Blog

  • จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    จาก วิกฤตน้ำมัน สู่ ‘สงครามน้ำ’ ทำไม สุเอซ สไตล์ ทรัมป์ อาจกลืนเศรษฐกิจโลก

    ราห์มา เชลลานีย์ ศาสตราจารย์ด้านยุทธศาสตร์ ศึกษาประจำศูนย์วิจัยนโยบายอิสระในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย นักภูมิรัฐศาสตร์ นักเขียนระดับโลก และเป็นนักวิจัยประจำสถาบันโรเบิร์ต บอช ในกรุงเบอร์ลิน ผู้เขียนหนังสือ 9 เล่ม รวมถึง ‘Water: Asia’s New Battleground’ หรือ ‘น้ำ : สมรภูมิใหม่ของเอเชีย’ ซึ่งได้รับรางวัลเบอร์นาร์ด ชวาร์ตซ์ วิเคราะห์ว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน จะกินเวลาเพียง 40 วัน แต่ผลกระทบของมันจะ ‘ยืดเยื้อไปอีกหลายปี’

    ข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทิ้งร่องรอย ‘สงคราม’ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ

    นับตั้งแต่วิกฤตการณ์น้ำมันในทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ไม่เคยมีความขัดแย้งใดที่ส่งแรงกระแทกต่อการจัดหาพลังงาน ขัดขวางเส้นทางการค้า กดดันระบบอาหาร และทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวในคราวเดียวกันได้ถึงระดับนี้

    ความต่างของสงครามครั้งนี้ ไม่ใช่ขนาด หากแต่อยู่ที่ ‘ขอบเขต’ ที่กระทบ ‘เสาหลัก’ หลายด้านของเศรษฐกิจโลกในคราวเดียว และในรูปแบบเหล่านี้ก็ไม่อาจแก้ไขได้ในเร็ววัน

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งหวนคืนสู่อำนาจพร้อมคำมั่นจะยุติ ‘สงครามโง่ๆ’ กลับถูกมองว่าสร้างความขัดแย้งที่บั่นทอนตนเองในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง แม้กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลจะสามารถลดทอน ศักยภาพทางทหารของอิหร่านได้

    แต่สงครามครั้งนี้กลับเผยความจริงอันโหดร้ายว่า ความเหนือกว่าทางกำลังไม่อาจบังคับให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้ เมื่อเผชิญกับคู่ขัดแย้งที่สามารถขยายสนามรบและสร้างความเสียหายเชิงระบบนอกพรมแดน ผลลัพธ์จึงกลายเป็น ‘อำนาจที่ไร้คำตอบ’

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ถอดบทเรียนวิกฤตคลองสุเอซ 1956

    เชลลานีย์ ถอดบทเรียนสถานการณ์ครั้งนี้ ชวนให้เปรียบเทียบกับวิกฤตการณ์คลองสุเอซ ปี 1956 (Suez Crisis) ที่เปิดโปงข้อจำกัดของอำนาจอังกฤษ เป็นเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมอำนาจของจักรวรรดิบริเตน (อังกฤษ) ในฐานะมหาอำนาจโลก และการก้าวขึ้นมาของสองมหาอำนาจใหม่คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต ในช่วงยุคสงครามเย็น

    นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า วันนี้ทรัมป์กำลังสร้าง ‘วิกฤตสุเอซ’ ในแบบฉบับของสหรัฐฯ เองหรือไม่

    เพราะหากย้อนจุดเริ่มต้น ความขัดแย้งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในฐานะปฏิบัติการทางทหาร ได้ลุกลามอย่างรวดเร็วนำไปสู่การหยุดชะงัก ของอุปทานพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอิหร่านและอ่าวเปอร์เซียได้รับความเสียหาย เส้นทางขนส่งถูกตัดขาด และที่สำคัญช่องแคบฮอร์มุซแทบเป็นอัมพาต

    ต่างจากวิกฤตในอดีต ครั้งนี้ ‘แทบไม่มีทางเลือกทดแทน’ การผลิตน้ำมันและก๊าซหดตัวลงอย่างมาก

    ขณะที่เบี้ยประกันภัยการขนส่งในอ่าวเปอร์เซียพุ่งสูงขึ้นกว่า 4 เท่า และแม้หลังการหยุดยิง ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างก็ยังฝังตัวในตลาดพลังงานโลก เมื่อผู้ลงทุนและผู้ขนส่งเชื่อว่าความไม่มั่นคงในภูมิภาคจะไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป

    โดยสรุป ทรัมป์จึงกลายเป็นผู้นำคนแรกในประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ที่ก่อให้เกิดวิกฤตพลังงานโลกจากปฏิบัติการทางทหารโดยตรง

    ‘ชาติเอเชีย’ เจอแรงกระแทกครั้งใหญ่

    ผลกระทบต่อเอเชีย โดยเฉพาะอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ถือว่ารุนแรง เนื่องจากประเทศเหล่านี้ รวมถึงจีน พึ่งพาพลังงานจากอ่าวเปอร์เซียอย่างสูง แม้จีนจะเร่งปรับไปใช้ท่อส่งจากรัสเซียและเอเชียกลาง แต่โตเกียว โซล และนิวเดลียังคงเผชิญความเปราะบางเชิงโครงสร้าง โดยไม่มีทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทดแทนเส้นทางเดินเรือหลัก

    ในเมื่อพลังงานเป็นรากฐานของกระบวนการผลิตสมัยใหม่ ผลกระทบจึงลุกลามไปสู่ระบบอาหารโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    “ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ย ขณะที่น้ำมันจำเป็นต่อการชลประทาน การขนส่ง และเครื่องจักร เมื่อระบบพลังงานสั่นคลอน ระบบอาหารก็สั่นสะเทือนตามไปด้วย”

    อ่าวเปอร์เซียในฐานะแหล่งผลิตปุ๋ยสำคัญ เช่น ปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนีย กำลังเผชิญการหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาปรับสูงขึ้น ในช่วงที่ซีกโลกเหนือกำลังเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกปี 2026 การลดการใช้ปุ๋ยจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะกระทบต่อผลผลิตในระยะถัดไป

    สะเทือนความมั่นคงอาหารโลก

    เชลลานีย์ วิเคราะห์ อีกว่า แรงกระแทก ‘ล้มเป็นโดมิโน’ ตั้งแต่ภาวะช็อกด้านปัจจัยการผลิต นำไปสู่การขาดแคลนผลผลิต

    ท้ายที่สุดคือวิกฤตการบริโภคที่สะท้อนผ่านราคาอาหารที่พุ่งสูง ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่า ราคาธัญพืช น้ำมันพืช และเนื้อสัตว์จะปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้าวโพด ซึ่งเป็นหัวใจของระบบอาหารสัตว์ทั่วโลก อาจนำไปสู่ ‘ภาวะช็อกด้านโปรตีน’

    ขณะเดียวกัน นโยบายของรัฐบาลหลายประเทศกลับยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น เชื้อเพลิงชีวภาพจึงเป็นทางเลือกมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกจากอาหารไปสู่พลังงาน ก่อให้เกิดวงจรย้อนกลับที่ผลักดันราคาอาหารให้สูงขึ้นตาม

    จากวิกฤตพลังงานสู่ ‘โรงงานผลิตน้ำจืด’

    สงครามครั้งนี้ ยังเปิดโปงจุดอ่อน ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการพึ่งพาโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

    ภาพประกอบลูกโลกกับกราฟแสดงผลกระทบวิกฤตน้ำมันและสงครามน้ำต่อเศรษฐกิจโลก 1

    หลังการโจมตีโรงงานบน “เกาะเกชม์” (Qeshm) และการตอบโต้ต่อโรงงานในบาห์เรน กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้จุดชนวนวิกฤตน้ำควบคู่พลังงาน

    เชลลานีย์ มองว่า ยิ่งโรงงานเหล่านี้ใช้พลังงานสูง ยิ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นการถูกทำลาย ทำให้รัฐต้องเบี่ยงทรัพยากรจำนวนมหาศาล เพื่อรักษาความมั่นคงด้านน้ำ

    แน่นอนว่า ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่ขาดแคลนน้ำจืดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ‘น้ำ’ จึงกลายเป็น ‘อาวุธสงคราม’ ไปในที่สุด

    แม้วิกฤตจะมีลักษณะเป็นสากล แต่ผลกระทบกลับกระจายไม่เท่ากัน โดยจะเห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วเผชิญแรงกดดันผ่านเงินเฟ้อและความตึงเครียดในภาคอุตสาหกรรม แม้ครัวเรือนแบกรับต้นทุนสูงขึ้นและธนาคารกลางชะลอการลดดอกเบี้ย แต่ยังพอมีเงินสำรองรองรับ

    ตรงกันข้าม ประเทศกำลังพัฒนาในซีกโลกใต้เผชิญแรงกระแทก โดยตรงจากต้นทุนนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น ค่าเงินอ่อน และภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้สกุลดอลลาร์ เงินทุนไหลออกสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ยิ่งทำให้สภาพคล่องตึงตัว เกิดวงจรเลวร้ายของต้นทุนสูง ค่าเงินอ่อน และพื้นที่การคลังที่แคบลง ซึ่งในบางกรณีอาจถึงขั้นคุกคามเสถียรภาพ นโยบายการเงินและการคลังของรัฐบาล

    นอกจากนี้ สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ขึ้นจากการหดตัวของเงินโอนจากแรงงานในอ่าวเปอร์เซีย ครัวเรือนจำนวนมากสูญเสียรายได้ ขณะที่รัฐบาลสูญเสียเงินตราต่างประเทศ กระทบต่อความสามารถในการพยุงเศรษฐกิจ

    ในระดับโลก ความอันตรายของช่วงเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่วิกฤตใดวิกฤตหนึ่ง แต่เป็น ‘การบรรจบกันของหลายวิกฤต’ ระบบพลังงานแตกแยก ระบบอาหารตึงตัว กระแสเงินทุนผันผวน และเส้นทางการค้ากลายเป็นต้นทุนสูงและไม่แน่นอน

    ช่องแคบฮอร์มุซจากเส้นเลือดใหญ่ของการค้าโลก กำลังกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่นับวันยิ่งแข่งขันเข้มข้น

    ยุคของพลังงานราคาถูก การขนส่งปลอดภัย และโลกาภิวัตน์ที่ราบรื่น กำลังเคลื่อนสู่ระบบโลกอันแตกแยก ที่มีการเมืองแทรกแซง และผันผวนมากขึ้น แม้การหยุดยิงยังอยู่ แต่การกลับสู่ภาวะเดิมในระยะสั้น ‘แทบเป็นไปไม่ได้’

    โครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องฟื้นฟูไปอีกหลายปี

    ที่น่าห่วงคือระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสียหายต้องใช้เวลาฟื้นฟูหลายปี ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อเส้นทางขนส่งผ่านอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนด้านราคา ประกันภัย และยุทธศาสตร์จึงถูก ‘ล็อก’ อยู่ในระบบ

    ความย้อนแย้งจึงปรากฏชัด สงครามที่มุ่งยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ กลับสร้างบาดแผลโลกที่อาจยืดเยื้อไปอีกหลายปี

    แม้ผู้นำอย่างทรัมป์จะพ้นจากตำแหน่งไปแล้วก็ตาม

    อีกทั้ง แนวโน้มข้างหน้าชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะยังถูกจำกัด ตลาดพลังงานยังคงตึงตัว ระบบอาหารจะเผชิญผลกระทบล่าช้า และความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ จะค่อยๆ เสื่อมถอย

    เชลลานีย์ สรุปว่า ท้ายที่สุด มรดกตกทอดที่แท้จริงของสงครามครั้งนี้ ไม่ได้กระทบเพียงช่วงเวลา 40 วัน หากแต่เป็น ‘วิกฤตเชิงระบบโลก’ และต้นทุนที่โลกต้องจ่ายนั้น นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ซึ่งจะกระทบไปอีกนานหลายปี

    ภาพ: Steve Travelguide, Uwe Seidner 

    อ้างอิง:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/suez-trump-water-war-global-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GQTYFOPwcibDI1ljPXLfx

  • มช. ขับเคลื่อน “หมา คู เมือง” โมเดลจัดการสุนัขชุมชนรวมพลังเครือข่าย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวสู่สมดุลคน-สัตว์ | เดลินิวส์

    มช. ขับเคลื่อน “หมา คู เมือง” โมเดลจัดการสุนัขชุมชนรวมพลังเครือข่าย ยกระดับเมืองท่องเที่ยวสู่สมดุลคน-สัตว์ | เดลินิวส์

    มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ ดำเนินโครงการ “หมา | คู | เมือง (Ma | Cool | Muang)” เพื่อพัฒนาระบบการจัดการสุนัขชุมชนในย่านคูเมืองเชียงใหม่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางสัตวแพทยศาสตร์ร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ ครอบคลุมการขึ้นทะเบียนสุนัข การดูแลสุขภาพ การควบคุมประชากร และการสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและสัตว์ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ

    หนึ่งในโครงการสำคัญคือ “การจัดการสุนัขแบบมีส่วนร่วมจากชุมชนในย่านท่องเที่ยวในคูเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (หมา | คู | เมือง : Ma | Cool | Muang)” ซึ่งได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการ CMU High Impact SE Network โดยมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการจัดการสุนัขชุมชนในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่อย่างเป็นระบบและยั่งยืน ครอบคลุมทั้งการขึ้นทะเบียนสุนัขด้วยระบบปลอกคอสี (เขียว เหลือง แดง) การดูแลสุขภาพสัตว์ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และการควบคุมจำนวนประชากรสัตว์ ควบคู่กับการสื่อสารสร้างความเข้าใจแก่ชุมชนและนักท่องเที่ยว

    โครงการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจาก “MaCMU (หมาซีเอ็มยู)” ซึ่งคณะสัตวแพทยศาสตร์ดำเนินงานต่อเนื่องมากว่า 10 ปี และประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบการจัดการสัตว์ภายในมหาวิทยาลัย ทั้งด้านการขึ้นทะเบียน การดูแลสุขภาพสัตว์ และการสร้างเครือข่ายผู้ดูแลสุนัขและแมวอย่างมีส่วนร่วม โดยในพื้นที่รอบคูเมืองเชียงใหม่ คณะฯ ได้ขยายองค์ความรู้สู่ภาคสังคม ผ่านการทำงานร่วมกับเครือข่ายความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย อาทิ คณะแพทยศาสตร์ ทีม InnoMind Lab CMU หน่วยวิจัย 3E ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น เช่น เทศบาลนครเชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอเมืองเชียงใหม่ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเชียงใหม่ วัด ชุมชน ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ

    นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ยังคงเดินหน้าพัฒนา “โครงการ MaCMU (หมา มช)” อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 4 โดยมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือของประชาคมมหาวิทยาลัยต่อการจัดการสัตว์ในพื้นที่อย่างเหมาะสม ครอบคลุมตั้งแต่การให้ความรู้ การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนสัตว์ การระบุพื้นที่และพฤติกรรมของสัตว์แต่ละตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมประชากรและดูแลสุขภาพของสุนัขและแมวในมหาวิทยาลัย รวมถึงการวางมาตรการรองรับสัตว์ที่เข้ามาใหม่อย่างยั่งยืน

    ภายใต้การดำเนินงานดังกล่าว มีการจัดกิจกรรม Road Show เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจร่วมกันในแต่ละพื้นที่ของมหาวิทยาลัย โดยมีแผนขยายการดำเนินงานในรูปแบบการแบ่งโซน อาทิ โซนแม่เหียะ โซนสวนดอก และโซนอ่างแก้ว เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

    โครงการ “หมา | คู | เมือง” และ “MaCMU” สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในการนำองค์ความรู้ทางวิชาการมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างต้นแบบการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างคนและสัตว์ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยและระดับเมือง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและภาพลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5787861/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXwHhMUh1uF0eVvc0EDyD

  • เปิดอัตรา ‘ภาษีท่องเที่ยว’ทั่วโลก เทียบฟอร์ม“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยเก็บแพงไหม ?

    เปิดอัตรา ‘ภาษีท่องเที่ยว’ทั่วโลก เทียบฟอร์ม“ค่าเหยียบแผ่นดิน” ไทยเก็บแพงไหม ?

    การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยว หรือ ภาษีนักท่องเที่ยว หรือ Tourism Tax ปัจจุบันมีการเรียกเก็บมากกว่า 40 เมือง/ประเทศ ทั่วโลก แต่จะมีชื่อเรียก และรูปแบบการจัดเก็บแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เมื่อเทียบกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ ค่าเหยียบแผ่นดิน (Travel Fee) ของไทยที่รัฐบาลเตรียมจะจัดเก็บนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยผ่านทางอากาศ เทียบกับประเทศอื่น จะเป็นเช่นไร “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มัดรวมการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากทั่วโลกมานำเสนอ

    การจัดเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวของแต่ละประเทศ จะมีวัตถุประสงค์คล้ายกัน คือ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยก็เช่นกัน ซึ่งเงิน 300 บาทที่เรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    ส่วนหนึ่งจะนำมาเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และไทยจะเป็นประเทศแรก ที่นำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อประกันภัยสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยลดภาระงบประมาณแผ่นดินในการรักษาพยาบาลและช่วยเหลือเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประสบอุบัติเหตุ

    เพราะที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขมีหนี้สูญจากการสงเคราะห์ค่ารักษาพยาบาลให้แก่ชาวต่างชาติ (กรณีสถานพยาบาลภาครัฐ)จากการเก็บค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ไม่เต็มจำนวน ทำให้เกิดความสูญเสียงบประมาณแผ่นดินเฉลี่ย 300-400 ล้านบาทต่อปี

    สำหรับรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวของประเทศต่างๆปัจจุบันมีการจัดเก็บอยู่แล้วกว่า  40 ประเทศ ซึ่งบางประเทศจะเรียกว่า เป็นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือบางประเทศจะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก เป็นต้น โดยประเทศภูฏาน จัดเก็บค่าธรรมเนียมแพงที่สุดในโลก โดยแต่ละประเทศมีการจัดเก็บภาษีในเรื่องของการท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดังนี้

    • รัฐบาล“ภูฏาน

    จัดเก็บค่าธรรมเนียมการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Fee : SDF) ให้แก่ รัฐบาลในอัตรา 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อคืน (6,560 บาทต่อคืน) แต่ล่าสุดได้ลดค่าธรรมเนียม SDF เหลือ 100 ดอลลาร์สหรัฐ (3,280 บาทต่อคืน) จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2570 ซึ่งนักท่องเที่ยวจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางแยกต่างหาก เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเข้าชม และค่าใช้จ่ายอื่นๆ

    • ประเทศญี่ปุ่น

    ปรับขึ้นภาษีซาโยนาระ (Sayonara Tax) หรือภาษีขาออก จากเดิม 1,000 เยน เป็น 3,000 เยนต่อคน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อนำรายได้มาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและจัดการปัญหานักท่องเที่ยวล้นเมือง (Overtourism) ซึ่งจะเรียกเก็บผ่านตั๋วเครื่องบินทั้งชาวต่างชาติและชาวญี่ปุ่นที่เดินทางออกนอกประเทศ

    รวมท้ั้งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ประเทศญี่ปุ่น เริ่มขยายการจัดเก็บ “ภาษีที่พัก” (Accommodation Tax) ในโรงแรมและที่พักทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ โดยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บใหม่อีก 20 แห่ง ส่งผลให้จำนวนเทศบาลที่ใช้มาตรการนี้เพิ่มจาก 19 แห่ง เป็นเกือบ 40 แห่งในทันที หรือเพิ่มขึ้นราว 100% ภายในวันเดียว นับเป็นการเร่งใช้นโยบายด้านการท่องเที่ยวครั้งใหญ่

    ทั้งนี้เพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่หลักที่เริ่มจัดเก็บใหม่อยู่ในฮอกไกโด รวม 15 เทศบาล เช่น ซัปโปโร และ ฮาโกดาเตะ โดยอัตราภาษีแตกต่างกันไปตามราคาห้องพัก เริ่มตั้งแต่ประมาณ 100-500 เยนต่อคนต่อคืน (ราว 20-100 บาท)

    ขณะที่บางเมืองกำหนดอัตราคงที่ เช่น 200 เยนต่อคืน (ประมาณ 40 บาท) และในบางพื้นที่อย่าง ฮาโกดาเตะ อาจเรียกเก็บสูงสุดถึง 2,000 เยนต่อคืน หรือประมาณ 412.19 บาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน

    การจัดเก็บภาษีท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ

    นอกจากนี้ญี่ปุ่น จะปรับระบบ Tax Free โดยตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2569 ญี่ปุ่นจะเปลี่ยนจากระบบหักภาษีทันทีที่ร้าน (Tax Free) เป็นระบบ “จ่ายก่อน คืนทีหลัง” (Tax Refund) โดยต้องทำเรื่องขอคืนภาษีที่สนามบินก่อนเดินทางออก

    • มาเลเซีย

    จัดเก็บภาษีการท่องเที่ยว Tourism Tax (TTx) ในอัตรา 10 ริงกิต (RM10 ต่อห้องต่อคืน) หรือราว 80.83 บาทต่อคืน โดยเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวที่เข้าพักในสถานที่พักในมาเลเซีย

    • อินโดนีเซีย (บาหลี)

    จัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (Tourism Tax) 150,000 รูเปียห์ต่อคน (15 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน)

    • นิวซีแลนด์

    ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยว (International Visitor Conservation and Tourism Levy – IVL) จากเดิม 35 ดอลลาร์ เป็น 100 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) ต่อคน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยภาษีนี้จะถูกเรียกเก็บพร้อมกับการขอวีซ่าหรือ NZeTA ซึ่งผู้เดินทางต้องชำระเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยว

    • สหรัฐอเมริกา 

    ไม่มีการเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แต่จะมีการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax/Transient Occupancy Tax) ซึ่งในแต่ละเมืองไม่เหมือนกัน เช่น นิวยอร์ก (สูงสุด 14.75% + 3.50 ดอลลาร์/คืน), ลอสแอนเจลิส (12%), ซานฟรานซิสโก (14%) และฮาวาย (10.25% – 13.25%)

    • สวิตเซอร์แลนด์ 

    จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว Tourist Tax แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง โดยมีราคาตั้งแต่ประมาณ 2 ฟรังก์สวิส (1.81 ปอนด์) ถึง 7 ฟรังก์สวิส (6.34 ปอนด์) ต่อคนต่อคืน

    • ฝรั่งเศส

    จัดเก็บภาษีที่พัก Taxe de se’jourตามระดับของที่พัก ซึ่งจะอยู่ตั้งแต่ 0.2 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในแคมป์ ไปจนถึงมากกว่า 15 ยูโรต่อคืน สำหรับการพักในโรงแรมหรูหรา

    • เยอรมนี

    จัดเก็บ Culture Tax และ Bed Tax แตกต่างกันในแต่ละเมือง อาทิ เบอร์ลิน 7.5 % ของราคาที่พัก

    • สเปน

     หลายเมืองในสเปนเพิ่งตัดสินใจขึ้นราคาภาษีนักท่องเที่ยว อัตราภาษีจะอยู่ที่ 1-7 ยูโรต่อคนต่อคืน อาทิ ในบาร์เซโลนา ค่าธรรมเนียมสูงสุดอยู่ที่ 7.50 ยูโรต่อคนต่อคืน ในขณะที่หมู่เกาะบาเลอริก ค่าธรรมเนียมอยู่ระหว่าง 1 ถึง 4 ยูโรต่อคนต่อคืน

    • สาธารณรัฐเช็ก

    จัดภาษีนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 50 โครนาเช็ก ต่อคนต่อคืน (ประมาณ 1.71 ปอนด์)

    • เบลเยียม ในบรัสเซลส์

    ภาษีนักท่องเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 4 ยูโรต่อคนต่อคืน และจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก แต่จะแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง

    • ออสเตรีย 

    จัดเก็บภาษีนักท่องเที่ยว แตกต่างกันไปตามจุดหมายปลายทาง เช่น เวียนนา 3.2 ยูโรต่อคนต่อคืน ในซาลซ์บูร์ก อาจสูงถึง 1.75 ยูโรต่อคนต่อคืน โดยจะถูกบวกเพิ่มเข้าไปในบิลค่าที่พัก

    • เนเธอร์แลนด์

    จำนวนภาษีนักท่องเที่ยวแตกต่างกันไปในแต่ละเทศบาล อัมสเตอร์ดัมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีภาษีนักท่องเที่ยวแพงที่สุดในยุโรป โดยในปี 2567 อัตราภาษีเพิ่มขึ้นจาก 7 % เป็น 12.5 %ของราคาที่พักนั่นเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656185&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2yTEf06k26FQP7qNxhHeQz

  • ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    ปลดล็อกไฟฟ้าไทย! โอกาสเศรษฐกิจที่รัฐยิ่งช้า…ยิ่งเสีย

    นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า เปิดเสรีไฟฟ้าต้องเร็ว โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่พลังงานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สงครามที่ยืดเยื้อทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติผันผวนหนัก 

    สำหรับประเทศไทย นี่คือความเสี่ยงโดยตรง เพราะเรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนำเข้าในสัดส่วนสูงมาก ทั้งน้ำมันและก๊าซที่ใช้ผลิตไฟฟ้า

    ยิ่งโลกไม่แน่นอนมากขึ้น ต้นทุนพลังงานของไทยก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้น ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง เราต้องจ่ายแพงขึ้น ทั้ง ค่าน้ำมัน ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพ 

    นี่คือสัญญาณชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ควรฝากอนาคตไว้กับพลังงานฟอสซิลเหมือนเดิมอีกแล้ว

    เรามีทางออกและโอกาสที่ดีกว่ารอเราอยู่

    ไทยมีศักยภาพสูงมากเรื่องพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เรามีแดด มีพื้นที่ มีภาคเกษตร มีภาคธุรกิจ และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นอีกมากจากอุตสาหกรรมใหม่ ดาต้าเซ็นเตอร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล

    หากวางนโยบายให้ถูกทิศ ไทยสามารถกลายเป็นศูนย์กลางพลังงานหมุนเวียนของภูมิภาคได้ 

    สิ่งที่ผมสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ การเปิดเสรีการค้าขายไฟฟ้า เพราะนี่คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างแท้จริง 

    เมื่อ ประชาชน ธุรกิจ และ ชุมชน สามารถผลิตไฟฟ้าและขายไฟให้กันได้โดยตรง ผ่านระบบที่เป็นธรรมและโปร่งใส พลังงานจะไม่ใช่เรื่องของผู้ผลิตรายใหญ่ไม่กี่รายอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของคนจำนวนมาก

    เมื่อตลาดเปิดโซลาร์รูฟท็อป ฟาร์มพลังงานชุมชน และระบบกักเก็บพลังงาน จะโตเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอรัฐ เกษตรกรจะมีรายได้จากการขายไฟ โรงงานและดาต้าเซ็นเตอร์จะเข้าถึง Green Energy ได้จริง และระบบพลังงานของประเทศจะเปราะบางน้อยลง

    ที่สำคัญยังช่วยดึงดูดนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวจริงๆ เพราะวันนี้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องค่าแรงหรือสิทธิประโยชน์อีกแล้ว แต่อยู่ที่ว่าใครมีพลังงานสะอาดเพียงพอและเข้าถึงได้

    สิ่งที่รัฐต้องเร่งทำไม่ใช่เรื่องซับซ้อน : ลงทุน Smart Grid, ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย และเปิดตลาดไฟฟ้าอย่างจริงจัง 

    ทุกเดือนที่ล่าช้าคือต้นทุนสองทาง : จ่ายแพงกับพลังงานแบบเดิม และปล่อยโอกาสแบบใหม่ให้ไหลออกไปหาประเทศเพื่อนบ้าน

    โอกาสใหญ่รอไทยอยู่ แต่ไม่มีโอกาสใด รอเราอยู่ตลอดไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741075&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06IzpIDHP_Nezuy5VflWza

  • ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

    ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสะท้อนภาวะ ‘เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ’ อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผลิตภาพ แรงงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังคงเป็น ข้อจำกัด สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างแรงส่งใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ในช่วงปลายปี 2568 เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของมาตรการภาครัฐ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จาก วิกฤตพลังงาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

    ภายใต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานเป็นลำดับแรก ส่งผลให้ทรัพยากรทางการคลังและเครื่องมือเชิงนโยบายจำนวนมากถูกระดมมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่โมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอลงก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้สะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญในการ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เพียงเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังเป็นจังหวะในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเชิงลึก ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งเน้นความมั่นคง ยั่งยืน และลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศในอนาคต

    เอกนิติ ชี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายความว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง และเป็นที่มาของภาวะ stagflation ที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก จึงนับได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยนโลก’ ดังนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อก้าวไปสู่โลกใหม่ ซึ่งโลกยุคใหม่จะเข้าสู่ยุคที่ ความต้องการความมั่นคงสูง (security first) นักลงทุนจะเลือกลงทุนในฐานการลงทุนที่ไว้วางใจ, ปลอดภัย (safe haven), ยุคของ วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด solar อุตสาหกรรมครัวเรือน การสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ethanol และ bio-energy ส่งเสริมการซื้อไฟโดยตรงจากครัวเรือนและธุรกิจ (Direct PPA)

    ยุคของ AI และเทคโนโลยีก้าวกระโดด เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทย การลงทุนใน digital Data AI รวมถึง supply chain ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ health & wellness ท่องเที่ยว อาหาร และเกษตร และสุดท้าย ยุคของ ประชากรสูงวัยจะเป็นยุคของโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ (longevity economy)

    ทั้งหมดนี้คือ ‘ถนนเศรษฐกิจไทยเส้นใหม่’ ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร ดังนั้นการสร้างโอกาสรับโลกยุคใหม่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวรนี้ จึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล ซึ่ง เอกนิติ พร้อมขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 4 หลัก (4T) ที่สำคัญ ได้แก่ 1. Target (มุ่งเป้า) ผ่านการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศและไม่ผลักภาระเกินควรไปให้คนรุ่นหลัง 2. Transition (เปลี่ยนผ่าน) ด้วยการช่วยคนไทย ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมาย กติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

    3. Transform (พลิกโฉม) ด้วยการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลานที่จับต้องได้ของทุกคน ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น digital, bio, green ยกระดับแรงงานไทย ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ปฏิรูปสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นต้น และ 4. Together (รวมพลัง) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในการลงทุนนวัตกรรมและการสร้างงานใหม่ ส่วนภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน ลดกฎกติกาที่ไม่จำเป็น ขณะที่ภาคประชาชนทุกคนโอกาสนั้นจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

    เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาเราฝันอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนรถยนต์คันใหม่ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น เราไม่ได้มองแค่การเติบโต 2-3% เท่านั้น แต่การยกระดับการลงทุนใหม่นี้จะเป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจ การยกระดับเครื่องยนต์เพื่อให้รถยนต์เศรษฐกิจของไทยวิ่งได้เร็วและแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีภาพการเติบโตที่ระดับ 5-6% ได้ในอนาคต

    เราอยากได้เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่ที่มีระบบมั่นคง ปลอดภัย รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและวิกฤตต่างๆ ของโลกได้ มีระบบเซ็นเซอร์ที่จะแจ้งเตือนก่อนจะเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง และสุดท้ายที่สำคัญคือ รถยนต์เศรษฐกิจคันใหม่นี้จะต้องนั่งได้สบาย เพราะการเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทยทั้งหมด ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งเพียงพอรองรับสำหรับทุกคน นี่คือนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีของรัฐบาล และนี่คือสิ่งที่หวังว่าในช่วง 4 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยจะไปถึงเป้าหมายนั้น ท่ามกลางถนนที่อาจจะขรุขระ ดังนั้นเวลาคิดนโยบายเราจึงไม่ได้มองแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้เน้นการทุ่มเงินเพื่อพลิกฟื้นแค่ช่วงสั้นๆ แต่รัฐบาลวางแผนให้เป็นการปูพรมเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีศักยภาพในระยะยาว ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ปี

    สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ที่จะต้องเร่งสร้างเพื่อพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากกับดักเดิมๆ นั้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ตัวที่ 1 ‘การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต’ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ และเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหตุผลหนึ่งเพราะไทยไม่ได้ลงทุนมานานมาก โดยก่อนปี 2540 ไทยมีการลงทุนราว 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันนี้เหลือสัดส่วนการลงทุนเพียง 23% ของจีดีพี โดยส่วนนี้แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6% ที่เหลือเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนราว 17-18% เท่านั้น แต่หลังจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปี จะเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพี โดยจะพุ่งเป้าหมายไปที่การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจท้องถิ่นและ logistic ผ่านการพัฒนาโครงสร้างคมนาคม โลจิสติกส์เพื่อลดค่าขนส่งระยะยาว เชื่อมภูมิภาค กระจายการท่องเที่ยวและเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชนในจังหวัดต่างๆ

    เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ‘การขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน’ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ต่อยอดจุดแข็งของไทยในด้านการแพทย์ สุขภาพ การบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว, ปฏิรูปโครงสร้างราชการ ปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคของการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

    และสุดท้ายกับเครื่องยนต์ตัวที่ 3 ‘การลงทุนในคนไทย และการเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่’ ด้วยการพัฒนาทักษะ ซึ่งรัฐบาลจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยกระดับการศึกษาตลอดชีวิตที่ทำให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ที่โลกต้องการได้, การทำให้รายได้มั่นคง ผ่านการมีงานที่มีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคง ดูแลครอบครัวได้, คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ตลอดจนเสริมตาข่ายรองรับทางสังคม ด้วยสวัสดิการที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือแก่คนที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

    “วันนี้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่ที่ผ่านมาเราโตต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด แม้จะพยายามผลักดันให้ถึง ยิ่งมาเจอวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ไทย แต่กระทบกันทั้งโลก เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราทุกคนคือต้องช่วยกัน หากไม่เร่งแก้ปัญหาในวันนี้ผลกระทบจะค่อยๆ ลุกลาม ถ้าเห็นวิกฤตสงครามแล้ว มักจะตามมาด้วยวิกฤตพลังงาน หากไม่ทำอะไรเลย จะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า ตามมาด้วยวิกฤตวัตถุดิบขาดแคลน ตามมาด้วยวิกฤตดีมานต์หดตัว และนั่นคือภาวะ stagflation ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุ

    สิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำอยู่ในขณะนี้คือ การเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยเน้นการเยียวยาแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดการเยียวยาแบบหว่านแห เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำในวิกฤตครั้งนี้คือ ‘การหยุดเลือดไหล’ ถ้าไม่หยุดที่ตรงนี้ ตอนนี้ ก็จะลุกลามไปสู่จุดอื่นๆ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนผ่านค่าขนส่ง ค่าครองชีพต่างๆ โดยรัฐบาลไม่ต้องการปล่อยปัญหาให้ลุกลามไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตที่จะมาอย่างต่อเนื่องทีละ step

    อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ’ สำคัญ หลังจากเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างยาวนาน แม้ช่วงปลายปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากแรงกระตุ้นของภาครัฐ แต่แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้เข้ามาสกัดโมเมนตัมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงมหภาคเริ่มขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะโอกาสเกิดภาวะ stagflation ที่อาจกดดันทั้งการเติบโตและเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมกัน

    ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลเลือกใช้นโยบายแบบ ประคองและป้องกัน (stabilization-first approach) โดยเร่งอัดมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเพื่อหยุดการลุกลามของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ลดการใช้มาตรการแบบหว่านแหที่สิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมบริหารจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายาม ‘ซื้อเวลา’ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน เอกนิติ ได้วางกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น structural turning point ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างถาวร ทั้งในมิติของพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน นโยบาย 4T เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ฐานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และการยกระดับทุนมนุษย์

    ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียง ‘การฟื้นตัว’ แต่คือ ‘การยกระดับศักยภาพ (economic upgrading)’ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพแรงงาน จะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำได้หรือไม่ ในบริบทนี้ การรักษาสมดุลระหว่างนโยบายระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจไทยจะ แค่รอด หรือ ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง ในทศวรรษข้างหน้า.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/981672/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GompaPpX9hTf6znw9WytX

  • ‘เอกนิติ’เดินสายสหรัฐ เปิดดีลเศรษฐกิจ-ดึงลงทุนEV

    ‘เอกนิติ’เดินสายสหรัฐ เปิดดีลเศรษฐกิจ-ดึงลงทุนEV

    วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.20 น.

    ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ว่า ดร.เอกนิติ ได้พบปะกับนายเจมิสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (USTR) ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ของ ดร.เอกนิติ ที่เข้าร่วมประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา

    ดร.เอกนิติ ยังเข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนายหลาน ฝัว อัน รมว.คลัง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องถึงโอกาสร่วมมือในอุตสาหกรรมอนาคตที่ทั้ง 2 ประเทศให้ความสำคัญร่วมกัน ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) , AI , Robotic และเศรษฐกิจสีเขียว นอกจากนั้นจีนชี้ให้เห็นว่าแนวโน้มการลงทุนของจีนในประเทศอาเซียน รวมทั้งไทย จะยังเน้นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขึ้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล

    ดร.เอกนิติ ยังร่วมการหารือทวิภาคีกับ Ms.Satsuki Katayama รมว.คลังญี่ปุ่น ทั้ง 2 ฝ่ายแลกเปลี่ยนการปฏิรูปเศรษฐกิจ และเห็นพ้องถึงความสำคัญของการยกระดับความสามารถการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจสีเขียว

    ดร.เอกนิติ ได้เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับ Mrs.Indranee Rajah รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรมช.คลังสิงคโปร์ ทั้ง 2 ฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยได้แลกเปลี่ยนแนวทางเชิงนโยบายในการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และแนวทางขับเคลื่อนความร่วมมือในกรอบ ASEAN อีกด้วย

    494.gif

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    532.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/959074&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2y6I9CJuLu-Zg6ivm1i4_k

  • รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    เศรษฐกิจ

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    รองนายกฯ  เอกนิติ และผู้แทนการค้าสหรัฐกระชับความสัมพันธ์เศรษฐกิจการค้าไทย-สหรัฐฯ

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ Ambassador Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) พบปะหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา ในช่วงการเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของรองนายกฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF/ World Bank Spring Meetings 2026 เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569

    การพบปะหารือระหว่างรองนายกฯ และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ในครั้งนี้ เป็นไปด้วยดี โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยไทยเน้นย้ำความตั้งใจในการร่วมมือกันในประเด็นดังกล่าวซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ก็ได้แลกเปลี่ยนข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์กับรัฐบาลไทย โดยจะนำไปสู่การกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างทั้งสองประเทศต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/472993&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38RrGYWz02o9zeoMvSDbaf

  • เสมา1 นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    เสมา1 นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    รมว.ศธ. นั่งหัวโต๊ะหารือ กสศ. ลุย 5 วาระเร่งด่วน ลดเหลื่อมล้ำการศึกษาไทย

    (16 เมษายน 2569) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)หารือแนวทางขับเคลื่อนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยมีนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เข้าร่วมผ่านระบบออนไลน์ ตลอดจนนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงจาก ศธ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการหารือร่วมกันระหว่าง กสศ. ใน 5 ประเด็นสำคัญและเร่งด่วน หนึ่งคือ การขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความรู้ความสามารถ แต่รายได้น้อย ได้ศึกษาต่อในต่างประเทศ โดยได้หารือถึงแนวทางการสนับสนุนงบประมาณนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 3-4 และการเตรียมความพร้อมนักเรียนทุนฯ รุ่นที่ 5-6 อีกหนึ่งเรื่องคือโครงการ Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) ที่มุ่งแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ซึ่งเดิมมีเด็กหลุดออกนอกระบบการศึกษาประมาณ 1 ล้านคน แต่จากการดำเนินการที่ผ่านมาจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ลดลงเหลือประมาณ 6 แสนคน ซึ่งจากนี้ไป ได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานหาแนวทางในการลดจำนวนเด็กที่หลุดออกนอกระบบให้ได้มากที่สุดในปีถัดไป

    “ในขั้นแรก ได้สั่งการให้ ศธ. ทำงานคู่กับ กสศ. จัดทำคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Thailand Zero Dropout ระดับชาติ และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการทุน ODOS ชุดใหม่ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีลงนามคำสั่ง เพื่อสานต่อทั้งสองโครงการให้รุดหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปสูตรการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแก่โรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ทุรกันดาร เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาสะท้อนความเป็นธรรมและตอบโจทย์เด็กยากจนในพื้นที่ห่างไกล ให้เข้าถึงคุณภาพทางการศึกษา และท้ายสุดคือเรื่องการผลิตครูเพื่อสร้างครูที่มีคุณภาพ ให้สามารถกระจายตัวตามภูมิภาคต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในพื้นที่ห่างไกล และตอบสนองต่อความต้องการของท้องถิ่น” รมว.ศธ.กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเข้าพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทระหว่าง ศธ. กับ กสศ. ในฐานะหุ้นส่วนเชิงนโยบายที่พร้อมทำงานเคียงข้างกันอย่างแข็งขัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเกิดมาในครอบครัวใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ ได้รับโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ.: รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/70294&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nqUdvETQtOcB8W2qX9mkt

  • ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดผลศึกษารถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ยืนยัน “รถไฟฟ้า 20 บาท” ทำได้จริง เตรียมยื่นผลศึกษาและ “คู่มือเปลี่ยนผ่านสัมปทาน” ให้กทม.ดำเนินการใน 1 ปี ลดภาระค่าเดินทางของประชาชน

    วันที่ 17 เมษายน 2569 สภาผู้บริโภคร่วมกับคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม รายงานผลการศึกษา “เปิดโมเดลสายสีเขียวหลังปี 72 ค่าโดยสาร 20 บาททำได้” เพื่อวิเคราะห์แนวทางการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวสายหลัก (Core Line) สรุปข้อเสนอ 2 แนวทางหลัก ทั้งต่อสัญญาสัมปทานให้กับผู้ให้บริการรายเดิมคือ บีทีเอสซี (BTSC) หรือ ถ่ายโอนภารกิจให้ รฟม. บริหารจัดการ สามารถคิดค่าโดยสาร 20 – 25 บาทได้ สภาผู้บริโภคเตรียมยื่นข้อเสนอและคู่มือการเปลี่ยนผ่านสัมปทานให้กทม. เร่งดำเนินการภายใน 1 ปี รับการประกาศใช้พ.ร.บ.ตั๋วร่วม ช่วยลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน

    ชี้รถไฟฟ้าต้องเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่บริการคนมีเงิน

    ผลศึกษา “รถไฟฟ้า 20 บาท” สายสีเขียวทำได้จริง ยื่น กทม.เร่งดำเนินการใน 1 ปี

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ระบุว่า รถไฟฟ้าไม่ควรถูกมองเป็นบริการเฉพาะคนมีรายได้สูง แต่ต้องเป็น “หลักประกันการเดินทางของคนเมือง” เช่นเดียวกับมหานครทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันค่าโดยสารเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงระบบขนส่งที่มีคุณภาพได้ ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ พร้อมย้ำว่าเป้าหมาย “20 บาทตลอดสาย” เป็นไปได้ หากมีการนำรายได้จากภาษีที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาษีรถยนต์ หรือการพัฒนาเชิงพาณิชย์ มาสนับสนุน

    ปัจจุบันค่าโดยสารรถไฟฟ้ายังถือว่าสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของผู้บริโภค โดยอัตราสูงสุดประมาณ 65 บาทต่อเที่ยว หรือ 130 บาท ไป – กลับ หากคำนวณจากรายได้ขั้นต่ำในกรุงเทพฯ 400 บาทต่อวันคิดเป็นราว 30% ขณะที่รถไฟฟ้าสายหลักในกรุงเทพฯ มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เช่น สายสีเขียวเฉลี่ย 700,000 คนต่อวัน และบางช่วงแตะ 1 ล้านคนต่อวัน และ กทม. มีแผนจะขยายระบบรถไฟฟ้าเป็น 500 กิโลเมตร สะท้อนว่าระบบรางเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเมือง แต่ยังมีข้อจำกัดด้านราคาที่ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึง

    ทั้งนี้ การบริหารจัดการหลังหมดสัญญาสัมปทานยังเป็นความท้าทาย โดยสภาผู้บริโภคเสนอ 4 หลักการสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเพดานค่าโดยสาร ไม่ผลักภาระให้ประชาชน เปิดเผยต้นทุนและรายได้อย่างโปร่งใส และให้รัฐสามารถกำกับทิศทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ เช่น พ.ร.บ. ตั๋วร่วม พ.ร.บ. ขนส่งทางราง เพื่อให้เกิดการเจรจาราคาที่เป็นธรรมระหว่างรัฐและผู้ให้บริการ

    “รัฐบาลควรเปลี่ยนจากการลงทุนสร้างถนน ที่ไม่ช่วยแก้รถติด เช่น โครงการทางยกระดับ (Double Deck) ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 7,500 ล้านบาท มาพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตราคาพลังงานที่ประชาชนเริ่มหันมาใช้ขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งยกระดับระบบให้เข้าถึงได้และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น” สารีกล่าว

    ผลวิจัย ชี้ 2 โมเดล “คุ้มค่า” รถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้จริง

    รศ.ดร.สัญลักษณ์ ปัญวัฒนลิขิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยว่า ทีมวิจัยได้ศึกษาทางเลือก 4 รูปแบบในการบริหารสัมปทานสายสีเขียวหลังปี 2572 ได้แก่ 1. ให้เอกชนรายเดิมดำเนินการต่อ 2. เปิดประมูลหาผู้ประกอบการรายใหม่  3. ให้กทม.ดำเนินการเอง และ 4. โอนให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)

    ซึ่งผลการศึกษา พบว่า รูปแบบที่ 1 และ 4 มีความคุ้มค่าทั้งด้านการเงิน เศรษฐศาสตร์ และสังคม โดยเฉพาะรูปแบบที่ 4 ซึ่งจะเกิดต่อการบริหารจัดการระบบรางอย่างเป็นเอกภาพและเอื้อต่อการใช้ตั๋วร่วมในอนาคต

    ทั้งนี้ ผลศึกษา พบว่าค่าโดยสารระดับ 25 บาทสามารถทำได้ทันทีและมีความคุ้มค่าด้านต้นทุนการเงิน เศรษฐศาสตร์และสังคม ส่วนรถไฟฟ้า 20 บาทจำเป็นต้องมีมาตรการอุดหนุนเพิ่มเติมควบคู่กัน

    รศ.ปัทมา โกเมนท์จำรัส คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารเฉลี่ยอยู่ที่ 34 บาทต่อเที่ยว หากลดเหลือ 20 บาท จะมีส่วนต่างประมาณ 14 บาทต่อเที่ยว จากสมมติฐานผู้โดยสาร 800,000 เที่ยวต่อวัน รัฐต้องอุดหนุนราว 11.2 ล้านบาทต่อวัน แต่เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีเขียว รวม 6 ด้าน ได้แก่ งบอุดหนุนภาครัฐ รายได้เชิงพาณิชย์รอบสถานี ภาษีรถติด ภาษีล้อเลื่อน รายได้โฆษณา และพันธบัตรเมือง จะสามารถสร้างรายได้รวมกว่า 22 ล้านบาทต่อวัน หรือ 8,030 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุดหนุนค่าโดยสาร 20 บาท

    “สรุปได้ว่ารถไฟฟ้า 20 บาท “ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่” และที่สำคัญ คือการพัฒนาเส้นทาง Feeder เชื่อมต่อสถานีหลัก จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้โดยสารและความคุ้มค่าของระบบรถไฟฟ้า ทำให้สามารถลดค่าครองชีพให้ผู้บริโภคได้อย่างเป็นรูปธรรม” รศ.ดร.ปัทมา กล่าว

    ย้ำกรอบกฎหมาย บังคับเจรจาให้เสร็จใน 1 ปี

    อดิศักดิ์ สายประเสริฐ หัวหน้าหน่วยสนับสนุนงานขับเคลื่อนนโยบาย สภาผู้บริโภค ระบุว่า ภายใต้พระราชบัญญัติตั๋วร่วม มาตรา 54 กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่เป็นคู่สัญญา ต้องเจรจาปรับสัญญาสัมปทานให้สอดคล้องกับอัตราค่าโดยสารใหม่ ภายใน 1 ปี ดังนั้น กทม. และ รฟม. ต้องเร่งดำเนินการเจรจากับเอกชนเพื่อปรับลดค่าโดยสาร โดยต้องมีกระบวนการ ดังนี้ เปิดเผยข้อมูลรายได้ ต้นทุนย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี การรับฟังความคิดเห็นประชาชน การตรวจสอบทรัพย์สินและเตรียมการเปลี่ยนผ่าน การจัดสรรงบประมาณและบุคลากรรองรับการเปลี่ยนผ่าน

    “สภาผู้บริโภคจะติดตามกระบวนการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และทำให้ค่าโดยสารอยู่ในระดับที่ประชาชนจ่ายได้จริง” นายอดิศักดิ์ กล่าว

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภค เตรียมนำผลการศึกษาครั้งนี้จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย พร้อม “คู่มือส่งมอบสัมปทาน” ซึ่งถือเป็นเครื่องมือใหม่ของประเทศไทย เพื่อใช้ในการถ่ายโอนทรัพย์สินและองค์ความรู้จากเอกชนกลับสู่รัฐอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายให้กทม.นำไปใช้เป็นกรอบดำเนินการ ภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อปูทางสู่การปรับค่าโดยสารรถไฟฟ้าให้เป็นธรรม และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะยาว


    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    เปิด 2 ทางเลือกผลศึกษา”รถไฟฟ้าสีเขียว”หลังหมดสัมปทานปี 72 “ทำสัญญาใหม่ หรือ รอปี 85 สิ้นสุดจ้างเดินรถ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/170469_greenline-advice_article/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zkzsdoRGLfqXxG3mFM_yW

  • แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษ-ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ

    แม่ทัพภาคที่ 4 ขอโทษ-ยอมรับสื่อสารผิดพลาด ปมกล่าวหาโรงเรียนปอเนาะ

    17 เมษายน 2569, 15:57น.

             วันนี้ (17 เม.ย. 69) ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้า ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ภายหลังที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานการประชุมติดตามความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

              พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ลงมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยถูกถามกรณีให้สัมภาษณ์พาดพิงว่าสถาบันปอเนาะเป็นแหล่งบ่มเพาะผู้ก่อการร้าย และกรณีคำแถลงที่ปิดไมค์ส่วนตัวเกี่ยวกับคดีลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ว่า “ถ้าเป็นผมไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ” จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์

              โดย พล.ท.นรธิป ได้กล่าวขอโทษพี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งตนอาจจะผิดเพราะการสื่อสารที่มีผลทำให้ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนา ซึ่งขอยืนยันว่า ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

              “ผมขอโทษต่อพี่น้องประชาชนสำหรับความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับสถาบันการศึกษาปอเนาะและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่สบายใจ

              ผมขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นและมีเจตนารมณ์อันแน่วแน่ในการแก้ไขปัญหา เพื่อคืนความสงบสุขสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพร้อมเดินหน้าสร้างความเข้าใจและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนด้วยความจริงใจ”

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จากนี้ไปจะมีการลงไปพูดคุยกับโรงเรียนสอนศาสนา เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ พล.ท.นรธิป ระบุเพียงว่า มี เพราะเรามีกิจกรรมที่เข้าไปทำในโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว

    #แม่ทัพภาคที่4ขอโทษ

    #ชายแดนใต้ 

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160830&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AxNyDzvZ3xECAiM1-nYaZ