Blog

  • BC เดินหน้าวางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน (Green Hotel) ระดับลักชัวรี่

    BC เดินหน้าวางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน (Green Hotel) ระดับลักชัวรี่

    BC เดินหน้าวางเป้าต้นแบบโรงแรมยั่งยืน (Green Hotel) ระดับลักชัวรี่ โดยได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อสีเขียวจากไทยพาณิชย์

    BC ประกาศก้าวสำคัญในการพัฒนาโครงการโรงแรมยั่งยืนภายใต้มาตรฐานอาคารสีเขียวระดับสากล หลังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) โดยเป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ประกอบการ และ 1 ใน 9 โครงการโรงแรมทั่วประเทศที่ได้รับอนุมัติวงเงินในครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพของ BC ในการพัฒนาโครงการคุณภาพ และการยกระดับพอร์ตโฟลิโอโรงแรมสู่มาตรฐานระดับโลก รองรับเมกะเทรนด์โรงแรมที่ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (ESG) รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    นายปรับชะรันซิงห์ ทักราล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บูทิค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC เปิดเผยว่า ในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการโรงแรมภายใต้โมเดล Build-Operate-Sale (BOS) ยังคงเดินหน้าต่อยอดธุรกิจโรงแรมตามแนวโน้มด้านความยั่งยืน หลังได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว จากธนาคารไทยพาณิชย์ โดย BC เป็น 1 ใน 7 กลุ่มผู้ประกอบการโรงแรม และเป็น 1 ใน 9 โครงการโรงแรมทั่วประเทศที่ได้รับการคัดเลือกและอนุมัติวงเงินกรีนไฟแนนซ์ (Green Finance) มูลค่ารวม 17,575 ล้านบาท เพื่อใช้พัฒนาโครงการ Luxury Hotel ภายใต้มาตรฐานอาคารเขียวระดับสากล การได้รับกรีนไฟแนนซ์ (Green Finance) สะท้อนถึงความพร้อมและความเชี่ยวชาญของบริษัทในการพัฒนาโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม ตอบโจทย์ทั้งนักท่องเที่ยว นักลงทุน อีกทั้งยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนา การบริหารจัดการ ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการต้นทุน รวมถึงบริหารช่วงเวลาในการขายสินทรัพย์เมื่อโครงการสร้างผลตอบแทนได้ดีและเหมาะสม ส่งผลให้บริษัทสามารถหมุนเวียนเงินลงทุนและต่อยอดโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน BC มีพอร์ตธุรกิจโรงแรมที่ครอบคลุมทุกระดับ บนทำเลศักยภาพทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ โดยบริษัทมีจุดแข็งด้านการคัดเลือกทำเล การออกแบบโครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ ตลอดจนการบริหารสินทรัพย์ให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขยายสู่ธุรกิจ Third-Party Operator (TPO) เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงแรม การพัฒนาแบรนด์ และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ในระยะยาว

    “การได้รับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวจากธนาคารไทยพาณิชย์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ BC และตอกย้ำศักยภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโรงแรมคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราเชื่อว่า Green Hotel จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในอนาคต ที่จะเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน พันธมิตรธุรกิจ และนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดย BC พร้อมเดินหน้ายกระดับสู่องค์กรแห่งความยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทุกภาคส่วนในระยะยาว” นายปรับชะรันซิงห์ กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12807556&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vIzHjjNtKBE005Hyzx-JM

  • ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น

    ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น

    นายธเนศ ศุภรสหัสรังสี นายกสมาคมสมาพันธ์ท่องเที่ยวชลบุรี (สทช.) เปิดเผยว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ยังได้รับแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวชาวไทย ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในช่วงที่เหลือของปีจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ โดยหันมาให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (Short-haul) มากขึ้น เพื่อทดแทนตลาดระยะไกล (Long-haul) ที่ชะลอตัวจากผลกระทบความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลต่อราคาตั๋วเครื่องบินปรับสูงถึง 2-3 เท่า และกระทบต่อการตัดสินใจในการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่

    ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น

    – ตลาดจีน ที่เริ่มฟื้นตัว และมีศักยภาพสูงในช่วงเทศกาล

    – ตลาดอินเดีย ที่มีการเติบโตต่อเนื่อง และมีเสถียรภาพ

    – ตลาดไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซีย ซึ่งยังคงเป็นฐานนักท่องเที่ยวสำคัญของไทย

    นายธเนศ กล่าวว่า ความท้าทายยังคงอยู่ที่ต้นทุนการเดินทาง โดยเฉพาะราคาตั๋วเครื่องบินที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วน เลือกเดินทางภายในประเทศของตนเองแทน ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบและรักษาระดับรายได้จากการท่องเที่ยว จึงเสนอให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการ ดังนี้

    ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น

    1. กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ผ่านมาตรการร่วมจ่าย เช่น “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวไทย รวมถึงการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดประชุมสัมมนานอกสถานที่ โดยมองว่าตลาดนักท่องเที่ยวไทย จะเป็นกลไกสำคัญในการพยุงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในช่วงที่ตลาดต่างชาติยังมีความไม่แน่นอนสูง

    2. ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ เช่น นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้าในอัตราที่เหมาะสม พร้อมพิจารณาให้สามารถนำค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง หรือค่าน้ำมัน มาลดหย่อนภาษีได้ในอัตราจูงใจ

    3. พัฒนาและเชื่อมโยงระบบขนส่งทางราง และขนส่งสาธารณะ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินทาง และเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว

    ท่องเที่ยวชลบุรี ปรับกลยุทธ์!! รุกตลาดระยะใกล้ หวั่นสงครามลากยาวกดรายได้วูบ จี้รัฐฟื้น

    4. วางรากฐานลดต้นทุนระยะยาวของผู้ประกอบการท่องเที่ยว ผ่านการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ หรือ 0% สำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ รถยนต์ไฟฟ้า และสถานีชาร์จ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงาน รองรับการท่องเที่ยวยั่งยืน และเสริมความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

    สำหรับช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการเข้าพักโรงแรมของนักท่องเที่ยว อยู่ที่ประมาณ 80-90% ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตราเข้าพักเต็ม 100% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรป ที่ลดลง 5-15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเส้นทางบินที่เชื่อมต่อผ่านตะวันออกกลาง ซึ่งถูกยกเลิกบางส่วน และราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยืดเยื้อ อาจกระทบรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีนี้ให้ลดลงถึง 30-40%

    ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 69 จังหวัดชลบุรี มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 54% และต่างชาติ 46% อย่างไรก็ตาม รายได้หลัก ยังคงพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการใช้จ่ายเฉลี่ยสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 4,000-5,000 บาท/คน/วัน เทียบกับนักท่องเที่ยวไทยที่ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 3,000 บาท/คน/วัน

    • KTC ชี้พฤติกรรมเปลี่ยน คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น

    ข้อมูลจาก บมจ. บัตรกรุงไทย (KTC) ระบุว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ (11-15 เม.ย. 69) พฤติกรรมการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวในประเทศยังคงเติบโต โดยหมวดที่พักโรงแรม เพิ่มขึ้น 7% และหมวดร้านอาหาร เพิ่มขึ้น 12% ทั้งนี้ จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มียอดการใช้จ่ายสูงสุดเป็นอันดับแรก โดยหมวดที่พักและร้านอาหารเติบโต 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    น.ส.วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต KTC กล่าวว่า ภายใต้ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวสูงขึ้น ผู้บริโภคมีแนวโน้มเลือกจุดหมายปลายทางที่สามารถบริหารงบประมาณได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศ และการเดินทางแบบขับรถ (Drive Tourism) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น และควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า

    ทั้งนี้ เพื่อรองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป KTC ได้ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 100 แห่ง ออกแบบประสบการณ์การท่องเที่ยวในประเทศที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งที่พัก ร้านอาหาร และกิจกรรมท่องเที่ยว อาทิ ความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และเครือข่ายวัฒนธรรมอาหารประเทศไทย (Thailand Gastronomy Network) กับแคมเปญ “Eat the East” ที่ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกผ่านเส้นทางขับรถ ควบคู่กับการเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านอาหาร และวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงแคมเปญ “Central Rhythm” และ “60+ Stay Free” ที่ตอบรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการเดินทางแบบครอบครัวหลายช่วงวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12807461&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3anwLKEk8SRgdrxiHvpaAh

  • “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เปิดเส้นทางบินตรงจากอุดรธานี สู่อู๋ซี และอี้อู เชื่อมศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของจีน | TOPNEWS

    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์” เปิดเส้นทางบินตรงจากอุดรธานี สู่อู๋ซี และอี้อู เชื่อมศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของจีน | TOPNEWS

    เวียตเจ็ทไทยแลนด์ เดินหน้าขยายเครือข่ายเส้นทางบินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดให้บริการเที่ยวบินตรงแบบเช่าเหมาลำจากอุดรธานี (UTH) สู่สองเมืองเศรษฐกิจสำคัญของจีนได้แก่ อู๋ซี (WUX) และอี้อู (YIW) การเปิดเส้นทางบินดังกล่าวนับเป็นการกลับมาของเที่ยวบินระหว่างประเทศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีในรอบกว่าสิบปี โดยมีเป้าหมายเพื่อรองรับศักยภาพของตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้อุดรธานีก้าวสู่การเป็นประตูสำคัญของภูมิภาคด้านการท่องเที่ยวและการค้าระหว่างประเทศ

    การขยายเส้นทางครั้งนี้ตอบรับความต้องการจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่สนใจเดินทางมายังอุดรธานีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมืองอู๋ซีและอี้อูถือเป็นศูนย์กลางสำคัญทั้งด้านการท่องเที่ยวและการค้า การเปิดเส้นทางบินตรงดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดอุดรธานี พร้อมเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากจีนเดินทางมาเยือนอุดรธานีได้สะดวกยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนในพื้นที่สามารถเดินทางสู่เมืองอู๋ซี เมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านทัศนียภาพริมทะเลสาบและมรดกทางวัฒนธรรม รวมถึงเมืองอี้อู ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางการค้าสินค้าขนาดเล็กที่ใหญ่ที่สุดของโลก

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “การเปิดให้บริการเส้นทางบินสู่อู๋ซีและอี้อูในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเราในการเชื่อมโยงอุดรธานีกับเมืองศูนย์กลางสำคัญของจีน เราเห็นความสนใจจากนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ต้องการเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น การเปิดเส้นทางบินตรงครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้อุดรธานีก้าวสู่การเป็นประตูเชื่อมโยงระดับนานาชาติ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมทั้งการท่องเที่ยวและการค้า ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนในพื้นที่”

    ในโอกาสเปิดเส้นทางบินใหม่ดังกล่าว เวียตเจ็ทไทยแลนด์ได้จัดพิธีต้อนรับผู้โดยสารเที่ยวบินปฐมฤกษ์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี สำหรับคณะนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจที่เดินทางตรงจากเมืองอู๋ซีและอี้อู เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของเที่ยวบินระหว่างประเทศที่ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีอีกครั้งในรอบกว่าสิบปี โดยได้รับเกียรติจาก นายจักรพันธ์ จันทรภูมิ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายณรงค์ อรุณภาคมงคล รองอธิบดีกรมท่าอากาศยานด้านวิชาการ และนางสาวภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและมอบของที่ระลึกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางมาถึงท่าอากาศยานอุดรธานี โดยบรรยากาศภายในงานสะท้อนถึงการต้อนรับอย่างอบอุ่นตามแบบฉบับอีสาน และนับเป็นการเริ่มต้นของเส้นทางบินระหว่างประเทศครั้งสำคัญ ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ติดตามข่าวสารพร้อมอัปเดตโปรโมชันสุดคุ้มของสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์เพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล http://www.facebook.com/VietJetThailand หรือ TikTok http://www.tiktok.com/@thaivietjet ผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดตารางบิน พร้อมสำรองที่นั่งบัตรโดยสารทางเว็บไซต์ http://www.vietjetair.com LINE OA @Thaivietjet และ Live Chat http://www.vietjetair.com ติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-089-1909 เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 08:00 – 22:00 น.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1552161&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_sZG1NFQsW7Ae-mUMA2nf

  • “ฟิล์ม ธนภัทร” เคลื่อนไหวหลังถูกมนุษย์ป้าบุกประชิดตัว – INN News

    “ฟิล์ม ธนภัทร” เคลื่อนไหวหลังถูกมนุษย์ป้าบุกประชิดตัว – INN News

    นักแสดงหนุ่ม “ฟิล์ม ธนภัทร” เคลื่อนไหวหลังถูกมนุษย์ป้าบุกประชิดตัว เพื่อหวังหอมแก้ม วอนอย่าทำแบบนี้กับใคร ชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์สนั่น.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_1022824/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r1X121I04UK5FVTt787Uu

  • กลุ่มบริษัทฟูจิฟิล์มในประเทศไทย ร่วมเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม น้อมรำลึกพระพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

    กลุ่มบริษัทฟูจิฟิล์มในประเทศไทย ร่วมเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม น้อมรำลึกพระพันปีหลวง ณ พระบรมมหาราชวัง

    กลุ่มบริษัทฟูจิฟิล์มในประเทศไทย ร่วมเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง. กลุ่มบริษัทฟูจิฟิล์มในประเทศไทย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/press-release/142411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LAHg5MSMKKeaIQgueLCSr

  • เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน. | TOPNEWS

    เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน. | TOPNEWS

    เพจดังจับโป๊ะ “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” ลุยเซ็ท “ห้องปลอดฝุ่น” เพราะไม่มี ปชน.

    • เผยแพร่ : 20/04/2026 19:24

    เพจดังจับโป๊ะ “ห้องปลอดฝุ่น” สมรภูมิเดือด ส้ม-แดง “อินฟลูไอที” ถล่ม “ยศนันท์” เพราะไม่มี ปชน. ในสมการ กลัวเสียฐานเสียงจนต้องตั้งป้อมวิจารณ์?

    #topnewstv #ห้องปลอดฝุ่น #PM25

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1552394&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_FgTyUOraw-fWCxV1FKBa

  • คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    ผลสำรวจคะแนนนิยมของ “ทรัมป์” โดย NBC News พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ผลสำรวจความคิดเห็นของ NBC News Decision Desk ที่ดำเนินการโดย SurveyMonkey ระบุว่า คะแนนความนิยมในการทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากชาวอเมริกันแสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสงครามกับอิหร่าน

    โดยรวมแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ขณะที่ 63% ไม่เห็นด้วย ในจำนวนนี้มีถึง 50% ที่กล่าวว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    Reuters/Nathan Howard
    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่เห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและความขัดแย้งกับอิหร่านของทรัมป์ด้วย

    แม้ว่าประธานาธิบดีจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากฐานเสียงของเขา แต่การสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจของ Decision Desk ครั้งล่าสุดที่จัดทำขึ้นในปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ.

    ในการสำรวจครั้งใหม่นี้ 83% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันให้คะแนนความนิยมในเชิงบวกแก่ทรัมป์ ลดลง 4% จากต้นปีนี้ และสัดส่วนของสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เห็นชอบอย่างยิ่งต่อการทำงานของทรัมป์ลดลง 6% จาก 58% เหลือ 52%

    โดยรวมแล้ว ชาวอเมริกัน 1 ใน 3 เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะที่ 2 ใน 3 เชื่อว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

    เศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน โดย 29% กล่าวว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ขณะที่ 24% กล่าวว่าภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย 12% กล่าวว่าการดูแลสุขภาพ และ 10% กล่าวว่าอาชญากรรมและความปลอดภัย

    และเมื่อถามว่าประเด็นทางเศรษฐกิจใดสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นผู้ชนะอย่างขาดลอย โดย 45% เลือกตัวเลือกนั้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลือกอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

    มีชาวอเมริกันเพียง 32% เท่านั้นที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพของทรัมป์ เทียบกับ 68% ที่ไม่เห็นด้วย

    สัดส่วนของชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แบบสำรวจของ Decision Desk ถามคำถามนี้ และเปอร์เซ็นต์ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อของทรัมป์อยู่ที่ 73% ซึ่งต่ำกว่าในแบบสำรวจครั้งก่อน 10%

    และเกือบ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันกล่าวว่า ราคาน้ำมันเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาและครอบครัว โดย 29% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และ 36% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรง ในขณะที่ 29% กล่าวว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงนัก และ 9% กล่าวว่าไม่ใช่ปัญหาเลย

    ผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการจัดการสงครามกับอิหร่านของทรัมป์ โดยมี 1 ใน 3 ที่เห็นด้วย

    มุมมองของชาวอเมริกันต่อการจัดการสงครามของทรัมป์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เขาประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 เม.ย. โดยประมาณ 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการจัดการสงครามของเขาในวันต่อมาหลังจากนั้น

    ผู้ทำแบบสำรวจที่อายุมากกว่า 30 ปีส่วนใหญ่ (61%) กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน ขณะที่ 23% กล่าวว่าสหรัฐฯ ควรพิจารณาทางเลือกทั้งหมด รวมถึงการใช้กำลังภาคพื้นดิน และ 16% กล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารควรดำเนินต่อไป แต่ควรใช้การโจมตีทางอากาศเท่านั้น

    เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่านั้นในกลุ่มชาวอเมริกันที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ต้องการให้สงครามยุติลง โดย 74% กล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน

    ทรัมป์ประสบกับคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างมากในประเด็นการเข้าเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ของเขา หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงและสังหารพลเมืองสหรัฐฯ 2 คนในรัฐมินนิโซตา

    นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลทรัมป์พยายามส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ โดยปลด คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ และถอด เกรกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนชายแดน ออกจากตำแหน่ง

    นับตั้งแต่เดือน ก.พ. จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวโดย ICE และจำนวนการจับกุมโดย ICE ลดลง แต่ยังมีผู้คนมากกว่า 60,000 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

    ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มีผลงานที่ดีขึ้นในประเด็นนี้ แม้ว่าคะแนนนิยมของเขายังคงต่ำกว่าเกณฑ์โดยรวม แต่ชาวอเมริกัน 44% เห็นชอบกับการจัดการด้านความมั่นคงชายแดนและการเข้าเมืองของเขา เพิ่มขึ้น 4% จากปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ. ขณะที่ 56% กล่าวว่าไม่เห็นด้วย

    เรียบเรียงจาก NBC News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/273621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UaioSy7_zM7a-FhLjRNuU

  • เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    พรรคประชาชนหารือสภาผู้บริโภค หาทางออกแก้ปัญหา เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเรียกเก็บ พร้อมแนวทางผลักดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    วันที่ 20 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ระบบการศึกษาของไทยสอดคล้องกับหลักสิทธิผู้บริโภค และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้อย่างเป็นรูปธรรม

    การหารือครั้งนี้มุ่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ “สิทธิเรียนฟรี” โดยพิจารณาว่ารายการใดควรเป็นหน้าที่ของรัฐ รายการใดที่สถานศึกษาไม่ควรเรียกเก็บ และรายการใดที่สามารถจัดเก็บเพิ่มเติมได้ภายใต้เงื่อนไขที่โปร่งใสและมีเพดานค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

    พริษฐ์ระบุว่า ปัจจุบันยังพบรูปแบบการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสถานศึกษาหลายลักษณะ จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อค้นหาช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม พร้อมทั้งกำหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งใดควรเป็น “สิทธิเรียนฟรี” ที่รัฐต้องสนับสนุนอย่างแท้จริง รวมถึงประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดรายการสิทธิเรียนฟรีให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย โดยรายการที่จำเป็นแต่ยังไม่มีการรองรับ ควรถูกบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมได้ ควรกำหนดเพดานอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ขัดต่อประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือถึงการจัดทำแคมเปญเพื่อเปิดรับฟังเสียงจากนักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” ที่พบในสถานศึกษา รวมถึงรายการค่าใช้จ่ายที่เห็นว่าไม่ควรถูกเรียกเก็บ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

    ด้าน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรี โดยจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังคงถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษา และค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม หรือแม้แต่ค่าเดินทางและอินเทอร์เน็ต

    ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุชัดว่า สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่รัฐอุดหนุนได้ โดยงบประมาณดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ  รวมทั้งสิ้น 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าบัตรประจําตัวนักเรียน ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตร ค่าสมุดรายงานประจําตัวนักเรียน

    สภาผู้บริโภคมีความเห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่มีนโยบาย แต่คือ การบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่าง เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคต้องการเชิญชวนผู้ปกครองให้ร่วมแลกเปลี่ยน ว่าเคยถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ควร “ฟรี” หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายใดที่อยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อผลักดันนโยบายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพในปัจจุบันมากขึ้น

    การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้เรียนฟรี เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้ และสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเปิดรับฟังเสียงจากผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกฎหมายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพ และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงการศึกษาในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/peoples-party-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DkYVjr1lGWG2OYHAXOiy2

  • จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    “โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด สามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับสภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยานวัตกรรมด้านมะเร็ง และผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย กล่าวถึงบทบาทของสภากาชาดไทยที่ทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

    จากนั้น ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  กล่าวถึงวชิรพยาบาลที่สนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือการนำเสนอความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งโดยนักวิจัยไทย รวมถึงความพร้อมของโครงการสำหรับการวิจัยในมนุษย์ โดย อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแผนการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ โดย .ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย สรุปได้ว่า โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ โดยอยู่ระหว่างการขออนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คาดว่าจะเริ่มรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการภายในประมาณ 3 เดือน โดยระยะแรกจะมุ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการแสดงออกของโปรตีน PD-L1 ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบสนองต่อการรักษา ผู้เข้าร่วมจะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลตามมาตรฐานทางการแพทย์ เบื้องต้นตั้งเป้าศึกษาผู้ป่วย 20 ราย ก่อนขยายผลในระยะต่อไป

    ปัจจุบันยากลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงประมาณ 80,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา และยังไม่ครอบคลุมในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ การพัฒนายาภายในประเทศจึงมีเป้าหมายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึง และผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคต สำหรับด้านประสิทธิภาพ ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยบางรายสามารถมีชีวิตยืนยาวเกิน 2 ปี และบางส่วนถึง 5 ปี โครงการนี้จึงไม่เพียงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการรักษา แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยา ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยในระยะยาว

    ในช่วงท้ายของงาน เป็นพิธีลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือโครงการวิจัยชีววัตถุในคนไทย ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

    รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าโครงการความร่วมมือในการพัฒนายาชีววัตถุเพื่อรักษามะเร็งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงการรักษาของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ และเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายจากยานวัตกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้เทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึง โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนางานวิจัยและผลิตยาชีววัตถุภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือของหลายสถาบันและการสนับสนุนจากภาคประชาชน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านชีววัตถุในระยะยาว พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุขไทย

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย เผยว่าสภากาชาดไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาและการให้บริการผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพเดิม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและระบบบริหารจัดการชีววัตถุของสภากาชาดไทย ก่อให้เกิดกลไกที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยจึงมุ่งสนับสนุนทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเตรียมความพร้อมในการนำไปใช้กับผู้ป่วย ภายใต้การกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับศักยภาพประเทศด้านชีววัตถุ และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อผู้ป่วยในระยะยาว

    ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเป็นความร่วมมือสำคัญของหลายภาคส่วนในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงยานวัตกรรมที่มีราคาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่จำเป็นต้องใช้ยาชีววัตถุซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาระดับสากล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการนำงานวิจัยสู่การทดลองทางคลินิก เริ่มจากการศึกษากับผู้ป่วยกลุ่มแรกอย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก่อนขยายผลในวงกว้าง โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสะท้อนศักยภาพของประเทศในการพัฒนายาด้วยตนเอง และเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่นวัตกรรมทางการแพทย์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว

    อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

    “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน เรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” อ.นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

    ก้าวต่อไปของโครงการ ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/299314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1czPNWI5Hc6OtH_QJLv7EF

  • สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของรัฐบาล (โครงการแลนด์บริดจ์) มูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทว่า โครงการดังกล่าว เป็น “อภิมหาโปรเจกต์” ที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่กลับพบปัญหาสำคัญคือไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้ใช้เป็นประเด็นหาเสียง หรือปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน

    รวมถึงขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้ง EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอื่น ๆ ซึ่งผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในขณะที่ที่ดินในบริเวณโครงการแลนด์บริดจ์ กลับมีการเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเริ่มโครงการด้วยซ้ำ

    “โครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลของคุณอนุทินกำลังเดินหน้า เป็นวิธีคิดที่มักง่าย และฉาบฉวย ในการเชื่อมต่ออ่าวไทยที่ จ.ชุมพร กับฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง โดยอ้างว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการยกสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อลงรถไฟ แล้วนำไปลงเรืออีกฝั่ง อาจต้องใช้เวลาถึง 6-7 วัน และทำได้เฉพาะสินค้าคอนเทนเนอร์เท่านั้น ไม่รวมสินค้าเทกอง อย่างน้ำมันหรือธัญพืช ที่สำคัญ ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบมะละกายังไม่หนาแน่น โดยมีเรือผ่านเพียงชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ (วันละ 200-220 ลำ) และยังมีเส้นทางอื่น อย่างช่องแคบซุนดา หรือลอมบอก เป็นทางเลือก อีกทั้งระบบเดินเรือในช่องแคบมะละก มีความพร้อมทั้งระบบธนาคาร การซ่อมบำรุง และกฎหมายมานานเกือบ 200 ปีแล้ว” สว.นันทนา กล่าว

    พร้อมระบุว่า การฝืนทำโครงการนี้ จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP และเผชิญสภาวะเงินฝืดสลับเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรหยุดทำร้ายประชาชน และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง 

    ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภา ได้เชิญสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามาชี้แจง ซึ่งพบว่ารายงานของทั้ง 2 หน่วยงาน มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหตุผลทางวิชาการในปัจจุบัน ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะผลักดันโครงการต่อไปได้ทันที อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของโครงการ

    “ปัจจุบันทางกรรมาธิการกำลังทำรายงานสรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเสนอต่อสภาฯ ภายในสมัยประชุมนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องทั้งในเชิงกระบวนการ และเนื้อหาของรายงานจาก สนข.หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่ สนข. ปฏิเสธที่จะให้สำเนารายงาน EIA ล่าสุดแก่ภาคประชาชนที่ยื่นหนังสือขอคัดสำเนา ทั้งที่เป็นโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รับทราบก่อนที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. จะอนุมัติ ไม่ใช่ปกปิดไว้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อซักถาม สนข. ต่อไป” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า แม้ประเทศจะต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีคำถามมากมาย ทั้งเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบในพื้นที่ การสั่งเดินหน้าเต็มตัวในขณะที่ผลการศึกษายังน่ากังขาเช่นนี้ ถือว่าเร็วเกินไป รัฐบาลควรจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFJ0IQ60H0SC6BGEAGZO4U3QG7KRGO1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sx43awOuFq1AcDY4u1-UE