Blog

  • อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 “ศุภจี” จ่อเปิดตัวนั่ง รมว.พาณิชย์

    อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 “ศุภจี” จ่อเปิดตัวนั่ง รมว.พาณิชย์

    สำหรับกลุ่มนายสุชาติ​ ชมกลิ่น​ ชัดเจนแล้วว่า ได้ 3 เก้าอี้ โดยนายสุชาตินั่งรองนายกรัฐมนตรี ควบ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม​ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ คนสนิท นายสุชาติได้โควต้า รมว.อุตสาหกรรม​ นอกจากนี้ ยังมีชื่อของนายธนกร วังบุญคงชนะ จะไปดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

    ในส่วนกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้โควต้ารัฐมนตรีว่าการ 1 ตำแหน่ง ซึ่งนายศักดิ์ดาจะนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการเอง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ 1 ตำแหน่ง มีชื่อของนายนริศ ขำนุรักษ์ แต่ยังไม่ระบุว่าจะได้ตำแหน่งไหน ขณะที่กลุ่มของนายนิพนธ์ บุญญามณี จะได้รับเก้าอี้ รมช.พาณิชย์ ซึ่งมีชื่อของ น.ส.นิธิยา บุญญามณี ลูกสาวของนายนิพนธ์

    อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีเดิมของพรรคภูมิใจไทย ได้ตำแหน่งใน ครม.อนุทิน1 ทั้งหมด ส่วนที่โผขยับในครั้งนี้ เนื่องจากร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้คุมกระทรวงกลาโหม ทำให้อยากได้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงต้องมีการขยับเก้าอี้ทั้งหมด

    “ศุภจี”‘ เข้าพรรคภูมิใจไทย จ่อเปิดตัวนั่ง รมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตามโผ ครม.อนุทิน 1 ได้ปรากฏตัวเป็นครั้งแรกหลังจากตกเป็นข่าวนั่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ได้เดินทางมายังที่ทำการพรรคภูมิใจไทย เพื่อเตรียมการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันนี้ 

    โดยเมื่อเวลาประมาณ 13.20 น. นางศุภจี ซึ่งสวมชุดสูทสีน้ำเงินเต็มตัว ปรากฏตัวที่ทำการพรรคภูมิใจไทยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทักทายสื่อมวลชนที่มารอทำข่าวอย่างเป็นกันเองและไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ ก่อนที่จะเดินทางขึ้นไปหารือเป็นการภายในกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    นางศุภจีเป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในฐานะรัฐมนตรีโควตาคนนอกที่มีประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงานที่โดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงเศรษฐกิจ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่าการเข้ามาบริหารกระทรวงพาณิชย์ของเธอจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ

    ขณะที่ในช่วงบ่ายวันนี้ นายอนุทินมีกำหนดจะเดินทางเข้าพรรคภูมิใจไทยเพื่อเปิดตัว นางศุภจีในฐานะคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล “อนุทิน 1” ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะเป็นการแถลงข่าวร่วมกัน

    ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ , thansettakij

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/859683&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw154DJzalohucHwItiBGpHP

  • ไกด์ไทย จี้รัฐบาลเร่งกู้วิกฤตท่องเที่ยว เสริมสภาพคล่องธุรกิจ หวังร่วมแจม

    ไกด์ไทย จี้รัฐบาลเร่งกู้วิกฤตท่องเที่ยว เสริมสภาพคล่องธุรกิจ หวังร่วมแจม

    ไกด์ไทย จี้รัฐบาลเร่งกู้วิกฤตท่องเที่ยว เสริมสภาพคล่องธุรกิจ หวังร่วมแจม

    นายไพศาล ซื่อธานุวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ และคณะ เดินทางมาที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เพื่อยื่นข้อเสนอแนะด้านการท่องเที่ยว ถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยมีนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นผู้รับเรื่อง

    โดยกลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ ระบุว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน ถือว่าตกต่ำที่สุดนับจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านพ้นไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวภาษาจีน (จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง จีนมาเลย์ และอื่น ๆ) จนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวส่วนใหญ่ แทบไม่สามารถดำรงอยู่ได้

    ทั้งนี้ ได้ขอให้รัฐบาลพิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้ เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต อาทิ นโยบาย “คนละครึ่ง” ก็ขอให้พิจารณาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร รถขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยว สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ด้วย

    ส่วนปัญหาต่างชาติแย่งอาชีพ และทำลายธุรกิจของคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนั้น นายไพศาล ได้ขอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และผู้ว่าจ้างอย่างจริงจัง รวมทั้งการปรับลดช่วงเวลาที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติในกรณีฟรีวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยว พำนักในราชอาณาจักร จาก 60+30 วัน ให้คงเหลือเพียง 30 วัน, การสืบหาและคำเนินคดชดีผู้ให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกทุนต่างชาติสีเทา ที่เข้ามาเอารัดเอาเปรียบผู้ประกอบการชาวไทย และหยุดส่งเสริม Online Travel Agency (OTA) ต่างชาติ รวมทั้งนำมาตรการทางภาษีบังคับใช้กับ OTA ต่างชาติ เพื่อลดความเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทย

    ขณะที่ปัญหาความไม่ชัดเจนของนโยบายกัญชา สร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวมากกว่าผลดี โดยเสนอให้ออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกัญชาให้ชัดเจน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    นายไพศาล กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยตกต่ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมุมมองของของนักท่องเที่ยวตลาดผู้ใช้ภาษาจีน จึงขอให้รัฐบาลดำเนินมาตรการต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องปรามเหตุอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยว และขอให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้เผยแพร่ข่าวปลอมที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย และที่สำคัญ ขอให้พิจารณาคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ และความเข้าใจด้านการท่องเที่ยว มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์สุจริต มาดำรงตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวเละกีฬา

    โดยก่อนหน้านี้ กลุ่มใกล้ไทยรวมใจสู้ เคยเดินทางมายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.66 และ 8 ก.ย.66 โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

    1. ขอให้หาแนวทางปราบปรามชาวต่างชาติผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    2. ขอให้สนับสนุนคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    3. ขอให้ยื่นร่าง พ.ร.บ.สภามัคคุเทศก์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    ซึ่งจนถึงบัดนี้ เวลาได้ผ่านไป 2 ปีแล้ว ทางกลุ่มฯ จึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการของพรรคภูมิใจไทยตามข้อเรียกร้องข้างต้น

    ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จะนำเรื่องเสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา ส่วนของนโยบายกัญชานั้น ขอยืนยันไม่ได้สนับสนุนให้นำกัญชาไปใช้เพื่อสันทนาการ แต่เป็นการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งผู้ใช้ต้องมีใบสั่งแพทย์ แต่เกิดปัญหาขัดข้องทางข้อกฎหมาย ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน เป็นที่รับรู้แล้วว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ต้องการให้มีนโยบายกัญชาเสรี


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq02/12746464&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13kubTFCDt2Ht3oGDyvAZw

  • ชวนเที่ยวแม่ฮ่องสอน! วัดพระธาตุดอยกองมู จัดลอยกระทงสวรรค์สืบสานประเพณีงาม 1-5 พ.ย.นี้

    ชวนเที่ยวแม่ฮ่องสอน! วัดพระธาตุดอยกองมู จัดลอยกระทงสวรรค์สืบสานประเพณีงาม 1-5 พ.ย.นี้

    วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.22 น.

    จังหวัดแม่ฮ่องสอนเตรียมจัดงานนมัสการพระธาตุดอยกองมูและประเพณี “ลอยกระทงสวรรค์” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายนนี้ เพื่อสืบสานประเพณีเก่าแก่กว่า 50 ปีที่แตกต่างไม่เหมือนใคร และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของท้องถิ่น

    วันที่ 10 กันยายน 2568 พระสุมณฑ์ศาสนกิตติ์ ดร. เจ้าคณะจังหวัดแม่ฮ่องสอน และเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยกองมู ได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมงานนมัสการพระธาตุดอยกองมู (ลอยกระทงสวรรค์) ประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นงานประจำปีสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน

    ประเพณีลอยกระทงสวรรค์ นี้สืบทอดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 เนื่องจากวัดตั้งอยู่บนภูเขาห่างไกลจากแหล่งน้ำ จึงเกิดเป็นแนวคิดให้ลอยกระทงขึ้นสู่ท้องฟ้าแทน เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัยและขอขมาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนท้องฟ้า โดยในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2568

    ภายในงานจะมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการทำบุญบูชาธาตุ 4, การลอยกระทงสวรรค์, การตักบาตรเท่าอายุ, การประกวดดอกไม้ไฟ, การแสดงมหรสพ เช่น จ้าดไต หรือลิเกไทใหญ่ และการประกวดทำกระทงจากวัสดุธรรมชาติ รวมถึงการแกะสลักผลไม้ จึงขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมงานบุญและสืบสานประเพณีท้องถิ่นที่ทรงคุณค่านี้ร่วมกัน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/913210&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wPUCGq5P24Ctg8JbllDyq

  • ชมรมมัคคุเทศน์จี้นายกฯดันธุรกิจท่องเที่ยวเข้า ‘คนละครึ่ง’

    ชมรมมัคคุเทศน์จี้นายกฯดันธุรกิจท่องเที่ยวเข้า ‘คนละครึ่ง’

    ชมรมมัคคุเทศน์จี้นายกฯดันธุรกิจท่องเที่ยวเข้า ‘คนละครึ่ง’

    นายไพศาล ซื่อธานุวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ เปิดเผยว่า วันนี้ (10 ก.ย. 68) จะนำหนังสือไปยื่นให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เกี่ยวกับข้อเสนอแนะด้านการท่องเที่ยวและขอทราบผลการดำเนินการ

    โดยทางกลุ่มฯ ขอเรียนขี้แจงสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและข้อเสนอแนะต่างๆ ประกอบด้วย

    สถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบันนับว่าตกต่ำที่สุดนับจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผ่านพ้นไป โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจำนวนลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดอย่างยิ่งในกลุ่มนักท่องเที่ยวภาษาจีน (จีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง จีนมาเลย์ และอื่นๆ) จนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยวส่วนใหญ่แทบไม่สามารถดำรงอยู่ได้

    ข้อเสนอแนะ

    • ขอให้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการต่างๆในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน
    • หากมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใดๆในอนาคต อาทิ นโยบายคนละครึ่งขอให้พิจารณาให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร รถขนส่ง สถานที่ท่องเที่ยวและอื่นๆ สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้

    ชมรมมัคคุเทศน์จี้นายกฯดันธุรกิจท่องเที่ยวเข้า ‘คนละครึ่ง’

    ปัญหาชาวต่างชาติแย่งอาชีพและทำลายธุรกิจของคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    ข้อเสนอแนะ

    • ขอให้บังคับใช้กฎหมายปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและผู้ว่าจ้างอย่างจริงจัง
    • ปรับลดช่วงเวลาที่อนุญาติให้ชาวต่างชาติในกรณีฟรีวีซ่าเพื่อการท่องเที่ยวพำนักในราชอาณาจักร จาก 60+30 วัน ให้คงเหลือเพียง 30 วัน
    • สืบหาและคําเนินศดีผู้ให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกทุนต่างชาติสีเทาที่เข้ามาเอารัดเอาปรียบผู้ประกอบการชาวไทย
    • หยุดส่งเสริม OTA ต่างชาติ และหามาตรการทางภาษีบังคับใช้กับ OTA ต่างชาติ เพื่อดความเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไทย

    ความไม่ชัดเจนของนโยบายกัญชา สร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวมากกว่าผลดี

    ข้อเสนอแนะ

    • ออกกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกัญชาให้ชัดเจนและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

    ในสถานการณ์ปัจจุบัน ภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวของไทยตกต่ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมมองของนักท่องเที่ยวตลาดผู้ใช้ภาษาจีน

    ข้อเสนอแนะ

    • ขอให้ดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอเพื่อปราบปรามเหตุอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยว
    • ขอให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้เผแพร่ข่าวปลอมที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย โดยขอให้ดำเนินการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
    • ขอให้พิจารณาคัดสรรบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจด้านการท่องเที่ยว มีภาพลักษณ์ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและก็ฬา

    อนึ่ง กลุ่มใกด์ไทยรวมใจสู้ ได้เคยเดินทางมายื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในวันที่ 21 มิอุบายน 2566 และวันที่ 8 กันขาขน 2566 โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

    • ขอให้หาแนวทางปราบปรามชาวต่างชาติผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
    • ขอให้สนับสนุนคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
    • ขอให้ยื่นร่าง พรบ.สภามัคคุเทศก์ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    มาบัดนี้เวลาได้ผ่านไป 2 ปีแล้ว ทางกลุ่มฯจึงขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการของพรรคภูมิใจใจ ไทยตามข้อเรียกร้องข้างต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638455&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vwBB64h1x7VYdsla1WiQG

  • สุดทน! ไกด์ไทยยื่น 4 ข้อเสนอถึง “นายกฯ หนู” เร่งแก้วิกฤตท่องเที่ยวหลังตกต่ำอย่างหนัก

    สุดทน! ไกด์ไทยยื่น 4 ข้อเสนอถึง “นายกฯ หนู” เร่งแก้วิกฤตท่องเที่ยวหลังตกต่ำอย่างหนัก

    กลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ ร้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อแก้วิกฤตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างหนัก

    วันที่ 10 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายไพศาล ซื่อธานุวงศ์ แกนนำกลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ นำคณะมัคคุเทศก์และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเข้าแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนและข้อเสนอแนะต่าง ๆ

    นายไพศาล กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบันตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด-19 คลี่คลายลง โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดภาษาจีน (จีนแผ่นดินใหญ่, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีนมาเลย์) ที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

    กลุ่มไกด์ไทยจึงได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณา ดังนี้

    1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเงิน : ขอให้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน และหากมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ขอให้พิจารณาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และรถขนส่ง สามารถเข้าร่วมโครงการได้

    2. ปราบปรามต่างชาติแย่งอาชีพ : ขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงผู้ว่าจ้าง พร้อมทั้งพิจารณาปรับลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยฟรีวีซ่าจากเดิม 60+30 วัน ให้เหลือเพียง 30 วัน นอกจากนี้ ยังขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา และหามาตรการทางภาษีมาใช้กับ OTA (Online Travel Agency) ต่างชาติ เพื่อลดความเสียเปรียบของผู้ประกอบการไทย

    3. ฟื้นฟูภาพลักษณ์ท่องเที่ยว : ขอให้มีมาตรการป้องกันอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีน นอกจากนี้ ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ และขอให้มีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งที่ผ่านมาสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมาก

    4. แต่งตั้งรัฐมนตรีท่องเที่ยว : ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าใจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และมีภาพลักษณ์ที่ซื่อสัตย์สุจริต มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นอกจากนี้ กลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ยังได้ทวงถามความคืบหน้าจากพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่เคยยื่นไว้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน และ 8 กันยายน 2566 ได้แก่ การปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย, การสนับสนุนคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สภามัคคุเทศก์ ซึ่งผ่านมากว่า 2 ปีแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/141724&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V938gH3-o5Wr0sB8hJznJ

  • สุดทน! ไกด์ไทยยื่น 4 ข้อเสนอถึง “นายกฯ หนู” เร่งแก้วิกฤตท่องเที่ยวหลังตกต่ำอย่างหนัก

    สุดทน! ไกด์ไทยยื่น 4 ข้อเสนอถึง “นายกฯ หนู” เร่งแก้วิกฤตท่องเที่ยวหลังตกต่ำอย่างหนัก

    กลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ ร้องนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อแก้วิกฤตอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างหนัก

    วันที่ 10 ก.ย. 2568 มีรายงานว่า ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายไพศาล ซื่อธานุวงศ์ แกนนำกลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ นำคณะมัคคุเทศก์และบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเข้าแสดงความยินดีกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนและข้อเสนอแนะต่าง ๆ

    นายไพศาล กล่าวว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบันตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่โควิด-19 คลี่คลายลง โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดภาษาจีน (จีนแผ่นดินใหญ่, ไต้หวัน, ฮ่องกง, จีนมาเลย์) ที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายรายไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้

    กลุ่มไกด์ไทยจึงได้ยื่นข้อเสนอ 4 ข้อเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณา ดังนี้

    1. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเงิน : ขอให้พิจารณาจัดหาแหล่งเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างเร่งด่วน และหากมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการ “คนละครึ่ง” ขอให้พิจารณาให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และรถขนส่ง สามารถเข้าร่วมโครงการได้

    2. ปราบปรามต่างชาติแย่งอาชีพ : ขอให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังกับชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงผู้ว่าจ้าง พร้อมทั้งพิจารณาปรับลดระยะเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาด้วยฟรีวีซ่าจากเดิม 60+30 วัน ให้เหลือเพียง 30 วัน นอกจากนี้ ยังขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่ให้ความช่วยเหลือกลุ่มทุนต่างชาติสีเทา และหามาตรการทางภาษีมาใช้กับ OTA (Online Travel Agency) ต่างชาติ เพื่อลดความเสียเปรียบของผู้ประกอบการไทย

    3. ฟื้นฟูภาพลักษณ์ท่องเที่ยว : ขอให้มีมาตรการป้องกันอาชญากรรมในแหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีน นอกจากนี้ ขอให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เผยแพร่ข่าวปลอม (Fake News) ที่ทำลายภาพลักษณ์ประเทศ และขอให้มีกฎระเบียบที่ชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งที่ผ่านมาสร้างผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวอย่างมาก

    4. แต่งตั้งรัฐมนตรีท่องเที่ยว : ขอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเข้าใจอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และมีภาพลักษณ์ที่ซื่อสัตย์สุจริต มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นอกจากนี้ กลุ่มไกด์ไทยรวมใจสู้ยังได้ทวงถามความคืบหน้าจากพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 3 ข้อที่เคยยื่นไว้เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน และ 8 กันยายน 2566 ได้แก่ การปราบปรามต่างชาติผิดกฎหมาย, การสนับสนุนคนไทยในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการผลักดันร่าง พ.ร.บ.สภามัคคุเทศก์ ซึ่งผ่านมากว่า 2 ปีแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

    ติดตาม ช่อง 8 ได้ทาง
    facebook.com/thaich8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaich8.com/news_detail/141724/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2599-%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%258C%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B7%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599-4-%25E0%25B8%2582%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B6%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25AF-%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B9-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yiQ97Lgdaqsy1TWcF_Th2

  • บุญรอดฯ ผนึก หอการค้าเยอรมัน-ไทย และ 3 สถาบันอาชีวะ ยกระดับการศึกษา พัฒนาบุคลากรสู่ภาคอุตสาหกรรม | เดลินิวส์

    บุญรอดฯ ผนึก หอการค้าเยอรมัน-ไทย และ 3 สถาบันอาชีวะ ยกระดับการศึกษา พัฒนาบุคลากรสู่ภาคอุตสาหกรรม | เดลินิวส์

    บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาบุคลากรคุณภาพให้กับภาคอุตสาหกรรม ล่าสุดได้ขยายโครงการด้านการศึกษาทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education) ซึ่งริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 โดยจับมือกับพันธมิตรทางการศึกษาเพิ่มอีก 3 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ, วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) และ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) เพื่อเสริมสร้างการศึกษาและพัฒนาทักษะวิชาชีพผ่านการฝึกงานที่เข้มข้น มุ่งสร้างแรงงานฝีมือคุณภาพ ตอบโจทย์ภาคอุตสหากรรม

    คุณปิติ ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทบุญรอดฯ ให้ความสำคัญกับ ‘คุณภาพ’ ทั้งสินค้าและบุคลากร เพราะเชื่อว่าสินค้าที่ดีต้องมาจากบุคากรที่มีคุณภาพ การศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยโครงการนี้ได้นำระบบการศึกษาทวิภาคีของเยอรมนี ซึ่งเป็นรูปแบบการศึกษาอาชีวะที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกงานในสถานที่ที่มีมาตรฐาน ได้เรียนภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัติกับผู้มีประสบการณ์จริง เพื่อพัฒนาทักษะและความสามารถให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของการพัฒนาภาคธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค AI ที่บริษัทฯวางแผนจะ Up Skill และ Re Skill แรงงานในอีก 3-5 ปีข้างหน้า”

    ด้าน Dr.Wein Roland ผู้อำนวยการบริหาร หอการค้าเยอรมัน-ไทย เผยว่า “มีความยินดีที่ได้มีส่วนร่วมกับก้าวสำคัญในความร่วมมือที่จะนำไปสู่อนาคตของการพัฒนาบุคลากรทีมีศักยภาพ เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับองค์กรและวิทยาลัยอื่น ๆ ในการพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพื่อรองรับโลกยุคใหม่”

    ขณะที่ ดร.สุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เผยว่า “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างองค์กรและวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทั้งนักศึกษา ครู จะได้อัพเดตความรู้ใหม่ ๆ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยของบริษัทเอกชนชั้นนำอย่างบุญรอดฯ จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาการศึกษาของอาชีวะไทยอย่างแท้จริง”

    ตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สร้างบุคลากรคุณภาพใน 2 สาขาวิชาหลัก ได้แก่ สาขาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และ ช่างกลโรงงาน ซึ่งได้รับการยอมรับจากหอการค้าเยอรมัน-ไทยว่าเป็นโครงการที่มีความก้าวหน้าสูง และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน โครงการจึงได้ขยายไปยังสาขาใหม่คือ สาขาวิชาช่างเมคคาทรอนิกส์ โดยมีนักศึกษารุ่นที่ 4 จำนวน 10 คน จาก 3 วิทยาลัยพันธมิตรใหม่เข้าร่วม นอกจากนี้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ยังเป็นบริษัทไทยเพียงแห่งเดียวที่ใช้ระบบการฝึกงานมาตรฐานเยอรมัน และ ดูแลสวัสดิการนักศึกษาในโครงการอย่างเต็มที่ ทั้งเบี้ยเลี้ยง ค่าเทอม ที่พัก และชุดพนักงาน ผู้ที่ผ่านโครงการจะได้รับใบประกาศนียบัตรช่างเทคนิคมาตรฐานเยอรมัน ซึ่งถือเป็นการยกระดับการศึกษาอาชีวะของไทยให้เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงานอย่างแท้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5099761/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gKfvBiaaB9kuws_gwMp2g

  • จุฬาฯ – กสิกรไทย ผนึกความร่วมมือ ยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    จุฬาฯ – กสิกรไทย ผนึกความร่วมมือ ยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และธนาคารกสิกรไทย ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) เชื่อมต่อแพลตฟอร์ม SKILLKAMP และ Chula Lifelong Learning (Chula X) เพื่อยกระดับศักยภาพการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงหลักสูตรคุณภาพที่อยู่บน 2 แพลตฟอร์ม รวมกว่า 1,000 รายวิชา ได้อย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมทั้งวิชาการและทักษะดิจิทัล รองรับการ Upskill-Reskill ทุกช่วงวัย

    พิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุม 1302 ชั้น 13 อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ความร่วมมือในครั้งนี้คาดหวังว่าจะช่วยพัฒนาทักษะและสร้างบุคลากรที่มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตไปได้อีก พร้อมเดินหน้าเปิดให้บริการเรียนรู้เต็มรูปแบบในปี 2569

    รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีพันธกิจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Chula Lifelong Learning Ecosystem) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่หลากหลายและมีคุณภาพสำหรับคนไทยทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อชีวิตและการทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสู่สังคมไทย เพื่อสร้างสมรรถนะและทักษะที่รองรับกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในศตวรรษที่ 21 โดยระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “Chula Lifelong Learning หรือ “Chula X” ได้พัฒนาเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รวบรวมองค์ความรู้หลายศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนและบูรณาการความร่วมมือข้ามศาสตร์ ครอบคลุมทักษะด้านเทคโนโลยี ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การจัดการ การตลาด ภาษา สุขภาพ ศิลปะ และการพัฒนาตนเอง ซึ่งจัดการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออนไซต์ พร้อมระบบการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิตเข้าสู่หลักสูตรได้อย่างเป็นระบบ

    “Chula X” ไม่เพียงสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างผู้นำที่มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถต่อยอดองค์ความรู้และสร้างโอกาสการทำงานในอนาคต สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “Impactful Growth” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรอบทิศเพื่อพัฒนาและช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม” และที่สำคัญความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ และธนาคารกสิกรไทยในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสององค์กรในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติม

    ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและ AI (Artificial Intelligent) ที่เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม ตลาดแรงงานไทยจำเป็นต้องเร่งเพิ่มบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล คาดการณ์ว่าในอีก 2 ถึง 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะต้องการบุคลากรด้านนี้ไม่ต่ำกว่า 20,000 ตำแหน่ง ขณะที่องค์กรต่าง ๆ มีความต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้านเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ธนาคารกสิกรไทยจึงได้พัฒนา SKILLKAMP ขึ้นมา เพื่อเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะดิจิทัล ที่รวบรวมคอร์สเรียนออนไลน์ชั้นนำ รวมถึงมีการสอบประเมินทักษะและต่อยอดโอกาสในการทำงานกับองค์กรชั้นนำอีกด้วย สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านวิชาการ (MOU) กับบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาและพัฒนาแนวทางการเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม SKILLKAMP และ Chula Lifelong Learning (Chula X) ในครั้งนี้  เพื่อเปิดกว้างการเข้าถึงหลักสูตรคุณภาพมากกว่า 1,000 รายวิชา ครอบคลุมทั้งวิชาการและทักษะดิจิทัล รองรับการ Upskill-Reskill
    ทุกช่วงวัย ส่งเสริมการเรียนของนักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่มีความสนใจศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ยกระดับศักยภาพบุคลากรไทย สู่ตลาดแรงงานในอนาคต โดยผู้เรียนสามารถเข้าสื่อการเรียนการสอนระหว่าง 2 แพลตฟอร์มได้อย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกและโอกาสการเรียนรู้ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”

    “ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง การเชื่อมต่อของ 2 แพลตฟอร์มช่วยเพิ่มโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาและสร้างบุคลากรคุณภาพที่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน และส่งเสริมระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืนเพื่ออนาคตของประเทศไทยต่อไป พร้อมเดินหน้าสู่การให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในปี 2569 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.skillkamp.com  หรือ LINE OA: @skillkamp” ดร.กรินทร์ บุญเลิศวณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/259507/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02CBQPFSeb25kA28dbJUub

  • สกศ.ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ถอดบทเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน | เดลินิวส์

    สกศ.ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ถอดบทเรียนชายแดนไทย-กัมพูชา ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 10ก.ย. รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ถอดบทเรียนความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย – กัมพูชา สู่ข้อเสนอนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน (Education in Emergency) โดยมี นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้บริหาร นักวิชาการ บุคลากรจากสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา และ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมแกรนริชมอนด์ อ.เมือง จ.นนทบุรี

    รศ.ดร.ประวิต ได้กล่าวเปิดการประชุม โดยเน้นย้ำว่า “พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งครอบคลุม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่มีความเปราะบางสูงและเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีปัญหาความมั่นคงชายแดน ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบการศึกษา โรงเรียนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มรูปแบบ ขาดความพร้อมด้านสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ขณะที่บุคลากรทางการศึกษาก็ได้รับผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจ สกศ. เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงจัดการประชุมถอดบทเรียน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและถอดบทเรียนสภาพการจัดการศึกษา ปัจจัยความสำเร็จ และประเด็นท้าทายของการจัดการศึกษาในพื้นที่ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่การจัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในภาวะฉุกเฉิน (Education in Emergency) ต่อไป

    ภายในงานประชุมมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการตั้งประเด็นคำถามที่หลากหลายเพื่อรวบรวมความคิดเห็นและประสบการณ์จากผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งคาดว่าจะได้รับข้อมูลและข้อเสนอแนะที่สำคัญในหลายด้าน อาทิ ฉายภาพสถานการณ์จริงจากพื้นที่: ที่ประชุมเปิดประเด็นด้วยการบอกเล่าบรรยากาศในวันแรกของสถานการณ์ความไม่สงบและกรณีศึกษาการตัดสินใจเร่งด่วนของผู้บริหารโรงเรียนในพื้นที่ด่านหน้า ตลอดจนความท้าทายเร่งด่วนในการประสานงานเพื่ออพยพประชาชน โดยเฉพาะเด็กนักเรียนและครูทั้งสะท้อนผ่านมุมมองของผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานปกครอง โดยที่ประชุมร่วมกันชี้ให้เห็นถึง “สภาพปัญหา” ร่วมกันที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนในพื้นที่ชายแดน ในภาพรวมของแต่ละจังหวัด และปัญหาที่ส่งผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุดสำหรับเด็กและคุณครู

    วิเคราะห์บทเรียนและปัจจัยความสำเร็จ: ที่ประชุมร่วมกันหารือถึงแนวทาง “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ที่ประสบความสำเร็จด้วยการวิเคราะห์ “ปัจจัย” สำคัญที่ทำให้การจัดการศึกษายังคงดำเนินต่อไปได้ในภาวะวิกฤต และ “จุดอ่อน” หรือ “ประเด็นท้าทาย” เชิงโครงสร้างที่วิกฤตเผยให้เห็นอย่างชัดเจนที่สุดจากนักวิชาการ ตลอดจนบทเรียนเกี่ยวกับการดูแล “ขวัญและกำลังใจ” และ “การสื่อสาร” ไปยังโรงเรียน ผู้ปกครอง และครูในภาวะฉุกเฉิน

    มองไปข้างหน้าและข้อเสนอนโยบาย: การเสนอ “นโยบายเร่งด่วน” และ “นโยบายระยะยาว” ที่จะช่วยแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ การจัดระบบโครงสร้างทางการศึกษาให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่อาจก่อให้เกิดภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตร ครู และเทคโนโลยีให้พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนปรับกฎหมาย ข้อปฏิบัติ และการใช้ทรัพยากรให้ยืดหยุ่นเหมาะสมต่อสถานการณ์ ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือควรพัฒนาแนวทางการบูรณาการระหว่างหน่วยงานระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อให้การช่วยเหลือไปถึงโรงเรียนได้อย่างรวดเร็วและมีเอกภาพ

    สกศ. คาดหวังว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสภาพการจัดการศึกษา พร้อมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดย สกศ. นำข้อมูลที่ได้จากการประชุมไปประกอบการจัดทำข้อเสนอนโยบายการศึกษาในภาวะฉุกเฉิน โดยมุ่งให้ได้แนวทางที่ครบถ้วน สอดคล้องกับความเป็นจริง และตอบโจทย์ผู้เรียนและสังคมในอนาคต ทั้งยังเป็นการสร้างความพร้อมเชิงระบบ เพิ่มศักยภาพในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเสริมความมั่นคง ยืดหยุ่น และยั่งยืนให้แก่ระบบการศึกษาไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5100950/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DhIjR2SLc2l9tRBFssbGZ

  • กยศ.ไขข้อข้องใจ ยอดหนี้ในแอป หลังคำนวณหนี้ใหม่

    กยศ.ไขข้อข้องใจ ยอดหนี้ในแอป หลังคำนวณหนี้ใหม่

    วันนี้ (10 ก.ย.2568) กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า จากการที่ กยศ. ได้ดำเนินการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) เป็นไปตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 และประกาศคณะกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เรื่อง การปรับปรุงยอดหนี้ของผู้กู้ยืมเงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ดังนี้

    • นำรายการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมแต่ละรายที่ได้ชำระเงินคืนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระหนี้ครั้งแรกมาคำนวณหนี้ใหม่
    • เปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็น ตัดชำระเงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ
    • คิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี ของเงินต้นคงเหลือ
    • ลดเบี้ยปรับเหลือ 0.5% ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระ

    แสดงยอดหนี้ที่คำนวณใหม่ ในแอปพลิเคชัน กยศ.Connect เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2568 เป็นต้นไป

    ผู้กู้ยืมคำนวณหนี้ใหม่เรียบร้อยแล้ว ทำอย่างไรต่อ 

    • ผู้กู้ยืมที่มีเงินส่วนเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่  คลิก
    • ผู้กู้ยืมที่ยังมียอดหนี้คงเหลือ เมื่อผู้กู้ยืมชำระหนี้ระบบจะลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ

    การแสดงหน้าจอแอปฯ กยศ. Connect  เป็นอย่างไร

    • กรณีคำนวณใหม่แล้วยอดหนี้เป็น 0
    • ผู้กู้ยืมชำระหนี้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว หรือ
    • ผู้กู้ยืมมีเงินส่วนที่ชำระเกินจากยอดหนี้ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืน ได้ที่เว็บไซต์ กยศ.

    กรณีคำนวณใหม่แล้วยอดหนี้ลดลง

    สำหรับผู้กู้ยืมที่มีเงินต้น ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับค้างชำระ เนื่องจากกฎหมาย กยศ. ลดเบี้ยปรับจากเดิม 12-18% และ 7.5% เหลือเพียง 0.5% และเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็น “เงินต้นส่วนที่ครบกำหนด-ดอกเบี้ย-เบี้ยปรับ” ตามลำดับ การคำนวณหนี้ใหม่ จึงส่งผลให้ยอดหนี้รวมลดลงกว่าการคำนวณหนี้แบบเดิม

    กรณีคำนวณใหม่แล้วยอดหนี้เพิ่มขึ้น

    เนื่องจากตั้งแต่ พ.ร.บ. กยศ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ และ กยศ. อยู่ระหว่างพัฒนาระบบ เงินที่ผู้กู้ยืมชำระเข้ามาในแต่ละครั้ง จะถูกนำไปลดเงินต้นทั้งหมด 100% ส่งผลให้เงินต้นลดลงกว่าความเป็นจริง โดยเงินที่ชำระยังไม่นำไปลดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ

    และเมื่อ กยศ. คำนวณหนี้ใหม่แล้วเสร็จ โดยตัด “เงินต้นส่วนที่ครบกำหนด-ดอกเบี้ย-เบี้ยปรับ (ถ้ามี)” ตามลำดับ อาจทำให้ยอดเงินต้นคงเหลือเพิ่มขึ้น เนื่องจาก กยศ. นำเงินที่ผู้กู้ยืมชำระเข้ามาไปตัดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับที่ระบบยังไม่ได้ตัดก่อนหน้านี้

    สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างคำนวณหนี้

    หน้าจอระบบจะแสดงยอดหนี้ / ยอดหนี้ปรับปรุง ณ วันที่ 31 พ.ค. 2568 ในระหว่างนี้ ผู้กู้ยืมสามารถชำระเงินคืนได้ตามปกติ และเมื่อ กยศ. คำนวณหนี้แล้วเสร็จ จะแสดงยอดหนี้ทางแอป กยศ.Connect ต่อไป

    อัปเดต คำนวณยอดหนี้ใหม่อีก 7.7 แสนบัญชี รวมเป็น 1.75 ล้านบัญชี

    ขณะที่ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา ดร. นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการ กยศ. ได้เปิดเผยว่า จากการที่ กยศ. ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) ให้กับผู้กู้ยืมเงินเพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายในการเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้เป็น เงินต้นเฉพาะส่วนที่ครบกำหนด ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับตามลำดับ รวมทั้งการคิดดอกเบี้ยในอัตรา 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับเหลืออัตรา 0.5% ต่อปีนั้น

    ที่ผ่านมา กยศ. ได้คำนวณยอดหนี้ใหม่แล้วกว่า 980,000 บัญชี และล่าสุดได้คำนวณยอดหนี้ใหม่เพิ่มเติมอีกกว่า 770,000 บัญชี รวมทั้งหมดเป็นกว่า 1,750,000 บัญชี ซึ่งได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว โดยยอดหนี้ใหม่จะปรากฏในแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ตั้งแต่ วันที่ 8 กันยายน 2568 เป็นต้นไป และ กยศ. จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จจนครบถ้วนทุกบัญชีโดยเร็วต่อไป

    ทั้งนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่ระบบแจ้งว่ามีเงินส่วนที่ชำระเกินจากยอดหนี้ ที่ปรับปรุงใหม่ สามารถลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้ที่เว็บไซต์ กยศ. ส่วนกรณีที่ยังมียอดหนี้คงเหลือสามารถชำระผ่าน Mobile Banking ของทุกธนาคารได้ โดยสแกน QR code หรือสามารถชำระผ่านช่องทางอื่น ๆ ที่ กยศ. กำหนด โดยระบบจะลดหนี้ภายใน 3 วันทำการ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th

    พร้อมยืนยันว่า กยศ.จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการคำนวณยอดหนี้ใหม่ส่วนที่เหลืออย่างละเอียดรอบคอบในทุกขั้นตอน เพื่อให้มั่นใจว่ายอดหนี้ที่ปรากฏในระบบเป็นข้อมูลที่ถูกต้องตรวจสอบได้ และผู้กู้ยืมเงินจะไม่เสียสิทธิตามกฎหมายอย่างแน่นอน

    อ่านข่าว : ฟื้น “คนละครึ่ง” รัฐบาลอนุทิน กระตุ้น(คะแนนเสียง)เศรษฐกิจสีเงิน

    สภาฯ อัปเดต สส.ล่าสุด ชุดที่ 26 จำนวน 491 คน

    กทม. เตือนพื้นที่เฝ้าระวัง หลังพบสัตว์ป่วย “โรคพิษสุนัขบ้า” เช็กจุดไหนบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356372&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GvGkj2QC7bBhr5QII6mGT