Blog

  • พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    พาชม เซ็นทรัลพาร์ค ดุสิต สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

    สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดใช้งาน ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. เริ่ม 3 กันยายน 2568

    ชาวกรุงเทพฯ และนักท่องเที่ยวเตรียมปักหมุดสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแห่งใหม่ เมื่อโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) ได้ประกาศชื่ออย่างเป็นทางการของสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยว่า “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” พร้อมเปิดให้ทุกคนได้เข้าไปสัมผัสความมหัศจรรย์ในวันที่ 3 กันยายนนี้

    สวนดำเนินการโดย บริษัท วิมานสุริยา จำกัด ผู้พัฒนา Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสระดับโลก ภายใต้คอนเซ็ปต์ Here for Bangkok และผู้พัฒนา The Residences at Dusit Central Park โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรี่ที่ดีที่สุดใน Super Core CBD ตั้งใจปั้นสวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” เป็นสัญลักษณ์แห่งแสงรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ และประเทศไทย

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ” ได้รับการคัดเลือกจากผู้ส่งเข้าประกวดกว่า 2,200 ชื่อ โดยมีความหมายที่ลึกซึ้ง คำว่า “ดุสิต” ไม่เพียงสื่อถึงโรงแรมดุสิตธานีที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบและร่มเย็น ส่วนคำว่า “อรุณ” หมายถึงแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่และความสดใส

    ชื่อนี้ยังได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของ “วัดอรุณราชวราราม” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งรุ่งอรุณของกรุงเทพฯ โดยแรงบันดาลใจนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมภายในโครงการที่ถอดแบบมาจากยอดพระปรางค์วัดอรุณอีกด้วย

    เซ็นทรัลพาร์ค สวนดุสิตอรุณ ใจกลางกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 7 ไร่ พร้อม 8 ไฮไลต์น่าสนใจ ชวนคุณมาสัมผัสธรรมชาติและวิวเมืองมุมใหม่ เปิด 3 ก.ย. นี้

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    ภายในพื้นที่สวนขนาดใหญ่ถึง 7 ไร่ (11,200 ตารางเมตร) ได้รับการออกแบบให้มีมุมพักผ่อนและกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย

    1. จุดชมวิวระเบียงรังนก (Bird Nest Viewpoint): ชวนคุณมานั่งชมวิวเมืองแบบพาโนรามา เชื่อมต่อทิวทัศน์ระหว่างสวนดุสิตอรุณกับสวนลุมพินีได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติสีเขียว

    2. ม่านน้ำ 2513 (Cascade 2513): นำสัญลักษณ์ของโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ ที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2513 กลับมาอีกครั้ง ม่านน้ำตกแห่งนี้จะถูกล้อมรอบด้วยพรรณไม้น้ำนานาชนิด สร้างความสงบและร่มเย็น

    3. อัฒจันทร์ดุสิตพินี (Dusitpini Amphitheatre): พื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม นั่งพักผ่อน หรือเป็นจุดนัดพบ เป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวที่ให้คุณสัมผัสความเขียวขจีของสวนทั้งสองแห่งและความเป็นเมืองได้พร้อมกัน

    4. จุดชมวิวสวัสดีบางกอก (Sawasdee Bangkok Viewpoint): เปลี่ยนบรรยากาศมาชมความสวยงามของสวนดุสิตอรุณจากมุมสูง มองเห็นเส้นสายทางเดินที่ทอดยาวท่ามกลางต้นไม้นานาพันธุ์ และเปิดมุมมองใหม่ของกรุงเทพฯ

    5. ดี การ์เด้น (D Garden): พื้นที่สำหรับคนรักดอกไม้ ที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้นานาพันธุ์ ให้คุณได้พักผ่อนท่ามกลางความสดชื่นและกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

    6. เดอะ เทอเรส (The Terrace): พื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่เชื่อมต่อระหว่างสวนและศูนย์การค้า ตั้งอยู่บริเวณ Food Passage เหมาะสำหรับเป็นจุดพักผ่อนระหว่างวัน

    7. เดอะ พลาซ่า (The Plaza): สนามหญ้าสีเขียวเปิดโล่งสำหรับทำกิจกรรมและพักผ่อนหย่อนใจ อยู่ใกล้กับบริเวณม่านน้ำ 2513 จึงให้ความรู้สึกเย็นสบาย

    8. เดอะ คอร์ดยาร์ด (The Courtyard): อีกหนึ่งพื้นที่กิจกรรมอเนกประสงค์ ตั้งอยู่บริเวณ D Garden เปิดให้สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ได้อย่างลงตัว

    “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Arun at Dusit Central Park)” สวนลอยฟ้าใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยของเราจะเปิดให้บริการในวันที่ 3 กันยายน เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. สำหรับท่านที่ต้องการใช้บริการสวนดุสิตอรุณสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทาง

    Facebook: www.facebook.com/dusitcentral และ Instagram: www.instagram.com/dusitcentralpark

    สำรวจ 8 ไฮไลต์ สวนดุสิตอรุณ ที่ไม่ควรพลาด

    เปิดเบื้องหลังจากปากผู้บริหาร กว่าจะเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวแห่งใหม่

    คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงที่มาของชื่อสวนลอยฟ้าแห่งใหม่ว่า มาจากการจัดแคมเปญประกวด “The Landmark of Thai Pride: Roof Park Naming Campaign” ซึ่งเปิดโอกาสให้คนทั่วไปได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ โดยมีผู้ส่งชื่อเข้าร่วมประกวดมากกว่า 2,200 ชื่อ

    ชื่อ “สวนดุสิตอรุณ ณ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย

    • กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
    • บริษัท วิมานสุริยา จำกัด
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
    • กรุงเทพมหานคร
    • ศิลปินแห่งชาติปี 2563 สาขาทัศนศิลป์
    • บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49)
    • บริษัท Landscape Collaboration จำกัด

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)

    ความหมายของชื่อ “สวนดุสิตอรุณ”

    คุณศุภจี อธิบายเพิ่มเติมว่า ชื่อนี้มีความหมายที่ลึกซึ้ง ดุสิต ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อโรงแรม แต่ยังหมายถึงดินแดนแห่งสันติสุขที่สงบ ร่มเย็น และงดงามเหมือนสรวงสวรรค์ อรุณ คือแสงแรกของวัน เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ ช่วงเวลาที่ธรรมชาติและผู้คนตื่นขึ้นมารับชีวิตที่สดใส

    ดังนั้น ‘สวนดุสิตอรุณ’ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่สีเขียว แต่เป็นพื้นที่แห่งชีวิตที่สื่อถึงการเริ่มต้นใหม่ ความสดใส และความหวัง ให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสความสงบและเติมพลังใจเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อย่างมีพลัง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1449189/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AOPx5_DtEo734EgAEvOOR

  • ‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ไม่ยาก

    ‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ไม่ยาก

    พิชัย รมว.คลัง เปิดเผยแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ชี้ต้องเพิ่มการลงทุนรวมเป็น 30-35% ต่อ GDP เร่งฟื้น FDI ดึง Know-How จากต่างชาติ เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ได้ไม่ยาก

    วันนี้ (29 สิงหาคม) พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในงาน FPO Symposium 2025 ภายใต้หัวข้อ ‘Fiscal Transformation พลิกโฉมการคลังไทยสู่ความยั่งยืน’ 

    เพื่อบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนทางการคลัง พิชัยเสนอว่า ต้องเริ่มจากแก้ปัญหาความไม่สมดุลทางการคลังที่เป็นอยู่ โดยสังเกตได้จากพื้นที่การคลัง (Fiscal Space) ที่หดแคบลงเรื่อยๆ ในแต่ละปี จากจำนวนหนี้สาธารณะที่ก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ

    ปัจจุบัน ไทยมีหนี้สาธารณะอยู่ประมาณ 65% ของ GDP ขณะที่เพดานหนี้อยู่ที่ 70% ของ GDP หมายความว่าเหลือพื้นที่ว่างในการก่อหนี้ได้อีกเพียง 5% ของ GDP หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือว่าเหลือช่องว่างน้อยมาก

    ทั้งนี้ พิชัยเน้นว่า โจทย์สำคัญของประเทศไทย ควรเน้นที่ปัจจัยภายใน (Internal Factors) ซึ่งเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขและควบคุมได้ แทนที่จะให้น้ำหนักมากกับปัจจัยภายนอก (External Factors) เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทุกประเทศต้องปรับตัว

    ตั้งเป้าลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% ภายใน 2570

    สาเหตุหลักที่ทำให้ไทยมีภาวะการคลังไม่สมดุล และมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากระดับ 48% เป็น 65% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จาก 5 ล้านล้านบาท เป็น 12 ล้านล้านบาท เป็นเพราะรายได้และรายจ่ายของภาครัฐไม่สมดุลกัน 

    ไทยประสบปัญหาขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยขาดดุลงบประมาณราว 4.25% ของ GDP หรือประมาณ 8.5 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งพิชัยมีเป้าหมายต้องการที่จะลดการขาดดุลงบประมาณให้เหลือประมาณ 3% ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ผ่านวิธีการคุมรายจ่าย เพิ่มรายได้การคลัง

    ตั้งเป้าเพิ่มรายรับภาครัฐอีก 600,000 ล้านบาท

    สำหรับรายรับภาครัฐ พิชัยระบุว่า ไทยยังมีการจัดเก็บภาษีสุทธิ (ไม่รวมรายได้อื่นๆ) อยู่ที่ประมาณ 15% ของ GDP เท่านั้น ขณะที่พิชัยมองว่า รายรับภาษีของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 18% หรือสูงกว่า ซึ่งเท่ากับว่า ไทยต้องหารายได้เพิ่มอีก 600,000 ล้านบาทต่อปี

    พิชัยจึงเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษี ทั้งการขยายฐานภาษี และเพิ่มการจัดเก็บในส่วนที่ควรเก็บได้ เช่น พิจารณาปรับแผนรายได้จากการลงทุน (Investment Income) เนื่องจากผลตอบแทนจากรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือหุ้นอยู่ (รวมถึงกองทุนบางชนิด) มี ROA ไม่ถึง 2% ซึ่งถือว่าต่ำมาก  

    นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนมานานแล้ว เช่น ทางด่วน และสายส่งไฟฟ้า ผ่านการจัดโครงสร้างราคาหรือนำมาจัดตั้งกองทุน Security เพื่อลดภาระหนี้ ถือเป็นการสร้างรายได้จากการใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม (Monetization) ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังอาจร่วมมือกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในส่วนนี้เพื่อเพิ่มพื้นที่การคลัง

    ปฏิรูประบบราชการ เพิ่มรายจ่ายการลงทุน

    พิชัยชี้ว่า งบประมาณรายจ่ายภาครัฐประจำปีทั้งหมดราว 3.8 ล้านล้านบาท ยังมีข้อกังวลอยู่มาก เนื่องจากงบส่วนใหญ่เกือบ 3 ล้านล้านบาทเป็นรายจ่ายประจำ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของข้าราชการและการอุดหนุนต่างๆ

    ขณะที่รายจ่ายเพื่อการลงทุนมีเพียง 500,000 ล้านบาทโดยประมาณ หรือราว 2.5% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำมาก

    ดังนั้น ภาครัฐจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบราชการ รวมถึงเงินอุดหนุนต่างๆ เพื่อช่วยควบคุมรายจ่ายประจำ และนำเงินมาใช้จ่ายเพื่อการลงทุนมากขึ้น ทำให้เกิดการใช้จ่ายได้อย่างตรงจุด

    ลงทุนน้อย ทำเศรษฐกิจไทยโตต่ำ 

    พิชัยระบุอีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพไว้เป็นเพราะว่า ไทยหันไปพึ่งการส่งออกเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Growth Engine) จากเดิมที่เคยเน้นการลงทุน

    โดยสัดส่วนการลงทุนรวมระหว่างภาครัฐและเอกชนของไทยเคยสูงถึง 51% ต่อ GDP ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 24% เท่านั้น ขณะที่การส่งออกเพิ่มขึ้นจากระดับ 46% มาเป็น 73% ต่อ GDP

    แม้การลงทุนภาครัฐยังคงที่ แต่การลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แผ่วลงอย่างมาก ทำให้ไทยขาดการวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงขาดโอกาสในการทำความเข้าใจตลาดแห่งอนาคต (Future Market)

    ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงจำเป็นต้องเร่งดึงดูด FDI เพื่อดึงองค์ความรู้ (Know-How) จากต่างประเทศ มาช่วยในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มการผลิตสมัยใหม่ เช่น หุ่นยนต์, ดิจิทัล, AI 

    ปลดล็อก 4 ข้อจำกัด เร่งดึง FDI

    ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ พิชัยชี้ว่า จำเป็นต้องมีการผ่อนคลายกฎระเบียบเงื่อนไขต่างๆ เพื่อเอื้อให้การดำเนินธุรกิจมีความสะดวกมากขึ้น ดังนี้

    • ที่ดิน: สร้างความมั่นใจในการใช้ที่ดินระยะยาว เสนอให้มีการใช้สิทธิ 99 ปี สำหรับที่ดินรัฐ หรือโอนที่ดินเอกชนให้กรมธนารักษ์แล้วให้สิทธิใช้ 99 ปี แทนการซื้อขาด
    • พลังงาน: เพิ่มปริมาณไฟฟ้าให้เพียงพอ และมีราคาเหมาะสม ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด (Green Energy) และพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ และไบโอแก๊ส  
    • น้ำ : ต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ทั้งจากภาครัฐ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลแหล่งน้ำ และรัฐวิสาหกิจ หรือการนิคม ที่รับผิดชอบดูแลการจัดส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค
    • ความสะดวกในการทำธุรกิจ (Easing of Doing Business): ต้องลดความซับซ้อนของกฎระเบียบและขั้นตอนการอนุมัติต่าง ๆ รวมถึงการปรับปรุงการทำงานของกรมศุลกากรและการอนุญาต

    ตั้งเป้าลงทุนรวม 35% ของ GDP

    ทั้งนี้ พิชัยตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนรวมให้ถึง 30-35% ของ GDP จากระดับ 24% ในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าเมื่อมีการลงทุนจาก FDI เพิ่มมากขึ้น ก็จะนำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องของคนในประเทศเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

    หากการลงทุนรวมอยู่ในระดับ 30-35% ต่อ GDP พิชัยเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยจะมีการเติบโตที่ 4-5% ได้ไม่ยาก และนำมาซึ่งรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้น บริหารจัดการหนี้สาธารณะได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง

    อยู่ระหว่างพิจารณาปรับ VAT

    สำหรับการพิจารณาปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) พิชัยยอมรับว่ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกล่าวว่าไทยมีอัตรา VAT ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก 

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาปรับ VAT จำเป็นต้องพิจารณาบริบทรายล้อมของไทยอื่นๆ ด้วย เช่น ประเด็นมาตรการภาษี ซึ่งคลี่คลายแล้วว่าไทยได้เรตที่พอแข่งขันได้ แต่อาจต้องหาเงินทุนหมุนเวียนในช่วงที่การค้าสะดุดไป 

    ทั้งนี้ สำหรับความกังวลเกี่ยวกับภาระภาษีที่อาจกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย พิชัยเสริมว่า หากภาครัฐนำเงินภาษีที่เก็บได้มากขึ้น ไปส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งช่วยให้การจ้างงานดีขึ้น สุดท้ายแล้วผลดีจะกลับไปสู่ประชาชนรายย่อยได้เช่นกัน

    ส่วน Negative Income Tax ซึ่งพิชัยกล่าวว่า กำลังพิจารณาให้เหมาะกับบริบทของไทย โดยภาครัฐจำเป็นต้องออกแบบระบบให้รองรับผู้คนที่อาจไม่พร้อมยื่นภาษี และจำเป็นต้องรอข้อมูลจากผู้ยื่นภาษี เพื่อนำมาพิจารณานโยบายช่วยเหลือให้เหมาะสม

    เชื่อภาษี Transhipment ไม่รุนแรง แต่บอกไม่ได้ว่าเท่าไร

    สำหรับประเด็นการเจรจาสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) เพื่อบรรเทาผลกระทบของภาษีสินค้าส่งผ่าน (Transshipment Tax) พิชัยชี้ว่า ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ย้ำว่ามีสัญญาณเชิงบวก 

    โดยกล่าวว่า สหรัฐฯ อาจไม่ได้กำหนดสัดส่วนมูลค่าการผลิตในประเทศ/ภูมิภาค (Regional Value Content: RVC) สูงถึง 50% ซึ่งทำให้ข้อเสนออาจไม่รุนแรงมากนัก แต่ยังบอกตัวเลขที่สหรัฐฯ เสนอไม่ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/fiscal-transformation-plan/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35enkg6nQwuK4BEQiykZKi

  • ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง หลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง รัฐ-เอกชน ต้องร่วมฟื้นความเชื่อมั่น

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง หลังนายกฯ พ้นตำแหน่ง รัฐ-เอกชน ต้องร่วมฟื้นความเชื่อมั่น

    สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    29 ส.ค. 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้ 

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” นายเกรียงไกร กล่าว

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้” นายเกรียงไกร กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/852357/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17AjASNlfw4Sc-n4-99sbF

  • ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจจับเด็กนักเรียนกัมพูชา แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รธน.คือปัญหา

    ‘พรรคเศรษฐกิจ’ ข้องใจทำไมตำรวจจับเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปี แต่ไม่จับแรงงานกัมพูชาเถื่อน ชี้รัฐธรรมนูญคือปัญหา เด็กต่างด้าวเรียนฟรีแย่งที่เรียนเด็กไทย แนะเน้นเด็กไทยให้ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอ รับเด็กต่างชาติได้แต่ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้าเรียน

    29 ส.ค.2568 -ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจ นายคริส โปตระนันทน์ ประธานพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่นักเรียนชาวกัมพูชาวัย 13 ปี ถูกตำรวจจับกุมที่โรงเรียน และเตรียมส่งกลับประเทศกัมพูชา หลังถูกแจ้งความว่าเป็นบุคคลต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชาที่เป็นเด็กตั้งใจเรียนหนังสือต้องถูกส่งกลับจากการจับของตำรวจ แต่ก็การกระทำของแม่เด็กก็ผิดกฎหมายตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมืองจริง แต่ก็ต้องขอตั้งสังเกตว่า เหตุใดตำรวจถึงกวดขันเข้มข้นกับการจับเด็กนักเรียนต่างด้าว แต่กลับไม่ยอมบังคับใช้กฎหมายและกับแรงงานต่างด้าวรวมถึงคนกัมพูชาด้วยที่เข้าเมืองผิดกฎหมายที่ ที่มีประมาณ 4-6 ล้านคน ทั่วประเทศ

    “ซึ่งคนเหล่านี้กำลังแย่งงานคนไทยอยู่ทั่วทุกหัวระแหง และที่ยิ่งไปกว่านั้น บางส่วนอาจมีพฤติกรรมในการบ่อนทอนความมั่นคงโดยการเป็นสายให้รัฐบาลกัมพูชา โดยมีแหล่งข่าวแจ้งมาที่พรรคเศรษฐกิจว่า มีตำรวจเรียกเก็บส่วยจากแรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่เดือนละ 500 บาทต่อหัว ซึ่งเงินจากการทุจริตก้อนนี้ตกอยู่ ประมาณเดือนละ 2,000 ล้านบาทเลยทีเดียว ส่วนกรณีของเด็กวัย 13 ปี คนดังกล่าว ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะหลังถูกผลักดันออกจากประเทศ เด็กก็สามารถที่ดำเนินการขอวีซ่าให้ถูกกฎหมายและขอเข้าเรียนในประเทศไทยได้ใหม่” นายคริส กล่าว

    นายคริส กล่าวว่า ในส่วนของภาพใหญ่ นี่ไม่ใช่ปัญหาของเด็กคนเดียวแต่เป็นปัญหาเด็กต่างด้าวที่ทะลักเข้ามาเรียนหนังสืออยู่ในระบบโรงเรียนของประเทศไทยเป็นจำนวนมากกว่า 200,000 คน (ข้อมูลจากปี 2566) เป็นเรื่องที่ต้องจัดการอย่างเร่งด่วน เรื่องนี้มี สาเหตุมาจากการที่รัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 ที่บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย โดยกฎหมายข้อนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจให้คนต่างด้าวจำนวนมากหลบหนีเข้าเมือง โดยอุ้มลูกหลานของตนที่ไม่ใช่คนไทย เข้ามาใช้ทรัพยากรของประเทศไทยโดยที่ตนเองไม่ได้จ่ายภาษี ทำให้เกิดปัญหา ซึ่งในกรณีที่เกิดขึ้น

    หากเราแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าวให้เพิ่มคำว่า “เด็กทุกคนที่มีสัญชาติไทย” จะช่วยลดปัญหาลงได้มาก ซึ่งพรรคเศรษฐกิจ มีจุดยืนให้ความสำคัญกับนโยบายการศึกษา โดยเน้นหลักที่ว่า หากเด็กไทย ได้รับการศึกษาที่ดีและเพียงพอแล้ว เราก็สามารถขยายโรงเรียนไปรับเด็กต่างชาติได้ แต่ก็ต้องมีการเก็บค่าใช้จ่าย ค่าเทอมในการเข้าเรียน

    โดยตามข้อแนะนำจาก OECD อัตราส่วนนักเรียนต่อครูในระดับประถมศึกษา โดยเฉลี่ยในประเทศที่พัฒนาแล้วอยู่ที่ เด็ก 14 คน ต่อครู 1 ท่าน หากเราดำเนินตามนโยบายตามปัจจุบัน จะทำให้การพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนของไทย เทียบเท่ามาตรฐาน OECD ได้ยาก แม้ว่าแนวโน้มประชากรเกิดใหม่ของไทยจะอยู่ในช่วงขาลงก็ตาม

    ประธานพรรคเศรษฐกิจ กล่าวอีกว่า ส่วนในเรื่องที่บางฝ่ายอาจจะมองว่า หากมีการแก้ไขกฎหมาย จะเป็นการกีดกันการศึกษาของนักเรียนต่างด้าวอาจผิดข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ประเทศไทยสามารถขอสงวนข้อกฎหมายในเรื่องดังกล่าวได้ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาในเรื่องภาระงบประมาณภาครัฐที่ไม่เพียงพอ จากกรณีเด็กต่างด้าวที่ถูกแอบนำเข้ามาโดยความตั้งใจในการใช้ทรัพยากร เงินภาษี ของประเทศไทยโดยผิดกฎหมายจำนวนมาก ทั้งนี้หากมองในด้านมนุษยชน เราสามารถให้กลุ่มต่างด้าวนี้เรียนในระบบ การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) หรือทางโทรทัศน์ทางไกลได้ เพื่อให้กลุ่มนักเรียนต่างด้าวเหล่านี้สามารถศึกษาเนื้อหาทางการศึกษาของไทยได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/852051/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rt7PKFj4Rtvy6OTSzJ1k3

  • กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  

    กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  

    กรมการพัฒนาชุมชน เข้าร่วมพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 – 86 – 87  


    29/08/2568 | 27 | |

    วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 08.30 น. นายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเป็นเกียรติพิธีปิดการศึกษาอบรม หลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 86 และ 87 ณ อาคารศูนย์พัฒนาบุคลากรฝ่ายปกครอง โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี พร้อมนี้ มีผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าส่วนราชการระดับกรมในสังกัดกระทรวงมหาดไทย  ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อย่างพร้อมเพรียง

    ในโอกาสนี้ ประธานในพิธีปิดฯ กล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรนายอำเภอ พร้อมเน้นย้ำนายอำเภอ คือ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงรุก ต้องเข้าใจนโยบาย เข้าใจตนเอง และเข้าใจประชาชน เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลและประชาชน ทำงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุขด้วยใจ และการเป็นนายอำเภอที่ดีนั้น จะต้องได้รับความศรัทธา ความไว้วางใจ ต้องเป็นนักบริหาร นักปกครอง และนักประสานงานที่มีหัวใจรับใช้ประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ตั้งมั่น ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต สรรค์สร้างประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dnb-PNswmWQC9hw8GX9K9

  • โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู และประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 ตอกย้ำภารกิจสร้างบุคลากรระบบรางสู่ยุคใหม่

    โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู และประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 ตอกย้ำภารกิจสร้างบุคลากรระบบรางสู่ยุคใหม่

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ จัดพิธีไหว้ครู ประจำปีการศึกษา 2568 ให้กับนักเรียนโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ทั้ง 2 ชั้นปี และพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ให้กับนักเรียนวิศวกรรมรถไฟชั้นปีที่ 1 โดยมีนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการรถไฟฯ คณะครูอาจารย์ของสถาบันฝึกอบรมระบบราง เข้าร่วมพิธี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

    สำหรับการจัดพิธีประดับเข็มเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) ประจำปีการศึกษา 2568 นับเป็นพิธีสำคัญที่โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟจัดให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทย ซึ่งถือเป็นเกียรติชั้นสูงของนักเรียนวิศวกรรมรถไฟที่ได้ประดับเครื่องหมายโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ (ล้อปีกมหาพิชัยมงกุฎครอบ) บนหน้าอกด้านซ้ายของเครื่องแบบนักเรียน

    ทั้งนี้ นักเรียนวิศวกรรมรถไฟประจำปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาที่เข้ารับการศึกษาระดับชั้นปีที่ 1 รวมทั้งสิ้น 133 คน เพื่อพัฒนาเป็นบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ รองรับการเติบโตของกิจการการรถไฟฯ ในอนาคต และในหลากหลายสาขาวิชา ประกอบด้วย ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างเครื่องกล สาขาวิชาช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน สาขาวิชาช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม สาขาวิชาช่างโยธา และประเภทวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการจัดการเดินรถ เป็นต้น

    สำหรับโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ในฐานะสถาบันการศึกษาระบบรางแห่งแรกของไทย ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการสร้างบุคลากรที่มีเชี่ยวชาญด้านระบบรางมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 85 ปี เป็นหน่วยงานที่พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ เพื่อรองรับการเติบโตด้านระบบการขนส่งทางรางของประเทศในอนาคตต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952786&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YxuMW8wKAAzH8CYxSDL1E

  • “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    “รมว.นฤมล” นำประชุม “สกศ.ถก” ปฏิรูปการศึกษา ยกระดับระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานสากล มุ่งสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งของประเทศ

    29 สิงหาคม 2568 13:47 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    เมื่อวันที่ 29 ส.ค.68 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมกำแหง พลางกูร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) โดยมีคณะกรรมการสภาการศึกษา และ รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุม

    โดยการประชุมครั้งนี้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ร่างทิศทางการพัฒนาศักยภาพคนไทยเพื่อสร้างพลเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านเสาหลักการเรียนรู้ 5 ด้าน หรือ The L.E.A.R.N. Pillars ซึ่งประกอบด้วย การเสริมศักยภาพผู้เรียน การสร้างบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาวะที่ดี การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น และการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วม โดยทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิตควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย

    รวมถึงแนวทางการปรับระบบการบริหารงบประมาณและทรัพยากรด้านการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ โดยเน้นการกระจายอำนาจ การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนเพื่อการวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการจัดสรรงบประมาณให้ถึงผู้เรียนโดยตรง ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเงินอุดหนุนพื้นฐานและพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อการวัดผลและปรับปรุงอย่างเป็นระบบ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังพิจารณานโยบายการสร้างเสริมชุดทักษะจำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนไทย ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนบนฐานทักษะที่จำเป็น การจัดระบบสนับสนุนการเรียนรู้ที่เป็นระบบ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้โดยใช้ทุนทางสังคมและทรัพยากรในแต่ละพื้นที่

    นอกจากนั้นที่ประชุมยังรับทราบความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ สกศ. อาทิ ผลการจัดอันดับ IMD ด้านการศึกษา 2025 ที่ไทยควรกำหนดยุทธศาสตร์ยกระดับให้ชัดเจน มติสมัชชาสภาการศึกษาระดับชาติที่ผลักดันแนวคิด “Learn to Earn” และระบบเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนากรอบคุณวุฒิสำหรับเยาวชนฝีมือ พร้อมการเปิดแพลตฟอร์มธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติในปีหน้า รวมถึงความคืบหน้าการผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาทางกฎหมาย ตลอดจนการจัดทำแผนการศึกษาในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เพื่อรับมือสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้เรียนและบุคลากรในพื้นที่

    “ทั้งสามเรื่องที่สภาการศึกษาผลักดันในการประชุมครั้งนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างพลเมืองที่เข้มแข็งและยกระดับระบบการศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่“ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3030Jz50p-kfoMb3BFtlKN

  • หอการค้าฯ เตือน การเมืองไม่แน่นอน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯ เตือน การเมืองไม่แน่นอน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี เนื่องจากขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ผู้นำกัมพูชา ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะทันที

    มีความเห็นจากภาคเอกชน โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความกังวลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย ซึ่งอาจซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแออยู่แล้ว โดยไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาชายแดนและการปิดด่านการค้า รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวที่ลดลง

    ดร.พจน์ กล่าวย้ำว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอนศรัทธาต่อนักลงทุน “หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพ นักลงทุนต่างชาติจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว และเศรษฐกิจไทยจะกระทบเป็นลูกโซ่”

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนคาดหวังว่าฝ่ายการเมืองจะเร่งหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้างความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ พร้อมจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีคุณภาพและได้รับการยอมรับ

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ”

    — ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaichamber-warns-political-uncertainty-worsening-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JexXc4R_oFfYk0BuNHLfR

  • นักธุรกิจเกาะติดคดี ‘แพทองธาร’ มอง 2 ฉากทัศน์ ‘รอด-ไม่รอด’

    นักธุรกิจเกาะติดคดี ‘แพทองธาร’ มอง 2 ฉากทัศน์ ‘รอด-ไม่รอด’

    เศรษฐกิจ

    29 ส.ค. 2025 เวลา 7:30 น.

    “หอการค้า” ขอให้ยอมรับคำวินิจฉัยศาล ไม่ว่าตัดสินให้นายกฯ อยู่ต่อหรือพ้นตำแหน่ง เพียงขอให้มีผู้มีความรู้ความสามารถมาบริหารท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ ส.อ.ท.หวั่นรัฐบาลสุญญากาศ-กระทบเศรษฐกิจ-ลดทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.2568

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่มองศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร นายกฯจะรอดหรือไม่รอด ขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา แต่ขอใครก็ได้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนต้องการเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ

    “คำตัดสินเป็นอย่างไรก็ขอให้คำวินิจฉัยมีเหตุมีผลเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เกิดความปั่นป่วนเกิดขึ้นอีกในบ้านเมือง ให้การเมืองเดินตามขั้นตอน มีนายกฯ มีครม. ที่เป็นยอมรับของนานาชาติและมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้โดยเร็ว” นายพจน์ กล่าว

    นักธุรกิจมอง 2 ฉากทัศน์การเมือง

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองของไทย โดยได้แบ่งการวิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน

    ฉากทัศน์ที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิด โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ ไม่ผิด จะช่วยให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนโดยรวม การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยการผลักดันนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการดูแลคุณภาพชีวิต

    ฉากทัศน์ที่ 2  ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยว่าทำผิดจนต้องพ้นจากตำแหน่ง และครม. ทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย จะทำให้ต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ตามรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ และอาจนำไปสู่การจับขั้วรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้

    “ความขัดแย้งกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ลดทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวน ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อรักษาตัวเลขการลงทุนและภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว

    ต้องการเสถียรภาพการเมือง

    นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ภาคเอกชนสนใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐตลอด แต่เรื่องใครจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความมีเสถียรภาพของนโยบาย เราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในมุมนักลงทุนต่างชาติอาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ

    “สิ่งสำคัญสุดคือความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่บ่อยครั้งจนเกินไป สำหรับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้คงเอาใจช่วยทุกพรรค อยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก อยากให้ดูแลเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพราะตอนนี้เราต้องดูคู่แข่งรอบด้าน ยกตัวอย่าง เวียดนาม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xZAFW67BGHSdcbSrN1zdS

  • สปป.ลาว กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    สปป.ลาว กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายนเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

    รัฐบาล สปป.ลาว ได้กำหนดลำดับความสำคัญหลักในเดือนกันยายน โดยมุ่งเน้นที่การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพของประเทศ การตัดสินใจเหล่านี้เกิดขึ้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมกับเจ้าแขวงทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา 
    โดยมีนายกรัฐมนตรี สอนไช สีพันดอน เป็นประธาน

    เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจ กระทรวงการคลังและธนาคารแห่ง สปป.ลาว จะดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนและรักษาระดับทุนสำรองระหว่างประเทศไว้ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า ได้รับมอบหมายให้ลดต้นทุนการผลิตสินค้าจำเป็น เช่น ข้าว เนื้อหมู ไข่ และปลา โดยต้องปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน พร้อมทั้งลดการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็น ในขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและป่าไม้จะดำเนินการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารสัตว์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ในด้านการศึกษาและการพัฒนาแรงงานก็เป็นอีกหนึ่งลำดับความสำคัญ โดยกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา จะดำเนินการให้ปีการศึกษาใหม่เริ่มต้นได้อย่างราบรื่น พร้อมแก้ไขปัญหาขาดแคลนครู ด้วยการบรรจุครูอาสาสมัครเข้าเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งเมื่อได้รับการบรรจุแล้วจะได้รับเงินเดือนตามปกติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจะให้ความสำคัญกับแรงงานลาวที่เดินทางกลับประเทศ โดยจะมีการเก็บข้อมูล จัดฝึกอบรม และสร้างงานเพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคม

    การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานยังคงเป็นเป้าหมายหลัก โดยกระทรวงโยธาธิการและขนส่ง จะเร่งดำเนินการก่อสร้างถนนและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากอุทกภัย เพื่อเพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างแขวง ซึ่งในช่วงฤดูฝน ทางการของแขวงต่าง ๆ ได้รับคำสั่งให้เฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำและเขื่อนต่าง ๆ และต้องออกคำเตือนล่วงหน้าอย่างทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงจากพายุ ในขณะเดียวกัน ร่างกฎหมายที่อยู่ระหว่างการแก้ไขประกอบด้วย กฎหมายต่อต้านการฟอกเงิน กฎหมายต่อต้านการสนับสนุนการก่อการร้าย การยึดทรัพย์สิน การประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ และบทลงโทษเกี่ยวกับกฎหมายรถไฟ

    ในส่วนของ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมรัฐบาลรายงานว่า ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีความคืบหน้าในด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจน โดยอัตราเงินเฟ้อลดลงเหลือร้อยละ 5 ทุนสำรองระหว่างประเทศสามารถครอบคลุมการนำเข้าได้เกือบ 5 เดือน รายได้จากงบประมาณแตะระดับเกือบ 47 ล้านล้านกีบ (ประมาณ 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือร้อยละ 69 ของเป้าหมายทั้งปี รวมถึงการปลูกข้าวถึงเป้าหมายตามฤดูกาลแล้วร้อยละ 97 การส่งออกพืชเศรษฐกิจทำรายได้กว่า 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการส่งออกปศุสัตว์ทำรายได้ 1.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านการท่องเที่ยวก็เติบโตเช่นกัน โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.35 ล้านคนในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปี 2024 ขณะที่การเดินทางภายในประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 46 อยู่ที่ 2.46 ล้านเที่ยว สำหรับอนาคต รัฐบาลได้เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคทั้งในระดับส่วนกลางและระดับจังหวัด รวมถึงการเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการของผู้นำพรรคและรัฐ

    *****************************************************

    ที่มา : Laotian times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/sfr04x6u7xzr5xf77b5ys3lz&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0glVqeh2iP92FOU50tZyp_