Blog

  • ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก 'ทรัมป์' ดันหยุดยิง - ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก ‘ทรัมป์’ ดันหยุดยิง – ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. เคาะคนละครึ่งพลัส – รถเก่าแลกรถใหม่ ช่วยพยุงเศรษฐกิจ เตือนบาทอ่อนยวบพิษขาดดุล

    บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่มีทั้งปัจจัยบวกและลบผสมผสาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ BRENT ผันผวนและดีดตัวขึ้นราว 3% ปัจจัยบวกที่สำคัญมาจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศความสำเร็จในการเป็นตัวกลางเจรจา โดยเลบานอนและอิสราเอลตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน พร้อมเชิญผู้นำทั้งสองประเทศมาหารือสันติภาพที่ทำเนียบขาว อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยตึงเครียดจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ขู่จะคว่ำบาตรขั้นสูงสุดต่อ “ทุกประเทศและทุกบริษัท” ที่ยังทำธุรกิจซื้อขายน้ำมันกับอิหร่าน หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ภายในเส้นตายวันที่ 22 เม.ย. 2026 โดยสหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายเตือนไปยังสถาบันการเงินในฮ่องกง จีน UAE และโอมานแล้ว ซึ่งหากบังคับใช้จริงอาจทำให้น้ำมันจากอิหร่านหายไปจากตลาดและดันราคาให้พุ่งขึ้นในระยะสั้น

    ตลาดเชื่อมั่น 83% ปิดดีลสันติภาพ – ฮอร์มุซเริ่มคึกคัก กระนั้น ภาพรวมระยะกลางถึงยาวตลาดยังคงมองว่าสงครามน่าจะจบก่อนครึ่งแรกของปี 2026 อ้างอิงจากผลสำรวจ POLYMARKET ผ่าน Bloomberg ที่นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 83% ที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงทางการทูตในการเจรจารอบ 2 ที่ปากีสถานในสัปดาห์นี้ สอดคล้องกับสัญญาณความผ่อนคลายในช่องแคบฮอร์มุซ ที่พบว่ามีปริมาณการจราจรของเรือขนส่งสินค้าและเรือน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นราว 20 ลำต่อวัน สะท้อนว่าการปิดล้อมทางทะเลอาจสิ้นสุดลงในเร็วๆ นี้
     

    ตลาดหุ้นลุ้นสงบศึก 'ทรัมป์' ดันหยุดยิง - ฮอร์มุซฟื้น จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ

    จับตา ครม. อัดฉีดเศรษฐกิจ – เตือนบาทอ่อนยวบพิษขาดดุล 

    สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจไทย สัปดาห์หน้า (20-26 เม.ย.) ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ โดยไฮไลต์อยู่ที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 21 เม.ย. ว่าจะมีการพิจารณาอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ หรือไม่ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส 2569, มาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด (Solar Cell / EV) และโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจไม่ให้เติบโตต่ำจนเกินไป

    ขณะเดียวกัน ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ว่าตัวเลขนำเข้า-ส่งออกของไทยในเดือน มี.ค. 2026 จะยังคงเผชิญภาวะ “ขาดดุลการค้า” อย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากการนำเข้าพลังงานและน้ำมันที่แพงขึ้น ขณะที่การส่งออกกระจุกตัวเพียงกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ซึ่งประเด็นดุลการค้าที่ติดลบนี้จะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงต่อ
     

    กลยุทธ์การลงทุน: ช้อนหุ้นสวนตลาดรับสงครามผ่อนคลาย ในด้านตลาดหุ้น แม้ดัชนีสหรัฐฯ อย่าง S&P500 และ NASDAQ จะทำจุดสูงสุดใหม่ (ATH) จากเซนติเมนต์สงครามที่ผ่อนคลาย แต่สัญญาณทางเทคนิค (RSI) เริ่มเข้าเขตซื้อมากเกินไป (Overbought) อาจกดดันให้ตลาดหุ้นโลกทรงตัวหรือย่อลงได้ ส่วนตลาดหุ้นไทย วานนี้นักลงทุนต่างชาติสลับมาขายสุทธิหนักถึง 3.2 พันล้านบาท กดดันดัชนี SET ลงแรงที่สุดในเอเชีย

    บล.เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์เก็งกำไรใน “หุ้นที่มักปรับตัวขึ้นเด่นสวนตลาดเวลาสงครามผ่อนคลาย” (อ้างอิงสถิติปี 2022) ได้แก่ PR9, DELTA, TFG, BGRIM, BDMS, EGCO, BBL, SCC, CBG, BH, BCH และ AOT โดยมีหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวันคือ COM7, ICHI และ PR9(ประเด็นการลงทุนต่างประเทศเพิ่มเติม: แนะนำเก็งกำไร DR: ANTA23 หลังยอดขายเสื้อผ้ากีฬาในจีนเดือน มี.ค. เติบโตสวนกระแสสินค้ากลุ่มอื่นถึง +9% YoY โดยแบรนด์ในเครือ ANTA ทำผลงานโดดเด่นเอาชนะคู่แข่งต่างชาติอย่าง Nike และ Asics ที่มียอดขายหดตัว นอกจากนี้จับตาหุ้น NETFLIX (NFLX US) ที่แม้จะรายงานรายได้และกำไรไตรมาส 1 สูงกว่าคาด แต่ราคาหุ้นร่วงลง -9% ในช่วง After-hours หลังให้คาดการณ์รายได้ไตรมาส 2 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30zMFssdM4006e54vsxZ_8

  • พิษเศรษฐกิจ! ผู้ว่าฯ ปากน้ำเรียกถกด่วน ปมโรงงานพลาสติกเลิกจ้างกว่า 400 ชีวิต สส.พนิดา นำแรงงานร้องค่าชดเชยไม่เป็นธรรม | TOPNEWS

    พิษเศรษฐกิจ! ผู้ว่าฯ ปากน้ำเรียกถกด่วน ปมโรงงานพลาสติกเลิกจ้างกว่า 400 ชีวิต สส.พนิดา นำแรงงานร้องค่าชดเชยไม่เป็นธรรม | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ เขต 1 พรรคประชาชน และนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้นำกลุ่มแรงงานชาวไทยที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเลิกจ้างของบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์พลาสติกระบบโรโตโมลดิ้ง เข้าพบ นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของแรงงานจำนวนมาก

    การประชุมมีผู้แทนจากสำนักงานแรงงานจังหวัด สำนักงานประกันสังคม สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการ อัยการจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยที่ประชุมเปิดรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง พร้อมข้อเรียกร้องเรื่องค่าชดเชย สิทธิประโยชน์ และการจัดหางานใหม่

    กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสมุทรปราการได้รับเรื่องร้องเรียนว่า บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติกมีการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก อ้างเหตุยุติกิจการ ส่งผลให้แรงงานได้รับความเดือดร้อน ขณะที่การเจรจาที่ผ่านมายังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยมีข้อกล่าวหาว่าบริษัทประวิงเวลาและไม่ชัดเจนในการจ่ายค่าชดเชย

    สำหรับบริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการมากว่า 50 ปี ก่อนประกาศยุติการดำเนินงานในเดือนเมษายน 2569 โดยอ้างผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านนายอุทัย เปี่ยมสกุล ทนายความบริษัท ในฐานะตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ชี้แจงว่า การเลิกกิจการเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ พร้อมยืนยันว่าลูกจ้างส่วนใหญ่สมัครใจลาออก และบริษัทได้ทยอยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแล้วบางส่วน ปฏิเสธข้อกล่าวหาการบังคับให้ลาออก

    อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการประชุมมีความตึงเครียด เมื่อมีตัวแทนแรงงานลุกขึ้นสะท้อนปัญหา โดยพนักงานหญิงรายหนึ่งซึ่งทำงานมา 12 ปี ระบุว่า ถูกกล่าวอ้างว่า “ป่วย” เพื่อเป็นเหตุเลิกจ้าง ทั้งที่ปฏิบัติงานแทนเพื่อนร่วมงานได้หลายตำแหน่งในช่วงที่ผ่านมา และใช้สิทธิประกันสังคมตามปกติ โดยถูกเสนอค่าชดเชยเพียง 30,000 บาท ซึ่งเห็นว่าไม่เป็นธรรม พร้อมอ้างว่ามีการข่มขู่ว่าจะหาความผิดเพื่อบังคับให้ออกจากงาน และหากไม่ยินยอมให้ไปดำเนินการฟ้องร้องเอาเอง

    ขณะที่พนักงานชายอีกราย ซึ่งทำงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งโรงงาน เปิดเผยว่า ถูกเรียกไปเลิกจ้างและให้ลงนามในเอกสารโดยได้รับเงิน 50,000 บาท ทั้งที่ทำงานมายาวนานกว่า 36 ปี พร้อมตั้งคำถามถึงสิทธิที่พึงได้รับตามกฎหมาย ว่าควรได้รับมากกว่านี้หรือไม่ แม้จะพ้นสภาพผู้ประกันตนไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม

    รายงานระบุว่า โรงงานดังกล่าวมีพนักงานรวมกว่า 400 คน เป็นแรงงานชาวไทย 115 คน ที่เหลือเป็นแรงงานต่างชาติ โดยแรงงานชาวไทยถูกเลิกจ้างแล้ว 45 คน และยังมีอีก 17 ราย ที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องค่าชดเชยกับบริษัทได้

    ภายหลังการประชุม นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมจัดมาตรการรองรับแรงงานทั้งด้านการจ้างงานใหม่ การฝึกอาชีพ และการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

    ภาพ/ข่าว เรืองริชม์ ปันเจริญธนกฤต ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.สมุทรปราการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1549867&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0N-Mnh2hi9JSVIxSRaDgni

  • วิเคราะห์คำแถลงนโยบายรัฐบาล: ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน เอาเรื่องโลกร้อนไว้ทีหลังก็ดีแล้ว?

    วิเคราะห์คำแถลงนโยบายรัฐบาล: ท่ามกลางวิกฤติเชิงซ้อน เอาเรื่องโลกร้อนไว้ทีหลังก็ดีแล้ว?

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-182&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nwf20AZyCU-AfV9oSMIBL

  • ขนส่งประสานเสียงขึ้นราคา บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก ร้อง กขค. เร่งตรวจสอบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ขนส่งประสานเสียงขึ้นราคา บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก ร้อง กขค. เร่งตรวจสอบ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    บริษัทขนส่งเอกชน 3 รายประกาศขึ้นราคาค่าขนส่งพร้อมกัน 3 บาท/ชิ้น ตั้งแต่ 1 เม.ย. ตามด้วยไปรษณีย์ไทย 16 เริ่มเก็บเพิ่มบริการ EMS 16 เม.ย. กระทบการแข่งขันในตลาด บีบผู้บริโภคไร้ทางเลือก เรียกร้อง กขค. เร่งตรวจสอบ 

    16 เมษายน 2569 วันแรกที่ผู้ใช้บริการไปรษณีย์ไทยจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นอีก 3 บาท/ชิ้น ในรูปของค่าเซอร์ชาร์จน้ำมัน (Fuel Surcharge) สำหรับคนที่ใช้บริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษในประเทศ (EMS) และบริการจัดส่งพัสดุในประเทศที่เน้นความคุ้มค่า สำหรับร้านค้าออนไลน์ (eCo Post) ซึ่งการปรับขึ้นของไปรษณีย์ไทย ตามหลังบริษัทขนส่งเอกชนรายใหญ่ 3 ราย ได้แก่ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T), เคอีเอ็กซ์ (KEX) และ แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash Express) ที่พร้อมใจกันประกาศขึ้นราคา 3 บาท/ชิ้น ในวันเดียวกันคือ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

    ทั้งนี้ การที่ขนส่งเอกชนรายใหญ่ 3 รายขึ้นราคาพร้อมกันในวันเดียว ในอัตราเดียวกัน กลายเป็นจุดที่สภาผู้บริโภคและผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขันทางการค้ามองว่ามีข้อน่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานข่าวระบุว่าการตัดสินใจดังกล่าวผ่านการพิจารณาร่วมกันในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนนี้อาจเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่ห้ามผู้ประกอบการในตลาดเดียวกันตกลงร่วมกันกำหนดราคา เพื่อลดหรือจำกัดการแข่งขัน

    ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า การปรับขึ้นราคาสามารถเกิดขึ้นได้ตามกลไกตลาดและต้องเป็นโดยอิสระ ในที่นี่คือผู้ประกอบการขนส่งอ้างว่าเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อรายงานข่าวระบุชัดว่าผู้ประกอบการขนส่งมีการหารือกันในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับผู้ประกอบการรายอื่น ดังนั้นหน่วยงานที่กำกับดูแล คือ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ควรเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยด่วน รวมถึงการปรับขึ้นราคา 3 บาทขัดกฎหมายแข่งขันทางการค้าหรือไม่

    ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 54 มีข้อกำหนดห้ามผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดเดียวกันตกลงร่วมกันกำหนดราคาซื้อและขาย เพื่อลดหรือจำกัดการแข่งขัน ดังนั้น การปรับขึ้นราคาในลักษณะข้างต้นเป็นอำนาจของ กขค. ที่ต้องเข้าไปตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

    “ตามหลักเศรษฐศาสตร์และกฎหมายการแข่งขันทางการค้า การที่คู่แข่งขึ้นราคาตามกัน (Parallel Pricing) เพราะต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นอาจไม่ผิดกฎหมาย หากต่างคนต่างทำโดยอิสระและเป็นการแข่งขันกัน แต่การที่ระบุว่ามีการหารือกัน อาจเป็นหลักฐานที่แสดงได้ว่าพฤติกรรมไม่เป็นอิสระ” ผศ.ดร.พรเทพ กล่าว 

    บทเรียนต่างประเทศ หน่วยงานกำกับดูแลต้องศึกษาตลาด

    ผศ.ดร.พรเทพ กล่าวต่อว่า ต่างประเทศเคยมีบทลงโทษปรับเป็นจำนวนเงินสูงมาก กรณีที่ผู้ประกอบการมีการหารือกันก่อนขึ้นราคาในตลาดที่มีการแข่งขัน เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจตลาดเพื่อกำหนดราคา หรือที่เรียกว่าคาเทล (Cartel) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค รวมถึงหน่วยงานกำกับดูในต่างประเทศจะติดตามกิจการหรือสินค้าและบริการที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างใกล้ชิด รวมถึงการศึกษาตลาด (Market Research) ประเมินผลกระทบต่าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมสำคัญ

    ผู้บริโภคกระทบ ทางเลือกซื้อสินค้าลดลง 

    การปรับขึ้นราคา 3 บาทต่อชิ้นของผู้ประกอบการขนส่งส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มที่ใช้บริการ เนื่องจากทั้งสามรายครองส่วนแบ่งในสัดส่วนประมาณ 50% ในตลาดขนส่ง เมื่อทั้งหมดขึ้นราคาพร้อมกัน ทางเลือกของผู้บริโภคจึงแทบไม่เหลือ โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนไปยัง กขค. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลโดยตรง

    ในระยะยาว หากผู้ประกอบการตกลงขึ้นราคาพร้อมกันได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ ตลาดจะค่อย ๆ สูญเสียการแข่งขัน บทเรียนที่เห็นชัดคือตลาดโทรคมนาคมไทยหลังการควบรวม ซึ่งเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียง 2 ราย และส่งผลให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกน้อยลง รวมทั้งเสี่ยงต่อการที่ผู้ประกอบการกำหนดราคาใกล้เคียงกัน

    Shopee ขึ้นค่าธรรมเนียม กขค. ต้องตรวจสอบด้วย

    ประเด็นที่ต้องจับตาต่อไปคือ บริษัทขนส่งบางรายยังประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซควบคู่ไปด้วย หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันจึงต้องเฝ้าระวังการขยายอำนาจตลาดข้ามอุตสาหกรรมของผู้ประกอบการเหล่านี้ เพราะหากปล่อยให้เกิดขึ้น ผู้ค้าบนแพลตฟอร์มและผู้บริโภคจะยิ่งมีทางเลือกน้อยลงไปอีก

    ผศ.ดร.พรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกประเด็นสำคัญคือกรณีแพลตฟอร์ม ช้อปปี้ (Shopee) ที่ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขายสำหรับผู้ขาย และปรับค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตแบบผ่อนชำระ มีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งการขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งนี้ กขค. ควรเข้าไปตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากก่อนหน้านี้ กขค. ได้ออกประกาศ “คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมและการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มหลายด้าน (Multi-sided Platform) ประเภทธุรกิจบริการดิจิทัลแพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าหรือบริการ (E-Commerce)”ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 โดยระบุชัดเจนว่า ไม่ควรเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับอดีต ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามว่าจะมีการเข้าไปตรวจสอบในเรื่องนี้อย่างไร และหลังจากนี้ราคาสินค้าในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจะปรับขึ้นอย่างไร ต่างเป็นประเด็นที่มีผลต่อผู้บริโภคทั้งหมด 

    อ้างอิงที่มาข้อมูล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/freight-costs-rise/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bnFSgMbH7HzHH0RPWOKhH

  • 3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้ จี้ ‘นายกฯ’ ย้าย ‘แม่ทัพภาค 4’ ออกนอกพื้นที่ | เดลินิวส์

    3 สมาคมการศึกษาชายแดนใต้ จี้ ‘นายกฯ’ ย้าย ‘แม่ทัพภาค 4’ ออกนอกพื้นที่ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.มังโสด หมะเต๊ะ ตัวแทนสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ในฐานะผู้แทนสถาบันปอเนาะและโรงเรียนตาดีกา เข้ายื่นหนังสือให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ได้เดินทางลงมาในพื้นที่จังหวัดยะลา หลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ห้องประชุมปัญจเพชร ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    โดยตัวแทนของสถาบันการการศึกษา ได้แสดงความกังวลถึงท่าทีของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 หลังได้มีการแถลงข่าวและพูดพาดพิงสถาบันการศึกษาอย่างปอเนาะ ตาดีกา บ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย นายกรัฐมนตรี รับปากว่าจะดูแลให้

    ส่วนข้อเรียกร้องที่ขอให้มีการโยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ภายในวันที่ 30 เมษายน 2569 ทางตัวแทนสถาบันการศึกษาระบุว่าให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี

    หลังจากนั้น น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว เดอะรีพอตเตอร์ ได้ยื่นหนังสือขอให้ นายกรัฐมนตรี เข้ามาตรวจสอบ หลังถูก IO โจมตีอย่างหนักจากการตั้งคำถามระหว่างการแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 โดยนายกรัฐมนตรีรับปากว่าจะดูแลให้และยืนยันว่า จะช่วยดูแลความปลอดภัยให้และช่วยดูแลให้ โดยเฉพาะเรื่องของ IO แต่ยืนยันว่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5788904/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cHR-iskIwo681HKphU6yB

  • จุฬาฯ ตั้งเป้า “องค์กรการเรียนรู้ที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงาน”

    จุฬาฯ ตั้งเป้า “องค์กรการเรียนรู้ที่ใคร ๆ ก็อยากร่วมงาน”

    สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาฯ ตั้งเป้าให้จุฬาฯ เป็น The Most Admired Academic Employer of Thailand ดูแลบุคลากรอย่างเป็นองค์รวมตั้งแต่เริ่มงานจนหลังเกษียณ นำเทคโนโลยี AI พัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และการทำงาน เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้คนที่บุคลากรห่วงใย เสริมสร้างสุขภาวะทางกายและจิตใจให้บุคลากร

    “Once Chula, Always be Chula.”  คำกล่าวของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภัทรธนกุล ที่ปรึกษาด้านแบรนด์และโฆษกของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนแนวทางและเป้าหมายของการบริหารงานบุคคลที่สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาฯ ยึดถือมาโดยตลอดในการดูแลคณาจารย์และบุคลากรที่ร่วมขับเคลื่อนองค์กรกว่า 8,000 ชีวิต  

    คุณโภไคย ศรีรัตโนภาส ผู้ช่วยอธิการบดี  ด้านบริหารงานบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    คุณโภไคย ศรีรัตโนภาส ผู้ช่วยอธิการบดี
    ด้านบริหารงานบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    “เราตั้งใจจะทำให้จุฬาฯ เป็นสถานที่ทำงานที่ให้คุณค่าตลอดชีวิตกับบุคลากร ตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานในจุฬาฯ จนกระทั่งเกษียณและหลังเกษียณด้วย ให้ทุกคนกินดีอยู่ดี มีความสุข มีความปลอดภัยและมีความก้าวหน้าในชีวิตและการงาน” คุณโภไคย ศรีรัตโนภาส ผู้ช่วยอธิการบดี ด้านบริหารงานบุคคล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวและยกตัวอย่างโครงการต่าง ๆ ที่สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ริเริ่มขึ้นเพื่อดูแลสุขภาวะของบุคลากร อาทิ การตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในองค์กร การใช้ AI ในการบริหารงานบุคคลและส่งเสริมศักยภาพบุคลากร และการให้สวัสดิการกับคู่ชีวิต LGBTQ ฯลฯ

    นวัตกรรมด้านการบริหารงานบุคคลที่ทำมาตลอดดังกล่าวทำให้สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาฯ คว้ารางวัล HR Innovation Award ระดับองค์กร จากสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (Personnel Management Association of Thailand) แต่เท่านั้นยังไม่พอ ทีมจุฬาฯ ฝันไกลกว่านั้น

    “เราอยากให้จุฬาฯ เป็น The Most Admired Academic Employer of Thailand! คือ ถ้าใครสักคนอยากทำงานในองค์กรด้านการศึกษาและวิชาการหรือมหาวิทยาลัย จุฬาฯ จะเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่หลายคนใฝ่ฝันจะร่วมงานด้วย” คุณโภไคยกล่าว

    สิทธิประโยชน์ครบครันและครอบคลุม

    บุคคลที่เก่งและมากความสามารถนับเป็นทรัพยากรล้ำค่าขององค์กร คุณโภไคยกล่าวว่าจุฬาฯ สรรหาและดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งจากในและจากต่างประเทศให้มาทำงานกับจุฬาฯ ด้วยการสร้างแรงจูงใจและคุณค่าที่คนทำงานต้องการ

    โครงการ Hackathon for Growth : AI Together เติบโตและเรียนรู้ AI ไปด้วยกัน
    โครงการ Hackathon for Growth : AI Together เติบโตและเรียนรู้ AI ไปด้วยกัน

    “เราพยายามวางโครงสร้างสัญญาเพื่อกระตุ้นให้เกิดผลผลิตที่ดีที่สุด เรียกว่าเป็น the best version ของคน ๆ นั้น และให้คนได้เห็นเส้นทางอาชีพที่เติบโตได้ เช่น ถ้าเป็นสายวิชาการก็เติบโตตามสายวิชาการ มีตำแหน่งบริหารที่สามารถขึ้นไปได้ตั้งแต่ระดับคณะก็จะมีโอกาสเติบโตเป็นผู้ช่วย รองคณบดี และคณบดี ถ้าเป็นระดับมหาวิทยาลัยก็เติบโตเป็นผู้ช่วยอธิการบดี รองอธิการบดี อธิการบดี สำหรับสายปฏิบัติการเข้ามาตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับต้น ก็สามารถเติบโตในตำแหน่งที่สูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากกว่าเดิมได้” 

    นอกจากความก้าวหน้าในสายงานที่รักแล้ว แรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ (benefits) ก็เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งในเรื่องนี้คุณโภไคยกล่าวว่าจุฬาฯ มีให้บุคลากรอย่างครอบคลุม

    “เมื่อเทียบกับบริษัทเอกชน องค์กรด้านการศึกษาอย่างเราอาจไม่มี benefit สูงเท่า แต่สามารถบอกได้เลยว่าจุฬาฯ ดีที่สุดถ้าเทียบกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยด้วยกัน ทั้งในเรื่องการประกัน การดูแลพ่อ แม่ ลูก เรายังรองรับเรื่อง LGBTQ ถ้าเป็นคู่ชีวิตก็สามารถมีประกันชีวิตให้กับคนที่เขารักได้”

    “นอกจากนี้ หลังจากเกษียณไปแล้วยังมีการต่อสัญญารายปีกับบุคลากรที่เก่งและมากความสามารถ เช่น ศาสตราจารย์สามารถต่ออายุงานไปหลังเกษียณได้ ผู้ที่อยู่ในสายปฏิบัติการก็มีการจ้างเป็นปีต่อปีได้สำหรับคนที่มีความสามารถพิเศษ” คุณโภไคยยกตัวอย่าง


    ใส่ใจสุขภาวะบุคลากรและคนที่รัก

    การบริหารงานบุคคลไม่ได้เน้นมิติประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงาน แต่จำเป็นต้องดูแลครอบคลุมไปถึงมิติชีวิตและสุขภาวะของบุคลากรด้วย คุณโภไคยกล่าว

    “เรามีข้อมูลว่าคนในจุฬาฯ ป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจ โรคออฟฟิศซินโดรมและโรคอ้วน เป็นผลมาจากการไม่ออกกำลังกาย เราเลยจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความฟิตของร่างกาย และส่งคนที่ออกกำลังกายจริงจังให้ไปแข่งขันกีฬาระดับมหาวิทยาลัย เช่น กีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย และยังมีการนำข้อมูลจากการตรวจสุขภาพประจำปี ควบคู่กับข้อมูลการเบิกค่ารักษาพยาบาล ”  

    “จุฬาฯ ยังมีสวัสดิการแบบยืดหยุ่นด้านสุขภาพ คือ สวัสดิการด้านสุขภาพที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำหนดขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้พนักงานมหาวิทยาลัยสามารถเลือกใช้สวัสดิการได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง โดยบุคลการสามารถใช้จ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพ เช่น ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาป้องกันโรค ค่ากายภาพบำบัด ค่ารักษาทางทันตกรรม และการปรึกษาเชิงจิตวิทยา”

    นอกจากการดูแลสุขภาพบุคลากรแล้ว คุณโภไคยกล่าวว่า “จุฬาฯ ยังดูแลไปถึงคนที่เขารักด้วย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลบุคลากรในยุคสังคมสูงวัย

    โครงการ Enrichment Program เปิดศูนย์รับฝากดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันสำหรับบุคลากร
    โครงการ Enrichment Program เปิดศูนย์รับฝากดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันสำหรับบุคลากร

     “ถ้าบริษัททั่วไปจะมีสถานที่เลี้ยงเด็กให้กับพนักงาน จุฬาฯ เราก็มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ให้บุคลากรพาคุณพ่อคุณแม่มาฝากไว้ระหว่างวัน เพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ คุยเรื่องสุขภาพ คุยเรื่องที่เป็นประโยชน์ เจอคนในวัยเดียวกัน” คุณโภไคยกล่าวถึง โครงการ Enrichment Program ที่จุฬาฯ ร่วมกับ Life GD หรือศูนย์จิตวิทยาพัฒนาการและความสัมพันธ์ระหว่างวัย เปิดศูนย์รับฝากดูแลผู้สูงอายุระหว่างวันสำหรับบุคลากร

    “เราพบปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวคนไทยปัจจุบัน บุคลากรอายุ 30 – 50 ปี มีคุณพ่อคุณแม่ที่เกษียณแล้วอายุประมาณ 60 – 70 ปี คนเหล่านี้เริ่มมีภาวะทางกาย ไม่สบาย หลงลืม ขี้เหงา อยู่บ้านคนเดียว เราจึงจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้ใหญ่ เพื่อให้บุคลากรพาคุณพ่อคุณแม่มาทำกิจกรรมที่มีความสุข”

    ปัจจุบัน ศูนย์ฯ ดูแลผู้สูงอายุจำนวนหลักร้อย และเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่น่าชื่นใจ คุณโภไคยกล่าว

    “มีอาจารย์เดินมา “ขอบคุณ” และบอกว่าพ่อแม่ของเขาเปลี่ยนจากคนฉุนเฉียว ไม่หัวเราะ ไม่ยิ้ม แต่เดี๋ยวนี้ กลับบ้านไปด้วยกัน มีรอยยิ้ม ฟังดูอาจเป็นเรื่องเล็ก แต่มันมีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของลูกคนหนึ่ง”

    ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ “มนุษย์นำ AI หนุน”

    ในฐานะองค์กรวิชาการและการศึกษา จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้เท่าทันดิจิทัล (Learning Culture and Digital Culture) ไม่เพียงเฉพาะกับนิสิต แต่กับคณาจารย์และบุคลากรด้วย

    จุฬาฯ นำ Generative AI มาปรับใช้เสริมสร้างค่านิยมการเรียนรู้ (Learning Culture)
    จุฬาฯ นำ Generative AI มาปรับใช้เสริมสร้างค่านิยมการเรียนรู้ (Learning Culture)

    “การดูแลบุคลากรโดยองค์รวมประกอบด้วย 2 เรื่องหลักคือ Learning Culture เมื่อคนในมหาวิทยาลัยอยู่กับการเรียนรู้จึงต้องส่งเสริมให้คนอยากเรียนรู้ ผลักด้วย KPI ผลักด้วยเป้าหมาย ผลักดันด้วยทรัพยากรที่ลงไปตามคณะส่วนกลางว่าถ้าเขาอยากพัฒนา เราสนับสนุนให้ ส่วนที่สองคือ Digital Culture โลกปัจจุบันมีเครื่องมือดิจิทัลที่เราสามารถใช้เพื่อให้มาช่วยทำงานและพัฒนางานได้เยอะ”

    สู่เป้าหมายของการเป็น University of AI จุฬาฯ นำ Generative AI มาปรับใช้เสริมสร้างค่านิยมการเรียนรู้ (Learning Culture) และพัฒนา CUNEX Staff Platform ที่ให้บริการแก่บุคลากรกว่า 8,000 คนด้วย AI-enabled HR service ที่สามารถตอบคำถามและให้คำแนะนำบุคลากรเกี่ยวกับสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ และการพัฒนาตนเองเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ฯลฯ

    “เราให้ความสำคัญเรื่อง Human First, AI Assists. คือ บุคลากรยังเป็นที่หนึ่งอยู่ แต่ AI เป็นเครื่องมือช่วย เราพัฒนาบุคลากรโดยเอาโจทย์ AI เป็นหนึ่งในการพัฒนา เช่น เราซื้อ ChatGPT และ Gemini มาให้บุคลากรที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน”

    สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์มีคอร์สเกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI ให้กับบุคลากรทั่วไปและบุคลากรอาวุโส
    สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์มีคอร์สเกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI ให้กับบุคลากรทั่วไปและบุคลากรอาวุโส

    “สำหรับบุคลากรอาวุโส สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ก็มีคอร์สที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา AI จำนวนมากให้เข้าร่วมเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีพื้นที่ในหอสมุดกลางเป็น AI Experience เปิดโอกาสให้บุคลากรอาวุโสฝึกใช้งาน ChatGPT ถ้าทำไม่ได้ก็มีผู้ช่วยให้คำอธิบาย จับมือทำตั้งแต่ทำไม่เป็นจนถึง prompting เขียนคำถาม เขียน solution เอาตัวของ AI มาใช้งานได้”  

    สำหรับบุคคลภายนอกที่สนใจจะทำงานกับจุฬาฯ คุณโภไคยกล่าวว่าจุฬาฯ มีระบบ AI ที่สามารถตอบคำถามหรือให้ข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อโอกาสการเข้าร่วมงานกับจุฬาฯ 

    “ผู้สนใจอาจเข้ามาถามได้ว่าตอนนี้ตำแหน่งว่างมีอะไรบ้าง ถ้าเขาจะเข้ามาทำงานจุฬาฯ ต้องเตรียมหลักฐาน ข้อมูล ผลการสอบอะไรบ้าง ก็จะทำให้สมัครงานได้ง่ายยิ่งขึ้น มีข้อมูลที่จะส่งมาสมัครงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม”

    LinkedIn Learning และ Hackathon ต่อยอดความก้าวหน้า

    ล่าสุดจุฬาฯ ร่วมมือกับคอร์สออนไลน์ระดับโลกคือ LinkedIn Learning เป็นแพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ที่มีหลักสูตรวิดีโอและแบบฝึกหัดในหัวข้อต่าง ๆ เช่น ธุรกิจ เทคโนโลยี และทักษะความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้บุคลากรพัฒนาองค์ความรู้ให้กับตัวเองและนำไปพัฒนางานที่ตนเองรับผิดชอบอยู่

    าฯ ร่วมกับบริษัทลิงค์อิน คอร์ปอเรชั่น (LinkedIn) ร่วมลงนามความร่วมมือ “การสร้างโอกาสให้บุคลากรได้พัฒนาความรู้จากคอร์สออนไลน์ platform LinkedIn learning”
    จุฬาฯ ร่วมกับบริษัทลิงค์อิน คอร์ปอเรชั่น (LinkedIn) ร่วมลงนามความร่วมมือ “การสร้างโอกาสให้บุคลากรได้พัฒนาความรู้จากคอร์สออนไลน์ platform LinkedIn learning”

    “นอกจากนี้ยังมีระบบ Hackathon คือการระดมความคิดร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วง จัดกิจกรรมให้ทุกคณะและส่วนกลางของมหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างเช่น งานพัฒนกิจและนิสิตเก่าสัมพันธ์ มีแพลตฟอร์มเชื่อมระหว่างนิสิตเก่าจุฬาฯ และนิสิตปัจจุบัน นิสิตปัจจุบันอยากจะหานิสิตเก่ามาเป็นโค้ชในการทำงาน เช่น อยากจะเปิดร้านกาแฟ เปิดร้านสะดวกซัก คาร์แคร์ ทำครีมขาย สามารถขอให้นิสิตเก่าที่เคยทำธุรกิจเหล่านี้มาเป็นโค้ชได้ รูปแบบนี้เกิดขึ้นได้จาก HRD (Human Resource Development) AI Hackathon พัฒนาตัวเองไปด้วยแล้วนำเอา AI มาสร้างเครื่องมือต่างๆ ที่สอดคล้องกับงานนั้น”

    คุณค่าความเป็นชาวจุฬาฯ

    “จุฬาฯ เติบโตรอบทิศ โดยมีนิสิตเป็นศูนย์กลาง” ยุทธศาสตร์นี้ของจุฬาฯ จะเป็นจริงได้ต้องอาศัยพลังของคณาจารย์และบุคลากรที่จะช่วยกันบ่มเพาะนิสิตให้เป็นอนาคตที่ดีของประเทศ คุณโภไคยกล่าวทิ้งท้ายถึงบทบาทสำคัญของสำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ จุฬาฯ ในการสร้างคุณค่าให้ชาวจุฬาและสังคม

    “Once Chula, Always be Chula.”
    “Once Chula, Always be Chula.”

    “คุณค่าในการทำงานที่จุฬาฯ คือความภูมิใจของบุคลากรว่าเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ได้ทำงานกับองค์กรที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือ วันใดที่เข้ามาทำงาน เป็นนิสิต เป็นอาจารย์ เป็นบุคลากรของจุฬาฯ เมื่อออกไปแล้วก็สามารถพูดได้ว่าเป็นเคยอยู่จุฬาฯ มาก่อน มีความภาคภูมิใจ มีแบรนด์ของความเป็นจุฬาฯ ติดตัวไปด้วย”

    Information Box

    CHULA SPIRIT สปิริตที่ต้องมีสำหรับชาวจุฬาฯ

    สำนักบริหารทรัพยากรมนุษย์เผยว่าผู้ที่ต้องการจะร่วมงานกับจุฬา ควรมีทัศนคติดังต่อไปนี้

    • Country Centricity มีความทุ่มเททำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อนำการเปลี่ยนแปลงที่ดีสู่สังคมและประเทศชาติ
    • Harmony เปิดใจ ให้คุณค่าในทุกความแตกต่าง และเปลี่ยนความหลากหลายให้เป็นพลัง
    • Universal มุ่งมั่นสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และท้าทาย
    • Lifelong Learning ชอบเรียนรู้ เมื่อที่ทำงานคือแหล่งเรียนรู้ที่ดีที่สุด จึงต้องหาโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่
    • Agility คล่องแคล่ว ปรับตัวไว ไม่กลัวที่จะล้มเหลว มองทุกการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องท้าทาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/highlight/298381/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3u2rZGlU_X9lkQgDfEvHly

  • ครอบครัว “น้องเบญ” โต้ครหา “ไทด์” ยังไม่ขอรับเงินบริจาค วอนทุกฝ่ายหยุดดรามา

    ครอบครัว “น้องเบญ” โต้ครหา “ไทด์” ยังไม่ขอรับเงินบริจาค วอนทุกฝ่ายหยุดดรามา

    ครอบครัว “น้องเบญ” นักเรียนหญิงที่เก็บขวดหาเงินช่วยครอบครัว โต้ครหา เผยเครียดจนป่วย ด้าน “ไทด์ เอกพันธ์” ตัวแทนมูลนิธิร่วมกตัญญู ยังไม่ขอรับเงินบริจาค หวั่นผิดวัตถุประสงค์ วอนทุกฝ่ายหยุดดรามา

    วันที่ 17 เม.ย. 2569 จากกรณีดรามา น้องเบญ อายุ 15 ปี ที่เก็บขยะหาเงินช่วยครอบครัว จนเป็นข่าวและมีคนไทยใจบุญร่วมกันบริจาคเงินช่วยเหลือเป็นทุนการศึกษา แต่ต่อมาถูกโซเชียลตั้งข้อสงสัยหลายเรื่อง กระทั่งน้องเบญจึงตัดสินใจเก็บเงินไว้เป็นทุนการศึกษาส่วนหนึ่ง และจะขอมอบเงินอีกส่วนจำนวน 1 ล้านบาทให้มูลนิธิร่วมกตัญญู เพื่อจะได้ให้เงินที่ทุกคนบริจาคได้ใช้ให้เกิดประโยชน์

    ด้าน ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ ตัวแทนมูลนิธิร่วมกตัญญู ได้เดินทางไปที่ห้องเช่าที่น้องเบญอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยในวันนี้น้องเบญได้อยู่กับพ่อ แม่ และมีผู้ใจบุญที่ให้ความช่วยเหลือครอบครัวน้องเบญมาเป็นกำลังใจด้วย

    โดย ไทด์ เปิดเผยว่า วันนี้ไม่สามารถรับเงินบริจาคที่น้องเบญตั้งใจมอบให้มูลนิธิร่วมกตัญญูจำนวน 1 ล้านบาทได้ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาด้านข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการผิดวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค ซึ่งตั้งใจบริจาคให้กับน้องเบญเพื่อช่วยเหลือด้านทุนการศึกษา จึงขอเวลาอีก 1 เดือน เพื่อประกาศและให้เวลาผู้ใจบุญที่เคยบริจาคเงินให้กับน้องเบญได้พิจารณาว่า หลังจากเกิดประเด็นดรามา รวมถึงหากจะนำเงินบริจาคไปส่งต่อให้กับมูลนิธิอื่นๆ จะขอเงินคืนหรือไม่ หากต้องการขอเงินคืนก็สามารถแนบสลิปมาเป็นหลักฐานเพื่อโอนคืนกลับไป ป้องกันประเด็นปัญหาด้านกฎหมาย

    ด้านพ่อของน้องเบญ ระบุว่า ตนก็รู้สึกกังวลในประเด็นนี้เช่นกัน เพราะเกรงว่าจะซ้ำรอยวัดพระบาทน้ำพุ แต่ขณะเดียวกัน ตนและครอบครัวก็ตั้งใจมอบเงินบริจาคที่ได้รับมาจำนวน 1.8 ล้านบาทให้กับมูลนิธิต่างๆ และเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาให้กับน้องเบญจำนวน 1.3 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ยอมรับว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องดรามา ตนและครอบครัวรู้สึกเครียดมาก น้องเบญมีอาการเครียดลงกระเพาะ และร้องไห้เกือบทั้งคืน พร้อมยืนยันว่า ข้อกล่าวหาต่างๆ ไม่เป็นความจริง ทั้งเรื่องที่ตนมีชู้ หรือนำสิ่งของที่ได้จากรายการโทรทัศน์ที่ให้ความช่วยเหลือไปขาย เพราะสิ่งของที่ได้มายังอยู่ครบทั้งหมด

    ขณะที่ ผู้ใจบุญที่ช่วยเหลือครอบครัวน้องเบญ ยืนยันว่า น้องเบญได้เก็บขยะ เก็บขวดช่วยครอบครัวจริง และตนช่วยเหลือครอบครัวนี้มาตลอด แท็บเล็ตที่เห็นก็เป็นแท็บเล็ตของตนที่เอามาให้น้องเบญ มองว่าข่าวที่เกิดขึ้นรุนแรงเกินไป

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/143706/%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%258D-%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2-%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2584-%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%259D%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fSJZ8J0PtzTWbSZ-k7gpE

  • เปิดรัฐสภาคิกออฟระดมกึ๋นแก้ปัญหายาเสพติด 27  เม.ย.นี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เปิดรัฐสภาคิกออฟระดมกึ๋นแก้ปัญหายาเสพติด 27 เม.ย.นี้ – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/114790&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39vo5kOn-_xAsj1h5qE0c1

  • ออสเตรียเร่งสู่ Green Economy เต็มรูปแบบ โอกาสในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว

    ออสเตรียเร่งสู่ Green Economy เต็มรูปแบบ โอกาสในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว

    ออสเตรียกำลังขับเคลื่อนสู่การเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ของยุโรป โดยมีโครงสร้างพลังงานที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนในระดับสูงที่สุดประเทศหนึ่งในสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเป็นผลจากนโยบายระยะยาวและการลงทุนต่อเนื่องหลายทศวรรษ

    ข้อมูลล่าสุดจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ระบุว่าในปี 2023–2024 ออสเตรียมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนสูงถึง 84–88% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของยุโรป และสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม EU (45.3%) อย่างมีนัยสำคัญ โดยเมื่อพิจารณาการใช้พลังงานทั้งหมด (รวมไฟฟ้า ความร้อน และการขนส่ง) พลังงานหมุนเวียนคิดเป็นประมาณ 37.2% ของการใช้พลังงานรวมในปี 2024 ในเชิงโครงสร้างออสเตรียมีจุดแข็งสำคัญคือ การพึ่งพาพลังน้ำ (Hydropower) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของการผลิตไฟฟ้า ขณะที่พลังงานลมคิดเป็นประมาณ 12% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ และการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 10% ของไฟฟ้าทั้งประเทศ 

    image.png
    กราฟแสดงสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของออสเตรียเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงปี 2000–2024โดยภาคไฟฟ้าสูงกว่า 80%  ขณะที่พลังงานรวมอยู่ราว 37.2% ในปี 2024 สะท้อนความก้าวหน้าด้านพลังงานสะอาดของประเทศ

    นโยบายสำคัญของรัฐบาลคือ เป้าหมายการผลิตไฟฟ้า 100% จากพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2030 ซึ่งต้องเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนอีกประมาณ 27 TWh (เทอราวัตต์ชั่วโมง) ภายในทศวรรษนี้ และมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน เช่น การเพิ่มกำลังผลิตพลังน้ำและโซลาร์ รวมถึงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ทั้งนี้ ในมิติทางเศรษฐกิจ Green Economy ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายสิ่งแวดล้อมแต่กลายเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ เช่น Cleantech Cluster ในเขตสตีเรีย (Styria) ซึ่งมีบริษัทด้านเทคโนโลยีสะอาดมากกว่า 150 บริษัท สร้างรายได้รวมประมาณ 2.7 พันล้านยูโร และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% ต่อปี 

    อย่างไรก็ตาม แม้ออสเตรียจะเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาด แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญคือการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยประมาณ 58% ของพลังงานทั้งหมดมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากราคาพลังงานโลกและภูมิรัฐศาสตร์

    ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสานักงานฯ

    สำนักงานฯ เห็นว่า Green Economy ในออสเตรียกำลังเข้าสู่ช่วงเร่งขยายตัว โดยจะกลายเป็นแกนหลักของเศรษฐกิจในอีก 5–10 ปีข้างหน้า ทั้งในมิติของการลงทุน การจ้างงาน และนวัตกรรม โดยเฉพาะในพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ไฮโดรเจน (Hydrogen) และ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ผู้ประกอบการไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้ ควรพิจารณาหาโอกาสการส่งออกสินค้าและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น Solar Components หรือ Energy Efficiency Solutions รวมถึงการศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมลงทุนกับบริษัทออสเตรียในโครงการ Green Infrastructure เพื่อสร้างความร่วมมือทางธุรกิจและสร้างโอกาสในการขยายธุรกิจสู่ตลาดยุโรปและประเทศไทยรวมทั้งกลุ่มอาเซียนในระยะยาวต่อไป

    เมษายน 2569

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา

    เครดิตภาพ: https://taraenergy.com/

    แหล่งอ้างอิงข้อมูล:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/bgw5dz7aqfwvgbybxi5itkg2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ohTYl2alpjXn0ZsEx4X68

  • ตัวแทน รร.ปอเนาะ-ตาดีกา ยื่นขอนายกฯ ย้ายแม่ทัพภาค 4

    ตัวแทน รร.ปอเนาะ-ตาดีกา ยื่นขอนายกฯ ย้ายแม่ทัพภาค 4

    วันนี้ (17 เม.ย.2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนสถาบันการศึกษาตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เข้ายื่นหนังสือให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ซึ่งเดินทางลงพื้นที่ จ.ยะลา หลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)

    ตัวแทนของสถาบันการการศึกษาแสดงความกังวลถึงท่าทีของ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กรณีมีการแถลงข่าวและพูดพาดพิงสถาบันการศึกษาปอเนาะและตาดีกา ว่าบ่มเพาะผู้ก่อเหตุความรุนแรง ขณะที่นายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะดูแลให้ โดยจะกลับไปพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ภาพประกอบข่าว ตัวแทน รร.ปอเนาะ-ตาดีกา ยื่นขอนายกฯ ย้ายแม่ทัพภาค 4

    ส่วนข้อเรียกร้องที่ขอให้โยกย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ภายในวันที่ 30 เม.ย.นั้น ตัวแทนสถาบันการศึกษาระบุว่า ให้เป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกฯ

    จากนั้น น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters ได้ยื่นหนังสือขอให้นายกฯ เข้ามาตรวจสอบกรณีถูกปฏิบัติการข่าวสาร IO โจมตีอย่างหนัก จากการตั้งคำถามระหว่างการแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ขณะที่นายกฯ รับปากว่า จะดูแลให้เช่นกันและจะช่วยดูแลความปลอดภัย โดยยืนยันว่าจะไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน

    อ่านข่าว

    “อนุทิน” ยกคณะใหญ่ลง จว.ชายแดนใต้ ยอมรับเคลียร์​หลายปัญหา

    “ฐปณีย์” ยื่นหนังสือนายกฯ ตรวจสอบปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ

    เรียกร้องนายกฯ สั่งย้าย “แม่ทัพภาค 4” ปมกล่าวหา รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/504724&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2j7I9T98_OYLxM_aslIEFQ