Blog

  • นายกฯ มอบนโยบายใช้งบปี 70 ต้อง “ตรงเป้า-แม่นยำ” คุมขอเพิ่มไม่เกิน 20% ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น : อินโฟเควสท์

    นายกฯ มอบนโยบายใช้งบปี 70 ต้อง “ตรงเป้า-แม่นยำ” คุมขอเพิ่มไม่เกิน 20% ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น : อินโฟเควสท์

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบาย และแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้ มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวน และปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

    นายกรัฐมนตรี ระบุว่า กรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือ 0.2% เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่

    1. เศรษฐกิจ : มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม
    2. การต่างประเทศและความมั่นคง : เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดน และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
    3. สังคม : ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส
    4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม : ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส
    5. การบริหารภาครัฐ : การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    วางกฎเหล็ก! ของบเพิ่มไม่เกิน 20% ลดตั้งงบดูงาน-สร้างตึกใหม่

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนด “กฎเหล็ก” ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่ม จะต้องไม่เกิน 20% ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น

    รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณ ปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัย และเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณ วางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

    โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ, กรมบัญชีกลาง, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586183&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0AJVkcwMZrNKVadydsaufA

  • ‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ‘บอยคอตปั๊ม’ สะท้อนทางเลือก ปชช. สำหรับกดดัน ‘ผู้มีอำนาจ’ ส่งสัญญาณ ‘ไม่เอาผลประโยชน์ทับซ้อน’ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ชี้ กระแสบอยคอตปั๊มแห่งหนึ่ง สะท้อนถึงทางเลือกของ ปชช. สำหรับกดดันผู้มีอำนาจที่อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม-นโยบาย โดยไม่ใช้ความรุนแรง พร้อมแนะ ควรคำนึงถึงผลกระทบที่ไปถึงคนตัวเล็กตัวน้อย พร้อมออกแบบวิธีช่วยเหลือควบคู่ไปด้วย

         ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยถึงกระแสบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่ง และร้านเครื่องดื่มในเครือว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสะท้อนให้ประชาชน ซึ่งอยู่ในฐานะผู้บริโภคด้วยได้เห็นถึงทางเลือกในการแสดงความไม่พอใจ ไม่ยอมจำนน และกดดันผู้มีอำนาจในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจที่ประชาชนเห็นว่าไม่ชอบธรรมจนถึงอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือนโยบายโดยที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรง ภายใต้สภาวะที่หลายคนรู้สึกว่าบริบททางการเมืองปัจจุบันแทบไม่มีช่องทางให้ประชาชนแสดงออกถึงอำนาจของตัวเอง และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้เลย

         “การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นปฏิบัติการไร้ความรุนแรง (Nonviolence Action) รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น กรณีการบอยคอตบริษัทรถเมล์ในเมืองมอนต์โกเมอรี (Montgomery Bus Boycott) ของสหรัฐอเมริกาช่วง ค.ศ. 1955 – 1956 ที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง หรือกรณีการแบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่แบรนด์หนึ่งที่มีการปลดพนักงานขับรถส่งอาหารที่ถูกกล่าวหาว่าร่วมชุมนุมทางการเมือง ที่เกิดขึ้นในไทยช่วงปี พ.ศ. 2564 การบอยคอตทางเศรษฐกิจถือเป็นกลไกทางเลือกที่ประชาชน ซึ่งก็มีสถานะเป็นผู้บริโภคด้วย สามารถนำไปใช้ได้ เพื่อมุ่งก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังหรือความรุนแรง” ดร.ชญานิษฐ์ กล่าว

         อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะใช้วิธีการเหล่านี้จำเป็นต้องคำนึงถึงอย่างน้อย 2 เรื่องสำคัญไปพร้อมกันด้วย คือ 1. ผลกระทบที่ขยายวงไปถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ผู้มีอำนาจที่เป็นเป้าหมายโดยตรงของการบอยคอตทางเศรษฐกิจ เพราะแม้วิธีการนี้จะไม่ใช่การใช้ความรุนแรงก็ตาม แต่ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่ากรณีการบอยคอตปั๊มน้ำมันแบรนด์หนึ่งในครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเจ้าของปั๊มแฟรนไชส์ หรือผู้ประกอบการรายย่อย รวมถึงพนักงานในปั๊ม หรือพนักงานร้านกาแฟก็ได้รับผลกระทบด้วย

         2. ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นด้วยกับการบอยคอต หรือแบนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง โดยท่ามกลางกระแสบอยคอตที่กำลังดำเนินการไป หลายคนออกมาประกาศตัวว่าพร้อมจะสนับสนุนธุรกิจเหล่านั้นต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจ และยอมรับได้ เพราะทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการใช้วิจารณญาณของตัวเอง ฉะนั้น สิ่งที่กลุ่มผู้บอยคอตควรกระทำไปพร้อม ๆ กันคือการทำความเข้าใจกับสังคมวงกว้างว่าเพราะเหตุใดจึงมีความจำเป็นต้องบอยคอตธุรกิจดังกล่าว

         นอกจากนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่ควรจะทำควบคู่ไปด้วยกันคือ ผู้ที่จะร่วมบอยคอต หรือใช้วิธีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจควรต้องออกแบบ หรือหาวิธีการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนตัวเล็กตัวน้อยที่เกี่ยวข้องด้วย เช่น การที่ผู้ประกอบการอื่น ๆ อาจเสนองานให้แก่พนักงานปั๊มน้ำมัน หรือพนักงานร้านกาแฟที่อาจได้รับผลกระทบจากการบอยคอต หรือการช่วยสนับสนุนอาหาร หรือน้ำดื่มให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากการบอยคอต เหมือนเช่นครั้งที่ผู้ร่วมบอยคอตแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เคยร่วมมือกันอย่างแข็งขันในปี พ.ศ. 2564

         นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รวมถึงทางผู้ประกอบการรายย่อยเอง อาจจำเป็นต้องหาวิธีสื่อสารกับผู้บริโภคว่าธุรกิจของตัวเองไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เป็นเป้าหมายของการบอยคอตดังกล่าว หรือกระทั่งการร่วมเป็นช่องทาง หรือกระบอกเสียงเพื่อช่วยเรียกร้องด้วยอีกส่วนถ้าสามารถทำได้ เหมือนกรณีของที่ร้านค้าของคนผิวขาว หรือหอการค้าท้องถิ่นในประเทศแอฟริกาใต้เคยร่วมเป็นกระบอกเสียงให้กับคนผิวดำเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงระบอบการแบ่งแยกสีผิว (Apartheid) ในช่วง ค.ศ. 1980 ภายหลังโดนคนผิวดำแบนร้านค้าจนยอดขายลดลง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tu.ac.th/tu01200469/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_qkDL7sf-qJAE-U4kmlM9

  • ภารดร ยัน พ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้า ครม.เร็วๆนี้ รอหารือใน ครม.เศรษฐกิจ

    ภารดร ยัน พ.ร.ก.กู้เงินยังไม่เข้า ครม.เร็วๆนี้ รอหารือใน ครม.เศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผยยังไม่มีนำ พ.ร.ก.กู้เงิน เข้าหารือในที่ประชุม ครม.เร็วๆนี้  ระบุ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ   หารือในช่วงเดือนมิถุนายน    พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.งบปี 70 ย้ำ  โครงการไทยช่วยไทยเฟสแรกใช้งบ 20,000 ล้านบาทก่อน เริ่ม พ.ค.นี้

    วันนี้  ( 20 เม.ย.)  นายภราดร ปริศรานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงินหลายแสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤตพลังงาน ว่าในเรื่องนี้ยังต้องมีการหารือว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ซึ่งตอนนี้ภาพใหญ่ของรัฐบาลยังไม่ได้มีการหารือกัน  แต่ยอมรับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถทำได้ ยืนยันว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) จะยังไม่มีการหารือในเรื่องนี้ โดยจะต้องมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจก่อนซึ่งรัฐบาลมีแนวคิดจะฟื้นการประชุมนี้เพื่อหารือในประเด็นเศรษฐกิจที่จำเป็น

    ดังนั้นเรื่องนี้จะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้วางแผนว่าจะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจทุกวันจันทร์ โดยจะต้องมีคำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ถือเป็นการกลั่นกรองเรื่องราวต่างๆ ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่  

    ส่วนความคืบหน้าการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณของรัฐบาล นายภราดร กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่สามารถออกได้ทันที ต้องรอให้งบประมาณปี 2570 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน  ซึ่งคาดการณ์จะเข้าในเดือนมิถุนายนนี้

    เพราะตามรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ว่า เงินชดเชยเงินคงคลัง จะต้องชดเชยในโอกาสแรก ในการจัดทำงบประมาณ  ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณปกติ หรืองบประมาณกลางปี ก็จะต้องทำงบประมาณโอนงบเข้ามาเพื่อจัดทำเป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังที่ติดหนี้ไว้ก่อน ซึ่งขณะนี้ติดหนี้อยู่ 70,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2567-2568 ดังนั้น ถ้าทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ จะต้องนำเงินไปชำระหนี้ก่อน

    ส่วนจะต้องนำไปชำระหนี้ที่ติดอยู่ 70,000 ล้านบาทหรือไม่  ยังถือเป็นข้อกฎหมายที่จะต้องหารือว่าจะชำระหนี้ทั้งหมด หรือจะชำระบางส่วน

    ดังนั้น เชื่อว่า หากมีการโอนงบประมาณวงเงินจะไม่ถึง 70,000 ล้านบาท เป้าหมายของการโอนงบประมาณที่จะมาใช้ในภารกิจไทยช่วยไทย ยังไม่สามารถทำได้  เพราะต้องนำไปชดใช้เงินคงคลังก่อน ซึ่งการพิจารณางบประมาณปี 70 จะต้องตั้งเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยตามปฏิทินจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายนนี้ 

    ส่วนโครงการไทยช่วยไทย (โครงการคนละครึ่ง)  ยังคงมีงบกลางอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็จะสามารถทำโครงการนี้ได้ในเฟสแรก  ซึ่งจะสามารถช่วยประชาชนได้มากพอสมควร คาดว่าจะเกิน 10 ล้านคน  ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้  และหลังจากนี้ รัฐบาลจะบริหารจัดการเงินจาก พ.ร.บ.โอนงบฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230305&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rh6mXR2A8PwaaRqQgRilE

  • “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ | TOPNEWS

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ | TOPNEWS

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ

    • เผยแพร่ : 20/04/2026 13:40

    “ดร.ธนพร” เผยเศรษฐกิจไทยหลังสงกรานต์เผาจริง “รัฐบาล” ต้องขยายหนี้สาธารณะ ชมไทยเครดิตดีตั้งแต่กู้โควิด

    #topnewstv #รัฐบาล #อนุทิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1551897&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kK58C74zeyFeStwtJjIJl

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดถกใหญ่ 22 เม.ย.นี้ ทบทวนงบประมาณ 3.78 ล้านล้าน

    20 เมษายน 2569 นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 เม.ย.นี้ สำนักงบประมาณจะเสนอการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570 ต่อไป

    จากนั้นในวันที่ 22 เม.ย.นี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ จะนัดประชุมเพื่อการทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำมาเสนอครม. ในวันที่ 28 เม.ย.2569 ต่อไป

    “ในการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2570 หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลางเดิมก็ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหม่ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอยู่แล้ว หากมีการยืนยันให้ใช้หลักการเดิมก็สามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ทันที” นายอนันต์ กล่าว

    นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อรองรับวิกฤต นั้นขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้ โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคาดว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้ในช่วงปลายปีนี้

    นายกฯ มอบนโยบายทำงบ 70 

    อย่างไรก็ดีในวันที่ 20 เม.ย.2569 เวลา 10.00 น. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    โดยระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายในครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยเริ่มจากการทบทวนและปรับลดงบประมาณในโครงการที่ไม่จำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดประโยชน์สูงสุด

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” เพื่อพาประเทศก้าวผ่านวิกฤต ควบคู่กับการวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเร่งหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยรัฐบาลกำหนดกรอบนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้

    1. เศรษฐกิจ มุ่งกระจายรายได้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และส่งเสริมการค้า เกษตร และการท่องเที่ยวผ่านนโยบายพุ่งเป้าเฉพาะกลุ่ม

    2. การต่างประเทศและความมั่นคง เสริมบทบาทไทยในเวทีโลก เร่งผลักดันเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ควบคู่กับการยกระดับความมั่นคงชายแดนและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

    3. สังคม ยกระดับการศึกษา สุขภาพ เสริมสร้างความเข้มแข็งครอบครัวและชุมชน ผ่านนโยบายสูงวัยพลัส และการศึกษาเท่าเทียมพลัส

    4. ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ยกระบบบริหารจัดการน้ำและการรับมือภัยพิบัติ และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสีเขียวพลัส

    5. การบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐให้เป็น “ราชการทันใจ” ปราบคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ด้วยนโยบาย AI พลัส และไทยแลนด์ พลัส

    นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณ 2570

    ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 7,400 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.2 เท่านั้น ขณะที่ภาระรายจ่ายจำเป็นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำให้การใช้งบประมาณยึดหลักความคุ้มค่า และงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) โดยพิจารณาจากความจำเป็น ความเร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ พร้อมปรับลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นอย่างจริงจัง พร้อมกำหนดกฎเหล็ก ว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น 

    รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณปรับลดคำขอตั้งงบประมาณสำหรับการศึกษาดูงาน และการปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน โดยให้เน้นการเช่ามากกว่า หรือหากมีความจำเป็น ขอให้ใช้การลงทุนในรูปแบบของการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตของประเทศไทย (Thailand Future Fund) และเสนอคำขอตั้งงบลงทุนเท่าที่จำเป็น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) โดยส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด อาทิ การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือรถยนต์ Hybrid ในภาครัฐ รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานในระยะยาว

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    อีกทั้ง รัฐบาลยังให้ความสำคัญของการรักษาอธิปไตยของประเทศ โดยต้องเสริมความพร้อมด้านความมั่นคงอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้มีความทันสมัยและเพียงพอ ทั้งนี้ ขอให้กองทัพร่วมกับสำนักงบประมาณวางแผนอย่างรอบคอบ เพื่อให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการปกป้องอธิปไตย รักษาเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาติ พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านความมั่นคงอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงบประมาณ ระหว่าง 5 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ป.ป.ท. เพื่อยกระดับความโปร่งใส ลดการทุจริต และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณของภาครัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/657006&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Eow5Y2CQK2_I3wAuMJCWT

  • ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำทีมไทยแลนด์ เยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 13 – 17 เม.ย.2569 เพื่อเข้าร่วมการประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 พร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศพันธมิตร และองค์กรเศรษฐกิจชั้นนำ และเจรจาดึงดูดการลงทุนกับบริษัทเป้าหมายในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว จากความต้องการที่พุ่งสูงขึ้น เพื่อตอบสนองเทคโนโลยี AI

    คาดว่าจะมีมูลค่าตลาดโลกทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2569 เร็วกว่าที่สมาคมเซมิคอนดักเตอร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 4 ปี และถือเป็นอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ประเทศต่าง ๆ แย่งชิงการลงทุน เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเทคโนโลยี รวมทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่ม ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ ของประเทศ

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    สหรัฐอเมริกาถือเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก เป็นผู้กุมหัวใจของเทคโนโลยี และครองส่วนแบ่งรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาดชิปโลก การเยือนสหรัฐครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการบีโอไอ จึงได้รุกหารือแผนการลงทุนกับบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 3 รายสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และเชิญชวนให้ขยายการลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะในส่วนของชิปต้นน้ำ ตลอดจนสร้างความร่วมมือในการพัฒนาบุคลากรและผู้ประกอบการไทย

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    รายแรกคือ บริษัท Phononic ผู้ผลิตชิปควบคุมอุณหภูมิ (Cooling Chip) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง ประหยัดพลังงาน มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมดิจิทัลในยุคปัจจุบัน เนื่องจากความร้อนกลายเป็นหนึ่งในข้อจำกัดหลักของระบบประมวลผลขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี AI บริษัท Phononic เลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักผ่านการร่วมทุนกับบริษัทในประเทศไทย 3 ราย รวมถึงบริษัทสัญชาติไทย ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา มีการลงทุนแล้วกว่า 3,000 ล้านบาท โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำหรับระบบประมวลผลของ NVIDIA อย่างเป็นทางการ

    ขณะนี้กำลังเตรียมย้ายฐานการผลิตวัสดุเซมิคอนดักเตอร์ต้นน้ำจากสหรัฐฯ มายังไทยเพิ่มเติมภายในปี 2570 ซึ่งทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตครบวงจรตั้งแต่วัสดุต้นน้ำถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปของบริษัท อีกทั้งยังมีโอกาสสูงที่บริษัทจะนำกิจกรรมวิจัยและพัฒนาที่สนับสนุนส่วนต้นน้ำมาดำเนินการในประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ด้วย

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    GlobalFoundries ผู้ผลิตชิปอันดับ 5 ของโลก มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปเฉพาะทาง เช่น ชิปสำหรับระบบสื่อสารไร้สาย ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในยานยนต์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ระบบจัดการพลังงาน และการเชื่อมต่อข้อมูลด้วยแสงสำหรับ AI Data Center โดยบริษัทมองว่าประเทศไทยมีความพร้อมหลายด้าน รวมทั้งการเป็นฐานที่ตั้งของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ชิปจำนวนมาก เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และ Data Center โดยรองนายกฯ ได้เชิญชวนให้บริษัทพิจารณาลงทุนสร้างโรงงานชิปต้นน้ำ (Wafer Fabrication) แห่งต่อไปในไทย จากเดิมที่มีอยู่แล้วใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และสิงคโปร์

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    Teradyne ผู้ผลิตเครื่องจักร และอุปกรณ์ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แบบอัตโนมัติ (ATE) อันดับ 1 ของโลก รวมทั้งเป็นผู้นำด้านระบบออโตเมชั่น และหุ่นยนต์ ครองส่วนแบ่งตลาดการทดสอบชิปประมวลผลขั้นสูงกว่า 50% มีลูกค้าหลัก เช่น Intel, Qualcomm, Texas Instruments, ADI, IBM และ Samsung ขณะนี้มีสำนักงานภูมิภาค และศูนย์บริการลูกค้าในประเทศไทย และมีแผนว่าจ้างผู้ผลิต และใช้ชิ้นส่วนในไทยเพิ่มเติม

    ในการหารือครั้งนี้ ผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ได้สะท้อนมุมมองต่อจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ทั้งคุณภาพของบุคลากรไทย และซัปพลายเชนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่สั่งสมมานาน อุตสาหกรรมปลายน้ำที่เข้มแข็ง ศักยภาพด้านพลังงานสะอาด การเมืองที่มีเสถียรภาพในปัจจุบัน ตลอดจนการให้บริการ และอำนวยความสะดวกอย่างดีของบีโอไอ

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังแสดงความสนใจ และให้ข้อแนะนำในการพัฒนาตลาดทุนไทยเพื่อเป็นช่องทางระดมทุนสำหรับการขยายการลงทุนในอนาคต ซึ่งรองนายกฯ ได้ยืนยันถึงความพร้อมของระบบการเงินที่มีสภาพคล่องสูง และพร้อมสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำให้ใช้ไทยเป็นฐานการระดมทุนเพื่อขยายกิจการในอนาคต

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    นอกจากการพบปะรายบริษัทแล้ว คณะยังได้พบหารือกับ “สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก (SEMI)” ซึ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมชิป มีสมาชิกกว่า 4,000 บริษัททั่วโลก มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบาย และกำหนดมาตรฐานทางเทคนิค และเป็นผู้จัดงาน SEMICON ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นงานที่รวมตัวผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุด

    ทั้งนี้ บีโอไอได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก SEMI เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ได้หารือแนวทางการร่วมมือเพื่อใช้เครือข่ายของ SEMI ในการเข้าถึงบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รวมถึงการร่วมจัดงาน SEMICON ในประเทศไทยในอนาคต เพื่อยกระดับบทบาทของไทยในเวทีโลก

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าหารือกับหอการค้าสหรัฐ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) โดยแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำ อาทิ Dow Chemical, Chevron, Netflix, PepsiCo, Visa และ IBM ซึ่งต่างมีฐานการดำเนินงานในประเทศไทย การหารือครั้งนี้มีนัยสำคัญเชิงนโยบาย ภาคเอกชนสหรัฐ ยืนยันตรงกันว่า ไทยมิใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเพื่อส่งออกกลับสหรัฐ แต่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจระดับภูมิภาค

    สะท้อนความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในห่วงโซ่มูลค่าของบริษัทอเมริกันในเอเชีย โดยรองนายกฯ ได้นำเสนอวาระปฏิรูปเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับการขจัดอุปสรรคการลงทุน การพัฒนาระบบศุลกากรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล และการพัฒนาทักษะบุคลากรร่วมกับภาคเอกชนผ่านมาตรการของบีโอไอ

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    “อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเป็นตัวกำหนดอนาคตเศรษฐกิจโลก ปัจจุบันประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นเพื่อดึงการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการเชื่อมประเทศไทยเข้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเทคโนโลยี และผู้เล่นหลักของโลก เพื่อเปิดทางไปสู่การลงทุน และสร้างเครื่องยนต์ใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต การดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เข้าสู่ประเทศไทย จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยในหลายด้าน ทั้งการสร้างงานคุณภาพสูง และมีค่าตอบแทนสูงกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรออกแบบชิป วิศวกรกระบวนการผลิต และช่างเทคนิคในโรงงานผลิตชิป การต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมสนับสนุน และบริการที่เกี่ยวเนื่องในประเทศ เช่น กิจการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตวัตถุดิบ บริการด้านวิศวกรรม และบริการด้านเครื่องจักร ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทชั้นนำระดับโลก และช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าว

    สำหรับภาพรวมการลงทุนจากสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ.2564–2568) นักลงทุนจากสหรัฐอเมริกายื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 232 โครงการ มูลค่ากว่า 220,300 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร และเทคโนโลยีชีวภาพ ทั้งนี้ เฉพาะปี 2568 มีจำนวน 60 โครงการ มูลค่ารวม 32,774 ล้านบาท โดยมีโครงการสำคัญจากบริษัทชั้นนำ เช่น Lumentum, Microchip Technologies และ Fabrinet สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนสหรัฐ ต่อศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตสินค้าเทคโนโลยีสูงของภูมิภาค

    ไทยรุกฐาน ‘ชิปโลก’ ดึงยักษ์สหรัฐ ลงทุนเซมิคอนดักเตอร์พุ่ง 1 ล้านล้านดอลลาร์

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230270&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XEFK_NtgBYTcuuGI6LWjy

  • จีนเผยยอดใช้ไฟฟ้า Q1/2569 เพิ่ม 5.2% สะท้อนเศรษฐกิจโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    จีนเผยยอดใช้ไฟฟ้า Q1/2569 เพิ่ม 5.2% สะท้อนเศรษฐกิจโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติจีน (NEA) เปิดเผยวันนี้ (20 เม.ย.) ว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของจีน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเทียบรายปี ในไตรมาสแรกของปี 2569 แตะที่ระดับกว่า 2.51 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

    เมื่อพิจารณารายละเอียดของข้อมูลพบการเติบโตที่แข็งแกร่งในหลายภาคส่วน โดยอุตสาหกรรมปฐมภูมิมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 7.1% ส่งผลให้มียอดการใช้ไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 3.36 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

    ขณะที่อุตสาหกรรมทุติยภูมิใช้ไฟฟ้าไปประมาณ 1.6 ล้านล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 4.7% จากเมื่อปีก่อนหน้า โดยอุตสาหกรรมไฮเทคและการผลิตอุปกรณ์มีการเติบโตที่โดดเด่นเป็นพิเศษในภาคส่วนนี้ ด้วยยอดการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 8.6% เมื่อเทียบรายปี

    อุตสาหกรรมตติยภูมิมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 8.1% รวมเป็น 4.833 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง โดยภาคบริการชาร์จและสลับแบตเตอรี่มีการใช้ไฟฟ้า 3.76 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง พุ่งสูงขึ้นถึง 53.8% ส่วนภาคบริการข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตใช้ไฟฟ้าไป 2.29 หมื่นล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 44%

    เฉพาะในเดือนมี.ค. เพียงเดือนเดียว ปริมาณการใช้ไฟฟ้าแตะระดับ 8.595 แสนล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้น 3.5% เมื่อเทียบรายปี

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจของจีนขยายตัว 5% ในไตรมาสแรก ซึ่งสูงกว่าการคาดการณ์ของสถาบันต่างชาติบางแห่ง และเป็นการตอกย้ำบทบาทของจีนในฐานะพลังขับเคลื่อนที่สร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586271&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yMnT5-9DwHZgzgyutzaPf

  • 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดใหญ่ 22 เม.ย. ทบทวนงบประมาณ 2570 เคาะแผนการคลังฯฉบับใหม่  

    4 หน่วยงานเศรษฐกิจ นัดใหญ่ 22 เม.ย. ทบทวนงบประมาณ 2570 เคาะแผนการคลังฯฉบับใหม่  

    วันนี้ (20 เม.ย.) นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 21 เม.ย.นี้ สำนักงบประมาณจะเสนอการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    และเสนอให้ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการปี 2570 ต่อไป

    จากนั้นในวันที่ 22 เม.ย.นี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงบประมาณ จะนัดประชุมเพื่อการทบทวนประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ก่อนนำมาเสนอครม. ในวันที่ 28 เม.ย.2569 ต่อไป

    “ในการจัดทำกรอบวงเงินงบประมาณ 2570 หากคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังยืนยันให้ใช้กรอบการคลังระยะปานกลางเดิมก็ไม่จำเป็นต้องจัดประชุมใหม่ เนื่องจากมีมติคณะรัฐมนตรีรองรับอยู่แล้ว หากมีการยืนยันให้ใช้หลักการเดิมก็สามารถนำมาใช้ดำเนินการได้ทันที” นายอนันต์ กล่าว

    นายอนันต์ กล่าวว่า ในส่วนการออกพ.ร.บ. การโอนงบประมาณขณะนี้ยังไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน เนื่องจากกำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายจากการนำงบประมาณที่ดำเนินการไปแล้วมาใช้

    โดยต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคาดว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณ จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ และน่าจะใช้ได้หลังจากนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230322&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dDgwpakIt3QshWLhKHQAq

  • ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” : อินโฟเควสท์

    ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” : อินโฟเควสท์

    นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงที่เหลือของปีจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดระยะไกล (Long-haul) ที่ชะลอตัวจากผลกระทบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินปรับสูงถึง 2-3 เท่า และกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่

    – ตลาดจีน ที่เริ่มฟื้นตัว และมีศักยภาพสูงในช่วงเทศกาล

    – ตลาดอินเดีย ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ

    – ตลาดไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ซึ่งยังคงเป็นฐานนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    นายธเนศ กล่าวว่า ความท้าทายยังคงอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน เลือกเดินทางภายในประเทศของตนเองแทน ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยว จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการ ดังนี้

    1. กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดประชุมสัมมนานอกสถานที่ โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทย จะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    2. ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง หรือค่าน้ำมัน มาลดหย่อนภาษีได้ในอัตราจูงใจ

    3. พัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งทางราง และขนส่งสาธารณะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินทาง และเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว

    4. วางรากฐานลดต้นทุนระยะยาวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ 0% สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน รองรับการท่องเที่ยวยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 80-90% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ที่ลดลง 5-15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งถูกยกเลิกบางส่วน และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีนี้ให้ลดลงถึง 30-40%

    ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 69 จังหวัดชลบุรี มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 54% และต่างชาติ 46% อย่างไรก็ตาม รายได้หลัก ยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 บาท/คน/วัน เทียบกับนักท่องเที่ยวไทยที่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาท/คน/วัน

    KTC ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

    ข้อมูลจาก บมจ. บัตรกรุงไทย (KTC) ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (11-15 เม.ย. 69) พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเติบโต โดยหมวดที่พักโรงแรม เพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหาร เพิ่มขึ้น 12% ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรก โดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจุดหมายปลายทางที่สามารถบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ และการเดินทางแบบขับรถ (Drive Tourism) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป KTC ได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) กับแคมเปญ “Eat the East” ที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านเส้นทางขับรถ ควบคู่กับการเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านอาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงแคมเปญ “Central Rhythm” และ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586214&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EQ6kpy6mS6oyrHqKjQnhr

  • พัทยาเตรียมเนรมิตรันเวย์แห่งรสชาติ “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15” 1-4 พ.ค. นี้ : อินโฟเควสท์

    พัทยาเตรียมเนรมิตรันเวย์แห่งรสชาติ “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15” 1-4 พ.ค. นี้ : อินโฟเควสท์

    ภาคตะวันออกพร้อมปลุกกระแสการท่องเที่ยวอีกครั้ง กับงานใหญ่แห่งปี “สีสันตะวันออก EEC ครั้งที่ 15: EEC The Food Runway” เตรียมเนรมิตถนนเลียบชายหาดพัทยากลางให้กลายเป็นรันเวย์แห่งความคิดสร้างสรรค์ระหว่างวันที่ 1 – 4 พฤษภาคม 2569 โดยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อมุ่งเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่

    ปีนี้งานมาในคอนเซปต์ “From Local Cuisine to Modern Culinary Fashion – จากอาหารท้องถิ่น สู่อาหารแฟชั่นสุดทันสมัย” ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนๆ ด้วยการดึงของดีจาก 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มายกระดับให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผสมผสานทั้งศิลปะ แฟชั่น อาหาร และความบันเทิงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดภายในงาน:

    • แหล่งรวมของอร่อย: ยกทัพร้านอาหารและสินค้าเด็ดจาก 3 จังหวัด กว่า 120 ร้านค้ามาไว้ในที่เดียว
    • EEC Food Runway Contest: ครั้งแรกกับการประชันไอเดียสร้างสรรค์ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ที่นำวัตถุดิบและอาหารขึ้นชื่อมาตีความใหม่เป็นชุดแฟชั่นบนรันเวย์ที่สวมใส่ได้จริง
    • Night Festival ริมหาด: เพลิดเพลินกับบรรยากาศยามค่ำคืน พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชั้นนำตลอด 4 วัน ได้แก่ YOURMOOD (1 พ.ค.), HERS (2 พ.ค.), ก้านตอง ทุ่งเงิน (3 พ.ค.) และปลานิลเต็มบ้าน (4 พ.ค.)

    สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประกวด EEC Food Runway Contest หรือต้องการตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรม สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: สีสันตะวันออก แล้วไปสัมผัสประสบการณ์ที่ “กินได้ ดูได้ และรู้สึกได้” พร้อมกันที่ถนนเลียบชายหาดพัทยากลาง 1 – 4 พฤษภาคมนี้

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/586196&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jOw1eJLgA3ugrb-XnqSyM