Blog

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะ ‘นายกฯ’ ลง จว.ใต้ ถกปัญหา ‘รร.ปอเนาะ’

    ‘ประเสริฐ จันทรรวงทอง’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กรณีกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่  

    วันนี้ได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่เพิ่งเข้าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง  

    ส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่นั้น ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/politics/prasert-chantharawongthong-april-17-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2anxm7L8BmIXzdMmQuwmON

  • สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนสั่งยกเลิกหน้าจอในห้องเรียน กลับไปใช้หนังสือและปากกา

    สวีเดนกำลังทำสิ่งที่หลายประเทศมองว่าเป็นเรื่องย้อนยุค โดยรัฐบาลกำลังตัดสินใจลดบทบาทของหน้าจอในห้องเรียนลงอย่างจริงจัง แล้วดึงหนังสือเรียน กระดาษ และปากกากลับมาแทน เป้าหมายคือแก้ปัญหาทักษะการอ่านเขียนของเด็กสวีเดนที่ร่วงลงต่อเนื่อง

    นโยบายนี้เรียกว่า från skärm till pärm ที่แปลตรงตัวว่า จากหน้าจอกลับสู่หนังสือ

    เกิดอะไรขึ้นในห้องเรียนสวีเดน

    สวีเดนเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดรับเทคโนโลยีในห้องเรียนเร็วที่สุด แล็ปท็อปเริ่มเข้ามาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2000 ถึงต้นทศวรรษ 2010 พอปี 2015 นักเรียนมัธยมในโรงเรียนรัฐราว 80% มีอุปกรณ์ดิจิทัลใช้เป็นของตัวเอง

    ปี 2019 รัฐบาลชุดก่อนซึ่งนำโดยพรรค Social Democrat ผลักดันให้แท็บเล็ตเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรระดับอนุบาล ด้วยเหตุผลว่าต้องเตรียมเด็กเล็กให้พร้อมสำหรับโลกดิจิทัลตั้งแต่เนิ่น ๆ แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นอย่างที่หวัง

    เพราะ PISA คือการทดสอบมาตรฐานการศึกษาระดับนานาชาติของ OECD วัดทักษะการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ของเด็กอายุ 15-16 ปี ใช้เปรียบเทียบคุณภาพการศึกษาระหว่างประเทศทั่วโลก

    สวีเดนเคยเป็นประเทศที่ทำคะแนนได้ดีมาก แต่ร่วงหนักในปี 2012 ฟื้นตัวได้ช่วงหนึ่ง แล้วร่วงอีกครั้งทั้งคณิตศาสตร์และการอ่านเมื่อปี 2022 แม้จะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย OECD เล็กน้อย แต่คะแนนด้านการอ่านต่ำกว่าอังกฤษ สหรัฐฯ เดนมาร์ก และฟินแลนด์ เด็กราว 24% ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของการอ่านจับใจความ

    Dr. Sissela Nutley นักประสาทวิทยาจากสถาบัน Karolinska ในสตอกโฮล์ม ชี้ว่าเทคโนโลยีทำให้เด็กเสียสมาธิ โดยเฉพาะเมื่อเห็นสิ่งที่เด็กคนอื่นทำบนหน้าจอ งานวิจัยระดับนานาชาติยังพบว่าการอ่านบนอุปกรณ์ดิจิทัลทำให้ประมวลผลข้อมูลได้ยากขึ้น และการใช้หน้าจอมากเกินไปอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กเล็ก

    Andreas Schleicher ผู้อำนวยการด้านการศึกษาของ OECD ย้ำว่าต้องระวังเรื่องการสรุปเหตุและผล แต่ยอมรับว่าสวีเดนนำเทคโนโลยีเข้าห้องเรียนในระดับที่เรียกว่า extreme เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะใส่อุปกรณ์เข้าไปเยอะโดยไม่มีเป้าหมายทางการสอนที่ชัดเจน

    รายงานของ OECD เมื่อเดือนมกราคมปีนี้สรุปว่าโดยรวมแล้วเด็กสวีเดนได้ประโยชน์จากเครื่องมือดิจิทัล แต่การใช้อุปกรณ์ดิจิทัลมากในวิชาคณิตศาสตร์สัมพันธ์กับคะแนนที่ต่ำลง แม้ยังสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ใช้เลย

    เริ่มต้นนโยบาย ‘จากจอกลับสู่หนังสือ’

    Joar Forsell โฆษกด้านการศึกษาของพรรค Liberal ซึ่งหัวหน้าพรรคดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ บอกตรง ๆ ว่าเป้าหมายคือการเอาหน้าจอออกจากห้องเรียนให้มากที่สุด ระดับเด็กเล็กไม่ควรมีหน้าจอเลย

    สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ปี 2025 โรงเรียนอนุบาลไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือดิจิทัลอีกต่อไป แท็บเล็ตไม่ถูกแจกให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ภายในปีนี้จะออกกฎห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนทุกกรณี แม้จะอ้างว่าใช้เพื่อการเรียนก็ตาม

    รัฐบาลจัดสรรงบกว่า 2.1 พันล้านโครนาสวีเดน (ราว 7 พันล้านบาท) เพื่อซื้อหนังสือเรียนและคู่มือครู และหลักสูตรใหม่ที่เน้นการเรียนจากตำราจะเริ่มใช้ในปี 2028

    Forsell ยืนยันว่าการอ่านหนังสือจริง เขียนบนกระดาษจริง และคิดเลขบนกระดาษจริง ดีกว่าหน้าจอ ถ้าอยากให้เด็กได้ความรู้ที่ต้องการ

    แต่ฝั่งตรงข้ามก็มีเสียงดังไม่แพ้กัน สมาคม Swedish Edtech Industry ออกรายงานเตือนว่าการศึกษาที่เน้น Analog มากเกินไปจะทำให้เด็กไม่พร้อมสำหรับโลกการทำงาน Jannie Jeppesen ซีอีโอของสมาคมและอดีตครู อ้างรายงานของ EU ที่ประเมินว่า 90% ของงานในอนาคตอันใกล้จะต้องใช้ทักษะดิจิทัล

    ประเด็นนี้มีน้ำหนัก เพราะสวีเดนเป็นประเทศที่ผลิต Unicorn ได้มากที่สุดในยุโรปเมื่อเทียบกับขนาดประชากรทั้ง Spotify และ Legora แพลตฟอร์ม AI สำหรับวงการกฎหมาย ล้วนเกิดที่นี่ Jeppesen เตือนว่าบริษัทเหล่านี้อาจย้ายไปที่อื่น ถ้าหาคนที่มีทักษะ IT ในประเทศไม่ได้

    อีกประเด็นคือเรื่อง AI รัฐบาลต้องการให้โรงเรียนมัธยมสอนเรื่องโอกาสและความเสี่ยงของ AI แต่ไม่ได้วางแผนสอนในระดับเด็กเล็ก Prof. Linnéa Stenliden จากมหาวิทยาลัย Linköping เตือนว่าสิ่งนี้จะสร้าง Digital Divide หรือช่องว่างทางดิจิทัล เด็กจากครอบครัวฐานะดีที่พ่อแม่สอนเรื่อง AI ได้จะได้เปรียบ ขณะที่เด็กจากครอบครัวที่เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

    Jeppesen มองว่าจุดยืนของรัฐบาลเป็นเรื่อง populistic เน้นขายนโยบายที่ฟังดูดี แต่เบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาจริง ๆ อย่างการกระจายทรัพยากรการศึกษาที่ไม่เท่าเทียม ตามที่รายงานของหน่วยงานการศึกษาสวีเดนเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ระบุไว้

    Forsell ยืนยันว่าเด็กไม่ควรเรียนเรื่อง AI ก่อนที่จะอ่านออกเขียนได้ และปฏิเสธว่านโยบายนี้จะเพิ่มความเหลื่อมล้ำ เขามองว่าการให้การศึกษาที่ดีต่างหากที่จะช่วยลดช่องว่าง

    คำตอบว่าใครถูกยังไม่มี แต่สิ่งที่สวีเดนกำลังทดลองอยู่คือบทเรียนสำหรับทุกประเทศ เทคโนโลยีในห้องเรียนไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป และการถอดมันออกก็ไม่ใช่เช่นกัน สิ่งที่สำคัญกว่าคือใช้อย่างไร ใช้เมื่อไหร่ และใช้เพื่ออะไร

    อ้างอิง: bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/sweden-back-to-basics-books-over-screens&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K4jbcbP5LvuWyflk-bnli

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดขยับลง, Wipro คาดผลประกอบการอ่อนแอ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดขยับลงในวันนี้ (17 เม.ย.) เนื่องจากตัวเลขคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาสแรกที่อ่อนแอของบริษัทไอทีอย่าง Wipro ได้หักล้างมุมมองเชิงบวกในวงกว้างเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามอิหร่าน

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 77,976.13 จุด ลดลง 12.55 จุด หรือ -0.02%

    หุ้น 7 กลุ่มจาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดลบ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางปรับตัวขึ้น 0.3% และ 0.2% ตามลำดับ

    ดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีปรับตัวลดลง 0.5% โดยถูกกดดันจากการร่วงลง 2.5% ของหุ้น Wipro หลังจากบริษัทรายงานผลประกอบการรายไตรมาสที่ซบเซา และคาดการณ์ถึงอุปสงค์ที่ชะลอตัวในไตรมาสแรก โดยอ้างอิงถึงการจำกัดการใช้จ่ายของกลุ่มลูกค้าภาคการธนาคารและการเงินของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับอุปทานเชื้อเพลิง และมีข้อกังขาว่าการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นจะช่วยบรรเทาปัญหาการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซได้หรือไม่ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้กดดันความเชื่อมั่นในการรับความเสี่ยงของนักลงทุน

    ทางด้านข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วันระหว่างเลบานอนกับอิสราเอลได้เริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า การพบปะหารือระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านครั้งต่อไปอาจจัดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFG0IQCHNY0HZ6KMY37PD1NIU0095DF&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ToPp85aAneR7k1IT1PgA6

  • คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์ กลางปาร์ตี้สงกรานต์ – ผู้หญิง

    คลิปคนหน้าคล้าย ฟิล์ม ธนภัทร จูบ นนท์ อินทนนท์. ภาพจาก TikTok Black Star’s Whisper. กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์ภายหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อมีการ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view300352.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rFQOn_bQiLJhRnQsLh-Jk

  • “สาวไทย” ในกุ้ยโจว ชื่นชมต้นแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เศรษฐกิจความงาม” | เดลินิวส์

    “สาวไทย” ในกุ้ยโจว ชื่นชมต้นแบบท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เศรษฐกิจความงาม” | เดลินิวส์

    สำนักข่าวซินหัวรายงานจากเมืองกุ้ยหยาง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ว่า น.ส.มัลลิกา วงศ์พินิจ หรือม่านลี่ หญิงสาวชาวไทยวัย 25 ปี เดินทางมาเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีประยุกต์กุ้ยโจว ในเมืองปี้เจี๋ย ของมณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 และตกหลุมรักเมืองในหุบเขาแห่งนี้ที่คนไทยยังไม่ค่อยรู้จัก

    มัลลิกาเผยว่า ที่นี่มีจังหวะชีวิตสบาย ๆ การเดินทางสะดวกเพราะบินตรงจากกรุงเทพฯ มากุ้ยหยาง และต่อรถไฟความเร็วสูงอีกหนึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว ส่วนรอบมหาวิทยาลัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันที่เอื้อต่อการเรียน

    ก่อนมาจีน มัลลิกาเรียนจบมหาวิทยาลัยในไทยและมีประสบการณ์การทำงาน 2 ปี เธอตระหนักดีว่า ทักษะภาษาจีนที่ดีจะเพิ่มโอกาสได้ทำงานดีๆ มากขึ้น กอปรกับแรงบันดาลใจจากเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเคยเรียนต่อที่เมืองซีอานของมณฑลส่านซี และได้ทำงานในฝันเพราะทักษะภาษาจีนที่คล่องแคล่ว ทำให้มัลลิกายิ่งมุ่งมั่นตั้งใจจะเรียนต่อที่จีน เพื่อพัฒนาภาษาและศักยภาพของตัวเอง โดยมัลลิกาวางแผนว่า หลังจากเรียนภาษาที่จีนครบหนึ่งปีแล้วจะกลับไปหางานทำที่บริษัทจีนในไทย

    นอกจากการเรียน มัลลิกายังเดินทางท่องเที่ยวหลายเมือง เช่น กุ้ยหยาง เฉิงตู และเซี่ยเหมิน โดยผืนป่ากุหลาบพันปีบนภูเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1,600 เมตรในเมืองปี้เจี๋ย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ 125.8 ตารางกิโลเมตร และมีกุหลาบพันปีหลากสีสันอยู่มากกว่า 40 สายพันธุ์ เป็นสถานที่ซึ่งเธอประทับใจมากที่สุด โดยเฉพาะสมบัติธรรมชาติแสนล้ำค่าอย่าง “ราชาดอกกุหลาบพันปี” ที่มีอายุมากกว่า 1,200 ปี และลำต้นที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 80 เซนติเมตร

    มัลลิกายังประทับใจกับกิจกรรม “โปรยดอกไม้จากสรวงสวรรค์” ที่เธอได้ขึ้นสลิงทะยานกลางอากาศพร้อมโปรยกลีบดอกไม้จากตะกร้าเหนือหมู่ดอกกุหลาบพันปี ทำให้ได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่นอกจากชมวิวและดอกไม้ มัลลิกามองว่า “เศรษฐกิจความงาม” นี้ไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้อุตสาหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ แต่ยังส่งเสริมการบูรณาการการเกษตร และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยิ่ง

    ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งปีในเมืองปี้เจี๋ย มัลลิกาสัมผัสได้ถึงมิตรภาพและความจริงใจของผู้คนท้องถิ่น ซึ่งต้อนรับดูแลเธออย่างอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว ทำให้เธอตั้งใจจะกลับไปบอกเพื่อน ๆ ในไทย ว่าจีนไม่ได้มีเพียงกำแพงเมืองจีนหรือแพนด้ายักษ์ แต่ยังมีสถานที่ที่งดงามอย่างเมืองปี้เจี๋ย ที่ซึ่งผู้คนแปรเปลี่ยนดอกกุหลาบพันปี เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และวิถีทางสู่ความมั่งคั่งอย่างน่าประทับใจ.

    ข้อมูล-ภาพ : XINHUA

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5787683/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uTNItH6S1jkXSxzgsAWwx

  • เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ เครื่องยนต์หลัก “ดับพร้อมกัน” ตั้งแต่ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยว-อสังหาฯ กำลังการผลิตร่วง โรงงานปิดพุ่ง ต้นทุนทะยาน เงินเฟ้อจ่อเร่ง กดจีดีพีไตรมาสแรกเสี่ยงต่ำ 2% ขณะเอกชนหั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.2-1.6% เตือนเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน

    แรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางเริ่มลุกลามสู่เศรษฐกิจไทยเป็นวงกว้าง ดันต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบพุ่ง กดภาคผลิต-ส่งออก-กำลังซื้ออ่อนแรงพร้อมกัน สะท้อนผ่านกำลังการผลิตต่ำกว่า 60% และโรงงานปิดตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวฉุดจีดีพีไตรมาสแรกปี 2569 เสี่ยงโตต่ำกว่า 2% พร้อมเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ “ชะงักงัน” หากความขัดแย้งยืดเยื้อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบางจากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่คลี่คลาย แม้จะมีการหยุดยิง แต่ด่านการค้ายังไม่สามารถเปิดได้ตามปกติ และยังมีความเสี่ยงเกิดเหตุปะทะซ้ำ รวมถึงปัจจัยการเมืองในประเทศกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เศรษฐกิจไทยสะดุดหนัก สงครามลากทั้งระบบ ผลิต-ส่งออก-เกษตร-ท่องเที่ยวทรุดยกแผง

    ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขสำคัญ โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของผู้ประกอบการไทยในภาพรวมเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 58.21% ต่ำกว่าระดับ 60% ซึ่งถือเป็นจุดที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอ ขณะที่ช่วงเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 มีโรงงานเปิดใหม่เพียง 116 โรง ลดลง 60.14% จากปีก่อน แต่โรงงานปิดกิจการเพิ่มเป็น 141 โรง หรือเพิ่มขึ้น 58.43%

    “ตัวเลขนี้ชี้ชัดถึงการชะลอตัวของการลงทุนใหม่ และผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง”

    • จีดีพี Q1 แนวโน้มต่ำกว่า 2%

    ช่วงปลายไตรมาสแรก เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกระแทกจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานและดันต้นทุนการผลิต-ขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากแล้ว ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ เช่น เม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และอะลูมิเนียม ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบปรับเพิ่มขึ้นราว 10–30% ซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการในหลายอุตสาหกรรม ทำให้เศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่า 2%

    นายเกรียงไกรระบุว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงหลังช่วงพักรบ 2 สัปดาห์ มีโอกาสที่ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวในระดับสูงกว่า 100–120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อผู้ประกอบการเริ่มใช้สต็อกวัตถุดิบเดิมจนหมด และค่าขนส่งทยอยปรับขึ้น

    ขณะเดียวกัน หากช่องแคบฮอร์มุซยังไม่สามารถกลับมาเปิดได้ตามปกติ จะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ต้นทุน และมีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นราว 8–10% ซึ่งจะกดดันเงินเฟ้อในไตรมาส 2 อย่างมีนัยสำคัญ และผลกระทบดังกล่าวจะส่งผ่านไปยังประชาชนโดยตรง สะท้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนเพิ่มท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแรง ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะงักงัน (Stagflation) หรือภาวะเงินเฟ้อสูงควบคู่กับการเติบโตที่ชะลอลง

    อย่างไรก็ตาม หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสามารถนำไปสู่ข้อตกลง และทำให้เส้นทางขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ ก็จะช่วยคลี่คลายแรงกดดันด้านต้นทุนได้บางส่วน แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจยังไม่เกิดขึ้นทันที เนื่องจากภาคธุรกิจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ระบายสต็อกต้นทุนสูง และรอการฟื้นตัวของกำลังซื้อในประเทศ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประเมินเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2569 (ณ เม.ย. 2569) จะขยายตัวในกรอบ 1.2–1.6% การส่งออกหดตัว -1.5 ถึง -0.5% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 2–3% โดยการฟื้นตัวมีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปี หากภาครัฐสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

    • ส่งออก มี.ค.แผ่ว-เลวร้ายทั้งปี -3%

    ด้านสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกของไทยช่วง 2 เดือนแรกปี 2569 (ม.ค. – ก.พ.) มีมูลค่า 61,012 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการเติบโตต่อเนื่องของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของโลก และการขยายตัวของสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทยจากความต้องการเฉพาะกลุ่ม และปัจจัยด้านฤดูกาล

    ขณะที่ปัจจัยลบมาจากแรงกดดันจากราคาพลังงานโลกต่อกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ท่ามกลางอุปสงค์ที่เปราะบาง รวมถึงการแข่งขันด้านราคาของกลุ่มสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ท่ามกลางแรงกดดันจากเงินบาทที่แข็งค่า อาทิ ข้าว สินค้าเกษตรและอาหารอื่น ๆ

    สำหรับแนวโน้มเดือนมีนาคม 2569 คาดว่าการส่งออกของไทยจะขยายตัวลดลง เนื่องจากค่าระวางเรือและราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดัน ทั้งนี้ สนค. ได้วางกรอบการคาดการณ์ภาพรวมการส่งออกไทยทั้งปี 2569 ไว้ 3 กรณี โดยกรณีดีที่สุด จะขยายตัวได้ 1.1% กรณีฐาน/กลางจะติดลบ -1.0% และกรณีต่ำสุดหรือแย่สุด จะติดลบ -3.0%

    • Q2 ผันผวนหนัก-SMEเสี่ยงหยุดผลิต

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ระบุว่า ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 1 เผชิญต้นทุนและค่าครองชีพพุ่ง ผู้ประกอบการต้องบริหารสต็อกเข้มงวด ผลิตเท่าที่จำเป็นหรือผลิตตามออร์เดอร์ล่วงหน้า เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางการปรับขึ้นราคาวัตถุดิบ เช่น บรรจุภัณฑ์ พลาสติก กระดาษ บางรายขึ้น 20-40% ขณะที่ผู้ผลิตยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าส่งผ่านไปยังผู้บริโภคได้ จึงต้องแบกรับต้นทุนเอง หากสถานการณ์ยืดเยื้อมีความเสี่ยงธุรกิจปิดกิจการหรือหยุดผลิต

    แนวโน้มไตรมาส 2 ยังผันผวนสูง มีสัญญาณขาดแคลนวัตถุดิบ ความไม่แน่นอนทำให้ผู้ผลิตไม่กล้าขยายการผลิต เนื่องจากกังวลกำลังซื้อไม่รองรับและไม่สามารถปรับราคาตามต้นทุนได้ โดยเอสเอ็มอียังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง ต้องลดค่าใช้จ่าย เช่น ตัดโอที และผลิตตามกรอบที่จำกัดเพื่อประคองธุรกิจ

    • บีโอไอ แนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่เพียงเป็นวิกฤต แต่ยังเป็นโอกาสให้ไทยยกระดับสู่ฐานการผลิตที่มั่นคงและปลอดภัย หลังบริษัทข้ามชาติเร่งปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว

    บีโอไอชี้ว่าไทยมีจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางอาหาร พลังงานสะอาด ห่วงโซ่อุปทาน (ฐานผลิตฮาร์ดดิสก์ 70-80% ของโลก และแผ่นวงจรอันดับ 1 ในอาเซียน) และศักยภาพด้าน Wellness และ Medical Hub

    ทั้งนี้ เตรียมเสนอ 3 วาระเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่ เดินหน้ามาตรการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่องพร้อมเร่ง Localization ผลักดันยุทธศาสตร์ Semiconductor ครบวงจร และออกหลักเกณฑ์ Direct PPA รองรับการลงทุน Data Center และ AI โดยตั้งเป้ากำลังผลิตไฟฟ้าสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์

    • สศก. จ่อปรับลดจีดีพีเกษตร

    แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า ในปี 2569 เดิมสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคการเกษตร (จีดีพีภาคการเกษตร) มีแนวโน้มขยายตัวในกรอบ 2–3% ใกล้เคียงกับปี 2568 ที่เติบโต 3.3% จากแรงหนุนด้านทรัพยากรน้ำที่เอื้อต่อการเพาะปลูกและการผลิตสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่เวลานี้ต้องปรับใหม่ จากผลกระทบสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย

    โดยในช่วงปี 2566–2568 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางมีมูลค่าเฉลี่ย 405,322 ล้านบาท เป็นสินค้าเกษตร 70,060 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 17.28 ของมูลค่าการค้าทั้งหมด สินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ปลาทูน่า ปลาสคิปแจ็ก และปลาโบนิโตกระป๋อง ยางธรรมชาติ อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ และอาหารสุนัขหรือแมว

    ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยและภาคเกษตรทำให้ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินเฟ้อด้านอาหาร และต้นทุนการส่งออกที่สูงขึ้น โดยราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตของภาคเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมี น้ำมันดีเซล และค่าขนส่ง ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตปรับตัวได้ช้ากว่า ขณะเดียวกันต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอาหาร ทำให้เงินเฟ้อด้านอาหารสูงขึ้นและค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ยังทำให้ค่าระวางเรือและเบี้ยประกันภัยการเดินเรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้นและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน

    ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง รวมถึงกติกาการค้าโลกที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจกระทบต้นทุนและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย

    • ททท.หดเป้าต่างชาติเที่ยวไทย

    ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อัปเดตสถานการณ์ท่องเที่ยวล่าสุด (ณ 14 เม.ย. 2569) ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 12 เม.ย. 2569 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทย 10.36 ล้านคน ลดลง 2.65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วประมาณ 506,123 ล้านบาทจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ จีน 1,659,777 คน มาเลเซีย 1,093,636 คน รัสเซีย 792,629 คน อินเดีย 712,913 คน และเกาหลีใต้ 439,277 คน

    ขณะที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ประเมินผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลางล่าสุด กรณี Best Case – สงครามยุติเร็ว 1-3 เดือน ตลาดระยะไกลฟื้น นักท่องเที่ยวบางส่วนเปลี่ยนจุดหมายจากตะวันออกกลางมาไทย ทำให้ตัวเลขทั้งปีจะอยู่ที่ 32-33 ล้านคน ลดลง 16% และกรณี Worst Case – สงครามยืดเยื้อ ค่าตั๋วพุ่ง น่านฟ้าปิด จะอยู่ที่ 27-29 ล้านคน หดตัว 25% จากเป้าหมาย 35-36.7 ล้านคน

    • อสังหาฯ ชะลอลงทุน-เร่งระบายสต็อกเก่า

    ส่วนนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN และนายกสมาคมอาคารชุดไทย ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันต้นทุนพลังงาน กระทบธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากค่าแรงและวัสดุผันผวนโครงการใหม่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้น 5-10% ท่ามกลางกำลังซื้ออ่อนและสถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้การลงทุนใหม่เสี่ยงไม่คุ้มและอาจกลายเป็นภาระสต็อก

     ทางออกไตรมาส 2 ผู้ประกอบการชะลอโครงการใหม่ หันเร่งระบายสต็อกเดิม โดยอนันดาฯ มีสต็อกรอขาย 1.8 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ตามแนวรถไฟฟ้า รองรับทั้งลูกค้าตะวันออกกลางและคนไทย ขณะที่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ไตรมาส 1 ลดลง 5-10% สะท้อนตลาดชะลอตัวชัดเจน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656741&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01isGtlo2GucW06dJfbgQE

  • พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดท่องเที่ยวตรังวูบ 30% ททท.เร่งจัดคอนเสิร์ตปลุกกระแสเที่ยวในประเทศ

    บรรยากาศการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน หลังสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติชะลอการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ พบว่านักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวทะเลตรังลดลงประมาณ 30%

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo05.jpg

    เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้จัดกิจกรรม “Smile@Trang” ไปเมื่อวันที่ 3–5 เมษายนที่ผ่านมา ณ สวนสาธารณะสมเด็จย่า 95 (เขาแป๊ะช้อย) อำเภอเมืองตรัง มีเป้าหมายเพื่อสร้างสีสัน กระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ และช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซบเซา โดยนำศิลปินและวงดนตรีมาจัดแสดงคอนเสิร์ตต่อเนื่อง 3 คืน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก

    วัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคใต้ ททท. เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมลักษณะนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างบรรยากาศความคึกคักในพื้นที่ และกระตุ้นให้คนไทยหันมา “เที่ยวใกล้บ้าน” มากขึ้น ซึ่งจะช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นได้ โดยหลังจากนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมต่อเนื่องในจังหวัดอื่น เช่น ปัตตานี ในช่วงปลายเดือนเมษายน

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ”การเที่ยวพื้นที่ใกล้บ้าน จะชูจุดขายช่วยเศรษฐกิจของท้องถิ่น การเดินทางสะดวก เป็นการท่องเที่ยวในระยะใกล้ๆ  ซึ่งเทศกาลสมายแอ็ทตรัง ได้ช่วยสร้างสีสันสร้างบรรยากาศความคึกคักกับคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว หลังจากนี้ยังจะมีงาน ”สมายแอ็ดปัตตานี” ในช่วงวันที่ 24-25 เมษายน ที่ลานอบทอง จังหวัดปัตตานีอีกด้วย“

    ด้านผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ ‘ละอองภรณ์ ช่วยธานี’ ผู้จัดการลิบงการท่องเที่ยว สะท้อนว่า ช่วงสงกรานต์ปีนี้ นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังตรัง ส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นคนในภาคใต้ ขณะที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอื่นลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้ราคาทัวร์ทะเลยังคงเดิมที่ประมาณ 950 บาทต่อคน แต่ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล ยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญ

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo04.jpg

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo06.jpg

    “ภาพรวมการจองที่พักเริ่มชะลอตัว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 หลังสงกรานต์ ซึ่งปกติถือเป็นช่วงท่องเที่ยวสำคัญ แต่ปีนี้ยอดจองล่วงหน้าลดลง และมีการยกเลิกเพิ่มขึ้น ปัญหาหลักคือ ไม่มีการจองใหม่เข้ามาเติม นอกจากนี้ พฤติกรรมนักท่องเที่ยวยังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยนิยมจองที่พักแบบกระชั้นชิด หรือเดินทางแบบไม่วางแผนล่วงหน้า ขณะที่การใช้จ่ายในพื้นที่เมืองลดลง โดยเฉพาะสินค้าของฝากและของที่ระลึกที่ยอดขายหดตัวถึง 70-80%”

    ผู้ประกอบการยังเผชิญปัจจัยลบจากภายนอก ทั้งราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้น ข่าวลือเรื่องน้ำมันขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงต้นทุนค่าไฟฟ้าที่ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 25% ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยว

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ด้านสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรมจังหวัดตรัง จงกลณี อุสาหะ ที่ปรึกษาสมาคมท่องเที่ยวและการโรงแรม จ.ตรัง ประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในระยะยาวตลอดทั้งปี โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวจากยุโรปและตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่ตลาดจีนยังไม่ฟื้นตัว

    อย่างไรก็ตาม ยังมีนักท่องเที่ยวบางกลุ่มที่ช่วยพยุงตลาดได้ เช่น นักท่องเที่ยวอินเดีย และนักท่องเที่ยวจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย

    “ในระยะต่อไป ผู้ประกอบการเตรียมปรับแผนการตลาด โดยเน้นดึงนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) จัดทำแพ็กเกจเชื่อมโยง ทะเล–เมือง–ภูเขา เพื่อเพิ่มระยะเวลาพำนัก รวมถึงพัฒนาจุดขายใหม่และสร้างเรื่องราวสินค้าในท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่าง”

    economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang-SPACEBAR-Photo01-1.jpg

    ขณะเดียวกัน มีข้อเสนอให้ผลักดันภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดตรังไปสู่แนวทาง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) พร้อมตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อวางแผนรับมือทั้งระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-east-conflict-tourism-trang&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rZb1Gpp9hjy5lzyY4Kca-

  • ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    ท่องเที่ยวปายพังยับ หมอกควันคลุมมิดนทท.หาย ฝุ่นพุ่งสูงเกินมาตรฐานสะสม 41 วัน

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.56 น.

    เมืองปาย แหล่งท่องเที่ยวขี้นชื่อของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อ่วมจากควันพิษป่วยระนาว นักท่องเที่ยวหายไปเกือบร้อยละ 90 ขณะที่สถานการณ์ไฟป่ายังคงรุนแรงอย่างต่อเนื่องไม่สามารถแก้ไขปัญหาการลอบเผาป่าได้แต่อย่างใด

    เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน)  เปิดเผยค่าฝุ่นพิษในพื้นที่ ภาคเหนือ พบ ค่า PM2.5 มีค่าระหว่าง 63.1 – 193.2 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ  “เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ถึง มีผลกระทบต่อสุขภาพ”

    พบพื้นที่ที่ค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน คุณภาพอากาศอยู่ในระดับ “มีผลกระทบต่อสุขภาพ”ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ดังนี้ 1.ต.จองคำ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 91.1 มคก./ลบ.ม. 2. ต.แม่สะเรียง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 105.2 มคก./ลบ.ม. และ 3. ต.เวียงใต้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน PM2.5 = 182.7 มคก./ลบ.ม. โดยค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.

    ก่อนหน้านั้น นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเน้นย้ำความปลอดภัยด้านสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง

    โดยวันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 14.00 น. สถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ณ บ้านแม่ปิง ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่าเกินมาตรฐานตรวจวัดได้ 169.8 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีแดงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ด้านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บ้านแม่ปิง ได้ร่วมกับทีมผู้นำชุมชน และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 10 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติงานเชิงรุกเข้าถึงบ้านเรือนราษฎร เพื่อแจกจ่ายหน้ากากอนามัยและรณรงค์ให้ความรู้เรื่องภัยเงียบจากฝุ่น PM 2.5 โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบทางสุขภาพรุนแรง

    ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ทีมเจ้าหน้าที่ได้สาธิตวิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น พร้อมเน้นย้ำมาตรการดูแลตนเองตามแนวทางสาธารณสุข ได้แก่ มาตรการหลีกเลี่ยง โดยให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้งทุกประเภท หากจำเป็นต้องออกจากอาคารต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น PM 2.5 อย่างเคร่งครัด มาตรการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง โดยผู้มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ให้หลีกเลี่ยงการอยู่นอกอาคารเป็นเวลานาน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ขณะที่มาตรการตอบโต้หากพบอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง หายใจติดขัด หรือระคายเคืองดวงตา ให้รีบเข้าสู่พื้นที่ปิด (Clean Room) และทำความสะอาดชะล้างดวงตาและจมูกทันที หากอาการไม่ทุเลาให้เร่งพบแพทย์ ณ สถานพยาบาลใกล้บ้าน

    การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มุ่งหวังจะลดผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนจากสถานการณ์ฝุ่นควัน โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและเครือข่าย อสม. เฝ้าติดตามอาการของประชาชนกลุ่มเสี่ยงอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อให้ความมั่นใจว่าประชาชนชาวแม่ฮ่องสอนจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงและทันท่วงที

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข อดีตผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม่เย็น ต.แม่ฮี้ อ.ปาย ในฐานะตัวแทนชาวอำเภอปาย เปิดเผยว่า ที่อำเภอปาย หมอกควันจากไฟป่าเราอยู่กับมันมาเกือบเดือนแล้ว ปัญหายิ่งแก้ยิ่งแย่ เช้าตื่นมาต้องหายใจใต้หน้ากาก ถามว่าเมื่อไหร่ประชาชนจะใช้ชีวิตเป็นปกติได้ ควันเพิ่มขึ้นทุกวัน ไฟป่ามาทุกวันทั้ง ๆ ที่หน่วยงานราชการห้ามเข้าป่า กฎหมายบังคับไม่ให้ประชาชนเข้าป่าร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วทำไมไฟป่าถึงลุกลามได้ทุกวัน ใครจะมาแก้ไขปัญหาให้ชาวปายได้บ้าง ขณะนี้สุขภาพคนแก่ ผู้ชรา เด็ก อยู่กันลำบากมากระบบทางเดินหายใจเสียหายกันไปหมด อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลอย่างชัดเจน แก้ไขให้ยั่งยืน ทุกเช้าทั้งวันก็เป็นแบบนี้ไม่มีอะไรที่แก้ไขได้ยั่งยืนมากกว่านี้ ต้องรอให้ฟ้าฝนหรือเทวดาเข้ามาช่วยถึงจะแก้ปัญหาใช่ไหมคะ

    นางสาวจุไรรัตน์ กันทาสุข ได้มีการโพสในเฟซบุคว่า นี่เวลาจะครบเดือนแล้วนะที่ปายเรากอดหมอกควันไฟแบบฟ้าไม่เคยเปิดเลยคนป่วยเพิ่มขึ้นพี่เจ็บคออักเสบมาเป็นอาทิตย์คุณหมอบอกคนป่วยทางเดินหายใจเยอะมาก ประกาศไม่ให้ชาวบ้านเข้าป่าเด็ดขาดโทษสูงแต่ทำไมไฟป่าเยอะเพิ่มขึ้น

    ผู้มีอำนาจแก้ปัญหาหากแก้ไม่ได้เราเปลี่ยนคนมาบริหารมั้ยเผื่อคนใหม่แก้ปัญหาตรงจุดไม่ใช่เช้าชามเย็นชามแบบนี้อำเภอปายเป็นเมืองต้องพัฒนาและเดินหน้าทุกรูปแบบทั้งธรรมชาติทั้งอากาศทั้งวัฒนธรรมทั้งความเข้าใจบริบทชุมชุมที่แท้จริง นายไม่ใช่แค่เอามาเป็นประธานเปิดงานท่านต้องเป็นผู้นำทั้งแก้ปัญหาและพัฒนาทุกด้านท่านเข้าใจคำว่าปายดีแค่ไหนแล้วทำบอกทำแล้วแก้แล้วท่านทำมากพอหรือยัง

    ชาวบ้านแทบไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตประจำวันออกไปควันเยอะป่วย จะไปดำรงชีพท่านห้ามไม่ให้เข้าป่าหาอาหารแล้วพวกท่านช่วยอะไรแก้ไขปัญหาชุมชนได้มั้ยแค่แมสชาวบ้านแทบไม่มีเงินซื้อแจกให้ครอบครัวละ5ชิ้นแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดแก้ปัญหาแบบไม่ยั่งยืน คนที่ออกมาวิจารณ์บ่นโดนแจ้งข้อหาหมิ่นประมาทชาวบ้านต้องปิดปากฝืนทนกับอากาศแบบนี้หรือ

    นางสาวจุไรรัตน์  กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ปัญหาหมอกควันที่อำเภอปาย ถือว่าหนักมากที่สุดของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว โดยในห้วงไฟป่าที่ผ่านมาเกือบ 2 เดือน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้หดหายไปเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากทนกับสภาวะหมอกควันไฟป่าไม่ไหว ถึงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้าง ก็เป็นส่วนน้อย เนื่องจากมีการบุคตั๋วท่องเที่ยวล่วงหน้าเป็นปี จึงจำเป็นต้องมา และมาได้เพียงวันเดียวก็พากันกลับออกจากปาย กระทบต่อระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างหนัก โดยค่ามลพิษในปาย เกินค่ามาตรฐานมาแล้ว 41 วัน และค่าเกินมาตรฐานในระดับสีแดงกับสีม่วง บางวันค่าสูงเกินมาตรฐานและติดอันดับโลกอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/958964&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MLPNAdFQJiQRo4MaVCAZx

  • ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตบางขุนเทียน ร่วมกับชุมชนชาวบางกระดี่ จัดงาน “อนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่” ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 16–18 เมษายน 2569 ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น สืบสานภูมิปัญญาชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

    นางสาวอรัญญา พรไชยะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปวัฒนธรรมไทย โดยมีการสนับสนุนการจัดงานประเพณีในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และแสดงถึงอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น

    การจัดงานอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมประเพณีไทยรามัญ – บางกระดี่ ถือเป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของกรุงเทพมหานคร ที่สนับสนุนให้ประชาชนในชุมชน วัด และสถานศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

    รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุมชนบางกระดี่ถือเป็นชุมชนชาวมอญเก่าแก่ในกรุงเทพมหานคร ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้อย่างเข้มแข็ง สามารถถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของชุมชนได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังสะท้อนความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่

    สำหรับกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทำบุญตักบาตร พิธีแห่พระโพธิสัตว์ การสรงน้ำพระ การสาธิตการทำอาหารไทยและขนมประเพณีไทยรามัญ การละเล่นพื้นบ้าน และการแสดงศิลปวัฒนธรรมมอญ ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนบางกระดี่อย่างชัดเจน

    การจัดงานครั้งนี้ยังเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

    ไทยรามัญบางกระดี่คึกคัก ชูอัตลักษณ์ชุมชนมอญ หนุนท่องเที่ยววัฒนธรรม

    ทั้งนี้ ได้มีผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ นายพงษ์สรณัฐ ทองลี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 26 นายนฤพล เลิศปัญญาโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตที่ 27 นายสารัช ม่วงศิริ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางขุนเทียน พร้อมด้วยผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารเขตบางขุนเทียน ผู้บริหารกลุ่มเขตกรุงธนใต้ กลุ่มเขตกรุงธนเหนือ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ วัดบางกระดี่ เขตบางขุนเทียน

    การจัดงานไทยรามัญบางกระดี่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยสืบสานวัฒนธรรมชุมชนมอญเก่าแก่ พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างความภาคภูมิใจให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/656743&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mfeZn1m4woub11OBukvP5

  • ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    ปิดจบยิ่งใหญ่! ททท. ปลื้มสงกรานต์ “สวนเบญฯ” คนแห่ร่วมงาน 3 แสน เงินสะพัด 448 ลบ. : อินโฟเควสท์

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยภาพรวมการจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 สร้างบรรยากาศคึกคักตลอดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 11-15 เม.ย. 69 ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ดึงดูดผู้ร่วมงานรวมทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สะท้อนพลังเสน่ห์ของเทศกาลสงกรานต์ไทยที่ครองใจผู้คนจากทั่วโลก พร้อมสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท

    น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยว่า การจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2026 โดย ททท. ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 11-15 เม.ย. 69 บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม มีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 300,878 คน แบ่งเป็น ชาวไทย 123,664 คน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ 177,214 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 448 ล้านบาท แยกเป็นการใช้จ่ายภายในพื้นที่จัดงาน ประมาณ 85.3 ล้านบาท และการใช้จ่ายในพื้นที่โดยรอบ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวอีก 362.8 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของเทศกาลสงกรานต์ ในฐานะกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้สู่หลายภาคส่วน

    โดยตลอดการจัดงานทั้ง 5 วันนั้น กิจกรรมไฮไลต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ได้แก่ การแสดงโดรนกว่า 1,200 ลำ ที่เนรมิตท้องฟ้าเหนือสวนเบญจกิติให้กลายเป็นผืนผ้าใบแห่งแสงสี ถ่ายทอดเรื่องราวความงดงามของสงกรานต์ไทยได้อย่างร่วมสมัย โซนลานเล่นน้ำ และคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ตลอดจนการละเล่น และการแสดงทางวัฒนธรรมไทย

    ททท. ยังมีการจัดกิจกรรม “Saneh Art by Songkran Festival 2026” ซึ่งเปิดให้เข้าชมทุกวันจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 69 ตั้งแต่เวลา 10.00-20.00 น. ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยภายในงาน จะมีประติมากรรม 6 ชิ้นงานจากศิลปิน และคาแรกเตอร์ชื่อดัง ทั้ง Cry Baby, Mamuang, 2CHOEY, POORBOY และ TOMATO TWINS ที่เปลี่ยนสวนลุมพินีให้กลายเป็นแลนด์มาร์กใจกลางเมือง

    นอกจากนี้ ยังมีงานเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย อาทิ

    • ประเพณีก่อพระทรายและวันไหลบางแสน วันที่ 16-17 เม.ย. 69 อำเภอบางแสน จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีแห่พญายม (สงกรานต์บางพระ) วันที่ 17-18 เม.ย. 69 ณ สวนสาธารณะบางพระ อ.ศรีราชา
    • งานวันไหลพัทยา 2569 วันที่ 17-19 เม.ย. 69 ณ บริเวณชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี
    • ประเพณีสงกรานต์สำราญใจ วันไหลเกาะช้าง วันที่ 19-21 เม.ย. 69 ณ สนามบินเล็ก เกาะช้าง จังหวัดตราด
    • งานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 วันที่ 24-26 เม.ย. 69 ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ

    น.ส.ฐาปนีย์ แสดงความขอบคุณประชาชนชาวไทยทุกภาคส่วนที่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี ดูแล ช่วยเหลือ และต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยไมตรีจิต รวมทั้งเป็นต้นแบบในการร่วมสืบสานประเพณีสงกรานต์อย่างเหมาะสม พร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ ประทับใจ จนทำให้นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

    ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ ได้บูรณาการความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง การดูแลความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ดีให้กับประเทศไทย และทำให้เกิดภาพงานสงกรานต์ของประเทศไทยที่น่าประทับใจเผยแพร่ออกไปทั่วโลก โดยมีสื่อต่างประเทศหลายสำนัก รายงานบรรยากาศการเฉลิมฉลองแบบเรียลไทม์ พร้อมยกย่องให้เทศกาลสงกรานต์ไทย เป็นหนึ่งในอีเวนต์ระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ มีชีวิตชีวา และสะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยได้อย่างโดดเด่น

    ทั้งนี้ ททท. จะเดินหน้ามาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา momentum ของการเดินทาง โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าและประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวสอดคล้องกับนโยบาย “Value over Volume” ภายใต้แนวคิด The New Thailand เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวคุณภาพอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585536&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dLjiYwBe_2OlGuHs-xzsO