Blog

  • เทศกาลสงกรานต์ อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง เสียชีวิต 95 ราย

    เทศกาลสงกรานต์ อุบัติเหตุสะสม 581 ครั้ง เสียชีวิต 95 ราย

    14 เม.ย.2569-นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ติดตามสถานการณ์ความปลอดภัยในช่วง7 วันอันตราย เทศกาลสงกรานต์ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จากข้อมูลภาพรวมอุบัติเหตุของประเทศ (อ้างอิงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) วันที่ 12 เมษายน 2569 เกิดอุบัติเหตุ 193 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 169 ราย และเสียชีวิต 24 ราย ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) เกิดอุบัติเหตุรวม 581 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 486 ราย และเสียชีวิต 95 ราย

    ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จากข้อมูลศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) จำนวน 79 แห่งทั่วประเทศ พบว่า วันที่ 12 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุ 2 ราย (บาดเจ็บทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิต) โดยเกิดขึ้นในจังหวัดภูเก็ตและชลบุรี จากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 กรณี ขณะที่ยอดสะสม 3 วัน (10 – 12 เมษายน 2569) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติประสบอุบัติเหตุรวม 7 ราย (บาดเจ็บ 7 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต)

    สำหรับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2569 มีการให้บริการรวม 2,218 ราย ประกอบด้วย บริการข้อมูลท่องเที่ยว/เส้นทาง 2,113 ราย ประสานงานช่วยเหลือผ่านสายด่วน 3 ราย รับแจ้งเหตุของหาย 6 ราย ประสานงานช่วยเหลืออื่น ๆ 96 ราย ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ยกระดับมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องในทุกพื้นที่สำคัญ พร้อมบูรณาการการทำงานกับทุกหน่วยงาน เพื่อให้เทศกาลสงกรานต์เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

    รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่านให้ขับขี่ด้วยความไม่ประมาท และยึดหลักเมาไม่ขับเพื่อให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยของทุกคน ทั้งนี้ หากต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (TAC) ทั่วประเทศ หรือสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 ตลอด 24 ชั่วโมง.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/979861/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1s8H-TiBWWOPJZPG5BVCMP

  • อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

    อบจ.เชียงราย มั่นใจมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ฟื้นความเชื่อมั่นท่องเที่ยวไทย ดันเชียงแสนเป็นเมืองเดินได้

    มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน ปลุกเชียงแสนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของท่องเที่ยวเชียงรายในปีที่ความเชื่อมั่นมีค่ากว่าจำนวนนักเดินทาง

    เชียงราย,14 เมษายน 2569 – เมืองเล็กริมโขงที่เคยคุ้นกับความสงบของกำแพงเมืองเก่า กำลังเปลี่ยนจังหวะของตัวเองอีกครั้งในห้วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง เมื่ออำเภอเชียงแสนถูกแต่งแต้มด้วยน้ำ แสง เสียง และผู้คนจากหลายทิศทางผ่านงาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน เดินได้ทั้งเมืองเชียงแสน” ซึ่งเริ่มกิจกรรมตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน และมีกำหนดจัดต่อเนื่องถึง 18 เมษายน ท่ามกลางบรรยากาศที่คึกคักตั้งแต่วันแรก โดยนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ได้ขึ้นกล่าวสวัสดีปี๋ใหม่เมือง พร้อมอวยพรให้ประชาชนเดินทางปลอดภัยและใช้เวลาช่วงเทศกาลร่วมกันอย่างอบอุ่น ขณะที่ในพื้นที่มีนายชูสวัสดิ์ สวัสดี นายอำเภอเชียงแสน คณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนว่าการจัดงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเฉลิมฉลองประจำปี แต่เป็นวาระสำคัญของจังหวัดในการใช้เทศกาลวัฒนธรรมเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของพื้นที่ชายแดนอย่างจริงจัง

    สิ่งที่เกิดขึ้นในเชียงแสนปีนี้จึงไม่ควรถูกอ่านเพียงภาพนักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำริมแม่น้ำโขง ต้องอ่านควบคู่กับบริบทใหญ่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยสถานการณ์รายสัปดาห์ช่วง 30 มีนาคมถึง 5 เมษายนว่า ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 569,593 คน ลดลงจากสัปดาห์ก่อนร้อยละ 9.60 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากความไม่แน่นอนเรื่องพลังงานและข่าวสารเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักเดินทาง โดยเฉพาะตลาดระยะใกล้ แม้ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีถึง 5 เมษายนจะยังอยู่ที่ 9,744,179 คน และสร้างรายได้แล้วราว 474,400 ล้านบาท แต่ตัวเลขล่าสุดสะท้อนชัดว่าการเดินทางในปีนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงบวกอย่างเดียวอีกต่อไป เมืองท่องเที่ยวจึงต้องทำงานหนักกว่าเดิมเพื่อรักษาคนที่กำลังลังเลให้อยากออกเดินทางจริง

    เชียงแสนไม่ได้จัดแค่งานรื่นเริง แต่กำลังทดลองบทบาทใหม่ของเมืองชายแดน

    เมื่อมองจากรายละเอียดของงาน จะเห็นว่าผู้จัดพยายามวาง “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ให้เป็นมากกว่างานเล่นน้ำทั่วไป เพราะแก่นของงานอยู่ที่การยกระดับเชียงแสนจากเมืองเก่าริมโขงให้กลายเป็น “เมืองเดินได้” ที่ผู้คนสามารถใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ข้อมูลจากการประชาสัมพันธ์ของจังหวัดเชียงรายและองค์การบริหารส่วนจังหวัดระบุว่า งานจัดบริเวณลานหน้าที่ว่าการอำเภอเชียงแสนและถนนริมแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาโดยตรง ภายใต้แนวคิดใช้เทศกาลสงกรานต์เป็นจุดขายด้าน Soft Power ของเชียงราย และทำให้พื้นที่ชายแดนแห่งนี้กลายเป็นเวทีแสดงอัตลักษณ์ร่วมของสามแผ่นดิน ทั้งในมิติประเพณี วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวร่วมสมัย

    ในเชิงภาพงาน ไฮไลต์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดตั้งแต่วันแรกคืออุโมงค์น้ำริมโขงขนาดยาวหลายร้อยเมตร หอคอยน้ำขนาดใหญ่ มาสคอต “น้องน้ำโขง” เวทีริมโขง และพื้นที่ตกแต่งเมืองเก่าที่ทำให้เชียงแสนมีบรรยากาศต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน ข้อมูลจากรายงานภาคสนามของข่าวสดระบุว่าบรรยากาศตลอดแนวริมโขงในวันแรกเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่ออกมาเล่นน้ำคลายร้อน ขณะเดียวกันผู้จัดเองก็สื่อสารผ่านช่องทางของ อบจ.เชียงราย อย่างต่อเนื่องว่ากิจกรรมจะมีต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเล่นน้ำและคอนเสิร์ตในวันที่ 13 ถึง 15 เมษายน ไปจนถึงช่วงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวันที่ 16 ถึง 18 เมษายน เช่น ขบวนแห่ 3 แผ่นดิน พิธีตักบาตร การประกวดนางสงกรานต์ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ภาพนี้ทำให้งานไม่ได้จบเพียงความคึกคักระยะสั้น แต่ถูกออกแบบให้ดึงคนให้อยู่กับเมืองหลายวันมากขึ้น

    วันแรกของงานสะท้อนว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นยังตอบสนองต่อกิจกรรมคุณภาพ

    ข้อมูลที่ผู้ใช้แนบมาระบุว่า บรรยากาศวันแรกบริเวณถนนริมแม่น้ำโขงคึกคักตลอดแนว นักท่องเที่ยวออกมาเล่นน้ำและร่วมเฉลิมฉลองปีใหม่ไทยอย่างหนาแน่น ร้านค้า โรงแรม และผู้ประกอบการในพื้นที่เริ่มได้รับอานิสงส์จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และเกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลอย่างเห็นได้ชัด ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับรายงานภาคสนามของสื่อซึ่งบันทึกบรรยากาศการจับจ่ายสินค้า OTOP ของดีจากทั้ง 18 อำเภอ รวมถึงการใช้พื้นที่เมืองเก่าเชียงแสนเป็นโซนเดินเที่ยวและพักผ่อนสำหรับครอบครัว นักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นพร้อมกัน นี่คือสัญญาณสำคัญว่า เทศกาลได้รับการออกแบบดีพอ เมืองรองหรือเมืองชายแดนสามารถเปลี่ยนผู้มาเยือนจาก “แค่ผ่านมา” เป็น “ใช้เวลาและใช้จ่าย” ได้จริง

    อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าเศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวเต็มรูปแบบหรือไม่ ยังต้องใช้เวลาติดตามตัวเลขการเข้าพัก รายได้ร้านค้า และการใช้จ่ายหลังจบเทศกาลอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่งานนี้ชี้ให้เห็นแล้วอย่างน้อยคือ เมืองอย่างเชียงแสนยังมีศักยภาพสูงมากในการใช้วัฒนธรรมและพื้นที่ชายแดนเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมกับอัตลักษณ์แม่น้ำโขง ความเป็นเมืองเก่า และความสัมพันธ์ข้ามพรมแดนที่ไม่มีเมืองอื่นในเชียงรายสามารถเล่าเรื่องได้แบบเดียวกัน เมื่อมีพื้นที่ขายของชุมชน การแสดงพื้นถิ่น และกิจกรรมร่วมสมัยในงานเดียวกัน เงินที่ไหลเข้าจังหวัดจึงไม่ได้ตกอยู่กับผู้จัดอย่างเดียว แต่มีโอกาสกระจายไปยังผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนมากขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานรากที่หลายหน่วยงานพูดถึงมาตลอด แต่จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อมีเวทีให้ผู้คนได้เข้ามาใช้พื้นที่และใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเช่นนี้

    งาน 3 แผ่นดินกำลังตอบโจทย์การท่องเที่ยวแบบ Value over Volume โดยตรง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยประกาศชัดตั้งแต่ต้นปี 2569 ว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องขยับสู่แนวคิด “Value over Volume” หรือเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ เนื่องจากปีนี้เผชิญปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ พฤติกรรมใช้จ่ายที่ระมัดระวังขึ้น และแรงกดดันจากราคาพลังงาน ททท.จึงปรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีลงมาอยู่ที่ 30 ถึง 34 ล้านคน และประเมินว่าคนไทยอาจเดินทางในประเทศราว 206 ล้านคนต่อครั้ง ลดลงจากเป้าหมายเดิม แต่ยังคงพยายามรักษารายได้รวมของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 2.58 ล้านล้านบาทผ่านกลยุทธ์ยกระดับคุณภาพประสบการณ์และการใช้จ่ายต่อทริป

    มองผ่านกรอบนี้ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินของเชียงแสนถือว่าตอบโจทย์ได้ค่อนข้างตรง เพราะไม่ได้มุ่งแค่ดึงคนให้เข้ามาจำนวนมากในวันเดียว แต่พยายามสร้างเหตุผลให้คนอยู่กับเมืองนานขึ้น ผ่านโครงสร้างกิจกรรมที่แบ่งเป็นหลายช่วง มีทั้งโซนเล่นน้ำ โซนบันเทิง โซนวัฒนธรรม และโซนเศรษฐกิจชุมชน การมีขบวนแห่ 3 ประเทศ การประกวดนางสงกรานต์ 3 ประเทศ และการแสดงแสงสีเสียงคืนชีวิตให้เมืองเก่า ทำให้เทศกาลนี้มีความต่างจากงานสงกรานต์ที่อาศัยเพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมสาดน้ำอย่างเดียว กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ เชียงแสนกำลังทดลองโมเดลท่องเที่ยวที่ขาย “เรื่องราวของสถานที่” มากกว่าขาย “ความคึกคักชั่วคราว” ซึ่งสอดรับกับทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ชายแดนไม่ใช่ข้อจำกัดของเชียงแสนอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นข้อได้เปรียบ

    คำว่า “3 แผ่นดิน” ในชื่อเทศกาล ไม่ได้เป็นเพียงถ้อยคำประชาสัมพันธ์ แต่สะท้อนภูมิศาสตร์และบทบาทเฉพาะของเชียงแสนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง พื้นที่ริมโขงแห่งนี้เชื่อมโยงไทย สปป.ลาว และเมียนมาในทางกายภาพและทางวัฒนธรรมมานาน การนำสถานะชายแดนมาพัฒนาเป็นคอนเซ็ปต์งานเทศกาล จึงเป็นการพลิกมุมมองจาก “พื้นที่ปลายทางไกล” ให้กลายเป็น “เวทีเชื่อมอัตลักษณ์” ที่มีเรื่องเล่าไม่ซ้ำใคร ยิ่งในช่วงที่ไทยต้องแข่งขันแย่งนักท่องเที่ยวกับหลายประเทศอาเซียน เมืองที่มีความชัดเจนเชิงอัตลักษณ์และมีประสบการณ์เฉพาะตัว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเมืองที่จัดงานคล้ายกันทุกจังหวัด

    จุดนี้ยังเชื่อมโยงกับโจทย์ระยะยาวของเชียงรายทั้งจังหวัดด้วย เพราะจังหวัดพยายามสื่อสารมาโดยตลอดภายใต้นโยบาย “เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” ว่า การกระจายนักท่องเที่ยวออกจากพื้นที่ยอดนิยมเดิมเป็นเรื่องจำเป็น เมืองอย่างเชียงแสนสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ว่าจัดงานใหญ่แล้วดึงคนเข้าพื้นที่ได้จริง ขณะเดียวกันยังสร้างรายได้ให้ชุมชนและขยายเวลาพำนักได้มากขึ้น โมเดลเช่นนี้ก็อาจถูกต่อยอดไปสู่อำเภออื่นในอนาคต ไม่ว่าจะผ่านวัฒนธรรมชายแดน ชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิทัศน์ท้องถิ่นรูปแบบอื่น นั่นหมายความว่า ความสำเร็จของงานนี้ไม่ได้สำคัญเฉพาะเชียงแสน แต่มีความหมายต่อยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวทั้งจังหวัดด้วย

    ความคึกคักของเชียงแสนเกิดขึ้นในปีที่การท่องเที่ยวไทยไม่ได้เดินง่าย

    สิ่งที่ทำให้งานสงกรานต์ครั้งนี้มีน้ำหนักมากขึ้น คือมันเกิดขึ้นในปีที่บรรยากาศการท่องเที่ยวไทยไม่ได้สดใสแบบไร้เงื่อนไข แม้รายงานของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะระบุว่าช่วงเทศกาลสงกรานต์และมาตรการ Ease of traveling ของภาครัฐยังเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนการเดินทางในสัปดาห์ถัดไป แต่รายงานฉบับเดียวกันก็เตือนชัดว่าตลาดระยะใกล้ชะลอตัวจากประเด็นความเชื่อมั่นเรื่องพลังงาน ขณะที่ตลาดตะวันออกกลางซึ่งมีสัดส่วนไม่มากนักแต่มีความอ่อนไหวสูง ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รายงานรายภูมิภาคของกระทรวงยังชี้ว่า นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางในสัปดาห์ที่ 14 ของปีลดลงถึงร้อยละ 10.68 จากสัปดาห์ก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วในช่วง 1 ถึง 5 เมษายน ลดลงแรงถึงร้อยละ 74.09 ตามการคำนวณแบบรายภูมิภาคของกระทรวงเอง

    การเติบโตของเชียงแสนท่ามกลางภาพรวมเช่นนี้จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการท่องเที่ยวท้องถิ่นที่มีจุดขายเฉพาะตัวและผูกกับเทศกาลจริงในพื้นที่ ยังสามารถฝ่ากระแสชะลอตัวของภาพรวมประเทศได้ระดับหนึ่ง ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เตือนว่าเมืองท่องเที่ยวไม่ควรฝากความหวังทั้งหมดไว้กับตลาดต่างชาติอย่างเดียว เพราะเมื่อปัจจัยระดับโลกผันผวน ความไม่แน่นอนจะส่งมาถึงจำนวนนักเดินทางเร็วมากกว่าที่หลายพื้นที่เตรียมรับมือทัน สงกรานต์เชียงแสนปีนี้จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงงานฉลองปีใหม่ไทย แต่เป็นตัวอย่างของการพึ่งพาพลังการเดินทางภายในประเทศและตลาดใกล้บ้านอย่างมีชั้นเชิงในช่วงเวลาที่โลกภายนอกยังไม่นิ่ง

    จากการกล่าวอวยพรของนายก อบจ. ถึงคำถามใหญ่เรื่องความยั่งยืนของเทศกาล

    คำอวยพรของนางอทิตาธรที่ระบุว่า “ขออำนวยพรให้พี่น้องประชาชนทุกท่านมีความสุข ความเจริญ เดินทางปลอดภัย และใช้ช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลสงกรานต์ร่วมกันอย่างอบอุ่น” นั้น อาจฟังดูเป็นถ้อยคำตามธรรมเนียม แต่เมื่อวางอยู่ในบริบทของงานนี้ มันสะท้อนภาพใหญ่กว่านั้น เพราะความสำเร็จของเทศกาลไม่ได้ขึ้นกับความสนุกเพียงอย่างเดียว ขึ้นกับว่าผู้คนรู้สึกปลอดภัยพอจะเข้าร่วม ใช้เวลา และกลับออกไปพร้อมความทรงจำที่ดีหรือไม่ การที่ผู้นำท้องถิ่นเลือกเน้นเรื่องการเดินทางปลอดภัย จึงเท่ากับยืนยันว่าเทศกาลระดับจังหวัดในปัจจุบันไม่ได้วัดกันแค่จำนวนคน แต่รวมถึงคุณภาพของประสบการณ์และการบริหารจัดการด้วย

    ในระยะยาว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า งานนี้คนเยอะหรือไม่ แต่คือจะทำอย่างไรให้ความคึกคักแบบนี้ไม่จบลงพร้อมปฏิทินเทศกาล การจะพัฒนาเชียงแสนให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีน้ำหนักจริง จำเป็นต้องต่อยอดจาก 6 วันของสงกรานต์ไปสู่กิจกรรมตลอดปี ทั้งการเชื่อมกับแหล่งโบราณคดี เมืองเก่า วัดวา สายน้ำ วิถีริมโขง และการค้าชายแดน การจัดงานครั้งนี้ช่วยพิสูจน์ได้ว่าคนพร้อมมาเชียงแสนเพื่อสัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวหลักอื่น ๆ จังหวัดก็อาจมีฐานข้อมูลและความมั่นใจมากพอที่จะลงทุนกับการสร้างปฏิทินกิจกรรมทั้งปีในพื้นที่นี้ต่อไป ซึ่งนั่นจะทำให้งานสงกรานต์ปีนี้มีความหมายมากกว่าความสำเร็จเฉพาะกิจอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองเก่าที่คืนชีวิตได้ ต้องไม่หยุดแค่แสงสีเสียง

    หนึ่งในถ้อยคำที่น่าสนใจที่สุดจากข้อมูลที่ผู้ใช้แนบ คือการใช้คำว่า “คืนชีวิตให้เมืองเก่า” เพราะมันชวนให้มองเกินกว่ากิจกรรมบนเวทีไปสู่คำถามเรื่องอนาคตของเชียงแสนเอง เมืองประวัติศาสตร์จำนวนมากในไทยมีทุนวัฒนธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่ทุกแห่งจะสามารถแปลงทุนเหล่านั้นให้กลับมามีชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง สิ่งที่เชียงแสนกำลังทดลองอยู่ คือการทำให้โบราณสถาน เมืองเก่า แม่น้ำโขง และวัฒนธรรมชายแดน กลับมาเป็นองค์ประกอบร่วมของชีวิตเมืองปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงฉากหลังของการท่องเที่ยวเชิงถ่ายรูปเท่านั้น ถ้าทำได้สำเร็จ เมืองเก่าจะไม่ใช่พื้นที่สงบที่ผู้คนแค่เดินผ่าน แต่จะกลับมาเป็นพื้นที่ที่คนใช้เวลา ใช้จ่าย และรู้สึกมีส่วนร่วมกับมันอีกครั้ง

    แต่การคืนชีวิตให้เมืองเก่าอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างละเอียด ระหว่างความคึกคักกับคุณค่าดั้งเดิม ระหว่างการดึงนักท่องเที่ยวกับการไม่ทำให้ชุมชนเสียจังหวะชีวิตเดิม และระหว่างการค้าขายกับความหมายทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เทศกาลจึงเป็นเพียงประตูบานแรก ไม่ใช่ปลายทางสุดท้าย ผู้จัดและจังหวัดสามารถเก็บข้อมูลหลังงาน วิเคราะห์พฤติกรรมผู้มาเยือน และต่อยอดเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาเมืองอย่างจริงจังได้ งาน “มหาสงกรานต์ 3 แผ่นดิน” ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนบทบาทเชียงแสนในระบบท่องเที่ยวเชียงรายอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว

    ปลายทางของเทศกาลนี้อาจอยู่ไกลกว่าช่วงสงกรานต์ปีนี้

    เมื่ออ่านทุกชั้นของข้อมูลร่วมกัน จะเห็นว่างานที่เชียงแสนกำลังทำอยู่มีความหมายมากกว่าการจัดกิจกรรมประจำฤดูกาล เพราะมันอยู่บนจุดตัดของหลายโจทย์พร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การฟื้นคืนชีวิตเมืองเก่า การสร้างแบรนด์จังหวัด การกระจายนักท่องเที่ยวจากพื้นที่หลัก และการรักษาความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในปีที่เต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงจากภายนอก การที่วันแรกของงานสามารถดึงผู้คนออกมาริมโขงได้อย่างหนาแน่น จึงไม่ใช่เพียงภาพสวยของเทศกาล แต่เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ชายแดนยังมีพลังดึงดูดสูง รู้จักออกแบบประสบการณ์ให้สอดคล้องกับเรื่องราวของตัวเองอย่างแท้จริง

    ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเชียงแสนจัดงานสงกรานต์ได้ยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่คือหลังจากน้ำแห้ง ผู้คนกลับบ้าน และเวทีปิดลง เมืองจะเก็บพลังของช่วงเวลานี้ไปต่อยอดอย่างไร คำตอบคือการสร้างเทศกาลที่ทำให้คนอยากกลับมาอีก สร้างรายได้ให้ชุมชนจริง และยกระดับภาพจำของเชียงแสนจากเมืองผ่านทางเป็นเมืองปลายทางได้สำเร็จ งานมหาสงกรานต์ 3 แผ่นดินปี 2569 ก็อาจถูกจดจำไม่ใช่เพียงในฐานะเทศกาลสนุกริมโขง แต่เป็นจุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้กลับมามีบทบาทใหม่ในเศรษฐกิจและแผนที่การท่องเที่ยวของเชียงรายอีกครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/songkran-3-lands-chiang-saen-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SZBc1hu_osqZsU99ZjouS

  • ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,000 ล้านบาท

    วันนี้ (14 เม.ย.2569) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยถึงภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเป็นไปอย่างคึกคักเกินคาด สะท้อนความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวอย่างหนาแน่น ส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ทั้งยังสะท้อนความสำเร็จในการนำเสนอเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่เทศกาลระดับโลก พร้อมคาดสถานการณ์เดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ สร้างรายได้รวมทางการท่องเที่ยวกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปี 2568

    น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลังของเสน่ห์ไทย ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้อย่างชัดเจน ความสำเร็จของการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ เกิดจากความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ ยกระดับเทศกาลสงกรานต์ไทยสู่ระดับสากล

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ภายใต้แนวคิดการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่า (Value-based Tourism) และการส่งเสริมเสน่ห์ไทย ผ่านมิติของวัฒนธรรม ประเพณี อาหาร และความคิดสร้างสรรค์ โดย ททท. ขอขอบคุณพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนทุกภาคส่วนที่มีส่วนร่วมในการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดี มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานอย่างท่วมท้นในหลายพื้นที่

    ไม่เพียงสร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความประทับใจ แต่ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกระดับ ทั้งในเมืองหลักและเมืองน่าเที่ยว ททท. จะเดินหน้าต่อยอดเทศกาลไทยสู่ระดับนานาชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางเทศกาลระดับโลก

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดงานสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ละพื้นที่ล้วนมีคนเข้าร่วมอย่างล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็น ถนนสีลม สยามสแควร์ ถนนข้าวสาร รวมถึงงานที่ ททท. จัดทั้ง 2 งาน ได้แก่ Maha Songkran World Water Festival 2026 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ซึ่งระหว่างวันที่ 11 – 13 เม.ย.2569 มีผู้เข้าร่วมงานแล้วถึง 108,640 คน แบ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย 56,368 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 52,272 คน สะท้อนถึงความนิยมของเทศกาลสงกรานต์ไทยในระดับนานาชาติอย่างชัดเจน พร้อมกันนี้ยังสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียน และผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 283.68 ล้านบาท

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่งาน Saneh Art by Songkran Festival 2026 ณ สวนลุมพินี กรุงเทพฯ สร้างกระแสในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้มาถ่ายรูปเช็กอินกับคาแรกเตอร์สุดฮิต โดยมีผู้เข้าร่วมชมแล้วกว่า 94,546 คน

    สำหรับบรรยากาศการจัดงานสงกรานต์ทั่วประเทศไทย จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดยกิจกรรม “สงกรานต์เล่นน้ำกับช้าง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของพื้นที่ ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ สร้างสีสันและภาพจำที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยได้อย่างชัดเจน ผสานความสนุกสนานกับเสน่ห์ทางวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่บรรยากาศในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงคึกคักไม่แพ้กัน โดยหลายจังหวัดจัดกิจกรรมสงกรานต์ควบคู่กับประเพณีท้องถิ่น อาทิ พิธีสรงน้ำพระ การแห่ขบวนวัฒนธรรม รดน้ำดำหัว และกิจกรรมถนนสายเล่นน้ำ ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก สะท้อนเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่อบอุ่น และเปี่ยมด้วยอัตลักษณ์ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย (Meaningful Experience)

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ในส่วนของพื้นที่ภาคใต้ บรรยากาศการท่องเที่ยวขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ จ.สงขลา ซึ่งด่านพรมแดนสะเดา มีปริมาณนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 10–12 เม.ย.2569 มีผู้เดินทางผ่านด่านรวมกว่า 36,000 คน

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ขณะที่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 และคาดว่ามีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 70,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 700 ล้านบาท นอกจากนี้ การจัดกิจกรรมในพื้นที่ศักยภาพชายแดนใต้ อาทิ อ.เบตง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผ่านการจัดงาน “สุข สนุก สงกรานต์ชายแดนใต้” และ งาน“SUNGAIKOLOK Midnight Songkran 2026” ยังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดมาเลเซียที่เดินทางเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง สะท้อนศักยภาพของเมืองชายแดนในการเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและความบันเทิงยามค่ำคืน

    ​ททท.คาดการณ์ ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11-15 เม.ย.2569 จะสร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวทั่วประเทศ รวมกว่า 30,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

    สำหรับตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 500,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ขณะที่ตลาดในประเทศ คาดว่าจะมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 5,963,000 คน-ครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวประมาณ 22,250 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8​

    ททท. คาดท่องเที่ยว

    ททท. คาดท่องเที่ยว “สงกรานต์” ทั่วไทย เงินสะพัดกว่า 30,350 ล้านบาท

    ​ททท.เชื่อมั่นว่าเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทย ในฐานะจุดหมายปลายทางแห่งเทศกาลระดับโลก ที่พร้อมมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และยั่งยืนแก่ผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    อ่านข่าว

    กรมอุตุฯ เตือนไทยตอนบนเจอพายุฤดูร้อน 16-20 เม.ย.นี้

    ศปถ. เผย “สงกรานต์ 2569” 4 วัน อุบัติเหตุสะสมพุ่ง 755 ครั้ง เสียชีวิต 154 คน

    กทม.เร่งทำความสะอาด เคลียร์ถนนข้าวสาร หลังปิดให้เล่นน้ำ

    สรุปยอด 3 วันสงกรานต์ 2569 คนไทยใช้ขนส่งสาธารณะกว่า 7.8 ล้านคน

    “สงกรานต์สีลม” เริ่มแล้ว ปิดถนนเล่นน้ำ นักท่องเที่ยวทยอยเข้าพื้นที่คึกคัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504624&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kF2X9f2Ca9r6KPf0reH_g

  • แก่งกระจาน ปิดพักแรม “บ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังภัยแล้งหนัก ประสบปัญหาขาดน้ำ แต่ยังเปิดให้ท่องเที่ยว ชมสัตว์-ผีเสื้อ-ขึ้นพะเนินทุ่ง ได้ตามปกติ

    แก่งกระจาน ปิดพักแรม “บ้านกร่าง” ชั่วคราว หลังภัยแล้งหนัก ประสบปัญหาขาดน้ำ แต่ยังเปิดให้ท่องเที่ยว ชมสัตว์-ผีเสื้อ-ขึ้นพะเนินทุ่ง ได้ตามปกติ

    วันที่ 14 เมษายน 2569 นายมงคล ไชยภักดี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เปิดเผยว่า ด้วยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้รับแจ้งจากหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 4 (บ้านกร่าง) ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อบริการนักท่องเที่ยวลดลง ส่งผลให้น้ำไม่เพียงพอต่อการใช้งาน และไม่เอื้อต่อกิจกรรมนันทนาการพักผ่อนหย่อนใจ

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พิจารณาแล้ว เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดต่อนักท่องเที่ยว และเป็นการบรรเทาปัญหาภัยแล้ง จึงขอปิดการพักแรมในแหล่งท่องเที่ยวบ้านกร่างเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 14 เม.ย. 69 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติและจะแจ้งเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้ง

    ทั้งนี้ นายมงคล กล่าวย้ำว่า อย่างไรก็ตาม ถึงจะประกาศปิดพักแรมบ้านกร่างเป็นการชั่วคราว แต่สถานที่ท่องเที่ยวในบ้านกร่าง และเขาพะเนินทุ่ง ยังเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าเที่ยวชมสัตว์ป่า และฝูงผีเสื้อได้ตามปกติ

    ภาพ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70100&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28eoYjvLSSA2z1fa6WFven

  • ตำรวจท่องเที่ยวรวบชาวจีนลักทรัพย์คนชาติเดียวกันคาสุวรรณภูมิ

    ตำรวจท่องเที่ยวรวบชาวจีนลักทรัพย์คนชาติเดียวกันคาสุวรรณภูมิ

    วันที่ 14 เมษายน 2569 พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1,พ.ต.อ.ศราวุธ ตันกุล รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รอง ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.มนพร ลิขิตมานนท์ ผกก.3 บก.ทท.1, พ.ต.ท.อภิรุ่ง เพียรมงคล และ พ.ต.ท.เสกสันติ์ ฐิรเรืองรัตน์ สว.กก.3 บก.ทท.1 แถลง  “ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 จับกุมคนร้ายก่อเหตุลักทรัพย์นักท่องเที่ยวจีนบนเครื่องบิน”

    ​สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย MR.YIU YUEJIN อายุ 45 ปี สัญชาติจีน พร้อมพวกรวม 3 คน ว่าเงินของตนสูญหาย บนเครื่องบิน ที่ตนเดินทางมาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เที่ยวบินที่ TG571 มายังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 65,000 บาท  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เข้าตรวจสอบผู้โดยสารที่เดินทางมากับเที่ยวบินดังกล่าว ที่บริเวณทางออกเครื่องประตูซี 6 อาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อติดตามทรัพย์สินดังกล่าว

    ต่อมาลูกเรือแจ้งว่าตนได้พบเห็นบุคคลต้องสงสัยมีพฤติกรรมหยิบเงินออกจากกระเป๋าที่บริเวณช่องเก็บกระเป๋าเหนือศีรษะ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการค้นตัวบุคคลต้องสงสัยสัญชาติจีน ทราบชื่อภายหลัง ว่าชื่อ MR.ZHENG XIAOBO ( เจิ้ง เสี่ยว ป๋อ ) พบเงินสด จำนวน 16,020 บาท อยู่ภายในกระเป๋า และ ยังพบเงินสกุลอื่นอีกหลายสกุลเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการตรวจยึด ผู้ถูกจับให้การรับสารภาพ เจ้าพนักงานตำรวจจึงได้ทำการจับกุม พร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหา “ลักทรัพย์ในอากาศยาน หรือในยวดยานสาธารณะ หรือรับของโจร” พร้อมทั้งแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับกุมทราบ และควบคุมตัวพร้อมทั้งของตรวจยึดนำส่ง พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ​​ทั้งนี้ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชน และนักท่องเที่ยว หากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเหตุได้ที่ สายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 หรือสถานีตำรวจท่องเที่ยวในพื้นที่ได้ทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70099&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0l9sXPUu5IvtLu3zjNN50k

  • เศรษฐกิจจีน Q1 โต 4.8% ส่งออกหนุน อุปสงค์ในประเทศอ่อน

    เศรษฐกิจจีน Q1 โต 4.8% ส่งออกหนุน อุปสงค์ในประเทศอ่อน

    เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ในไตรมาสแรกของปีนี้ จากการสำรวจนักวิเคราะห์ของ AFP เพิ่มขึ้นจากระดับ 4.5% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากภาคการส่งออกที่อานิสงส์จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศยังคงอ่อนแรง

    ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับบนของกรอบเป้าหมายการเติบโตที่รัฐบาลจีนกำหนดไว้ที่ 4.5–5.0% แม้จะเป็นเป้าหมายที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2534 ยกเว้นช่วงการแพร่ระบาดในปี 2563

    การส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

    ซาราห์ ตัน นักวิเคราะห์จากมูดี้ส์ อนาลิติกส์ ระบุว่า การเติบโตในระดับที่รัฐบาลปักกิ่งตั้งเป้าไว้ “สะท้อนความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ” โดยแรงขับเคลื่อนหลักยังคงมาจากอุปสงค์ต่างประเทศ ขณะที่แรงส่งจากภายในประเทศยังอ่อนแอ

    ทั้งนี้ จีนทำสถิติส่วนเกินการค้าสูงสุดถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา การขยายตัวของการส่งออกจึงเป็นเสมือน “เส้นเลือดหลัก” ที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ท่ามกลางปัญหาภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฉุดการลงทุนและความเชื่อมั่นผู้บริโภค

    ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง

    แดน หวัง ผู้อำนวยการทีมจีนจากยูเรเชีย กรุ๊ป มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้โลกพึ่งพาการส่งออกจากจีนมากขึ้น เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานและความมั่นคงด้านพลังงานของจีนได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ

    ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังช่วยกระตุ้นความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดต่างประเทศ โดยข้อมูลทางการล่าสุดระบุว่า การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดในเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้นถึง 140% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ความท้าทายจากอุปสงค์ภายในประเทศ

    อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา นับตั้งแต่สิ้นสุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากมองว่า จีนจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภาคครัวเรือน แทนการพึ่งพาการก่อสร้างและการส่งออก

    ด้านวิกฤตหนี้ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2563 ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเดเร็ก ซิสเซอร์ส นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ระบุว่า “การบริโภคจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแท้จริง จนกว่าภาคอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาแข็งแรง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/china-economy-q1-growth-4-8-percent-exports-domestic-demand-weak&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KTeaZ9hNzHcVWWdMmS5HR

  • วิกฤติจริงหลังสงกรานต์! | เดลินิวส์

    วิกฤติจริงหลังสงกรานต์! | เดลินิวส์

    ผลพ่วงจากน้ำมันแพง แม้ว่าล่าสุดทั้งสองฝ่ายคือสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน จะสามารถบรรลุการหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และมีแนวโน้มว่าอาจจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแบบถาวรได้ในอนาคต เพราะถือว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในอาการบอบช้ำ เกิดความสูญเสียเหลือคณานับ

    โดย “ผู้นำประเทศ” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ระบุถึงความชัดเจนเรื่องเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน หลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 กำลังดำเนินการในเรื่องของการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศของเรา มีมาตรการเปิด-ปิดปั้มน้ำมัน ช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.นี้ หลังจากที่ประชาชนได้เดินทางกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังจากเทศกาลสงกรานต์แล้ว

    แน่นอนว่าจากคำพูดดังกล่าวของนายกฯความหมายเน้นไปที่เรื่องการ “ประหยัดน้ำมัน” อย่างจริงจัง หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ ถือเป็นการส่งสัญญาณเข้มงวดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบนับสิบปี อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างเต็มตัว และเตรียมรับมือไว้ให้พร้อมล่วงหน้า รวมทั้งเรื่องราคาสินค้าที่กำลัง “อั้น” อยู่ หลังจากนี้จะได้เห็นการปรับเพิ่มราคาค่าขนส่ง ค่าโดยสาร ค่าปุ๋ย และอีกสารพัดที่จะประดังกันเข้ามา หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นกันไปแล้วหลายระลอก

    แต่รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) เคาะไฟเขียวมาตรการเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและรถโดยสารสาธารณะ บรรเทาผลกระทบวิกฤตพลังงาน อีดฉีดรถกว่า 4.6 แสนคัน ทั้งรถโดยสารและรถรับจ้างสาธารณะที่ใช้น้ำมัน, รถทัวร์ บขส. และรถร่วม, รถตู้ รถมินิบัส และรถสองแถว, รถรับจ้างไม่ประจำทาง, รถแท็กซี่, รถจักรยานยนต์สาธารณะ, กลุ่มรถบรรทุกสินค้า, รถบรรทุกที่ติดตั้ง GPS, รถบรรทุกไม่ติดตั้ง GPS ครอบคลุมระยะเวลาช่วยเหลือ 42 วันเต็มตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. – 31 พ.ค. 2569

    อย่างไรก็ตามนาทีนี้ได้แต่หวังว่าสงครามตะวันออกกลางจะได้ข้อยุติ “หยุดยิงถาวร” ทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงไปได้บ้าง และ “ยาแรง” ที่รัฐบาลต้องทำงานแข่งกับเวลาอัดฉีดพยุงประเทศจะช่วยลดภาระค่าครองชีพไม่มากก็น้อยให้คนไทยไม่ต้องเจ็บหนัก ตามที่เคยสัญญาว่าจะทำให้คนไทย “รวย จนทนไม่ไหว” เพราะโจทย์ใหญ่วันนี้ คือการทำงานอย่างไร ให้เสียงตะโกนไล่หลัง ถึงความเดือดร้อน ว่าประชาชนจะตายกันก่อน “รวยไม่ไหว” จะเบาลงไปได้มากที่สุด

    คนไทยก็ได้แต่หวังว่า “รัฐบาลอนุทิน”พร้อมด้วย “3 มือโปร” ทีมงานมืออาชีพจะกอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจสร้างผลงาน ตามที่ได้ประกาศแล้วว่า “จะพลัส มากกว่าเดิม”ไม่ทำให้ประชาชนผิดหวัง เพราะจับสัญญาณรัฐบาลมี “อาการเป๋” ตั้งแต่ช่วงต้น มันเป็นสัญญาณไม่ดี ทำให้การบริหารจัดการยากขึ้นไปอีกและกำลังทำลายความเชื่อมั่นและเครดิตของรัฐบาล เพราะความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นมันแสนสาหัส

    หากจับทิศทางการแก้ปัญหาไม่ตรงจุดมันยิ่งลำบากกว่าเดิมหลายเท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5778955/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VrHHvaJE4oP2knrWMyBWW

  • นักวิชาการชี้ปิดฮอร์มุซเสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    นักวิชาการชี้ปิดฮอร์มุซเสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    นักวิชาการชี้ปิดฮอร์มุซเสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    นักวิชาการชี้ปิดฮอร์มุซเสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด อาจารย์ภาควิชาอิสลามการเมือง มหาวิทยาลัยนานาชาติอัล-มุสฏอฟา ประเทศอิหร่าน และนายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน โพสต์ข้อความ ระบุว่า วิเคราะห์ผลกระทบหากสหรัฐฯ ปิดทางเข้า–ออกช่องแคบฮอร์มุซ (ฉบับกระชับ)

    • มาตรการนี้อาจดำเนินได้ในระยะสั้น แต่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและความต่อเนื่อง ทำให้ยากต่อการคงไว้ในระยะยาว
    • อาจเพิ่มความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับจีน เนื่องจากสินค้าส่งออกของอิหร่านกว่า 90% มีปลายทางที่จีน ซึ่งอาจกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของจีนโดยตรง
    • ผลกระทบต่ออิหร่านด้านสินค้าจำเป็นมีจำกัด เพราะการนำเข้าส่วนใหญ่ผ่านเส้นทางบกทางตอนเหนือ จึงไม่พึ่งพาการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยตรง
    • อิหร่านมีศักยภาพด้านพลังงานภายในประเทศสูง จากการเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกน้ำมันและก๊าซรายสำคัญ จึงไม่เผชิญปัญหาพลังงานภายในประเทศ

    นักวิชาการชี้ปิดฮอร์มุซเสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจโลก ดันราคาน้ำมันพุ่ง-ตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

    • รายได้จากการส่งออกน้ำมันยังคงมีเสถียรภาพ โดยมีรายงานว่าปริมาณการขายเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านงบประมาณของอิหร่าน
    • การปิดล้อมทางทะเลอาจส่งผลต่ออิหร่านในระยะยาว แต่สหรัฐฯ เองก็มีข้อจำกัดด้านเวลาและต้นทุน ทำให้มาตรการนี้อาจไม่ก่อประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว และอิหร่านมีศักยภาพในการทำสงครามยืดเยื้อมากกว่าสหรัฐฯ
    • อาจกระตุ้นให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการจำกัดการเดินเรือในช่องแคบบับ อัล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ และอาจสร้างภาระเพิ่มเติมต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร
    • ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม และสร้างแรงกดดันต่อผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมในหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐฯปัญหาพลังงานที่เกิดขึ้นจะสร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจโลก และอาจทำให้ความเชื่อมั่นและความร่วมมือทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางประเทศลดลง
    • สหรัฐและอิสราเอลจะทำสงครามต่อ แต่ขาดการสนับสนุนจากพันธมิตรสำคัญ อาจผลักดันให้หลายประเทศหันไปสร้างความร่วมมือกับขั้วอำนาจอื่น เช่น จีนและรัสเซีย ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656541&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-SrQyobHa1Kro-0ldEE8X

  • ‘อ.อัจฉราวดี’ ปลง! สาดน้ำสงกรานต์จบก็ต้องปวดหัวและเตรียมรับมือน้ำมันแพงและเศรษฐกิจที่ถูกสั่นคลอนกันต่อไป

    ‘อ.อัจฉราวดี’ ปลง! สาดน้ำสงกรานต์จบก็ต้องปวดหัวและเตรียมรับมือน้ำมันแพงและเศรษฐกิจที่ถูกสั่นคลอนกันต่อไป

    14 เม.ย.2569-อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความว่า สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกหลังจากการเจรจาล้มเหลว ไม่เฉพาะเรื่องสงคราม แต่ภาพ AI ที่ทรัมป์ทำขึ้นและโพสต์ทางทรูธโซเชียลประหนึ่งเป็นพระเยซู สร้างความไม่พอใจอย่างมากให้แก่ชาวคริสเตียน จนทรัมป์ลบออกไปโดยอ้างว่า เขามีเจตนาเพียงจะเปรียบตัวเองเป็นแพทย์เท่านั้น

    ทรัมป์กับสมเด็จพระสันตปาปาเลโอที่ 14 มีขึ้นต่อเนื่อง หลังจากที่พระองค์ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สงครามที่สหรัฐฯและอิสราเอลเปิดฉากเล่นงานอิหร่าน ว่า “ไร้มนุษยธรรม”

    ทรัมป์ได้เขียนตำหนิโป๊ปเลโอ เรียกพระองค์ว่า “อ่อนแอในด้านอาชญากรรม และแย่มากในด้านนโยบายต่างประเทศ” สมเด็จพระสันตะปาปาตอบโต้ทรัมป์ว่าพระองค์ไม่เกรงกลัวรัฐบาลทรัมป์และทรงประณามมหาอำนาจโลก “ลัทธิล่าอาณานิคมใหม่” ผู้ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ โดยไม่ได้พาดพิงอย่างเจาะจงถึงอเมริกา

    จีนเตือนอเมริกาว่า เรือของจีนกำลังเข้าออกน่านน้ำของช่องแคบฮอร์มุซ เรามีข้อตกลงด้านการค้าและพลังงานกับอิหร่าน คาดหวังว่าผู้อื่นจะไม่เข้ามาแทรกแซงกิจการของเรา

    โดยทางการจีนยืนยันว่าอิหร่านควบคุมช่องแคบดังกล่าว และยังคงเปิดให้เรือของจีนสัญจรผ่านได้
    คำเตือนจากปักกิ่งมีขึ้น หลังจากมีเรือบรรทุกน้ำมันและสารเคมีอย่างน้อยสองลำถูกบังคับให้หันกลับจากช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากสหรัฐฯ

    นักวิเคราะห์กล่าวจากเพจ Vok เขียนไว้ว่านี่คือบททดสอบขั้นสูงสุดของยุทธศาสตร์ “America First” ของประธานาธิบดีทรัมป์ วอชิงตันต้องการปิดช่องแคบอย่างสมบูรณ์เพื่อบีบอิหร่านให้ขาดทรัพยากร แต่ปักกิ่งพึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้อย่างหนักเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจขนาดมหึมาของตน

    จีนกำลังบอกอเมริกาอย่างชัดเจนว่า อำนาจทางเรือของสหรัฐฯ ไม่ครอบคลุมกองเรือของจีน กองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากและอาจนำไปสู่หายนะระดับโลก

    จะปล่อยให้เรือบรรทุกน้ำมันของจีนผ่านไป ซึ่งเท่ากับทำให้การปิดล้อมไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง หรือจะเข้าขัดขวางและขึ้นตรวจเรือของจีนอย่างแข็งกร้าว ซึ่งจะจุดชนวนความขัดแย้งทางทหารโดยตรงระหว่างสองมหาอำนาจโลก

    สาดน้ำสงกรานต์จบก็ต้องปวดหัวและเตรียมรับมือน้ำมันแพงและเศรษฐกิจที่ถูกสั่นคลอนกันต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/979848/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36LevnpAvk2EPNzPsCW_7A

  • สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้ “เคทีซี” แนะวางแผนการใช้จ่ายดี ความสุขไม่สะดุด

    สงกรานต์ยังคงเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่ช่วยเติมความคึกคักให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การเดินทาง การใช้จ่ายด้านอาหารและการสังสรรค์ รวมถึงกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ภายใต้บรรยากาศความสนุกสนานของเทศกาลปีใหม่ไทย ความท้าทายด้านการเงินส่วนบุคคลยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้บริโภคไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและสงครามในหลายภูมิภาค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    สถิติปี 2568 สะท้อนพลังการใช้จ่ายช่วงเทศกาล

    ข้อมูลจากศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2568 มีเงินสะพัดกว่า 134,000 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า และถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 สะท้อนว่าคนไทยยังคงให้ความสำคัญกับการเฉลิมฉลองและการใช้จ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต แม้จะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เห็นตรงกันว่า ตัวเลขการใช้จ่ายในระดับมหภาค ไม่ได้หมายความว่าฐานะการเงินของทุกครัวเรือนจะแข็งแรงเท่ากัน หลายครอบครัวยังคงต้องจัดสรรรายได้อย่างระมัดระวัง เพื่อให้สามารถรับมือกับค่าใช้จ่ายหลังช่วงวันหยุดยาวได้โดยไม่สะดุด

    สงกรานต์ปีนี้

    ปี 2569 กับเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

    แม้เศรษฐกิจไทยยังมีแรงหนุนจากการบริโภคภายในประเทศและการท่องเที่ยว แต่มุมมองต่อปี 2569 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนด้านราคาพลังงาน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อรายได้ของภาคครัวเรือนอย่างค่อยเป็นค่อยไป

    ในบริบทนี้การใช้จ่ายช่วงสงกรานต์จึงไม่ใช่เรื่องของ “ใช้จ่ายได้แค่ไหน” แต่เป็นเรื่องของ “ใช้อย่างไรให้เหมาะสม” เพื่อให้ความสุขในช่วงเทศกาลไม่กลายเป็นภาระทางการเงินในระยะยาว

    วางแผนดี สงกรานต์ก็ยังสนุกได้

    การใช้จ่ายในช่วงเทศกาลควรเริ่มต้นจากการวางแผนงบประมาณล่วงหน้า แยกค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าเดินทางและค่าที่พัก ออกจากค่าใช้จ่ายด้านความบันเทิง รวมถึงกันเงินสำรองไว้สำหรับค่าใช้จ่ายหลังวันหยุด บทเรียนจากหลายปีที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนจำนวนไม่น้อย มักเผชิญความตึงตัวทางการเงินในเดือนถัดไป เนื่องจากใช้จ่ายเกินแผนโดยไม่รู้ตัว ในช่วงสงกรานต์ บัตรเครดิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋วเดินทาง โรงแรม ร้านอาหาร หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินระหว่างการเดินทาง

    อย่างไรก็ตาม บัตรเครดิตควรถูกใช้ในฐานะ “เครื่องมือบริหารกระแสเงินสด” ไม่ใช่ทางลัดในการใช้จ่ายเกินกำลัง ผู้นำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค อย่าง “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้พัฒนาฟังก์ชันที่ช่วยให้สมาชิกบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” สามารถติดตามยอดใช้จ่าย แยกหมวดค่าใช้จ่าย และเห็นภาพรวมภาระทางการเงินได้ชัดเจน ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลให้เป็นระบบมากขึ้น

    สงกรานต์ปีนี้

    ความสุขของสงกรานต์อยู่ที่การวางแผน

    การใช้บัตรเครดิตให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้อยู่ที่จำนวนวงเงิน แต่คือการเลือกใช้สิทธิพิเศษอย่างเหมาะสม เช่น ส่วนลดร้านอาหาร สิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง หรือการใช้คะแนนสะสมเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยเพิ่มความคุ้มค่าโดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้น ผู้ถือบัตรควรติดตามสิทธิพิเศษอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้รายการที่ตรงกับความจำเป็น ทั้งนี้ ผู้ถือบัตรเครดิตควรใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น และมั่นใจว่าสามารถชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตซึ่งอาจสูงถึง 16% ต่อปี

    ปลอดภัยไว้ก่อน ใช้บัตรอย่างมั่นใจช่วงเดินทาง

    อีกประเด็นสำคัญในช่วงสงกรานต์ คือ ความปลอดภัยในการใช้บัตรเครดิต โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางหรือใช้จ่ายนอกสถานที่ผู้ถือบัตรควรเก็บบัตรไว้ใกล้ตัว หลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลบัตร ตรวจสอบยอดใช้จ่ายผ่านแอปพลิเคชันอย่างสม่ำเสมอ และเปิดระบบแจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการใช้จ่าย บริการแจ้งเตือนและระบบดูแลความปลอดภัยของเคทีซี ช่วยให้ผู้ถือบัตรรับรู้ความเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงจากการทุจริตในช่วงที่มีการใช้บัตรผิดปกติ

    ตัวอย่างจากผู้ใช้จริง “สนุกแต่ไม่ทิ้งภาระ”

    ผู้ถือบัตรวัยทำงานรายหนึ่งเล่าว่า สงกรานต์ปีที่ผ่านมาเลือกใช้บัตรเครดิตกับค่าเดินทางและที่พัก เนื่องจากวางแผนงบไว้ล่วงหน้า และชำระคืนเต็มจำนวนเมื่อสิ้นรอบบัญชี ทำให้ไม่เกิดภาระดอกเบี้ยและไม่กระทบค่าใช้จ่ายในเดือนถัดไป  ขณะที่อีกครอบครัวหนึ่งเลือกปรับรูปแบบการเฉลิมฉลองเป็นกิจกรรมใกล้บ้าน ลดค่าเดินทาง แต่ยังคงบรรยากาศความสุขได้ครบถ้วน โดยใช้บัตรเครดิตเฉพาะค่าใช้จ่ายหลัก ทำให้สามารถควบคุมงบทั้งเทศกาลได้ตามแผน

    เคล็ดลับสมัครบัตรเครดิตให้เหมาะ ไม่เป็นภาระ

    สำหรับผู้ที่กำลังพิจารณาสมัครบัตรเครดิต ควรเริ่มจากการประเมินพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง เช่น ใช้จ่ายด้านใดมากที่สุด เดินทางบ่อยหรือไม่ หรือใช้จ่ายผ่านร้านอาหารและออนไลน์เป็นหลัก จากนั้นเลือกบัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ มากกว่าการสมัครบัตรหลายใบโดยไม่จำเป็น การเลือกบัตรเครดิตเคทีซีในกลุ่มที่หลากหลาย ช่วยตอบโจทย์ผู้ใช้ที่แตกต่าง ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งสำคัญคือการพิจารณาเงื่อนไขรายได้ขั้นต่ำ วงเงิน และค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมกับความสามารถในการชำระ เพื่อป้องกันปัญหาทางการเงินในอนาคต

    สงกรานต์สนุกได้ หากการเงินไม่สะดุด

    แม้เศรษฐกิจในปี 2569 อาจยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก แต่หากมีการวางแผนการใช้จ่ายที่ดี เลือกใช้เครื่องมือทางการเงินอย่างเหมาะสม และรักษาวินัยในการชำระคืน ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สนุกกับเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างเต็มที่ท้ายที่สุด ความสุขในช่วงสงกรานต์อาจไม่ได้วัดจากจำนวนเงินที่ใช้ แต่คือการกลับมาใช้ชีวิตหลังวันหยุดได้อย่างมั่นคง โดยไม่ต้องกังวลกับการเงินที่สะดุดตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/740918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24XOkARDt-8AShbTHuOhRK