Blog

  • เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ต้องน้อมรับ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย กระทบต่อเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว 

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าห่วงเพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตาการเมืองไทยใกล้ชิด หากยังไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุนได้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์ม ครม.ที่ดี ได้บุคคลที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับบริหารประเทศ 

    ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เมื่อศาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ทางตลาดทุนหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยตลาดทุนพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้น อาจมีบ้าง แต่โดยรวมถือว่าตลาดซึมซับรับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ประเด็นสำคัญที่จับตามองเวลานี้ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่จัดตั้งขึ้นมาและรายชื่อครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญก้าวแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว อาจโตต่ำกว่าครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะโตเพียง 1% หวังว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ใน 1-2 เดือน และควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังนายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ส่วนความคาดหวังการท่องเที่ยวในประเทศที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลไฮซีซั่น แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางน้อยลง 

    ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดที่ต้องใช้งบประมาณ หรือโครงการใหญ่ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หยุดชะงัก กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน เพราะต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยไทยควรใช้โอกาสใน 2-3 ปีนี้ ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆแทน เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม 

    “การค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศการเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก ทั้งปี 68 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขนี้ถือว่าต่ำสุดแล้ว” 

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำต้องชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา “ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อ ส่วนดีลภาษีสหรัฐฯน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ” 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าลดลง รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกกับสหรัฐฯ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำกว่าที่คาด โดยหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะกระทบนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตัดสินใจ ช่วงที่เสถียรภาพการเมืองยังไม่แน่นอน ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งทำงานร่วมภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว 

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกรว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879640&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZE9UNIf4ReWtexpl06uP

  • ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    ILM ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์’ โตไม่หยุด เดินเกมบุกครึ่งปีหลัง ขยายสาขาใหม่ลำดับที่ 35 ปักหมุดจังหวัดเชียงราย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ รองรับความต้องการผู้บริโภค ตอบรับดีมานด์ภาคธุรกิจและกา

    มิติหุ้น – บมจ.อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ (ILM) เดินหน้าครึ่งปีหลังอย่างแข็งแกร่ง เตรียมแผนรับความท้าทายทางเศรษฐกิจครั้งใหม่ ย้ำการเป็นผู้นำด้านสินค้าเรื่องบ้าน THAILAND’s NO.1 Furniture & Home Decorative Destination เปิดเกมบุกขยายสาขาใหม่ ปักหมุดเมืองรองของการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาคทางตอนเหนือของไทย ทุ่มงบ 200 ล้านบาท เปิด ‘อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย’ ลำดับที่ 35 ภายใต้แนวคิด ‘แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก’ ชูความครบครันสินค้าเรื่องบ้าน ผสานดีไซน์โมเดิร์นโคซี่และสเน่ห์ที่เป็นอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย เพื่อสร้างประสบการณ์การช้อปอย่างลงตัวตอบรับความต้องการของผู้บริโภค พร้อมรองรับกับดีมานด์เฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านจากภาคธุรกิจบริการ โรงแรม รีสอร์ต สู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่คนอยากไปสัมผัสมากที่สุดในพื้นที่ภาคเหนือ  โดยคาดจะสามารถขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย

              นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้นำธุรกิจ ค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า การขยายธุรกิจไปสู่ภูมิภาคที่มีศักยภาพเป็นกลยุทธ์ที่เราวางไว้ โดยครึ่งปีหลังปี 2568 บริษัทฯ ได้เตรียมแผนงานให้ยืดหยุ่นพร้อมเผชิญกับความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในอย่างแข็งแกร่ง  เพื่อย้ำการเป็น “THAILAND’s NO.1 FURNITURE & HOME DECORATIVE DESTINATION” โดยเลือกเจาะการขยายสาขาในเมืองรองและเมืองท่องเที่ยว  ล่าสุดปักหมุดสู่ภูมิภาคทางภาคเหนือของไทย กับ “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์  สาขาเชียงราย” ลำดับที่ 35 หนึ่งในเมืองรองดาวรุ่งที่น่าจับตามอง  เป็นแห่งที่ 2 บนพื้นที่ภาคเหนือ (หลังจากเปิดสาขาเชียงใหม่)  โดย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ได้นำเสนอภายใต้แนวคิด “แต่งบ้านที่ใช่ ในเมืองที่รัก” ยังชูครบครันของสินค้าทั้งเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ ของแต่งบ้าน ให้เป็นมากกว่าสินค้าเรื่องบ้าน แต่ยังช่วยส่งต่อแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน

    อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของ อ.เมืองเชียงราย พิกัดสี่แยกแม่กรณ์ (ห่างจากสนามบินเชียงรายระยะทาง 13 กม.) พื้นที่ราว 6,300 ตารางเมตร โดยทุ่มงบ 200 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์การช้อปสินค้าเรื่องบ้านพร้อมสร้างประสบการณ์ช้อป THE NEW LIFE EXPERIENCE’ ที่พร้อมให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสกับ 5 ไฮไลท์ ดังนี้

    • New Design’ นิยามใหม่แห่งการดีไซน์ เชื่อมโยงการช้อปผ่านดีไซน์สไตล์โมเดิร์นโคซี่ ผสานเข้ากับอัตลักษณ์ของเมืองเชียงราย โดยนำดอกพวงแสดสัญลักษณ์ประจำจังหวัด มาสร้างแรงบันดาลใจเพื่อถ่ายทอดความงดงามแบบเฉพาะ ทั้งการดีไซน์จากโครงสร้างภายนอกและ Décor ภายในร้าน รวมถึงนำงานคราฟท์เครื่องเคลือบดินเผาวาดลวดลายด้วยมือและวัสดุธรรมชาติ จาก ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เครื่องเคลือบที่ดีที่สุดแห่งล้านนาจากช่างฝีมือที่สืบสานมรดกทางวัฒนธรรมมายาวนานจากรุ่นสู่รุ่น มาสร้าง Element ในร้าน บวกกับการจัดวางเลย์เอาท์ภายในให้ยืดหยุ่นในการจัดวางสินค้า, ใช้ผนังโปร่งของไม้ระแนงมาคั่นเฟอร์นิเจอร์แต่ละเซ็ตให้ดูโปร่งโล่ง โดยใช้สีเอิร์ธโทนที่นุ่มเบาสบายตา มาเสริมความอบอุ่น ผ่อนคลาย เชื่อมโยงการช้อปอย่างลงตัว
    • New Zone’ มอบประสบการณ์ช้อปด้วยสินค้าและบริการที่เหนือกว่า รวมแบรนด์เฟอร์นิเจอร์คุณภาพ อาทิ แบรนด์ Index Funiture, Younique (ยูนีค) บิวท์อินเฟอร์นิเจอร์ และแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา อาทิ Winner Funiture, Furinbox รวมถึงที่นอนแบรนด์ดังมากมาย นอกจากนี้ยังมี DESIGN STUDIO ดีไซน์เนอร์ฮับช่วยให้คำแนะนำและออกแบบห้องเสมือนจริง และพร้อมรองรับ BUSINESS TO BUSINESS (B2B) บริการด้านงานดีไซน์-ตกแต่งภายในรูปแบบธุรกิจและผู้ประกอบการตั้งแต่ SME รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ, โรงแรม, โรงพยาบาล และ VIP SPACE พร้อมรองรับลูกค้าคนพิเศษ
    • New Offers ด้วยโปรฯ ปัง ฉลองเปิดสาขา…สมาชิก JOY Member รับสิทธิพิเศษช้อป 1,000 บาท คืน 1,000 บาท (5 วัน)       รวม 400 สิทธิ์ และพบกับสินค้านาทีทองทุกวัน ตั้งแต่ 27-31 ส.ค.นี้ เท่านั้น! พร้อมรับสิทธิพิเศษจากเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เเละบัตรเครดิตKTC ผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน พร้อมรับเครดิตเงินคืน เเละของสมนาคุณอีกมากมาย เช่น ทองคำแท่ง, E cash voucher Index เเละเเลกคะแนนสูงสุด15%* รวมถึง ช้อปครบรับของสมนาคุณ อาทิ ช้อป 3,000บาท รับฟรี! ร่มอินเด็กซ์ฯ มูลค่า 350บาท, ช้อป 15,000บาทรับ E-Gift Voucher Index มูลค่า 1,500บาท, ช้อป 80,000บาท รับบัตรกำนัลที่พัก PATAMMA Lagoon Villa Eco Luxury Resort จ.น่าน 3วัน 2คืน มูลค่า 18,000บาทพิเศษ! ช้อป 100,000บาท รับฟรี! เครื่องฟอกอากาศ Levoit มูลค่า 6,990บาท จำนวน 1 รางวัล สำหรับลูกค้าที่รีวิว Google review, Like & Share เพจ  รับฟรี! คูปอง 500บาท (เมื่อช้อป 1,500 บาท  ขึ้นไป  และช้อป 2,000บาทยังได้ร่วมเล่นเกมรับของสมนาคุณฟรี!  (จำกัด 100 ท่านแรก ตั้งแต่ 27 ส.ค.-30 ก.ย. 68)
    • New Member ต่อยอดขยายฐานสมาชิก JOY Member ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งจาก Data ยอดสมาชิกใน 5 จังหวัด (เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง) รวมกว่า 16,000 ราย อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ มอบ สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก และสมาชิกใหม่ JOY Member รับทันทีคุ้ม 3 ต่อ ต่อที่ 1 รับส่วนลด 200 บาท (เมื่อช้อปสินค้าครบ 1,200 บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ต่อที่ 2 รับเพิ่ม 600 พอยท์ (มูลค่า 60บาท/พอยท์ ในวันถัดไป) ต่อที่ 3 พิเศษ! เมื่อช้อปและใช้คูปองส่วนลดสมาชิกใหม่ 200 บาท รับฟรี! ถุงช้อปปิ้ง JOY Member มูลค่า 69 บาท สมาชิกช้อปรับพอยท์ x3 (เมื่อช้อปสินค้าครบ 3,000บาท ขึ้นไป/ใบเสร็จ) ตั้งแต่ 27 ส.ค.–31 ธ.ค. 68
    • Sustainability ส่งต่อการใช้ชีวิตที่ยั่งยืน เพราะเชื่อว่าพฤติกรรมเล็กๆ ในบ้าน สามารถเปลี่ยนโลกได้อย่างยั่งยืน  จึงได้รวบรวมกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์สิ่งแวดล้อมและสังคมที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “เราได้ โลกได้ เขาได้”

    – ‘เราได้for US #wellbeing มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ปลอดภัย ฟังก์ชันตอบโจทย์และใช้งานได้ยาวนาน

    – ‘โลกได้for planet #recycling ร่วมสร้างโลกให้น่าอยู่ ด้วยผลิตภัณฑ์ Eco Product เช่น หวาย ไม้ไผ่ ไม้ยางพารา เปลือกข้าวโพด, วัสดุรีไซเคิล เช่น ผ้า พลาสติก เศษยางพารา ฯลฯ เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า รวมถึงไอเทมที่ช่วยเซฟพลังงาน และการลดแพ็กเกจสินค้าที่เป็นพลาสติกให้น้อยลงเพื่อเป็นการลดการสร้างขยะ

    – ‘เขาได้’ for all #supporting สร้างสรรค์สังคมที่แข็งแกร่ง ด้วยการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากชุมชนท้องถิ่น เพื่อเป็นการสร้างงานสร้างรายได้สู่ชุมชน

    นอกจากนี้ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขาเชียงราย ยังได้วางโครงสร้างอาคารเพื่อรองรับแผนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, การเพิ่มสัดส่วนของสื่อสิ่งพิมพ์ภายในสโตร์ด้วยวัสดุกระดาษลูกฟูก (Eco) ย่อยสลายได้ง่ายรวม 80% และสื่อที่เป็นพีพีบอร์ดเพียง 20% รวมถึงมีการคัดแยกประเภทขยะภายในสาขาของพนักงาน  พร้อมกันนี้ยัง พัฒนาด้านสังคม ส่งเสริมการจ้างงานให้คนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และสร้างรายได้ให้กับกลุ่มชุมชนด้วยการนำผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานพัดไม้ไผ่งานแฮนด์เมดฝีมือชาวบ้านที่บ้านเมืองรวง ต.แม่กรณ์ และกลุ่มทอผ้าบ้านสันทรายน้อย ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกในงานฉลองเปิดสาขา (วันที่ 27 ส.ค.) พร้อมทั้งสนับสนุนให้พนักงาน ILM ที่มีภูมิลำเนา จ.เชียงราย ได้ใช้สิทธิ์โอนย้ายกลับไปทำงานที่บ้านเกิดเพื่อได้อยู่ร่วมกับครอบครัว ภายใต้โครงการ ‘ปิ๊กบ้าน ILM สาขาเชียงฮาย กั๋นเต๊อะ’

    นางสาวกฤษชนก กล่าวว่า การขยายสาขาเชียงราย นอกจากจะขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของบริษัทฯ แล้ว  ยังส่งมอบสินค้าและบริการเรื่องบ้านที่ดีมีคุณภาพและราคาที่คุ้มค่าให้กับลูกค้าทั้งในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง  อีกนัยยังร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมืองเชียงรายให้เติบโตไปพร้อมกัน  โดยจังหวัดเชียงรายถือเป็นเมืองรองเป้าหมายแห่งการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ  เนื่องจากมีความโดดเด่นจากภูมิศาสตร์ ทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ มีความหลากหลายทางศิลปะวัฒนธรรม จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองศิลปะ”สอดคล้องกับแผนการผลักดันด้านการท่องเที่ยวและพัฒนาจังหวัดด้วยวิสัยทัศน์ ‘เชียงรายเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ วิถีถิ่นร่วมสมัย เกษตรกรรมมูลค่าสูง สิ่งแวดล้อมสมดุล มุ่งสู่ความยั่งยืน’

    นอกจากนี้นโยบาย ‘เที่ยวไทยคนละครึ่ง’ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลัก 22 จังหวัด และเมืองน่าเที่ยวอีก (เมืองรอง) 55 จังหวัด ซึ่งข้อมูลจาก : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวไทยภายในประเทศมีรายได้รวม 1,340,000 ล้านบาท แบ่งเป็นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 770,000 ล้านบาท และนักท่องเที่ยวไทย 570,000 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดเชียงรายเป็นเมืองรองที่มีผู้เยี่ยมเยือนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ทำให้เชียงรายยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวสูงสุดในช่วงเวลาเดียวกัน  และรองลงมาคือ จังหวัดสุพรรณบุรี, สมุทรสงคราม, อุดรธานี และอุบลราชธานี

    ในขณะที่ข้อมูล : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ที่คาดว่าปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวในประเทศจะมีจำนวน 205 ล้านคน-ครั้ง หรือเติบโต 2.2% จากปีก่อน โดยจังหวัดท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว (เมืองรอง) จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น เนื่องจากเทรนด์คนไทยที่หันมาเที่ยวเมืองรองในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยจากการเลี่ยงความแออัดของสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองหลัก เริ่มมองหาสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ มีการรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวจากสื่อสังคมออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงศาสนาก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยคาดการณ์สัดส่วนคนไทยที่จะเที่ยวเมืองรองในปี 2568 จะเพิ่มขึ้นเป็น 41.4% จากในช่วง 5 เดือนแรกปี 2568 คนไทยเที่ยวเมืองรองมีสัดส่วนอยู่ที่ 41.3% และเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 (ก่อนโควิด-19) อยู่ที่ 32.3%

    ทั้งนี้จังหวัดเชียงรายยังมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วงปี 2567-2568 มีการมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเส้นทางคมนาคม  เพื่อเชื่อมโยงเชียงรายกับจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น โครงการก่อสร้างถนนเส้นทางการค้า North-South Economic Corridor เพื่อเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการค้าระหว่างประเทศไทย กับสปป.ลาว เมียนมา และจีน (R3A) เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และเป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนที่สำคัญที่ใช้ในการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภค อีกทั้งอสังหาริมทรัพย์ยังได้รับความสนใจนักลงทุนต่างชาติ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ทำให้ภาระผ่อนชำระบ้านลดลง และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ยิ่งช่วยเพิ่มความต้องการที่อยู่อาศัย รวมทั้งกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    “อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ตั้งเป้าให้สาขาเชียงราย เป็นศูนย์กลางที่ตอบโจทย์สินค้าไลฟ์สไตล์เรื่องบ้านของทุกคนด้วยเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของตกแต่งบ้านครบโซลูชั่นและดีไซน์  โดยได้ทำพิธีฉลองเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยโชว์การแสดงกลองสะบัดชัย กลองไทโกะ กลองปูจา เพื่อสร้างบรรยากาศและเอาฤกษ์เอาชัย นอกจากนี้ในงานยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่เมืองเชียงราย อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย, ประธาน YEC หอการค้าจังหวัดเชียงราย, สมาคมขัวศิลปะเชียงราย, สมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย, สมาคมชาติพันธ์และท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดเชียงราย, สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย, สมาคมมัคคุเทศก์จังหวัดเชียงราย รวมถึงลูกค้าชาวเชียงรายที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมาช้อปกันแน่นขนัดตั้งแต่ร้านเปิด  คาดว่าสาขาเชียงรายจะขับเคลื่อนรายได้ให้เติบโตตามเป้าหมาย” นางสาวกฤษชนก กล่าว

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/29/573769/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oDsUb15XQ1HwTg7d03mmz

  • ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    ผู้ว่าฯนครนายกเป็นประธานพิธีมอบทุนการศึกษาเด็กออทิสติก

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    นายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก เป็นประธานในพิธีมอบทุนสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กออทิสติกและเด็กพิการในมูลนิธิคุณพุ่ม พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธี ณ ห้องประชุมศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ซึ่งทางจังหวัดนครนายก ได้รับพระกรุณาธิคุณ จากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ประทานทุนการศึกษา ให้แก่บุคคลออทิสติกและเด็กพิการในจังหวัดนครนายก

    นางอาภัสรา ตังคกุลวิวิช ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก กล่าวว่า ด้วยมูลนิธิคุณพุ่ม โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี องค์ประธานมูลนิธิคุณพุ่ม ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญว่าบุคคลออทิสติก บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้นั้น ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาและทางสังคมอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงมีความห่วงใยในคนเหล่านี้ จึงทรงพระกรุณาประทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อเป็นทุนแรกเริ่มในการก่อตั้งมูลนิธิคุณพุ่มขึ้นมา เพื่อเป็นการรำลึกถึง คุณพุ่มพระโอรส ซึ่งในปีนี้ ศูนย์การศึกษาพิเศษมหาจักรีสิรินธร ประจำจังหวัดนครนายก ได้รับการจัดสรรทุนดังกล่าว จำนวน 101 ทุน เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 505,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และพัฒนาศักยภาพของผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาเท่านั้น และทางมูลนิธิคุณพุ่มได้ขอความอนุเคราะห์จากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้แทนพระองค์ในการมอบทุนการศึกษาให้แก่เด็กพิการในจังหวัดนั้น ๆ โดยให้ผู้แทนผู้รับทุนการศึกษาฯ จำนวน 30 คน เข้ารับทุนดังกล่าว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910640&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VbXEmeq0Jl27WR_CGnu6W

  • เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    เอกชนขอตั้งรัฐบาลใหม่โดยเร็ว ผวาเศรษฐกิจชะงัก! เชื่อมั่นหด! ท่องเที่ยวลด! ลงทุนหาย!

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ต้องน้อมรับ ยอมรับว่าเหตุการณ์วันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย กระทบต่อเศรษฐกิจที่เผชิญวิกฤตอยู่แล้ว ทั้งกำลังซื้อถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว 

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าห่วงเพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตาการเมืองไทยใกล้ชิด หากยังไร้เสถียรภาพ ความเชื่อมั่นจะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนลังเล การท่องเที่ยวชะลอตัว ทุกอย่างกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    นายพจน์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วม ออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้สังคมและนักลงทุนได้ ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์ม ครม.ที่ดี ได้บุคคลที่มีฝีมือเป็นที่ยอมรับบริหารประเทศ 

    ขณะที่นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า เมื่อศาลมีความชัดเจนในเรื่องนี้แล้ว ทางตลาดทุนหวังว่า ประเทศไทยจะสามารถที่จะจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่โดยเร็ว เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและดูแลความมั่นคงของประเทศ โดยตลาดทุนพร้อมจะร่วมมือกับรัฐบาลในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้น อาจมีบ้าง แต่โดยรวมถือว่าตลาดซึมซับรับข่าวเรื่องนี้ไปพอสมควรแล้ว ประเด็นสำคัญที่จับตามองเวลานี้ คือ ความมั่นคงของรัฐบาลใหม่ ที่จัดตั้งขึ้นมาและรายชื่อครม.ชุดใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญก้าวแรกในการสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน 

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวยอมรับว่าประเทศไทยกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาอีก 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว อาจโตต่ำกว่าครึ่งปีหลังที่คาดว่าจะโตเพียง 1% หวังว่าจะตั้งรัฐบาลใหม่ได้ใน 1-2 เดือน และควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา หลังนายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ส่วนความคาดหวังการท่องเที่ยวในประเทศที่จะช่วยหนุนเศรษฐกิจช่วงสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นฤดูกาลไฮซีซั่น แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางน้อยลง 

    ส่วนตลาดต่างประเทศนั้น มาตรการกระตุ้นตลาดที่ต้องใช้งบประมาณ หรือโครงการใหญ่ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม หยุดชะงัก กระทบต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชน เพราะต้องรอดูโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา โดยไทยควรใช้โอกาสใน 2-3 ปีนี้ ปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆแทน เช่น ญี่ปุ่นและเวียดนาม 

    “การค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศการเมือง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัว มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก ทั้งปี 68 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขนี้ถือว่าต่ำสุดแล้ว” 

    ด้านนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เป็นห่วงเศรษฐกิจไทย เพราะนโยบายของรัฐบาลที่วางไว้ หรือกำลังทำต้องชะลอหรือหยุดชะงัก ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ โดยภาคธุรกิจมีความกังวลว่า สิ่งใดที่ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนงานด้านเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงต้องรอรัฐบาลชุดใหม่มา “ข้อตกลงระหว่างรัฐมนตรีที่ตกลงไว้กับต่างประเทศ ก็ต้องหยุดทั้งหมด ไม่สามารถเดินต่อ ส่วนดีลภาษีสหรัฐฯน่าจะเดินต่อไปได้ เพียงแต่ต้องรอครม.ชุดใหม่มาสานต่อ” 

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การเปลี่ยนรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 รวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์ ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้าลดลง รวมทั้งการปรับอัตราภาษีส่งออกกับสหรัฐฯ อาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังโตต่ำกว่าที่คาด โดยหากจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะกระทบนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มตัดสินใจ ช่วงที่เสถียรภาพการเมืองยังไม่แน่นอน ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนของเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งทำงานร่วมภาคเอกชนเพื่อวางแผนระยะกลางและระยะยาว 

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกรว่า ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัว และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2879640&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38ZE9UNIf4ReWtexpl06uP

  • ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    ใครว่าไม่มีรวยเกิน 3 รุ่น แต่ตระกูลนี้ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เผยคำสอน “ข้อเดียว” ส่งต่อลูกหลาน!

    บ้านไหนว่าไม่มีใครรวยเกิน 3 รุ่น แต่ “ตระกูลนี้” ร่ำรวยถึง 15 รุ่น เพราะสอนลูกหลานว่า “เงินคือสิ่งช่วยได้น้อยที่สุด”

    สุภาษิตโบราณที่ว่า “ไม่มีใครรวยเกินสามรุ่น” มักถูกยกมาเตือนใจผู้ที่มีทรัพย์สิน ว่าการรักษาความมั่งคั่งให้ยาวนานไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ตระกูล “แซ่เป้ย” จากจีน กลับเป็นข้อยกเว้นที่หายาก เพราะสามารถรักษาความมั่งคั่งและอิทธิพลไว้ได้นานถึง 15 รุ่น นานกว่าครึ่งสหัสวรรษ

    เริ่มจากหมอแผนโบราณ สู่เจ้าของพันอสังหาริมทรัพย์

    ตำนานของตระกูลเริ่มจาก เป้ย หลานถัง แพทย์แผนจีนในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ริเริ่มเปิดคลินิกของตัวเองและต่อยอดสู่กิจการขนาดใหญ่ ด้วยวิสัยทัศน์ทางธุรกิจที่แหลมคม ในยุคราชวงศ์ชิง สมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ครอบครัวเป้ยก็กลายเป็นหนึ่งใน 4 ตระกูลร่ำรวยที่สุดในซูโจว

    จากธุรกิจยาสมุนไพร พวกเขาขยายกิจการไปหลากหลายอุตสาหกรรม แต่ยังคงยึดถือคุณค่าดั้งเดิม นั่นคือ การศึกษา ความมีคุณธรรม และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทรัพย์สินของตระกูลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และไม่ถูกแบ่งแยกจนสูญสิ้นเหมือนหลายตระกูลอื่น

    ร่ำรวยจริง ไม่ใช่แค่คำร่ำลือ

    ตระกูลนี้มีอสังหาริมทรัพย์นับพันแห่งในเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ราคาบ้านติดอันดับแพงที่สุดในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น รุ่นที่ 13 อย่าง เป้ย ไท่อัน ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ธนาคารเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นธนาคารแรกในจีนที่รับฝากเงินสกุลต่างประเทศ

    ขณะที่น้องชายของเขา เป้ย หน่วนเซิง ได้รับฉายาว่า “ราชาสี” จากการสร้างอาณาจักรธุรกิจสีทาอาคาร และกล้าเข้าซื้อกิจการต่างชาติในช่วงปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่ยังไม่มีใครกล้าคิดถึงการลงทุนระดับโลกแบบนั้น

    หัวใจของความยั่งยืนคือ “การศึกษา”

    สิ่งที่ทำให้ตระกูลนี้คงความรุ่งเรืองได้อย่างแท้จริง คือ การลงทุนกับการศึกษา ลูกหลานเป้ยจำนวนมากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยระดับโลก โดยเฉพาะ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งกลายเป็นธรรมเนียมที่สืบทอดกันมาหลายรุ่น

    หนึ่งในบุคคลสำคัญของตระกูล คือ เป้ย อี้หมิง (Ieoh Ming Pei) สถาปนิกระดับโลก ผู้ออกแบบพีระมิดกระจกของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ และเจ้าของรางวัล Pritzker อันทรงเกียรติ

    รุ่นต่อๆ มาก็ไม่ธรรมดา

    ลูกชายคนโตของเป้ย อี้หมิง จบฮาร์วาร์ดและกลายเป็นนักวางผังเมืองชื่อดัง ลูกชายคนที่สองและสามก็เรียนจบปริญญาโทด้านสถาปัตย์จากฮาร์วาร์ด และร่วมกันก่อตั้งบริษัทสถาปนิก “Pei Partners” ส่วนลูกสาวเป็นนักกฎหมายจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

    แม้จะย้ายไปใช้ชีวิตในหลายประเทศ แต่ลูกหลานเป้ยยังรักษาค่านิยมดั้งเดิมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

    ค่านิยมที่ถ่ายทอดข้ามรุ่น

    ความมั่งคั่งของตระกูลนี้ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจาก ค่านิยมครอบครัวที่ชัดเจน 2 ข้อ ได้แก่ “ต้องส่งต่อความรู้” และ “ต้องทำความดี”

    แม้จะเกิดในบ้านที่มั่งคั่ง แต่ลูกหลานเป้ยถูกเลี้ยงดูด้วยวินัยเข้มงวด เชื่อว่าเงินไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง แต่ การศึกษาและคุณธรรม คือกุญแจที่แท้จริงของความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

    บทสรุปจากครอบครัวที่รวยเกิน 3 รุ่น

    ตระกูลเป้ยพิสูจน์ให้เห็นว่า “ความร่ำรวยที่แท้จริง” ไม่ได้วัดกันที่ทรัพย์สิน แต่เป็นการสร้าง คนที่มีความรู้ มีจิตสำนึก และมีความรับผิดชอบต่อสังคม ที่จะพาตระกูลไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

    พวกเขาไม่เพียงส่งต่อทรัพย์สิน แต่ยังส่งต่อความคิด วิธีการใช้ชีวิต และจิตวิญญาณของความเป็นผู้นำจากรุ่นสู่รุ่น  สิ่งที่หลายครอบครัวพยายามทำ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำสำเร็จ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9836498/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rm1xof4JuhRvcDG9guWEz

  • เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นที่ครบกำหนด ทั้งนี้การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่มและปิโตรเลียม อย่างไรก็ดีการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจให้บิการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากตัวเลจผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อุปสงค์ที่ซบเซาและอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยจากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pw5TWzKLJ2VDv0TjLHrzA

  • ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ทีดีอาร์ไอ ห่วง “สุญญากาศนโยบาย” กระทบเศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยกับสำนักข่าวโพสต์ทูเดย์ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับคณะรัฐมนตรี(ครม.) ทั้งคณะ ส่งผลโดยตรงต่อ “ความไม่แน่นอนของนโยบาย” เนื่องจากทำให้เกิดช่องว่างทางการเมืองจนกว่าจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ 

    แม้รัฐบาลรักษาการยังสามารถเดินหน้าภารกิจต่าง ๆ ได้ แต่สถานการณ์ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งมีแนวโน้มจะชะลอการตัดสินใจในระยะสั้น โดยเฉพาะในช่วงที่ควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งแม้ผ่านการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้า ความไม่แน่นอนก็จะยิ่งยืดเยื้อ และจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

    “การเมืองรอบนี้ถือได้ว่าเป็นแรงซ้ำเติมต่อเศรษฐกิจไทยในระดับหนึ่ง เพราะเดิมทีเศรษฐกิจก็เผชิญแรงกดดันอยู่แล้ว ทั้งการส่งออกที่ชะลอตัว หนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของการลงทุนที่ยังเปราะบาง พอเจอความไม่แน่นอนทางการเมืองและความเสี่ยงที่นโยบายจะขาดความต่อเนื่อง ย่อมทำให้การฟื้นตัวมีโอกาสล่าช้าออกไป โดยเฉพาะหากกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ยืดเยื้อหรือเกิด “สุญญากาศนโยบาย” ในช่วงที่ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีใหม่” ดร.นณริฏ กล่าว

    นอกจากนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากสถานการณ์การเมืองรอบนี้หลัก ๆ จะอยู่ที่ “ความไม่แน่นอน” ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้ทั้งการลงทุนภาคเอกชนและการตัดสินใจบริโภคอาจชะลอลงในระยะสั้น ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจซ้ำเติมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เดิมก็มีแรงกดดันจากการส่งออกที่ชะลอและหนี้ครัวเรือนที่สูงอยู่แล้ว หากไม่สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและมาตรการกระตุ้นได้ทันเวลา การฟื้นตัวก็มีโอกาสช้ากว่าที่คาด

    ในภาคเอกชน สิ่งที่ต้องทำคือการปรับตัวให้อยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้ เช่น การชะลอการลงทุนใหม่ขนาดใหญ่ รักษาสภาพคล่อง และมองหาตลาดหรือแหล่งรายได้ที่กระจายความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ควรหาตลาดใหม่รองรับแรงกดดันภาษีจากต่างประเทศ และธุรกิจในประเทศก็ควรเน้นการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพภายใน

    “ในด้านการลงทุนสาธารณะ แม้ร่างงบประมาณผ่านสภาแล้ว แต่ถ้ารัฐบาลไร้เสถียรภาพก็มีความเสี่ยงที่การเบิกจ่ายจะสะดุด ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการที่รอเม็ดเงินลงทุนจากภาครัฐ ทำให้ภาคเอกชนต้องยิ่งวางแผนการเงินอย่างระมัดระวังและเผื่อความล่าช้าของโครงการไว้” ดร.นณริฏ กล่าว

    สำหรับความเชื่อมั่น นักลงทุนในตลาดการเงินมีแนวโน้มตอบสนองทันทีผ่านความผันผวนของหุ้นและค่าเงิน ขณะที่นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจลงทุนใหม่จนกว่าสถานการณ์การเมืองจะชัดเจนขึ้น หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อย่อมกระทบภาพรวมความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในตลาดและนอกตลาด แต่หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลและส่งสัญญาณนโยบายที่ต่อเนื่องและชัดเจนได้เร็ว ก็ยังมีโอกาสฟื้นความเชื่อมั่นและประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kYl3wwCSiiFAtbMoA4Ep0

  • เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    เศรษฐกิจชะลอตัว การท่องเที่ยว-การผลิตลด

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดีการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    ส่วนทางด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมากขึ้นจากเดือนก่อน จากอัตราเงินเฟ้อหมวดอาหารสดตามราคาผลไม้และเนื้อสัตว์ที่ลดลง และอัตราเงินเฟ้อหมวดพลังงานตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ สอดคล้องกับราคาน้ำมันในตลาดโลก ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานชะลอลงจากราคาอาหารสำเร็จรูปที่ฐานสูงในปีก่อนและราคาของใช้ส่วนตัวที่ปรับลดลงจากการทำโปรโมชัน

    สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเล็กน้อยตามดุลการค้าที่ลดลงเป็นสำคัญ ด้านการจ้างงานโดยรวมทรงตัวจากเดือนก่อน แต่ยังต้องติดตามแนวโน้มการจ้างงานในระยะข้างหน้า และสัดส่วนผู้ขอรับสิทธิว่างงานต่อผู้ประกันตนที่เพิ่มขึ้น

    ด้านภาวะการเงิน การระดมทุนของภาคธุรกิจ โดยรวมปรับลดลงจากช่องทางตลาดตราสารหนี้และสินเชื่อ โดยการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ปรับลดลงในเกือบทุกสาขา โดยเฉพาะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน โดยเป็นผลจากปริมาณการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต่ำกว่าปริมาณหุ้นที่ครบกำหนด ทั้งนี้การออกหุ้นกู้ใหม่ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนด

    การระดมทุนผ่านสินเชื่อสุทธิลดลงเล็กน้อยในสาขาธุรกิจการผลิตในสาขาเคมีภัณฑ์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่มและปิโตรเลียม อย่างไรก็ดีการระดมทุนผ่านตลาดทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการขายหุ้นเพิ่มทุนของธุรกิจในภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจให้บิการโฆษณาเป็นสำคัญ สำหรับการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม-25 สิงหาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวเฉลี่ยปรับลดลงตามการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจากตัวเลจผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) และเงินเฟ้อของไทยที่อยู่ในระดับต่ำ

    ขณะที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาสที่ 2 ปี 2568 โดยรวมหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศหดตัวจากทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สะท้อนจากจำนวนที่อยู่อาศัยที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้อุปสงค์ที่ซบเซาและอุปทานคงค้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้อุปทานเปิดขายใหม่หดตัวทั้งที่อยู่อาศัยแนวราบและอาคารชุด สำหรับราคาที่อยู่อาศัยในภาพรวมหดตัวจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยจากอาคารชุดและบ้านเดี่ยว โดยราคาอาคารชุดปรับลดลงโดยเฉพาะอาคารชุดแนวสูง ส่วนหนึ่งจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขณะที่ราคาบ้านเดี่ยวลดลงตามอุปสงค์ที่ชะลอตัว

    สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม 1) ผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ 2) พัฒนาการภาคการท่องเที่ยว 3) สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910617&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pw5TWzKLJ2VDv0TjLHrzA

  • เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    เส้นทางท่องเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ที่จะทำให้ทุกคนได้เพื่อนใหม่เป็น ‘แมลง’

    จะดีไหมถ้าการท่องเที่ยวสักทริปเป็นมากกว่าการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติสวย ๆ แต่เรายังได้สร้างสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ตัวน้อยที่เรียกว่า ‘แมลง’

    เมื่อพูดถึงแมลง คนเมืองอาจนึกถึงในฐานะตัวก่อความรำคาญ แต่แท้จริงแล้วแมลงนั้นมีหลากหลายมาก หากเราได้เริ่มต้นทำความรู้จัก ก็จะพบกับความมหัศจรรย์ไม่รู้จบ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวบางชนิดมีรูปร่างและสีสันราวกับดอกกล้วยไม้ ด้วงบางชนิดมีสีทองแวววับราวกับกระดาษทองไหว้เจ้า แมลงน้ำบางชนิดมีท่อยาว ๆ ยื่นมาหายใจเหนือน้ำราวกับเป็นท่อสน็อกเกิลส่วนตัว ส่วนด้วงอีกชนิดก็มีลมตดพิฆาตที่อุณหภูมิสูงนับร้อยองศาเซลเซียส ส่วนตัวอ่อนแมลงน้ำบางชนิดก็ชอบทำท่าวิดพื้นเมื่อหายใจติดขัด

    ทั้งหมดนี้เป็นแค่เสี้ยวส่วนของยอดภูเขาน้ำแข็งเมื่อพูดถึงจักรวาลแมลงอันกว้างใหญ่ที่เราได้เรียนรู้กันใน ‘The Cloud Journey : Butterfly Effect’ ที่ The Cloud จัดขึ้นจากการสนับสนุนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภูมิภาคภาคตะวันออก เพื่อให้คนได้สัมผัสมุมใหม่ของการเที่ยวภาคตะวันออกฤดูฝน ซึ่งทริปนี้เราไปกันที่จังหวัดนครนายก

    หากใครพลาดไม่ต้องเสียใจไป เพราะนี่คือเส้นทางที่คุณตามรอยได้ และบทความนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นไกด์ ราวกับคุณได้เดินตามวิทยากรไปกับเรา

    หากพร้อมแล้ว หยิบไฟฉายย่อส่วนขึ้นมา แล้วท่องไปในแดนมหัศจรรย์ขนาดจิ๋วกันเลย

    การเที่ยวน้ำตกให้สนุกไม่ได้มีเพียงการเล่นน้ำหรือกินไก่ย่างส้มตำริมลำธารเท่านั้น แต่เราได้นักสื่อสารเรื่องราวธรรมชาติอย่าง ‘กลุ่มใบไม้’ เป็นผู้นำกิจกรรมที่จะทำให้เรามองสายน้ำไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นคือกิจกรรมที่ชื่อว่า ‘นักสืบสายน้ำ’

    นี่เป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เพียงแค่มีแว่นขยายสักอันกับคู่มือนักสืบสายน้ำสักเล่ม (หรือลายแทงแมลงน้ำสักแผ่น) ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราได้ท่องไปในโลกไซซ์จิ๋วของแมลงน้ำราวกับอลิซในแดนมหัศจรรย์ (แต่ถ้าให้ดี อาจเพิ่มพู่กันและถ้วยน้ำจิ้มเล็ก ๆ ไปด้วย ก็จะทำให้เราสังเกตน้อง ๆ ได้ชัดและนานขึ้น)

    “เป้าหมายของกิจกรรมนี้คืออยากพาทุกคนไป Add Friend กับแมลงน้ำ เพราะกลุ่มใบไม้เชื่อว่าเราจะตัดสินใจปกป้องธรรมชาติได้ง่ายขึ้น ถ้าหัวใจรู้สึกว่า ‘เราเป็นเพื่อนกัน’ ” เก่ง-โชคนิธิ คงชุ่ม แห่งกลุ่มใบไม้ กล่าวไว้ในช่วงแนะนำกิจกรรม

    สำหรับทริปนี้ เก่งและทีมพาเราไปที่น้ำตกกะอาง เดินแค่ราว ๆ 200 เมตรก็ถึงลำธารใส ๆ ความลึกประมาณครึ่งแข้ง จากนั้นเราก็เดินลุยน้ำ พลิกก้อนหินขึ้นมาส่องหาแมลงตัวจิ๋วที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ หากเจอก็จะใช้พู่กันปัดน้องอย่างเบามือลงในถ้วยเล็ก ๆ ที่ใส่น้ำไว้ จะได้ใช้แว่นขยายส่องดูได้ถนัดตา โดยมีแผ่นพับลายแทงนักสืบสายน้ำที่จะช่วยจำแนกว่าน้องคือแมลงกลุ่มไหน

    “แมลงแต่ละกลุ่มมีคะแนนประจำตัวตั้งแต่ 1 – 10 ซึ่งเป็นคะแนนชี้วัดคุณภาพน้ำ เพราะแมลงแต่ละชนิดชอบแหล่งน้ำไม่เหมือนกัน บางชนิดอยู่ได้แค่ในลำธารไหลแรงออกซิเจนสูงเท่านั้น ส่วนบางชนิดชอบน้ำนิ่ง ๆ มีใบไม้ผุ ๆ เน่า ๆ ยิ่งคะแนนสูงก็แปลว่าคุณภาพน้ำยิ่งดี” เก่งอธิบาย

    จากนั้นเหล่านักสืบก็จะต้องตามหาเหล่าน้อง ๆ แล้วจดชื่อชนิดที่เจอลงไปพร้อมระบุคะแนน พอจบก็จะนำคะแนนทั้งหมดมาหารเฉลี่ยกัน

    “ตัวนี้มีหางยาว ๆ 3 เส้น น่าจะเป็นตัวนี้นะ” นักสืบคนหนึ่งชี้ไปที่รูปที่เขียนว่า ‘ตัวอ่อนชีปะขาว’ วิทยากรยืนยันว่าถูกต้อง 

    “ตัวนี้มีหางพอง ๆ 3 อัน เหมือนตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่งเลย” นักสืบอีกคนกล่าวถึงแมลงอีกตัว ซึ่งปรากฏว่าจำแนกชื่อได้ถูกต้อง แต่ที่ผิดไปเล็กน้อยคือส่วนที่ดูเหมือนหาง แท้จริงแล้วคือเหงือกสำหรับหายใจ

    ส่วนอีกตัวที่แค่ได้ยินชื่อก็รู้สึกน่าสนใจแล้ว นั่นคือ ‘ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู’ ที่มีเหงือกฟู ๆ เป็นกระจุกใต้โคนขา แถมพฤติกรรมของน้อง ๆ กลุ่มนี้ก็ไม่ธรรมดา เพราะเมื่อใดที่ออกซิเจนในน้ำเริ่มต่ำ บางชนิดจะทำท่าวิดพื้นเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ

    หรืออีกชนิดที่เท่มากก็คือ ‘ด้วงสี่ตา’ ซึ่งน้องมี 4 ตาจริง ๆ โดยตาคู่บนใช้มองหาเหยื่อเหนือน้ำ ส่วนตาคู่ล่างมองหาเหยื่อใต้น้ำ เทพสุด ๆ

    ส่วนอีกกลุ่มก็เจ๋งไม่แพ้กัน นั่นคือตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำที่ปล่อยเส้นใยพิเศษเพื่อเชื่อมเม็ดทรายหรือวัสดุใต้น้ำให้เป็นปลอกหุ้มลำตัวเหมือนปลอกหมอนข้างได้ บางชนิดใช้เศษใบไม้ บางชนิดใช้เม็ดทราย หรือบางชนิดก็ใช้ก้านพืชมาสานจนดูเหมือนตะกร้าหวาย

    หลังจบกิจกรรม เรานำคะแนนของทั้ง 3 กลุ่มที่สำรวจ 3 จุดของลำธารมาเฉลี่ยกัน และได้ผลคะแนนอยู่ที่ 8.4 ซึ่งถือว่าคุณภาพน้ำดีทีเดียว สิ่งที่สำคัญที่สุดของกิจกรรมนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่การทำให้เราได้สัมผัสและมองเห็นด้วยสองตาตัวเองว่า ‘สายน้ำที่มีชีวิต’ เป็นอย่างไร

    แม้เราอาจจำชื่อน้องแต่ละตัวที่เจอไม่ได้ แต่สิ่งที่เราจะไม่ลืมแน่ ๆ ก็คือการได้ใช้แว่นขยายส่องดูน้องตัวจิ๋ว ได้เห็นเหงือกที่กำลังโบกสะพัด ขาเล็ก ๆ ขยับไปมา นี่คือภาพที่บอกเราอย่างชัดเจนว่า สายน้ำไม่ได้มีแค่ H2O แต่คือ ‘บ้าน’ ของชีวิตเล็ก ๆ มากมาย

    และเมื่อเรารู้อย่างนี้ เราก็จะรู้ว่าการไปเปลี่ยนระบบนิเวศลำธาร ไม่ว่าจะการสร้างฝาย การขุดลอก หรือการทำตลิ่งปูน ล้วนเป็นการทำลาย ‘บ้าน’ ของน้อง ๆ เหล่านี้ เมื่อเราได้มองน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเองแบบใกล้ชิด มันก็มีความรู้สึกพิเศษบางอย่างในแบบที่การดูรูปภาพให้ไม่ได้… นี่อาจเป็นความรู้สึก ‘เป็นเพื่อน’ ที่เก่งพูดถึงตอนเริ่มกิจกรรมก็เป็นได้

    Holotype café คือคาเฟ่เล็ก ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยความรู้และความหลงใหลของนักกีฏวิทยา ผู้ค้นพบตั๊กแตนตำข้าวชนิดใหม่ของโลกมาแล้วเกือบ 10 สปีชีส์ นั่นคือ ฟลุ๊ค-ธรณ์ธันย์ อุณหะโชติ

    ที่นี่มีตัวอย่างแมลงให้เราดูนับร้อยชนิด ทั้งตัวอย่างมีชีวิตและแมลงสตัฟฟ์ราวกับเป็นพิพิธภัณฑ์ย่อม ๆ แถมเจ้าของคาเฟ่ยังเล่าเรื่องสนุกจนพาเราหลงเสน่ห์แมลงเข้าเต็ม ๆ

    มุมแรกมีตู้กระจกใบใหญ่ตั้งโดดเด่น มองแวบแรกเราไม่เห็นแมลงใด ๆ นอกจากต้นไม้ แต่พอตั้งใจมองดี ๆ เอ๊ะ นั่นไง แมลงที่หน้าตาเหมือนกิ่งไม้ไม่มีผิด ส่วนอีกตัวก็ปลอมตัวแนบเนียนเป็นใบไม้นี่คือตั๊กแตนกิ่งไม้และตั๊กแตนใบไม้ ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ตั๊กแตน

    “บางทีชื่อภาษาไทยก็ทำให้สับสน ผมเลยมักเรียกว่าแมลงกิ่งไม้กับแมลงใบไม้ เพราะภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เรียกว่า Grasshopper แต่เรียกว่า Stick Insects กับ Leaf Insects” ฟลุ๊คเล่า

    ถัดมาอีกตู้ก็มีแมลงที่หน้าตาดูคล้ายใบไม้เช่นกัน แต่ตัวนี้ออกแนวใบไม้แห้งและเป็นคนละกลุ่มกับตัวแรก น้องคือตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่กำลังเกาะในท่าห้อยหัวและกัดกินเหยื่ออย่างสบายอารมณ์จากนั้น ฟลุ๊คก็หยิบแมลงอีกตัวจากกล่องอีกใบมาให้เราดู ตอนแรกเราเดาว่านี่คือ Stick Insects เหมือนในตู้แรก

    แต่ปรากฏว่าผิดจ้า!

    เฉลยคือน้องเป็นตั๊กแตนตำข้าวชนิดหนึ่งที่บังเอิญเลือกเลียนแบบกิ่งไม้เหมือนกัน และที่พิเศษคือเป็นชนิดใหม่ของโลกที่ฟลุ๊คเป็นผู้ค้นพบ

    หลังจากได้เห็นพวกเลียนแบบกิ่งไม้และใบไม้แล้ว แน่นอนว่าถ้าจะให้ครบสูตรก็ต้องเจอพวกเลียนแบบดอกไม้ด้วย ซึ่งที่นี่ก็มีจริง ๆ นั่นคือ ‘ตั๊กแตนตำข้าวดอกกล้วยไม้’

    “แต่ผมไม่เคยเห็นมันอยู่บนดอกกล้วยไม้นะ พวกนี้เลียนแบบดอกไม้เพื่อล่อแมลงอื่นมาใกล้แล้วจับกิน” ฟลุ๊คเล่าถึงจุดประสงค์การพรางตัวที่หลากหลายของแมลง

    ความหลากหลายในจักรวาลตั๊กแตนตำข้าวยังไม่หมดแค่นั้น ฟลุ๊คยังพาเราไปรู้จักตั๊กแตนตำข้าวมอสส์ (Moss Mantis) ที่เลียนแบบมอสส์, ตั๊กแตนตำข้าวไวโอลิน (Violin Mantis) ที่รูปทรงเหมือนไวโอลินไม่มีผิด, ตั๊กแตนตำข้าวปีกนกยูง (Peacock Mantis) ที่เมื่อกางปีกจะเหมือนมีปีกผีเสื้อแปะอยู่กลางลำตัว ซึ่งน้องจะกางเมื่อต้องการขู่ศัตรู ไปจนถึงตั๊กแตนตำข้าวหน้ายิ้ม (Banded Flower Mantis) ที่เมื่อหุบปีกจะเห็นลาย 2 จุดพร้อมเส้นโค้งราวกับหน้ายิ้ม

    จากจักรวาลตั๊กแตนตำข้าว ฟลุ๊คพาเราว้าวต่อกับจักรวาลด้วง ซึ่งหมายถึงกลุ่มแมลงปีกแข็ง เริ่มตั้งแต่ ‘ด้วงกว่างสามเขาจันทร์’ ตัวเป็น ๆ ที่ยาวเกือบเท่าฝ่ามือและถือเป็นด้วงกว่างที่ใหญ่สุดในไทย ต่อด้วยคอลเลกชันแมลงทับ-แมลงกินูน-ด้วงดอกไม้ เจ้าของสีสันเมทาลิกแวววาวหลากหลายเฉด ตั้งแต่สีเขียว สีเงิน สีทอง

    “ถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ พวกนี้อาจดูโดดเด่นสะดุดตา แต่มีงานวิจัยพบว่าในสายตาของนักล่า สีเมทาลิกพวกนี้จะทำให้มันเหมือนล่องหนกลมกลืนไปกับผืนป่า” ฟลุ๊คเล่าถึงอีกแง่มุมมหัศจรรย์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

    มาถึงกล่องเล็ก ๆ อีกใบที่มีด้วงสีดำหน้าตาธรรมดากำลังว่ายน้ำ ตอนแรกเราเกือบมองข้ามไป แต่ฟลุ๊คชวนให้เห็นความพิเศษด้วยการบอกว่า นี่คือด้วงดิ่งที่หายใจในอากาศ แต่ดำน้ำได้นาน ๆ ด้วยการเก็บฟองอากาศไว้ใต้ปีกตรงรูหายใจราวกับเป็นถังสกูบาส่วนตัว

    มีนักดำน้ำสกูบาแล้ว ก็ต้องมีชาวสน็อกเกิล ซึ่งก็คือแมลงดานาที่อยู่ตู้ข้าง ๆ นั่นเอง นี่คือแมลงนักซุ่มที่อ้าขารอเหยื่ออยู่ใต้น้ำ พอจะหายใจก็ไม่ต้องขึ้นมาบนผิวน้ำให้เหนื่อย แต่แค่ยื่นท่อยาว ๆ เกือบ 2 นิ้วขึ้นมาเหนือน้ำ ดึงอากาศไปเก็บไว้ แล้วหดท่อกลับเข้าไปในลำตัว ยื่นท่อหนึ่งครั้ง เก็บอากาศไว้ใช้ได้นับชั่วโมง

    “มีอีกตัวหนึ่งที่ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นครับ เป็นแมลงจากอินเดีย” ฟลุ๊คกล่าวพร้อมเดินไปหยิบกล่องใบหนึ่งมาเปิดให้ดู ในนั้นมีเศษใบไม้ที่เป็นอาหารน้อง และเมื่อเขาปัดใบไม้ที่ทับน้องออก ทุกคนก็กรี๊ดกร๊าดกับความน่ารักของเจ้าแมลงดำลายจุดที่ลายเหมือนโดมิโน

    “จับได้นะครับ” เขาชวนให้เราลองสัมผัสน้องเบา ๆ ซึ่งปรากฏว่าขนน้องนิ่มราวกับกำมะหยี่ ความพีกอยู่ที่ตอนจบที่เขาเฉลยว่า นี่คือแมลงสาบชนิดหนึ่ง

    “ผมใช้ตัวนี้แหละเพื่อปลดล็อกความกลัวแมลงสาบของหลายคน” ฟลุ๊คเล่า พร้อมอธิบายว่าแมลงสาบไม่ได้สกปรกด้วยตัวของมันเอง แต่ความสกปรกมาจากสิ่งแวดล้อม ถ้าเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่สะอาด มันก็ไม่นำโรคอะไร

    เพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้มาเยือน Holotype café เรารู้สึกเหมือนได้เปิดประตูทะลุมิติไปสู่โลกอีกใบที่มีอะไรอีกมากมายเหลือเกินให้เรียนรู้ ที่นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เราอยากชวนทุกคนให้มาเยือนจริง ๆ เพราะการได้เห็นน้อง ๆ ด้วยสองตาตนเอง มันพิเศษกว่าการเห็นจากภาพถ่ายแบบเทียบกันไม่ได้

    • Holotype café 101 หมู่ 5 ตำบลเขาเพิ่ม อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก (แผนที่)
    • 08.30 – 17.00 น. (ปิดวันพฤหัสบดี)
    • Holotype café

    The Tropical Eco-Cafe & Tropical Camp Ground : มหัศจรรย์ธรรมชาติยามค่ำคืน

    หากคุณกำลังมองหาที่พักที่มีความสะดวกสบาย ใกล้ชิดธรรมชาติ และได้ช่วยสนับสนุนงานอนุรักษ์ไปในตัว เราก็ขอแนะนำที่พักสไตล์ Glamping ที่มีทั้งเต็นท์กระโจมติดแอร์และรถบ้านของ Tropical Camp Ground ที่นี่คือพื้นที่กิจกรรมของกลุ่มใบไม้ นักกิจกรรมที่เน้นด้านการเรียนรู้ธรรมชาติและงานอาสา เช่น งานปกป้องแม่ปลาในฤดูวางไข่ โครงการเขาใหญ่ดีจัง ฯลฯ

    ส่วนในช่วงกลางวัน ที่นี่มีโซนคาเฟ่สไตล์ Slow Bar มีทั้งกาแฟสเปเชียลตี้ น้ำผึ้งหมัก ขนมโฮมเมด และอาหารจานหลัก อีกทั้งยังมีมุมวาดรูปสีน้ำชิลล์ ๆ ซึ่งในทริปนี้ กลุ่มใบไม้ได้สอนเราสกัดสีธรรมชาติ ทั้งสีจากใบเตย ขมิ้น ผงถ่าน ดอกไม้ต่าง ๆ รวมไปถึงการใช้หินสีระบายบนกระดาษทราย เป็นศิลปะแบบง่าย ๆ ที่ทำตามเองได้ที่บ้าน

    แต่ความพิเศษของ The Cloud Journey : Butterfly Effect ยังไม่จบแค่นี้ เพราะในยามค่ำคืนเรามีแขกรับเชิญ 2 ท่านมาสร้างประสบการณ์สุดพิเศษ คนแรกคือ ลุงรีย์-ชารีย์ บุญญวินิจ แห่ง ‘ฟาร์มลุงรีย์’ ผู้เป็นทั้งนักเลี้ยงไส้เดือน นักปลูกผัก นักเพาะเห็ด และเชฟ ‘โอมากาเห็ด’ ที่วันนี้จะมารังสรรค์เมนูฟิวชันจากแมลง 3 ชนิด ผสานกับสารพัดหอยที่เสิร์ฟพร้อมแผ่นสาหร่ายที่เขาตั้งชื่อเมนูให้ว่า River Roll

    ส่วนทางครัว Tropical Canteen ก็มาเสริมทัพด้วยเมนู ‘แกงส้มตกน้ำ’ ที่ใช้ผักพื้นบ้าน เช่น สายบัว ไหลบัว ดอกโสน แกล้มด้วยปลาทอดและยำผักกูดกรอบ ๆ ที่เพิ่งเก็บมาตอนเช้า บวกด้วยน้ำพริก 3 อย่างที่มาพร้อมผักพื้นบ้านนับสิบชนิด

    “ทั้งหมดนี้คือความงดงามและความสมบูรณ์ของหน้าฝน ลองเปิดใจและลองกินดู ผมคิดว่าอาหารแห่งอนาคตไม่ใช่เทคโนโลยีใหญ่โต แต่เป็นรากเหง้า เป็นการกลับมาหาอาหารท้องถิ่นแบบบ้าน ๆ ของเรา” เชฟลุงรีย์กล่าวปิดท้ายก่อนจะให้ทุกคนได้ลิ้มลองความอร่อย

    เมื่อท้องอิ่มหนำ ฝนที่พรำ ๆ ก็เริ่มซา และนี่ก็ถึงเวลาของแขกรับเชิญคนที่ 2 ที่จะพาเราเดินสำรวจแมลงกลางคืน พร้อมขึงผ้าขาวหน้าหลอดไฟที่เรียกว่า Light Trap เพื่อล่อแมลงมาเกาะให้เราเห็นใกล้ ๆ วิทยากรคนนี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือฟลุ๊คแห่ง Holotype café นั่นเอง

    แมลงที่เป็นตัวเอกของ Light Trap คือกลุ่มผีเสื้อกลางคืนหรือมอธ ซึ่งคืนนี้เราได้เจอทั้งตัวใหญ่ ๆ อย่าง ‘มอธทองเฉียงพร้า’ ที่มีแถบสีเหลืองสดใส มอธขนาดกลางหลายชนิด เช่น ‘มอธเหยี่ยว’ ที่สีออกน้ำตาล ๆ ชนิดที่ถ้าเกาะบนต้นไม้คงมองไม่เห็น ไปจนถึงมอธตัวจิ๋วที่เล็กกว่าเมล็ดข้าวสารจนเราไม่นึกว่านี่คือผีเสื้อ

    “ส่วนตัวนี้คือมอธลายเสือ” ฟลุ๊คชี้ให้ดูแมลงสีชมพูสลับดำที่เราก็คาดไม่ถึงว่าเป็นผีเสื้อเช่นกัน เพราะท่าเกาะของน้องคือการหุบปีกแนบชิดลำตัว

    “ผีเสื้อกลางคืนหลายชนิดในกลุ่ม Tiger Moth ปล่อยฟองเหม็น ๆ ออกมาจากอกเพื่อป้องกันตัวเวลาถูกคุกคามได้” ซึ่งเจ้ามอธสีชมพูดำตัวนี้คือหนึ่งในนั้น

    ส่วนอีกตัวที่น่าประทับใจก็คือ ‘แมลงเหนี่ยง’ หากดูเผิน ๆ ก็เป็นด้วงสีดำธรรมดา แต่เมื่อฟลุ๊คจับหงายท้องให้ดู เราทึ่งกับอวัยวะที่เป็นเข็มแหลม ๆ ติดอยู่ตรงท้อง

    “ด้วงชนิดนี้พิเศษตรงที่แผ่นแข็งใต้ท้องฟอร์มตัวเป็นเข็ม เป็นไปได้ว่าเพื่อการป้องกันตัว ทำให้ผู้ล่ากินมันลำบาก”

    นอกจากนั้น เรายังได้เจอตั๊กแตนหนวดยาว พร้อมความรู้ใหม่ที่ว่าหูของมันอยู่ที่ขาหน้า (จริง ๆ แล้วเป็นแค่อวัยวะรับแรงสั่นสะเทือน ไม่ใช่หูแบบคนเรา) ไปจนถึงตัวเต็มวัยของแมลงหนอนปลอกน้ำที่เราเจอที่น้ำตก ความน่าทึ่งคือวัยนี้มันกินอาหารไม่ได้เพราะปากไม่พัฒนา เป้าหมายเดียวของชีวิตช่วงนี้คือการสืบพันธุ์

    หลังจากปิดไฟ Light Trap เพื่อปล่อยให้น้อง ๆ ไปหากินต่อ ฟลุ๊คพาเราเดินสำรวจบริเวณที่พัก ซึ่งเพียงแค่ระยะทางสั้น ๆ แค่ไม่กี่ร้อยเมตร เราได้เจอกับแง่มุมมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงเยอะมาก ซึ่งเราขอจัดเป็น 3 อันดับความพีกมาเล่าให้ฟัง 

    อันดับ 3 ตัวอ่อนหิ่งห้อย 

    โชคดีที่พื้นที่ข้าง ๆ แคมป์เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ เราเลยได้เห็นน้องคลานอยู่ริมตลิ่งพร้อมปล่อยแสงไฟวิบวับที่ก้น

    อันดับ 2 ด้วงตด (Bombardier Beetle) 

    แม้น้องจะมุดตัวหายไปก่อนที่วิทยากรจะจับมาให้ชาวทริปได้ดู แต่แค่ได้ฟังความสามารถพิเศษของเจ้าตัวนี้ก็ชวนให้เราตาลุกวาว นี่คือด้วงที่มี ‘ลมตดพิฆาต’ เมื่อใดที่ศัตรูเข้าใกล้ น้องจะปล่อยสาร 2 ชนิดออกมาทางก้น สารทั้งสองนี้จะทำปฏิกิริยากันจนมีอุณหภูมิสูงถึง 100 องศาเซลเซียส ขนาดผิวคนยังแสบไหม้ แมลงเล็ก ๆ คงไม่ต้องพูดถึง นี่มันมังกรที่พ่นไฟทางก้นชัด ๆ!

    อันดับ 1 ปลวกเรืองแสง

    เพียงแค่เปลี่ยนจากไฟฉายธรรมดาเป็นไฟฉายแบล็กไลต์ ก็ทำให้โลกค่ำคืนดูแฟนตาซีขึ้นมาอีกหลายเท่า การเรืองแสงแบบนี้ต่างจากหิ่งห้อยตรงที่มันไม่ได้ผลิตแสงเอง แต่เพียงแค่สะท้อนแสงยูวีออกมาเป็นสีสันต่าง ๆ

    คืนนี้เราได้เจอทั้งแมงป่องจิ๋วที่เรืองแสงสีเขียวอมฟ้า ไลเคนบนต้นไม้ที่เป็นรอยด่างสีขาว ๆ เขียว ๆ ภายใต้แสงไฟธรรมดา แต่เมื่อส่องไฟแบล็กไลต์กลับกลายเป็นสีทองอร่าม และเซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือปลวกสกุล Globitermes ที่ปลวกทหารมีสารประกอบกำมะถันในตัว ทำให้เราเห็นเป็นจุดเรืองแสงสีเขียวระยิบระยับราวกับหิ่งห้อยบนผืนดิน

    นี่คืออีกครั้งที่อยากชวนทุกคนให้มาเห็นความวิเศษนี้ด้วยสองตาตนเอง

    สวนหนึ่งไร่พอ : ตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    ชีวิตของแมลงไม่เพียงมหัศจรรย์ แต่ยังสำคัญยิ่งต่อโลกใบนี้ รวมถึงชีวิตของคนเรา

    กิจกรรมช่วงนี้จึงเป็นการพาชาวคณะไปรู้จักกับความสำคัญของเหล่าแมลงที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์เรา ซึ่งทริปนี้เราเลือกไปกันที่ ‘สวนหนึ่งไร่พอ’ ใกล้ ๆ กับแคมป์ของกลุ่มใบไม้ เพราะนอกจากที่นี่จะเป็นสวนเกษตรอินทรีย์และปลูกพืชหลากหลายแล้ว ยังมีคาเฟ่น่ารักและร้านค้าเล็ก ๆ ที่ขายผักสดจากสวนและผ้าสีธรรมชาติลวดลาย Eco Print โดยเราได้ผู้เชี่ยวชาญด้านผีเสื้อและแมลงอย่าง โจ-ภราดร ดอกจันทร์ มาเป็นผู้นำตามหาแมลงผู้ช่วยชาวสวน

    “ระบบเกษตรอินทรีย์คือธรรมชาติ ธรรมชาติคือความสมดุล ในระบบที่สมดุลและสมบูรณ์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีตัวอื่นที่มาควบคุม ทำให้ไม่มีชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไป และวันนี้เราจะไปดูกันว่าระบบนิเวศแบบนี้จะมีตัวอะไรบ้าง” โจกล่าวเกริ่นนำก่อนพาทุกคนลุยสวน

    “ต้นนี้มีแมลงอยู่ 1 ตัว อยากให้ทุกคนลองหาดูครับ มีใครเจอไหม” เขาชี้ไปที่ไม้พุ่มข้างทาง ชาวทริปตาดีคนหนึ่งชี้ไปที่ปลายยอด

    ตั๊กแตนตำข้าวนั่นเอง

    “ตั๊กแตนตำข้าวเป็นตัวห้ำ ซึ่งหมายถึงพวกที่กินตัวอื่น” โจอธิบายพร้อมบอกว่า ตั๊กแตนตำข้าวคือนักล่าขาโหดผู้ว่องไวที่กินเหยื่อไม่เลือกหน้า อะไรที่ขยับได้และขนาดพอเหมาะ นางจับกินหมด

    ความสวยงามหนึ่งของธรรมชาติอยู่ตรงที่ว่า สัตว์แต่ละกลุ่มล้วนมีหน้าที่ที่มาเติมเต็มกันในระบบนิเวศ เช่น ตั๊กแตนตำข้าวมักล่าเหยื่อที่เคลื่อนไหว ทำให้น้องไม่ค่อยได้ล่าหนอนที่ชอบนอนนิ่ง ๆ หน้าที่นี้จึงตกเป็นของมวนเพชฌฆาตที่มีปากเป็นท่อดูด จึงต้องเลือกเหยื่อลำตัวอ่อนนิ่ม ใช้ปากเจาะลงไป ปล่อยน้ำย่อย แล้วดูดสารอาหารกลับมา ส่วนแมงมุม (ที่ไม่ใช่แมลง) ก็ดักใยรอเหยื่อที่บินไปบินมา เช่น เพลี้ย

    “พูดถึงตัวห้ำ ก็ต้องพูดถึงตัวเบียน พวกนี้จะวางไข่ในแมลงอื่น โดยมีความจำเพาะสูง เช่น แตนเบียน A จะวางไข่ในหนอน B เท่านั้น ไม่วางไข่ในหนอนอื่น ทำให้เกษตรกรใช้ตัวเบียนพวกนี้จัดการศัตรูพืชที่จำเพาะได้ ต่างจากตัวห้ำที่กินไม่เลือก”

    แน่นอนว่า เมื่อเจอผู้ช่วยชาวสวน ก็ต้องเจอศัตรูชาวสวนด้วย ตัวแรกที่เราเจอคือด้วงเต่าแตงที่กินพืชตระกูลแตง ต่อมาคือเจ้าหอยทากจอมตะกละ แต่การที่เรายังได้เห็นผลผลิตสวยงามอยู่ตรงหน้า ก็แปลว่าศัตรูพืชเหล่านี้ต้องมีผู้ล่าอยู่

    “หนึ่งในนักล่าหอยทากที่เก่งมากก็คือตัวอ่อนหิ่งห้อย พวกนี้จะมุดเปลือกหอยเข้าไปกินเนื้อข้างใน แล้วไม่ใช่แค่กินธรรมดา แต่มันจะปล่อยพิษที่ทำให้หอยเป็นอัมพาตและมีส่วนช่วยย่อยเนื้อให้นุ่มขึ้น กัดกินง่ายขึ้น”
    ตัวต่อไปคือแมลงวันแคคตัส ซึ่งไม่ใช่ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน แต่ระยะตัวหนอนของมันคือนักรีไซเคิลผู้กินเศษซากพืชเน่าเปื่อย เปลี่ยนเศษใบไม้ให้กลายเป็นปุ๋ย

    ด้วยเวลาที่มีจำกัด ทำให้เราไม่ได้เจอแมลงนักผสมเกสร แต่ก็มั่นใจว่าน้องต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งในสวนนี้แน่ ๆ

    “แมลงผสมเกสรที่สำคัญไม่ได้มีแค่ผึ้งแบบที่เรารู้จักที่อยู่รวมกันเป็นรังเท่านั้น แต่ในธรรมชาติยังมีผึ้งหลายชนิดที่อาศัยโดดเดี่ยว หรือที่เรียกว่า Solitary Bee เช่น แมลงภู่หรือผึ้งตัวสีฟ้า ๆ กลุ่มนี้สำคัญต่อการผสมเกสรของพืชหลายชนิด เช่น พืชตระกูลถั่ว เพราะดอกมีขนาดใหญ่ ต้องอาศัยแมลงตัวใหญ่ ๆ อย่างแมลงภู่ถึงจะเขย่าเกสรออกมาได้ แต่พวกนี้เป็นกลุ่มแรก ๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากสารเคมี”

    โจเล่าถึงแมลงเล็ก ๆ ที่หลายคนมักมองข้าม พร้อมเล่าเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจว่า เมื่อถึงฤดูวางไข่ ตัวเมียของผึ้งเดี่ยวเหล่านี้จะมาขุดรูหรือเจาะโพรงเพื่อวางไข่ไว้รวมกัน ผลัดเวรกันเฝ้าลูกของเพื่อน ๆ ในขณะที่ตัวอื่นออกไปหาอาหาร โดยไม่มีใครเป็นนางพญา พอลูกโตก็แยกย้าย

    แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังผักผลไม้ปลอดภัยที่เรากิน มีแมลงและสัตว์ผู้อยู่เบื้องหลังมากมายที่แอบช่วยเราอยู่เงียบ ๆ ทุกวันโดยไม่คิดค่าตัว

    บ้านบิ๊กหรั่ง : อิ่มอร่อยกับอาหารไทยสไตล์บ้าน ๆ

    ทริปนี้ความรู้ว่าแน่นแล้ว แต่ท้องก็แน่นยิ่งกว่า

    มื้อสุดท้ายของเรามากันที่ร้านเด็ดแห่งอำเภอบ้านนา นั่นคือ ‘บ้านบิ๊กหรั่ง’ ร้านอาหารไทยที่บรรยากาศดี ดนตรีเพราะ มีเมนูหลากหลาย แถมหลายเมนูหากินที่อื่นไม่ได้ เมนูเด็ดที่เราได้ลองและรับประกันความอร่อย ได้แก่ ปลาช่อนอบโอ่งมะเขือเผา (เสิร์ฟพร้อมน้ำพริก 3 อย่าง) แตงโมปลาแห้ง ปลาทอดน้ำปลากับน้ำยำผลไม้ ใบเหลียงผัดไข่แกงสับซี่โครงหมูใบยี่หร่า

    แนะนำสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจ

    ภาคตะวันออกยังมีแหล่งท่องเที่ยวดูแมลงที่น่าสนใจอีกมากที่ทริปนี้ไม่ได้ไปเพราะอยู่นอกฤดูกาลและเวลาจำกัด หากคุณมีโอกาส เราก็ขอแนะนำ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว 

    ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็น ‘ดินแดนผีเสื้อภาคตะวันออก’ ทั้งพบง่าย มากมาย และหลากหลาย ในทริปนี้ ผู้เชี่ยวชาญผีเสื้อเมืองไทยอย่าง อาจารย์สินธุยศ จันทรสาขา มาบรรยายถึงมรดกทางธรรมชาติของที่นี่ให้ฟัง พร้อมโชว์ภาพผีเสื้อสวย ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย เช่น ‘ผีเสื้อหางติ่งปารีส’ ที่ลวดลายมีจุดสีเขียวแวววับราวกับขนนกยูง ‘มอธเหยี่ยวหัวกะโหลก’ ที่มีลายเหมือนหัวกะโหลกอยู่บนหลัง ‘ผีเสื้อหางพลิ้ว’ ที่หางพลิ้วตามชื่อเหมือนผูกริบบิ้นไว้ท้ายลำตัว ‘ผีเสื้อใบไม้ใหญ่อินเดีย’ ที่ตอนหุบปีกดูเหมือนใบไม้แห้ง แต่พอกางปีกมาเห็นสีน้ำเงินสดใส ฯลฯ

    • อุทยานแห่งชาติปางสีดา ตำบลท่าแยก อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม (ขึ้นกับสภาพอากาศแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 09.00 – 11.00 น. และ 14.00 – 17.00 น. ในวันที่ฟ้าเปิด มีแดด
    • ดินแดนหิ่งห้อยนับแสน จ.ปราจีนบุรี

    แหล่งชมหิ่งห้อยขึ้นชื่อแห่งภาคตะวันออก ในค่ายพรหมโยธี กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ แต่ละปีมีให้ดูแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่เดือน

    • กรมทหารปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ 1 หมู่ที่ 5 ค่ายพรหมโยธี ตำบลไม้เค็ด อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่)
    • ฤดูกาลที่เหมาะสม : เดือนกรกฎาคม (อาจต่างกันในแต่ละปี)
      ช่วงเวลาที่เหมาะสม : เวลา 18.30 – 20.30 น.
    • ดินแดนหิ่งห้อย ปราจีนฯ
    • กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง จ.ปราจีนบุรี

    หมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านสมุนไพรลำดับต้น ๆ ของประเทศ เป็นแหล่งผลิตสมุนไพรวิถีอินทรีย์แหล่งใหญ่ที่ส่งให้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเรียนรู้สมุนไพรแห่งแรกของไทย

    กิจกรรมแนะนำ : ชมสวนสมุนไพร เรียนรู้ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว ไปจนถึงแปรรูป ทำลูกประคบสมุนไพร ทำน้ำสมุนไพร เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชน ชิมอาหารพื้นถิ่นจากสมุนไพร บริการสปา นวด ประคบสมุนไพร และที่นี่มีที่พักแบบโฮมสเตย์

    • ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี (แผนที่
    • 09 1425 8924

    หากต้องการข้อมูลท่องเที่ยวภาคตะวันออกเพิ่มเติม หาข้อมูลได้ที่
    Facebook : เที่ยวตะวันออก
    Facebook : ททท. สำนักงานนครนายก (นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว)

    Write on The Cloud

    Travelogue

    ถ้าคุณมีประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปใช้ชีวิตในทั่วทุกมุมโลก เชิญแบ่งปันเรื่องราวความรู้ของคุณพร้อมภาพถ่ายประกอบบทความ รูปถ่ายผู้เขียน ประวัติส่วนตัวผู้เขียน ที่อยู่ และเบอร์โทรติดต่อ มาที่อีเมล [email protected] ระบุหัวข้อว่า ‘ส่งต้นฉบับสำหรับคอลัมน์ Travelogue’ ถ้าผลงานของคุณได้ตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ เราจะส่งหมวกรุ่นพิเศษจาก Calm Outdoors แบรนด์แฟชั่นสายแคมป์แบรนด์แรกของไทยที่ทำเสื้อผ้าตอบโจทย์คนเมืองแต่ใจลอยไปอยู่ในป่า ซึ่งสกรีนลวดลายพิเศษที่ไม่มีจำหน่ายที่ไหนให้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/butterfly-effect-journey-nakhon-nayok/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Ni146OOYB0qvgFms91FyG

  • กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

    กรมอนามัย หนุน สิทธิสุขภาพผู้พิการอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ มอบรางวัล 8 หน่วยงาน 2 บุคคลต้นแบบ ร่วมส่งเสริมสุขภาพผู้พิการ – อนามัยมีเดีย

               #ANAMAINEWS วันนี้ (29 สิงหาคม 2568) แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย มอบหมายให้ ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการถอดบทเรียนและเชิดชูเกียรติบุคคลองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหว พร้อมด้วย นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ แพร้อมทั้งเครือข่ายผู้ดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ร่วมงาน ณ โรงแรมที เค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร

               ดร.นายแพทย์ปองพล วรปาณิ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยเฉพาะการเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม และไม่เลือกปฏิบัติ เพราะการส่งเสริมสุขภาพคนพิการถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุขที่สอดคล้องกับหลักการของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิคนพิการ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากรคนพิการประมาณ 2.2 ล้านคน ซึ่งมีความต้องการด้านสุขภาพที่หลากหลายและซับซ้อน ทั้งในด้านการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ดังนั้น การส่งเสริมสุขภาพคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกายวัยทำงาน จึงเป็นกลุ่มประชากรที่มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญของประเทศ ซึ่งไม่เพียงตอบสนองต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ แต่ยังเป็นการลงทุนด้านทุนมนุษย์ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้คนพิการสามารถเข้าถึงโอกาสในการศึกษา การทำงาน และการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ

               นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมอนามัยได้มุ่งเน้นการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนพิการอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Health Promotion) ที่เน้นมิติทางกายภาพ (Physical Dimension) การดูแลร่างกาย การออกกำลังกาย โภชนาการที่เหมาะสม การพักผ่อนที่เพียงพอ และการป้องกันโรค มิติทางจิตใจ (Mental/Emotional Dimension) ครอบคลุมสุขภาพจิต การจัดการความเครียด มิติทางสังคม (Social Dimension) เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การมีเครือข่ายทางสังคม การสื่อสาร และการมีส่วนร่วมในชุมชน มิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual Dimension) รวมถึงความหมายของชีวิต และการมีจุดหมายปลายทางในการดำรงอยู่ มิติสิ่งแวดล้อม (Environmental Dimension) ครอบคลุมสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สังคม และวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี นอกจากนี้กรมอนามัย ได้ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานส่งเสริมสุขภาพคนพิการ โดยมีเครื่องมือหลักสูตร ” 13 ชม. สุขภาพดี มี.ไว้.ใช้.” เพื่อให้คนพิการมีความรู้ ทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างเหมาะสม

               นายแพทย์อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองประธานมูลนิธิศาสตราจารย์นายแพทย์สมบูรณ์วัชโรทัย และที่ปรึกษาโครงการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ เพื่อถอดบทเรียนจากแนวปฏิบัติที่ดีของบุคคลและองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมสุขภาพคนพิการ ทั้งในระดับชุมชน ระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ สร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทุกภาคส่วน หรือความสัมพันธ์เชิงสุขภาพที่เข้มแข็งระหว่างระบบสุขภาพ ชุมชน และคนพิการ เพื่อให้การขับเคลื่อนการส่งเสริมสุขภาพคนพิการในระดับพื้นที่อย่างยั่งยืน ที่สำคัญ กรมอนามัยยังให้ความสำคัญในการมอบรางวัลเชิดชูเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจให้กับบุคคลและองค์กรที่ดำเนินงานด้านสุขภาพคนพิการ ประกอบด้วย 8 หน่วยงานต้นแบบ 1) สมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 2) ศูนย์บริการคนพิการทั่วไป เพื่อชมรมคนพิการจังหวัดยโสธร 3) ศูนย์บริการคนพิการตำบลห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 4) ชมรมเพื่อเพื่อนผู้พิการตำบลแจ้ซ้อน จังหวัดลำปาง 5) สมาคมคนพิการจังหวัดตรัง 6) สมาคมผู้ปกครองและผู้ดูแลคนพิการไทยจังหวัดเชียงใหม่ 7) สมาคมคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือทางร่างกายจังหวัดสิงห์บุรี และ
    8) มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จังหวัดชลบุรี และมอบโล่เชิดชูเกียรติบุคคลต้นแบบ 2 รางวัล ได้แก่ 1) นางพิมพ์ปวีณ์ วงษ์ธนะปัด จากสมาคมคนพิการอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน และ 2) นายชำนาญ ทรัพย์แก้ว จากสมาคมคนพิการจังหวัดตรัง

    ***

    กรมอนามัย /29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://multimedia.anamai.moph.go.th/news/290868/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0A5T7FljebnjJtv2QC_cni