Blog

  • อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้าเผย Gen Z ชาวไทยนิยมเที่ยวทริปสั้น เพื่อรีชาร์จพลัง ชี้ราคายังเป็นปัจจัยสำคัญ

    อโกด้า แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการท่องเที่ยว เผยกลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางในปี2569 ให้เป็นกิจกรรมที่ทำได้บ่อยขึ้น มีเป้าหมายหลักเพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิต แทนที่จะเลือกทริปยาว ๆ แบบเดิม โดยนักเดินทางกลุ่มนี้หันมาให้ความนิยมกับทริปสั้น ๆ เพื่อเติมพลังให้กับตัวเองมากขึ้น ข้อมูลจากรายงาน Agoda Travel Outlook 2026 ระบุว่า Gen Z ชาวไทยมองว่าการเดินทางเป็นช่วงเวลาสำคัญในการพักผ่อนจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และพร้อมให้ความสำคัญกับการพักผ่อนอย่างแท้จริงและตัวเลือกที่คุ้มค่า เพื่อให้สามารถเดินทางได้บ่อยยิ่งขึ้น

    16 เม.ย. 2569 – แม้ว่า Gen Z ชาวไทยจะเดินทางบ่อยขึ้น แต่ยังคงให้ความสำคัญกับความเรียบง่ายและความคุ้มค่าเป็นหลัก โดยสำหรับ Gen Z ชาวไทยการเดินทางถือเป็นประสบการณ์ที่นิยมอยากแบ่งปันร่วมกับคนรัก นอกจากนี้ ทริปต่าง ๆ ยังต้องสอดคล้องกับตารางชีวิตและงบประมาณได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศ หรือการออกสำรวจสถานที่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เป้าหมายของนักเดินทาง Gen Z ชาวไทยในปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือการมองหาสมดุลที่ลงตัวระหว่างการหลีกหนีจากความเหนื่อยล้าในชีวิตประจำวันและความคุ้มค่าในราคาที่เข้าถึงได้

    ขณะเดียวกัน Gen Z ชาวไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเดินทาง โดยหันมาเน้นการเดินทางที่บ่อยขึ้น ซึ่งกำลังกลายเป็นรูปแบบหลักในปัจจุบัน ข้อมูลจากอโกด้าระบุว่า 62% ของ Gen Z ชาวไทยมีแผนที่จะเดินทางอย่างน้อย 1-3 ทริปในปีพ.ศ. 2569 สะท้อนถึงแนวโน้มการเดินทางที่วางแผนได้ง่ายและเกิดขึ้นได้บ่อย แทนที่จะเลือกวันหยุดยาวตามเทศกาล นักเดินทางกลุ่มนี้กว่า 65% หันมาเลือกทริประยะสั้นเพียง 1–3 วันต่อทริป เทรนด์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการเดินทางได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างลงตัว เปิดโอกาสให้นักเดินทางสามารถจัดสรรทริปสั้น ๆ ให้สอดคล้องกับงาน การเรียน และตารางชีวิตส่วนตัวได้อย่างยืดหยุ่น

    นอกจากนี้ มุมมองทางสังคมของการเดินทางระยะสั้นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด โดย 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพวกเขานิยมเดินทางร่วมกับคู่สมรสหรือคนรัก สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในรูปแบบสั้นแต่บ่อยครั้งกับบุคคลใกล้ชิด

    สำหรับ Gen Z ชาวไทย การเดินทางในปี 2569 คือการรีชาร์จพลัง มากกว่าการเน้นเที่ยวชมสถานที่หรือทำกิจกรรมตามแผนที่วางไว้ โดย 77% ระบุว่าเหตุผลหลักของการเดินทางคือการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องการหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน และใช้เวลาไปกับการพักผ่อน

    ส่วนการวางแผนการเดินทาง งบประมาณยังคงเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับ Gen Z ชาวไทย โดย 72% ระบุว่า งบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทาง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย 34% เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก หากสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ โดยแนวคิดเรื่องความคุ้มค่านี้ยังส่งผลต่อการเลือกที่พักเช่นกัน โดย 57% ของนักเดินทางกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับราคาเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกที่พัก ไม่ว่าจะเป็นโรงแรมหรือที่พักให้เช่า

    นางสาวอรรคพร รอดคง ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและอินโดจีนของอโกด้า ระบุว่า กลุ่ม Gen Z ชาวไทยกำลังเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเดินทางไปสู่การท่องเที่ยวที่มีเป้าหมายชัดเจนและเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ การเดินทางถือเป็นเรื่องสำคัญในการรีชาร์จและหลีกหนีจากความเครียดในชีวิตประจำวัน ภายใต้งบประมาณที่คุ้มค่า อโกด้ามุ่งมั่นในการช่วยเหลือความต้องการในด้านการเดินทางผ่านตัวเลือกที่หลากหลายทั้งที่พัก เที่ยวบิน และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครอบคลุมทุกระดับงบประมาณ พร้อมรองรับทั้งจุดหมายปลายทางยอดนิยมและสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/980768/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1of6uu7WLQ53A8locEsmYM

  • นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาไหว้พระอจนะสุโขทัย ก่อนสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ ปชช. | TOPNEWS

    นายกฯ อนุทิน ควงภริยาเยือนเมืองเก่าสุโขทัย! เข้ากราบ “พระอจนะ” วัดศรีชุม เสริมมงคล ก่อนลงพื้นที่วัดปากแควดูจุดรับน้ำท่วมซ้ำซาก ปิดท้ายด้วยการสวมบทเด็กปั๊มเติมน้ำมันให้ชาวบ้าน ย้ำชัดน้ำมันต้องพอ-ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาช่วงเดินทางกลับ

    เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 17.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยานายกรัฐมนตรี , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดสุโขทัย เยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ และติดตามสถานการณ์พลังงาน โดยมี นายสมเจตน์ ลิมปะพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย เขต 4 และภริยา , นายนพฤทธิ์ ศิริโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายสมลักษ์ ยกน้อยวงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , เรือโท ภัทรชัย ขันธหิรัญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย , นายรัฐพล ธุระพันธ์ ปลัดจังหวัดสุโขทัย , นายอำเภอเมืองสุโขทัย , ประชาสัมพันธ์จังหวัดสุโขทัย , ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชน ร่วมให้การต้อนรับ


    ในการนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมภริยา และคณะได้เยี่ยมชมวัดศรีชุม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุโขทัย เป็นโบราณสถานสำคัญในเขตอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย โดดเด่นด้วย “มณฑป” ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “พระอจนะ” ซึ่งมีลักษณะงดงามและเป็นเอกลักษณ์ สะท้อนถึงความเจริญรุ่งเรืองด้านศิลปกรรมและพุทธศาสนาในสมัยกรุงสุโขทัย จากนั้นได้เดินทางไปยังวัดปากแคว เป็นวัดสำคัญของชุมชนในเขตอำเภอเมืองสุโขทัย มีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและจิตใจของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย

    จากนั้น เวลา 18.10 น. ได้ตรวจเยี่ยมสถานีบริการน้ำมันปั๊มปตท.บางแก้ว เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านพลังงานเชื้อเพลิง การจำหน่ายน้ำมัน และการบริหารจัดการสต็อกน้ำมัน โดยได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้มีปริมาณน้ำมันเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวทักทายประชาชนที่เข้ามาเติมน้ำมันที่ปั๊มดังกล่าว และเติมน้ำมันให้ด้วยตนเอง สร้างความประทับใจแก่ประชาชนผู้ใช้บริการเป็นอย่างมาก โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี และคณะได้เยี่ยมชมร้านค้าบริเวณปั๊มปตท.บางแก้ว พร้อมสนับสนุนสินค้าเพื่อเป็นกำลังใจแก่ผู้ประกอบการด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549002&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3he-jfaCZlWbEYO4iqxAyE

  • รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    รมว.ศธ.เตรียมร่วม ครม.ลงพื้นที่ 3 จชต.ยกระดับมาตรฐานการศึกษา-เคลียร์ปมความรุนแรง

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หลังกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ-ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า ไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหา โรงเรียนปอเนาะเป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม จะร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://sondhitalk.com/detail/9690000036270&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZFvWL76jcZLYs0xw0E9A7

  • “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้

    “ประเสริฐ” เล็งยกระดับการศึกษา 3 จังหวัดชายแดนใต้


    “ประเสริฐ” ยัน สช.กำกับดูแล รร.ปอเนาะอยู่แล้ว เผย วันนี้ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่ 

    ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้  อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่ อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร  และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง 

    เมื่อถามว่า โรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่  นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42019&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d5Qrm7JSr2OWzytJuz6x2

  • ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ ร่วมคณะลงใต้ หวังทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    ‘ประเสริฐ’ เผยร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ รร.ปอเนาะ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่

    17 เม.ย. 2569- ที่สนามบินดอนเมือง กองบิน 6 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณี สมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้าย แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพราะความรุนแรง ว่า จริงๆ ยังไม่อยากคิดว่าเป็นปัญหาโรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นประเด็นในขณะนี้ อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ ตนเพิ่งเข้าตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูถึงว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง

    เมื่อถามว่าส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/981182/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1JIHltQXqvyDgwiPx_D9fj

  • ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่ | TOPNEWS

    ร้อนระอุ “3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้” ยื่นหนังสือจี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” พ้นพื้นที่

    #topnewstv #แม่ทัพภาคที่4 #ชายแดนใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1549504&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dDNGZRpqiih3NSP6NIshm

  • รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย


    17/04/2569 | 136 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

    วันนี้ (16 เมษายน 2569) เวลา 13.30 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งคือ การขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 อีกหนึ่งเรื่องคือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไป ได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น” รมว.ศธ.กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้าพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163115


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/495131&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1S4vUWAWe_doQNBGWvgzIk

  • เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’ ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    เรื่องมันมีอยู่ว่า  ทุก ๆ  ความกดดันถาโถมเข้าพรรคส้มแบบไม่หยุด  คดีแก้ไขมาตรา 112  ก็ใกล้เส้นตาย ยังเคลียร์ไม่ได้ หาผู้สมัครลงชิงผู้ว่าฯกทม.ก็ต้องทำ แม้รู้ว่าสู้คนเดิมไม่ได้ แต่แชมป์ สส.กรุงเทพค้ำคอ ถอยไม่ได้<>รัฐบาลอนุทิน 1 เริ่มนโยบายขยายเวลาขายเหล้าเพิ่มจากเดิม  และให้เวลา 180 วันศึกษาผลกระทบ  ได้ข้อสรุปเตรียมเสนอแล้ว <>พบคำตอบในเรื่องมันมีอยู่ว่า

    พรรคส้ม‘ระส่ำ’เผชิญศึกรอบด้าน

    สู้คดี-หาผู้นำฝ่ายค้าน-ชิงผู้ว่า

    แม้จะเตรียมรับมือกับคดี ‘44 สส.พรรรก้าวไกล’มานานสองนาน แต่พอสถานการณ์เดินมาถึงจุดที่ต้องเผชิญหน้า พรรคประชาชน กลับเกิดความ ‘ระส่ำ’มากกว่าที่มีการประเมินกันไว้ เหตุเพราะต้อง ‘สู้ศึก’หลายด้านที่ ประเดประดังเข้ามา

    ศึกสำคัญก็แน่นอนว่าอยู่ที่การสู้คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ซึ่งระหว่างรอความชัดเจนในประเด็น ‘การหยุดปฏิบัติหน้าที่’ของ 10 สส.พรรคประชาชนแล้วนั้น เรื่องที่ต้องแก้ก่อนคือ การหาตัว ‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ซึ่งก็คือการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคประชาชน ที่มีการเตรียมการมาแล้วซักพักว่า ใครมาทำหน้าที่อะไรตรงไหน

    ประการต่อมาคือ การสู้คดีซี่งแน่นอนว่า ‘จำเลย’ คนสำคัญอย่าง ‘พ่อทิม’ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะจำเลยที่ 1จะมี ‘ส่วนสำคัญ’ อย่างมาก หากจะ ‘สู้’ ว่า ผู้ริเริ่มเท่านั้นที่ผิด หาใช่สส.ซึ่งมีหน้าที่เสนอกฎหมาย แต่ ‘ปัญหา’ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘พิธา’ กับพรรค เรื่อยไปจนถึง ‘แกนนำพรรค’ นั้นมี ‘ระยะห่าง’ ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา

    อย่าลืมว่า ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’แค่เริ่มต้น แต่ผลของการ ‘ฝ่าฝืนจริยธรรม’ นั้นคือการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ‘ตลอดชีวิต’ ซึ่ง ‘หนักหนา’ กว่าถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 10 ปีจากกรณี ‘ยุบพรรคก้าวไกล’ เป็นไหน ๆ ตรงนั้นต่างหากที่เป็น ‘ของจริง’

    นอกจากสู้คดี การ ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’  หรือการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค เพื่อหาผู้นำฝ่ายค้านแล้ว ยังจะต้อง ‘ชิงชัย’ เก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. และสก.50 เขตเลือกตั้งซึ่งทั้งหมดจะครบวาระในวันที่ 21 พฤษภาคมที่จะถึงนี้

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต  สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    พรรคประชาชน เตรียมส่งเดชรัต สุขกำเนิด ลงชิงผู้ว่าฯกทม.แข่งกับชัชชาติ สุทธิพันธุ์ ด้วยตำแหน่งแชมป์เลือกตั้งกรุงเทพ ศึกนี้ศักดิ์ศรีค้ำคออยู่

    การเคาะจาก ‘วงใน’ รอบสุดท้าย หลัง ‘ควานหา’ ผู้ที่มีความเหมาะสมอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ต้องให้ ‘คนใน’  เพราะการส่ง  ‘เดชรัต สุขกำเนิด’ อดีตที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านและการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่เป็น ‘แคนดิเดต’รองนายกรัฐมนตรีนั้น ‘ไม่เปรี้ยงปร้าง’ ก็จริง แต่การ ‘ส่ง’ ย่อมดีกว่าการ ‘ไม่ส่ง’

    เหตุที่ต้องส่งแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า ‘สู้ยาก’ เพราะต้องรักษาฐาน ‘แฟนคลับ’ สีส้มเอาไว้ มีอย่างที่ไหนเป็นถึง ‘แชมป์กทม.’  แต่ไม่สู้ศึก ผู้ว่าฯกทม.ซึ่งจะ ‘หนักหนา’ กว่า ‘การแพ้’ หลายเท่าตัวนัก

    ถึงตอนนี้ แม้รัฐบาลอนุทิน จะเผชิญ ‘วิกฤตพลังงาน’ ลามไปจนถึง ‘วิกฤตศรัทธา’  แต่ ฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคประชาชน ก็อยู่ในจุดที่ ‘ระส่ำระสาย’ ไม่ต่างกัน

    <<<<<<>>>>>> 

    จับตาขายน้ำเมา‘บ่าย2-5โมง’

    ก่อนครบ180วันชี้ปัญหาอื้อซ่า

    น่าจะถือเป็น 1ในนโยบาย ‘ภาคสังคม’ ที่รัฐบาล ‘อนุทิน1’ทำไว้ และ ‘ตัวตั้งตัวตี’ ที่รัฐบาลมอบหมายนั้นชื่อ โสภณ ซารัมย์ รองนายกฯในขณะนั้นซึ่งปัจจุบันเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร

    มีข่าวว่าสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)เตรียม ‘ชง’ ผลการประเมินผลกระทบระยะแรก 90 วัน ของนโยบาย ‘ขยายเวลา’ ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต่อคณะกรรมการควบคุมฯ ในวันที่ 17 เมษายนซึ่งผลการศึกษา‘เบื้องต้น’ในช่วง 90 วันแรกยังไม่พบ ‘ทิศทาง’ ที่ชัดเจนทั้งในด้านผลกระทบต่ออุบัติเหตุทางถนน และผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งข้อมูลนี้จะใช้เพื่อตัดสินใจกำหนดทิศทางของนโยบาย ก่อนสิ้นสุดระยะเวลาทดลอง 180 วัน

    ก่อนหน้านี้ ‘รัฐบาลอนุทิน1’ ได้ขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วงเวลา 14.00 น.–17.00 น.ซึ่งจะครบกำหนดทดลอง 180 วัน ในวันที่ 1 มิถุนายน 2569

    ผลการศึกษาดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการ ‘การสังเคราะห์หลักฐานเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายจากการประเมินผลกระทบของการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 180 วัน’  ซึ่ง สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยให้มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้จัดเวทีสัมมนาไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน เพื่อรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ, ผู้บังคับใช้กฎหมาย ภาค,ธุรกิจ และภาคประชาสังคมครอบคลุม 5 ประเด็นหลักคือ  1.สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนน ,2.การประเมินผลกระทบเชิงนโยบาย, 3.ความคิดเห็นผู้บริโภคในพื้นที่ท่องเที่ยว, 4.ผลกระทบทางเศรษฐกิจ  และ5.ผลกระทบด้านกฎหมาย

    ข้อมูลเบื้องต้นสะท้อนว่า ผลลัพธ์ในช่วง 90 วันแรก‘ยังไม่ปรากฏทิศทางที่ชัดเจน’  ทั้งในมิติความปลอดภัยทางถนนและมูลค่าทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ยังมีการศึกษาแนวทางออกกฎหมายลำดับรองภายใต้พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อรองรับการขยายเวลา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้ระดับจังหวัด ‘สามารถ’ กำหนดมาตรการที่เหมาะสมกับพื้นที่

    ต้องถือว่า การ‘ขยายเวลา’ให้ ‘ขายน้ำเมา’ ได้นั้น ทุกฝ่ายควรต้องคุยกันท่ามกลาง ‘น้ำมัน’ ที่ปั่นป่วน จนรัฐบาลจะต้องงัดมาตรการ‘ประหยัดพลังงาน’ออกมาใช้ ดูไปนโยบาย ‘สวนทาง’กันยังไงๆชอบกลอยู่นะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/so-hear-the-story-people-party-bma-article-112-alcohol-effect-bhumjaithai-party&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0al1oDXpAiAqFaJThSXVwS

  • น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

    น้องเบญ จากผู้รับสู่ผู้ให้ เตรียมส่งต่อ 1.8 ล้าน หลังมีคนโอนเกิน 3 ล้าน แม้ปิดรับบริจาค

     
             น้องเบญ เด็กเก็บขยะขาย คนยังบริจาคให้ไม่หยุดแม้ปิดรับ ล่าสุดยอดทะลุ 3.1 ล้าน ขอเก็บไว้บางส่วน ก่อนส่งต่อ 1.8 ล้าน บริจาคช่วยผู้อื่นที่ลำบาก  

    ยอดบริจาคน้องเบญ
    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               จากเรื่องราวดราม่าเกี่ยวกับ น้องเบญ เด็กหญิงวัย 15 ปี ที่ต้องออกไปเก็บขยะขายช่วยครอบครัว และยังต้องดูแลพ่อผู้พิการ จนมีคนใจบุญมากมายหยิบยื่นความช่วยเหลือ แต่ต่อมากลับมีเพจดังแฉเรื่องที่ทางครอบครัวเคยได้รับความช่วยเหลือมาหลายครั้งแล้วนั้น หลังเคยออกรายการทีวี และยังมีคนเข้ามาช่วยดูแลค่าใช้จ่ายในการเรียนแล้วด้วย

               ล่าสุด (15 เมษายน 2569) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย ซึ่งเป็นคนที่โพสต์ขอความช่วยเหลือให้น้องเบญ ได้ออกมาชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 

               ในส่วนค่าเทอม ที่ทางโรงเรียนได้ลงรูปมอบทุนการศึกษาตั้งแต่ ม.1-ม.6 จำนวน 25,000 บาทนั้น จากที่ตนได้พูดคุยกับ ผอ.โรงเรียน ทาง ผอ. แจ้งว่าทุนนี้มีจำนวน 50,000 บาท จำนวน 2 ทุน ทุนละ 25,000 บาท ซึ่งจะหักไว้เป็นค่าเทอมของโรงเรียน ไม่ได้ให้เทอมละ 25,000 บาท ซึ่งส่วนตัวเขาก็ไม่รู้ว่าเหตุใด ทางโรงเรียนถึงเขียน ม.1 – ม.6

               ส่วนเรื่องของที่ได้จากรายการดัง ทั้งรถเข็นพ่วงข้าง ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบขนมปัง ซึ่งมีกระแสข่าวไปว่าคุณแม่กับน้องนำของไปขายแล้ว ยืนยันว่าตอนที่ตนลงพื้นที่ช่วยเหลือ สิ่งของที่แจ้งมายังอยู่ครบ หน่วยงานที่ลงพื้นที่ก็ยังเห็นว่ามีของอยู่

               เรื่องเงินบริจาค 1.1 ล้านบาท มีทางหน่วยงานราชการที่กำกับดูแล แจ้งว่าจะให้น้องเปิดบัญชีออมสิน 1 ล้านบาท และจะสลักหลังว่า จะเบิกถอนได้ต่อเมื่อน้องอายุ 19 ปีเท่านั้น (เพราะช่วงเวลานั้นน้องต้องใช้เงินเรียนต่อมหาลัย) ส่วนอีก 1 แสนบาทที่เหลือ ทางหน่วยงานที่ดูแลกำกับเรื่องนี้จะเข้ามาช่วยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือเรื่องค่าใช้ค่า 3 ชีวิตต่อไป  

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               ต่อมา เมศ เจ้าชายน้อย- อัปเดตเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องเงินบริจาค โดยเผยว่าหลังจากที่มีการปิดรับบริจาคไป ตอนมีเงินเข้ามาในบัญชีน้องเบญ ประมาณ 1.1 ล้านกว่าบาท ก็ยังคงมีพลเมืองดีโอนเงินเข้ามาให้น้องอย่างต่อเนื่อง จนยอดเงิน ณ วันที่ 15 เมษายน มีผู้บริจาคให้ร่วม 3.1 ล้านบาท

    ยอดบริจาคน้องเบญ

    ภาพจาก เฟซบุ๊ก เมศ เจ้าชายน้อย- 

               อย่างไรก็ตาม น้องเบญและครอบครัว มีความประสงค์ที่จะเก็บเงินเอาไว้เป็นทุนการศึกษาและดูแลคุณพ่อ คุณแม่ต่อไปในอนาคต เพียง 1.3 ล้านบาท ส่วนเงินที่เหลือนั้น ทางครอบครัวมีความประสงค์จะบริจาคต่อให้แก่ผู้อื่น โดยแบ่งเป็น

               1. มูลนิธิร่วมกตัญญู โดยพี่ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสามูลนิธิร่วมกตัญญูจะเดินทางมาเป็นตัวแทนมารับด้วยตัวเอง

               2. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่ จะเดินทางไปมูลนิธิปอเต๊กตึ๋ง ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน โดยทางมูลนิธิจะนำรถของมูลมิธิมารับ-ส่ง

               3. บริจาคเงินแก่ นายปรเมศร์ มีสมภพ เพื่อไปซื้อสิ่งของแพมเพิส ข้าวสาร รถเข็นคนพิการ และ นำเงินไปช่วยเหลือคนป่วย ผู้ยากไร้ ตามที่ต่าง ๆ 

               4. มอบให้กับทางโรงเรียนแห่งหนึ่ง เพื่อเอาไว้เป็นทุนการศึกษาให้กับเด็ก ๆ ในโรงเรียนต่อไป

               โดยจะส่งมอบเงินจำนวน 1,810,932 บาททั้งหมด ในวันศุกร์ ที่ 17 เมษายน และมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ไปในวันดังกล่าวด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นความประสงค์จาก น้องเบญ คุณพ่อ คุณแม่  ที่อยากจะส่งต่อความช่วยเหลือผู้คนและเด็ก ๆ ที่ลำบากต่อไป และทางครอบครัวก็อยากขอขอบคุณที่ทุกคนให้ความเป็นห่วง เอ็นดูน้อง ให้ความช่วยเหลือน้องมาโดยตลอด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/252938&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10m5A8ovjuR_PPHW_SoTmF

  • เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    เที่ยวใกล้กัน ณ วันสบาย ๆ ep.1 จอมบึง ราชบุรี

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/NR6g4Y33kQrl&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yfaYdRNriMNTTUUS3XDfC