Blog

  • ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ยัน “ค่าโดยสาร 20 บาท” ทำได้จริง เตรียมยื่นผลศึกษาและ “คู่มือเปลี่ยนผ่านสัมปทาน” ให้กทม.ดำเนินการใน 1 ปี

    สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รายงานผลการศึกษา “เปิดโมเดลสายสีเขียวหลังปี 72 ค่าโดยสาร 20 บาททำได้” เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก (Core Line) สรุปข้อเสนอ 2 แนวทางหลัก ทั้งต่อสัญญาสัมปทานให้กับผู้ให้บริการรายเดิมคือ บีทีเอสซี (BTSC) หรือ ถ่ายโอนภารกิจให้ รฟม. บริหารจัดการ สามารถคิดค่าโดยสาร 20 – 25 บาทได้

    สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอและคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทานให้กทม. เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี รับการประกาศใช้พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ช่วยลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน

    ชี้รถไฟฟ้าต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่บริการคนมีเงิน

    นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า รถไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นบริการเฉพาะคนมีรายได้สูง แต่ต้องเป็น “หลักประกันการเดินทางของคนเมือง” เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพได้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย “20 บาทตลอดสาย” เป็นไปได้ หากมีการนำรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีรถยนต์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาสนับสนุน

    ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภค โดยอัตราสูงสุดประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว หรือ 130 บาท ไป – กลับ หากคำนวณจากรายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาทต่อวันคิดเป็นราว 30%

    ขณะที่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สายสีเขียวเฉลี่ย 700,000 คนต่อวัน และบางช่วงแตะ 1 ล้านคนต่อวัน และ กทม. มีแผนจะขยายระบบรถไฟฟ้าเป็น 500 กิโลเมตร สะท้อนว่าระบบรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึง

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    สารี อ๋องสมหวัง

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการหลังหมดสัญญาสัมปทานยังเป็นความท้าทาย โดยสภาผู้บริโภคเสนอ 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าโดยสาร ไม่ผลักภาระให้ประชาชน เปิดเผยต้นทุนและรายได้อย่างโปร่งใส และให้รัฐสามารถกำกับทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เพื่อให้เกิดการเจรจาราคาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและผู้ให้บริการ

    “รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการลงทุนสร้างถนน ที่ไม่ช่วยแก้รถติด เช่น โครงการทางยกระดับ (Double Deck) ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท มาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ประชาชนเริ่มหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งยกระดับระบบให้เข้าถึงได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น” 

    ผลวิจัย ชี้ 2 โมเดล “คุ้มค่า” 20 บาททำได้จริง

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาทางเลือก 4 รูปแบบในการบริหารสัมปทานสายสีเขียวหลังปี 2572 ได้แก่ 1. ให้เอกชนรายเดิมดำเนินการต่อ 2. เปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่  3. ให้กทม.ดำเนินการเอง และ 4. โอนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

    ผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่ 1 และ 4 มีความคุ้มค่าทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งจะเกิดต่อการบริหารจัดการระบบรางอย่างเป็นเอกภาพและเอื้อต่อการใช้ตั๋วร่วมในอนาคต

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต

    ทั้งนี้ ผลศึกษา พบว่าค่าโดยสารระดับ 25 บาทสามารถทำได้ทันทีและมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนการเงิน เศรษฐศาสตร์และสังคม ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทจำเป็นต้องมีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมควบคู่กัน 

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส

    รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 34 บาทต่อเที่ยว หากลดเหลือ 20 บาท จะมีส่วนต่างประมาณ 14 บาทต่อเที่ยว จากสมมติฐานผู้โดยสาร 800,000 เที่ยวต่อวัน รัฐต้องอุดหนุนราว 11.2 ล้านบาทต่อวัน

    แต่เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวม 6 ด้าน ได้แก่ งบอุดหนุนภาครัฐ รายได้เชิงพาณิชย์รอบสถานี ภาษีรถติด ภาษีล้อเลื่อน รายได้โฆษณา และพันธบัตรเมือง จะสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 22 ล้านบาทต่อวัน หรือ 8,030 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนค่าโดยสาร 20 บาท

    “สรุปได้ว่ารถไฟฟ้า 20 บาท “ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่” และที่สำคัญ คือการพัฒนาเส้นทาง Feeder เชื่อมต่อสถานีหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและความคุ้มค่าของระบบรถไฟฟ้า ทำให้สามารถลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม” 

    ย้ำกรอบกฎหมาย บังคับเจรจาให้เสร็จใน 1 ปี

    นายอดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม มาตรา 54 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ต้องเจรจาปรับสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารใหม่ ภายใน 1 ปี ดังนั้น กทม. และ รฟม. ต้องเร่งดำเนินการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดค่าโดยสาร โดยต้องมีกระบวนการ ดังนี้ เปิดเผยข้อมูลรายได้ ต้นทุนย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรรองรับการเปลี่ยนผ่าน

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อม “คู่มือส่งมอบสัมปทาน” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในการถ่ายโอนทรัพย์สินและองค์ความรู้จากเอกชนกลับสู่รัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้กทม.นำไปใช้เป็นกรอบดำเนินการ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อปูทางสู่การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/741065&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DqHJIUkQEfyYg5J4sOQXu

  • ‘UNIX’บุกตลาดโลก ชูนวัตกรรมฟิล์มรีไซเคิล100% – แนวหน้า

    ‘UNIX’บุกตลาดโลก ชูนวัตกรรมฟิล์มรีไซเคิล100% – แนวหน้า

    ฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน (Film for Flexible Packaging) และก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ด้วยการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/959091&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FOmXsgetrIWkxkHbW9DaL

  • สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,193 ระหว่างวันที่ 19-22 เม.ย. 2569 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** ในห้วงเวลาที่โลกหมุนเร็วกว่าเข็มนาฬิกา “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญกับ “แรงกระแทก” จากภายนอกที่ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาเตือนว่า สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุช หากสถานการณ์ยืดเยื้อและขยายวงมากขึ้น จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

    *** สัญญาณเตือนจากสภาพัฒน์ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับตัวเลขคาดการณ์จีดีพีลงเล็กน้อย หากแต่เป็นการ “ขีดเส้นใต้” ถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้าง ที่ซ่อนอยู่ใต้พรมมานาน คำว่า “Stagflation” หรือ “ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง” กลับมาเป็นคำที่ต้องหยิบมาปัดฝุ่นอีกครั้งในปี 2569 และครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

    ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข GDP ที่อาจเหลือเพียง 0.2-1.4% เท่านั้น แต่คือ “คุณภาพของการเติบโต” ที่กำลังถูกบีบจากสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อีกด้านหนึ่ง กำลังซื้อในประเทศกลับอ่อนแรงลงจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

    *** เมื่อ “ราคาน้ำมัน” ขยับ ทุกอย่างขยับตาม ตั้งแต่ต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง ไปจนถึงราคาสินค้าหน้าร้าน และเมื่อเงินเฟ้อกัดกินรายได้จริงของประชาชน ความต้องการซื้อก็ยิ่งหดตัว นี่คือ “วงจรบีบคั้น” ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ยาก ในมุมของภาคธุรกิจ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงยอดขายที่ชะลอตัว แต่คือความไม่แน่นอนที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนต้อง “ชะลอ” หรือ “ทบทวน” ใหม่

    *** เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่า “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญ “Perfect Storm” จาก 3 ปัจจัยหลัก คือ หนึ่ง ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ สอง ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และ สาม ข้อจำกัดเชิงนโยบายภายในประเทศ คำถามสำคัญคือ “รัฐควรทำอะไร” คำตอบจากสภาพัฒน์ค่อนข้างชัด ไม่ใช่เวลาของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห แต่เป็นช่วงเวลาของ “การประคองระบบ” มาตรการที่ตรงจุดจึงควรเน้นไปที่การลดภาระค่าครองชีพ, ดูแลราคาพลังงาน, และรักษากำลังซื้อของประชาชนเพราะในภาวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลักชะลอ การรักษา “แรงขับเคลื่อนขั้นต่ำ” ให้ยังเดินต่อได้ คือสิ่งจำเป็นที่สุด 

    *** อีกด้านหนึ่ง ภาคประชาชนเองก็ต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารรายจ่าย การลดภาระหนี้ และ การเตรียมสภาพคล่อง กลายเป็น “สิ่งจำเป็น” ในยุคนี้ ภาคธุรกิจก็ต้องกลับมาทบทวนโมเดลการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และ กระจายความเสี่ยง เพราะโลกหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

    สิ่งที่น่าคิดคือ แม้สถานการณ์ “สงครามตะวันออกกลาง” จะเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ “ความพร้อมในการรับมือ” เป็นสิ่งที่เรากำหนดได้ วิกฤตครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงบททดสอบความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย แต่เป็นบททดสอบ “ความยืดหยุ่น” ของทั้งระบบ และเป็นบททดสอบ “รัฐบาลไทย” ในการรับมือกับวิกฤตที่อยู่นอกเหนือการควบคุม…

                             สงครามเขย่าเศรษฐกิจไทยปี 69 เสี่ยงโตต่ำ-เงินเฟ้อพุ่ง

    *** สมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน ขอเชิญสมาชิกสมาคมทุกท่านเข้าร่วมประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯประจำปี 2569  ในวันอังคารที่ 5 พ.ค. 2569 เวลา 14:00-16:00 น. ณ Auditorium Lecture Hall ชั้น 4 สถาบันวิทยาการตลาดทุน โดยมีวาระที่น่าสนใจคือ วาระที่ 2 รับรองรายงานการประชุมใหญ่สามัญสมาชิกสมาคมฯ ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2568 วาระที่ 4 คณะกรรมการแถลงบัญชีรายได้ ค่าใช้จ่าย และบัญชีงบดุล ประจำปี 2568 ที่ผ่านการตรวจสอบของผู้สอบบัญชีแล้ว วาระที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประจำปี 2569 พร้อมร่วมกิจกรรม ACMA Insights ครั้งที่ 1/ 2569  หัวข้อ: Geoeconomic Updates เวลา 16:30-18:00 น. โดยมีจุฬามณี ชาติสุวรรณ ที่ปรึกษารมว.ต่างประเทศ, อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ และ ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผอ.ศูนย์จีนศึกษา จุฬาฯ เป็นวิทยากร และดำเนินรายการโดย เนวิน สินสิริ ที่ปรึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    *** ปิดท้าย…ขอแสดงความยินดีกับ “อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ” ที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง “อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์” ต่อไปอีกวาระหนึ่ง มีผลตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2569 ซึ่งประกาศลงราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/656770&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30SUc2hoxyGWsCoSKUzzD-

  • ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

    ไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บ! นายกฯ ลั่นปล่อยไฟใต้ค้างคาไม่ได้ ย้ำมาเพื่อพัฒนา

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.39 น.

    “นายกฯ”ควง”วันนอร์-เกรียงไกร”มอบนโยบาย ศอ.บต. ยึดหลัก”เข้าใจ-เข้าถึง-พัฒนา” หวัง ปชช.เข้าใจเจตนารมณ์รัฐบาล ลั่นปล่อยให้เหตุการณ์อยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด ย้ำชัดมาช่วยทำงานไม่ได้ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

    17 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.10 น.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางถึงศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา เพื่อประชุมร่วมกันส่วนราชการในพื้นที่ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูล เลขาธิการ ศอ.บต. , พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 , พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ , นายวันมูฮะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 , พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก , พล.ร.อ.ไพรโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อุกฤษณ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมประชุม

    โดยนายกฯ กล่าวตอนหนึ่งว่า พวกเราเดินทางมาที่ ศอ.บต.ซึ่งเป็นความตั้งใจที่จะมาพบปะเพื่อนข้าราชการที่มาปฎิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อยืนยันว่า ตนและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในหน่วยงานความมั่นคงทุกคนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างมาก ในการแถลงนโยบาย รัฐบาลได้กำหนดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายที่สำคัญ ที่เราได้แถลงต่อที่ประชุมรัฐสภาถือว่ารัฐบาลนี้ได้มาบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบ ตนได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี อดีตประธาน มาเป็นที่ประธานปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งในความเหมาะสม และความอาวุโส ทำให้ตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ น่าจะเป็นจังหวะที่ดี ที่เราได้บุคลากรที่มีประสบการณ์ มีบารมี มีความชำนาญในพื้นที่มาเป็นเรี่ยวแรงของรัฐบาล

    นายกฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เราใช้หลักการ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาซึ่งเป็นการน้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ซึ่งเราเชื่อว่า ด้วยแนวทางนี้จะสามารถนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับมาคืนสู่พื้นที่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ทั้ง 3 คำเป็นคำง่ายๆ แต่มีความหมาย คำว่าเข้าใจ หมายถึง เราศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งเพื่อให้เข้าใจปัญหา เข้าใจพื้นที่ และเข้าใจวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ คำว่าเข้าถึง หมายถึง การลงพื้นที่อย่างจริงจังไปพบปะกับพี่น้องประชาชนไปรับรู้ รับทราบสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นต้องการ รับทราบปัญหา สร้างความเข้าใจในตัวพวกเขา เพื่อที่จะสร้างความไว้วางใจของพวกเขาที่มีต่อพวกเรา และการพัฒนา คือการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้วิธีการที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในบริบทของชุมชนที่เราเข้าไปบริหารจัดการ สุดท้ายเราต้องมาร่วมกันพัฒนาพื้นที่นี้ ให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ ซึ่งหากเราได้ความร่วมมือจากประชาชนความไว้วางใจ และมั่นใจ เราจะสำเร็จผลตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ก็จะเกิดขึ้นได้โดยเร็ว

    นายกฯ กล่าวว่า ตนมาอัพเดทสถานการณ์ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพราะมีปัจจัยและปัญหาใหม่ๆ เข้ามา ทำให้เราต้องทบทวนความเข้าใจเสมอ ซึ่งเป็นประการด่านแรกที่เราต้องปรับให้ได้ ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางข้าราชการกระทรวงมหาดไทยในฐานะฝ่ายปกครอง ทำงานทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที ซึ่งสถานการณ์ในภาคใต้ขณะนี้ต้องอยู่กับโลก เพราะโลกมีปัญหาและเป็นปัญหาที่สามารถเกี่ยวโยง ทำให้เกิดผลกระทบกับ 5 จังหวัดของ ศอ.บต.คือ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ฉะนั้น เราต้องทันโลก ทันสมัย ทันเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา ขอให้หน่วยที่สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยึดถือหลักการนี้เป็นแนวทางในการทำงาน เพื่อทำให้ภารกิจของ ศอ.บต.ได้บรรลุเป้าหมายต่อไป

    นายกฯ กล่าวว่า การที่เรามาประชุมในวันนี้ นอกเหนือจากปัญหาที่เป็นปัญหาเรื่องความมั่นคงแล้ว ตนมาที่นี่ เพื่อยืนยันการสนับสนุน ศอ.บต.ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟังว่า มีสิ่งใดที่จะให้ ครม.และรัฐบาลให้การสนับสนุนเป้าหมายของ ศอ.บต.บ้าง และให้ความมั่นใจหน่วยงานความมั่นคง ที่ทำหน้าที่อย่างทุ่มเทในการดูแลชายแดนและความสงบ รวมถึงการสร้างความสันติสุขในพื้นที่ ซึ่งพวกเราทุกคนเต็มใจ ตั้งใจที่จะลงมาและคาดว่าสิ่งที่จะได้หารือวันในวันนี้ จะสามารถกำหนดแนวทางปฏิบัติ เพื่อที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศของเรา ทั้งนี้ ตนทราบมาว่า ไม่มีผู้บริหารระดับนายกฯ ลงมาประชุมกับ ศอ.บต.ตนก็รู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมกับท่านในการแก้ไขปัญหาในภูมิภาคนี้

    “เรามีผู้ทรงคุณวุฒิ มีบารมี อยู่ในพื้นที่ด้วยอย่างนายวันนอร์มาช่วยอีก 1 แรง และผมคิดว่าเราคงจะปล่อยให้เหตุการณ์มันอยู่แบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้เป็นอันขาด เรามีรองประวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่เข้าใจพื้นที่เป็นอย่างดี เรามาช่วยกันทำงาน ไม่ได้มาจ้องจับผิดใครหรือมาฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรที่ไหน เรามองไปข้างหน้าอย่างเดียว แต่เราต้ิงทำให้พี่น้องประชาชนมีความเข้าใจเจตนารมณ์ของเรา และสร้างความมั่นใจ ความเชื่อมั่นให้กับพวกเขาให้ได้” นายกฯ กล่าว

    นายกฯ กล่าวว่า ทุกภารกิจที่ลงพื้นที่ ล้วนมุ่งหวังให้ชายแดนใต้ เป็นโอกาสของประเทศไทย เป็นโอกาสของประชาชนทุกกลุ่มทั้งชาวไทยมุสลิมและชาวไทยพุทธ และต้องพัฒนาพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีศักยภาพในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศ รวมถึงยกระดับเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่ ให้สามารถมีรายได้ที่มั่นคง ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

    นายกฯ กล่าวว่า บทความที่ได้อ่านเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อพี่น้องชาวมุสลิม โดยชี้ว่า ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงาน แคชเชียร์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือแรงงานบริการต่างๆ ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดี มีรอยยิ้มและความเชื่อใจต่อกัน แต่เมื่อบุคคลเดียวกันกลับไปอยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ กลับถูกมองต่างออกไป ราวกับเป็น คนอีกกลุ่มหนึ่ง เราต้องถอดอคติที่มีต่อสภาพแวดล้อม ไม่ใช่อคติต่อคน แต่บางครั้งเรามองว่าพื้นที่นี้ไม่มีความสงบ และเหมารวมว่าคนในพื้นที่เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ ซึ่งไม่ใช่

    นายอนุทิน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุอย่างตรงจุดไม่เหมารวมประชาชน โดยเชื่อว่าทุกคนในพื้นที่ล้วนต้องการความสงบสุขและสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพคือ ความยุติธรรม จากการศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าความต้องการหลักของประชาชนในพื้นที่ คือความเป็นธรรม แม้ในบางช่วงจะมีแนวคิดหรือการแสดงออกที่เกินกรอบอุดมการณ์ แต่หากรัฐสามารถสร้างความเข้าใจ และแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ก็จะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

    – 006

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qcjQ5cdztUHElyrH9t1hV

  • พาไป MixC World เซินเจิ้น ห้าง Outdoor สุดชิคในจีน

    พาไป MixC World เซินเจิ้น ห้าง Outdoor สุดชิคในจีน

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/0rZan71k6D7d&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14QJLuUFCYrI_gdsCvB8ty

  • นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย | TOPNEWS

    นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย | TOPNEWS

    นายกฯ เปิดสงกรานต์วันไหลบางเบิด ชูท่องเที่ยวชุมพร อวยพรปีใหม่ไทย

    • เผยแพร่ : 17/04/2026 22:51

    วันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่บริเวณชายหาดบางเบิด อ.ปะทิว จ.ชุมพร อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวอำเภอปะทิว (วันไหลบางเบิด) ประจำปี 2569 ท่ามกลางประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าร่วมกว่า 10,000 คน พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สะท้อนศักยภาพการท่องเที่ยวของพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทย

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เต็มไปด้วยภารกิจหนัก เมื่อได้มายืนที่ชายหาดบางเบิด รู้สึกชื่นใจและอบอุ่นใจอย่างยิ่ง พร้อมชื่นชมเสน่ห์ของจังหวัดชุมพรที่ยังคงความสงบเรียบง่าย ธรรมชาติสวยงาม และรอยยิ้มของประชาชน ซึ่งเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวในฐานะกลไกเศรษฐกิจและการสืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่น

    พร้อมกันนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ให้คุ้มครองประชาชนชาวชุมพร ชาวประจวบคีรีขันธ์ และชาวไทยทุกคน ให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง และประสบความสำเร็จในชีวิต ขณะที่ทางท้องถิ่นย้ำว่า “วันไหลบางเบิด” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดอย่างต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์

    พิสิษฐ์ รื่นเกษม ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ประจวบคีรีขันธ์

    5

    3

    ไฟลามทุ่งปากพนัง ลมแรงซ้ำเติม ลุกไหม้วงกว้าง

    ผู้นำเจอทางลงจนได้ “ทรัมป์” ดีใจเต็มขั้น รมว.ต่างประเทศ อิหร่าน แจ้งเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิสราเอล-เลบานอน ทำข้อตกลงหยุดยิง 10 วัน

    หาดใหญ่ลุยกวาดล้างรถซิ่งสงกรานต์ ยึดกว่า 150 คัน สั่งแก้ไขสภาพก่อนรับคืน

    รมว.พม มอบสัญญาเช่าที่ดินการรถไฟ ให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการรถไฟความเร็วสูง

    รมว.พม ลงพื้นที่โคราช ตรวจเยี่ยมงานสวัสดิการกลุ่มเปราะบาง มอบงบ–วีลแชร์–ถุงยังชีพ ย้ำยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    “นายกน้ำพุ” ลุยตั้งด่านคุมเข้มความปลอดภัยสงกรานต์มาบไผ่ ตั้งเป้าลดอุบัติเหตุเป็นศูนย์ตามนโยบายจังหวัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1550295&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3L47Nk5EPdeWNBS8OOTSfF

  • กองทัพบกให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์-การศึกษา

    กองทัพบกให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์-การศึกษา

    กองทัพบกให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์-การศึกษา

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.42 น.

    กองทัพบกให้การต้อนรับเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส กระชับความร่วมมือด้านยุทโธปกรณ์–การศึกษา ย้ำจุดยืนไทยแก้ปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี

    วันที่ 17 เมษายน 2569 พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ให้การต้อนรับ นายฌ็อง โกลด ปวงเบิฟ (Jean Claude Poimboeuf) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือความร่วมมือทางทหาร ณ กองบัญชาการกองทัพบก

    ทั้งสองฝ่ายร่วมรำลึกวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ ครบรอบ 340 ปี การเยือนของทูตฝรั่งเศสคนแรกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งปัจจุบันยกระดับสู่ “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” มุ่งเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจควบคู่กับความมั่นคงทางทหาร สะท้อนถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและต่อเนื่องระหว่างไทย–ฝรั่งเศส

    ในด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นอกจากการที่กองทัพบกได้ลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงร่วมกับกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศสเมื่อปี 2567 ซึ่งครอบคลุมการจัดหาและการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์สำคัญ ฝรั่งเศสยังเชิญผู้บัญชาการทหารบกเข้าร่วมงาน Eurosatory Land Force Exhibition เดือนมิถุนายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการป้องกันประเทศ อันจะส่งผลดีในการพัฒนากองทัพในอนาคต

    ด้านการศึกษา กองทัพฝรั่งเศสยังคงสนับสนุนที่นั่งเรียนในโรงเรียนนายร้อย Saint-Cyr ให้กับกองทัพบกอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ไทยมีประวัติการส่งนักเรียนนายร้อยไปศึกษาที่ฝรั่งเศสมายาวนาน รวมถึงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และในอนาคตฝรั่งเศสมีแผนส่งนักเรียนนายร้อยมาศึกษาแลกเปลี่ยนในไทยเป็นเวลา 2 เดือน ซึ่งกองทัพบกยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง

    ผู้บัญชาการทหารบกยังได้ใช้โอกาสนี้ย้ำจุดยืนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ฝ่ายไทยยึดมั่นการปฏิบัติภายใต้หลักสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายสากล ยืนยันไม่มีการรุกราน และไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการปะทะ พร้อมเดินหน้าตามข้อตกลงหยุดยิง และมุ่งแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา เพื่อความสงบสุขของประชาชนตามแนวชายแดน สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกระหว่างประเทศแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี โดยฝ่ายฝรั่งเศสได้แสดงความเป็นกลางและแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ทั้งยังพร้อมให้การสนับสนุนเอกสารทางประวัติศาสตร์และจดหมายเหตุ หากได้รับการร้องขออีกด้วย

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/959120&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24O3Oj1CmUVI-Z6OdLBwXu

  • ฤดูร้อนมาเร็ว กินเวลานานขึ้น อากาศร้อนกว่าเดิม รุนแรงต่อเนื่อง วงจรชีวิตคน-สัตว์เปลี่ยน

    ฤดูร้อนมาเร็ว กินเวลานานขึ้น อากาศร้อนกว่าเดิม รุนแรงต่อเนื่อง วงจรชีวิตคน-สัตว์เปลี่ยน

    การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสร้างผลกระทบโลกอย่างเห็นได้ชัด เห็นได้จากอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า ฤดูร้อนเริ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม และกินระยะเวลายาวนานกว่าเดิม ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิต และการวางแผนในระดับโครงสร้างพื้นฐาน

    ตามผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) พบว่าในช่วงปี 1990-2023 ฤดูร้อนโดยเฉลี่ยในเขตละติจูดกลางของโลกมีความยาวเพิ่มขึ้นประมาณ 6 วันต่อทศวรรษ ถือว่าอัตราการเพิ่มขึ้นรวดเร็วอย่างมาก เมื่อเทียบกับการศึกษาก่อนที่พบว่าฤดูร้อนเพิ่มขึ้น 4.8 วันต่อทศวรรษในช่วงก่อนปี 2012

    หากเปรียบเทียบกับช่วงทศวรรษ 1960 พบว่าฤดูร้อนในปัจจุบันมีระยะเวลายาวนานขึ้นรวมแล้วประมาณ 30 วัน ซึ่งเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ทั้งบนบก ชายฝั่ง และมหาสมุทร โดยเฉพาะในทศวรรษล่าสุดที่ระยะเวลาฤดูร้อนในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นรวดเร็วกว่าบนบก เนื่องจากช่วงอุณหภูมิตามฤดูกาลที่ลดลง

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เมืองซิดนีย์ ของออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันมีสภาพอากาศแบบฤดูร้อนยาวนานถึง 130 วัน เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปี 1990 ที่มีเพียง 80 วัน ในขณะที่เมืองโตรอนโต และมินนีแอโพลิสในซีกโลกเหนือก็มีแนวโน้มที่ฤดูร้อนเพิ่มขึ้นอัตรา 8 และ 9.3 วันต่อสิบปีตามลำดับ

    อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียส ตลอดช่วงฤดูกาล กลับทำให้มีวันที่อากาศร้อนจัดเพิ่มขึ้นได้ถึง 4 เท่า ในปัจจุบันเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย มีวันที่อากาศร้อนจัดเกิน 41.3 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าเมื่อเทียบกับก่อนปี 1975 ขณะที่จำนวนวันที่ร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียส ในเมืองเมลเบิร์น นับตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา มีจำนวนเท่ากับวันอากาศร้อนในรอบ 90 ปีก่อนหน้านั้นรวมกัน

    ดร.ลินเดน แอชครอฟต์ นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศจากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ระบุว่า เหตุการณ์ความร้อนเหล่านี้ไม่เพียงแต่เกิดบ่อยขึ้น แต่ยังรุนแรงขึ้นอีกด้วย เธอเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นผลมาจากก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    การศึกษายังเสนอแนวคิดเรื่อง “ความร้อนสะสม” ซึ่งเป็นการวัดทั้งความเข้มข้น และระยะเวลาของความร้อนที่เกินค่าเกณฑ์มาตรฐานท้องถิ่น พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของความร้อนสะสมในซีกโลกเหนือตั้งแต่ปี 1990 สูงกว่าช่วงปี 1961-1990 ถึง 300%

    นอกเหนือจากระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นแล้ว การเปลี่ยนผ่านระหว่างฤดูกาลยังเกิดขึ้นฉับพลันมากขึ้นกว่าในอดีต แทนที่จะเป็นการค่อยๆ อุ่นขึ้นเหมือนที่เคยเป็นมา กลายเป็นว่าฤดูร้อนเริ่มเร็วขึ้น และจบช้าลง ทำให้ระบบต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับฤดูกาลเริ่มสับสนเปลี่ยนไป

    ผลกระทบนี้ส่งผลเสียต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง เช่น ดอกไม้อาจบานก่อนที่แมลงผสมเกสรจะเริ่มทำงาน หรือการละลายของหิมะที่รวดเร็วเกินไปจนเสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน เกษตรกรต้องเผชิญกับความท้าทายในการวางแผนเพาะปลูก เนื่องจากฤดูกาลเติบโตขยายตัวแต่ระยะเวลาของแสงแดดไม่เปลี่ยนแปลงตาม

    เท็ด สกอตต์ ผู้นำการวิจัยจากภาควิชาภูมิศาสตร์ UBC กล่าวว่า เมื่อฤดูร้อนเริ่มขึ้นเร็วกว่าเดิม หลายเมืองขาดการเตรียมพร้อมสำหรับความร้อนที่มาเร็วกว่ากำหนด เช่น การจัดเตรียมศูนย์คลายร้อนหรือการสื่อสารแจ้งเตือนสาธารณะ

    ความแตกต่างของพื้นที่ยังมีส่วนสำคัญ โดยบริเวณชายฝั่งอาจได้รับลมทะเลช่วยบรรเทาความร้อนสุดขั้วได้มากกว่าพื้นที่ตอนใน อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเมืองที่มีแต่ตึกสูง ก็ส่งผลให้ความร้อนที่คนรู้สึกจริงสูงกว่าในพื้นที่ที่มีต้นไม้ปกคลุม ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพการทำงานอย่างเลี่ยงไม่ได้

    อุณหภูมิในช่วงกลางคืนในทุกเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 แต่กลับไม่มีใครสนใจเท่าอากาศร้อนในตอนกลางวัน ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายควรได้รับการพักผ่อน และฟื้นฟูจากความร้อนสะสมระหว่างวัน

    ศ.ออลลี่ เจย์ จากศูนย์วิจัยความร้อนและสุขภาพ มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ระบุว่า หากอุณหภูมิกลางคืนสูงถึง 29 องศาเซลเซียสจะเริ่มมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ อุณหภูมิระดับนี้ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อมากในขณะหลับจนเกิดสภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะเพิ่มอันตรายหากต้องเผชิญความร้อนอีกในวันถัดไป

    สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการนอนหลับ เพราะเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะทำให้การนอนหลับไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อีกทั้งในช่วงที่มีคลื่นความร้อนรุนแรงยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย และทำให้เกิดความเครียดสูง

    ศ.เบน นิวเวลล์ นักจิตวิทยาพฤติกรรม อธิบายว่ามนุษย์มีความสามารถในการปรับตัวเข้าสู่บรรทัดฐานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว ความทรงจำของเรามักถูกแต่งแต้มด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ ทำให้เราอาจหลงลืมไปว่าในอดีตสภาพอากาศเคยเย็นกว่านี้และรู้สึกว่าความร้อนปัจจุบันเป็นเรื่องปกติ

    การปรับตัวทางจิตวิทยานี้ ไม่ต่างจาก “ปรากฏการณ์กบต้ม” ที่สภาพการณ์ค่อยๆ แย่ลงทีละน้อยจนเราไม่รู้สึกถึงความเร่งด่วนในการแก้ไข หากเราเคยชินกับความร้อนผิดปกติ เราก็จะไม่รู้สึกจำเป็นที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อหยุดยั้งสาเหตุของภาวะโลกร้อนอาจไม่ได้รับการให้ความสำคัญเท่าที่ควร

    ที่มา: ABCDown to EarthEarthUniversity of British Columbia

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/environment/1229965&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cp-la23f8ZpwrowRZFZRy

  • ประเสริฐ ตามนายกฯ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งสางปม รร.ปอเนาะ ยันมี สช.กำกับดูแลอยู่แล้ว

    ประเสริฐ ตามนายกฯ ลง 3 จังหวัดชายแดนใต้ เร่งสางปม รร.ปอเนาะ ยันมี สช.กำกับดูแลอยู่แล้ว

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.25 น.

    ประเสริฐ ยัน สช.กำกับดูแล รร.ปอเนาะอยู่แล้ว เผย วันนี้ร่วมคณะนายกฯ ลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หวังใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจ เล็งยกระดับการศึกษาในพื้นที่ 

    เมื่อเวลา 07.40 น. วันที่ 17 เม.ย.2569 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6 ) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวถึงกรณีสมาคมสมาพันธ์ รร.เอกชนภาคใต้ เรียกร้องย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ กรณีกล่าวหา รร.ปอเนาะ – ตาดีกา เป็นแหล่งบ่มเพาะความรุนแรง ว่า โรงเรียนปอเนาะ เป็นโรงเรียนเอกชนที่สอนเกี่ยวกับศาสนา อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ซึ่งเดิมกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำกับดูแลอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการร่วม โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ และจังหวัดใกล้เคียง มีทั้งสช.ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ  ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลโรงเรียนอยู่

    อย่างไรก็ตาม วันนี้ตนได้ร่วมคณะนายกรัฐมนตรี เพื่อไปดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร และเป็นการไปสร้างความเข้าใจกันระหว่างโรงเรียน ถือโอกาสที่ตนเพิ่งเข้าตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ซึ่งจะได้ลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปดูว่ากระทรวงจะทำอะไรได้บ้าง ในการส่งเสริมการศึกษา การยกระดับมาตรฐานการศึกษาและเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 

    ส่วนโรงเรียนไม่พอใจฝ่ายความมั่นคง ต้องมีการพูดคุยกันด้วยหรือไม่  นายประเสริฐ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้ประสานงานกับจังหวัดมาโดยตลอด โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจที่จะบริหารจัดการการศึกษาเอกชน ที่กระทรวงศึกษาธิการมีสช.ระดับอำเภอ และระดับจังหวัด ถ้าเกินกว่านั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบูรณาการ ในการดำเนินการแก้ไขในเรื่องต่างๆ  ซึ่งวันนี้ถือโอกาสจะไปดูว่ามีประเด็นอะไรบ้าง 

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/958945&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eysHIZuezny8NfWftz-Pd

  • น้ำใจเล็กๆ จากพนักงานร้านเซเว่นฯ สร้างพลังใจให้ลูกค้า – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    น้ำใจเล็กๆ จากพนักงานร้านเซเว่นฯ สร้างพลังใจให้ลูกค้า – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เรื่องราวอบอุ่นใจเกิดขึ้นที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสามัคคี 36 (BN 19645) เมื่อ “น้ำใจเล็กๆ” ของพนักงานร้าน กลายเป็นพลังใจสำคัญให้กับลูกค้าสูงวัยในชุมชน

    ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวนี้คือ คุณชามิล อาแด นักศึกษาฝึกงานจากสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ซึ่งกำลังปฏิบัติงานอยู่ที่ร้านดังกล่าว ตั้งแต่ช่วงที่ร้านเปิดให้บริการใหม่ๆ คุณชามิลได้ทำความรู้จักกับคุณยายซึ่งเป็นลูกค้าประจำ ที่มักแวะมาซื้อสินค้าในช่วงเย็น พูดคุย ฝากซื้อสินค้า และแสดงความเอ็นดูต่อพนักงานทุกคนอย่างสม่ำเสมอ

    ด้วยความห่วงใยในความปลอดภัยของลูกค้าสูงวัย ซึ่งมักเดินทางมาที่ร้านเพียงลำพัง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่การจราจรหนาแน่น คุณชามิลจึงอาสาพาไปส่งที่บ้านหลายครั้ง เนื่องจากเส้นทางกลับบ้านของคุณยายอยู่ในทางเดียวกับที่พักของตนเอง เป็นการช่วยเหลือเล็กๆ ที่เกิดจากความตั้งใจและความห่วงใยอย่างจริงใจ

    ต่อมา คุณชามิลได้แบ่งปันเรื่องราวความประทับใจนี้ผ่านแพลตฟอร์ม TikTok เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำส่วนตัว ก่อนจะมีผู้เข้ามารับชม แสดงความคิดเห็น และร่วมชื่นชมในน้ำใจ ความอบอุ่น และจิตใจบริการจำนวนมาก ส่งต่อเรื่องราวความดีนี้ออกไปอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์

    คุณชามิลเล่าว่า ตนเองชอบพูดคุยกับลูกค้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในละแวกใกล้ร้าน จึงดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว เมื่อเห็นลูกค้าต้องเดินทางกลับบ้านในช่วงค่ำและรถค่อนข้างมาก จึงรู้สึกเป็นห่วงและตัดสินใจช่วยไปส่ง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเหนื่อยล้า

    เรื่องราวเล็กๆ นี้สะท้อนให้เห็นถึง ความดี ที่เกิดขึ้นจากการใส่ใจผู้คนรอบตัว และเป็นอีกตัวอย่างของ DNA ความดี 24 ชั่วโมง ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน พนักงานร้านไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการ แต่ยังเป็นที่พึ่งของชุมชน และร่วมสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรอย่างต่อเนื่อง

    #DNAความดี24ชั่วโมง #ความดี #แสนคนแสนความดี #คนดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/community-care-story/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hmUZ3Ig_4SNAwdzV3rHg7