Blog

  • ท่องเที่ยวโลก ต้องจริงจังเรื่องอาชญากรรม

    ท่องเที่ยวโลก ต้องจริงจังเรื่องอาชญากรรม

    ท่องเที่ยวโลก ต้องจริงจังเรื่องอาชญากรรม

    ท่องเที่ยวโลก ต้องจริงจังเรื่องอาชญากรรม

    20 เม.ย. 2569 04:30 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2927472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vUofeLDtJyeEIKXLeXs4F

  • พัทยาเตรียมเนรมิตรันเวย์แห่งรสชาติ “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15” 1-4 พ.ค.

    พัทยาเตรียมเนรมิตรันเวย์แห่งรสชาติ “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15” 1-4 พ.ค.

    พัทยาเตรียมเนรมิตรันเวย์แห่งรสชาติ

    ภาคตะวันออกพร้อมปลุกกระแสการท่องเที่ยวอีกครั้ง กับงานใหญ่แห่งปี “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway” เตรียมเนรมิตถนนเลียบชายหาดพัทยากลางให้กลายเป็นรันเวย์แห่งความคิดสร้างสรรค์ระหว่างวันที่ 1 4 พฤษภาคม 2569 โดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่

    ปีนี้งานมาในคอนเซปต์ “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion – จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนๆ ด้วยการดึงของดีจาก 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มายกระดับให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งศิลปะ แฟชั่น อาหาร และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดภายในงาน:

    • แหล่งรวมของอร่อย: ยกทัพร้านอาหารและสินค้าเด็ดจาก 3 จังหวัด กว่า 120 ร้านค้ามาไว้ในที่เดียว
    • EEC Food Runway Contest: ครั้งแรกกับการประชันไอเดียสร้างสรรค์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่นำวัตถุดิบและอาหารขึ้นชื่อมาตีความใหม่เป็นชุดแฟชั่นบนรันเวย์ที่สวมใส่ได้จริง
    • Night Festival ริมหาด: เพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำตลอด 4 วัน ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค.), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.)

    สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวด EEC Food Runway Contest หรือต้องการตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรม สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: สีสันตะวันออก แล้วไปสัมผัสประสบการณ์ที่ “กินได้ ดูได้ และรู้สึกได้” พร้อมกันที่ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง 1 4 พฤษภาคมนี้


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12807438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y5XPGDdWRxkSJb3-1DRAd

  • &

    &

    ยกระดับเทศกาลอาหารสู่รันเวย์แห่งความคิดสร้างสรรค์ กระตุ้นท่องเที่ยวภาคตะวันออก

    ภาคตะวันออกเตรียมกลับมาคึกคักอีกครั้ง กับการจัดงาน สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway” ระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง จังหวัดชลบุรี

    โดยความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ต่อยอดความสำเร็จ สู่ประสบการณ์รูปแบบใหม่

    การจัดงานในปีนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการจัดงานในปีที่ผ่านมา พร้อมนำเสนอแนวคิดใหม่ภายใต้ธีม “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion” “จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย”

    สะท้อนการนำ “ของดีท้องถิ่น” จากจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มาต่อยอดสู่ประสบการณ์สร้างสรรค์ ที่ผสานอาหาร ศิลปะ แฟชั่น และความบันเทิง เพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวในยุคใหม่

    ไฮไลต์กิจกรรมภายในงาน

    • ร้านอาหารและสินค้าท้องถิ่นกว่า 120 ร้านค้า จาก 3 จังหวัดภาคตะวันออก
    • การประกวด EEC Food Runway Contest (งานประกวด 2 พ.ค. 69) เวทีสร้างสรรค์ที่นำอาหารขึ้นชื่อของแต่ละพื้นที่ มาถ่ายทอดเป็นชุดแฟชั่นบนรันเวย์ที่สามารถสวมใส่ได้จริง
    • มินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังตลอด 4 วัน

    1 พฤษภาคม 2569: YOURMOOD

    2 พฤษภาคม 2569: HERS

    3 พฤษภาคม 2569: ก้านตอง ทุ่งเงิน

    4 พฤษภาคม 2569: ปลานิลเต็มบ้าน

    • บรรยากาศงานริมชายหาดพัทยากลาง ในรูปแบบ Night Festival

    แล้วคุณ…จะเริ่มชิมร้านไหนก่อนดี?

    • พบกันที่ สีสันตะวันออก EEC The Food Runway พัทยากลาง 1 – 4 พฤษภาคม 2569
      กับประสบการณ์ที่ “กินได้ ดูได้ และรู้สึกได้” บนรันเวย์แห่งรสชาติ
    • เปิดรับสมัครการประกวด EEC Food Runway Contest และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: สีสันตะวันออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieobc6pn0t8vj2zkxcqpwbhf6ki2p3g4&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOR3L8T9bdpFTjQRG3s9D

  • มณฑลฝูเจี้ยนจัดประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวปี 2569 ณ เมืองจางโจว มุ่งบูรณาการความร่วมมือและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม

    มณฑลฝูเจี้ยนจัดประชุมพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวปี 2569 ณ เมืองจางโจว มุ่งบูรณาการความร่วมมือและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม

    คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

    งานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569 เปิดฉากขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน ณ เมืองจางโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ภายใต้แนวคิด “สร้างสรรค์จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสู่เสาหลักทางเศรษฐกิจ” โดยมุ่งถ่ายทอดภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรมหมินหนาน (ฝูเจี้ยนตอนใต้) งานประชุมนี้สอดรับกับโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมหมินหนานระดับโลก ภายในงานมีการจัดกิจกรรมหลัก 6 รายการ พร้อมด้วยกิจกรรมเสริมอีก 60 รายการ เพื่อดึงดูดผู้มาเยือนจากทั่วโลก

    ในพิธีเปิดงาน มีการจัดแสดงโชว์อินเทอร์แอคทีฟในชื่อ “หวนคืนสู่หมินหนาน” โดยจำลองบรรยากาศท่าเรือเยว่กังอันเก่าแก่ ผสานกับงานหัตถศิลป์ท้องถิ่นอย่างวิจิตร ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่ง “ความกล้าหาญและมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ” ได้อย่างมีชีวิตชีวา

    งานประชุมนี้มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือในอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุน และการเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยมีการเปิดตัวโครงการสำคัญหลากหลาย ครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เศรษฐกิจการแสดง รวมถึงแนวคิด “ภาพยนตร์และโทรทัศน์ผสานการท่องเที่ยว”

    เพื่อถ่ายทอดและส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น ภายในงานยังมีการจัดแสดงวัฒนธรรมหมินหนานอันหลากหลาย ทั้งการแสดงตลก การแสดงงิ้วเกอจื่อ และงานกาลา นอกจากนี้ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแคมเปญ “เปิดประสบการณ์ใช้ชีวิตสไตล์ฝูเจี้ยน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงหยุดยาววันแรงงานและช่วงฤดูร้อน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติได้สัมผัสเสน่ห์และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ของฝูเจี้ยนตอนใต้อย่างแท้จริง

    นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา งานประชุมนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรม ตลอดจนผลักดันการบูรณาการวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้งทั่วทั้งมณฑลฝูเจี้ยน

    ที่มา: คณะกรรมการจัดงานประชุมว่าด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมณฑลฝูเจี้ยน ประจำปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFJ0PR0ETRQ1DOUH6LB92NIV925B5QX&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QnLL2PxJnWrM0WTDmL4XQ

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกันย์

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกันย์

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกันย์ ราศีแห่งนางฟ้า ที่ปรารถนาความงดงาม บริสุทธิ์ และสมบูรณ์แบบ ดังนั้นภารกิจของ “นางฟ้า” คือพยายามกำจัดสิ่งสกปรก มีมลพิษให้พ้นไปจากชีวิต ร่างกาย หัวใจ และคอยหาสิ่งมาเติมเต็มชีวิต ร่างกายและหัวใจ ให้บริสุทธิ์งดงามอยู่เสมอ

    การเงิน “ท่านให้มา” อยู่ในระยะที่จะได้รับพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สักการะบูชา ที่จะทำให้เกิดลาภ ได้ผลประโยชน์อย่างไม่คาดฝัน แต่ถ้าคิดจะ เสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อยู่ในเกณฑ์เสี่ยงที่จะสูญเสียมากกว่า ซึ่งวันที่ 24-26 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน งาน ภารกิจที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ ท่องเที่ยว การศึกษา หรือเรื่องศรัทธา ความเชื่อ ที่กระทำอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และตรงไปตรงมา ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะได้รับลาภ ผลประโยชน์ มีเงินทองไหลมาเทมา แต่ถ้าถูกชักชวนให้ร่วมหุ้น ลงทุนโดยเฉพาะที่เกี่ยวที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง หรือค้าขายผลผลิตเกษตรกรรม ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ หาข้อมูลให้ละเอียด เพราะมีเกณฑ์จะสูญเสียมากกว่า

    ความรัก จากการเดินทางท่องเที่ยว หรือการเข้าร่วมกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธาใด ๆ ก็อาจเป็นโอกาสให้คนโสดได้พบรัก เจอคนถูกใจ ที่สามารถจะร่วมสานรัก พัฒนาสัมพันธ์จนได้ครองคู่อย่างรวดเร็ว แต่สำหรับคนมีคู่ครองอยู่แล้ว ก็ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากเกินไป ก็อาจทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้       

    สุขภาพ ยังอยู่ในระยะที่ควรตั้งสติให้มาก ๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงการเสพสุรา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายมากกว่าที่คิด

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 30 เมษายน ดาวพุธ ดาวประจำตัวของชาวราศีกันย์ จะโคจรมาสถิตร่วมกับดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม กับดาวอังคาร ที่เป็นคู่ศัตรู และดาวเนปจูนในเขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะที่ควรปล่อยตัวแบบสบาย ๆ และหลีกเลี่ยงที่จะรีบเร่ง รวบรัดตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ รวมถึงอดทน อดกลั้นที่จะ ..ขัดจังหวะ พูดแทรกในการประชุม เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะเป็นโอษฐภัย ทำให้แพ้ภัยจากปากตนเองได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325582/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00GTZ3lmxbmj9irJNE2xpd

  • ศธ.นัดถกสมาพันธ์รร.เอกชนชายแดนใต้ 29 เม.ย.นี้ สร้างความเข้าใจ บูรณาการขับเคลื่อนการศึกษา | เดลินิวส์

    ศธ.นัดถกสมาพันธ์รร.เอกชนชายแดนใต้ 29 เม.ย.นี้ สร้างความเข้าใจ บูรณาการขับเคลื่อนการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 เม.ย.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ สมาพันธ์โรงเรียนเอกชนชายแดนใต้ จะมาประชุมที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงประเด็นการดูแลโรงเรียนปอเนาะและโรงเรียนตาดีกาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหน้าที่กำกับดูแล เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจยังมีข้อคลาดเคลื่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมาตนได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังปัญหา พบว่าภาพรวมการดำเนินงานที่ผ่านมาไม่มีอุปสรรคสำคัญ อย่างไรก็ตามเนื่องจากโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ 5 จังหวัดมีจำนวนมาก จึงได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการประชุมในวันที่ 29 เม.ย.นี้จะเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ขจัดความไม่เข้าใจ และรวบรวมประเด็นปัญหาเข้าสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยย้ำถึงแนวทางการทำงานแบบบูรณาการ ร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและการบริหารจัดการโรงเรียนปอเนาะในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796527/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m5HLlmYu2QbRky1vKfaX-

  • กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม

    กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม

    กรมการจัดหางาน ขับเคลื่อนโครงการ 3 ม. แก้โจทย์ขาดแคลนแรงงาน-สังคมสูงวัย ย้ำจุดแข็ง มีงาน-มีเงิน-มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม


    20/04/2569 | 42 |

    (20 เม.ย. 69) นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ทั้งในกลุ่มแรงงานพื้นฐานและแรงงานกึ่งทักษะ เนื่องจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและอัตราการเกิดที่ลดลง ส่งผลให้จำนวนแรงงานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องจ้างแรงงานที่มีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของงาน อีกทั้งนักเรียน นักศึกษาที่จบการศึกษาแล้ว บางส่วนยังขาดโอกาสทางการศึกษาต่อและการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ทำให้ประสบปัญหาในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเข้าถึงงานที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง

    กรมการจัดหางาน ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมการมีงานทำ ได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกเพื่อสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงงานที่มีคุณภาพ ได้รับการคุ้มครองและผลตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษาที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ให้สามารถได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นควบคู่ไปกับการมีงานทำ มีรายได้ เพิ่มพูนทักษะศักยภาพให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

    กรมการจัดหางานได้ดำเนินโครงการ 3 ม. (มีงาน มีเงิน มีวุฒิการศึกษาเพิ่ม) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กำลังแรงงานไทย โดยมุ่งให้นักเรียน และนักศึกษา ได้มีงานทำ มีรายได้ และมีโอกาสศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันสถานประกอบการได้รับบุคลากรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการ ภายใต้เงื่อนไขการจ้างงานที่เหมาะสม และสถาบันการศึกษาสามารถพัฒนาหลักสูตรที่เอื้อต่อการเรียนควบคู่การทำงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีนักเรียน นักศึกษาลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 3,092 คน และมีการจ้างงานนักเรียน นักศึกษาแล้ว จำนวน 2,253 คน คิดเป็นร้อยละ 72.86 คาดว่าจะมีรายได้รวมมากกว่า 400 ล้านบาทต่อปี โดยตำแหน่งที่มีการบรรจุมากที่สุด ได้แก่ พนักงานบริการลูกค้า รองลงมาคือพนักงานขายประจำร้าน และพนักงานต้อนรับ
    โครงการดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการชั้นนำจำนวนกว่า 13 แห่ง อาทิ บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บมจ.เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (KFC) และบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น และหน่วยงานการศึกษา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สกร.) และสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศ ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกรมการจัดหางาน เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนในการขับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรม

    สำหรับนักเรียน นักศึกษา ที่สนใจสามารถค้นหางานได้ผ่านเว็บไซต์ “ไทยมีงานทำ.doe.go.th” หรือแอปพลิเคชัน “ไทยมีงานทำ” รวมถึงสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสายด่วนกรมการจัดหางาน 1506 กด 2


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/496008&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iB6AbRWD_0u6l45kwvy2q

  • ‘ประเสริฐ‘ ชู 5 ภารกิจพลิกโฉมการศึกษา ประกาศครูวางตะหลิว ปลดแอกหน้าที่แม่ครัว-จัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ‘ ชู 5 ภารกิจพลิกโฉมการศึกษา ประกาศครูวางตะหลิว ปลดแอกหน้าที่แม่ครัว-จัดซื้อจัดจ้างทุกโครงการ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 20 เม.ย.ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศึกษาธิการ ประชุมมอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา

    โดยนายประเสริฐ กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายข้าราชการในสังกัดหลังจากที่ได้ไปคุยประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 เพื่อวางกรอบการทำงานให้ผู้บริหารและข้าราชการทุกคนนำไปปฎิบัติ โดยมี 5 ภารกิจหลักที่จะผนึกกำลังกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ได้แก่ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก: ลุยโปรเจกต์ “Work Smart” ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน นำเอกสารดิจิทัลมาใช้ลดงานธุรการ และเตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อปลดแอกครูจากหน้าที่แม่ครัวและงานจัดซื้อจัดจ้าง 2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ: ยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม เปลี่ยนเป็นให้งบ “ตามความจำเป็นจริง” พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม

    รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า ส่วน 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง: ดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เตรียมพร้อม PISA 2029 พร้อมบูรณาการตั้ง Human Capital Superboard ข้ามกระทรวง (ศธ., อว., แรงงาน, พม. และเอกชน) ผลักดันธนาคารหน่วยกิตกลาง และร่วมมือกับองค์กรระดับโลกเพื่อสร้าง Global Citizen 4. โรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย”: ถอดแบบศูนย์ AOC ตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นทีมร่วมกับนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง และ 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ เร่งผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับใหม่ ให้เป็นธรรมนูญการศึกษา เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างมีทิศทาง กระทรวงศึกษาธิการได้วางกรอบเป้าหมายระยะ 5 ปี (2026-2030) โดยเริ่มจากการกางพิมพ์เขียวและนำร่องโครงการนวัตกรรมในช่วง 1-2 ปีแรก (เช่นระบบเอกสารดิจิทัล และระบบครัวกลาง) ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อผลักดัน พ.ร.บ. การศึกษา และขยายผลการใช้ AI เพื่อช่วยงานครูทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในปี 2030 ที่การศึกษาไทยจะถูกพลิกโฉมอย่างเต็มรูปแบบ เด็กไทยเรียนไปมีงานทำ ทัดเทียมมาตรฐานโลก และมีการใช้ระบบ Admin Automation ในโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อคืนเวลาสอนให้ครูอย่างแท้จริง ในสัปดาห์หน้า ศธ. เตรียมจัด Workshop ครั้งใหญ่ที่รวมทั้งคนในกระทรวง คนหน้างาน และคนที่ทำงานด้านการศึกษา เพื่อร่วมกันออกแบบ Blueprint ของกระทรวงศึกษาธิการ และเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด จะมีการเรียกประชุมผู้บริหารระดับสูงทุกวันพุธแบบเว้นสัปดาห์

    “ผมคนเดียวแก้ปัญหาชั่วข้ามคืนไม่ได้ แต่เราทำได้หากจับมือกัน วันนี้ผมขอชวนทุกคนถอดหมวกทางการเมืองแล้วสวมหมวกของ ‘ทีมการศึกษาไทย’ หากเราต้องการEducation for All เราต้องเริ่มจาก All for Education… เราจะเริ่มงานนี้ตั้งแต่วันนี้ และเราจะก้าวหน้าไปด้วยกัน” นายประเสริฐ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796286/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mG4Vm13K_Kkq2EPEp2QQs

  • นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570  ต้องตรงเป้า-แม่นยำ  ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    นายกฯ มอบนโยบายทำงบฯ ปี 2570 ต้องตรงเป้า-แม่นยำ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น คุมงบเพิ่มไม่เกิน 20%

    วันนี้, 15:11น.

               10.00 น. (20เม.ย.69) ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ชั้น 1 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

               โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

               การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง ‘ตรงเป้า แม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัส’ เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

              1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

              2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

              3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

              4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

              5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

               ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

               นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

                นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

                อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

                 โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    #งบประมาณปี2570

    #จัดทำงบประมาณปี2570

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/160867&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WlbUJmuGVL3w33Pz1L3t6

  • นายกฯ รับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%

    นายกฯ รับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%


    “นายกฯ” มอบนโนบายงบปี 70 กรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ชูกฎเหล็ก Zero-Based ปรับลดงบฟุ่มเฟือย รับมือวิกฤตโลก พยักหน้ารับ ขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75%

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายหลังที่ประชุม ครม. เห็นชอบปฏิทินงบประมาณ พ.ศ.2570 เรียบร้อยแล้ว โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบายในครั้งนี้

    นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวาระของการมอบนโยบายงบประมาณรายจ่ายประจำประจำปีงบประมาณ 2570 ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งที่ผ่านมา ขณะนี้เราอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนสูง มาตรการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงกับพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐของเราต้องแสดงบทบาทและปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ ต้องปรับปรุงปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้น ในทรัพยากรที่ใช้น้อยลง โดยเริ่มจากการปรับลดงบประมาณ แผนงาน หรืองานที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด เพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณ ให้ทุกบาททุกสตางค์ของประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้องตรงเป้าและแม่นยำ และตอบโจทย์นโยบาย 10 plus ของรัฐบาล นำพาประเทศให้พ้นจากวิกฤต ควบคู่กับพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน หลุดพ้นกับดักประเทศ 

    รัฐบาลกำหนด 5 นโยบายสำคัญ เพื่อทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ เราต้องกระจายรายได้และสร้างโอกาสให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตแข่งขันได้ รวมทั้งส่งเสริมการค้า การเกษตร และการท่องเที่ยว ผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม 

    ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง เราจะจะต้องเสริมสร้างบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีโลก ด้วยความสร้างสรรค์ เร่งผลักดันประเทศไทยให้เข้าเป็นสมาชิก OECD ให้ได้ภายในปี 2571 และส่งเสริมความมั่นคงชายแดน ชีวิตทรัพย์สินของประชาชน 

    ด้านสังคม รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับด้านการศึกษาสุขภาพ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวชุมชนให้เข้มแข็ง ผ่านนโยบายสูงวัย พลัส และการศึกษาเท่าเทียม พลัส

    ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศมีระบบการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีระบบป้องกันการเตรียมความพร้อมและภัยพิบัติที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593  ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว 

    และด้านสุดท้าย คือ การบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย มุ่งให้ภาครัฐมีประสิทธิภาพสูงสุดเป็นราชการทันใจ ไม่ใช่ทำใจ รวมทั้งแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่าน Ai พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    โดยวงเงิน 3.788 ล้านบาท ปี 70 เพิ่มจากปีที่แล้ว 7,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2 % ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ยังคงเพิ่มสูงขึ้น ด้วยข้อจำกัดของงบประมาณ เราต้องคำนึงถึงหลักความคุ้มค่า และหลักงบประมาณฐานศูนย์ จะไม่คำนึงถึงฐานงบประมาณที่เคยได้รับจัดสรรในปีที่ผ่านมา แต่จะเน้นในเรื่องความจำเป็นความเหมาะสมของสถานการณ์ความเร่งด่วน และปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศให้มากที่สุด 

    การขอรับการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกิน 20 % ของงบประมาณปีที่แล้ว ที่เพิ่มขึ้นส่วนมากจะต้องเป็นรายจ่ายด้านการลงทุน เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อการการแก้ไขวิกฤตในขณะของประเทศของเรา เป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน ให้ทุกหน่วยปรับลดคำขอ ตั้งงบประมาณการศึกษาดูงาน และการรับรู้การก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยเน้นเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็นต้องก่อสร้างก็ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบ ภาครัฐและเอกชน และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น โดยเฉพาะเรื่องการคมนาคมขอให้เร่งซ่อมเส้นทางเดิมมากกว่าขยายเส้นทางใหม่

    ขณะที่ด้านพลังงาน ขอหันไปใช้พลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ใช้การเช่าซื้อรถยนต์มาใช้ในราชการ และเปลี่ยนไปใช่รถยนต์อีวี เพื่อการประหยัด และลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำมันโลก กรณีลงสัญญาเช่าไว้แล้ว ให้ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ให้มีการเจรจาพิจารณาปรับแก้สัญญาเช่ารถราชการเปลี่ยนเป็นรถยนต์อีวี โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางธุรกิจ ต้นทุนและภารกิจของหน่วยงานและความเป็น ไปได้ พร้อมขอให้หน่วยงานพิจารณาใช้โซลาร์รูฟท็อปให้มากขึ้น

    พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลยึด 3 หลัก คือ การพิทักษ์และรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติศาสนาและพระมหากษัตริย์ ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดินบนหลักธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน ขอให้ร่วมมือกันทำภารกิจสำคัญนี้ให้ลุล่วง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ในเรื่องของการดูแลอธิปไตยของประเทศ จะต้องให้ความสำคัญกับยุทโธปกรณ์ ต้องมีความพร้อม ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับเรามารุกรานประเทศของเราได้  การเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ ขอให้วางแผนให้ดี หากมีเรื่องจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจว่าเรามีศักยภาพ มีแสงยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทยของเรา รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทยด้วย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยและประเทศไทย ต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญในเรื่องการปกป้องดินแดนของเรา

    นายอนุทิน ยังย้ำว่าการลงนามบันทึกความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ในวันนี้ ขอให้ถือว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาล เพื่อส่งมอบประเทศไทยที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนรุ่นหลัง ถึงเวลาสร้างบ้านแปลงเมือง หมดเวลาการคดโกง ทำให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปยังมั่นคงและยั่งยืน

    ต่อมาเวลา 11.06 น.นายกฯ เดินทางมาท่า อากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง โดยผู้สื่อข่าวสอบถามกรณีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เล็งปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับ 70% เป็น 75 % ใช่หรือไม่  โดยนายกฯหยุดยืนฟัง และพยักหน้ารับ ก่อนเดินเข้าห้องรับรองภายในบน.6

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42096&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2pc0BEhSQO_nCr4w0S-Dfz