Blog

  • นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

    นักลงทุนจากยุโรปกังวลการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศ

               การเปลี่ยนผ่านจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country: LDC) ไปสู่สถานะประเทศกำลังพัฒนา เป็นเป้าหมายสำคัญของบังกลาเทศ ซึ่งมีกำหนดการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2569 อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น The Daily Star รายงานว่า นาง Nuria Lopez ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศ (EuroCham Bangladesh)ได้ตั้งคำถามถึงความพร้อมของบังกลาเทศในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านควรสะท้อนความพร้อมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะของภาคเอกชน มากกว่าการมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีหรือชื่อเสียงของประเทศ 

               1. ความท้าทายของภาคเอกชนและความไม่พร้อม

               ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศระบุว่า การผลักดันให้บังกลาเทศเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในขณะนี้มุ่งเน้นไปที่ “ศักดิ์ศรี” มากกว่าความพร้อมที่แท้จริง โดยเฉพาะในภาคเอกชน ซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจ และชี้ว่าผู้ประกอบการต้องเผชิญกับปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น การขาดแคลนพลังงาน การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน และต้นทุนด้านโลจิสติกส์และการเงินที่สูงขึ้น ปัญหาเหล่านี้สะท้อนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ยังไม่มั่นคง ซึ่งอาจจำกัดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศเมื่อสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การเข้าถึงตลาดปลอดภาษีหรือความช่วยเหลือทางการเงินจากนานาชาติ

               2. การพึ่งพาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป

               รายงานเน้นว่า ความสำเร็จทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศที่ผ่านมา หรือที่นักวิเคราะห์หลายรายเรียกกันว่า “ปาฏิหาริย์” มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป (Ready-Made Garments: RMG) ซึ่งเป็นภาคส่วนหลักในการส่งออก อย่างไรก็ตาม Lopez ชี้ว่า การพึ่งพาภาคส่วนเดียวทำให้เศรษฐกิจขาดความหลากหลาย ซึ่งเป็นความเสี่ยง เมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันในระดับสากล หลังการเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และความสามารถในการแข่งขันทำให้บังกลาเทศ ยังไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้

               3. การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติ

               Lopez วิพากษ์วิจารณ์การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ชัดเจนในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ โดยตั้งคำถามว่าบังกลาเทศกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจแบบเปิดหรือแบบป้องกัน การขาดคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้ บ่งชี้ถึงการขาดนโยบายที่สอดคล้องกัน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC เช่น การยกเลิกการยกเว้นภาษีศุลกากรภายใต้ระบบ Generalized System of Preferences (GSP)

    4. ข้อเสนอแนะ

    Lopez เสนอว่าบังกลาเทศควรมุ่งเน้นการกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออก และพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC เป็นโอกาสในการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านที่ขาดการเตรียมการ อาจนำไปสู่ความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดส่งออกหรือการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจ 

    nuria-lopez-2.png

               ทั้งนี้ ความเห็นละข้อเสนอแนะของ Lopez สอดคล้องกับรายงานขององค์กรนานาชาติ ในหลากหลายประเด็น ดังนี้

               1. ความท้าทายจากการสูญเสียสิทธิประโยชน์ LDC

               ตามรายงานของธนาคารโลก (World Bank, 2023) การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จะทำให้บังกลาเทศสูญเสียสิทธิประโยชน์ด้านการค้าที่สำคัญ เช่น การเข้าถึงตลาดยุโรปและสหรัฐฯ โดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม RMG ที่มีสัดส่วนถึง 84% ของรายได้จากการส่งออกของบังกลาเทศในปี 2566 (สำนักงานส่งเสริมการส่งออก – Export Promotion Bureau, 2023) การวิเคราะห์นี้สอดคล้องกับข้อกังวลของ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศที่ระบุว่าการพึ่งพา RMG ทำให้เศรษฐกิจมีความเปราะบาง การสูญเสีย GSP อาจทำให้ต้นทุนการส่งออกสูงขึ้น และลดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามหรือกัมพูชา

               2. ความจำเป็นในการกระจายเศรษฐกิจ

               งานวิจัยจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank (ADB, 2024))ระบุว่า การกระจายผลิตภัณฑ์ส่งออกและการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เกษตรแปรรูป และเภสัชกรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบังกลาเทศเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพา RMG อย่างไรก็ตาม การพัฒนาภาคส่วนใหม่ ๆ ยังถูกจำกัดโดยโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เพียงพอและการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งสอดคล้องกับการวิจารณ์ของ Lopez เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนพลังงานและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูง

               3. การขาดนโยบายที่ชัดเจน

               รายงานจาก United Nations Conference on Trade and Development (UNCTAD, 2024) ชี้ว่า ประเทศที่เปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC จำเป็นต้องมี “กลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่น” (Smooth Transition Strategy) ซึ่งรวมถึงการพัฒนานโยบายที่ชัดเจนเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน การขาดวิสัยทัศน์ระดับชาติที่ Lopez กล่าวถึงจึงเป็นประเด็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น เวียดนาม ซึ่งเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ในปี 2550 ได้พัฒนานโยบายสนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติและการฝึกอบรมแรงงาน ซึ่งช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง บังกลาเทศยังขาดกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งอาจทำให้เผชิญความท้าทายมากขึ้น

               4. มุมมองจากภาคเอกชนอื่นๆ

               การวิเคราะห์จาก International Labour Organization (ILO, 2023) ระบุว่า ภาคเอกชนในบังกลาเทศเผชิญกับความท้าทายด้านกฎระเบียบที่ซับซ้อนและการขาดความโปร่งใส ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของ Lopez ที่ระบุถึงการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบที่ไม่แน่นอน นอกจากนี้ การลงทุนจากต่างชาติในบังกลาเทศยังถูกจำกัดโดยความล่าช้าในการอนุมัติโครงการและการขาดโครงสร้างพื้นฐานที่เพียงพอ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน

               จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศมีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม ความท้าทายหลัก ได้แก่ การพึ่งพาอุตสาหกรรม RMG มากเกินไป การขาดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ส่งออก และการขาดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนภาคเอกชนและการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ การวิเคราะห์จากหน่วยงานระดับนานาชาติ ยืนยันตรงกันว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย  โดยเฉพาะการกระจายเศรษฐกิจ ที่จะต้องกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการลงทุนในภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและเภสัชกรรม โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสนับสนุนการฝึกอบรมแรงงานที่มีทักษะ  และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในพลังงานและโลจิสติกส์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน  นอกจากนั้น จะต้องมีกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน  รัฐบาลควรจะจัดทำแผนงานระยะยาวที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย รวมถึงภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสูญเสียสิทธิประโยชน์จากสถานะ LDC 

               กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผ่านจากสถานะ LDC ของบังกลาเทศเป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจสู่การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมยุโรป-บังกลาเทศและแหล่งอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมของภาคเอกชนและความหลากหลายทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ยังขาดหายไป การมุ่งเน้นที่ศักดิ์ศรีโดยไม่คำนึงถึงความท้าทายเหล่านี้ อาจนำไปสู่ผลกระทบทางลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว การพัฒนานโยบายที่ชัดเจนและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น

    ที่มา

    • Lopez, N. (2025). LDC graduation must reflect readiness, not just prestige. The Daily Star. Retrieved from https://www.thedailystar.net/business/news/ldc-graduation-must-reflect-readiness-not-just-prestige-3981326
    • World Bank. (2023). Bangladesh Economic Update: Trade and Competitiveness.
    • Export Promotion Bureau. (2023). Export Statistics of Bangladesh 2022-23.
    • Asian Development Bank. (2024). Economic Diversification for Sustainable Growth in Bangladesh.
    • United Nations Conference on Trade and Development. (2024). Smooth Transition Strategies for LDC Graduation.
    • International Labour Organization. (2023). Private Sector Challenges in Bangladesh: A Policy Perspective.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sovh0xpqcrl6nhxhmzy76o15&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Xti34ymDXflSSxAlCqVFc

  • ท่องเที่ยวพอใจโฉมหน้าครม.ใหม่ ‘อนุทิน’ หนุน คนละครึ่ง เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2

    ท่องเที่ยวพอใจโฉมหน้าครม.ใหม่ ‘อนุทิน’ หนุน คนละครึ่ง เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2

    นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า โผ ครม.ใหม่ อนุทิน ชาญวีรกูล ในส่วนของคนนอกถือว่าครบเครื่อง ตอบโจทย์ภาคเอกชน ที่ได้คนเก่ง คนดี มีประสบการณ์ตรงกับกระทรวงที่รับผิดชอบทุกท่าน ทั้งด้านการคลัง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ กฏหมาย ความมั่นคง เกรด A ทุกท่าน อย่างไรก็ตาม คนท่องเที่ยวฝากขอมาว่าหากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รัฐมนตรีที่มีประสบการณ์ตรงแบบนีบ้างน่าจะสามารถแก้วิกฤตท่องเที่ยวในช่วงนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจแบบ Quick Win 1. อิ่มคนละครึ่ง งบประมาณ 60,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน 30 ล้านคน x 2,000 บาทต่อคน 2. เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2 งบประมาณ 3,000 ล้านบาท สิทธิละ 1,500 บาท x 2 ล้านสิทธิ เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรองและโรงแรมขนาดเล็ก 3. SME คนละครึ่ง 20,000 ล้านบาท สนับสนุน ผู้ประกอบการ SME  ในการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาสินค้า เทคโนโลยี องค์ความรู้ และความยั่งยืน

    4. เรียนดีคนละครึ่ง งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต เช่น AI / Digital Marketing / Green Innovation / อาหารไทย / ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ 5. ส่งเสริมคนไทยและต่างชาติเที่ยวไทยสู่เมืองรอง 2,000 ล้านบาท Joint Promotion ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า รถตู้ รถบัส สู่เมืองรอง

    กิตติ พรศิวะกิจ

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า โฉมหน้าครม.เป็นความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างการเมืองและความคาดหวังของประชาชนจากการเชิญคนนอกที่เป็นมืออาชีพในแต่ละด้านมาผสมผสานกับโควต้าตัวแทนพรรคการเมือง ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่งจากการมีโควต้าคนนอกมานั่งบริหารกระทรวงเศรษฐกิจหลักที่มีความพร้อมในการทำงานได้ทันที  ซึ่งการเชิญคนนอกมืออาชีพใช้ตรงกับงานก็เสมือนมีวัตถุดิบได้เชพเก่งมาปรุงแต่งย่อมทำให้คนคาดหวังรออาหารจานอร่อยจากเชพมือดีนั่นเอง

    “การเริ่มต้นของ รัฐบาลอนุทิน ถือว่า ทำได้ดีระดับหนึ่งในการดูแลความคาดหวังของสังคมกับการสร้างความสมดุลในการด้านความคาดหวังทางการเมือง แต่ผลจากทำงานของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริง”

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขในระยะสั้น ผมมองว่าเศรษฐกิจที่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นตามกระแส “คนละครึ่ง” ถือว่าช่วยประชาชนในตรงจุด ส่วนการต่างประเทศ ควรเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์บนเวทีต่างประเทศในการเรียกความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว  การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการปราบปรามกวาดล้างอาชญากรรม ยาเสพติด และ Call center รวมถึง รถสาธารณะที่มีปัญหาด้านการฉ้อโกงนักท่องเที่ยว

    อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เชื่อว่าการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสในการเจรจาแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้สำเร็จ หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาลอาจมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ก็ยังสามารถเดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ความปลอดภัยให้ประเทศได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย

    สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากสามารถทำให้เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยได้อย่างปลอดภัย โอกาสในการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นทันที เพราะพื้นฐานของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่งและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลตั้งทีมโฆษกเฉพาะกิจด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าการจับกุมผู้กระทำผิด การปราบปรามขบวนการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์

    รวมถึงมาตรการเชิงรุกที่หน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการ โดยแถลงข่าวอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงจังและความโปร่งใส การรายงานอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทย ไม่ใช่การต่อต้านข่าวลบ แต่เป็นการตอบสนองต่อข่าวสารอย่างทันท่วงที หากทำได้จริงจะเป็นผลงานที่จับต้องได้ของรัฐบาล แม้จะอยู่ในวาระเพียงไม่กี่เดือน

    ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขอให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งมีประสบการณ์ในแวดวงท่องเที่ยว หรืออย่างน้อยมีความสามารถในการบริหารจัดการและรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างจริงจัง ภาคเอกชนมีประสบการณ์ตรงกับปัญหาและความต้องการของนักท่องเที่ยว ถ้ารัฐบาลนำข้อเสนอแนะของเราไปปรับใช้อย่างจริงจัง จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจโดยรวมแน่นอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/638398&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cisGgZZHvcw613zRWI05u

  • กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    ไอที

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.34 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กรมวิทย์ฯบริการยุคใหม่ ! พร้อมลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์

    กรมวิทย์ฯบริการ เดินหน้าพัฒนาบุคลากรห้องปฏิบัติการคุณภาพ ร่วมให้ความรู้ในงาน Thailand Lab International 2025  เผยแผนลุยส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์   รับเทรนด์การดูแลสุขภาพและสังคมสูงวัย คาด 3 ปีสามารถให้บริการครอบคลุมเกือบ 10 รายการ หวังลดความเหลื่อมล้ำด้านการควบคุมคุณภาพเครื่องมือแพทย์ในสถานพยาบาลขนาดเล็กในชุมชน และสนับสนุนผู้ประกอบการเครื่องมือแพทย์ไทยยกระดับมาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาต่างประเทศ 

    ดร.จิตตกานต์  อินเที่ยง  ผู้อำนวยการศูนย์ห้องปฏิบัติการอ้างอิงการสอบเทียบ (ศอส.) สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ (สอช.)  กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)   เปิดเผยว่า   หลังจากสถานการณ์โควิด -19  ประชาชนให้ความสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น ทั้งยังต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ ประกอบกับการที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ  ทำให้ตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและมีความหลากหลายของเทคโนโลยี   หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงหันมาให้ความสำคัญกับการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานมากขึ้น

    กรมวิทย์ฯบริการ ซึ่งมีบทบาทในการเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ  ให้บริการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่ประยุกต์ใช้กับทุกอุตสาหกรรม ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือแพทย์   จึงเริ่มพัฒนาห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ขึ้นเมื่อ  2-3 ปีที่ผ่านมา  โดยเริ่มจากการจัดหาเครื่องมือในการสอบเทียบมาตรฐานต่าง ๆ  รวมถึงปรับปรุงสภาพแวดล้อมในห้องปฏิบัติการ 

    “ปัจจุบันห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ของกรมวิทย์ ฯบริการ มีการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ที่ได้รับรอง ISO/IEC 17025  แล้ว คือ เครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อยื่นขอรับรองมาตรฐานอีก 2 รายการภายในปี 2569 คือ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว และเครื่อง Infusion Pump ที่ช่วยปรับปริมาณการหยดของน้ำเกลือ  นอกจากนี้ กรมวิทย์ฯบริการ  ยังมีแผนในการส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ที่ครอบคลุมทั้งเครื่องกระตุกหัวใจ เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกาย  เครื่องให้ออกซิเจน  เครื่องวัดสัญญาณชีพ และเครื่องจี้กระไฟฟ้า ภายใน 3 ปีข้างหน้า”

     ดร.จิตตกานต์   กล่าวอีกว่า  เป้าหมายสำคัญของการส่งเสริมห้องปฏิบัติการสอบเทียบเครื่องมือแพทย์ดังกล่าว  คือ  ลดความเหลื่อมล้ำเรื่องการควบคุมคุณภาพของเครื่องมือแพทย์ ที่ใช้อยู่ในสถานพยาบาลต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่มโรงพยาบาลขนาดเล็กและสถานพยาบาลในชุมชน  ขณะเดียวกันยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศ รวมถึง ผู้ผลิตหรือพัฒนาเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสอบเทียบจากต่างประเทศ  นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย ให้มีการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    สำหรับการร่วมจัดแสดงนิทรรศการและสัมมนาวิชาการในงาน Thailand Lab International 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 3-5 กันยายนที่ผ่านมา  ดร.จิตตกานต์    กล่าวว่า   งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและงานประชุมนานาชาติด้านเครื่องมือวัดที่ใช้ภายในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  โดยมีผู้ประกอบการชั้นนำด้านเทคโนโลยีเครื่องมือวัดในห้องปฏิบัติการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ร่วมแสดงงานกว่า 250 หน่วยงาน   กรมวิทย์ฯ บริการ  ซึ่งร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงาน  ได้มีการนำเสนอทั้งภาคนิทรรศการและการสัมมนาวิชาการ   โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับห้องปฏิบัติการ  โดยเฉพาะเรื่อง “การตรวจสอบระหว่างใช้งานของเครื่องมือวัด” หรือ  “Intermediate check of measuring instruments”  ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจ

     ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว เป็นการตรวจสอบความพร้อมในการใช้งาน เฝ้าระวังความผิดปกติ ลดความเสี่ยง และเพิ่มความมั่นใจว่าเครื่องมือยังคงทำงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้    ซึ่ง  Intermediate check ถือเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาห้องปฏิบัติการคุณภาพตามมาตรฐาน  ISO/IEC 17025    

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/445707&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZNtla77AUfhNXBER4fWWJ

  • การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    การตรวจสอบปลาแมคเคอเรลกระป๋องนำเข้าที่ผลิตในประเทศจีน

    เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขของชิลีได้ทำการตรวจสอบตัวอย่างสินค้าปลาแมคเคอเรล กระป๋องที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่น โดยผลิตและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งชิลีมีการนำเข้าปลากระป๋อง (ปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”)  ที่มีอยู่ในตลาดเป็นจำนวนกว่า 30 ล้านกระป๋อง และจัดจำหน่ายในซูเปอร์มาเก็ต ร้านชำ ห้างค้าส่ง รวมทั้ง มีการจำหน่ายไปยังสถานศึกษาต่าง ๆ โดยจากการตรวจสอบพบข้อมูลเกี่ยวกับการติดฉลากไม่ตรงกับคุณลักษณะของสินค้า เช่น สายพันธุ์ปลาไม่ถูกต้อง หรือมีการผสมสายพันธุ์ เป็นต้น ทั้งนี้ สินค้าที่พบความผิดปกติทั้งหมดเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศจีน จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ Coliseo, Barquito, Novamar, Unimarc และ Acuenta (แบรนด์สินค้าของ Walmart) นอกจากการตรวจสอบดังกล่าว หน่วยงานสาธารณสุขได้ลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้ประกอบการและชาวประมงในอุตสาหกรรมปลากระป๋องด้วย ซึ่งผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นว่าปลากระป๋องจากแบรนด์ที่มีการตรวจสอบมีคุณภาพต่ำ มีการใช้ปลาสายพันธุ์อื่นมาผสมกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล  นอกจากนี้ จากการศึกษาและเก็บตัวอย่างปลากระป๋องจำนวนกว่า 200 ตัวอย่าง ของมหาวิทยาลัย Catholic University ของชิลี พบว่าปลาจากตัวอย่างดังกล่าวมีความแตกต่างด้านสัณฐานวิทยาอย่างชัดเจนกับปลาแจ๊คแมคเคอเรล หรือ “จูเรล”ของชิลี และได้มีการทดสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการ ซึ่งพบข้อมูลยืนยันว่าปลากระป๋องส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ “caballo sardina” หรือซาร์ดีนสเปน chub mackerel หรือมีการผสมสายพันธุ์อื่น ๆ ในกระป๋องเดียวกัน 

    ปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดการโต้เถียงในวงกว้างระหว่างในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการชิลีในอุตสาหกรรมประมง เกี่ยวกับการสร้างความเข้าใจที่ผิดแก่ผู้บริโภค และการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวประมงที่จับปลาแมคเคอเรลในท้องถิ่น โดยสมาคมชาวประมงชิลี (Pescadores Industriales del Biobío) ได้เรียกร้องต่อกระทรวงสาธารณสุขให้มีการสอบสวน กำหนดบทลงโทษ และนำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ถูกต้องออกจากตลาด รวมถึง การเพิ่มเติมเงื่อนไข/กฎระเบียบในการควบคุมผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง ได้แก่ (1) ผลิตภัณฑ์อาหารต้องมีการระบุลักษณะที่แท้จริง ถูกต้องและมีข้อมูลทางโภชนาการ (2) การห้ามนาเข้าอาหารที่ดัดแปลง ปนเปื้อนหรือปลอมแปลง และ (3) การติดฉลากจะต้องปราศจากความคลุมเครือหรือสร้างความเข้าใจที่ผิด ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการดำเนินการตรวจสอบย้อนกลับของการติดฉลาก และการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์อาหารนำเข้าที่เข้มงวดยิ่งขึ้น[1] 

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาค (Regional Health Authority: Seremi de Salud) ได้ยืนยันว่าปลากระป๋องที่มีการผลิตและนำเข้าจากประเทศจีน และวางจำหน่ายในชิลีโดยใช้ชื่อ “ปลาแมคเคอเรล หรือ จูเรล” ไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบุ โดยจากการวิเคราะห์ทางสายพันธุ์ของสถาบันโภชนาการและเทคโลยีอาหาร (Institute of Nutrition and Food Technology: INTA) มหาวิทยาลัยชิลี ได้ข้อสรุปว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นปัญหามีการใช้สายพันธุ์ปลา caballo ไม่ตรงกับปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Trachurus murphyi แต่เป็นปลาแมคเคอเรล สายพันธุ์ Scomber spp. ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับสายพันธุ์ปลาแจ๊คแมคเคอเรลตามที่ตลาดต้องการ ดังนั้น หน่วยงานสาธารณสุขระดับภาคได้ดำเนินการกับสินค้าผลิตภัณฑ์ปลากระป๋อง 5 แบรนด์ ที่พบปัญหา นำออกจากตลาด รวมทั้ง แบรนด์ La Mar ได้มีการขอนำเข้ามาจัดจำหน่ายในชิลี อย่างไรก็ดี สินค้าที่ให้นำออกจากตลาดดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และปลอดภัยต่อการบริโภค[1]

    บทวิเคราะห์ / ความเห็น สคต. ณ กรุงซันติอาโก

              ปลากระป๋อง เป็นผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ที่ได้จากการแปรรูปปลา และปลาที่นิยมบริโภคมี 2 ชนิด คือ ปลาซาร์ดีน และปลาแมคเคอเรล (ปลาทู ปลาซาบะ) ซึ่งประเทศจีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาแมคเคอเรลสูงที่สุดในโลก โดยปลาแมคเคอเรลมีหลากหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์มีราคาถูก (ปลาซาบะ) และมีการบริโภคทั่วไปในครัวเรือน การแข่งขันในตลาดจึงมีทั้งสินค้าที่มีคุณภาพสูงและสินค้าทั่วไป โดยผู้ประกอบการไทยควรตระหนักถึงการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและติดฉลากที่ถูกต้องตรงกับการใช้วัตถุดิบการผลิตจริง รวมทั้งจำเป็นต้องศึกษาและปฏิบัติตามกฎระเบียบการนำเข้าของประเทศปลายทาง ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานอื่น ๆ โดยในส่วนของประเทศชิลีมีการกำหนดเงื่อนไขการติดฉลากที่เข้มงวด ซึ่งภายหลังจากการเกิดเหตุการณ์ปัญหาการใช้วัตถุดิบที่ไม่ตรงตามที่กำหนดในฉลากของสินค้านำเข้าจากประเทศจีน อาจส่งผลกระทบให้ชิลีมีการตรวจสอบสินค้าในกลุ่มเดียวกันที่มาจากประเทศอื่น ๆ รวมทั้งจากไทยด้วย 

              ที่ผ่านมา จีนครองส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋อง (แจ๊คแมคเคอเรล) เป็นอันดับที่ 1 ในชิลี ที่ร้อยละ 98 และไทยเป็นอันดับที่ 2 ซึ่งประปัญหาตามที่ได้กล่าวมา ส่งผลให้ปลากระป๋องจากไทยมีโอกาสเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดชิลีมากขึ้น ทั้งนี้ สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปเป็นสินค้าหลักที่ไทยส่งออกไปยังชิลี และมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากอาหารทะเลกระป๋องและสำเร็จรูป โดยเฉพาะทูน่า ซาร์ดีน แมคเคอเรล เป็นที่นิยมในการบริโภค ซึ่งเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่มีราคาค่อนข้างถูก โดยในปี 2568 (เดือนมกราคม – กรกฎาคม) ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังชิลีคิดเป็นมูลค่า 39.74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.49 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้าอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูปของไทยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร จึงมีโอกาสค่อนข้างสูงที่ไทยจะขยายส่วนแบ่งตลาดชิลีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ปัญหาฯ ปลากระป๋องจากจีน ทำให้ผู้บริโภคชาวชิลีตระหนักถึงความถูกต้องของวัตถุดิบและแหล่งที่มาของสินค้าปลากระป๋อง และเป็นโอกาสของสินค้าปลากระป๋องจากไทยที่จะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดปลากระป๋องในชิลี รวมไปถึงในตลาดอื่นในภูมิภาคลาตินอเมริกา โดยมีปัจจัยสนับสนุนด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อสินค้าไทย การได้รับมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับ และการมีความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ชิลี ที่ช่วยให้สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้

    ________________________________

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงซันติอาโก

    กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/c8tr9nrfrilr6a94a84kpkjk&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HHXwzqeZ2QxYO0osGp7s9

  • ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา เปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 09/09/2025 21:40

    ฉะเชิงเทรา พิธีเปิดงานแรงบันดาลใจแห่งสายน้ำปีที่ 2 และ พิธีลงนามความร่วมมือ การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่เมืองสร้างสรรค์ Soft Power

    5

    515151

    ผู้ว่าฯ ปัตตานีให้กำลังใจผู้ผ่านการบำบัดสิ่งเสพติด

    ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซ้อมแผนเผชิญเหตุรองรับกรณีระบบขนส่งผู้โดยสารอัตโนมัติ หยุดให้บริการแบบบางส่วน

    “นครเกมส์ 2568” เปิดฉากยิ่งใหญ่! นักเรียน-นักศึกษา-ประชาชนร่วมชิงชัยกีฬากรีฑาเมืองคอน

    เยาวชนฟาฎอนีต่อต้านสิ่งเสพติด สร้างภูมิคุ้มกันห่างไกลพืชกระท่อม

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) ระบบนำทางเป่ยโต่วมีสถานีฐานเกือบ 7,000 แห่งทั่วจีน

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) หางโจวจัดแข่งทักษะ ‘ไลฟ์สด’ ขายสินค้าเกษตร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1307808&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16-Yd13DsR2USHUKehi5LS

  • ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    ‘อนุทิน’ สั่งเดินหน้า “แลนด์บริดจ์” เมินอายุรัฐบาล 4 เดือน

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังเดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อประชุมหารือกับสมาชิกพรรคนั้น

    ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้มีการสอบถามนายอนุทินถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)

    'อนุทิน' สั่งเดินหน้า

    นายอนุทิน กล่าวว่า โครงการดังกล่าวยังคงผลักดันต่อถึงแม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีอายุเพียง 4 เดือน

    ที่ผ่านมาสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้ทำการจัดสัมมนาสรุปผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ทั้งหมด 3 ครั้ง โดยมีการจัดไปแล้ว 2 ครั้งที่จังหวัดระนองเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 และที่จังหวัดชุมพรเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568

    ทั้งนี้ตามแผนหลังจากสรุปผลการศึกษาในครั้งนี้จะใช้เวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในปีนี้ ในระหว่างที่ร่างพ.ร.บ.SEC ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาฯ

    นอกจากนี้สนข.อยู่ระหว่างเตรียมเอกสารเพื่อประกาศประกวดราคา (ทีโออาร์) ใช้เวลาดำเนินการ 5-6 เดือน คาดว่าจะเริ่มเปิดประมูลให้เอกชนร่วมลงทุนและเริ่มก่อสร้างภายในปี 69 คาดว่าจะเปิดให้บริการเฟสแรกได้ภายในปี 73

    ส่วนการปรับลดมูลค่าการลงทุนของโครงการจากเดิมที่มีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทเหลือ 9.97 แสนล้านบาทนั้น เพื่อสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้บริษัทที่ปรึกษามีการปรับระยะเวลาการก่อสร้างในการลงทุนใหม่ เหลือเพียง 3 ระยะ

    ขณะเดียวกันจากการศึกษาในครั้งนี้ยังใกล้เคียงกับบริษัทที่ปรึษาต่างชาติ ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของโลกที่ได้รับการยอมรับ

    อย่างไรก็ดีด้านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะใช้รูปแบบ PPP Net Cost สัญญาสัมปทาน 50 ปีโดยการเปิดประมูลจะให้เอกชนรายเดียวเป็นผู้รับสัมปทานในการก่อสร้าง และบริหารงานพร้อมกันทั้งโครงการในสัญญาเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/638384&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2m8OQdv0qvc7tIzXkAXI9w

  • ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    เศรษฐกิจ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจไม่เดินหน้า ขาดการลงทุนเม็ดเงินใหม่ที่เข้าสู่ระบบทำให้เศรษฐกิจไม่เติบโตเท่าที่ควร

    • ประเทศไทยเผชิญกับดักรายได้ปานกลางจากการขาดเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ โดยภาคส่งออกและท่องเที่ยวเผชิญความท้าทาย นอกจากนี้ยังมีกับดักเชิงโครงสร้างที่พึ่งพาแรงงานมากกว่านวัตกรรม และปัญหาเชิงสังคมรุมเร้า
    • “ปิยะชาติ” เสนอแนวคิดยุทธศาสตร์ที่เป็นทางออก โดยต้องเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก และใช้ประโยชน์จาก 7 โอกาสที่ไทยมีศักยภาพ เช่น เกษตรมูลค่าสูง, การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ, การเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และการเงินเพื่อความยั่งยืน
    • การก้าวข้ามกับดักต้องอาศัยการปรับวิธีคิดเพื่อตั้งเป้าหมายร่วมกันของคนในชาติในการแข่งขันบนเวทีโลก โดยมีภาวะผู้นำที่แข็งแกร่ง
    • ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปโครงสร้าง และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

    ประเทศไทยยังก้าวไม่พ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากเรื่องของเศรษฐกิจที่มีปัญหาเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังมาจากจุดอ่อนที่ต้องแก้ไขในหลายเรื่อง โดยเฉพาะโมเดลการสร้างรายได้เพื่อดึงเม็ดเงินใหม่เข้าประเทศ ที่ต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และสร้างโอกาสเพื่อให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศมาอย่างยาวนาน

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แบรนดิ แอนด์ คอมพานีส์ จำกัด (BRANDi) ดีกรีนักธุรกิจไทยหนึ่งเดียวของไทยที่ได้รับเชิญเข้าร่วมสภาที่ปรึกษาอนาคตของ World Economic Forum ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” หัวข้อ “Out of the Trap” พาประเทศไทยพ้นกับดัก

    สำหรับภาพปัญหาที่เป็นกับดักฉุดรั้งประเทศไทย คือ ไทยเผชิญบททดสอบที่ซับซ้อนจากปัจจัยภายในและแรงกดดันภายนอก และยังซ้ำเติมจากปัญหาเชิงโครงสร้างสังคมที่กำลังเผชิญปัญหาคนเกิดน้อย คุณภาพแรงงานชั้นกลางลดลง และสังคมสูงวัยที่คนมีอายุยืนขึ้น ซึ่งกระทบค่าใช้จ่ายทั้งหมด

    นอกจากนี้ยังประสบปัญหาหนี้สินภาครัฐ ครัวเรือนและหนี้ภาพรวม ทำให้ต้นทุนดำรงชีวิตสูงขึ้น ตลาดแรงงานเองมีปัญหาทักษะไม่ตรงความต้องการ (skill mismatch) รวมถึงความสามารถการศึกษาค่อนข้างตกต่ำ ความไม่โปร่งใสและการขาดความไว้วางใจที่รัฐบาลมักกังวลความโปร่งใสทำให้ไม่เห็นปัญหาจริง และทำให้การทำงานร่วมกันถูกมองเป็นการฮั้วมากกว่าการสนับสนุนประเทศ

    ส่วนกับดักใหญ่ที่ฉุดรั้งให้ไทยไม่เติบโตเต็มศักยภาพ ได้แก่ กับดักรายได้ปานกลางที่ปัญหาใหญ่มาจาก “ไม่มีเงินใหม่” เข้าระบบเศรษฐกิจมากพอ หากดูโครงสร้าง GDP พบการบริโภค การลงทุนเอกชนและการใช้จ่ายภาครัฐเป็นเพียงการหมุนเวียนของเงินก้อนเดิม

    แต่สิ่งที่จะทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นจริงมาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 เครื่องยนต์หลัก กำลังเผชิญความเหนื่อยล้า การส่งออกถูกกดดันจากสงครามการค้าและกำแพงภาษีที่ไม่แน่นอน 

    ขณะที่การท่องเที่ยวยังพึ่งปริมาณนักเดินทางที่เข้ามามากกว่าคุณภาพ ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวไม่สูงพอจะเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผลลัพธ์ คือ ประเทศเหมือนบริษัทที่มีรายได้แต่ไม่สร้างกำไรเพื่อนำไปลงทุนต่อยอดที่มากขึ้นได้แท้จริง

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    “เวลาที่เจอปัญหาซับซ้อนควรกลับมามองว่าอยากทําอะไร ถ้าโจทย์อยากเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หลุดกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ต้องดูว่าต้องมี GDP เท่าไหร่ ประเทศต้องมองว่าจะทำอะไรที่มีกําไร ถ้าไม่มีกําไรจะลงทุนต่อยาก รายได้ประชาชนที่หมุนเวียนจะลดลง”

    ประการที่ 2 กับดักเชิงโครงสร้างที่ปัจจุบันมีโครงสร้างเหมือนประเทศกำลังพัฒนาทั่วไปพึ่งพิงแรงงานและเงินทุนเป็นหลัก โดยขาดการพัฒนาความสามารถยกระดับการผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity) ที่จะสร้างการเติบโตยั่งยืน ต่างจากประเทศพัฒนาแล้วที่สร้างนวัตกรรม ประสิทธิภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่ม

    ทั้งนี้ ประเทศพัฒนาแล้วมีความสามารถด้านผลิตภาพรวม โดยส่วนใหญ่ 60% คือ การเพิ่มมูลค่าสินค้าและการลงทุนนวัตกรรม มีระบบสถาบันที่ดีมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่ยกระดับเพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ทั่วถึง

    จากสถานการณ์ภายนอกขณะนี้โลกอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี โดยสหรัฐใช้นโยบาย “America First” พร้อมใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือดึงรายได้ ขณะที่จีนพยายามเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจใหม่ด้วยการผลักดัน “Globalization” ที่ตนเองเป็นศูนย์กลาง

    นอกจากนี้โลกสร้างกติกาใหม่ไม่ใช่แค่การค้าแต่ครอบคลุมสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชนและเทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือมาตรการ “CBAM” กลไกการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) ประเทศที่ปรับตัวไม่ทันจะถูกทิ้ง

    ดังนั้นทางออกประเทศต้องเริ่มปรับวิธีคิดมองตำแหน่งบนเวทีโลกว่าอยู่ตรงไหนแล้วจะแข่งอย่างไร เพราะการตั้งเป้าแข่งขันในเวทีโลกจะทําให้คนในประเทศมีวาระร่วม (common agenda) ไม่อย่างนั้นจะมีแต่ปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

    “เหมือนทีมฟุตบอลที่เก่งในบ้านตัวเอง แต่เมื่อก้าวไปพรีเมียร์ลีกจะรู้มาตรฐานจริง การเปรียบเทียบเช่นนี้จะทำให้รู้ว่าต้องพัฒนาจุดใด ที่สำคัญคือการสร้างเป้าหมายร่วมให้คนในชาติเห็นตรงกัน เมื่อมีศัตรูหรือคู่แข่งร่วม ความขัดแย้งภายในจะลดลง”ปิยะชาติ ระบุ

    ปิยะชาติ อิศรภักดี ถอดรหัสเศรษฐกิจไทย ก้าวข้าม ‘กับดัก’ สู่อนาคต

    ส่วนประเด็นสำคัญถัดมาต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัด โดยเสนอแนวคิด “777” ประกอบด้วยทำความเข้าใจ 7 การเปลี่ยนผ่านของโลก (7 Transitions) ได้แก่

    1.การเปลี่ยนผ่านทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics Transition) ที่โลกกำลังเปลี่ยนระเบียบอำนาจ ประเทศไทยต้องหาจุดแข็งของเราในโลกที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในเรื่องนี้

    2.การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ (Economic Transition) ที่วิธีคิดกำลังเปลี่ยนจากประสิทธิภาพสูงสุดมาสู่ความมั่นคงของซัพพลายเชนการผลิต โดยไทยต้องคิดสร้างซัพพลายเชนที่ทำได้ตั้งแต่ต้นน้ำยันจบในประเทศ

    3.การเปลี่ยนผ่านทางสังคม (Societal Transition) ต้องหาวิธีจัดการปัญหาสังคมสูงวัย คนเกิดน้อย หนี้สินครัวเรือน และการรีสกิล อัพสกิล ของแรงงานรองรับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง

    4.การเปลี่ยนผ่านทางสภาพแวดล้อม (Environmental Transition) โดยปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นกฎหมายและข้อบังคับที่ต้องสร้างกลไกตลาดสำหรับ Green Product และ Service ให้เกิดขึ้น

    5.การเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technological Transition) การก้าวเข้ามาของเทคโนโลยี เช่นการที่ต้องใช้ AI โดยในส่วนนี้ยังคงต้องเน้นในเรื่องของการที่ AI เข้ามาช่วยเสริมสร้างคุณค่าของมนุษย์ (Empower human values) ไม่ใช่ทดแทน

    6.การเปลี่ยนผ่านในเรื่องของทุนมนุษย์ (Human Capital Transition) ซึ่งสิ่งสำคัญคือการต้องยกระดับการศึกษาของต้องพัฒนาคนให้มองได้กว้างและลึก และมีความสามารถทำงานร่วมกับ AI และมนุษย์

    และ 7.การเปลี่ยนผ่านเรื่องระเบียบโลก (World Order Transition) โลกเข้าสถานการณ์ที่ไม่มีหน่วยงานใดทำงานโดยอิสระได้อีกต้องเน้นการทำงานแบบ Public Private People Partnership (PPPP) และส่งเสริมความร่วมมือภายในประเทศ

    สำหรับโอกาสการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยใช้ 7 โอกาสที่เป็นเครื่องยนต์ที่ไทยมีจุดเด่นได้แก่

    1.เกษตรกรรม บวกด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture Plus Technology) โดยเน้นไปที่การสร้างสินค้าและบริการที่มีมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกสินค้าไม่ใช่เน้นขายถูก

    2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition): ใช้ต้นทุนที่เรามี เช่น แสงแดด สายลม น้ำ และ Bio-mass เพื่อผลิตพลังงานสะอาด สร้างความได้เปรียบในการลงทุนจากต่างประเทศ

    3.สุขภาพและการดูแล (Health and Wellness): พัฒนาเป็น Premium Sector โดยเฉพาะ โดยดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามา เช่น การเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นรีสอร์ทสำหรับฟื้นตัวของผู้ป่วยที่ต้องการใช้จ่ายสูง

    4.การท่องเที่ยว (Tourism): เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณมาสู่การเน้นคุณภาพ (spending per head สูง) และส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบ Long Stay

    5.ศูนย์กลางโลจิสติกส์ (Logistic Hub): ใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเราที่เป็นจุดเชื่อมโยงที่ดี เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และการค้าดิจิทัล

    6.อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Sector): ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้ลงไปอยู่ในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ (unique selling point)

    7.การเป็นศูนย์กลางการเงินในลักษณะที่เป็น Transition Finance Hub โดยพัฒนากรุงเทพฯ เป็นฮับ Green Finance, Inclusive Finance, Sustainable Finance และ Blended Finance เป็นสถานที่นักลงทุนมาพูดคุยยกระดับตลาดให้มีความสนใจเรื่องผู้คนและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น

    ปิยะชาติ กล่าวว่า การที่ทำให้ไทยหลุดพ้นจากกับดัก โดยเฉพาะกับดักเศรษฐกิจระยะสั้น หรือ Quick Wins ต้องเร่งสร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น โดยการทำงานกับเวทีโลกอย่างแข็งขันและนำเสนอสิ่งที่มีสินค้าไปขายในตลาดที่มีกำลังซื้อ เช่น ตลาดตะวันออกกลาง 

    ขณะที่นโยบายระยะยาวควรเน้นปรับโครงสร้างระบบเงินทุน ปรับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมให้ตอบโจทย์เวทีโลก เปลี่ยนหน่วยงานกำกับให้มีบทบาทส่งเสริมด้วย (Duo Mandate) ปฏิรูประบบภาษี และจัดการเศรษฐกิจนอกระบบ (Informal Economy) ที่มีขนาดใหญ่ และลดความซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพของหน่วยราชการเพื่อให้ประเทศแข่งขันได้

    ส่วนการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของไทยนั้น ปิยะชาติ กล่าวว่า ระบบทุนนิยมนั้นภาคเอกชนเป็นพระเอก เพราะคล่องตัวและความสามารถการแข่งขันสูง แต่เอกชนเดินคนเดียวไม่ได้ รัฐบาลต้องแสดงภาวะผู้นำเข้มแข็งกล้าสื่อสารประชาชนในสิ่งที่ทำ 

    รวมทั้งที่สำคัญการมีบทบาทในเวทีโลกเป็นวิธีแก้ปัญหาในประเทศ และกล้าตัดสินใจเรื่องที่อาจไม่ถูกใจ เช่น การนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบเพื่อเพิ่มรายได้ภาษีที่ใช้ความกล้าหาญทางการเมือง

    “ไทยมีศักยภาพสูงมาก เปรียบเสมือนห้องครัวที่มีวัตถุดิบชั้นเลิศครบ แต่ขาดหัวหน้าเชฟที่จัดการและดึงศักยภาพได้เต็มที่ สิ่งที่ต้องการ คือ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ กล้าสื่อสารเป้าหมายร่วมกับสังคม และสร้างกลไกความร่วมมือที่โปร่งใสเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินทิศทางเดียวกัน หากทำได้จะคว้าโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลกและก้าวข้ามกับดักเศรษฐกิจที่เผชิญ”นายปิยะชาติ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197924&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nU_HhX8z6Q8tnP5a6YES8

  • ‘ปลาหมอคางดำ’ ระบาดแหล่งท่องเที่ยวชะอำ ประมงจังหวัดลงแขกกำจัดได้ 300 กก. | เดลินิวส์

    ‘ปลาหมอคางดำ’ ระบาดแหล่งท่องเที่ยวชะอำ ประมงจังหวัดลงแขกกำจัดได้ 300 กก. | เดลินิวส์

    จากกกรณีพบปลาหมอคางดำ เอเลี่ยนสปีชีส์ กลับมาระบาดหนัก ในคลองชุมชนปากคลองหลังวัดเนรัญชาราม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ปลาหลายหมื่นตัวลอยหายใจเต็มคลอง แต่ติดสันทรายปิดปากคลอง ยังว่ายออกทะเลไม่ได้ เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา

    ล่าสุดวันนี้ 9 ก.ย. นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี นายแก้ว คงวงศ์ นายอำเภอชะอำ นายทวีป ปิ่นเนียม รองนายกเทศมนตรีเมืองชะอำ นายธีรพงศ์ บ้านกล้วย รองผู้อำนวยการด้าน SHE&En และ CSR ธุรกิจสัตว์น้ำ ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ประมงอำเภอชะอำ เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี หน่วยงานสังกัดกรมประมง เทศบาลเมืองชะอำ เรือนจำกลางเพชรบุรี สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดเพชรบุรี เรือนจำกลางเขากลิ้ง ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมกันจัดกิจกรรมลงแขกลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ ภายในคลองชุมชนปากคลอง หลังวัดเนรัญชาราม อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พร้อมมอบพัน์ปลาให้แก่ชุมชน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาหมองคางดำว่ายออกทะเลและกำจัดให้หมดไปจากคลองธรรมชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวชายหาดชะอำ เบื้องต้นวันนี้สามารถจับปลาหมอคางดำได้ประมาณ 300กิโล ส่วนวันพรุ้งนี้จะลงประเมิณสถานการณ์อีกครั้งต่อไป

    นายธีรพงศ์ บ้านกล้วย เสื้อเหลือง รองผู้อำนวยการด้าน SHE&En และ CSRธุรกิจสัตว์น้ำ ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ทุกครั้งได้ร่วมกับกรมประมงในการกำจัดปลาหมองคางดำให้ออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยทำมาแล้ว 17จังหวัดที่พบการระบาด โดยการสนับสนุน อาหาร น้ำดื่ม อุปกรณ์ในการจับปลา การมอบพันธ์ปลานักล่า และปลากะพงขาว จำนวน2แสนในปีที่แล้ว ปีนี้จะมอบอีก4แสนตัว และกองทุนปลากะพงที่มอบให้เกษตรกร ไปปล่อยในแหล่งน้ำของเกษตรกร ส่วนหนึ่งเอาไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ การนำปลาหมอคางดำที่จับได้ไปใช้ประโยชน์ ในโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำไปทำปลาป่น น้ำปลา ปัจจุบันทำไปแล้ว 5จังหวัด เป็นมาตรการที่ช่วยกรมประมงกำจัดปลาหมอคางดำ

    นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า การจับปลาหมองคางดำวันนี้เป็นครั้งที่3ของคลองเนรัญชาราม การแพร่ระบาดในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทางประมงได้ดำเนินการไปแล้ว46ครั้ง ได้ปลามา567ตัน ในเวลากว่า1ปีที่ผ่านมา ภายใต้กลยุทธ เจอ แจ้ง จับ จบ ร่วมกับประชาชนในพื้นที่ วันนี้ภายในคลองวัดเนรัญชรารามประเมินสถานการณ์แล้วมีปลาหมองคางดำเกิน90เปอร์เซนจำเป็นที่ต้องกำจัดโดยเด็ดขาด คลองนี้ดำเนินการจับมาแล้ว2ครั้ง ได้ปลามา2,600กิโล แต่ผ่านมา3สัปดาห์เกิดปลาขึ้นมาอีกจำนวนมากขนาดตัวเท่าๆกัน

    เบื้องต้นสันนิฐานว่าเมื่อปลาหมอคางดำรู้สึกว่าตัวเองไม่ปลอดภัย จะดำเนินการพ่นไข่หรือลูกปลาที่อยู่ในปากออกมาทันที่ เพื่อให้ลูกและไข่ปลอดภัย จนเกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยใช้กระแสไฟฟ้าแรงต่ำนั้น ในข้อมูลทางวิชาการเท่าที่ตนศึกษาก็พบว่ามีแบบอย่าง ซึ่งในปัจจุบันเราก็ใช้กาชากำจัด ซึ่งถือเป็นยาเบื่อเมาชนิดหนึ่ง มาตราการการใช้ไฟฟ้าถ้าสื่อสารพูดคุยกันตนว่าอาจมีแนวโน้มที่เป็นไปได้ และสามารถกำหนดจุดที่จะใช้กระแสไฟฟ้าได้เฉพาะจุด แต่ยังคงต้องหารือในกรมประมงอีกครั้งซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในการพัฒนาไปถึงจุดนั้น และยังสามารถจัดการได้เป็นจุดๆไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5099053/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11A4R6kxkWxFdNc3dxueCJ

  • ธุรกิจโรงแรมปี’68 ผลักดันกลยุทธ์ราคา-บริการ-สิ่งแวดล้อม เสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในไทย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    ธุรกิจโรงแรมปี’68 ผลักดันกลยุทธ์ราคา-บริการ-สิ่งแวดล้อม เสริมสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวในไทย | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    ธุรกิจโรงแรมในปี 2025 ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ธุรกิจโรงแรมต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากประเด็นด้านความปลอดภัย ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง -6.35% YoY มาอยู่ที่ 19.3 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนลดลงสูงสุดกว่า -35% YoY มาอยู่ที่ 2.69 ล้านคนแต่ยังเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดตามด้วยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ ส่งผลให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนให้กลับคืนมาควบคู่ไปกับการเจาะตลาดศักยภาพที่เติบโตสูงอย่างยุโรปและตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัว

    ท่ามกลางภาวะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยลดลง ทำให้โรงแรมที่ปรับใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยงขยายฐานนักท่องเที่ยวให้มีความหลากหลาย ผลักดันให้หลายโรงแรมต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุกมากขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จึงส่งผลให้การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในปีนี้เข้มข้นยิ่งขึ้น

    1. การแข่งขันด้านราคา ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเปรียบเทียบราคาที่พักบนแพลตฟอร์ม OTA ได้อย่างสะดวก จึงทำให้ธุรกิจโรงแรมต้องปรับกลยุทธ์ด้านราคาอย่างทันท่วงทีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการเพิ่มความคุ้มค่าผ่านโปรโมชันพิเศษ เช่น เครดิตร้านอาหาร หรือการอัปเกรดห้องพัก

    2. การแข่งขันด้านบริการและการนำเสนอประสบการณ์ เพื่อดึงดูดความสนใจนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และบริการที่ใส่ใจรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ยกระดับการบริการ, การจัดกิจกรรมสร้างประสบการณ์ และการพัฒนาคอนเซปต์โรงแรมในรูปแบบเฉพาะอย่าง Wellness resort หรือ Eco-hotel

    3. การแข่งขันในระดับภูมิภาค โดยที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่เร่งพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน เชนโรงแรมระดับโลกยังขยายการลงทุนในเมืองท่องเที่ยวของอาเซียนอย่างต่อเนื่องทำให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกในการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น

    ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมที่รายได้หลักมาจากการให้บริการด้านที่พัก ได้แก่ ASIA, BEYOND, CENTEL, DUSIT, ERW, GRAND, LRH, MANRIN, MINT, OHTL, ROH, SHANG, SHR, VRANDA และกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวที่รายได้หลักมาจากธุรกิจอื่นนอกจากห้องพักโรงแรม ได้แก่ SPA ซึ่งรายได้หลักมาจากธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพและเวลเนส รวมถึง CSR ที่รายได้หลักมาจากธุรกิจสนามกอล์ฟ

    แนวโน้มการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวในไทยปี 2025 นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากปี 2024 ราว -7%YoY มาอยู่ที่ 32.9 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนเป็นหลัก ในช่วง 7 เดือนแรกของปี ธุรกิจโรงแรมของไทยต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันที่ส่งผลต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างต่อเนื่องทั้งจาก 1. ประเด็นด้านความปลอดภัย จากกระแสข่าวเชิงลบกรณีหวังซิงที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงทันทีหลังเทศกาลวันหยุดช่วงตรุษจีน และเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมที่สั่นสะเทือนมาถึงพื้นที่กรุงเทพฯ ส่งผลให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเกิดความกังวลในความปลอดภัยของโรงแรมที่เป็นตึกสูง 2. ภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากการประกาศมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในหลายประเทศจึงทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเริ่มชะลอการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวลง 3. ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นจนทำให้ประเทศใกล้เคียงที่มีความเสี่ยงประกาศปิดน่านฟ้าชั่วคราวและสายการบินหลายสายต้องเปลี่ยนเส้นทางบินหรือหยุดให้บริการในบางเส้นทาง และปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ส่งผลให้รัฐบาลประกาศปิดด่านข้ามแดนชั่วคราวซึ่งทำให้เกิดข้อจำกัดในการเดินทางระหว่าง 2 ประเทศ ด้วยปัจจัยกดดันเหล่านี้จึงส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยตั้งแต่มกราคม-กรกฎาคม 2025 ลดลงราว -6.35%YoY มาอยู่ที่ 19.3 ล้านคน โดยนักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่ลดลงสูงสุดกว่า -35%YoY มาอยู่ที่ 2.69 ล้านคนแต่ยังเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไทยสูงสุดตามด้วยนักท่องเที่ยวมาเลเซีย (2.66 ล้านคน), อินเดีย (1.37 ล้านคน), รัสเซีย (1.12 ล้านคน) และเกาหลีใต้ (0.90 ล้านคน)

    ภาคการท่องเที่ยวไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ภาครัฐจึงเร่งทยอยออกมาตรการมากระตุ้นนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงที่เหลือของปี ทั้งมาตรการที่จะเรียกความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนให้กลับคืนมาอย่างเช่น โครงการ “สวัสดี หนีห่าว” ที่เชิญอินฟลูเอนเซอร์ชาวจีนเข้ามาท่องเที่ยวในไทยและแชร์ประสบการณ์ที่ดีในสื่อโซเชียลมีเดีย การสนับสนุนเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองรองของจีนเพื่อกระตุ้นนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มกรุ๊ปทัวร์ การทำโปรโมชันร่วมกับแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว (Online Travel Agents : OTA) และการเชิญตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวของจีนเข้ามาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆในไทย ควบคู่ไปกับการเจาะตลาดศักยภาพที่เติบโตสูงอย่างนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลางที่เดินทางมาท่องเที่ยวในไทยมากขึ้นต่อเนื่องผ่านการออก Roadshow รวมถึงการเจรจากับสายการบินต่างชาติในการเปิดเที่ยวบินเพิ่มเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยยังเติบโตที่ 2.5% YoY มาอยู่ที่ 277.1 ล้านคน ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยยังเติบโตได้ดีต่อเนื่องจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนไทยที่เพิ่มขึ้น 2.3%YoY มาอยู่ที่ 139.38 ล้านคน และมีแนวโน้มเติบโตขึ้นอีกในช่วงที่เหลือของปีจากมาตรการภาครัฐที่ออกมากระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศอย่าง “โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งภาครัฐจะสนับสนุนค่าที่พักสูงสุด 50% หรือไม่เกิน 3,000 บาทต่อห้องต่อคืน และ E-coupon 500 บาทต่อสิทธิสำหรับเป็นส่วนลดค่าอาหารและกิจกรรมท่องเที่ยว จำนวนทั้งหมด 500,000 สิทธิ โดยสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม – 31 ตุลาคม 2025 อย่างไรก็ดี ความเปราะบางของภาวะเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวมีแนวโน้มส่งผลให้คนไทยระมัดระวังการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวมากขึ้น ขณะที่กลุ่มคนไทยที่ยังมีกำลังซื้อที่สูงก็มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากมาตรการฟรีวีซ่าและแพ็กเกจเที่ยวต่างประเทศราคาประหยัดที่ออกมาดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่อง

    ธุรกิจโรงแรมยังได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวไทยที่เติบโตส่งผลให้อัตราเข้าพักเฉลี่ยทั่วประเทศ

    มีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2024 ที่ 72% ขณะที่ราคาห้องพักเฉลี่ยมีแนวโน้มลดลง -5%YoY มาอยู่ที่ราว 1,790 บาทต่อห้อง โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี ด้วยภาวะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมต้องหันมาพึ่งพิงรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยที่ยังเติบโตมากขึ้นผ่านการใช้กลยุทธ์ด้านราคาสะท้อนได้จากราคาห้องพักเฉลี่ยทั่วประเทศที่ลดลง -5%YoY จาก 1,920 บาทต่อห้องเป็น 1,826 บาทต่อห้อง ซึ่งการใช้กลยุทธ์ด้านราคานอกจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้นแล้ว ยังส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมในภาพรวมทั่วประเทศสามารถรักษาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2024 ที่ 72% ได้ โดยในช่วงที่เหลือของปี โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่งที่เริ่มใช้สิทธิแล้วในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจะเข้ามาช่วยกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นทดแทนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ทยอยฟื้นตัว ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยและราคาห้องพักเฉลี่ยไม่หดตัวมากโดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (กรกฎาคม-กันยายน) และจะฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซันของการท่องเที่ยวไทยจากการเข้ามามากขึ้นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    นอกจากนี้ กระแสความยั่งยืนเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อแนวทางการดำเนินธุรกิจของโรงแรมในปัจจุบัน จากเทรนด์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ใส่ใจด้านความยั่งยืนมากขึ้นและกลายเป็นการเดินทางกระแสหลักของนักท่องเที่ยวทั่วโลก สะท้อนจากรายงานการเดินทางอย่างยั่งยืนประจำปี 2025 ของ Booking.com สำรวจนักท่องเที่ยวกว่า 32,000 คนจาก 32 ประเทศ พบว่า นักท่องเที่ยวราว 53% หันมาใส่ใจด้านความยั่งยืนทั้งในเรื่องผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ในขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรมชั้นนำของโลกก็เห็นความสำคัญของความยั่งยืนมากขึ้นเริ่มจากการออกมาตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของธุรกิจโรงแรมราว 40% เกิดจากการใช้ไฟฟ้าเป็นหลัก ซึ่งธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต่างนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้นเพื่อลดการใช้ไฟฟ้า นอกจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ Suppliers ได้กำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาวและวางแนวทางไปสู่เป้าหมายร่วมกัน เช่น การปรับระบบการขนส่งสินค้า การพัฒนาสินค้า การบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น

    ทั้งนี้หน่วยงานภาครัฐของไทยที่ให้ความสำคัญกับกระแสความยั่งยืนในธุรกิจโรงแรมผ่านการออกแคมเปญส่งเสริมให้ธุรกิจโรงแรมไทยใส่ใจด้านความยั่งยืนมากขึ้น เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่ตั้งเป้าหมายผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวยั่งยืนในระดับภูมิภาค รวมถึงกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมและผลักดันให้ธุรกิจโรงแรมไทยก้าวสู่ความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลผ่านโครงการ “Green Hotel Plus” ซึ่งมีหลักเกณฑ์ประเมินที่อ้างอิงตามแนวทางของการท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (Global Sustainable Tourism Council : GSTC) ตอบโจทย์เทรนด์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ยังส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับธุรกิจโรงแรมไทยได้ในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/851612/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1750GoyaVjsejPQWyLXvNE

  • ปีนี้ ‘โลตัส’ เอาจริงสั่งลุยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว

    ปีนี้ ‘โลตัส’ เอาจริงสั่งลุยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว

    ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนมา ถ้าเป็น ‘นักท่องเที่ยวเอเชีย’ จะต้องจบทริปด้วยการซื้อของฝากใน ‘ไฮเปอร์มาเก็ต’ ยอดนิยมที่มีอยู่สองเจ้าใหญ่ๆ และในปีนี้เจ้าสีเขียวมิ้นอย่าง โลตัส (lotus’s) ก็ประกาศเอาจริง สั่งลุยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเป็นทางการแล้ว

    ‘วรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Transformation ของ ‘โลตัส’ บอกว่า ตอนนี้โลตัสมีสาขาที่เน้นนักท่องเที่ยวหรือเรียกว่า สาขา tourist อยู่ 19 สาขาทั่วประเทศ โดยสาขาเหล่านั้นจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 20-30% ของลูกค้าทั้งหมด

    สาขาเน้นนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ​ และหัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หัวหิน หรือพัทยา ถ้าพูดถึงสาขาที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางคือ สาขาพระราม 1 (บรรทัดทอง) ที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 25-30% และสาขาสุขุมวิท 50 เป็นต้น

    ลูกค้าต่างชาติของโลตัสจะประกอบด้วยลูกค้าเอเชียหลากหลายสัญชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีน มาเลเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเวีย หรือแม้แต่เกาหลีใต้ที่ค่อยๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยลูกค้าจีนยังคงเป็นลูกค้าหลักของโลตัสอยู่ แต่ก็มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียเพิ่มขึ้นในสาขาภาคใต้

    สินค้าที่ลูกค้าต่างชาตินิยมซื้อในโลตัสก็ครอบคลุมหลากหลายประเภท ตั้งแต่ของกิน ของใช้ ยาดมสมุนไพร ไปจนถึงกางเกงช้าง ในส่วนของโลตัส มอลล์ ก็จะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มบางแบรนด์ที่ขายดีมากด้วย อย่างเช่นชาตรามือเป็นต้น โดยนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มก็จะมีสินค้ายอดนิยมต่างกัน

    อย่างเช่นสินค้ากลุ่มขนมจะเป็นสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยวทุกสัญชาติ ขณะที่นักท่องเที่ยวจีนจะสนใจสินค้ากลุ่มสมุนไพรมากเป็นพิเศษ ส่วนนักท่องเที่ยวอินเดียจะนิยมซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ากลับบ้าน รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่อย่างตู้เย็นหรือแอร์ด้วย

    ผู้บริหารของโลตัสเล่าว่า ตั้งแต่ต้นปีทางโลตัสก็ได้ลุยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างจริงจัง ตั้งแต่การเพิ่มจำนวนสาขาที่เน้นนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 10 ไปเป็น 19 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะมีโซนสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยวอยู่หน้าร้าน

    ต่อด้วยการเปิดตัว WeChat mini program ให้ลูกค้าจากประเทศจีนสามารถเข้าถึงโลตัสได้ง่ายขึ้น แถมยังเปิดบริการจัดส่งสินค้าถึงโรงแรมที่พักและถึงประเทศปลายทางได้เลย ทำให้ลูกค้าไม่ต้องขนสินค้ากลับด้วยตัวเองเหมือนเมื่อก่อน

    นอกจากนั้น ยังได้เปิดตัว Lotus’s Tourist Card ให้ลูกค้าต่างชาติของโลตัสสามารถนำพาสปอร์ตไปรับบัตรฟรีได้เลย แลกรับส่วนลด 100 บาทไปใช้ซื้อสินค้าในโลตัส และสามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษจากร้านค้าต่างๆ ในหมวดร้านอาหาร โรงพยาบาล ทัวร์ และบริการต่างๆ ด้วย

    หนึ่งในนั้นคือการดึงเอาศิลปินวง NexT1DE จากรายการ CHUANG ASIA SEASON 2 ที่มีส่วนผสมของสมาชิกชาวไทยและจีนมาเป็น Friend of โลตัส เพราะเป็นศิลปินที่มีแฟนคลับหลากหลายสัญชาติ ตั้งแต่จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งตรงกับลูกค้าที่โลตัสอยากได้พอดี

    แผนต่อไปของโลตัสจะเน้นขยายสาขาเล็กรูปแบบ lotus’s go fresh ในแหล่งท่องเที่ยวใกล้โรงแรมมากขึ้น เพื่อเข้าถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น หลังจากค่าใช้จ่ายต่อคนต่อบิลของนักท่องเที่ยวต่างชาติในโลตัสเพิ่มขึ้นจากการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงขยายช่องทางออมนิแชนแนลเพิ่มขึ้น

    เมื่อสอบถามว่าอะไรเป็นเหตุผลให้ปีนี้โลตัสตัดสินใจมาลุยตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งในตลาดนี้ของคู่แข่งอย่างบิ๊กซีหรือไม่ ทาง ’วรวรรณ’ ตอบว่า โลตัสมองเห็นโอกาสจากตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่โลตัสยังไม่ได้ไปทำตลาดจริงๆ จังๆ และเห็นว่าสามารถขยายเพิ่มได้ ทำให้ปีนี้หันมาเน้นตลาดต่างชาติมากขึ้นด้วย

    ส่วนประเด็นนักท่องเที่ยวจีนลดลง ‘วรวรรณ’ ตอบว่า แม้นักท่องเที่ยวจีนจะลดลง แต่โลตัสได้ปรับตัวก่อนหน้าไปแล้ว เจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคละหลายสัญชาติ แต่อย่างไรนักท่องเที่ยวจีนก็ยังมีสัดส่วนมากที่สุดอยู่ แต่ก่อนหน้านี้นักท่องเที่ยวจีนนิยมมาเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์กลุ่มใหญ่ๆ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเดินทางด้วยตัวเองมากขึ้น นิยมเสิร์ชหาบนโลกออนไลน์ก่อนเดินทาง ทำให้โลตัสขยายไปเปิดบน WeChat mini program นั่นเอง

    สำหรับครึ่งปีหลัง มองว่ายังท้าทายเช่นเดียวกับช่วงครึ่งปีแรก แต่โลตัสก็คาดว่าช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่คนไทยออกมาใช้จ่ายเพื่อเฉลิมฉลองมากขึ้น จึงเตรียมอีกหลายๆ โปรแกรมที่จะมาตอบโจทย์ลูกค้า

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/lotus-go-asia-tourist-market/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-ifFY_e9Wxz1pdCnz01RS