Blog

  • “มงคล” นำทีมประชุมสหภาพรัฐสภาโลก ชี้ท่องเที่ยวไทยความใฝ่ฝันต่างชาติ

    “มงคล” นำทีมประชุมสหภาพรัฐสภาโลก ชี้ท่องเที่ยวไทยความใฝ่ฝันต่างชาติ

    18 เมษายน 2569 นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา โพสต์ภาพการเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภาโลกลงบนเฟซบุ๊ก พร้อมระบุข้อความว่า การทูตรัฐสภาเชิงรุก 16-20 เมษายน ทำหน้าที่หัวหน้าคณะสมาชิกรัฐสภาไทยเข้าร่วมประชุมสหภาพรัฐสภา(IPU) ณ โรงแรม Hilton ประเทศตุรกี เป็นอีกหนึ่งบทบาทของรัฐสภาไทยในเวทีโลก

    นายมงคล ระบุว่า การได้พบปะกับประธานรัฐสภาและสมาชิกรัฐสภาจากทั่วโลกได้มีปฏิสัมพันธ์ทั้งการขึ้นพูดบนเวทีใหญ่และการพบปะแบบทวิภาคี ทำให้เรารู้ว่าประเทศไทยของเราเป็นที่รู้จักและเป็นความใฝ่ฝันของคนทั้งโลกที่อยากมาเที่ยว

    “เขารู้จักกรุงเทพ รู้จักภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ บุรีรัมย์ อยุธยา ฯลฯ รู้จักวัดพระแก้ว บางคนอยากมาเล่นสงกรานต์ ทุกท่านมีความความทรงจำดีๆกับประเทศไทย นี่คือเสน่ห์ของคนไทยครับ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378976238&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Jl4_bpy-X46hQMiHKOUU4

  • เทศบาลตำบลบางจะเกร็ง ‘อัปเกรดปอดชุมชน’ ทุ่ม 50 ล้าน พลิกโฉมสวนสาธารณะ สร้างแลนด์มาร์กสุขภาพ-ท่องเที่ยวใหม่ | เดลินิวส์

    เทศบาลตำบลบางจะเกร็ง ‘อัปเกรดปอดชุมชน’ ทุ่ม 50 ล้าน พลิกโฉมสวนสาธารณะ สร้างแลนด์มาร์กสุขภาพ-ท่องเที่ยวใหม่ | เดลินิวส์

    นายศราวุธ กล้วยจำนงค์ นายกเทศมนตรีตำบลบางจะเกร็ง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เทศบาลฯได้รับงบสนับสนุนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง วงเงิน 50 ล้านบาท เพื่อพลิกโฉมสวนสาธารณะครั้งใหญ่ บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ในพื้นที่หมู่ 2 เพื่อยกระดับเป็น “ปอดชุมชนยุคใหม่” ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและการท่องเที่ยวและถือเป็น “โปรเจกต์ใหญ่ 3 ปี” ที่จะค่อย ๆ พัฒนาอย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จในปี 2571

    ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การออกแบบพื้นที่ทั้ง 7 ไร่เศษแบบ “ครบวงจร” แยกเป็น 3 โซนหลัก รองรับทุกกลุ่มวัย ทั้งโซนออกกำลังกายสำหรับผู้ใหญ่ โซนกลางสำหรับกิจกรรมชุมชน และโซนเด็กที่มีเครื่องเล่นและอุปกรณ์พัฒนาทักษะ ซึ่งสะท้อนแนวคิด “สวนเดียวใช้ได้ทั้งครอบครัว” ขณะเดียวกัน ยังเพิ่ม “จุดขายใหม่” ด้วยสะพานสกายวอล์กสูง 3 เมตร เปิดมุมมองชมทัศนียภาพ และกลายเป็นแลนด์มาร์กถ่ายภาพแห่งใหม่ของพื้นที่ เสริมด้วยลู่วิ่งออกกำลังกายรอบสวน และสิ่งอำนวยความสะดวกครบ ทั้งห้องน้ำแยกชาย-หญิง และรองรับผู้พิการ

    นายศราวุธ กล่าวว่า โครงการนี้ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท แบ่งดำเนินการเป็น 3 ระยะ คือปี 2569 จำนวน 7.5 ล้านบาท ปี 2570 จำนวน 20 ล้านบาท และปี 2571 อีก 22.5 ล้านบาท นอกจากจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังสะท้อนการ “ลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต” ของคนในพื้นที่โดยตรง

    อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตา คือการเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยวชายฝั่ง โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาพื้นที่ชายทะเลของชุมชน ซึ่งสอดรับกับโครงการพัฒนาดอนหอยหลอด วงเงิน 28 ล้านบาท ที่เตรียมสร้างลานอเนกประสงค์และจุดชมวิว รองรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่นกนางนวลอพยพมาจำนวนมาก ซึ่งถือเป็น “จุดขายระดับจังหวัด”

    อย่างไรก็ตาม โครงการดอนหอยหลอดยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งถือเป็น “โจทย์ท้าทาย” ที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้แผนพัฒนาเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ ดังนั้น “ภาพรวมของโครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงสวนสาธารณะ แต่เป็นการยกระดับเมืองทั้งระบบ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวในอนาคตของสมุทรสงคราม” นายศราวุธ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5788832/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11mN_fDPBIfd55x9nIrhcG

  • สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมสถานการณ์ความยากจนในไทย:โอกาสรัฐบาลอนุทินปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    สงครามตะวันออกกลางซ้ำเติมสถานการณ์ความยากจนในไทย:โอกาสรัฐบาลอนุทินปฏิรูปบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-241&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37RCfGjfDWAasMjCcHwXVA

  • จุดยืนไทย ‘ปิดด่านกัมพูชา’ลากยาว  10 เดือนพิษเศรษฐกิจ กระทบ ‘54 กาสิโน’

    จุดยืนไทย ‘ปิดด่านกัมพูชา’ลากยาว 10 เดือนพิษเศรษฐกิจ กระทบ ‘54 กาสิโน’

    “หน่วยงานความมั่นคงไทย” ประเมิน 1-2 เดือนนับจากนี้ คนกัมพูชาจะประสบภาวะเดือดร้อนหนัก จากสภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ภายในประเทศ สาเหตุหลักการปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ตลอดแนวตั้งแต่ 23 มิ.ย.2568 ปัจจุบันเข้าสู่เดือนที่ 10 แล้ว ซ้ำเติมด้วยภาษีสหรัฐฯ และวิกฤติพลังงาน จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

    กัมพูชา ขึ้นชื่อว่ามีอุตสาหกรรมการพนันมากที่สุดในใลก มีใบอนุญาตให้ประกอบกิจการกาสิโน กว่า 130 ฉบับ มีที่ตั้งกระจายอยู่ใน 11 จังหวัด จำนวน 54 แห่ง โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เส้นเลือดใหญ่ล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ ซบเซาลงเนื่องจากนักท่องเที่ยว 90% ใช้จุดผ่านแดนข้ามไปกาสิโน และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนไทย

    นอกจากนี้ กัมพูชายังถูกกดดันอย่างหนักให้เร่งปราบปรามกวาดล้าง เนื่องจากกาสิโนหลายแหล่งถูกแปรสภาพเป็นแหล่งคอลเซนเตอร์ ค้ามนุษย์ ที่หลอกลวงและสร้างความเสียหายกับคนทั่วโลก

    โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา กาสิโน-รีสอร์ทหลายแห่งอยู่ในการควบคุมฝ่ายไทยหลังการปะทะสิ้นสุดลง เช่น กาสิโนทมอดา จ.ตราด โอร์เสม็ด จ.สุรินทร์ กาสิโนช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี

    สะท้อนผ่านท่าทีของ “ฮุน มาเนต” นายกฯกัมพูชา หลังกลับจากเยือนฝรั่งเศส ประกาศใช้กลไกทวิภาคีเจรจาฝ่ายไทย พลิกฟื้นบทบาทคณะกรรมมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) เพื่อความรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ แทนศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

    ภายใต้ MOU 43 เครื่องมือสำคัญทำให้การจัดทำเขตแดนในห้วง 20 ปีมีความคืบหน้ามากกว่า 50% ซึ่งสามารถตกลงกันได้แล้ว 43 จุด จาก 74 จุด นายกฯฮุน มาเนต มองว่า กลไก JBC เป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ผล แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

    ท่ามกลางกระแสข่าวมีการเจรจาทางลับในระดับพื้นที่ เพื่อขอให้ฝ่ายไทยผ่อนปรนเปิดด่านชายแดน จันทบุรีตราด ที่อยู่ในความรับผิดขอบของกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด( กปช.จต.)กองทัพเรือ เพื่อขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์จากไทยไปยังกัมพูชา

    แม้ พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ จะออกมายืนยันว่า กระแสข่าวไทยเตรียมเปิดด่านชายแดนจันทรบุรี-ตราด เป็นข่าวปลอม แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่า การพูดคุยทางลับขอผ่อนปรนเปิดด่านไม่ได้เกิดขึ้นจริง

    “หากทางกัมพูชามีความต้องการความช่วยเหลือ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนที่ตกงาน อดอยาก แร้นแค้นในประเทศ ที่เกิดขึ้นเพราะผู้นำตัดสินใจผิดพลาด ก็ขอติดต่อช่องทางการทูตที่มีอยู่ กองทัพเรือไม่มีนโยบายในการเปิดด่าน หรือช่องทางใดๆ และยังคงดำเนินมาตรการควบคุมพื้นที่ชายแดนอย่างเข้มงวด ตามกฎหมายและกรอบความมั่นคงของประเทศ” โฆษก ทร.ระบุ

    อย่างไรก็ตาม ในสภาวะเช่นนี้ ฝ่ายไทยคงไม่กล้าเสี่ยงโดยเฉพาะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติพลังงานที่โยงใยไปถึงค่าครองชีพของคนไทย และเศรษฐกิจ สังคม สั่นคลอนความเชื่อมั่น ไม่ต่างกับฮุน มาเนต ต้องรีบตั้งการ์ดสูง โดยตัดบทเพื่อไม่ให้เรื่องเปิดด่าน ซ้ำเติมวิกฤติศรัทธาการเมือง

    “ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด การประสานทางการทูตก็ยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใด จะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงจุดนั้น” นายกฯอนุทิน ระบุ

    อีกประการหนึ่ง แม้ฮุน มาเนต จะมีท่าทีอ่อนลง แต่ฝ่ายไทยก็ยังไม่สามารถไว้วางใจได้ เพราะการบริหารงานประเทศของกัมพูชา มีศูนย์รวมอำนาจอยู่ที่“ฮุน เซน” บิดานายกฯ แต่เพียงผู้เดียว ส่งผลให้ฝ่ายนโยบาย และฝ่ายปฏิบัติในพื้นที่ มักสวนทางกัน ความไม่คงเส้นคงวาเกิดขึ้นได้ตลอด

    หลังพบข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ชายแดนจันทบุรี-ตราด กัมพูชา ยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบก และทางทะเลอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างกับพื้นที่อื่นๆ ของกองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1 

    จึงเป็นที่มาของการลงพื้นที่ ตรวจความพร้อมรบ กปช.จต. ของพล.ร.อ.ไพโรจน์ เพื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เมื่อ 16 เม.ย.

    เพื่อย้ำถึงบทบาทสำคัญ ในฐานะปราการด่านหน้าสุดของประเทศ ที่มีการกิจปกป้องอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในมิติทางบกและทางทะเล

    โดยให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านองค์บุคบุคล พัฒนาขีดความสามารถและเสริมสร้างขวัญกำลังใจของกำลังพลด้านองค์วัตถุ ตรวจสอบความพร้อมของอาวุธยุทโธปกรณ์ ระบบสนับสนุน และด้านองค์ยุทธวิธี ปรับแผนและการฝึกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลง

    สถานการณ์ปัจจุบันฝ่ายตรงข้ามยังคงมีการเสริมกำลังทั้งทางบก และทางทะเลอย่างต่อเนื่อง หน่วยในพื้นที่ต้องยกระดับความพร้อมรบ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพในด้านความมั่นคง จุดยืนกองทัพเรือ จะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่อ่อนข้อในประเด็นด้านความมั่นคง ไม่ย่อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายเล็ดลอดผ่านพื้นที่ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเล

    “ผมได้สั่งการไม่มีการเปิดด่านเด็ดขาด โดยปฏิบัติการตามที่รัฐบาลได้สั่งการมา เราจะไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด ปิด ก็คือปิด“ ผบ.ทร.ระบุ

    หน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่า ปีนี้ทั้งปี การเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ก็ยังไม่เกิด เพราะต้องพิจารณาหลายมิติ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคง และความรู้สึกของคนไทย ที่ไม่เปิดใจยอมรับ

    ยกเว้นกรณีชาวกัมพูชาหนีความเดือดร้อนทะลักข้ามมาฝั่งไทย โดยคาดว่าคงได้เห็นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ก็อาจเป็นภาวะจำยอมทำให้ไทย-กัมพูชา ต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1230126&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tPRlwCH_MSm0N-de4jRy0

  • อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 18 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดต ราคาน้ำมันวันนี้ 18 เมษายน 2569 เบนซิน-ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ 18 เม.ย. 2569 อัปเดตราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ ดีเซล ล่าสุด ลิตรละเท่าไหร่

    ราคาน้ำมัน 18 เมษายน 2569 ล่าสุด กลุ่มเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล ล่าสุด โดยทีมข่าวเศรษฐกิจ อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด โดยราคาน้ำมันวันนี้ 18/4/2569 เวลา 09.00 น. ปรับราคาน้ำมันลดลงทุกชนิด ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันมีราคาดังนี้

    อัปเดตราคาน้ำมัน วันที่ 18 เม.ย. 2569 มีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น. 

    ราคาน้ำมัน “ปตท.” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.04 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 64.08 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 51.54 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “บางจาก” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 35.90 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 98 อยู่ที่ 56.04 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.39 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์”วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 42.33 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 66.34 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” วันนี้ 18 เมษายน 2569

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 56.01 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 42.45 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 42.08 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 35.45 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 42.90 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 65.30 บาท/ลิตร

    ทั้งนี้ ราคาดังกล่าวเป็นราคากลางที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องที่ ส่งผลให้ราคาอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    อัปเดตราคาน้ำมันล่าสุด คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949668/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cQgtrRUbgvU-m87eB-Fpp

  • โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    โปรเจกต์ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    ความเคลื่อนไหวด้านนโยบายเศรษฐกิจและพลังงานของไทยกำลังน่าจับตามอง หลังมีรายงานจากแหล่งข่าวในกระทรวงการคลัง เผยความคืบหน้า โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ

    เบื้องต้น โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประชาชนนำ รถยนต์เก่าเครื่องยนต์น้ำมัน มาแลกซื้อ รถยนต์ใหม่ ที่เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ไฮบริด โดยในระยะแรกจะกำหนดโควตาไว้ที่ประมาณ 10,000–20,000 คัน ภายใต้รูปแบบ “มาก่อนได้ก่อน” (First-come, First-served) สะท้อนความต้องการควบคุมงบประมาณ และทดสอบระบบรองรับการกำจัดซากรถเก่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    มุมเศรษฐกิจ

    โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และระบบโลจิสติกส์ (Logistics) ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    ระยะเวลาโครงการ(เบื้องต้น) กำหนดไว้ไม่เกิน 5 ปี

    • บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย อยากปรับตัวให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น จัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electic Vehicle : EV)
    • วงเงินสินเชื่อต่อราย : วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท
    • อัตราดอกเบี้ย : ธนาคารอมสิน ให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ
    • สำหรับการให้สินเชื่อกับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าโครงการ กำหนดให้สถาบันการเงินและ Non-Banks คิดอัตรา ดอกเบี้ยไม่เกิน 10% ต่อปี (Effective Rate) ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลัก ประกัน เป็นต้น
    • ระยะเวลายื่นขอสินเชื่อ : ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อ รวมในโครงการจะหมด
    • สำหรับวงเงินโครงการ อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท (ภายใต้วงเงินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB 

    ผู้สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินรวมของโครงการ 5,000 ล้านบาทจะหมดลง ซึ่งโครงการนี้อยู่ภายใต้กรอบสินเชื่อ Soft Loan “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงินรวม 100,000 ล้านบาท

    โปรเจกต์ 'รถเก่าแลกรถใหม่' เร่งเครื่องเศรษฐกิจสีเขียว ดัน EV ไทย

    นักวิเคราะห์มองว่า โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ไม่เพียงเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของไทยในการเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมัน และยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์สู่มาตรฐานสากล

    สรุปข่าวคมชัดลึก

    โครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เตรียมเปิดทางประชาชนเปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV/ไฮบริด โควตาเริ่มต้น 10,000–20,000 คัน ใช้ระบบมาก่อนได้ก่อน พร้อมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 5,000 ล้านบาท หวังเร่งเศรษฐกิจสีเขียวและพลังงานสะอาดไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/general-news/616011&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ubjz3t-5yrnQvIKsm6YAr

  • IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    IMF ชี้ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ กำหนดชะตาเศรษฐกิจไทย รัฐบาลต้องพาประชาชนไปด้วยกัน

    ท่ามกลางแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลางที่กำลังกดดันราคาพลังงานโลกและฉุดแนวโน้มเศรษฐกิจหลายประเทศ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณชัดว่าอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น หากแต่อยู่ที่ ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2026 ลงเหลือ 1.5% จากเดิม 1.6% โดยประเมินว่าแรงกดดันจากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นจะกระทบทั้งต้นทุนภาคธุรกิจและกำลังซื้อของประชาชน ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก -0.1% ในปี 2025 มาอยู่ที่ 0.9% ในปีนี้ แม้ยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO ของ THE STANDARD สัมภาษณ์พิเศษกับ Peter Breuer Mission Chief for Thailand ของ IMF ในงานประชุมสภาผู้ว่าการ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ภาคฤดูใบไม้ผลิ ประจำปี 2026 ระหว่างวันที่ 13–18 เมษายน ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

    ปีเตอร์อธิบายว่า ไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ทำให้มีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยประมาณการล่าสุดตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์ความขัดแย้งจะไม่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นและยาวนานกว่าคาด เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญความเสี่ยงในฉากทัศน์ที่เลวร้ายกว่า ซึ่งจะนำไปสู่การปรับลดประมาณการอีกครั้ง

    ความแตกต่างของตัวเลขเงินเฟ้อระหว่าง IMF ที่ประเมินไว้ 0.9% กับธนาคารแห่งประเทศไทยที่มองใกล้ 3% สะท้อน “สมมติฐานที่ต่างกัน” โดย IMF ใช้ข้อมูลที่ล็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นของความขัดแย้ง ขณะที่หน่วยงานในประเทศใช้ข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนราคาพลังงานที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วมากขึ้น

    ในด้านนโยบาย IMF แนะนำว่า ไทยควรเดินหน้าปรับราคาพลังงานในประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดภาระการอุดหนุนและรักษา ‘พื้นที่ทางการคลัง’ (Fiscal space) พร้อมเน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรเป็นแบบเจาะจงกลุ่มเปราะบางมากกว่าการอุดหนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบ ซึ่งมีต้นทุนสูงและยากต่อการดำเนินต่อเนื่อง

    ด้านนโยบายการเงิน IMF มองว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ชะลอและเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ธนาคารกลางสามารถคงท่าทีผ่อนคลายได้ในระยะนี้ แต่ควรระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม (ดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยปัจจุบันคือ 1%) เพื่อเก็บเครื่องมือไว้รองรับความไม่แน่นอนในอนาคต โดยเฉพาะหากเกิดช็อกใหม่จากภายนอก

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปัจจัยระยะสั้น IMF ชี้ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และคุณภาพสินทรัพย์ที่เริ่มอ่อนแอลง กำลังบั่นทอนศักยภาพการเติบโต และลดประสิทธิภาพของการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่ระบบเศรษฐกิจ

    ในระยะยาว IMF มองว่า ไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ทั้งฐานอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว ภาคการท่องเที่ยวระดับโลก และทรัพยากรมนุษย์ แต่จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเพื่อยกระดับผลิตภาพของแรงงาน ขยับไปสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง เพิ่มความซับซ้อนของการส่งออก และใช้เทคโนโลยีเพื่อเสริมขีดความสามารถการแข่งขัน นอกจากนี้ การกระจายแหล่งพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเปราะบางจากช็อกภายนอกในอนาคต

    ท่ามกลางคำถามที่ว่าไทยกำลังกลายเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’ หรือไม่ IMF มองว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะเผชิญแรงกดดันหลายด้าน แต่ยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว หากสามารถดำเนินนโยบายที่เหมาะสมและต่อเนื่อง

    “สิ่งที่สร้างความแตกต่างจริงๆ คือเจตจำนงทางการเมือง” เจ้าหน้าที่ IMF ระบุ พร้อมชี้ว่า การปฏิรูปที่ยากในระยะสั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเศรษฐกิจ การยกระดับทักษะแรงงาน หรือการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและสังคม

    บทเรียนจากหลายประเทศชี้ว่า การปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถ “พาประชาชนไปด้วยกัน” และสร้างความเข้าใจถึงประโยชน์ระยะยาว แม้ต้องแลกกับความยากลำบากในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    ในมุมนี้ วิกฤตพลังงานครั้งใหม่จึงไม่ใช่เพียงความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่จะทดสอบว่าประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใดในการตัดสินใจเชิงนโยบายครั้งสำคัญ ระหว่างการประคองสถานการณ์ระยะสั้น กับการปฏิรูปเพื่ออนาคตในระยะยาว

    ทั้งนี้ ประเทศไทยมีกำหนดเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Annual Meetings ของ IMF และธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2026 ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นเวทีสำคัญในการสะท้อนบทบาทของไทยบนเวทีเศรษฐกิจโลก ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ABOUT THE AUTHOR

    นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    บรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD วิทยากรด้านสื่อและการทำคอนเทนต์ออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-warns-thailand-economy-political-will/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0M-3qpL3cYk0jh90RCw-Ae

  • ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    ‘เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    'เอกนิติ‘ พบธนาคารโลก ดันไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเป็นเจ้าภาพ IMF-WB

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารือทวิภาคีกับนายอาเจย์ บังกา ประธานธนาคารโลก ในช่วงการประชุม Spring Meetings ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองในประเด็นที่มีนัยยะสำคัญต่อทิศทางความร่วมมือระหว่างไทยและธนาคารโลกในระยะต่อไป

    ทั้งสองได้หารือเกี่ยวกับกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและธนาคารโลก โดยมีหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ Low Carbon City Project ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปการใช้พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจสีเขียว 

    นอกจากนั้น ยังหารือถึงการเข้าถึงบริการทางการเงินผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล (digital financial inclusion) ทั้งนี้ ธนาคารโลกกล่าวชื่นชมประเทศที่มีรูปธรรมในการนำ digital finance และ AI เข้ามายกระดับทักษะ คุณภาพชีวิตและผลิตภาพให้ประชาชน

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการเป็นเจ้าภาพ IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอโมเดลการพัฒนาของไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/656853&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tp2UYAfwn0ncOPEVoFLlL

  • ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเสวนาเศรษฐกิจโลก “The Debate on the Global Economy” พร้อมกับ (1) Dr. Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (2) นาย Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซาอุดีอาระเบีย (3) นาย François Villeroy ผู้ว่าการธนาคารกลางฝรั่งเศส (4) Dr. Eswar Prasad ศาสตราจารย์อาวุโสด้านนโยบายการค้าและเศรษฐศาสตร์ Cornell University และ (5) นาง Martina Cheung ประธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะกรรมการบริษัท S&P Global   ซึ่งเป็นเวทีหลัก (flagship) ในการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Energy Importer) เช่นเดียวกันกับอีกหลาย ๆ ประเทศ จึงได้รับผลกระทบที่ค่อนข้างมากทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์อ่อนแอและเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) ได้ในที่สุด

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง

    รองนายกฯ เอกนิติ ยังกล่าวอีกว่าในโลกยุคใหม่ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” (Economic Security) จะกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นักลงทุนใช้พิจารณา ในการนี้ ประเทศไทยจึงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยชูจุดแข็งเรื่องความเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Secure Place) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อยกระดับผลิตภาพของประเทศ พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยังมีแผนเร่งด่วนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน (Energy Transition) 

    ในการบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด (Limited Fiscal Space) ประเทศไทยได้ยึดถือหลักการ 4T ได้แก่ Target, Transition, Transformation และ Together เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้า

    'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง 'เอกนิติ' หนึ่งเดียวจากอาเซียน ขึ้นเวทีการเงินโลก ย้ำเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยแกร่ง  

    สุดท้าย ท่านได้เน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเสถียรภาพภายนอกของประเทศไทย โดยระบุว่าดุลการชำระเงินของไทยยังคงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งมาก และมีทุนสำรองระหว่างประเทศสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นมากกว่า 2.5 เท่า หรือเทียบเท่ากับการนำเข้าถึง 10 เดือน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และธนาคารโลก เข้ามามีบทบาทสำคัญในการประสานความช่วยเหลือและระดมทุนให้แก่ประเทศที่ต้องการการสนับสนุน โดยรากฐานที่มั่นคงจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกไปสู่ “New Horizons” ซึ่งเป็นธีมหลักของการประชุมประจำปี IMF–World Bank ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพต่อไป 

    รับชมการเสวนาฉบับเต็ม (ภาษาอังกฤษ)​ได้ที่


     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G6OcihQ49lO7a7qf4YDIy

  • ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ไตรมาสแรก ปี2026 เศรษฐกิจจีน โต 5.0% คาด ในช่วงที่เหลือของปีโตชะลอลง

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ ในไตรมาสแรกของปี 2026 เศรษฐกิจจีนขยายตัวอยู่ที่ 5.0% เร่งตัวขึ้นจาก 4.5% ในไตรมาส 4 ของปี 2025 โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากภาคการผลิต และภาคการส่งออกโดยมีรายละเอียดที่สำคัญ ดังนี้

    1.ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial output) ขยายตัวอยู่ที่ 6.1% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ของจีนเติบโตดี เช่น แบตลิเธียมไอออน (+40.8%) และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (+33.2%)

    2.การส่งออกไตรมาสแรกของปี 2026 ยังขยายตัวดีอยู่ที่ 14.7% แต่การเติบโตของการส่งออกเริ่มมีแนวโน้มลดลง หลังเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยในเดือนมี.ค.2026 การส่งออกโตชะลอลงอยู่ที่ 2.5% จาก 21.8% ในม.ค.-ก.พ. 2026 (ก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง)

    -ขณะที่การใช้จ่าย และการลงทุนในประเทศยังเติบโตในระดับต่ำ ยอดค้าปลีกขยายตัวอยู่ที่ 2.4% หลังวงเงินในโครงการของเก่าแลกของใหม่ลดลง รวมถึงการปรับเกณฑ์ยกเว้นภาษีในรถไฟฟ้า สะท้อนจากยอดขายสินค้าในบ้าน และยอดขายรถยนต์ที่หดตัวลง ขณะที่การลงทุนในประเทศพลิกกลับมาเติบโตดีขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.7% โดยยังได้รับปัจจัยกดดันจากการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ (-11.2%)
    -สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคาดส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจจีนจำกัด โดยจีนมีการควบคุมการส่งผ่านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภค ซึ่งกลไกการปรับราคาน้ำมันของจีนจะมีการกำหนด Ceiling และ Floor หากระดับราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเหนือระดับ Ceiling ราคาน้ำมันขายปลีกจะไม่ถูกปรับขึ้นเกินระดับนี้ หรือในกรณีที่ราคาน้ำมันผันผวนเร่งตัวขึ้นสูง ภาครัฐจะเข้ามาจัดการควบคุมราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งเร็วเกินไป โดยตั้งแต่ต้นปี 2026 ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นมากว่า 100% แต่ราคาน้ำมันดีเซลในเมืองปักกิ่งปรับขึ้นราว 30%
    -ในระยะข้างหน้าเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากไตรมาสแรกของปี 2026 โดยคาดว่าจะได้รับปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่

    แม้ว่าจีนจะมีปริมาณน้ำมันสำรองในระดับสูง มีแหล่งนำเข้า และช่องทางการนำเข้าพลังงานที่หลากหลาย รวมถึงโครงสร้างพลังงาน (Energy mix) มีน้ำมันเพียงเกือบ 1 ใน 4 แต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตัวอื่น ๆ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในภาคการผลิตให้ปรับสูงขึ้นกดดันกำไรในภาคการผลิตในจีน โดยจะส่งผลกระทบต่อการลงทุน และการจ้างงานในระยะต่อไป

    การส่งออกจีนมีแนวโน้มโตชะลอลง ผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางจะส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าที่สำคัญของจีนชะลอลง รวมถึงความไม่แน่นอนจากการเก็บภาษีรายสินค้าของทางสหรัฐฯ ทางการจีนพยายามเน้นการเติบโตจากภายในเป็นสำคัญ แต่อุปสงค์ในประเทศจะยังไม่สามารถชดเชยการชะลอตัวของการส่งออกได้โดย

    -ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าปี 2026 เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มเติบโตชะลอลงจากปีก่อนอยู่ที่ 4.5% ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายทางการปี 2026 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะเติบโตอยู่ที่ 4.5-5.0% โดยเศรษฐกิจจีนยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องสงครามการค้า และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวจำกัด โดยเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจภาคการคลังใกล้เคียงกับปีก่อน และโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางจีนคาดมีลดลง หลังเงินเฟ้อทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/273444&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E8YqDB8vXn2cYjUa9tbJB