Blog

  • CREDIT ธนาคารไทยเครดิต เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ OTOP นครราชสีมา เสริมศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นก้าวทันเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    CREDIT ธนาคารไทยเครดิต เดินหน้าหนุนผู้ประกอบการ OTOP นครราชสีมา เสริมศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นก้าวทันเทรนด์เศรษฐกิจดิจิทัล – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) จับมือ จังหวัดนครราชสีมา จัดโครงการ “ตังค์โต Know-how เปิดโลกธุรกิจชุมชน: ติดปีกความสำเร็จสำหรับผู้ประกอบการ OTOP” เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท้องถิ่น เตรียมพร้อมปรับตัวรับความท้าทายในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวพุทธิมาลย์ เชียรพิมาย พัฒนาการจังหวัดนครราชสีมา และผู้บริหารธนาคารไทยเครดิต ได้แก่ นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ และ นางสาวลาวัณย์ ธัญญเจริญ ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติจากทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรม ดิ อิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ โคราช จ.นครราชสีมา

    นายสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานเปิดงาน กล่าวว่าจังหวัดนครราชสีมามีผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพและความพร้อมในการพัฒนา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการเหล่านี้ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว การอบรมโครงการนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้ประกอบการ OTOP จะได้พัฒนาความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล

    นางสาวลาวัณย์ ธัญญเจริญ ผู้อำนวยการแผนกสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2 ธนาคารไทยเครดิต กล่าวว่า ธนาคารมุ่งมั่นสู่การเป็น “ธนาคารเพื่อความยั่งยืน” (Sustainability Banking) ซึ่งมุ่งเน้นสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะผู้ประกอบการ OTOP ที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโต ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านการแข่งขันทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาองค์ความรู้เพื่อนำไปพัฒนาสร้างโอกาสทางการตลาดเท่าทันเทคโนโลยีอย่างรอบด้านถือเป็นสิ่งสำคัญ

    การจัดการอบรมครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ OTOP ของจังหวัดนครราชสีมา เข้าร่วมกว่า 100 ราย ความร่วมมือในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมฝึกอบรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบูรณาการภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคธุรกิจชุมชน เพื่อร่วมกันวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน เกิดเป็นระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการเติบโตในทุกภาคส่วน ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตแข็งแกร่ง

    ด้าน นางสาวเขมฤทัย อัศวนนท์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายพัฒนาและส่งเสริมผู้ประกอบการ ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้ดำเนินโครงการ “ตังค์โต Know-how” มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ภายใต้แนวคิด “Everyone Matters ทุกคนคือคนสำคัญ” มุ่งมั่นให้ทุกคนเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ เหมาะสำหรับการวิเคราะห์และวางแผนพัฒนาธุรกิจชุมชน การเสริมสร้างภาพลักษณ์ธุรกิจให้เกิดความยั่งยืน ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่ ครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการทางการเงิน กลยุทธ์การตลาด และเทคนิคการพัฒนาธุรกิจให้ทันสมัย เพื่อนำไปปรับใช้กับธุรกิจจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577902/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qGsUeB6c-cBj9at7IlXu9

  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวน จับตาเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ, ข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวน จับตาเจรจาการค้าจีน-สหรัฐฯ, ข้อมูลเศรษฐกิจจีน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นเอเชียเปิดผันผวนในวันนี้ (15 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนจับตาการเจรจาการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสเปน และรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของจีนในช่วงเช้านี้ด้วย

    • ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,308.91 จุด ลดลง 79.25 จุด หรือ -0.30% และ
    • ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ 3,876.10 จุด เพิ่มขึ้น 5.5 จุด หรือ +0.14%
    • ดัชนี ASX/S&P 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียเปิดลบ 0.75% และ
    • ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ดีดตัวขึ้น 0.67% ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในวันนี้ เนื่องในวันผู้สูงอายุ

    สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และเหอ หลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้เสร็จสิ้นการประชุมวันแรก ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการเจรจาในประเด็นการค้า ความมั่นคง และประเด็นทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการกำหนดเส้นตายการขายกิจการแพลตฟอร์มติ๊กต๊อก (TikTok) ของจีน โดยการเจรจาจัดขึ้นเป็นเวลา 4 วัน เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย.

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าคาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่การเจรจาการค้าในครั้งนี้จะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่คาดว่าผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการที่สหรัฐฯ จะขยายเส้นตายให้กับบริษัทไบต์แดนซ์ (ByteDance) ในการขายกิจการ TikTok ในสหรัฐฯ อีกครั้ง จากเดิมที่กำหนดเส้นตายไว้ภายในวันที่ 17 ก.ย. มิฉะนั้นแอปพลิเคชัน TikTok จะปิดตัวลงในสหรัฐฯ

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการในช่วงเช้านี้ ได้แก่ ราคาบ้านเดือนส.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนส.ค. และอัตราว่างงานเดือนเดือนส.ค.

    นักลงทุนจับตาข้อมูลเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลที่อ่อนแอ และทำให้ตลาดคาดการณ์ว่ารัฐบาลจีนและธนาคารกลางจีนอาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ นักลงทุนยังจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ ขณะที่เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย. หลังจากสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลแรงงานที่อ่อนแอ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/529326&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Qyf1ItGiigBsCZe1IBWre

  • กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจ

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

     นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  เปิดเผยภายหลังนำ กรรมการ กทพ. ผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจแนวสายทาง “โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย” ทั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในอนาคต เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เชื่อมโยงเกาะสมุย  กับแผ่นดินใหญ่ให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแล้ว 2ครั้ง และจะจัดการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นในครั้งที่ 3 ประมาณเดือน ธันวาคม2568 

     “กทพ.อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการทางด่วนเชื่อเกาะสมุย ทั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว นอกจากที่การเดินทางมายังเกาะสมุย จะมีเครื่องบิน และเรือเฟอร์รี่แล้ว โครงการทางด่วนก็ถือว่ารวดเร็ว โดยการเดินทางระหว่าง ต.ท้องเนียน (หาดท้องเนียน )อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มายัง อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะใช้ระยะเวลา 20นาที จะลดระยะเวลาจากการเดินทางด้วยเรือได้ โดยปกติจะใช้เวลา1ชั่วโมงครึ่ง-2ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ก็ยังจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ยังชื่นชอบ การเดินทางทางเรือ  ซึ่งมองว่าการสร้างทางด่วนโครงการนี้จะเป็นทางเลือกที่ดี ในการเดินทาง ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยกระทันหัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเกาะมาสู่แผ่นดินใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายโอกาสการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่ ตลอดจนสร้างการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดการณ์ปริมาณจราจรไว้จะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000คันต่อวัน  นอกจากนี้ การออกแบบสะพานทางด่วนดังกล่าวยังสามารถรองรับการเกิดแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างแน่นอน”นายสุรเชษฐ์  กล่าว 

     สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีระยะทางประมาณ 37.41 กิโลเมตร มูลค่าลงทุนราว 55,000 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลโครงการได้ในปี 2571 ก่อสร้างในปี 2572 และจะเปิดใช้ตามแผนในปี 2577  ส่วนรูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานหลักแบบ Cable-stayed สะพานรองแบบ Extradosed และสะพานทั่วไป เพื่อรองรับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะสมุยโดยตรง ลดข้อจำกัดในการเดินทางทางเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446395&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2js1lLW1qA5XCPFvluT41M

  • รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ

    15 ก.ย. 2568 08:20 น.

    รับมือพายุเศรษฐกิจถล่ม นายกฯ นำทีมหารือสภาอุตฯ “ศุภชัย” โต้ยี้ รมต.สีน้ำเงิน

    -กกก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2882820&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34OX3TJxkcxtmp3Uy_ftCW

  • โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน

    โคก หนอง นา โมเดล ทางออกเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน


    15/09/2568 | 51 |

    “โคก หนอง นา โมเดล” เป็นแนวทางการจัดการที่ดินและน้ำตามศาสตร์พระราชา มุ่งสร้างความมั่นคงด้านอาหารและรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนท้องถิ่น โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก


    🔎 หลักการสำคัญของโคก หนอง นา

    1. โคก – พื้นที่ยกสูง ปลูกไม้ยืนต้น ไม้ผล และพืชผสมผสาน

    2. หนอง – แหล่งน้ำขนาดเล็ก เก็บน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

    3. นา – พื้นที่ปลูกข้าวเพื่อการบริโภคและจำหน่าย

    การจัดการพื้นที่ในลักษณะนี้ทำให้ชุมชนมีอาหารครบถ้วน ลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม และสร้างรายได้ต่อเนื่องจากการทำเกษตรผสมผสาน


    📈 ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจฐานราก

    • ครัวเรือนมีอาหารเพียงพอตลอดปี

    • ลดต้นทุนการผลิตเพราะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และทรัพยากรในพื้นที่

    • มีรายได้จากผลผลิตหลากหลาย ทั้งพืชผัก ผลไม้ ข้าว และการเลี้ยงปลา

    • เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนผ่านการรวมกลุ่มและวิสาหกิจชุมชน


    📍 ตัวอย่างจากพื้นที่จริง

    📍 จังหวัดสุรินทร์
    เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโคก หนอง นา มีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละกว่า 40,000 บาท จากการขายผักและปลา พร้อมทั้งลดรายจ่ายค่าอาหารในครัวเรือน

    📍 จังหวัดลพบุรี
    ชุมชนบ้านหนองบัวใหญ่สร้างศูนย์เรียนรู้โคก หนอง นา ดึงดูดเกษตรกรและนักท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ สร้างรายได้ทั้งจากการเกษตรและการท่องเที่ยว

    ที่มา : กรมการพัฒนาชุมชน


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/423303&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1D4SRrDaPAIKAf6E1FQKzn

  • อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    อยุธยา เตรียมยกพนังกั้นน้ำ หน้าเจดีย์พระศรีสุริโยทัย ป้องกันน้ำท่วมเกาะเมือง

    วันนี้, 07:27น.

              ว่าที่ร้อยตรี ดร.สมทรง สรรพโกศลกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยถึงความพร้อมในการป้องกันป้องกันน้ำท่วมเกาะเมืองแหล่งเศรษฐกิจ โดยขณะนี้ทางเขื่อนเจ้าพระยา ระบายน้ำที่ 2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นแต่อยู่ต่ำกว่าตลิ่ง 1 – 1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ต่ำสุดของเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา ที่บริเวณเจดีย์พระศรีสุริโยทัย

              เทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา เตรียมพร้อมจะยกพนังกั้นน้ำขึ้นในอีก 1 – 2 วันข้างหน้า โดยพนังกั้นน้ำสูง 1.50 เมตร ตลอดความยาว 315 เมตร เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาล้นเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อรักษาพื้นที่เกาะเมืองไม่ให้น้ำล้นตลิ่งเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจและโบราณสถานสำคัญ 650 เมตร

              สำหรับ ส่วนที่ไม่สามารถยกผนังกั้นน้ำได้ ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาจะดำเนินการปั่นคันดิน สูง 1.30 เมตร เพื่อให้สามารถป้องกันน้ำได้ครบ 650 เมตร และทางเทศบาลได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เฝ้าระวังทุกประตูระบายน้ำ และหากเกิดภาวะฉุกเฉินจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องสูบน้ำที่สามารถดำเนินการติดตั้งได้ทันที

               นอกจากนั้น ยังได้ร่วมกับ พระวชิโรภาส เจ้าคณะอำเภอพระนครศรีอยุธยา เจ้าอาวาสวัดศาลาปูนวรวิหาร ลงพื้นที่มอบข้าวสารให้กับประชาชนในชุมชนหัวแหลมที่ถูกน้ำท่วมในชุมชนและทางเทศบาลได้ดำเนินการสร้างสะพานไม้เพื่อให้สัญจรไปมาแล้ว โดยประชาชนในเขตเทศบาลได้รับผลกระทบกว่า 24 ชุมชน 240 ครัวเรือน ผู้ประสบอุทกภัยกว่า 752 คน

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/154594&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cl0BWb2xSqZplwtf14koE

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    แนวหน้าวิเคราะห์ : คนไทยค้านเปิดด่าน มอง‘ความมั่นคง’สำคัญกว่า‘เศรษฐกิจ’

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เป็นปัญหาใหญ่ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้วมาสู่รัฐบาลปัจจุบัน สำหรับเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา

    ซึ่งรัฐบาลชุดที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เสียคะแนนนิยมไปอย่างมหาศาล จากกรณีคลิปเสียงคุยกับ “อังเคิล” ที่ส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องเกี่ยวกับกัมพูชา ซึ่งก็มาท่าทีสนับสนุนให้เปิดด่าน จนเกิดคำถามจากประชาชนว่า เป็นการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ประเทศชาติจริงหรือไม่

    กระทั่งมาถึงยุคที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ปัญหานี้ก็ยังรอการแก้ไข

    เกิดเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมา  เมื่อ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ โดนถล่มยับ หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือจีบีซี สมัยพิเศษ ที่จังหวัดเกาะกง ของกัมพูชา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่มีกระแสข่าวว่า อาจจะมี “เปิดด่าน” ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเริ่มจากการขนส่งสินค้า และจะเริ่มเปิดในพื้นที่ที่เรียกว่าระดับสาม (พื้นที่ที่ไม่มีความตึงเครียด คือแถวจันทบุรี และตราด) โดยยังไม่มีการพิจารณาอนุญาตให้บุคคลข้ามแดน อ้างว่าเป็นเพราะแรงกดดันมาจากประเทศที่ 3 ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการส่งออกสินค้าผ่านประเทศไทยไม่ได้ ทำให้ต้องมีการชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าวในวันถัดมา

    พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงว่า การผ่อนปรนการผ่านแดน ยังไม่มีการเปิดด่านในขณะนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าว เป็นเพียงการหารือเชิงหลักการ โดยหากมีการดำเนินการในอนาคต จะผ่อนปรนเฉพาะรถขนส่งสินค้า ไม่ใช่บุคคล และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องจำนวนเที่ยวหรือรายกรณี ขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมและความตึงเครียดในพื้นที่ พร้อมเปิดเผยว่า พล.อ.ณัฐพล ได้ย้ำว่า “การปกป้องอธิปไตยของชาติต้องเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการดูแลปากท้องประชาชนและผู้ประกอบการในประเทศ”

    ขณะที่ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายพิเศษ หัวข้อ “รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เพื่อการรักษาอธิปไตยของชาติ”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา โดยช่วงหนึ่ง ได้มีประชาชนรายสอบถาม ความคิดเห็นเรื่องข้อตกลงของจีบีซี ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ซึ่งแม่ทัพภาคที่ 2 ก็ตอบอย่างชัดเจนว่า เป็นคำถามที่คนไทยอยากทราบ ตนมองว่าคนไทยทำไมต้องมาเถียงเรื่องเปิด-ปิดด่าน เพราะเรื่องนี้สำคัญ เพราะการเปิด-ปิดด่านส่งผลต่อเศรษฐกิจของเขมร เพราะทรัพยากรสินค้าส่วนใหญ่มาจากประเทศไทย ซึ่งการปิดด่านทำให้คนไทยไม่สามารถไปเล่นการพนันได้ และทำให้คนข้ามไปเป็นสแกมเมอร์ไม่ได้

    “ฝั่งนั้นมีทั้งบ่อนคาสิโน และที่หลอกลวงทางโซเชียลมีเดียตลอดแนวชายแดน สินค้าบางส่วน เช่นปูนซีเมนต์ น้ำมัน จะกลับมาทำร้ายทหารไทย การทำให้เขาไม่เดือดร้อนรบกับประเทศไทยก็อยู่ได้ เพราะเขามีกินตลอด นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องปิดด่าน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งพูดว่าผลประโยชน์ของชาติต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตน พี่น้องที่ค้าขายกระทบ ก็ต้องยอมรับว่ากระทบ แต่พี่น้องที่ค้าขายบางคนให้สัมภาษณ์ว่าบางท่านยอมให้ปิดด่านขอให้ประเทศไทยรบชนะเท่านั้น การเปิดด่านทำให้เขาเข้มแข็ง น้ำมันและปูนซีเมนต์ รวมถึงเครื่องอุปโภค บริโภคก็จะเข้าไป ซึ่งมาจากประเทศไทยทั้งนั้น แม้กระทั่งเรื่องการเปิดด่านมีประชาชน ถูกมอมเมาจากบ่อนการพนัน หมดเนื้อหมดตัว เป็นหนี้สิน อันนี้ก็มาจากเรื่องการเปิดด่านจึงไม่รู้ว่าเป็นประโยชน์ของใคร”

    ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้พูดถึงประเด็นนี้ว่า ทำไมข่าวออกไปอย่างนั้นก็ไม่รู้ ไปบิดเบือน เท่าที่ตนดู พล.อ.ณัฐพล ยังไม่ได้พูดอะไรชัดเจนขนาดนั้น ต้องคำนึงถึงประชาชนคนไทยเป็นหลักก่อนอยู่แล้ว ทั้งนี้ ขอให้ตนเข้าไปรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการก่อน ตอนนี้เรายังไม่สามารถให้นโยบายอะไรได้ และการกระทำต่างๆ ยังถือว่าอยู่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบันอยู่ ไม่ใช่รัฐบาลของตน เท่าที่ทราบไม่ได้อยู่ดีๆ จะไปเปิดด่านได้เลย เพราะต้องมีการบรรลุข้อตกลงอะไรอีกเยอะแยะเพื่อปฏิบัติ ซึ่งต้องรอคณะรัฐบาลของตนเข้าปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการก่อน

    ถัดมา นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า เรายังไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา เรารอฟังเสียงพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว ซึ่งคำว่าเปิดด่านจะต้องมีการทำข้อตกลงต่างๆ มากมาย ทั้งการเจรจา และทางการทหาร โดยจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน คือ ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน และความปลอดภัยของประเทศ ซึ่งจะต้องไม่มีการยิงกัน หรือมีอาวุธมาจ่อกัน เมื่อเราเข้าไปบริหารประเทศแล้ว ตนเองก็จะให้ข้อสั่งการหรือนโยบายให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลชุดใหม่ได้ไปดำเนินการ ทั้งการถอนอาวุธ และกับระเบิด เพื่อการสร้างความมั่นใจว่าเกิดความปลอดภัยกับผู้คนทั้งสองประเทศ ฉะนั้นกว่าเราจะไปถึงจุดนั้นยังอีกไกล แต่เราก็ต้องไปถึงจุดนั้น

    ทีนี้มาดูความคิดเห็นของคนไทยกันบ้าง โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง เสียงประชาชนต่อการเปิดด่านไทย-กัมพูชา จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ  ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนเห็นข้อดีของการเปิดด่านในหลายมิติ แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ทั้งหมด

    ลำดับแรก การกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน ได้รับการยอมรับมากที่สุดที่ร้อยละ 38.9 รองลงมาคือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ร้อยละ 33.4 และ การเสริมสร้างสันติภาพชายแดน ร้อยละ 32.8 ขณะที่ แรงงานเข้าระบบถูกกฎหมาย ได้ร้อยละ 24.5 และข้อดีอื่น ๆ เช่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวไทย-กัมพูชา การศึกษา หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ได้เพียงร้อยละ 18.2 เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนมองเห็นผลเชิงบวกในหลายมิติ แต่ยังอยู่ในระดับ “ค่อนข้างต่ำ” และไม่ได้มีน้ำหนักมากพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อการเปิดด่านได้อย่างชัดเจน

    ผลสำรวจแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ข้อเสียมีน้ำหนักสูงกว่าข้อดีในแทบทุกด้าน โดย ร้อยละ 60.7 ของประชาชนระบุว่า การเปิดด่านจะ “ทำร้ายจิตใจคนไทย ทำลายศักดิ์ศรี” เพราะยังไม่พร้อมคืนดีหรือให้อภัยในประเด็นทางประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์สองประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ร้อยละ 57.8 กังวลว่าสินค้าราคาถูกจากกัมพูชาจะทะลักเข้าไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยเสียเปรียบและเงินทุนไทยไหลออก

    ในมิติความมั่นคง ร้อยละ 56.9 ห่วงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ยาเสพติด การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ไทยเคยเผชิญมาแล้ว ขณะที่ ร้อยละ 48.1 แสดงความกังวลเรื่องโรคระบาดและสุขภาพประชาชน หากระบบสาธารณสุขชายแดนไม่พร้อม และร้อยละ 27.4 ระบุข้อเสียอื่น ๆ เช่น ภาระที่เพิ่มขึ้นต่อหน่วยงานรัฐ แรงงานผิดกฎหมาย และการลักลอบเข้าเมือง

    ผศ.ดร.นพดล ยังได้ชี้ให้เห็นถึง การเปรียบเทียบโดยตรงระหว่างข้อดีและข้อเสียสะท้อนว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.9 เห็นว่าข้อเสียมีมากกว่า ขณะที่เพียง ร้อยละ 33.4 เชื่อว่าข้อดีมากกว่า และอีก ร้อยละ 7.7 ไม่แน่ใจ ตัวเลขนี้ยืนยันชัดเจนว่า ภาพรวมของสังคมไทยมองว่าการเปิดด่านยังมีความเสี่ยงสูงกว่าผลประโยชน์ที่ได้รับ

    ที่น่าสนใจคือ ผลโพลย้ำให้เห็นถึงลำดับความสำคัญที่ประชาชนให้ความสำคัญ เปรียบเทียบให้เห็นระหว่าง ความมั่นคงของชาติ กับ การกระตุ้นเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 75.4 เห็นว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อนการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีเพียงร้อยละ 24.6 ที่เห็นว่าเศรษฐกิจควรมาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ประชาชนไทยให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและศักดิ์ศรีของชาติ” เป็นลำดับแรก นอกจากนี้ ร้อยละ 77.1 ระบุว่ามีความเชื่อมั่นน้อยถึงไม่เชื่อมั่นเลยต่อความจริงใจของผู้นำกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาชายแดน ขณะที่มีเพียง ร้อยละ 12.1 ที่เชื่อมั่นค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

    ผศ.ดร.นพดล กล่าวถึงภาพรวมของผลสำรวจดังกล่าวว่า ประชาชนไทยมอง “ข้อเสียของการเปิดด่านไทย-กัมพูชามีมากกว่าข้อดี” ทั้งในมิติความรู้สึก (ศักดิ์ศรีและจิตใจคนไทย 60.7%) มิติทางเศรษฐกิจ (57.8%) มิติความมั่นคง (56.9%) และมิติด้านสาธารณสุข (48.1%) เมื่อเปรียบเทียบโดยตรง ประชาชน เกินครึ่งหนึ่ง (58.9%) ตัดสินชัดเจนว่าข้อเสียมากกว่า อีกทั้งยังยืนยันว่าความมั่นคงของชาติต้องมาก่อน (75.4%) และสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในผู้นำกัมพูชาอย่างชัดเจน (77.1% ไม่เชื่อมั่น)

    ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นว่า คนไทยยังไม่พร้อมที่จะให้มีการเปิดด่าน เนื่องจากไม่ไว้วางใจอีกฝ่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้น การดำเนินงานของรัฐบาลชุดนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีความเด็ดขาด ชัดเจน แก้ปัญหาได้จริงและแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/914215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0y-E39vXHEE8zH51M1hit5

  • ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางอภิรดี ขาวเธียร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ลงทะเบียนเข้าร่วม โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ Business Development Service (BDS) ในการร่วมออกบูธแสดงสินค้าและบริการ ในงาน Thai SME-GP Day 2025 จังหวัดนครปฐม เพื่อเปิดโอกาสในการเพิ่มช่องทางการตลาด รวมทั้งได้พบเจอผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และผู้ประกอบการ กว่า 1,500 ราย

    นายอรรถวุธ พึ่งเนียม รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ประธานในงาน กล่าวว่า งานดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญของเอสเอ็มอี เพราะจังหวัดนครปฐม เป็นเมืองที่สำคัญ และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ถึง 400,000 ล้านบาท/ปี หรือเป็นลำดับที่ 9 ของประเทศ โดยมีกว่า 40,000 กิจการ เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ดังนั้น เศรษฐกิจของจังหวัดนครปฐม จึงอาจจะต้องขึ้นอยู่กับการพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีให้พร้อมอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสมาถึง

    นายมาโนช ผิวขำ บริษัท เขาจันทร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า โครงการ BDS ให้โอกาสในการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเดิมยังไม่เป็นที่รู้จักมาก และยังได้รับคำแนะนำทางด้านการทำการตลาด

    ‘สสว.’ ปลุกเอสเอ็มอี 1,500 ราย เชื่อมโยงเศรษฐกิจ 4 แสนล้าน

    นางสาววนิดา ลิ้มดวงเด่น บริษัท จักรวัฒน์นวการ จำกัด กล่าวว่า เมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการ BDS ในกิจกรรมการออกบูธมีการตอบรับที่ดีมาก เพราะได้พบผู้ซื้อโดยตรง ที่สำคัญปกติการทำธุรกิจ ต้องใช้งบประมาณในการทำการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด การเข้าร่วมโครงการ BDS ช่วยได้มากในการประชาสัมพันธ์สินค้า

    นายยุพนา สันติเจริญเลิศ บริษัท บี เอ็น ซุพพีเรียมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า เข้าร่วมโครงการ BDS เพราะต้องการให้กิจการเติบโตมากขึ้น และเมื่อเข้าร่วมโครงการ BDS ก็สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาธุรกิจได้มาก โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพธุรกิจให้ได้มาตรฐาน

    นายปรีชา ลีลาวิไลลักษณ์ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารสยาม จำกัด กล่าวว่า การเข้าร่วมโครงการ BDS ทำให้ได้เครือข่ายที่กว้างมากขึ้น และโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ระบบ BDS ทำให้ได้อัปเดตเรื่องการตลาด และการต่อยอดทางธุรกิจได้มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638800&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05dc2jVXq87yI91vvM9_F3

  • กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย – ลาว | เดลินิวส์

    กมธ.การทหาร ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน รับฟังติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทย – ลาว | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 13 กันยายน คณะกรรมาธิการการทหาร และความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา นำโดย พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานกรรมาธิการ นายสมบูรณ์ หนูนวล รองประธานกรรมาธิการคนที่หนึ่ง พร้อมด้วยกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการกิจการทหารด้านความมั่นคงแบบองค์รวม ได้เดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับฟังและติดตามผลดำเนินงาน ภารกิจสถานการณ์ความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ของส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ ณ สำนักงานศุลกากร จังหวัดหนองคาย

    ในการนี้ นางสาววรรณา ผู้อุตส่าห์ นายด่านศุลกากรหนองคาย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรหนองคาย นายสมจินต์ จิตรสมนึก ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร 1 นายพัฒนพงศ์ ตันติวัฒนกุลชัย หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 1 ส่วนบริการศุลกากร 1 นางสาวเสาวนีย์ บัวดำ หัวหน้าฝ่ายบริการศุลกากรที่ 2 ส่วนบริการศุลกากร 1 และ นายตรวจ วิภูษิต นักวิชาการศุลกากรชำนาญการ
    ได้ให้การต้อนรับ พลเอก สวัสดิ์ ทัศนา ประธานคณะกรรมาธิการ และคณะเดินทาง

    จากนั้น นางสาววรรณา ผู้อุตส่าห์ นายด่านศุลกากรหนองคาย ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรหนองคาย ได้รายงานสรุปผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ประจำด่าน ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านศุลกากรเป็นภารกิจที่มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติทางเศรษฐกิจ การคลัง และความมั่นคงของรัฐ โดยในด้านเศรษฐกิจ และการคลัง ด่านศุลกากรทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรจากการนำเข้า –ส่งออกสินค้า รวมทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการสร้างรายได้ให้แก่รัฐและเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ช่วยกำกับทิศทางการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีศุลกากรไม่เพียงแต่เป็นการจัดหารายได้เข้าสู่ระบบการคลัง แต่ยังมีส่วนในการควบคุมและกำกับการเคลื่อนย้ายสินค้า อันจะส่งผลต่อการรักษาสมดุลทางเศรษฐกิจภายในประเทศและความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการในระดับสากล อีกทั้ง ยังให้การอำนวยความสะดวกทางการค้าและส่งเสริมระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้กระบวนการนำเข้า – ส่งออกสินค้ามีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ ยังมีภารกิจในการอนุมัติและกำกับดูแลการนำเข้า – ส่งออก รวมถึงการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ทางศุลกากร เช่น คลังสินค้าทัณฑ์บน เขตปลอดอากร หรือมาตรการจูงใจทางการค้าอื่น ๆ ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนภาคการผลิต การลงทุน และการส่งออกของประเทศ รวมถึงในด้านสังคม ความมั่นคง การควบคุม และการตรวจสอบสินค้าเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายหรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน เช่น สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ยาเสพติด อาวุธ และวัตถุอันตรายต่าง ๆ บทบาทดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของศุลกากรในฐานะกลไกปกป้องสังคมและสนับสนุนความมั่นคงของรัฐ

    ซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ประจำด่านศุลกากรยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยผ่านการส่งเสริมการผลิตและการส่งออกด้วยมาตรการทางศุลกากร ตลอดจนการจัดทำและเผยแพร่ข้อมูลด้านการค้าระหว่างประเทศซึ่งมีประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะ การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับต่างประเทศ
    ตลอดจนการจัดเก็บภาษีหรือควบคุมการค้าชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกเชิงยุทธศาสตร์ที่มีบทบาทเชื่อมโยงระหว่างการคลัง การค้า ความมั่นคง และการพัฒนาเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศอย่างเป็นระบบและบูรณาการ

    ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการจะนำข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ จากสำนักงานศุลกากรหนองคาย จังหวัดหนองคาย มาประกอบการพิจารณาศึกษาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้ภายใต้กรอบของฝ่ายนิติบัญญัติต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5113639/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LyG6JAOeivcineTs4V6GG

  • SISB ปักธงผู้นำการศึกษาคุณภาพดี – เข้าถึงได้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SISB ปักธงผู้นำการศึกษาคุณภาพดี – เข้าถึงได้ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – คุณยิว ฮอค โคว (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คุณสุนันทา ลีลาแสงสาย (ขวา) ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี และคุณศุภกร อุณหไพบูลย์ (ซ้าย) นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) (SISB) ถ่ายภาพร่วมกันในงาน Analyst Meeting สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2568

    โดยระบุว่าในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเป็นช่วงเปิดปีการศึกษาใหม่ของทุกปี ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการศึกษาที่มีคุณภาพและสามารถเข้าถึงได้ กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริษัทฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577986/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07YmGrYJw1PP_yX3DTWe67