Blog

  • “เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

    “เจดี แวนซ์” ซัดปิดฮอร์มุซคือการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้เการตัดสินใจอยู่ในมืออิหร่านแล้ว

    รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เจดี แวนซ์ ประณามการปิดกั้นการสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน เท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ ชี้การตัดสินใจจบเกมหลังเจรจาขึ้นอยู่กับอิหร่าน

    นายเจดี แวนซ์ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และเท่ากับเป็นการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจพร้อมเตือนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมตอบโต้ หากอิหร่านยังเดินหน้าใช้มาตรการนี้ โดยหากอิหร่านเล่นเกมนี้ สหรัฐฯ ก็สามารถเล่นได้เช่นกัน และสหรัฐฯจะไม่ปล่อยให้เรือของอิหร่านออกมาได้

    ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่า ขณะนี้ “ลูกบอลอยู่ในมือของฝั่งของอิหร่าน” ซึ่งหมายถึงอิหร่านสามารถตัดสินใจจบเกมได้  หลังการเจรจาระหว่างสองฝ่ายในช่วงสุดสัปดาห์ที่ปากีสถาน ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากกว่า 5 สัปดาห์ได้

    แวนซ์เปิดเผยว่า สหรัฐฯ ได้กำหนด “เส้นแดง” ชัดเจน และไม่ยืดหยุ่นใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่

    • การให้สหรัฐฯ ควบคุมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน
    • และการมีระบบตรวจสอบ เพื่อยืนยันว่าอิหร่านจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

    พร้อมระบุว่า การที่อิหร่านเพียงแค่ประกาศว่าจะไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ ยังไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เชื่อถือได้

    ทั้งนี้ สหรัฐฯ ยังแสดงความคาดหวังว่า ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ อิหร่านจะต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างเต็มรูปแบบ.

    ที่มา : BBC

    คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2926597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26vmqcQ42s88eatjZUAmJe

  • ตลาดหุ้นไทยหยุดสงกรานต์ 2569 โอกาสหรือความเสี่ยง?

    ตลาดหุ้นไทยหยุดสงกรานต์ 2569 โอกาสหรือความเสี่ยง?

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141467&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W-jcnw5XpggCWokdq3JiR

  • หุ้นเด่นขานรับ รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    หุ้นเด่นขานรับ รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2026/04/14/633078/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IGOATHHNdWPHqDdFOD9Tv

  • เสียชีวิต 95 ราย สงกรานต์ 69 ยอด 3 วัน อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง

    เสียชีวิต 95 ราย สงกรานต์ 69 ยอด 3 วัน อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง

    วันอังคาร ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.41 น.

    14 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในช่วง “7 วันอันตราย” เทศกาลสงกรานต์ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    จากข้อมูลภาพรวมอุบัติเหตุของประเทศ (อ้างอิงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) วันที่ 12 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุ 193 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 169 ราย และเสียชีวิต 24 ราย ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 581 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 486 ราย และเสียชีวิต 95 ราย

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จากข้อมูลศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) จำนวน 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่า วันที่ 12 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย (บาดเจ็บทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิต) โดยเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตและชลบุรี จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 กรณี

    ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุรวม 7 ราย (บาดเจ็บ 7 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต)

    สำหรับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 มีการให้บริการรวม 2,218 ราย ประกอบด้วย

    – บริการข้อมูลท่องเที่ยว/เส้นทาง 2,113 ราย

    – ประสานงานช่วยเหลือผ่านสายด่วน 3 ราย

    – รับแจ้งเหตุของหาย 6 ราย

    – ประสานงานช่วยเหลืออื่นๆ 96 ราย

    ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่สำคัญ พร้อมบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    “รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านให้ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท และยึดหลัก ‘เมาไม่ขับ’ เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยของทุกคน” นางสาวลลิดา กล่าว

    ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ทั่วประเทศ หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958558&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aKHfXffwegxUtdOUR6HUZ

  • เริ่มแล้วงาน “มหาสงกรานต์เมืองแป้ นุ่งหม้อห้อมแต้งามตา” ประจำปี 2569

    เริ่มแล้วงาน “มหาสงกรานต์เมืองแป้ นุ่งหม้อห้อมแต้งามตา” ประจำปี 2569

    เริ่มแล้วงาน “มหาสงกรานต์เมืองแป้ นุ่งหม้อห้อมแต้งามตา” ประจำปี 2569 สืบสานประเพณีปี๋ใหม่เมือง สร้างสีสันการท่องเที่ยว

    จังหวัดแพร่ โดยเทศบาลเมืองแพร่ จัดงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2569 ภายใต้ชื่องาน “มหาสงกรานต์เมืองแป้ นุ่งหม้อห้อมแต้งามตา” เพื่อสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเด็ก เยาวชน และประชาชนในชุมชน ให้เกิดความรัก ความสามัคคี และความเข้มแข็งในการอนุรักษ์ประเพณี พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

    โดยมี นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นางสาวฐิติมา สุภาพันธ์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดแพร่ รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ นายสุริยา อินต๊ะนอน นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ หัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมในพิธีเปิดอย่างพร้อมเพรียง

    ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การประกวดอาหารพื้นเมือง เช่น ลาบเมืองแป้ แกงอ่อม แกงโฮะ แกงฮังเล และขนมเส้นน้ำใสเมืองแป้ การแข่งขันจุดสะโป้ก เทศกาลลาบแป้และของกิ๋นบ้านเฮา กิจกรรมหม้อห้อมล้อมสะโตง การประกวดรถแห่ของชุมชน และการประกวดนางสงกรานต์

    การจัดงานครั้งนี้ยังมุ่งผลักดันให้ประเพณีสงกรานต์ของจังหวัดแพร่เป็น Soft Power สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับชุมชน และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ได้มีส่วนร่วมในการสืบสาน อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่สืบไป

    ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมสัมผัสเสน่ห์ “มหาสงกรานต์เมืองแป้ นุ่งหม้อห้อมแต้งามตา” ระหว่างวันที่ 13 ถึง 17 เมษายน 2569 ณ พื้นที่ ใจกลางเมืองแพร่ โดย เทศบาลเมืองแพร่ ม่วนใจ๋ไปกับบรรยากาศปี๋ใหม่เมือง ณ จังหวัดแพร่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3917852/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12Lj6vsaj39uEoSzcSKY2e

  • สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่ช่วยเติมความคึกคักให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การเดินทาง การใช้จ่ายด้านอาหารและการสังสรรค์ รวมถึงกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลปีใหม่ไทย ความท้าทายด้านการเงินส่วนบุคคลยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริโภคไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สถิติปี 2568 สะท้อนพลังการใช้จ่ายช่วงเทศกาล

    ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2568 มีเงินสะพัดกว่า 134,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 สะท้อนว่าคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองและการใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในระดับมหภาค ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของทุกครัวเรือนจะแข็งแรงเท่ากัน หลายครอบครัวยังคงต้องจัดสรรรายได้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายหลังช่วงวันหยุดยาวได้โดยไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้

    ปี 2569 กับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

    แม้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว แต่มุมมองต่อปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนด้านราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ของภาคครัวเรือนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ในบริบทนี้การใช้จ่ายช่วงสงกรานต์จึงไม่ใช่เรื่องของ “ใช้จ่ายได้แค่ไหน” แต่เป็นเรื่องของ “ใช้อย่างไรให้เหมาะสม” เพื่อให้ความสุขในช่วงเทศกาลไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว

    วางแผนดี สงกรานต์ก็ยังสนุกได้

    การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลควรเริ่มต้นจากการวางแผนงบประมาณล่วงหน้า แยกค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเดินทางและค่าที่พัก ออกจากค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิง รวมถึงกันเงินสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายหลังวันหยุด บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนไม่น้อย มักเผชิญความตึงตัวทางการเงินในเดือนถัดไป เนื่องจากใช้จ่ายเกินแผนโดยไม่รู้ตัว ในช่วงสงกรานต์ บัตรเครดิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินระหว่างการเดินทาง

    อย่างไรก็ตาม บัตรเครดิตควรถูกใช้ในฐานะ “เครื่องมือบริหารกระแสเงินสด” ไม่ใช่ทางลัดในการใช้จ่ายเกินกำลัง ผู้นำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค อย่าง “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาฟังก์ชันที่ช่วยให้สมาชิกบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” สามารถติดตามยอดใช้จ่าย แยกหมวดค่าใช้จ่าย และเห็นภาพรวมภาระทางการเงินได้ชัดเจน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลให้เป็นระบบมากขึ้น

    สงกรานต์ปีนี้

    ความสุขของสงกรานต์อยู่ที่การวางแผน

    การใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้อยู่ที่จำนวนวงเงิน แต่คือการเลือกใช้สิทธิพิเศษอย่างเหมาะสม เช่น ส่วนลดร้านอาหาร สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง หรือการใช้คะแนนสะสมเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้น ผู้ถือบัตรควรติดตามสิทธิพิเศษอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้รายการที่ตรงกับความจำเป็น ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และมั่นใจว่าสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตซึ่งอาจสูงถึง 16% ต่อปี

    ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้บัตรอย่างมั่นใจช่วงเดินทาง

    อีกประเด็นสำคัญในช่วงสงกรานต์ คือ ความปลอดภัยในการใช้บัตรเครดิต โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางหรือใช้จ่ายนอกสถานที่ผู้ถือบัตรควรเก็บบัตรไว้ใกล้ตัว หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลบัตร ตรวจสอบยอดใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ และเปิดระบบแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย บริการแจ้งเตือนและระบบดูแลความปลอดภัยของเคทีซี ช่วยให้ผู้ถือบัตรรับรู้ความเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงจากการทุจริตในช่วงที่มีการใช้บัตรผิดปกติ

    ตัวอย่างจากผู้ใช้จริง “สนุกแต่ไม่ทิ้งภาระ”

    ผู้ถือบัตรวัยทำงานรายหนึ่งเล่าว่า สงกรานต์ปีที่ผ่านมาเลือกใช้บัตรเครดิตกับค่าเดินทางและที่พัก เนื่องจากวางแผนงบไว้ล่วงหน้า และชำระคืนเต็มจำนวนเมื่อสิ้นรอบบัญชี ทำให้ไม่เกิดภาระดอกเบี้ยและไม่กระทบค่าใช้จ่ายในเดือนถัดไป  ขณะที่อีกครอบครัวหนึ่งเลือกปรับรูปแบบการเฉลิมฉลองเป็นกิจกรรมใกล้บ้าน ลดค่าเดินทาง แต่ยังคงบรรยากาศความสุขได้ครบถ้วน โดยใช้บัตรเครดิตเฉพาะค่าใช้จ่ายหลัก ทำให้สามารถควบคุมงบทั้งเทศกาลได้ตามแผน

    เคล็ดลับสมัครบัตรเครดิตให้เหมาะ ไม่เป็นภาระ

    สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาสมัครบัตรเครดิต ควรเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง เช่น ใช้จ่ายด้านใดมากที่สุด เดินทางบ่อยหรือไม่ หรือใช้จ่ายผ่านร้านอาหารและออนไลน์เป็นหลัก จากนั้นเลือกบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ มากกว่าการสมัครบัตรหลายใบโดยไม่จำเป็น การเลือกบัตรเครดิตเคทีซีในกลุ่มที่หลากหลาย ช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้ที่แตกต่าง ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งสำคัญคือการพิจารณาเงื่อนไขรายได้ขั้นต่ำ วงเงิน และค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระ เพื่อป้องกันปัญหาทางการเงินในอนาคต

    สงกรานต์สนุกได้ หากการเงินไม่สะดุด

    แม้เศรษฐกิจในปี 2569 อาจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่หากมีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดี เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม และรักษาวินัยในการชำระคืน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกกับเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างเต็มที่ท้ายที่สุด ความสุขในช่วงสงกรานต์อาจไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่ใช้ แต่คือการกลับมาใช้ชีวิตหลังวันหยุดได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลกับการเงินที่สะดุดตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/740918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24XOkARDt-8AShbTHuOhRK

  • ยุคที่ไม่มี ‘น้ำมันเชื้อเพลิง’ อยากรู้ว่าคนเดินทางกันอย่างไร?

    ยุคที่ไม่มี ‘น้ำมันเชื้อเพลิง’ อยากรู้ว่าคนเดินทางกันอย่างไร?

    #SPRiNG จะพาคุณย้อนเวลา สำรวจวิถีการเดินทางของผู้คนในอดีต ตั้งแต่การใช้แรงกายของมนุษย์และสัตว์ ไปจนถึงการอาศัยลำน้ำและสายลม ก่อนที่ ‘น้ำมัน’ จะกลายเป็นพลังหลักของโลกอย่างทุกวันนี้ ก่อนยุคน้ำมัน การเดินทางไม่ได้วัดกันที่ “ความเร็ว” แต่เป็น “ความสอดคล้องกับธรรมชาติ” พาหนะทุกประเภทล้วนสะท้อนภูมิปัญญาในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จากเกวียนสู่รถยนต์ จากเรือพายสู่เรือเครื่องยนต์ การเปลี่ยนแปลงของคมนาคมไม่เพียงแค่ทำให้โลกเร็วขึ้น แต่ยังเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง

    โดยก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุคเครื่องยนต์และพลังงานฟอสซิล การเดินทางของมนุษย์พึ่งพา “แรงคน” และ “แรงสัตว์” เป็นหลัก ระบบคมนาคมในอดีตสะท้อนทั้งวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และภูมิประเทศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสังคมไทยที่มีทั้งพื้นที่ราบลุ่ม แม่น้ำ และป่าเขา การเดินทางจึงมีความหลากหลายและปรับตัวตามธรรมชาติ

    เกวียนโลจิสติกส์ยุคโบราณ

    ‘เกวียน’ ถือเป็นหัวใจของการขนส่งทางบกในสังคมเกษตรกรรมไทย ใช้ล้อไม้ขนาดใหญ่ มีโครงสร้างเรียบง่ายแต่แข็งแรง มักลากด้วยวัวหรือควาย เกวียนไม่ได้เป็นแค่พาหนะ แต่เป็น “ระบบโลจิสติกส์” ของยุคก่อน ใช้ขนข้าวสาร ไม้ ฟืน และสินค้าไปยังตลาดหรือเมือง การเดินทางด้วยเกวียนอาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ โดยมีการหยุดพักตามรายทาง เกิดเป็นเส้นทางการค้าและชุมชนริมทาง

    รถลาก แรงงานมนุษย์ในระบบเมือง

    รถลากหรือ “รถสามล้อคนลาก” เป็นภาพคุ้นตาในเมืองใหญ่ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 ได้รับอิทธิพลจากจีนและญี่ปุ่น แม้จะเป็นนวัตกรรมในยุคนั้น แต่ก็สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะผู้ลากต้องใช้แรงกายอย่างหนักเพื่อแลกกับรายได้เพียงเล็กน้อย ปัจจุบันรถลากกลายเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ และยังพบในบางพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว

    รถเจ๊ก ต้นกำเนิดสามล้อถีบ

    รถเจ๊ก คือคำเรียกในอดีตของสามล้อถีบ ซึ่งชาวจีนอพยพนำเข้ามาในไทย พัฒนาให้มีระบบถีบแทนการลาก ช่วยลดภาระแรงงาน สามล้อถีบกลายเป็นพาหนะสำคัญในเขตเมืองช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยรถเครื่อง เช่น ตุ๊กตุ๊ก แต่ในบางจังหวัดยังคงใช้เพื่อการท่องเที่ยวและเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่น

    วัว พาหนะและแรงงานคู่ชีวิตชาวนา

    วัวไม่ได้มีบทบาทแค่ในไร่นา แต่ยังเป็น “เครื่องยนต์ชีวภาพ” สำหรับการเดินทาง ลากเกวียน หรือขนสินค้าข้อดีของวัวคือความทนทานและสามารถเดินทางระยะไกลได้ดี เหมาะกับพื้นที่แห้งแล้งหรือเส้นทางทุรกันดาร ทำให้วัวเป็นทรัพย์สินสำคัญของครัวเรือนในอดีต

    ควาย พลังแห่งท้องทุ่ง

    ควายเป็นสัตว์คู่ชีวิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำ เช่น ภาคกลาง นอกจากไถนา ควายยังใช้ลากเกวียนและเดินทางในพื้นที่โคลนหรือชุ่มน้ำได้ดีกว่าวัว ด้วยพละกำลังสูงและความสามารถในการลุยน้ำ ทำให้ควายเป็น “แรงงานหลัก” ในหลายภูมิภาค

    ม้า พาหนะของชนชั้นและการสื่อสาร

    ม้ามีบทบาทสำคัญในด้านการเดินทางที่รวดเร็ว ใช้โดยชนชั้นสูง ทหาร และผู้ส่งสารในสมัยโบราณ การส่งข่าวสารระหว่างเมืองใช้ม้าเป็นหลัก เพราะสามารถเดินทางได้เร็วกว่าเกวียนหลายเท่า ม้ายังถูกใช้ในราชสำนักและพิธีการต่าง ๆ

    ช้าง ยานพาหนะของอำนาจ

    ช้างถือเป็นสัตว์พาหนะที่ทรงพลังที่สุดในอดีต ใช้ทั้งในสงคราม การขนส่ง และการเดินทางในป่าลึกในสังคมไทย ช้างยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี การใช้ช้างเดินทางมักเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูง กษัตริย์ หรือภารกิจสำคัญ เช่น การศึกหรือการสำรวจพื้นที่

    เรือพาย วิถีชีวิตสายน้ำ

    ประเทศไทยในอดีตมีเครือข่ายแม่น้ำและคลองจำนวนมาก “เรือพาย” จึงเป็นพาหนะพื้นฐานของคนทั่วไปใช้เดินทางระยะสั้น เช่น ไปตลาด วัด หรือเยี่ยมญาติ เป็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับน้ำอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในภาคกลาง

    เรือแจว เพิ่มความเร็วในสายน้ำ

    เรือแจวพัฒนาจากเรือพาย โดยใช้ไม้แจวช่วยให้เคลื่อนที่ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนิยมใช้ในแม่น้ำสายใหญ่หรือการเดินทางที่ต้องใช้ระยะทางไกลกว่าเรือพาย เป็นอีกขั้นของวิวัฒนาการการคมนาคมทางน้ำ ก่อนจะเข้าสู่ยุคเรือเครื่องยนต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/862964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VxXa1BlfKAHVefhY4is-c

  • โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน

    โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน

    โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในไตรมาสแรกปี 2569 เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้ภาคการผลิตและการค้าของผู้ประกอบการอยู่ในภาวะเปราะบาง โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ หลังไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอันดับ 11 ในปี 2567 ขยับมาอยู่อันดับ 7 ในปี 2568 ทำให้ไทยถูกจับตาภายใต้มาตรา 301 (Section 301) 

    ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้มีการเจรจาหยุดยิง แต่ยังไม่สามารถเปิดด่านได้ และยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุปะทะระลอกใหม่ นอกจากนี้ ปัจจัยการเมืองภายในประเทศในช่วงการเลือกตั้งที่ยังมีความไม่แน่นอน ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจ

    สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนกุมภาพันธ์ที่อยู่ที่ 58.21% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับ 60% ขณะที่ในช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มีโรงงานเลิกกิจการ 141 โรงงาน เพิ่มขึ้น 58.43% สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนใหม่ที่ชะลอตัว และแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง

    โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน

    ในช่วงท้ายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นแตะระดับ 48.40 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม 

    ขณะเดียวกันภาคการผลิตยังเผชิญปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ยิ่งซ้ำเติมภาระต้นทุนของผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม โดยปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงครามได้ภายหลังช่วงพักรบ 14 วัน มีแนวโน้มที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่า 100–120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลต่อไป ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการผลิตตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับเพิ่มขึ้น 

    อีกทั้งหากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดให้เรือขนส่งผ่านได้ตามปกติ สถานการณ์ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น และซ้ำเติมต้นทุนภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นไปอีก ซึ่งคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 8–10% และกดดันอัตราเงินเฟ้อในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ

    โรงงานปิดเพิ่ม 58% ส.อ.ท.เตือนเศรษฐกิจไทยเสี่ยงเงินเฟ้อชะงักงันจากวิกฤตพลังงาน

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากราคาสินค้าและบริการที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจก็ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้อชะงักงัน (Stagflation) ซึ่งเป็นภาวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลงพร้อมกัน

    ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว บางอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ จึงมีแนวโน้มต้องปรับแผนหรือชะลอการผลิต ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตโดยรวมลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เผชิญกับปัญหาราคาวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะขาดแคลน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านสภาพคล่องและเงินทุน

    อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลงสันติภาพ และส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดให้เรือขนส่งสินค้าสามารถสัญจรได้ตามปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ และลดผลกระทบทั้งต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งในระบบเศรษฐกิจโดยรวม 

    แต่เศรษฐกิจไทยอาจไม่สามารถฟื้นตัวได้ทันที เนื่องจากภาคธุรกิจยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว การระบายสต็อกต้นทุนสูง รวมทั้งการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ จึงคาดว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ 

    และหากภาครัฐสามารถดำเนินมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด ก็จะเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังสามารถประคองตัวได้ โดย กกร. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอยู่ในกรอบ 1.2–1.6% และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับ 2–3% ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656534&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Gf4DHM2BfbBpiTGp1DryA

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 14 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 14 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 14 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตราคาน้ำมัน 14 เมษายน 2569 กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 14/4/2569 เวลา 09.00 น.  มีดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 14 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 14 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 14 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 14 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 14 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949519/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CikSDRcAmNd0CuiOjkXg3

  • ดาวโจนส์ 13/04/69 ปิดบวก 301.68 จุด รับสัญญาณอิหร่านพร้อมเจรจา คลายตึงเครียดตะวันออกกลาง

    ดาวโจนส์ 13/04/69 ปิดบวก 301.68 จุด รับสัญญาณอิหร่านพร้อมเจรจา คลายตึงเครียดตะวันออกกลาง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WI_j9qm6eMtrFIymgrW4_