Blog

  • ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

    ชิปก็แพง แรงซื้อก็หด! สงครามอิหร่าน สะท้านวงการไอทีแค่ไหน?

    ความตึงเครียดของสถานการณ์โลกที่กำลังคุกรุ่น ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกระนาบเศรษฐกิจ ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่เคยดูเหมือนจะลอยตัวเหนือวิกฤตได้เสมอ

    วันนี้ KT Review กรุงเทพธุรกิจไอที พามาพูดคุยกับ โอภาส เฉิดพันธุ์ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการสมาร์ตโฟนไทยมาอย่างยาวนาน เพื่อถอดรหัสผ่านหน้างาน Thailand Mobile Expo (TME) ครั้งที่ผ่านมาว่าในวันที่คนไม่กล้าใช้เงิน และเสียงปืนเสียงระเบิดในตะวันออกกลางดังขึ้น วงการไอทีไทยสบายดีไหม กำลังปรับตัวอย่างไร และอะไรคือความหวังใหม่ในรอบถัดไป

    คลื่นความกังวลใจในไฟสงคราม

    ในช่วงเริ่มต้นของงาน TME ครั้งนี้ ยอมรับว่ามีความกังวลเกิดขึ้นในใจของผู้จัดงานไม่น้อย เนื่องจากสภาวะสงครามในต่างประเทศส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ โอภาส เปิดเผยถึงความกังวลในช่วงแรกว่า “ตอนแรกสุด เราเองกังวลว่าคนน่าจะน้อย เนื่องจากว่าสถานการณ์สงครามด้วย แล้วคนก็ถูกบอกมาว่าอย่าเพิ่งใช้เงิน เช่นภาครัฐเนี่ยให้หยุดงานเวิร์คฟอร์มโฮม แล้วก็ให้ทุกคนประหยัดเพราะว่ามีเรื่องสงคราม เราก็กังวล ซึ่งจริงๆ ก็มีผลอยู่ร่วมวันสองวันแรก เพราะว่าก็มีคนมาเดินน้อยลง และมีการซื้อของน้อยลงจริง”

    อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงสุดสัปดาห์ พลังของโปรโมชั่นและการเป็นสินค้าที่ “ต้องใช้” ก็ทำให้ผู้คนยังคงหลั่งไหลเข้ามา โดยผู้จัดงานรายนี้ให้มุมมองว่า “ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ สุดท้ายคนก็มาซื้ออยู่ดี เพราะว่ามีโปรโมชั่น เป็นการชี้ให้เห็นว่าจริงๆ แล้วคนยังอยากซื้อของเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการสื่อสาร เพราะว่าอย่างไรก็เป็นของที่ต้องใช้ตลอด แล้วก็เป็นการอัปเดตเทรนด์ด้วย มันคือทำให้ชีวิตดีขึ้น”

    ปรากฏการณ์ซ่อมก่อนซื้อ!

    ความแตกต่างของงานรอบนี้จากงานครั้งก่อนๆ ที่โอภาสสะท้อนให้เห็นคือการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการซื้อใหม่ไปสู่การดูแลเครื่องเก่าอย่างจริงจัง

    “ในรอบนี้เราสังเกตได้เลยว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนจากการที่จะซื้อเครื่องใหม่มาเป็นการบำรุงรักษาเครื่องเดิม แล้วก็ซื้อของลดราคามากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยอดซื้อจริงๆ ก็ไม่ได้ตกเยอะเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้น แต่ว่าก็ตกตามสภาวะเศรษฐกิจนั่นแหละครับ”

    ความต้องการซ่อมแซมพุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นภาพจำใหม่ของงาน นอกจากนี้โอภาสยังลงรายละเอียดลึกไปถึงกลุ่มอุปกรณ์เสริมที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนชัดเจน เนื่องจากการตึงตัวทางเศรษฐกิจเนี่ยมาดูแลเครื่อง ซึ่งปกติเนี่ยแบตเสื่อม เราซื้อใหม่ แต่ตอนนี้คนยินดีจะเปลี่ยนแบตเยอะมากในงาน ซึ่งก็ไม่เคยเห็นเยอะขนาดนี้มาก่อน เปลี่ยนแบต ซ่อมจอ เปลี่ยนเคส ดูแลอย่างอื่น ซื้อฟิล์มกันรอยกล้องด้านหลัง อะไรต่างๆ เยอะมากครับ ในงานนี้ยอดของแนวดูและรักษาเครื่องถือว่าขึ้นเยอะมาก”

    กำแพงราคากับสถานการณ์ชิปแพง

    ปัจจัยที่ทำให้คนไทยต้องหันหลังให้เครื่องใหม่ไม่ได้มีแค่เรื่องสงคราม แต่เป็น “ราคา” ที่พุ่งสูงขึ้นจนกลายเป็นกำแพงขนาดใหญ่ โอภาสชี้ให้เห็นถึงต้นเหตุสำคัญว่า

    “เครื่องใหม่นี่ 50,000 อัปทั้งนั้นเลย OPPO Find N6 เปิดมา 80,000 บาทอย่างนี้ ราคาสูงมาก เหตุผลก็คือชิปขาดแคลน ค่าเครื่องก็เลยแพงขึ้นไปโดยปริยาย นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คนมาหาซื้อเครื่องมือสองเยอะ เพราะจริงๆ มันไม่ได้ต่างขนาดนั้นสำหรับตัวใหม่กับตัวเก่าครับ”

    นอกจากนี้ สภาวะจิตใจที่ถูกกดทับจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลต่อการถือเงินสดไว้ในมือ แม่ทัพใหญ่แห่ง MVP บอกว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นไม่ได้เพียงทำให้คนไม่อยากขับรถหรือเดินทางเท่านั้น

    “พอมีเรื่องน้ำมันแพงเกิดขึ้น มันมีผลทางสภาพจิตใจว่าไม่อยากซื้อเครื่องใหม่ เก็บเงินไว้ก่อน เพราะว่าของกินของใช้จะแพงขึ้นเรื่อยๆ หรือเปล่า น้ำมันแพงเลยทำให้ทุกอย่างดูอึมครึมไปหมดครับ คนไม่กล้าใช้เงิน รู้สึกว่าอยากจะเก็บเงินสดไว้ด้วยเผื่อฉุกเฉิน”

    AI จุดเปลี่ยนที่จะทำให้วงการไอทีไม่ต้อง ‘เจ็บ’ จนตาย

    ถึงแม้เมฆหมอกแห่งสงครามจะยังปกคลุม แต่โอภาสมั่นใจว่าอุตสาหกรรมไอทีจะไม่ถึงทางตัน เพราะ AI กำลังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญ โดยรวมเขามองว่าจะกระทบไม่มาก เพราะว่าถึงที่สุดแล้วคนก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ไอทีที่ดีขึ้นสำหรับการทำงานอยู่ดี

    “รอบนี้ในงาน Thailand Mobile Expo คอมพิวเตอร์ขายดีขึ้นเยอะเลยครับ ผมเองก็ซื้อ เอามาทำงาน เอามาหาเงิน คราวนี้มันจะเป็นสินค้าที่เอาไว้ใช้ทำงานหาเงินมากกว่าการเป็นเครื่องเล่นเกมส์หรือแค่เพื่อความบันเทิงแล้ว”

    โอภาสย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนเราอาจไม่ได้พูดถึง AI CPU แต่ตอนนี้เราต้องมองถึงชิป AI แล้ว เพราะว่าทุกคนต้องเริ่มใช้งานอุปกรณ์ที่มี AI กันหมดแล้ว และนี่ทำให้ทิศทางถัดไปของงานแฟร์ไอทีระดับประเทศอย่าง TME จะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของสมาร์ตโฟนอีกต่อไป และจะมีการย้ายฐานทัพสู่สเกลที่ใหญ่ขึ้น

    “รอบหน้าผมจัด Thailand Mobile Expo คู่กับงาน AI Expo ในเดือนตุลาคม ที่อิมแพคฯ เมืองทองธานี ที่เราย้ายจากศูนย์ฯสิริกิติ์ไปอิมแพคฯ เพราะว่างานเราใหญ่กว่าเดิมเยอะ ตอนนี้ผมมองว่า Mobile กับ AI ว่าเป็นเรื่องเดียวกัน ต่อไปคนจะซื้อมือถือหรือซื้อคอมใหม่ ควรต้องเข้าใจ AI ก่อน”

    ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนเช่นนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้สงครามอิหร่านจะสะท้านจิตใจจนคนไทยรัดเข็มขัดและหันไปซ่อมเครื่องเดิมกันระนาว แต่เทคโนโลยี AI ที่กำลังก้าวเข้าสู่ชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาสร้างความต้องการใหม่และขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมไอทียังคงเดินหน้าต่อไปได้ ท่ามกลางกระแสคลื่นเศรษฐกิจที่ยังคงไม่แน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1230192&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vtLP0L4ngu7WCRxZMfMdd

  • ราคาน้ำมันดิบ 18/04/69 จับตาตลาดโลกผันผวน

    ราคาน้ำมันดิบ 18/04/69 จับตาตลาดโลกผันผวน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/142144&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ui0YcQqGxfTRwzN2S2ZiV

  • ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด  “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศลดราคาน้ำมันเบนซิน  แก๊สโซฮอล์95 ,91 ,E85 และ E20 ลง 0.50 บาทต่อลิตร

    เช่นเดียวกับซูเปอร์พาวเวอร์แก๊สโซฮอล์95 (โออาร์)และไฮพรีเมี่ยมแก๊สโซฮอล์98+ (บางจาก) ลดราคา 0.50 บาทต่อลิตร

    ด้านน้ำมันดีเซล B7 ,น้ำมันดีเซล B20 ,ดีเซลพรีเมี่ยมโออาร์ และบางจากลดราคา 1.50 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นวันนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 64.80 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 42.90 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.90 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 65.30 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 42.90 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 35.90 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันวันนี้2569 (19 เม.ย. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/656901&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IVzU5NFp7dFvoNQazB65L

  • สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ | ลงทุนศาสตร์ Investerest.co

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    สกุลเงินดอลลาร์ยังจำเป็นอยู่ไหม ผลกระทบของสงครามต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

    สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐนับเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก มีสัดส่วนเกือบร้อยละ 60 ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก โดยสหรัฐอเมริกานับเป็นประเทศมหาอำนาจอันดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การโจมตีอิหร่านที่เกิดขึ้นในปีค.ศ. 2026 นี้ทำให้สหรัฐอเมริกาเผชิญกับความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ ความขัดแย้งที่เกิดส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และอาจเร่งให้เกิดกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ ในครั้งนี้ ลงทุนศาสตร์ขอพาท่านผู้อ่านไปสำรวจผลกระทบของสงครามที่มีต่อความน่าเชื่อถือของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ดังต่อไปนี้ [1, 2, 3]

    ปัจจุบันนี้ ดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกายังคงเป็นเครื่องมือรักษาเสถียรภาพที่หลายประเทศให้ความเชื่อมั่น ขณะเดียวกัน สกุลเงินดอลลาร์ยังเป็นเครื่องมือที่แข็งแกร่งสำหรับสหรัฐอเมริกาเมื่อต้องนำมาใช้คว่ำบาตรศัตรูทางการเมือง ตัดขาดธนาคารของประเทศฝ่ายตรงข้ามออกจากระบบการเงินโลก และช่วยให้สหรัฐอเมริกากู้ยืมเงินได้อย่างไม่จำกัดเพื่อทำสงคราม รวมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้สาธารณะในระยะสั้น แต่เมื่อเกิดสงคราม ความน่าเชื่อถือของดอลลาร์ก็ลดน้อยลง

    สงครามส่งผลให้เกิดการเร่งกระบวนการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ (de-dollarization) กระบวนการดังกล่าว หมายถึงการที่ประเทศต่าง ๆ พยายามลดการพึ่งพิงสกุลเงินดอลลาร์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งการสำรองเงินตราต่างประเทศ สัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการลดการพึ่งพา เช่นการที่อิหร่านเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซด้วยสกุลเงินหยวนของจีนแทนดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการที่ประเทศต่าง ๆ เริ่มพัฒนาระบบชำระเงินเป็นของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น รัสเซียและจีน พัฒนาระบบ SPFS และ CIPS สำหรับชำระเงิน  หรือบราซิล แอฟริกาใต้ และอินเดีย มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันพัฒนาระบบเงินเข้ากับระบบของจีนมากขึ้น 

    เมื่อสกุลเงินดอลลาร์ของสหรัฐอเมริกาถูกแทนที่ได้ด้วยสกุลเงินอื่น สถานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่เคยเป็นมาตลอดของดอลลาร์สหรัฐก็เสื่อมถอยลง เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ก็ยังต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าความต้องการดอลลาร์สหรัฐจะเสื่อมถอยลงไปหรือไม่ ทั้งนี้ หนึ่งในความท้าทายของดอลลาร์สหรัฐ ยังรวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของนโยบายภายใต้รัฐบาลที่นำโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ความไม่แน่นอนของนโยบายที่สลับไปสลับมาระหว่างการเจรจา และการยกระดับสงคราม ส่งผลให้ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (risk premium) ในสินทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

    สงครามที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน นำพาความเปลี่ยนแปลงมาให้ในหลายมิติ นอกจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ความเปลี่ยนแปลงในสกุลเงินหลักของโลกยังเป็นที่จับตามองมากขึ้นเช่นกัน จากนี้ไป เราคงได้แต่คอยเฝ้าดูกันต่อไปว่า ดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักของโลกต่อไปหรือไม่ และจะเกิดอะไรขึ้น หากดอลลาร์ลดความน่าเชื่อถือลงอย่างต่อเนื่องในอนาคต 

    ลงทุนศาสตร์ 

    รายการอ้างอิง

    [1] CNBC. (2026, March 23). Dollar gains as investors flee risk on escalating Middle East war. https://www.cnbc.com/2026/03/23/dollar-gains-as-investors-flee-risk-on-escalating-middle-east-war.html

    [2] CNBC. (2026, April 1). Dollar drops on Iran war de-escalation hopes. https://www.cnbc.com/2026/04/01/dollar-drops-on-iran-war-de-escalation-hopes.html

    [3] The Guardian. (2026, April 2). Iran war expenses cuts America power dollarization. https://www.theguardian.com/commentisfree/2026/apr/02/iran-war-expenses-cuts-america-power-dollarization

    อัพเดทล่าสุดเมื่อ :

    บทความที่เกี่ยวข้อง

    เกี่ยวกับผู้เขียน

    ลงทุนศาสตร์

    ผมเขียนบทความเกี่ยวกับการลงทุนตั้งแต่เบื้องต้น เหมาะสำหรับผู้ลงทุนหรือผู้ที่มีความสนใจที่จะลงทุนที่รักหรือมีทีท่าว่าจะรักในศาสตร์ของการลงทุนเหมือนกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.investerest.co/economy/dollar/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1F8qD2n7b8WEwBVaxjWJuv

  • พท. กระทุ้ง “อนุทิน” เร่งแก้เศรษฐกิจ ดันคนละครึ่งสู้ของแพง | เข้มข่าวค่ำ | 19 เม.ย. 69

    พท. กระทุ้ง “อนุทิน” เร่งแก้เศรษฐกิจ ดันคนละครึ่งสู้ของแพง | เข้มข่าวค่ำ | 19 เม.ย. 69

    วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จี้นายกฯ อนุทิน รีบแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หลังลงพื้นที่ช่วงสงกรานต์พบร้านค้าซบเซา ถนนโล่ง แนะรีบทำโครงการคนละครึ่งพลัส พร้อมให้กำลังใจนายกฯ ขอให้ผ่านวิกฤตนี้ไปได้

    #พรรคเพื่อไทย #เศรษฐกิจไทย #อนุทิน #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/216651&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0urJpsSB8IYguwRcjnQQFz

  • สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (3)

    สงครามอิหร่านนำจักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย? (3)

    ภาพ: แผนสหรัฐให้นานาชาติช่วยคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซ

    เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์

    รัฐบาลทรัมป์รู้ดีกว่าน้ำมันแพง แต่ยังอยากรบต่อจึงพยายามเพิ่มอุปทานเข้าตลาด เช่น อนุญาตให้อินเดียซื้อน้ำมันรัสเซียชั่วคราว เพื่อลดปัญหาน้ำมันตึงตัว น้ำมันที่อินเดียซื้อจากรัสเซียจะปล่อยขายในตลาดโลกอีกทอด รัสเซียจึงได้ประโยชน์จากน้ำมันราคาแพงในช่วงนี้

    ในขณะที่สหรัฐเพิ่มน้ำมันเข้าตลาด อิหร่านทำตรงข้าม นักวิชาการบางคนชี้ว่าอิหร่านใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจเพื่อต่อรองทางการเมือง

    ควรเข้าใจว่าอิหร่านปิดกั้นเฉพาะเรือที่ไม่เป็นมิตรกับตน ดังนั้นในทางปฏิบัติจึงไม่ใช่การปิดตายช่องแคบ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นอีกปัจจัยกดดันราคาพลังงาน โหมความวิตกกังวล แม้บางคนตีความว่าเป็นความผิดของอิหร่าน แต่บางคนตีความว่าสหรัฐ-อิสราเอลผิดเช่นกัน

    สถานการณ์ที่ต่างไม่ยอมถอย รัฐบาลทรัมป์ประกาศรบต่อ และไม่ชัดว่าจะยุติสงครามในสิ้นเดือนเมษา. ยิ่งทำให้สถานการณ์พลังงานตึงเครียด บั่นทอนความเชื่อมั่นการลงทุนของตลาดโลก บางคนชี้ว่าเสี่ยงเกิดภาวะเศรษฐกิจหยุดชะงักแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) คล้ายกับวิกฤตการณ์น้ำมันในปี 1973

    ประเด็นที่น่ากังวลคือ สงครามนี้จะจบเร็วหรือจะยืดยาวแค่ไหน นานาชาติอยากให้จบเร็ว ทุกคนรู้ดีว่ายิ่งยืดเยื้อเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะยิ่งเสียหาย บางประเทศคือซ้ำเติมสภาพที่เลวร้ายอยู่แล้วให้เลวร้ายลงไปอีก

    คำถามคือ รัฐบาลสหรัฐกับอิสราเอลต้องการให้จบเร็วหรือไม่ บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้วหรือยัง

     ประธานาธิบดีทรัมป์ที่ชอบใช้กำลัง การข่มขู่ และเอาแน่เอานอนไม่ได้ ส่วนอิหร่านสู้ไม่ถอย กำลังสู้ถวายชีวิตเพื่อความอยู่รอด ท่าทีเหล่านี้ยิ่งทำให้นานาชาติกังวล มองโลกในแง่ร้ายมากกว่าดี ถ้าสหรัฐส่งทหารเข้ารบทางภาคพื้นดินสถานการณ์คงเลวร้ายลงอีกมาก

    นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนชี้ผลเสียหายมากมาย

     ยกตัวอย่าง Amin Nasser จาก Saudi Aramco เตือนว่า สงครามทำลายตลาดน้ำมันโลก อาจทำให้เศรษฐกิจโลกหายนะ ประเด็นไม่อยู่แค่มีน้ำมันพอใช้หรือไม่เท่านั้น แต่จะหายนะด้วย “ราคา” ที่พุ่งสูง ด้วยหลายปัจจัย เช่น ต้นทุนขนส่ง การประกันความเสี่ยง ต้นทุนจากอุตสาหกรรมน้ำมัน การเก็งกำไรของตลาด

    IMF ย้ำ สงครามอิหร่านส่งผลทำลายเศรษฐกิจโลก ฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผลจากโครงสร้างพื้นฐานน้ำมันเสียหายและเส้นทางขนส่งมีปัญหา เร่งให้สินค้าแพง ตามด้วยเงินเฟ้อ ไม่ง่ายที่เศรษฐกิจโลกจะกลับไปจุดเดิม

    สงครามอิหร่านซ้ำเติมเศรษฐกิจสหรัฐ:

    นักวิเคราะห์บางสายเตือนเศรษฐกิจสหรัฐกำลังสู่เส้นทางล่มสลาย หนี้สาธารณะท่วมประเทศ IMF เตือนว่า เป็นไม่ได้ที่สหรัฐจะก่อหนี้ไม่หยุด ตลาดพันธบัตรสหรัฐส่งสัญญาณพายุใหญ่กำลังจะมา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นก่อนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ (2008) บอนด์ยีลด์ 2 ปีของสหรัฐพุ่งแซงดอกเบี้ยนโยบาย (Fed Funds Rate) นับวันพันธบัตรสหรัฐไม่น่าลงทุน

     สัญญาณนี้มักจะเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ในอดีตเกือบทุกครั้งที่เกิดรูปแบบนี้ เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายใน 6-18 เดือน

    สงครามอิหร่านโดยตัวมันเองอาจไม่เป็นเหตุให้เศรษฐกิจสหรัฐพังพินาศ สูญเสียความเป็นมหาอำนาจ แต่เป็นอีกปัจจัยผลักดันเร่งระเบิดเวลาให้ทำงานเร็วขึ้น

    ข้อโต้แย้ง: แม้อิทธิพลทางการเมืองและค่าเงินจะดูเสื่อมถอยลง แต่สหรัฐยังคงเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก (เช่น AI เซมิคอนดักเตอร์ เทคโนโลยีอวกาศ) นวัตกรรมเหล่านี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ช่วยยื้ออำนาจของสหรัฐ

    เรย์ ดาลิโอ ประเมินสถานการณ์อย่างน่าฟังว่า ชาวอิหร่านมีเหตุผลมากมายที่จะสู้ไม่หยุด ส่วนคนอเมริกันห่วงเรื่องน้ำมันแพง ค่าครองชีพ นักการเมืองสนใจเรื่องเลือกตั้งกลางเทอม

    Fawaz Gerges จาก London School of Economics ชี้ว่าอิหร่านมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ดังนั้นจะสู้สุดฤทธิ์เพื่อความอยู่รอด Alex Vatanka จาก Middle East Institute อธิบายว่าพวกเขาสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ดังนั้นจึงไม่มีคำว่ายอมแพ้

    ทรัมป์ที่เคยหวังให้สงครามครั้งนี้จะช่วยให้เขาได้รับความนิยมมากขึ้น แต่บัดนี้คะแนนนิยมตกฮวบ แม้ไม่มีผลต่อตำแหน่งประธานาธิบดีโดยตรง แต่มีผลต่อ สส. สว.ที่ต้องเลือกตั้งปลายปีนี้ (ต้นเดือนพฤศจิกายน) พรรครีพับลิกันจะกดดันทรัมป์

    ราคาน้ำมันต้องกลับสู่ปกติหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ไม่เกินสิ้นไตรมาส 2 และหวังว่าจะคุมอัตราเงินเฟ้อได้ก่อนเลือกตั้งกลางเทอม ทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลอิสราเอลต้องรบให้สอดคล้องกับแผนทรัมป์ อย่างน้อยต้องปล่อยให้ผ่านเลือกตั้งกลางเทอมนี้ก่อน

    ชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง:

     Jamie Dimon CEO JPMorgan แถลงภาพรวมเศรษฐกิจว่าผลการดำเนินงานบริษัทใหญ่ในสหรัฐยังคงดี เศรษฐกิจยังทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง ต่างจากหลายประเทศที่สะเทือนหนัก

    ท่ามกลางกระแสอเมริกาถดถอย รัฐบาลสหรัฐทุกชุดพยายามแก้ไขปัญหา เชิดชูความยิ่งใหญ่ของประเทศ พยายามฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ให้กลับมาอีกครั้ง รัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชูนโยบายที่ต้านการถดถอยโดยตรง

    Jamie Dimon CEO JPMorgan เตือน ถ้าน้ำมันแพงอยู่อย่างนี้จะทำให้เศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นอ่อนตัวเข้าสู่ตลาดหมี นักลงทุนจะพากันเทขาย หนีออกจากตลาดหุ้น นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าต้องโทษทรัมป์ที่ก่อสงคราม

    ที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากที่สุดคือ ทางออกเพื่อให้สหรัฐถอนตัวออกจากสงคราม ดังที่นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าทรัมป์พยายามดึงให้ชาติอาหรับ นาโตยุโรป ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เข้าสู่สมรภูมิ เพราะต้องการให้พันธมิตรเหล่านี้ทำสงครามตัวแทนกับอิหร่าน แล้วตัวเองเปลี่ยนบทบาทเป็นแค่ผู้สนับสนุน เหมือนสงครามยูเครนที่เป็นสงครามตัวแทนระหว่างนาโตยุโรปกับรัสเซีย สหรัฐแค่สนับสนุนเรื่องอาวุธ ข้อมูลข่าวสาร นี่คือยุทธศาสตร์สงครามตัวแทนที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่อยมา สหรัฐจะไม่พยายามรบโดยตรงแต่ให้คนอื่นรบแทน

    วิเคราะห์: คำพูดแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ทุกคนในตลาดเข้าใจเรื่องนี้อยู่แล้ว รัฐบาลทรัมป์กับอิหร่านก็เข้าใจเช่นกัน ยิ่งสงครามลากยาว อุตสาหกรรมน้ำมันปั่นป่วน สุดท้ายคือตลาดหุ้นพัง เรื่องนี้แหละที่ทรัมป์กลัวมากกว่าแพ้สงคราม

    ก่อนที่เศรษฐกิจภาคการผลิตจริงพัง ภาคการลงทุนการเก็งกำไรจะพังก่อน เรื่องนี้กระทบต่อความรู้สึก เงินในกระเป๋าของคนอเมริกันทุกคน รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องจะให้ความสำคัญมากที่สุด กล่าวได้ว่าทรัมป์ไม่กลัวแพ้สงครามแต่กลัวตลาดหุ้นพัง ทรัมป์จะพูดเรื่องสงครามอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าตลาดหุ้นพังรัฐบาลจะได้ยินเสียงตะโกนจากประชาชน

    การวิเคราะห์ของเรย์ ดาลิโอ เฉียบคมหลายจุด แต่คงเกินไปถ้าจะฟันธงว่าสงครามอิหร่านจะทำให้จักรวรรดิอเมริกาล่มสลาย ที่น่าจะเป็นไปได้คือพาให้เศรษฐกิจย่ำแย่กว่าเดิม น่ากังวลยิ่งขึ้น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/981828/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PK1Big86lI2PU2QSSPVFe

  • ‘อนุทิน’ นำทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงใหม่พรุ่งนี้ เร่งแก้ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ครบทุกมิติ

    ‘อนุทิน’ นำทีมรัฐมนตรีลงพื้นที่เชียงใหม่พรุ่งนี้ เร่งแก้ไฟป่า-ฝุ่น PM2.5 ครบทุกมิติ

    รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 20 เมษายน 2569 ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะนำทีมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ

    โดยคณะรัฐมนตรีที่ร่วมเดินทาง ได้แก่ ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี, ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    สำหรับภารกิจครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีร่วมกับรัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

    ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด/ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน ตลอดจนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

    นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ ทั้งมิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมทั้งแผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-leads-cabinet-to-chiang-mai-on-april-20-to-tackle-wildfires-and-pm25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31ZpSJM5Kua7b7hmddp2QV

  • เติมอนาคตลูกหลานนักข่าว! สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ มอบ 98 ทุนการศึกษา ปี 69

    เติมอนาคตลูกหลานนักข่าว! สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ มอบ 98 ทุนการศึกษา ปี 69

    สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษา มอบทุนการศึกษาแก่บุตร–ธิดาของสมาชิก ประจำปี 2569 รวมทั้งสิ้น 98 ทุน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวสมาชิก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่ยังคงกดดันประชาชนทั่วประเทศ

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 19 เมษายน 2569 ที่ศูนย์ปฏิบัติการสมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ถนนศรีอยุธยา แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร นายไพโรจน์ เทศนิยม นายกสมาคมฯ พร้อมคณะกรรมการ จัดพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตร–ธิดาของผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรม ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมฯ อย่างอบอุ่น

    นายไพโรจน์ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาเป็นภารกิจสำคัญที่สมาคมดำเนินการต่อเนื่องทุกปี ครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงปริญญาตรี เปิดโอกาสให้สมาชิกสามารถยื่นขอรับทุนได้อย่างทั่วถึง ถือเป็นหนึ่งในสวัสดิการสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวสมาชิกอย่างเป็นรูปธรรม

    นายกสมาคมฯ ยังระบุว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทย ทำให้หลายครอบครัวต้องเผชิญภาระค่าครองชีพสูงขึ้น การมอบทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือด้านการศึกษา แต่ยังเป็นการแบ่งเบาภาระผู้ปกครองในช่วงเวลาสำคัญ

    พร้อมกันนี้ ได้กล่าวขอบคุณผู้สนับสนุนจากทุกภาคส่วน ที่ร่วมผลักดันทุนการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะทุกแรงสนับสนุน คือพลังสำคัญในการสร้างอนาคตที่มั่นคงให้เยาวชนไทยต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/290568&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IHL55uPn929-KYAgkwVY0

  • นักวิชาการชี้บำนาญ สส. เป็นเรื่องอยุติธรรม เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    นักวิชาการชี้บำนาญ สส. เป็นเรื่องอยุติธรรม เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    นักวิชาการ ชี้จุดอันตรายบำนาญ สส. ซัดอยุติธรรม-ขัดหลักการคลังที่รัฐนำเงินภาษีช่วยกลุ่มเปราะบางคนชรา พิการ ยากจน เปรียบเทียบตำนานปลาใหญ่กินปลาเล็ก!

    19 เมษายน 2569 – รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล นักวิชาการเศรษศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  กล่าวถึง   กรณีนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยภักดี ได้เสนอให้ยกเลิกเงินทุนเลี้ยงชีพ สส. (บำนาญ สส.) จนเกิดเป็นกระแสประชาชนเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลง ปรากฏว่า มีเพียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเศรษฐกิจที่แสดงจุดยืนไม่รับบำนาญ ในขณะที่พรรคการเมืองอื่นไม่ได้นำพาต่อเสียงเรียกร้องและความรู้สึกของประชาชนแต่อย่างใด เรื่องนี้ขอนำเสนอการเปลี่ยนแปลงระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเทศอิตาลีที่เคยเอารัดเอาเปรียบประชาชนมาอย่างยาวนาน กล่าวคือ ก่อนปี 2561 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงตำแหน่งและสมทบเข้าระบบเพียง 4 ปีครึ่ง จะได้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัยเกษียณประมาณ 1,000 ยูโรต่อเดือน ในขณะที่ชาวอิตาลีจำนวนมากต้องทำงานและสมทบจนถึงวัยเกษียณจึงจะได้รับเงินบำนาญจำนวนข้างต้น

    ระบบบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอิตาลีในอดีตจึงมีลักษณะปลาใหญ่กินปลาเล็ก เป็นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะเงินภาษีอากรจำนวนมากถูกนำไปเลี้ยงดูสมาชิกรัฐสภา แทนการนำไปใช้พัฒนาประเทศ หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส

    การศึกษาของสถาบันวิจัยในกรุงโรมพบว่า การยกเลิกบำนาญของสมาชิกรัฐสภา จะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ปีละกว่า 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,280 ล้านบาทต่อปี)

    ชาวอิตาลีจำนวนมากเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบบำนาญ สส. ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประชาชน ส่งผลให้ในปี 2561 พรรค 5-Star Movement ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล และพรรค League ที่ร่วมรัฐบาล ได้มีมติยกเลิกบำนาญของอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจ่ายเงินสมทบประกันสังคมผ่านระบบ INPS อย่างน้อย 20 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มคนอาชีพอื่น ก่อนที่จะได้รับเงินบำนาญในวัยเกษียณ

    ลุยจิ ดิ มาโย หัวหน้าพรรค 5-Star Movement กล่าวว่า การทำให้ชาวอิตาลีทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ด้วยการยกเลิกระบบบำนาญของผู้แทนปวงชนที่มีอภิสิทธิเหนือประชาชน คือความฝันที่กลายเป็นความจริง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ความอยุติธรรมได้ถูกลบล้างไป

     สำหรับประเทศไทย ระเบียบกองทุนฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2567 กำหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่ดำรงตำแหน่งและจ่ายเงินสมทบเดือนละ 3,500 บาท คิดเป็นแค่ประมาณ 3% ของเงินเดือน เพียง 1 ปี ก็สามารถรับเงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) เดือนละมากกว่า 21,000 บาท ได้ทันทีเมื่อพ้นจากสมาชิกภาพ  โดยไม่ต้องจ่ายสมทบเงินใดๆ เพิ่มเติม ในขณะที่ข้าราชการ และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม จะได้รับเงินบำนาญเมื่อทำงานจนถึงวัยเกษียณ

    การกำหนดหลักเกณฑ์รับเงินบำนาญของสมาชิกรัฐสภาประเทศไทย จึงเป็นกรณีที่อยุติธรรมยิ่งกว่าการรับเงินบำนาญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอิตาลีในอดีต นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักทางการคลังที่รัฐมีหน้าที่นำเงินภาษีอากรไปช่วยเหลือการดำรงชีพระยะยาวเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนชรา คนพิการ และคนยากจน

    เมื่อสมาชิกรัฐสภาเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยทำงาน ไม่ใช่คนง่อยเปลี้ยเสียขา จึงไม่มีเหตุผลและความชอบธรรมใดๆ ที่จะต้องนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงดูคนกลุ่มนี้ตลอดชีวิต

    ดังนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด จึงสมควรใส่ใจต่อข้อเรียกร้องที่เป็นเหตุเป็นผลของประชาชน ด้วยการเปลี่ยนแนวทางการรับเงินเลี้ยงชีพรายเดือน (บำนาญ) ของสมาชิกรัฐสภาในปัจจุบัน ซึ่งเป็นระบบที่ผู้แทนปวงชนตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของตนเองแบบวิปริตผิดแผกแตกต่างจากนานาอารยประเทศ ให้มาอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกันกับประชาชน ดังเช่นที่หัวหน้าพรรค 5-Star ได้ทำความฝันของชาวอิตาลีให้กลายเป็นความจริงมาแล้ว!

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/982105/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nH6h3IF1X16LQMhH8YBIY

  • “สคส.”ขานรับนโยบาย “ดีอี” ชู 3 มาตรการเช้มพีดีพีเอ | เดลินิวส์

    “สคส.”ขานรับนโยบาย “ดีอี” ชู 3 มาตรการเช้มพีดีพีเอ | เดลินิวส์

    พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  (สคส.)เปิดเผยว่า จากนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับบริการภาครัฐ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเชื่อมโยงข้อมูลของทุกหน่วยงาน ซึ่งล้วนมี “ข้อมูลส่วนบุคคล” เป็นหัวใจสำคัญของระบบ  ทาง สคส. พร้อมเร่ง 3 มาตรการหลัก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านข้อมูล  รองรับรัฐบาลดิจิทัล ประกอบด้วย 1. ยกระดับมาตรฐาน “ดาต้า กัฟเวิร์นแนนซ์” ภาครัฐ โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลของหน่วยงานรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับการพัฒนา รัฐบาลดิจิทัล เพื่อให้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและตรวจสอบได้

    2. ผลักดันหลักการ “ใช้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น” โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ ลดความเสี่ยงจากการเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินขอบเขต และสอดคล้องกับหลัก พีดีพีเอ และ 3. เสริมความเข้มงวดด้านการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย เพิ่มการตรวจสอบเชิงรุกในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะกรณีที่มีการใช้หรือเชื่อมโยงข้อมูลจำนวนมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านข้อมูลรั่วไหลและการนำไปใช้โดยมิชอบ

    “การขับเคลื่อนประเทศสู่ดิจิทัล ไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี แต่ต้องมี ความเชื่อมั่นด้านข้อมูลส่วนบุคคล เป็นรากฐานสำคัญ สคส. พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยย้ำว่าการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลต้องอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าข้อมูลของตนจะถูกใช้เท่าที่จำเป็น โปร่งใส และปลอดภัย”

    พ.ต.อ.สุรพงศ์  กล่าวต่อว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว พีอีพีเอ คือกลไกสำคัญ และจำเป็นต้องมี ความเชื่อมั่นด้านข้อมูล เป็นพื้นฐาน ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562  (พีดีพีเอ) ถือเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดมาตรฐานการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับมาตรฐานข้อมูลส่วนบุคคลของไทยให้ทัดเทียมสากล และสร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ

    “สคส. ยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลของประเทศ ซึ่งการพัฒนาที่แท้จริงต้องดำเนินควบคู่กับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งประเทศไทยก้าวสู่ดิจิทัลมากเท่าไร การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยิ่งต้องเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนมั่นใจ และประเทศสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5793278/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AyShOnO4rVxQ0fO97Cc0X