กเซลรอด ผู้แพ้จากฝ่ายซ้าย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการให้จับกุมผู้ไปโบสถ์และนักบวช ลีโอควรปรับปรุงตัวเองในฐานะพระสันตะปาปา ใช้สามัญสำนึก หยุดเอาใจฝ่ายซ้ายหัวรุนแรง และมุ่งเน้นที่จะเป็นพระสันตะปาปาที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เป็นนักการเมือง มันกำลังทำร้ายเขาอย่างหนัก และที่สำคัญกว่านั้น มันกำลังทำร้ายศาสนจักรคาทอลิก!”

    ในขณะเดียวกันทรัมป์ก็โพสต์ภาพของตัวเองในทำนองว่าเป็น “พระผู้ช่วยให้รอด” ที่คอยคุ้มครองอเมริกันชน ดูแล้วอดคิดไม่ได้ว่าเขากำลังเทียบตัวเองเป็นพระเยซู

    การยกตนของทรัมป์แบบนี้ผมไม่สงสัย เพราะสงสัยมานานแล้วว่าการที่พวกคริสเตียนสนับสนุนทรัมป์นั้นคงไม่เข้าใจว่าทรัมป์ไม่สนใจศาสนามากไปกว่าผลกำไร และการที่ทรัมป์ทำอะไรที่พิเรนทร์แบบนี้ก็ไม่น่าสงสัยเพราะสภาพจิตในระยะของเขาทำท่าว่าจะมีปัญญหา

    ดังนั้น ไม่ต้องไปใส่ใจเรื่องที่ทรัมป์จะยกตนเป็นอะไร แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเทววิทยาของฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์และการที่ทรัมป์ใช้ฝ่ายนั้นมาสนับสนุนการเมืองของเขา

    ดังนั้นสิ่งที่ควรจะพิจารณาคือคำเทศนาและท่าทีของทั้งสองฝ่าย

    และการที่ผมยกคำกล่าวของทั้งสองฝ่ายมาให้พิจารณา ก็เพราะไม่สามารถตัดสินแทนทุกคนได้ว่าใครผิดใครถูก เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าศาสนามีบทบาทอยางมากในการเมืองอเมริกันและการเมืองข้ามแอตแลนติก

    และสิ่งที่จะชี้นำความเป็นไปในตะวันออกกลางก็มาจากแรงขับเคลื่อนทางศาสนานี่เอง

    ที่ผมสามารถบอกได้อีกอย่างก็คือ โดนัลด์ ทรัมป์ และพวก MAGA กำลังทำให้โลกตะวันตกถอยหลังกลับไปสู่ยุคสงครามครูเสดและยุคสงคราม 30 ปี 

    ‘สงครามครูเสด’ คือสงครามระหว่างศาสนา ระหว่างคริสตศาสนาและอิสลามิกศาสนาเพื่อแย่งชิง ‘ดินแดนศักดิ์สิทธิ์’ คือปาเลสไตน์และเยรูซาเล็ม ทุกวันนี้ พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดีสนับสนุนรัฐอิสราเอล (และเห็นชอบกับการเบียดเบียนชาวปาเลสไตน์) ก็เท่ากับสนับสนุนสงครามครูเสดยุคใหม่ เพียงแต่เป้าหมายของ MAGA/คริสเตียนข่าวดี ไม่ใช่แย่งชิงแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของชาวคริสต์เหมือนในยุคกลาง หากเป็นการยกแผ่นดินนั้นให้อิสราเอลกลับไปตั้งถิ่นฐานมากๆ จะได้ตรงกับคำพยากรณ์เรื่องวันสิ้นโลก

    พวก MAGA/คริสเตียนข่าวดี ยังเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลทรัมป์ให้แตกหักกับคริสตจักรคาทอลิก นี่เท่ากับปลุกผีของ ‘สงคราม 30 ปี’ อันเป็นสงครามระหว่างรัฐคาทอลิกกับรัฐโปรแตสแตนท์ที่ทำให้โลกตะวันตกพินาศย่อยยับเพราะแต่ละคริสตจักรและอำนาจรัฐที่สนับสนุนนิกายต่างๆ ไม่ยอมลงให้กัน จึงรบรากันนานข้ามทศวรรษ กระนั้นก็ตาม ในยุคสมัยของเรานี้สงครามระหว่างนิกายคงไม่เกิดอีกแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ วาติกันจะใช้บารมีของสมเด็จพระสันตะปาปาแผ่มายังผู้มีสิทธิ์ออกเสียงชาวคาทอลิกในสหรัฐฯ หรือไม่? เพื่อทำ ‘สงครามการเมือง’ กับรัฐบาลทรัมป์ในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะชาวคาทอลิกมีสัดส่วนออกเสียงมากถึง ในการเมืองอเมริกัน

    จากผลสำรวจโดย Pew research เมื่อเมษายนปี 2025 พบว่า โปรแตสแตนท์ทุกสำนักสนับสนุนเดโมแครต 38% สนับสนุนรีพับลิกัน 59% คาทอลิกอเมริกันสนับสนุนเดโมแครต  44% สนับสนุนรีพับลิกัน 52%

    แต่ในการเมืองอเมริกันเราต้องพิจารณาเรื่องสีผิวและเชื้อชาติด้วย

    ดังนั้นผลการทำ Exit poll ระหว่างการเลือกตั้งทรัมป์-แฮร์ริสพบว่า ผิวขาวโปรแตสแตนท์สายคริสเตียนข่าวดี สนับสนุนเดโมแครต (หรือแฮร์ริส) 17% สนับสนุนรีพับลิกัน (หรือทรัมป์) 81% แต่ผิวดำโปรแตสแตนท์สนับสนุนเดโมแครต 86% สนับสนุนรีพับลิกัน 13% ขณะที่ผิวขาวคาทอลิกสนับสนุนเดโมแครต 37% สนับสนุนรีพับลิกัน 60% และคาทอลิกเชื้อสายฮิสแปนิกสนับสนุนเดโมแครต 55% สนับสนุนรีพับลิกัน 43%

    กระนั้นก็ตาม ผลการสำรวจเหล่านี้เกิดขึ้นโดยมีแต่แรงผลักดันจากพวกคริสเตียนข่าวดีทั้งนั้น แทบไม่มีแรงผลักดันทางการเมืองจากคาทอลิกเลย หากสมเด็จพระสันตะปาปาและสำนักวาติกันจะทำสงครามการเมืองกับทรัมป์และ MAGA เกรงว่าผลที่ออกมาอาจจะสูสีกันด้วยซ้ำ

    รัฐบาลทรัมป์ก็คงเห็นวี่แววนั้นแล้ว จึงริอ่านที่จะหักหาญกับวาติกันไปอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยเอ่ยถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ (Avignon Papacy)

    ตามรายงานของสำนักข่าว The Free Press ของสหรัฐฯ เอลบริดจ์ โคลบี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฝ่ายนโยบายของสหรัฐฯ ได้เรียกตัวคริสตอฟ ปิแอร์ ผู้แทนพระสันตะปาปาประจำสหรัฐฯ เข้าพบที่เพนตากอน (ที่ว่าการกระทรวงกกลาโหม) และตำหนิอย่างรุนแรงทันทีหลังจากที่สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ทรงกล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์สงครามอิหร่าน

    สื่อรายงานว่า รองเลขาธิการโคลบีได้เตือนในการประชุมว่า “สหรัฐอเมริกามีอำนาจทางทหารที่จะทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ” พร้อมเสริมว่า “ศาสนจักรควรอยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ” แหล่งข่าวจากเพนตากอนรายงานว่าได้กล่าวถึง ‘สันตะปาปาแห่งอาวิญง’ ในระหว่างการหารือด้วย

    การกระทำของเอลบริดจ์ โคลบีไม่เพียงละเมิดพิธีการทางการทูต (เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกลาโหมที่จะเรียกทูตหรือสมณทูตไปพบหรือแม้แต่ตำหนิ) ยังใช้วาจาล่วงเกินโดยกล่าวถึง ‘สมณสมัยอาวีญง’ ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในประวัติศาสตร์ศาสนจักรคาทอลิก

    ‘สมณสมัยอาวีญง’ เป็นยุคสมัยที่ศูนย์กลางของศาสนจักรคาทอลิกแตกออกเป็น 2 ฝั่ง คือที่โรมและที่อาวีญง หลังจากที่พระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสเกิดความขัดแย้งทางการเมืองกับสมเด็จพระสันตะปาปาโบนิเฟซที่ 8 จนพระเจ้าฟิลิปที่ 4 แห่งฝรั่งเศสทรงไม่ขอขึ้นกับศาสนจักรที่โรมและแต่งตั้งพระสันตะปาปาของพระองค์เองแล้วตั้งสำนักที่เมืองอาวีญงประเทศฝรั่งเศส ส่วนที่โรมก็มีพระสันตะปาปาของตนเอง ความขัดแย้งนี้กินเวลาตั้งแต่ปี 1309 ถึง 1378 จนกระทั่งยุบสำนักที่อาวิญงลงแล้วมีกรุงโรมเป็นสำนักใหญ่แห่งเดียว

    เอลบริดจ์ โคลบีซึ่งเป็นคนของทรัมป์กล่าวข่มขู่สำนักวาติกันขนาดนี้ย่อมเป็นภัยต่อศาสนจักร ผมเกรงว่าหากเป็นสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) ซึ่งกรุงโรม/วาติกันเล่นการเมืองอย่างหนักหน่วงทั้งทางโลกียะและทางศาสนา หากเป็นแบบยุคนั้นสำนักวาติกันคงไม่อาจไม่แทรกแซงการเมืองอเมริกัน 

    แต่เดชะบุญที่สำนักวาติกันตอนนี้ไม่เล่นการเมืองและมีสมเด็จพระสันตะปาปาหลายพระองค์แล้วที่ใส่พระทัยเรื่องเทววิทยาบริสุทธิ์ ใส่พระทัยในคนชายขอบและคนยากจน และยังเอ่ยถึงสันติภาพเท่านั้นโดยไม่สนับสนุนสงครามใดๆ 

    ที่สำคัญก็คือเราต้องเข้าใจว่าอวสานวิทยา (Eschatology) อันเป็นคำสอนเรื่องวันสิ้นโลกของคาทอลิกและคริสเตียนข่าวดีที่เป็นฐานกำลังของ MAGA นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง 

    ผมเองอธิบายได้ไม่ดี (หรือไม่ควรที่จะอธิบายเอง) จะขอยกข้อเขียน คาร์ล อี. โอลสัน (Carl E. Olson) บรรณาธิการของ Catholic World Report ที่อธิบายเรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง “Jews and the Rapture” (ชาวยิวและแนวคิดเรื่องการขึ้นสวรรค์ในวันสิ้นโลก) ว่า 

    “ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ระหว่างที่ผมและภรรยาเข้าร่วมเป็นสมาชิกของศาสนจักรคาทอลิก เราได้พบกับชาวคาทอลิกหลายคนที่ชื่นชอบนวนิยายชุด Left Behind ซึ่งขายดีมาก หญิงชาวคาทอลิกคนหนึ่งเล่าว่าหนังสือเหล่านั้นช่วยให้เธอ “เข้าใจพระคัมภีร์วิวรณ์” ผมบอกเธอว่าเราได้ละทิ้งหลักคำสอนทางศาสนาแบบโปรแตสแตนท์สุดโต่งและคริสเตียนข่าวดีไปแล้ว เพราะมันไม่ถูกต้องทั้งในเรื่องพระคัมภีร์และเหตุการณ์ปัจจุบัน ยิ่งไปกว่านั้น มันยังต่อต้านศาสนจักรคาทอลิกอย่างมาก”

    จากนั้นเขาก็อธิบายว่าแนวคิดอวสานวิทยาของศาสนจักรทั้งสองต่างกันอย่างไร แต่ผมจะไม่ลงในรายละเอียดเพราะจะยืดยาวเกินไป จุพดประสงค์ในการอ้างนักเขียนคาทอลิกท่านนี้ก็เพื่อย้ำว่าหลักการของทั้งสองฝ่าย “ต่อต้าน” กันและกัน

    ความแตกต่างในเชิงเทววิทยาของสองสำนักนิกายนี้เป็นสิ่งที่คนนอกวงการอาจจะไม่เข้าใจและรู้สึกว่าไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าใจ

    แต่เชื่อผมเถอะว่า หากเข้าใจเรื่องนี้แล้วก็จะเข้าใจโครงสร้างอำนาจของทรัมป์และพวก MAGA ทั้งปวง และจะเข้าใจว่าทำไมพวกนี้ถึงกระเหี้ยนกระหือรือกับสงครามในตะวันออกกลางไม่ว่าจะสงครามกาซาและอิหร่าน 

    และเมื่อเข้าใจท่าทีของสำนักวาติกันแล้วก็จะเข้าใจว่าทำไมทรัมป์และลูกสมุนถึงกล้าที่จะโจมตีประเทศต่างๆ ในยุโรปครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่แยแส แต่กลับต้องสั่นสะท้านกับท่าทีของสมเด็จพระสันตะปาปา 

    เพราะรัฐ MAGA นั้นอิงกับเทววิทยา แต่รัฐทางโลกในยุโรปนั้นแยกศาสนาออกจากการเมือง ดังนั้น เมื่อเจอกับการเมืองที่ชักนำโดยศาสนา พวกรัฐทางโลกในยุโรปจึงไปไม่เป็น

    แต่เมื่อสำนักวาติกันโดยสมเด็จพระสันตะปาปาออกโรงเผชิญหน้ากับทรัมป์ ทรัมป์และ MAGA ถึงกับมีโทสะเพราะสั่นไหวขึ้นมาแล้ว

    นั่นแสดงว่านี่คือการจับคู่ที่เหมาะเจาะแล้ว

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/41932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_Uzo1jhIneqazKa7e6KcX

  • “เท้ง” ร่วมงานสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน ซัด pm 2.5 ทำท่องเที่ยวซบเซา

    “เท้ง” ร่วมงานสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน ซัด pm 2.5 ทำท่องเที่ยวซบเซา

    “เท้ง-ณัฐพงษ์” ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน เผยประชาชนสะท้อนผลกระทบ pm 2.5 หนักยอดจองท่องเที่ยวหาย จี้รัฐเอากฎหมายอากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณา

    วันที่ 13 เม.ย. 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ รองโฆษกพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์และพบปะประชาชนใน จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน โดยในช่วงเช้าได้ร่วมประเพณีสรงน้ำพระเสตังคมณี พระแก้วขาว ที่วังเชียงมั่น อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนร่วมประเพณีรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ ที่วัดเมืองกาย อ.เมืองเชียงใหม่ ก่อนเดินทางไป จ.ลำพูน ร่วมพิธีเปิดขบวนสรงน้ำพระพุทธรูป และงานประเพณีสงกรานต์ใน จ.ลำพูน 

    ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
    นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานประเพณีสงกรานต์เชียงใหม่-ลำพูน

    โดยระหว่างการร่วมกิจกรรม นายณัฐพงษ์และคณะได้ร่วมพูดคุยกับประชาชนในทั้งสองพื้นที่ โดยมีการสะท้อนปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือกำลังได้รับจากสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น pm 2.5 โดยณัฐพงษ์ระบุว่าจากสถานการณ์วิกฤติฝุ่น pm 2.5 และไฟป่า เท่าที่ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมา พบว่านักท่องเที่ยวหลายรายต้องเลื่อนแผนการท่องเที่ยวออกไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

    พรรคประชาชนพร้อมเข้าไปผลักดันการแก้ไขปัญหาให้ชาวเชียงใหม่ในทุกปัญหา โดยเฉพาะเรื่อง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งที่ผ่านมาพรรคประชาชนได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไปแล้วให้เร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดออกมา จากนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคณะรัฐมนตรีจะหยิบร่างฯ มาพิจารณาต่อหรือไม่ แต่เท่าที่รับรู้มาล่าสุด คณะรัฐมนตรีอาจไม่หยิบร่างฯ ดังกล่าวมาให้สภาพิจารณาต่อ 

    นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามหากเป็นเช่นนั้นจริง พรรคประชาชนก็พร้อมที่จะนำร่างฯ เสนอเข้าสู่สภาเพื่อให้เกิดการพิจารณาอีกครั้งต่อไป พรรคประชาชนพร้อมเป็นปากเสียงให้ประชาชนทุกคน และขอให้ทุกคนมีความหวัง มีพลัง มีความสุข ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/273129&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fRgwGZW7pdkDqqQsZfe_m