Blog

  • อินไซด์โอกาส ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’  ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    อินไซด์โอกาส ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    ททท.ดันไทยเวลเนส ฮับ เอเชีย

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่มีความพร้อมอย่างโดดเด่น ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผสานทั้ง อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมด้านสุขภาพ เช่น การนวดไทยและภูมิปัญญาสมุนไพร ความหลากหลายทางธรรมชาติ ที่สร้างประสบการณ์แตกต่างในแต่ละภูมิภาค มาตรฐานการบริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

    ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงดึงดูดสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวสายสุขภาพจากทั่วโลก รวมทั้งมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลาง Wellness Hub ของภูมิภาคเอเชียในอนาคต

    ล่าสุดททท.ได้วิจัย “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกับโอกาสของประเทศไทย” เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถค้นหา “กลุ่มเป้าหมายที่ใช่” และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพอย่างยั่งยืน

    ปัจจุบันตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีบทบาทสำคัญและได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดย Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ทั่วโลก จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 1,351 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 43 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2571 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CARG) 10.2% ระหว่างช่วงปี 2566-2571

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีขนาดตลาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเศรษฐกิจสุขภาพ รองจากภาคส่วนการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลและความงาม (Personal Care & Beauty) การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพตามหลักโภชนาการ และการลดน้ำหนัก (Healthy Eating, Nutrition & Weight Loss) และการออกกำลังกายหรือกิจกรรมทางกาย (Physical Activity) ตามลำดับ

    โดยมีมูลค่าตลาดรวมเท่ากับ 830.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 26.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2566 รวมถึงสัดส่วนการเดินทางเชิงสุขภาพคิดเป็น 7.8% ของการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด

    การเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกมีลักษณะการเดินทางท่องเที่ยวทั้งในประเทศ (Domestic Tourism) และต่างประเทศ (International Tourism) โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระหว่างประเทศมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,668 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 53,243 บาท) สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 36%

    อีกทั้งนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพภายในประเทศมีการใช้จ่ายเฉลี่ย 673 ดอลลาร์สหรัฐต่อทริป (ราว 21,482 บาท) ซึ่งสูงกว่านักท่องเที่ยวภายในประเทศทั่วไปถึง 163%

    ไทยติดอันดับ 24 มูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพ

    ประเทศที่มีมูลค่าเศรษฐกิจสุขภาพสูง อันดับ 1 คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วย จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 24 จากการจัดอันดับใน 145 ประเทศ ของ GWI มักมีโครงสร้างพื้นฐานทางสุขภาพและการท่องเที่ยวที่แข็งแรง มีนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ และมีกลุ่มผู้บริโภคที่ตระหนักถึงการลงทุนในสุขภาวะ

    10 อันดับแรก ที่มีขนาดเศรษฐกิจสุขภาพสูงสุด ในปี 2568

    โดยสามารถแบ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ได้ 6 กลุ่มดังนี้

    • กลุ่มที่ 1 กลุ่มใส่ใจสุขภาพ Health-Conscious Individuals

    มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจ มีการออกกำลังกายเป็นประจำ สนใจเรื่องโภชนาการ และอาหารเพื่อสุขภาพ มองหาการป้องกันก่อนการเจ็บป่วยมากกว่าการรักษา

    • กลุ่มที่ 2 คนรุ่นใหม่ / กลุ่มวัยทำงาน Working Adults & Millennials

    ต้องการหนีความเครียดจากชีวิตในเมืองหรือการทำงาน มองหาประสบการณ์ที่ช่วยรีเซ็ตชีวิต

    อินไซด์โอกาส 'การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'  ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    • กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้สูงวัย / วัยเกษียณ Older Adults & Retirees

    ต้องการการดูแลสุขภาพ ฟื้นฟูร่างกาย และการชะลอวัย มองหาสถานที่เงียบสงบ บริการฟื้นฟูระยะยาว

    • กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลงชีวิต” Life Reboot Seekers

    ผู้ที่เพิ่งผ่านความเครียด หรือภาวะหมดไฟ ต้องการช่วงเวลาในการฟื้นฟู หรือรีเซ็ตร่างกาย และจิตใจ

    • กลุ่มที่ 5 นักท่องเที่ยวสุขภาพระดับพรีเมียม High Spending Wellness Seekers

    พร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและบริการพิเศษให้คุณค่ากับเวลาและสุขภาพ มากกว่าราคามักเลือกสถานที่ที่ได้รับการรับรองหรือมีชื่อเสียง

    • กลุ่มที่ 6 นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ International Travelers

    นิยมเดินทางเพื่อผสมผสานการพักผ่อนกับการดูแลสุขภาพ (Leisure+Health) สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น สมุนไพร การแพทย์แผนไทย เอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย

    อินไซด์โอกาส 'การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'  ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    เปิดไฮไลต์เวลเนสทั่วไทย

    การศึกษาพฤติกรรมเชิงลึกของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของประเทศไทย จะ ส่งผลให้สามารถพัฒนาสินค้าและบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างเหมาะสม

    โดยสามารถสรุปเอกลักษณ์หรือความโดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย และกิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศให้ความสนใจได้ดังนี้

    ภาคเหนือ ตอนบน” มีเอกลักษณ์ความโดดเด่น ด้านศาสตร์การแพทย์แบบล้านนาและสมุนไพรพื้นเมือง วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมที่เหมาะสำหรับการทำสมาธิและฟื้นฟูสุขภาพจิต อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพที่มีสรรพคุณทางยา การแช่ตัวในบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติ

    อินไซด์โอกาส 'การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'  ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    ภาคเหนือตอนล่าง” มีเอกลักษณ์โดดเด่น ของอุทยานประวัติศาสตร์ และแหล่งมรดกโลกที่เหมาะกับการทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูจิตใจ Mindfulness Hiking หรือการเดินสมาธิกลางป่าพิธีกรรมสุขภาพพื้นบ้าน เช่น การย่ำขาง สปาสมุนไพรและการอบสมุนไพรไทย

    ภาคอีสาน ตอนบน” มีเอกลักษณ์โดดเด่นของ ศูนย์ปฏิบัติธรรม วัด และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่เหมาะกับการทำสมาธิ อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพ อุดมด้วยสมุนไพรและพืชผักพื้นบ้าน ฟาร์มสุขภาพและเกษตรอินทรีย์ที่สนับสนุนแนวคิด Farm-to-Table

    ภาคอีสาน ตอนล่าง” มีเอกลักษณ์โดดเด่น ของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติที่เหมาะกับการฟื้นฟูสุขภาพด้วยธรรมชาติบำบัด ศูนย์ปฏิบัติธรรม และวัดเก่าแก่ที่เหมาะกับการทำสมาธิบำบัดจิตใจ การนวดแบบอีสานโบราณหรือการ นวดขิดเส้น

    ภาคกลาง ตอนบน” มีเอกลักษณ์โดดเด่น เรื่องศูนย์ปฏิบัติธรรม วัดเก่าแก่ เหมาะสำหรับการทำสมาธิ การเดินป่าศึกษาธรรมชาติและอาบป่า การอบสมุนไพรไทย และสปาสมุนไพร

    ภาคกลาง ตอนล่าง” มีความโดดเด่นของ รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ หรือ Wellness Retreats ระดับพรีเมียม แหล่งท่องเที่ยวเกษตรอินทรีย์และฟาร์มสุขภาพ สนับสนุนแนวคิด Farm-to-Table อาหารเพื่อสุขภาพโดยใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่น

    ภาคใต้” โดดเด่นเรื่องของชายหาดและเกาะที่มีรีสอร์ตเพื่อสุขภาพระดับโลกและโยคะริมทะเล บ่อน้ำพุร้อนและน้ำแร่ธรรรมชาติที่เหมาะสำหรับ Hydrotherapy

    อินไซด์โอกาส 'การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'  ไทยชิงตลาด 43 ล้านล้าน ททท.ดันเวลเนส ฮับเอเชีย

    ภาคใต้ ฝั่งอ่าวไทย” โดดเด่นเรื่องของแหล่งเกษตรอินทรีย์และสวนสมุนไพรที่ส่งเสริมแนวคิด Farm-to-Table การทำสปาธรรมชาติ

    ภาคใต้ ฝั่งอันดามัน” โดดเด่นที่ชายหาดและเกาะที่มีรีสอร์ตเชิงสุขภาพและโยคะริมทะเล อาหารพื้นเมืองเพื่อสุขภาพจากสมุนไพร แหล่งเกษตรอินทรีย์และฟาร์มอออร์แกนิก

    ภาคตะวันออก” โดดเด่นเรื่อง ชายหาดและรีสอร์ตสุขภาพที่มี Wellness Retreatsและบริการโยคะริมทะเล ศูนย์สมุนไพรและแพทย์แผนไทย และศูนย์เวชศาสตร์พื้นบ้าน ฟาร์มออร์แกนิกเชิงสุขภาพที่ส่งเสริมแนวคิด Farm-to-Table กิจกรรมบำบัดด้วยเสียง (Sound Healing)

    กรุงเทพมหานคร” มีโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพระดับโลกที่มีบริการ Wellness Check-up และ Anti-Aging Therapy ศูนย์ฟิตเนสและโยคะระดับพรีเมียมในโรงแรมระดับ 5 ดาว อาหารเพื่อสุขภาพและโภชนบำบัด เช่น ร้านอาหารวีแกน ร้านอาหารคีโต สปาและศูนย์นวดแผนไทยที่มีมาตรฐานสูง

    ขณะที่กิจกรรมเชิงสุขภาพที่นักท่องเที่ยวแต่ละประเทศสนใจ อาทิ นักท่องเที่ยวเยอรมนี ชอบการทำสมาธิ โยคะ ออนเซ็น น้ำพุร้อน ฟิตเนส แบบไฮเอนด์

    การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    ตลาดสหราชอาณาจักร ชอบ สปา/สปาสมุนไพร นวดแผนไทย ฝรั่งเศส ชอบการอบไอน้ำสมุนไพร การอาบป่า อาหารออร์แกนนิก นักท่องเที่ยวสหรัฐ ชอบโยคะ ธรรมชาติบำบัด รีสอร์ตสุขภาพ รัสเซีย ชอบเวลเนสและเมดิคัล สปา

    นักท่องเที่ยวจีน ชอบ ออนเซ็น แพทย์แผนไทย แอนไทร์เอดจิ้ง ตลาดญี่ปุ่น ชอบสมุนไพรไทย ออนเซ็นการแช่น้ำพุร้อน การแพทย์แผนไทย กลุ่มประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ชอบ โยคะ ธรรมชาติบำบัด เป็นต้น

    การพัฒนาโปรดักซ์เวลเนส ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว จึงเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเวลเนส ฮับของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/health-wellness/656912&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yj7nxAM85aloC2X80e4l5

  • “สงกรานต์ พัทยา วันไหล 2026” วันที่สองเดือดต่อเนื่อง!! นักท่องเที่ยวแห่เล่นน้ำล้นหาด ดันการท่องเที่ยวคึกคัก

    “สงกรานต์ พัทยา วันไหล 2026” วันที่สองเดือดต่อเนื่อง!! นักท่องเที่ยวแห่เล่นน้ำล้นหาด ดันการท่องเที่ยวคึกคัก

    ความสนุกยังคงทะยานไม่หยุดสำหรับ “สงกรานต์ วันไหล พัทยา 2026” เข้าสู่วันที่สอง 18 เมษายน 2569 บรรยากาศคึกครื้นตั้งแต่ช่วงบ่ายยาวไปจนถึงค่ำคืน มหาชนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติหลั่งไหลออกมาร่วมเล่นน้ำกันอย่างหนาแน่นตลอดแนวชายหาดพัทยา สร้างสีสันและเอเนอร์จี้ความมันส์ที่ต่อเนื่องจากวันแรกแบบไม่มีแผ่ว พื้นที่ชายหาดตลอดแนวถูกเติมเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาคลายร้อนและร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลวันไหล ท่ามกลางบรรยากาศเฟสติวัลริมทะเลที่กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศ ส่งผลให้โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด เกิดการจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง เงินหมุนเวียนสะพัดทั่วเมือง ตอกย้ำศักยภาพของพัทยาในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    โดยโซนวัฒนธรรม โครงการสาดศิลป์ ริมทะเล เสน่ห์สงกรานต์ เมืองพัทยา : Songkarn Festival Cultural Splash ได้รับเกียรติจาก คุณประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีกล่าวเปิดงานพร้อมด้วย คุณปรเมศร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา, คุณพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ คุณวันชัย จึงจรัสทรัพย์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี, คุณบรรณสิทธิ์ รักวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) และ คุณหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจ Monomax บริษัท โมโนสตรีมมิ่ง จำกัด ร่วมกันเปิดงานวันไหลอย่างเป็นทางการ พร้อมสืบสานและยกระดับประเพณีไทยให้เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ด้านเวทีคอนเสิร์ตริมทะเลยังคงระเบิดความมันส์ต่อเนื่อง เปิดเวทีด้วย New Country ที่พาผู้ชมโยกตามจังหวะสนุกๆ รับบรรยากาศวันไหลวันที่สอง ก่อนจะส่งต่อความอบอุ่นให้ Lipta กับเพลงรักสุดฮิตที่เติมโมเมนต์ฟินท่ามกลางสายลมทะเล จากนั้นความสนุกถูกยกระดับด้วย PROXIE 6 หนุ่มสุดฮอต ที่จัดเต็มทั้งร้องและเต้น ปลุกเอเนอร์จี้แฟนๆ ให้กรี๊ดสนั่นท่ามกลางสายน้ำทั่วทั้งเวที ต่อเนื่องด้วย THX เกิร์ลกรุ๊ป สุดฮอตที่มาพร้อมเพอร์ฟอร์แมนซ์สุดเซ็กซี่กับซิงเกิลใหม่เพลง SIP พร้อมปรอทแตกทั้งหาด ปิดท้ายค่ำคืนแบบพีคสุดกับ F.HERO ที่ยกเวทีให้ลุกเป็นไฟด้วยโชว์สุดเดือด สะกดผู้ชมทั้งพื้นที่ให้โยกตามแบบหยุดไม่อยู่ สร้างความสนุกจนหาดสะเทือน

    ความมันส์ยังไม่จบ! ยังเหลืออีกวันให้มาร่วมระเบิดความสนุก ในงาน “สงกรานต์ วันไหล พัทยา 2026” วันสุดท้าย 19 เมษายนนี้ ออกมาสาดน้ำกันให้สุด ปล่อยจังหวะให้เต็มที่ แล้วมาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลริมทะเลที่ร้อนแรงที่สุดแห่งปี

    #MONOMAXวันไหลพัทยา2026 #MonomaxSongkranPattaya #วันไหลพัทยา2026 #งานวันไหลสุดMax

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/142168&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30vm8Qnds_p4kQ4OyKR7rC

  • สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล | เดลินิวส์

    สางปมร้อนกู้ศรัทธารัฐบาล | เดลินิวส์

    ทั้งนี้ ประเมินแง่การเมือง หากไม่สะดุดขาตัวเองด้วยประเด็นอื้อฉาว หรือไม่เห็นหัวประชาชน ก็เชื่อว่า จะไม่มีใครเข้ามาทำลายรัฐบาลนี้ได้

    สอดรับคำพูดของ  “ไชยชนก ชิดชอบรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า วันนี้รัฐบาลชุดนี้สามัคคีกันมากที่สุด และมีเป้าหมายเดียวกัน คือพาประเทศให้พ้นวิกฤติ และความไม่แน่นอนนี้ไปให้ได้ เราเชื่อว่า ไม่เกิน 2 ปี อย่างช้าหลังจากนั้นจะเป็นเรื่องการพัฒนาร่วมกัน

    โดยระยะ 2 ปี ที่ “ไชยชนกขอเวลานั้น คาดว่าจะเพียงพอพิสูจน์ว่า รัฐบาลสามารถพลิกฟื้นวิกฤติต่างๆ โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจ เพื่อแก้ข้อครหา หลังวาทกรรมของ นายกฯอนุทิน ช่วงหาเสียง พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ให้เกิดขึ้นจริง

    ฉะนั้นปัญหาหลักของรัฐบาล จึงเหลือเพียงเคลียร์ปมที่สังคมยังคลางแคลงใจ ไม่ว่าจะเป็น ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การบริหารจัดการราคาน้ำมัน ค่าไฟ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่เริ่มแพงขึ้น หรือการสางปัญหาสแกมเมอร์อย่างจริงจัง หากทำได้ก็เชื่อว่าการทำงานของรัฐบาลจะฉลุยอย่างแน่นอน

    ขณะนี้เริ่มเห็นการขยับในทิศทางที่ดี หลัง “นายกฯหนู ออกมายอมรับว่าจะเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น คนละครึ่งพลัสกว่าเดิม , ค่าไฟ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทให้ทุกกลุ่ม, เติมบัตรคนจน, สินค้าราคาถูกเตรียมกระจายถึงประชาชนผ่านทุกอำเภอ ทั่วประเทศ  

    แม้ฝ่ายค้าน นำโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ ศิริกัญญา ตันสกุลรองหัวหน้าพรรคประชาชน จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายคนละครึ่ง มองว่า ไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นการเยียวยาบรรเทาทุกข์ให้ชาวบ้านมากกว่า 

    เช่นเดียวกับปม “ไอ้โม่ง กักตุน น้ำมัน ที่เริ่มมีความคืบหน้า เมื่อ  บิ๊กรุทธพล... รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เดินหน้าขยายผล เป็นคดีพิเศษ หลังพบความผิดปกติจากเรือขนน้ำมัน 8 ลำในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอีก 5 คลังน้ำมัน ที่มีปริมาณมาก แต่จ่ายออกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

    รวมถึงปัญหาสแกมเมอร์ ฟอกเงิน และทุนเทา ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก  “นายกฯอนุทิน”  ได้ร่วมแถลงข่าวกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สามารถยึด และอายัดทรัพย์เครือข่ายข้ามชาติได้แล้วกว่า 2 หมื่นล้านบาท  โยง “เบน สมิธยิมเลียก เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ

    อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะเริ่มสางปัญหาที่สังคมคาใจ แต่หากต้องการฟื้นศรัทธาให้ประชาชนได้ 100% ตามที่ นายกฯอนุทิน ประกาศไว้ว่า “ปิดชื่อถือพฤติกรรมจำเป็นต้องกล้าจัดการถึงต้นตอแบบถอนรากถอนโคน 

    ไม่ว่าจะเป็นประเด็น “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ว่ามีจริงหรือไม่ ไม่ใช่จับแค่ผู้ต้องหาระดับล่างมารับผิดตามที่ “รังสิมันต์ โรม”  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงตัวละครอย่าง เสี่ยตือ ที่อาจเชื่อมโยงนักการเมือง และข้าราชการระดับสูง รวมถึงเกี่ยวข้องกับคลังน้ำมันในอ่างทอง

    หรือกรณี “กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์  ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงบุคคลในรัฐบาลกับ เบนสมิท ทั้งกรณีจัดซื้อเครื่องบินของ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์  และกรณี MOU สแกนม่านตาของ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง”  รมว.ศึกษาธิการ แม้ทุกฝ่ายจะปฏิเสธไม่เกี่ยวข้อง แต่ยังทิ้งคำถามไว้ในสังคม

    ฉะนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านสะท้อนออกมา ทำให้เห็นว่า รัฐบาลอาจยังให้ความสำคัญไม่เพียงพอกับการจัดการทุนเทาในระดับโครงสร้าง ที่อาจเชื่อมโยงกับชนชั้นนำของไทย ดังนั้น ถ้าต้องการฟื้นศรัทธาอย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากคน และเครือข่ายในฝ่ายบริหารเองก่อน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5791055/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UOO1XUK26ZpGloxJxKlHV

  • เปิดสถานการณ์ ‘หนี้นอกระบบ’ ยึดหลักประกัน ‘ไฮเทค’ กันเบี้ยวจ่าย | เดลินิวส์

    เปิดสถานการณ์ ‘หนี้นอกระบบ’ ยึดหลักประกัน ‘ไฮเทค’ กันเบี้ยวจ่าย | เดลินิวส์

    หลายคนจำต้องหันพึ่งเงินกู้นอกระบบ  แม้ต้องแลกกับ “ดอกเบี้ยโหด” และวงจรหนี้ที่ยากจะหลุดพ้น นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาปัจเจก แต่คือสัญญาณของวิกฤติเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งแก้ไข

    “ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามสถานการณ์รับมือปัญหานี้กับ พล.ต.ท.ไตรรงค์  ผิวพรรณ  รองจเรตำรวจแห่งชาติ  และโฆษก ตร. เมื่อสถานการณ์ขัดแย้งตะวันออกกลาง  เริ่มพ่นพิษเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะต้นทุน “ราคาน้ำมัน” ทำสินค้าทยอยปรับแพงขึ้น กระทบค่าครองชีพ  ผลักบางครอบครัวถึง “ทางตัน” หันหน้าพึ่งพาหนี้นอกระบบ เพื่อเอาตัวรอด

    จากข้อมูล ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ (ศปน.ตร.) ไตรมาสแรก (1 ต.ค.-31 ธ.ค. 68) มี 1,899 เรื่อง เป็นเงิน กว่า 40 ล้านบาท  และ ไตรมาส 2 (1 ม.ค.-31 มี.ค. 69)  มี 2,750 เรื่อง  มูลหนี้ กว่า 48 ล้านบาท

    หากเทียบกันตั้งแต่ปลายปี 68 จนถึงต้นปี 69 จะพบว่ามีคดีเกี่ยวกับหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น 851 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 44.81  โดยมีมูลหนี้เพิ่มขึ้นกว่า 8 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20.88 ชัดเจนว่า คดีมีแนวโน้มสูงขึ้น

    สำหรับรูปแบบการปล่อยกู้  ปัจจุบันมีการผสมผสานระหว่างอดีตที่มีการติดโฆษณาในจุดสาธารณะ  แต่มีการโฆษณาในแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น  อีกรูปแบบคือรับจำนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์  ทั้งโทรศัพท์มือถือ iCloud  เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการชำระหนี้  ซึ่งรูปแบบนี้หากพบว่าไม่ชำระจะมีการ “ล็อกรหัส” โทรศัพท์ และ iCloud เพื่อไม่ให้เจ้าของโทรศัพท์เข้าใช้งานได้

    สำหรับตัวเลขผู้ติดหนี้ในออนไลน์และหนี้นอกระบบแบบดั้งเดิม  ปัจจุบันยังไม่มีบันทึกตัวเลขที่ชัดเจน แต่คร่าว ๆ ปี 69 มีสถิติจับกุมเงินกู้นอกระบบแบบเดิม 4,527 ราย และสถิติจับกุมแบบออนไลน์ 142 ราย

    เหยื่อหนี้นอกระบบ แบ่งได้ 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้รับจ้างอิสระ (ฟรีแลนซ์) เป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนเป็นหนี้นอกระบบ “เพิ่ม” สูงขึ้น กลุ่มผู้ค้ารายย่อย  จากผลสำรวจพบร้อยละ 70  ของหนี้ครัวเรือนที่กู้นอกระบบจะนำเงินไปใช้กับธุรกิจ และ กลุ่มพนักงานของรัฐและข้าราชการ กลุ่มนี้มีหนี้สะสมสูงที่สุด  

    แม้มีสัดส่วนเป็นผู้กู้ “ต่ำกว่า” อาชีพอิสระ แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจคือมูลหนี้เฉลี่ยสูงถึง 118,000-158,000 บาทต่อราย และกลุ่มนี้มักกู้นอกระบบ เพื่อมาปิดในระบบที่ค้างชำระไว้

    พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้ถึงพฤติกรรมการทวงหนี้ทั้งในออนไลน์และทั่วไป จากดั้งเดิมที่มักข่มขู่ทำร้ายร่างกายจะเห็นว่าลดลง เปลี่ยนเป็นการคุกคามทางไซเบอร์ เช่น การประจานในกลุ่มโซเชียล โดยใช้ภาพบัตรประชาชน ทำให้ผู้กู้อับอาย หรือ “แท็ก” ไปหาคนรอบข้างของลูกหนี้เพื่อกดดัน

    พร้อมเผยจากประสบการณ์ตำรวจ พบสาเหตุที่ประชาชนยังต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ แม้เสี่ยงถูกทวงหนี้ไม่เป็นธรรม เกิดจากกำแพง 3 ด้าน คือ 1.กำแพงการเข้าถึงของระบบธนาคารที่พิจารณาอย่างเข้มงวด  2.กำแพงการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น กู้ง่าย ได้จริง ไม่ต้องค้ำ ทำให้หลงเชื่อง่าย  และกับดักเทคโนโลยีที่ประชาชนบางกลุ่มกด “อนุญาต” ให้แอปพลิเคชันเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในมือถือ และนำมาทวงหนี้ได้ในอนาคต และ 3.กำแพงทางสังคมและเศรษฐกิจ คือหนี้พอกพูนจากการกู้เจ้าหนึ่งมาให้อีกเจ้า  เป็นวงจรกู้ไม่จบ  และกลุ่มรายได้ไม่พอรายจ่ายจากภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง

    ทั้งนี้ ยอมรับอุปสรรคในการดำเนินการกับเจ้าหนี้นอกระบบซับซ้อนกว่าอดีต เพราะไม่ใช่เพียง “อิทธิพลท้องถิ่น” แต่มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง แบ่งได้ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    1.ความซับซ้อนของโครงข่ายไซเบอร์ที่ทำให้การระบุตัวตนของเจ้าหนี้แอปเงินกู้ที่ทำได้ยากขึ้น 2.พยานหลักฐานที่ไม่สมบูรณ์ เช่น การปกปิดดอกเบี้ยในสัญญาเงินกู้ 3.ความไม่ร่วมมือของเหยื่อ อย่างการถูกข่มขู่ให้เกิดความกลัว และการไปยอมความนอกรอบ

    4.ข้อจำกัดทางกฎหมายและการพิสูจน์ความผิด เช่น เจ้าหนี้บางรายใช้การเลี่ยงบาลีในสัญญา “ดอกเบี้ย เปลี่ยนเป็น ค่าธรรมเนียม” เพื่อตบตา 5.อุปสรรคเชิงพื้นที่และอิทธิพล หนี้นอกระบบแบบดั้งเดิมยังคงมีปัญหาผู้มีอิทธิพลในลักษณะการพึ่งพาอาศัยกัน

    “การกวาดล้างที่ยังไม่หมด  เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ  เมื่อคนขาดรายได้และหาเงินมาใช้ดำรงชีพไม่ได้ก็จำเป็นต้องเข้าสู่วงจรกู้หนี้นอกระบบเหมือนกับ “ไฮดรา” ที่ต่อให้ตัดหัวหนึ่งออกไปก็งอกกลับมาใหม่เสมอ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรม แต่คือเรื่องของปากท้องและช่องว่างทางกฎหมายที่สอดประสานกัน”

    อย่างไรก็ตาม ฝากถึงผู้ที่กำลังถูกข่มขู่และเอาเปรียบให้ “ตั้งสติ อย่าไปกลัว” เพราะมีข้อกฎหมายห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากำหนด หรือใช้วิธีบังคับให้ชำระหนี้ ต้องมีสติ-เก็บหลักฐาน หากถูกข่มขู่ให้ติดต่อสายด่วน 1599 หรือ 191 แต่ถ้ากู้แล้วไม่ได้เงินและถูกหลอกให้แจ้งสายด่วน 1441

    ทั้งนี้ ฝากประชาชนที่คิดกู้หนี้นอกระบบ แม้จำเป็นต้องใช้เงินว่า หนี้นอกระบบไม่ใช่ทางออกแต่คือทางตัน ที่จะพรากทั้งเงิน ชื่อเสียง และความสงบ หากเดือดร้อนจริงแนะให้หาทางแก้ไขในระบบ เพราะหากตกเป็นทาสของเงินกู้นอกระบบ จะสร้างพฤติกรรมใช้จ่ายที่อาจเข้าสู่วัฏจักรที่เรียกว่า “วงจรกู้ไม่รู้จบ”

    “ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้มักใช้ข้อมูลส่วนบุคคลมาเป็นหลักในการค้ำประกัน ฉะนั้นขอให้สำรวจทางเลือกอื่นก่อนเสมอ”

    หนี้นอกระบบอาจไม่ใช่เรื่อง “คนเลือกผิด” แต่คือสถานการณ์ที่บีบให้คนจำนวนมาก “ไม่มีทางเลือก” เมื่อรายได้ไม่พอเลี้ยงชีวิต การเข้าถึงเงินในระบบกลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขที่เอื้อมไม่ถึง  กลายเป็นช่องว่างให้หนี้นอกระบบเติบโต ฝังรากลึกเงียบๆ ในสังคม

    หากยังไม่สามารถแก้ที่ต้นเหตุ ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ รายได้ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วงจรนี้ก็จะยังคงหมุนได้ต่อ เหยื่อรายใหม่จะยังคงเพิ่มขึ้น และทางเลือกสุดท้ายก็อาจกลายเป็น “ทางตัน” ที่ไม่มีวันหาทางออกได้.

    ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5785115/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3X66-1gJLi2DWLnyT1Zgni

  • ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ยกเครื่องทั้งระบบ! ‘กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา’ ชงรื้อ ‘โครงสร้างภาษี’

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ที่มี กัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย. นี้ ก่อนจะแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาและดำเนินการตามสมควร เพื่อประโยชน์ชาติและประชาชนสืบไป

    สำหรับบทสรุปของรายงานศึกษาดังกล่าว มีสาระสำคัญตอนหนึ่ง ระบุว่า รัฐบาลมีปัญหาขาดดุลการคลังต่อเนื่อง ขณะเดียวกันภาษีอากรถูกนำมาใช้เพื่อสนองต่อนโยบายการเมืองหลายวัตถุประสงค์ ทำให้รายได้ของรัฐไม่พอกับรายจ่าย

    อีกทั้ง 10 ปีที่ผ่านมา การขาดดุลงบประมาณมีต่อเนื่องและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เฉลี่ย 4% ของจีดีพี ซึ่งเกินกว่าสัดส่วนการขาดดุลงบประมาณตามกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่กำหนดไม่เกิน 3% ต่อจีดีพี แนะในปี 2570-2572 มีแนวโน้มสัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นจนเสี่ยงเข้าใกล้หรือทะลุเพดานหนี้ จึงส่งผลให้รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นควรปรับโครงสร้างภาษีเพื่อให้สอดคล้องกับภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริง

    กมธ. มีข้อเสนอต่อแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย อาทิ

    1. ข้อเสนอเชิงนโยบาย ด้วยการใช้เทคโนโลยีหรือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ และพัฒนาการเก็บภาษีที่โปร่งใส เป็นธรรม ยกระดับให้กรมสรรพากรเป็นองค์กรจัดเก็บภาษีแห่งชาติ ที่มีคณะกรรมการบริหารอย่างอิสระ ลดอิทธิพลจากฝ่ายการเมือง
    2. จัดเก็บภาษีจากฐานรายได้ อาทิ ให้ขึ้นทะเบียนผู้มีเงินได้ทุกคน เชื่อมกับฐานข้อมูลระบบสวัสดิการแห่งรัฐ กำลังพลภาครัฐ และระบบประกันสังคม เพื่อกำหนดนโยบายภาษีอากรของประเทศระยะยาว นโยบายสาธารณะ ระบบสวัสดิการแห่งรัฐ เพิ่มการหักลดหย่อนบุตรโดยการเกิด เป็นคนละ 5 แสนบาท ให้มีโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล เพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี ได้แก่ กองทุนการออมสำหรับบุตรหลานสัญชาติไทย และกองทุนการออมสำหรับบิดามารดา เพื่อสร้างวัฒนธรรมการออมและการลงทุน

    ทั้งนี้ ให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ทำหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย 2% ของรายได้จากยอดขาย เพื่อส่งสรรพากร ปรับเพิ่มภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบุคคลที่ได้รายรับจากเงินปันผล เกิน 10 ล้านบาท โดยให้นำมาคำนวณรายได้ โดยคิดอัตราภาษีก้าวหน้าแบบขั้นบันได ยกเว้นภาษีสตาร์ทอัพ (Startup) 3 ปีแรก จัดเก็บภาษีนิติบุคคลต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มที่ขายสินค้าหรือให้บริการคนไทยหรือผู้ประกอบการไทย 20% เช่น TikTok, eBay, Alibaba ที่มีรายได้เกิดในประเทศไทย ไม่ว่ามีสถานประกอบการในไทยหรือไม่ และจัดเก็บ global minimum tax ขั้นต่ำ 15% ภายในปี 2570

    1. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์ม และ paper gold เป็นต้น
    2. ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์ เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำทรัพย์สินออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ
    3. ข้อเสนอภาษีกับบทบาทการพัฒนาท้องถิ่น เช่น ศึกษาภาษี Home Town Tax จ่ายภาษีบริจาคให้เงินท้องถิ่นที่ตนต้องการ ให้บทบาท อปท. หารายได้ภาษีด้วยตนเอง มีคณะกรรมการวินัยการคลังท้องถิ่น เป็นองค์กรวิชาการให้คำแนะนำด้านการเงินการคลังกับท้องถิ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senate-committee-proposes-tax-overhaul-to-tackle-rising-public-debt&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AtOEcjKcXfSsJJdH-cKOk

  • ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    วันที่ 19 เมษายน 2569 นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม เปิดเผยว่า จากกระแสที่หลายฝ่ายกล่าวถึงอำเภอสุไหงโก-ลกว่าเป็นพื้นที่ชายแดนที่กำลังเผชิญปัญหาสินค้าผิดกฎหมาย ทั้งของเถื่อน ยาเสพติด และสิ่งผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    ทั้งที่สุไหงโก-ลกเคยเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่รุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และเป็นประตูสำคัญของภาคใต้ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนจากหลายพื้นที่เดินทางเข้ามาค้าขาย สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างคึกคัก

    ทั้งนี้หากยังปล่อยให้ปัญหาสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดขยายตัวต่อไป ภาพลักษณ์ของเมืองจะยิ่งถูกบั่นทอน ความเชื่อมั่นของประชาชน นักลงทุน และผู้มาเยือนก็จะยิ่งลดลง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และอนาคตของลูกหลานในระยะยาว

    ‘สัมพันธ์’ จี้รัฐปราบของเถื่อน-ยาเสพติด ฟื้นสุไหงโก-ลก คืนเมือง ศก.ชายแดน

    ในฐานะคนสุไหงโก-ลก ตนรู้สึกเป็นห่วงอย่างยิ่ง และขอฝากไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะฝ่ายปกครอง อำเภอ รวมถึงทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ให้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบ กวดขัน และดำเนินการอย่างจริงจัง อย่าให้ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นเรื่องปกติ

    “ทุกวันนี้พี่น้องประชาชนก็กำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหนาอยู่แล้ว หากยังปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป จะยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อน และลดโอกาสในการพัฒนาพื้นที่ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

    ผมขอเรียกร้องให้หัวหน้าส่วนราชการทุกหน่วย บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง แก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูสุไหงโก-ลกให้กลับมาเป็นเมืองที่ปลอดภัย น่าอยู่ น่าลงทุน และน่าเชื่อถืออีกครั้ง เพราะบ้านของเรา เราทุกคนต้องช่วยกันดูแล และผมเชื่อว่า หากเราจริงจังมากพอ สุไหงโก-ลกจะกลับมายืนอย่างสง่างามได้อีกครั้ง”นายสัมพันธ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/656936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hqjH98u5ad5AKsO8qZEmD

  • โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก คุ้มแค่ไหนกับทางรอดวิกฤตพลังงานไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-242&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0O93YAZPvdEm4-KDUfQack

  • คลิป ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ ถูกจู่โจมกะทันหัน FC แฉพฤติกรรม’แม่เฒ่า’ ระวัง | คมชัดลึก

    คลิป ‘ฟิล์ม ธนภัทร’ ถูกจู่โจมกะทันหัน FC แฉพฤติกรรม’แม่เฒ่า’ ระวัง | คมชัดลึก

    โลกออนไลน์ระอุ คลิปเหตุการณ์ชวนตกใจ “ฟิล์ม ธนภัทร” ถูกหญิงสูงวัยพุ่งเข้าประชิดตัวกลางห้างดัง จนพระเอกหนุ่มตั้งตัวแทบไม่ทัน ชาวเน็ตแห่วิจารณ์หนัก พร้อมเตือนภัยคนดังและสังคม.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/entertainment/616041&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bVhjJ4Z_y-S_Z8QW0A6lt

  • นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” หนุน “เมาแล้วขับ-ขับรถประมาท” โดนโทษหนัก : อินโฟเควสท์

    นิด้าโพล เผยผลสำรวจ “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” หนุน “เมาแล้วขับ-ขับรถประมาท” โดนโทษหนัก : อินโฟเควสท์

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง พบว่า

    1.ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 74.66%
    • บทลงโทษมากเกินไป 11.60%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 12.67%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 1.07%

    2.เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 70.38%
    • บทลงโทษมากเกินไป 8.86%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 20.38%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.38%

    3.ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 60.15%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.04%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 4.66%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    4.ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 60.08%
    • บทลงโทษมากเกินไป 28.09%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 11.68%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    5.ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 50.40%
    • บทลงโทษมากเกินไป 14.96 %
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 26.41%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.23%

    6.ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน)

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 50.24%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.34%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 5.89%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.53%

    7.ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 55.57%
    • บทลงโทษมากเกินไป 38.70%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 5.50%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.23%

    8.ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม) : ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 55.11%
    • บทลงโทษมากเกินไป 34.73%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 9.85%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.31%

    9.ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 54.28%
    • บทลงโทษมากเกินไป 35.88%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 9.69%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.15%

    10.ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท

    • บทลงโทษเหมาะสมแล้ว 40.69%
    • บทลงโทษมากเกินไป 54.43%
    • บทลงโทษน้อยเกินไป 4.58%
    • ไม่ตอบ/ไม่ทราบ 0.30%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFI0IQ6ZRB3U9QOHP78FWJ5GQWRFVDF&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rHEvRlSXXWi3CvD5UCImf

  • ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    ‘รอมฎอน’ กางข้อกฎหมายเผยย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ไม่ได้ แต่มีปรับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้

    19 เมษายน 2569 นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค ระบุว่า มาถึงตอนนี้ นายกรัฐมนตรีน่าจะตัดสินใจยังไม่ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากตำแหน่ง หลังจากตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดวิกฤตศรัทธาที่ต่อเนื่องอันเป็นเหตุมาจากคำพูดของท่านแม่ทัพฯ การลงพื้นที่เมื่อวานนี้ของนายกฯ รับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายสถาบันการศึกษา หว่านล้อมท่านแม่ทัพ เอ่ยคำขอโทษ ความตึงเครียดต่อเรื่องนี้ดูจะผ่อนคลายลง

    “ผมยังเห็นว่าความไว้วางใจต่อการทำหน้าที่ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ที่ดูแลการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ก็กร่อนลงไปแล้ว ทางเลือกสำหรับฝ่ายต่าง ๆ รวมทั้งเครือข่ายประชาชนที่อาจจะยังกังขาอยู่ในขณะนี้มีอะไรบ้าง ผมจะทดลองนำเสนอทางเลือกตามกรอบกฎหมายที่เราพอจะมีครับ”

    นายรอมฎอน ระบุว่า ที่จริงแล้ว ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มีช่องทางในการย้ายข้าราชการบางคนออกจากพื้นที่อยู่ครับ อำนาจเต็มไม้เต็มมือจะเป็นของเลขาธิการ ศอ.บต.ในขณะที่อีกคนคือประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนา จชต. ที่อาจเสนอความเห็นได้ในกรณีฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 มาตรา 12 และอาจดูประกอบมาตรา 23 (อำนาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาฯ)

    ตามตัวบทกฎหมาย หากปรากฎข้อเท็จจริงต่อเลขาธิการ ศอ.บต. หรือการเสนอโดยสภาที่ปรึกษาฯ ว่ามีเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน คนใดก็ตาม “มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนหรือไม่เป็นธรรมแก่ประชาชนหรือความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน” เลขาธิการ ศอ.บต.มีอำนาจสั่งให้เจ้าหน้าที่คนนั้นออกจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้ โดยต้องแจ้งเหตุผลให้กับต้นสังกัดทราบด้วย

    ในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน ประธานสภาฯ ก็อาจเสนอต่อเลขาธิการได้เลยโดยตรง แล้วค่อยรายงานให้สภาฯ ทราบโดยเร็ว

    อย่างไรก็ตาม กรณีที่บุคคล ๆ นั้นเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหาร คงไม่ครอบคลุมอำนาจตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้นแนวทางนี้คงจะไม่สามารถใช้กับบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาค เสนาธิการกองทัพภาค ผู้บัญชาการมณฑลทหารบก หรือตำแหน่งในกองทัพต่าง ๆ

    แต่หากเป็นตำแหน่งใน กอ.รมน. ซึ่งเป็นหน่วยงานพลเรือนภายใต้สังกัดของสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็น่าจะเข้าข่ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายพลเรือน

    จริงอยู่ ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในฯ พ.ศ.2551 ตำแหน่งของ กองทัพบก และ กอ.รมน.นั้นเกาะติดกันมาเหมือนแฝดสยาม กล่าวคือ ตำแหน่ง รอง ผอ.รมน. นั้นเป็น ผบ.ทบ.โดยตำแหน่ง ส่วน เสธ.ทบ. ก็เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. โดยตำแหน่ง ในขณะที่ ผอ.กอ.รมน.ภาค ก็คือ แม่ทัพภาค โดยตำแหน่งเช่นกัน

    แต่ต้องบอกว่า ผอ.รมน.ภาค 4 กับ ผอ.รมน.ภาค 4 สน. นั้นแตกต่างกัน คำว่า สน. หรือ “ส่วนหน้า” หมายถึงผู้ที่ปฏิบัติภารกิจเฉพาะที่อยู่หน้างานในพื้นที่ส่วนหน้า แม้ที่ผ่านมา ทั้งสองตำแหน่งนี้จะรวมอยู่ในคน ๆ เดียวกัน ก็คือท่านแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเอง แต่จากกรอบของกฎหมายที่กล่าวไล่เรียงมานั้นทำให้เราสามารถคิดถึงความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่ตำแหน่งในสนามอาจเป็นข้าราชการคนอื่น ๆ ทั้งที่อาจเป็นเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่พลเรือน

    “ผอ.รมน.ภาค 4 สน. อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เหมือนที่เป็นมาก็ได้ครับ”

    ในอดีตไม่นานมากนัก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่างกองทัพน้อยที่ 4 ในปี 2557 ภายใต้การบริหารของ คสช. ก็มีเป้าหมายในการออกแบบให้แม่ทัพน้อยที่ 4 (มทน.4) นั้นมีภารกิจรับผิดชอบการป้องกันและปราบปรามการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 (มทภ.4) ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดูภาพรวมของทั้งภาค

    ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา กองทัพภาคที่ 4 ก็มีอัตราพลโทสองคน เป็นกองทัพภาคสุดท้ายที่จัดตั้งกองทัพน้อย

    นั่นหมายความว่า ท่านแม่ทัพภาคที่ 4 ก็อาจจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิมของกองทัพ แต่เพื่อลดความตึงเครียดและเผชิญหน้า ทางเลือกก็คือการเปิดทางให้มีการแต่งตั้ง ผอ.รมน.ภาค 4 สน. คนใหม่ที่อาจจะมาจากแม่ทัพน้อย รองแม่ทัพ หรือข้าราชการพลเรือนอื่น ๆ เนื่องจาก โดยเนื้อแท้แล้ว ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งข้าราชการพลเรือน

    “ส่วนว่าทางเลขาธิการหรือประธานสภาที่ปรึกษาฯ จะใช้อำนาจตามมาตรา 12 และมาตรา 23 นี้หรือไม่ คงต้องคิดอ่านคำนวณให้รอบด้านครับ เพราะผมเข้าใจว่าสภาวะผู้นำของหน่วยงานความมั่นคงในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเปราะบาง ผมเองไม่ได้มีความคิดเห็นไปทางใดทางหนึ่งที่ชัดเจนนัก แต่จากบทบาทของ สส.ฝ่ายค้าน ที่ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในระยะหลังนี้ด้วยความกังวล จึงขอเสนอทางเลือกทางนี้ให้รัฐบาลและผู้ที่เกี่ยวข้องพิจารณา”

    ต้องกล่าวด้วยว่า ดาบในมือของเลขาธิการ ศอ.บต. และประธานสภาที่ปรึกษาฯ นี้เป็นหนึ่งในความพิเศษ ของชายแดนภาคใต้ครับ ไม่ใช่ว่าอำนาจที่ว่านี้จะไม่มีที่มาที่ไป อันที่จริงแล้วเป็นมรดกตกทอดที่สำคัญของรัฐบาลป๋าเปรมในช่วงทศวรรษ 1980 ภายใต้แนวทางการแก้ไขปัญหาความไม่สงบด้วยแนวทาง การเมืองนำการทหาร ซึ่งตกผลึกเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 8/2524 จัดตั้ง ศอ.บต.รุ่นแรกขึ้นมา

    ในตอนนั้น ผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งมีตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่งถือดาบอาญาสิทธิ์นี้ เนื่องจากมีความขัดแย้งและตึงเครียดหลายกรณีจากการร้องเรียนและประท้วงข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมที่ถูกย้ายลงไปชายแดนใต้ ในตอนนั้น การถูกย้ายไปชายแดน (ใต้) ถือเป็นการโทษทัณฑ์ในระบบราชการ กลายเป็นว่าในพื้นที่อ่อนไหวเปราะบางต่อการเมืองการปกครองที่สุด เป็นที่ถ่ายเทปัญหาบุคลากรภาครัฐที่มีปัญหาจากที่อื่น มาสะสมปัญหาพูนพอกต่อเนื่องไม่รู้จบ

    ที่จริงแล้ว ดาบอาญาสิทธิ์นี้ยังมีที่มาจากรากฐานความคิดที่ฝังอยู่ในแนวนโยบายของรัชกาลที่ 6 ในยุคสมัยของมณฑลปัตตานี หรือที่รู้จักกันในนาม “หลักรัฐประศาสโนบาย” ซึ่งมาจากพระราชหัตถเลขาที่ 3/78 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2466 (ศอ.บต. เพิ่งจัดงานครบรอบ 100 ปี ไปเมื่อปีก่อน)

    ความในข้อ 5 จากหลัก 6 ประการ มีดังว่า

    “ข้าราชการที่จะแต่งตั้งออกไปประจำตำแหน่งในมณฑลปัตตานี พึงเลือกฟั้นแต่คนที่มีนิสัยซื่อสัตย์ สุจริต สงบเสงี่ยมเยือกเย็น ไม่ใช่สักแต่ว่าส่งไปบรรจุให้เต็มตำแหน่ง หรือส่งไปเปนทางลงโทษเพราะเลว

    เมื่อจะส่งไป ต้องสั่งสอนชี้แจงให้รู้ลักษณทางการ อันจะพึงประพฤติระมัดระวัง โดยหลักที่ได้กล่าวในข้อ 1 ข้อ 3 แลข้อ 4 ข้างบนนั้นแล้ว ผู้ใหญ่ในท้องที่พึงสอดส่องฝึกฝนอบรมกันต่อ ๆ ไปในคุณธรรมเหล่านั้นเนือง ๆ ไม่ใช่แต่คอยให้พลาดพลั้งลงไปก่อน แล้วจึงว่ากล่าวลงโทษ”

    อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่ดาบอาญานี้มีอิทธิฤทธิ์มากนัก ทำให้ ศอ.บต.มีสถานะเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารราชการในพื้นที่ (ตามเป้าหมายองกฎหมาย 2553) โดยเฉพาะบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งในด้านหนึ่งก็ถ่วงดุลกับทางกองทัพและ กอ.รมน.ไปด้วย

    ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุให้หลังการยึดอำนาจของ คสช. คณะรัฐประหารมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 14/2559 เพื่อตัดทอนอำนาจของสภาที่ปรึกษาลง โดยเฉพาะประเด็นนี้

    “แต่ข่าวดีก็คือ ในสภาฯ สมัยที่แล้ว เราได้ตรากฎหมายเพื่อยกเลิกคำสั่งดังกล่าวนี้ไป นั่นเท่ากับว่าสาระสำคัญและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะให้อำนาจของสภาที่ปรึกษาฯ ซึ่งมาจากประชาชนในทางอ้อมมีเสียงที่ดังขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นกลไกในตรวจถ่วงดุลการทำงานของข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ยังจำกัดอยู่ที่เจ้าหน้าที่รัฐ ฝ่ายพลเรือน ครับ”

    นายรอมฏอน กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มมีแนวคิดที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ใหม่ แต่คงต้องพิจารณาว่าที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายนั้นประสบปัญหาอะไรบ้าง ต้องมีอะไรที่ต้องตัดทอน มีอะไรที่ต้องเพิ่มเติม กระทั่งว่าต้องปรับปรุงยกร่างกฎหมายฉบับใหม้สอดรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/982092/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BrnUzZfSgBv0iXKGmyz9x