Blog

  • สมาคม

    สมาคม

    สมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

      บุษกร ภู่แส

      กรุงเทพธุรกิจ

       ในห้วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการเมือง ประเทศไทย หลัง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ได้รับการโหวตขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้รัฐบาลเสียงข้างน้อยและกรอบเวลา เพียง 4 เดือนก่อนเลือกตั้งใหม่ สิ่งที่ตามมา หลังการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี คือการจับตา “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ที่นายอนุทิน ดึง “คนนอก” มาเข้าร่วมอย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตซีอีโอ ปตท. นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นักการทูต มากประสบการณ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ

      สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ภาพรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งมีการดึงคนนอก 3 คน เข้ามาร่วมคณะทำงานด้วย ถือว่าเป็นคนที่มีประสบการณ์ ในด้านนั้นๆ อยู่แล้ว ไม่ว่านายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรวมทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ก็มีประสบการณ์ด้าน ต่างประเทศอยู่แล้ว และด้วยข้อจำกัด ด้านเวลาของรัฐบาลเพียงแค่ 4 เดือน จึงมองว่า น่าจะทำให้การบริหารงานไม่ต้องมานับหนึ่งหรือมาเรียนรู้งานกันใหม่

      “คณะรัฐมนตรีใหม่ชุดนี้คือทีม ที่ ‘ไม่ต้องนับหนึ่ง’ เพราะทุกคนล้วนมีประสบการณ์ตรงในด้านที่รับผิดชอบ จึงเชื่อว่าจะเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องแม้เวลาจะมีไม่มาก”

       เชียร์ต่อยอด ‘คุณสู้เราช่วย’

       หนึ่งในประเด็นที่สะท้อนแรงคาดหวัง ของภาคอสังหาริมทรัพย์คือการสานต่อ โครงการดีจากรัฐบาลก่อนโดยเฉพาะนโยบาย ที่ช่วยให้ประชาชนฐานรากสามารถเข้าถึง ที่อยู่อาศัย ผ่านสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่ได้รับเสียงตอบรับ ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้วไม่ต้องรื้อ เรายินดีหากรัฐบาลชุดใหม่จะต่อยอด โดยเฉพาะการเปิดทาง ให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่ออย่างเท่าเทียม”

       พร้อมกันนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่เร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหว อย่างกรณี ปัญหาพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน หากปล่อยให้ยืดเยื้อ หรือกลายเป็นชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ

       หนุนดึงคนเก่งสร้างความเชื่อมั่น

       ด้าน ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนมุมมอง เชิงกลยุทธ์ โดยมองว่าการดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญจากภาคเอกชนเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่เป็นการ “โชว์เครดิต” เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะตามมา

       “นี่คือโอกาสทองของรัฐบาลใหม่ ที่จะพิสูจน์ฝีมือให้เห็นผลงานจริง แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือนก็ตาม”

        ทั้งนี้ รัฐบาลต้องเลือกเดินนโยบายในแนวทาง “Quick Win” ที่สามารถสร้างผลลัพธ์ชัดเจนในเวลาอันสั้น เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน การฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และการตรึงเสถียรภาพค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

       อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมของการจัดตั้ง คณะรัฐมนตรีจะได้รับเสียงตอบรับเชิงบวก แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามข้อจำกัดด้านเวลา และงบประมาณ ที่ทำให้การขับเคลื่อน นโยบายเศรษฐกิจต้องดำเนินอย่างรอบคอบ “รัฐบาลอนุทิน” จึงอาจต้องเลือกทำ เฉพาะสิ่งจำเป็น และหลีกเลี่ยงการใช้นโยบายประชานิยมที่สร้างภาระทางการคลัง เช่น การแจกเงิน หรือมาตรการลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุม ชัดเจน

       “มาตรการใดที่ออกมา ต้องเน้น สร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะสั้น โดยไม่ทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศในระยะยาว”

       4 เดือนชี้ชะตาอนาคตการเมือง-เศรษฐกิจ

       แม้รัฐบาลนี้จะถือเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ด้วยเสียงข้างน้อยและวาระสั้น แต่การเริ่มต้นอย่างมีทิศทาง พร้อมทีมเศรษฐกิจที่มากประสบการณ์ ถือเป็นจุดแข็งที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบได้ หากบริหารจัดการอย่างมีเป้าหมาย

       ภาคอสังหาริมทรัพย์จึงไม่เพียง คาดหวังว่าจะมีนโยบายกระตุ้นออกมา เท่านั้น แต่ต้องการเห็นความชัดเจน ความต่อเนื่อง และความเป็นมืออาชีพ ในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ที่จะเป็นแรงส่งให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้จริง ก่อนที่เสียงของประชาชนจะสะท้อนกลับมาอีกครั้งในคูหาเลือกตั้ง

       “รัฐบาลอนุทิน” กับภารกิจ 120 วัน ก่อนเลือกตั้งอาจไม่สามารถปฏิวัติเศรษฐกิจ ได้ทั้งหมด แต่สามารถ “ปูทาง” และ “ส่งสัญญาณ” ถึงทิศทางที่ชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นใหม่ให้ตลาด และนักลงทุน ภายใต้ทีมเศรษฐกิจที่มากด้วยประสบการณ์ภายใต้เวลาที่จำกัด

       “เรื่องที่ทำไว้ดีแล้ว ไม่ต้องรื้อ เรายินดี หากรัฐบาลชุดใหม่ จะต่อยอด โดยเฉพาะ การเปิดทางให้ประชาชน เข้าถึงสินเชื่อ อย่างเท่าเทียม”  สุนทร สถาพร

       “อาจต้องเลือกทำเฉพาะ สิ่งจำเป็น เลี่ยงนโยบาย ประชานิยมที่สร้างภาระการคลัง เช่น แจกเงิน ลดหย่อนภาษี แบบกระจาย หากไม่มีกลไกควบคุมชัดเจน” ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470201&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zEd7i2FDw3gL3jXQ2-FQi

  • เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

    เช็กเลย คนละครึ่ง เตรียมกลับมาอีกครั้ง ส่องข้อแตกต่าง มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิมบ้าง

     
              คืบหน้า โครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้ง พร้อมปรับเงื่อนไขใหม่อะไรบ้าง ช่วยเหลือทั้ง ร้านค้า-ประชาชน ได้รับประโยชน์มากขึ้น

    คนละครึ่ง
    ภาพจาก tete_escape / Shutterstock.com

              จากกรณี รัฐบาลใหม่ ซึ่งนำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าเริ่มโครงการคนละครึ่งได้ในเดือนตุลาคม 2568 โดยเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนได้ทางแอปฯ เป๋าตัง รวมทั้งเตรียมจูงใจร้านค้าให้เข้าร่วมโครงการ ด้วยการไม่เก็บภาษีย้อนหลังด้วยนั้น

              อ่านข่าว : รัฐบาล ไม่เก็บภาษีย้อนหลังร้านค้าเข้าร่วมคนละครึ่ง – เพิ่มสิทธิประโยชน์ประชาชนอีก

               วันที่ 9 กันยายน 2568 ความคืบหน้าโครงการคนละครึ่ง ที่เตรียมจะนำกลับมาใช้อีกครั้ง เบื้องต้นมีแนวทางสำคัญที่น่าสนใจนี้ 

    การใช้งาน และลงทะเบียน

              – ยังคงใช้งานผ่าน เป๋าตัง ผู้ที่เคยใช้งานแล้วไม่ต้องลงทะเบียนใหม่

              – ผู้ที่ยังไม่เคยเข้าร่วม สามารถลงทะเบียนใหม่ได้

    เล็งเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวัน

              เดิม :  กำหนดวงเงินใช้จ่ายต่อวัน 150 บาท

              ใหม่ : เตรียมปรับเพิ่มเป็น 200 บาทต่อวัน

    คนละครึ่ง

    ขยายสิทธิ์เพิ่มจำนวน

              – มีแนวคิดขยายจำนวนสิทธิ์ ให้ครอบคลุมผู้เข้าร่วมมากขึ้น

    เพิ่มรูปแบบการใช้จ่าย (50:50 หรือ 60:40)

              ประชาชนทั่วไป: รูปแบบ 50:50 (เหมือนเดิม) รัฐออกครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง 

              กลุ่มผู้เสียภาษี: อาจเป็นแบบ 60:40 มีสิทธิพิเศษจูงใจคนในระบบภาษี โดยรัฐช่วยออกให้มากขึ้น (รอพิจารณาตามข้อกฎหมายและวินัยการคลัง)

    การช่วยเหลือเรื่องภาษี

              ร้านที่เข้าร่วมโครงการ 

              – อาจมีมาตรการ ลดหย่อนภาษี สำหรับผู้เข้าร่วมในระบบ 

              – ไม่เก็บภาษีย้อนหลัง

    จะเปิดให้ใช้งานได้เมื่อไหร่

              – สามารถเริ่มต้นได้ภายใน 4 เดือน

    ขอบคุณข้อมูลจาก Thaipbs, ข่าวช่อง 3
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view294863.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Lpa_wITZZPaJawlKeyZkd

  • 6 หุ้นเด่น รับผลบวกเปิดตัว iPhone 17 ขายทำกำไรฉุดราคาหุ้นร่วง

    6 หุ้นเด่น รับผลบวกเปิดตัว iPhone 17 ขายทำกำไรฉุดราคาหุ้นร่วง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่ Apple ประกาศเปิดตัว iPhone 17 Series อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2568 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ Phone 17, iPhone 17 Air, iPhone 17 Pro และ iPhone 17 Pro Max โดยไทยติดกลุ่มประเทศ Tier 1 เปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันที่ 12 ก.ย.2568 เริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ตามเวลาไทย และเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 19 ก.ย.2568

    ดังนั้นส่งผลดีต่อหุ้น 6 บริษัท ได้แก่ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7, บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART, บริษัท เอส พี วี ไอ จำกัด (มหาชน) หรือ SPVI, บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW, บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX และบริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE 

    บล.กรุงศรี ระบุว่า การเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ ทุกครั้งมักจะเห็นแรงเก็งกำไรในกลุ่มหุ้นที่มีโอกาสได้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การศึกษาสถิติผลตอบแทนก่อนและหลังการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ย้อนหลัง 7 ครั้งล่าสุด พบว่า การลงทุนในช่วงเวลาก่อนเปิดตัวประมาณ 4 สัปดาห์ และขายทำกำไรในช่วงเปิดตัวเป็นช่วงเวลาที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด โดยหุ้นกลุ่มจำหน่ายมือถือมีความน่าจะเป็นที่จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกสูงถึง 75-100% 

    บล.โกลเบล็ก ระบุว่า การเปิดตัว iPhone 17 ส่งผลให้หุ้นกลุ่มค้าปลีกและจัดจำหน่ายสินค้าไอทีได้รับอานิสงส์โดยตรง ได้แก่ ADVICE, COM7, SYNEX, SPVI, JMART และ CPW

    บล.เอเซียพลัส ระบุว่า COM7 จะได้อานิสงค์จากการเปิดตัวของ iPhone 17 และได้รับผลกระทบเชิงลบจากฤดูกาลในไตรมาส 3/2568 น้อยกว่าหุ้นอื่นๆ ในกลุ่ม ตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/2568 ส่วนในไตรมาส 4/2568 นอกจากจะได้ผลบวกจากฤดูกาลแล้ว ยังเป็นไตรมาสแรกที่ได้ประโยชน์เต็มไตรมาสจาก iPhone 17 อีกด้วย 

    สำหรับความเคลื่อนไหวราคาหุ้น วันนี้ (10 ก.ย.2568) ล่าสุด เวลา 12.15 น. COM7 ปรับลดลง 2.97% หรือลดลง 0.75 บาท มาอยู่ที่ 24.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 25.25 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 24.20 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 383.69 ล้านบาท

    JMART ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดวันก่อนหน้า อยู่ที่ 10.50 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 10.90 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 10.30 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 183.47 ล้านบาท

    SPVI ปรับลดลง 4.17% หรือลดลง 0.10 บาท มาอยู่ที่ 2.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 2.34 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 2.26 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 4.81 ล้านบาท

    CPW ปรับลดลง 1.79% หรือลดลง 0.04 บาท มาอยู่ที่ 2.20 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 2.22 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 2.18 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 0.54 ล้านบาท

    SYNEX ปรับลดลง 1.60% หรือลดลง 0.20 บาท มาอยู่ที่ 12.30 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 12.50 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 12.30 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 18.35 ล้านบาท

    ADVICE ปรับลดลง 2.56% หรือลดลง 0.15 บาท มาอยู่ที่ 5.70 บาท ราคาปรับตัวขึ้นไปทำระดับสูงสุดที่ 5.85 บาท และปรับตัวลงไปทำระดับต่ำสุดที่ 5.65 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 10.24 ล้านบาท 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/730170&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13tHe79-sa7Xq-G7FWTRl2

  • เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    เปิดประวัติรู้จัก

    เปิดประวัติรู้จัก “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” หญิงแกร่งแม่ทัพดุสิตธานี ว่าที่ รมว.พาณิชย์

    ‘ศุภจี สุธรรมพันธุ์’ หรือที่ใครๆ รู้จักในชื่อ ‘แต๋ม’ คือนักบริหารหญิงแกร่งที่ผ่านสมรภูมิธุรกิจมาอย่างโชกโชน ตลอด 36 ปีในเส้นทางอาชีพ เธอได้พิสูจน์ฝีมือใน 3 อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่ล้วนแต่ต้องเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจไอที ดาวเทียม และการท่องเที่ยว-บริการ ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการนำทัพองค์กรฝ่าวิกฤต ‘ศุภจี’ กำลังจะก้าวสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมในเวทีการเมือง หลังมีรายงานว่าเธอได้รับการทาบทามจาก ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ให้เข้ามารับตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ เพื่อนำความรู้ความสามารถมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    เปิดประวัติรู้จัก

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) มากด้วยประสบการณ์แกร่งในองค์กรระดับชาติและนานาชาติและเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจจากการดำรงตำแหน่งผู้บริหารในหลายองค์กรสำคัญ 

    • อดีตผู้จัดการทั่วไป IBM ASEAN ในกลุ่มธุรกิจบริการเทคโนโลยีระดับโลก ทำงานกับ IBM มายาวนานกว่า 20 ปี
    • ปี 2554 เธอก้าวสู่การเป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านดาวเทียมของประเทศ และสามารถนำพาองค์กรฟื้นตัวจากภาวะขาดทุนไปสู่ความมั่นคงทางธุรกิจ
    • ปี 2559 นางศุภจีเข้ารับตำแหน่ง Group CEO ของ ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำในอุตสาหกรรมโรงแรมและการท่องเที่ยวของไทย
    • เป็นผู้ผลักดันแผน “Repositioning Dusit” เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยและมีมาตรฐานสากลมากขึ้น
    • ผู้ริเริ่มโครงการใหญ่ระดับหมื่นล้านบาทอย่าง Dusit Central Park ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในโครงการอสังหาริมทรัพย์ผสมผสานที่โดดเด่นของกรุงเทพฯ 

    คุณวุฒิการศึกษาและการอบรม

    • ปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน และการบัญชีต่างประเทศ มหาวิทยาลัย Northrop มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาตรีสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • Director Certification Program รุ่น 89/2007
    • Advanced Audit Committee Program รุ่น 23/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
    • หลักสูตรผู้บริหารระดับสูง รุ่น 16/2556 สถาบันวิทยาการตลาดทุน
    • หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง (บ.ย.ส.) รุ่น 19 วิทยาลัยการยุติธรรม
    • หลักสูตรนักบริหารระดับสูง “ธรรมศาสตร์ เพื่อสังคม” (นมธ.) รุ่น 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    เปิดประวัติรู้จัก

    ประสบการณ์อันล้ำค่า สู่งานใหญ่ระดับชาติ

    จากเส้นทางอาชีพที่เต็มไปด้วยความท้าทายและชัยชนะ ทำให้ ‘ศุภจี’ ได้รับการยอมรับในฐานะนักบริหารที่เข้าใจเรื่อง ‘การดิสรัปชัน’ เป็นอย่างดี เธอไม่ใช่นักธุรกิจที่เก่งแค่การบริหารภายในองค์กร แต่ยังเป็นผู้ที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ได้อยู่เสมอ

    การก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะด้วยประสบการณ์ตรงในการฟื้นฟูธุรกิจจากวิกฤต และความสามารถในการมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับองค์กร ทำให้หลายฝ่ายคาดหวังว่าเธอจะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้รอดพ้นจากภาวะซบเซา และขับเคลื่อนการค้าไทยสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง ต้องรอลุ้นกันว่า ‘ศุภจี’ จะใช้วิสัยทัศน์และประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาพลิกโฉมวงการพาณิชย์ของไทยได้สำเร็จหรือไม่ และเธอจะสามารถสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับเศรษฐกิจชาติได้เหมือนที่เคยสร้างให้กับองค์กรต่างๆภายในระยะเวลา 4 เดือนได้หรือไม่ต้องคอยติดตาม 

    เปิดประวัติรู้จัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/607213&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kilzbKjsZuUdtIgJZS5W2

  • “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน

    ป.ป.ช. เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง “ศุภมาส-พิพัฒน์” รวยทะลุ 1,000 ล้าน “นภินทร” เฉียด 300 ล้าน “ซาบีดา” 229 ล้าน “พิชัย” อดีต รมว.พาณิชย์ 380 ล้าน

    วันที่ 9 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรี 7 คน กรณีพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีทรัพย์สิน 1,095,378,283 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง โดยมีนาฬิกา 22 เรือน รวม 22.6 ล้านบาท เครื่องประดับ 61 ชิ้น รวม 69.4 ล้านบาท ทองคำแท่ง 46 กิโลกรัม มูลค่า 100.6 ล้านบาท แจ้งมีหนี้สิน 410,756,723 บาท

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แจ้งมีทรัพย์สิน 1,475,132,790 บาท ทรัพย์สินส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุน เงินให้กู้ยืม ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และพระเครื่องชื่อดังต่างๆ หลายรายการ

    พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีทรัพย์สิน 78,477,444 บาท

    นายพิชัย นริพทะพันธุ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 505,115,586 บาท ในจำนวนนี้เป็นที่ดิน 5 แปลง เป็นของตนเองและภริยาที่ จ.ระยอง เชียงใหม่ และ กทม. รวมมูลค่า 380 ล้านบาท

    น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มีทรัพย์สิน 229,576,169 บาท ส่วนใหญ่เป็นที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง

    นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีทรัพย์สิน 298,209,794 บาท โดยแจ้งว่ามีพระสมเด็จพิมพ์พระประธานและสร้อยทองคำขาว 1 องค์ มูลค่า 43 ล้านบาท

    นายอิทธิ ศิริลัทธยากร กรณีพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีทรัพย์สิน 22,983,856 บาท.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881720&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eroxQtpQtkTHXTnL_U9UW

  • พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    sustainability

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    พบ ‘น้ำจืด’ ใต้ทะเล เค็มน้อยเท่าน้ำดื่ม หาทางใช้แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ

    นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ แหล่งน้ำจืด “ลับ” ใต้ท้องทะเล มีค่าความเค็มต่ำเท่าน้ำดื่ม  สร้างความหวังแก้ปัญหาโลกขาดน้ำ

    • คณะวิจัยนานาชาติค้นพบแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ใต้ทะเลนอกชายฝั่งเคปคอด สหรัฐอเมริกา
    • น้ำที่พบมีคุณภาพดี มีความเค็มต่ำมากจนเกือบเทียบเท่าคุณภาพน้ำดื่มมาตรฐาน
    • การค้นพบนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการรับมือกับวิกฤตการขาดแคลนน้ำจืดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก
    • นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยและประเมินศักยภาพของแหล่งน้ำในการนำมาใช้ประโยชน์

    คณะทีมวิจัยนานาชาติ Expedition 501 ทำการขุดเจาะนอกชายฝั่งเคปคอด จนค้นพบชั้นหินอุ้มน้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ โดยได้ตรวจสอบตัวอย่างนับพัน พบว่าเป็นน้ำจืดที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพน้ำดื่ม นักวิจัยจึงทำการศึกษาจะติดตามวัฏจักรไนโตรเจนและวัดอายุของแหล่งกักเก็บใต้ท้องทะเลแห่งนี้

    นี่เป็นเพียงหนึ่งในแหล่งเก็บ “น้ำจืดลับ” จำนวนมากที่ทราบกันว่ามีอยู่ในน้ำเค็มตื้นทั่วโลก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำจืดที่กำลังรุนแรงในขณะนี้ 

    “เราจำเป็นต้องค้นหาทุกความเป็นไปได้ที่เรามี เพื่อค้นหาน้ำเพิ่มเติมให้คนในโลก แม้แต่ในสถานที่ที่ไม่คิดว่าจะมีน้ำจืดอยู่” แบรนดอน ดูแกน นักธรณีฟิสิกส์และนักอุทกวิทยาจากวิทยาลัยเหมืองแร่โคโลราโด และ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ร่วมของคณะสำรวจกล่าวกับนักข่าวเอพี 

    สหประชาชาติคาดการณ์ว่า ในอีก 5 ปี ความต้องการน้ำจืดทั่วโลกจะเกินปริมาณน้ำสำรองถึง 40% ส่วนหนึ่งมาจากศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเอไอและคลาวด์คอมพิวติ้งให้มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง กำลังทำให้แหล่งน้ำจืดชายฝั่งมีสภาพทรุดโทรม 

    ในรัฐเวอร์จิเนียเพียงรัฐเดียว พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดหนึ่งในสี่ของรัฐถูกนำไปใช้ที่ศูนย์ข้อมูล ซึ่งคาดว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในห้าปี จากการประมาณการบางส่วน ศูนย์ข้อมูลขนาดกลางแต่ละแห่งใช้น้ำมากถึง 1,000 ครัวเรือน รัฐต่าง ๆ ในเขตเกรตเลกส์ต่างประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบาดาล

    เมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เกือบจะขาดแคลนน้ำจืดในปี 2018 ระหว่างภัยแล้งครั้งใหญ่ที่กินเวลานานถึง 3 ปี แม้จะเชื่อว่าแอฟริกาใต้มีแหล่งน้ำจืดซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเล เช่นเดียวกับในเกาะปรินซ์เอ็ดเวิร์ดของแคนาดา ฮาวาย และจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ 

    เจซ เอเวอเรสต์ ผู้จัดการโครงการ Expedition 501 นักวิทยาศาสตร์จากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหราชอาณาจักรในเอดินบะระ สกอตแลนด์ กล่าวถึงน้ำใต้ทะเลว่า “เป็นที่ทราบกันดีว่าปรากฏการณ์นี้มีอยู่ทั้งที่นี่และที่อื่น ๆ ทั่วโลก แต่ยังไม่เคยมีการศึกษามาก่อน จนกระทั่งโครงการนี้” 

    ในปี 2015 มีการสำรวจชั้นหินอุ้มน้ำจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า และประเมินค่าความเค็มของน้ำเบื้องล่างอย่างคร่าว ๆ

    โครงการ Expedition 501 เป็นโครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์จากกว่าสิบประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของรัฐบาลสหรัฐ และ European Consortium for Ocean Research Drilling (โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากสหรัฐก่อนที่รัฐบาลทรัมป์จะขอตัดงบประมาณ)

    นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าชั้นน้ำใต้ดินที่พวกเขาเก็บตัวอย่างอาจเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการน้ำของมหานครนิวยอร์กเป็นเวลา 800 ปี พวกเขาพบน้ำจืดหรือเกือบน้ำจืดที่ระดับความลึกทั้งสูงและต่ำกว่าพื้นทะเลมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบ่งชี้ว่ามีปริมาณน้ำมากกว่านั้น

    โครงการ Expedition 501 สามารถเจาะลึกลงไปใต้พื้นทะเลได้ลึกถึง เกือบ 400 เมตร ตัวอย่างที่เก็บมาจากใต้พื้นทะเลมีค่าความเค็มตั้งแต่ 1-4 ส่วนต่อพันส่วน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปริมาณเกลือในมหาสมุทรที่ 35 ส่วนต่อพันส่วนอยู่มาก โดยน้ำบางพื้นที่มีระดับความเค็มผ่านมาตรฐานน้ำจืดของสหรัฐที่ต่ำกว่า 1 ส่วนต่อพันส่วน

    ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์คุณสมบัติของน้ำอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าน้ำนั้นปลอดภัยต่อการบริโภคหรือนำไปใช้หรือไม่

    “นี่คือสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน น้ำอาจมีแร่ธาตุที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ เนื่องจากน้ำซึมผ่านชั้นตะกอน อย่างไรก็ตาม กระบวนการที่คล้ายคลึงกันนี้ก่อให้เกิดชั้นน้ำใต้ดินที่เราใช้สำหรับน้ำจืด ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีคุณภาพสูงมาก” โจเซลีน ดิรุจจิเอโร นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ ในเมืองบัลติมอร์ ผู้ศึกษาระบบนิเวศของจุลินทรีย์ในสภาพแวดล้อมสุดขั้วและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสำรวจกล่าว

    โดยทั่วไปแล้ว ระดับความเค็มของตะกอนใต้พื้นทะเลจะใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลที่อยู่เบื้องบน แต่นอกชายฝั่งนิวอิงแลนด์ พื้นใต้ทะเลกลับมีแหล่งกักเก็บน้ำจืดขนาดใหญ่ผิดปกติ 

    รีเบคก้า โรบินสัน ศาสตราจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยสมุทรศาสตร์ มหาวิทยาลัยโรดไอแลนด์ กำลังศึกษาคำถามเหล่านี้โดยการวิเคราะห์วัสดุที่รวบรวมได้จากแหล่งกักเก็บนอกชายฝั่งสามแห่งใกล้เกาะแนนทัคเก็ต กล่าวว่า “น้ำที่เรานำมาตรวจสอบ มีระดับความเค็มใกล้เคียงกับระดับน้ำดื่ม เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก ฉันไม่คิดว่าน้ำในทะเลจะจืดเหมือนกับน้ำที่เราดื่มกัน”

    การสูบน้ำบาดาลปริมาณมากออกจากบ่อโดยไม่ทำให้บ่อพังทลายถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง นักวิจัยจึงจำเป็นต้องวางแผนเพื่อกำหนดตำแหน่งสูบน้ำ อัตราการไหลผ่านอุปกรณ์ และตำแหน่งที่วางอุปกรณ์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่เราได้เรียนรู้เพื่อปรับให้เหมาะสมที่สุด 

    ในขั้นตอนต่อไป โรบินสันจะศึกษาต้นกำเนิดและประวัติของไนโตรเจนในน้ำตัวอย่าง โดยการตรวจสอบองค์ประกอบของตัวอย่างในห้องปฏิบัติการ

    “เราจะศึกษาวัฏจักรไนโตรเจนของน้ำและผลกระทบจากน้ำจืด สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องการไนโตรเจนเพื่อการดำรงชีวิต ดังนั้นวัฏจักรของมันจึงเป็นเครื่องหมายของกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับจุลินทรีย์ การเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตามเส้นทางการไหลของไนโตรเจนสามารถบอกเล่าเรื่องราวบางอย่างเกี่ยวกับประวัติของมันได้” โรบินสันกล่าว

    โรบินสันจะวัดความเข้มข้นและองค์ประกอบไอโซโทปของไนโตรเจน ด้วยเครื่องสเปกโตรมิเตอร์มวลอัตราส่วนไอโซโทป ส่วนอายุของน้ำจะถูกวัดโดยใช้ไอโซโทปกัมมันตรังสี เช่น คาร์บอน-14 และฮีเลียม-4

    อายุของน้ำจะเป็นกุญแจสำคัญในการพิจารณาว่าสามารถนำน้ำนี้มาใช้ได้หรือไม่ หากเป็นน้ำที่มีอายุ 100-200 ปีจะถูกกักเก็บและมีจำกัด ส่วนน้ำที่มีอายุน้อยกว่านั้น จะบ่งชี้ว่าชั้นน้ำใต้ดินยังคงเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำใต้ดินและกำลังได้รับการฟื้นฟู แม้จะใช้เวลานานก็ตาม

    หลังจากนี้ชั้นหินจะถูกเก็บถาวรและเปิดให้เข้าถึงเฉพาะวิจัยทางวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับชุมชนวิทยาศาสตร์ เมื่อการวิจัยเสร็จทั้งหมดข้อมูลข้อมูลการสำรวจทั้งหมดและผลลัพธ์การวิจัยจะถูกเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป

    ที่มา: AP News, DW, Scitech Daily

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/environment/1197954&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uINLEJ_QQxYIXRCcB2HfF

  • งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    งามไส้! รัฐบาลอิ๊งค์ทิ้งขี้กองโต สว.คุ้ยไทยไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์

    สว.สุดทน หลังพบข้อมูลไทยยังไม่พร้อมเจ้าภาพซีเกมส์ โลโก้ไร้วี่แวว งบไม่พอ-ที่พักนักกีฬาจ่อวิกฤต หวั่นเสียหน้าทั่วโลก

    10 ก.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เพื่อพิจารณาความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธ.ค.2568 โดยมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยเชิญผู้แทนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย , กรมบัญชีกลาง และสำนักงบประมาณเข้าชี้แจงเมื่อ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

    ในที่ประชุมนายเลอสันติ์ เสาหล่อน หัวหน้างานแข่งขันกีฬานานาชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ขณะนี้หลายฝ่ายกำลังเร่งส่งข้อมูลที่จำเป็นให้กับประเทศสมาชิกภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ โดยเฉพาะคู่มือการเดินทาง คู่มือทางการแพทย์ และการขอใช้สนามฝึกซ้อม ซึ่งทุกอย่างกำลังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง แต่ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่อง โลโก้ สัญลักษณ์ประจำการแข่งขัน ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด ทำให้ยังไม่สามารถเปิดตัวให้ชาวต่างชาติรับรู้ได้

    ส่วนเรื่องงบประมาณปี 69 กกท. ได้รับจัดสรรมาแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท และกำลังขอ งบกลางปี 2568 ที่ยังได้ไม่ครบ เพิ่มเติมอีก 450 ล้านบาทภายในเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งหากได้มาครบก็จะทำให้มีงบสำหรับซีเกมส์เกือบ 2,500 ล้านบาท

    ด้านนายธีรเดช ถิรพร ที่ปรึกษางบประมาณ จากสำนักงบประมาณ ได้เตือนว่า การของบกลางเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และหากงบประมาณที่ขอมีมูลค่าเกิน 100 ล้านบาท ก็จะต้องผ่านมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เสียก่อน พร้อมทั้งย้ำให้ กกท. เร่งทำแผนให้ชัดเจนและขอมาโดยเร็วที่สุด

    นายธัชชญาณ์ณัช เปิดเผยว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ควรจะแสดงบทบาทและเร่งจัดการเรื่องสำคัญๆ โดยเฉพาะโลโก้และสิทธิประโยชน์จากการถ่ายทอดสด เพราะหากยังล่าช้าเช่นนี้จะทำให้ รัฐบาลต้องเสียรายได้มหาศาล นอกจากนี้ยังเจอปัญหาใหญ่เรื่อง สนามแข่งและที่พักนักกีฬา เนื่องจากช่วงเดือนธันวาคมเป็นช่วง High Season ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาจองห้องพัก ทำให้ห้องพักหายากและราคาสูง ซึ่งเรื่องนี้ต้องรีบแก้ไขให้เสร็จภายใน 3 เดือนข้างหน้า

    คณะกรรมาธิการฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่าจนถึงตอนนี้ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ความพร้อมของประเทศไทยเลย ซึ่งอาจเป็นเพราะขาดงบประมาณ จึงได้เสนอแนะให้ กกท. ลอง หยิบยืมเงินจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ที่มีงบฉุกเฉินสำรองอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาทมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่ก็ติดปัญหาตรงที่ต้องปรึกษาบอร์ดกองทุนฯ ซึ่งประธานก็คือรองนายกฯ ที่ตอนนี้ยังไม่มีการตั้ง ครม.ใหม่ ทำให้ยังไม่รู้ว่าจะต้องไปคุยกับใคร

    ด้าน นางประทุม วงสวัสดิ์ สว.กล่าวว่า แม้จะยังไม่มีงบประมาณ แต่เจ้าหน้าที่ก็ควรเริ่มลงพื้นที่ได้แล้ว เพื่อทำ Action Plan และตรวจสอบความพร้อมของสถานที่แข่ง ทั้งเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย และการจราจร โดยเฉพาะการรับมือกับนักกีฬาและกองเชียร์จากประเทศกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำว่าการวางแผนเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงิน แต่ใช้พลังของเรา อย่ามัวแต่ติดคำว่าใช้งบประมาณอย่างเดียว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทย ทั้งในการจัดการแข่งขันและการต้อนรับแขกต่างชาติ

    ทั้งนี้ทางคณะกรรมาธิการฯ แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพราะการเป็นเจ้าภาพควรจะมีการเตรียมแผนล่วงหน้าแล้ว และจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/859049/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dFn240B2ahZDlXOnfigR3

  • ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    ภูมิภาค

    ราชบุรีเปิดศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตลาดน้ำดำเนินสะดวกฟื้นภาพลักษณ์

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.20 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 9 กันยายน 2568  ที่ตลาดน้ำดำเนินสะดวก อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี  นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิด “ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนตลาดน้ำดำเนินสะดวก” โดยมีนายสุวิทย์ชาติ นวมเพชร นายอำเภอดำเนินสะดวก นายธนวัชร นิติกาญจนา รองนายก อบจ.ราชบุรี นางปาลิกา อภิโชครุ่งเรือง นายกเทศมนตรีตำบลดำเนินสะดวก ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการ พ่อค้าแม่ค้า และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างพร้อมเพียง ศูนย์บริการแห่งนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว รับเรื่องร้องเรียน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังถือเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของตลาดน้ำดำเนินสะดวก ซึ่งเคยประสบปัญหาความแออัดทางน้ำ เสียงดังจากเรือยนต์ ควันดำ มลพิษ รวมถึงการร้องเรียนเรื่องค่าโดยสารและราคาสินค้าที่สูงเกินจริง อันส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวตลอดช่วงที่ผ่านมา

    นางกาญน์กุระ ฮัยสคเนน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงระดับโลก นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเยือนนับแสนคนต่อปี สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ชุมชน การเปิดศูนย์บริการฯ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยว สร้างความมั่นใจว่าตลาดน้ำจะมีความสะอาด ปลอดภัย มีระเบียบ ไม่เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว และทำให้ชาวบ้านกลายเป็น “เจ้าบ้านที่ดี” พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้ม

    ขณะที่นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนแห่งนี้ไม่เพียงแต่ดูแลนักท่องเที่ยว แต่ยังสะท้อนถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน ที่ต้องการให้ตลาดน้ำดำเนินสะดวกเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน

    สำหรับตลาดน้ำดำเนินสะดวก ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดราชบุรี และของประเทศไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้านวิถีชีวิตริมน้ำ การพายเรือขายสินค้าและอาหารพื้นบ้าน นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง การเปิดศูนย์บริการฯ จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของจังหวัดราชบุรีที่จะรักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของตลาดน้ำให้คงอยู่ในฐานะ “ตลาดน้ำที่โด่งดังที่สุดในโลก” อย่างแท้จริง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445742&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dYDqV_uvZ9OiXM3bDBsYZ

  • “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” สตูล โชว์เมนูซีฟู้ดพื้นบ้าน สร้างรายได้-ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” สตูล โชว์เมนูซีฟู้ดพื้นบ้าน สร้างรายได้-ต่อยอดท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    กลิ่นหอมของ ซีฟู้ดพื้นบ้านสดใหม่ ลอยฟุ้งไปทั่ว เมื่อกลุ่มประมงพื้นบ้านบ้านกาแบง (ทอนไก่) ตำบลแหลมสน อำเภอละงู จังหวัดสตูล ภายใต้การนำของ นายประวิทย์ หมีนรน นำผลผลิตจากทะเลท้องถิ่นมาโชว์ให้หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ สำนักงานประมงจังหวัดและประมงอำเภอละงู พร้อมทั้งสื่อมวลชน  ซึ่งเป็นเมนูอาหารสุดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็น หอยแมลงภู่ลวกจิ้มรสเด็ด  น้ำจิ้มซีฟู้ดสูตรพื้นบ้าน  ยำหอยแมลงภู่ใส่มะม่วงซอย  หอยทอดกรอบ ๆ ไข่เจียวหอยแมลงภู่เนื้อแน่น  รวมถึงอาหารทะเลสด ๆ อย่าง ปูดำ  กุ้งทะเล  ที่ตอกย้ำถึงความอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลสตูล และสะท้อนศักยภาพของชุมชนชายฝั่งแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

    หลังจากอิ่มตาอิ่มใจกับเมนูซีฟู้ดที่ถูกนำมาโชว์แล้ว ชาวประมงพื้นบ้านนำย้อนกลับไปดูเบื้องหลังว่า วัตถุดิบทั้งหมดนี้มีต้นกำเนิดจาก “คลองกาแบง” ในพื้นที่บ้านกาแบง หมู่ที่ 2 ตำบลแหลมสน ซึ่งเป็นลำคลองธรรมชาติที่สะอาดและเหมาะสมต่อการเลี้ยงหอยแมลงภู่ สมาชิกกลุ่มกว่า 15 ครัวเรือนได้ร่วมแรงเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ในกระชังลอยน้ำ สร้างรายได้และรักษาทรัพยากรท้องถิ่นไปพร้อมกัน

    การเลี้ยงหอยแมลงภู่ไม่สามารถทำได้ทุกที่ เนื่องจาก หอยแมลงภู่จะเติบโตได้เฉพาะในแหล่งน้ำที่สะอาดและมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ จึงถือเป็นดัชนีทางธรรมชาติที่สะท้อนคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางทะเลโดยตรง หากน้ำเสียหรือขาดความสมดุลทางนิเวศ หอยแมลงภู่จะไม่เจริญเติบโตและตายลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ “คลองกาแบง” ถูกยกเป็นพื้นที่ต้นแบบในการเลี้ยงหอยแมลงภู่ที่พึ่งพิงธรรมชาติอย่างแท้จริง

    การเลี้ยงหอยแมลงภู่ใช้วิธีธรรมชาติ ไม่ต้องใช้อาหารเสริม แต่ปล่อยให้หอยหาอาหารเองจากแพลงก์ตอนในน้ำ ใช้เวลาเลี้ยงเพียง 6–8 เดือนก็เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยในแต่ละปีมีกว่า 1,220 ช่อ สร้างรายได้เฉลี่ยถึง 200,000 บาท นอกจากรายได้จากการขายส่งแล้ว ชาวบ้านยังขายให้ร้านอาหารและชุมชนวันละกว่า 100 กิโลกรัม สร้างรายได้เสริมวันละ 200–300 บาท และเมื่อถูกนำมาปรุงเป็นเมนูอาหารต่าง ๆ ก็ยิ่งเพิ่มมูลค่า สร้างเอกลักษณ์ให้ซีฟู้ดพื้นบ้าน

    นายศักดา ศรีเมือง หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการ สำนักงานประมงจังหวัดสตูล ระบุว่า การเลี้ยงหอยแมลงภู่ในคลองกาแบง เป็นทั้งการสร้างรายได้และการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป เพราะหอยแมลงภู่เป็นตัวชี้วัดความสะอาดของน้ำได้อย่างดี การเลี้ยงที่นี่จึงกลายเป็นต้นแบบเกษตรชายฝั่งที่สมดุลระหว่างเศรษฐกิจและนิเวศ

    ​​​​​​​

    นายประวิทย์ หมีนรน เผยว่า แม้การทำกระชังต้องลงทุนสูงในช่วงแรก แต่ผลตอบแทนคุ้มค่าในระยะยาว และในอนาคต ชุมชนบ้านกาแบงหวังต่อยอดไปสู่ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มาสัมผัสการเลี้ยงหอยแมลงภู่ เรียนรู้วิถีประมงพื้นบ้าน พร้อมลิ้มลองเมนูซีฟู้ดสด ๆ จากแหล่งผลิตจริง

    นับเป็นอีกหนึ่งทางรอดในการ แก้ปัญหาราคาอาหารทะเลพื้นบ้านตกต่ำ และทำให้เกษตรชายฝั่งยังคงเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างงาน สร้างรายได้ให้ลูกหลานต่อไป

    “หอยแมลงภู่บ้านกาแบง” จึงไม่เพียงเป็นอาหารทะเลสดจากท้องถิ่น แต่ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ที่บอกเล่าเรื่องราวการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับทะเลอย่างกลมกลืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/650162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LQkICqNB-Sks9rSdAVb52

  • คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 คนเสียภาษีได้สิทธิมากกว่าคนทั่วไปเท่าไหร่

    คนละครึ่ง ล่าสุด 2568 ยุคภูมิใจไทย นายกฯ อนุทิน แย้ม ปรับใหม่รัฐจ่าย 60% ประชาชน 40% เฉพาะคนเสียภาษีเท่านั้น คนทั่วไป 50% เหมือนเดิม

    จากกรณี ที่มีกระแสข่าวโครงการคนละครึ่งออกมาว่าจะเป็นในลักษณะรัฐและประชาชน ร่วมจ่ายในส่วนสัด 50:50 หรือจะเป็นแบบพลัสนั้น ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่าได้หารือกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากไม่กระทบวินัยการเงินหรืองบประมาณ และช่วยประชาชนได้

    สำหรับโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ จะมาในรูปแบบ 60:40 เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็ 50:50 ถือเป็นไอเดียที่นายเอกนิติเสนอ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมยืนยันว่าโครงการคนละครึ่งจะดำเนินการทันภายใน 4 เดือน ขณะที่นายเอกนิติ ก็แจ้งมาว่างบประมาณมีดำเนินการ พร้อมเปรียบว่ากระเป๋าก็ยังมีเหมือนเดิม

    คนละครึ่ง 2568 คืออะไร

    โครงการ คนละครึ่ง 2568 ถือเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วนที่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมเดินหน้าภายใน 4 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชน และเพิ่มกำลังซื้อให้กับร้านค้ารายย่อย โดยใช้ระบบการจ่ายผ่านแอป เป๋าตัง เช่นเดิม

    เงื่อนไขคนละครึ่งล่าสุด

    นายอนุทินเปิดเผยว่า รัฐบาลจะนำโครงการ คนละครึ่ง กลับมาใช้อีกครั้ง แต่มีการปรับเงื่อนไขใหม่เพื่อความเหมาะสม ดังนี้

    • กลุ่มคนที่เสียภาษี → ได้สิทธิ 60:40 (รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่ายเอง 40%)
    • กลุ่มประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษี → ได้สิทธิ 50:50 เช่นเดิม

    แนวทางนี้มาจากข้อเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีและไม่กระทบวินัยการคลัง

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิ คนละครึ่ง 2568

    1. เป็นบุคคลสัญชาติไทย
    2. มีบัตรประจำตัวประชาชน
    3. อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันเปิดลงทะเบียน 

    (ผู้ถือ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังไม่ชัดเจนว่าจะเข้าร่วมได้หรือไม่ ต้องรอรายละเอียดจากกระทรวงการคลัง)

    สรุป โครงการ คนละครึ่ง 2568 จะกลับมาในรูปแบบใหม่ “60:40 สำหรับผู้เสียภาษี” และ “50:50 สำหรับประชาชนทั่วไป” โดยรัฐบาลอนุทินยืนยันว่าจะเดินหน้าให้ทันในกรอบเวลา 4 เดือน 

    อ่านเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/942947/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ydtohXlBCR5vaMK7lEinf