Blog

  • เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    เบตงคึกคัก! นักท่องเที่ยวมาเลย์ทะลักด่านช่วงหยุดยาว จนท.เข้มงวดตรวจความปลอดภัยท่ามกลางฝนตก

    15 กันยายน 2568 11:18 น. เจษฎา สิริโยทัย ภูมิภาค

    วันที่ 15 ก.ย.2568 ที่บริเวณด่านพรหมแดนเบตง อ.เบตง จ.ยะลา บรรยากาศคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดทำการในเวลา 05.00 น. โดยมีรถบัสนำเที่ยวและรถยนต์ส่วนตัวของนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ต่างจอดรอคิวตรวจหนังสือเดินทาง ท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ อ.เบตง และต่อไปยังจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลา ตรัง กระบี่และภูเก็ต และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้บริเวณลาดจอดรถหน้าอาคารขาเข้าประเทศไทยเต็มไปรถยนต์นักท่องเที่ยวจน ปลายแถวยังอยู่ในประเทศมาเลเซีย

    ขณะที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเบตง เปิดเผยว่า นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียต่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเนื่องในวันหยุดยาว ประกอบกับช่วงปิดเทอม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวรวมกว่า 8,000 คน เดินทางโดย รถยนต์ส่วนตัว รถจักรยานยนต์ และรถบัสท่องเที่ยว

    ส่วนในวันนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 9,000 คน ในส่วนของศุลกากรเบตง ได้เร่งอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่นำรถยนต์หรือรถจักยานยนต์เข้ามา มีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่พร้อมแนะนำแก่นักท่องเที่ยวให้ยื่นเอกสารพร้อมรับบัตรคิว เพื่อยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่ ตรวจและออกใบขนขาเข้าพิเศษ เพื่อให้เจ้าหน้าที่คีย์ใบขนฯ ออกมา ซึ่งทางด่านได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่คอยแนะนำ ให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อความสะดวกรวดเร็ว และเกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

    ขณะที่พื้นที่ชั้นในได้มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด เพื่อทำการตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย ที่อาจจมีการลักลอบเข้ามาและตรวจสอบบุคคลเป้าหมายเพื่อป้องกันแอบแฝงปะปนมากับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมาก ส่วนตามร้านอาหารเช้าพื้นถิ่นก็มีนักท่องเที่ยวมาทานอาหารเป็นจำนวนมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651263&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VomFD64krYC3M9fYbhAaw

  • หลีกหนีความวุ่นวาย สู่

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่ ‘เมืองเฟือง สปป.ลาว’ สัมผัสธรรมชาติสุดชิล ล่องแพน้ำหลีกชมทะเลหมอกยามเช้า

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.18 น.

    หลีกหนีความวุ่นวาย สู่ ‘เมืองเฟือง สปป.ลาว’ สัมผัสธรรมชาติสุดชิล ล่องแพน้ำหลีกชมทะเลหมอกยามเช้า

    ไม่ต้องไปไหนไกล เพียงข้ามด่านจากจังหวัดเลย ก็จะพบกับโอเอซิสแห่งความสงบที่ “เมืองเฟือง สปป.ลาว” ที่ที่ธรรมชาติยังคงความบริสุทธิ์ ชวนให้ไปชิลกับการล่องแพในลำน้ำใสเย็น ชมความงามของขุนเขา สายหมอก และวิถีชีวิตชาวบ้านริมน้ำที่ยังคงความเรียบง่าย

    สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ไกลจากประเทศไทย เพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและพักผ่อนในบรรยากาศที่เงียบสงบ “เมืองเฟือง สปป.ลาว” คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ เพียงข้ามพรมแดนจากจังหวัดเลย ก็จะได้พบกับแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดฮิตอย่าง “น้ำหลีก” หรือแม่น้ำลีก ที่กำลังเป็นที่หมายปองของนักเดินทางสายชิล

    ลำน้ำหลีกเป็นลำน้ำขนาดกลางที่ไหลผ่านใจกลางเมืองเฟือง โดดเด่นด้วยน้ำที่ใสสะอาด เย็นฉ่ำตลอดปี และถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสีเขียวขจี ทุ่งนาสุดลูกหูลูกตา รวมถึงป่าดิบชื้นที่ยังคงความสมบูรณ์ไว้ ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโอเอซิสแห่งความสงบที่พร้อมจะมอบความสุขให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างเต็มที่

    กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการ “ล่องแพ” ชมความงามของน้ำหลีก ที่มีเรือนแพไม้สักพร้อมระเบียงให้นั่งพักผ่อนและชมวิวได้อย่างเต็มตา ตื่นเช้ามาจะได้พบกับภาพทะเลหมอกที่ปกคลุมทั่วลำน้ำ พร้อมเสียงน้ำไหลเอื่อย ๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังสามารถแช่เท้าหรือลงเล่นน้ำได้อย่างปลอดภัย เพราะน้ำที่นี่ใสสะอาดและเย็นสบายตลอดทั้งปี

    อีกหนึ่งภาพที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมคือ “ภาพพระบิณฑบาตยามเช้า” ที่พระสงฆ์จะล่องเรือมาตามลำน้ำเพื่อรับบิณฑบาตจากชาวบ้านที่รออยู่ริมฝั่ง เป็นภาพที่สวยงามราวกับภาพวาดและสะท้อนวิถีชีวิตทางศาสนาอันงดงามของชาวลาว

    การเดินทางจากจังหวัดเลยสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงข้ามด่านชายแดนที่ด่านคกไผ่ อำเภอปากชม ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับด่านบ้านวัง เมืองหมื่น สปป.ลาว จากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองเฟืองไม่กี่กิโลเมตร ก็จะได้สัมผัสกับความงามของธรรมชาติที่ไม่เหมือนที่ไหน

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/914258&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uuqc6KANSIB0nGu1xL3GG

  • เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    เพื่อไทยรักษาเก้าอี้เชียงราย สง่า พรมเมือง ชนะเลือกตั้งซ่อมสส.

    พรรคเพื่อไทยคว้าชัยเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 อย่างถล่มทลาย “สง่า พรมเมือง” กวาดคะแนนกว่า 42,000 เสียง ทิ้งห่าง “สุทัศน์ ยาละ” พรรคประชาชน กว่า 24,000 คะแนน “แพทองธาร” โพสต์ขอบคุณทุกความไว้วางใจ ย้ำเดินหน้าทำงานเต็มที่เพื่อพี่น้องประชาชน

    การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2568 จัดขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” พรรคเพื่อไทย พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. ผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการนับแล้วกว่า 91%

    ปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้ 42,037 คะแนน ส่วน นายสุทัศน์ ยาละ พรรคประชาชน ได้ 17,573 คะแนน ห่างกันมากถึง 24,464 คะแนน ถือเป็นการรักษาเก้าอี้ของพรรคเพื่อไทยไว้ได้

    ภายหลังทราบผล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความยินดี ระบุ “ขอบคุณทุกคะแนนเสียงที่ชาวเชียงรายมอบให้พรรคเพื่อไทย เราจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของคนไทยทุกคน”

    ด้านนายสง่า กล่าวภายหลังว่า ระหว่างการหาเสียงได้ลงพื้นที่พบปะประชาชน ได้รับเสียงตอบรับดี และมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะทำงานเพื่อพี่น้องอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะประเด็นการเกษตร การท่องเที่ยว และการคมนาคมในพื้นที่

    ประวัติ “สง่า พรมเมือง”

    การศึกษา: ปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้า, ปริญญาโท MBA ม.แม่ฟ้าหลวง

    การทำงาน: อดีต ส.อบจ.เชียงราย เขต อ.เชียงแสน (สมัยแรก 1 ก.พ. 2568), ผู้บริหารบริษัท วันดีพืชผลการเกษตร และบริษัท วันดีโลจิสติกส์

    บทบาทสังคม: ปี 2566 นายกสโมสรโรตารีเชียงแสน, ปี 2567 เลขาธิการสโมสรโรตารี, คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สภ.เชียงแสน

    จุดแข็ง: ความรู้ด้านเกษตร และวิสัยทัศน์พัฒนาท่องเที่ยว-คมนาคมเชียงราย

    ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปผลการนับคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขตเลือกตั้งที่ 7 จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามบัญชีรายชื่อทั้งหมด 133,960 คน ครอบคลุม 285 หน่วยเลือกตั้งใน 5 อำเภอ ได้แก่ เชียงแสน เชียงของ ดอยหลวง เวียงแก่น และแม่จัน ปรากฏว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 79,288 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 59.19 ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

    กกต.ได้จัดสรรบัตรเลือกตั้งรวม 137,640 ใบ โดยมีการใช้จริง 79,288 ใบ แบ่งเป็นบัตรดี 65,477 ใบ คิดเป็นร้อยละ 82.58 ของบัตรที่ใช้ทั้งหมด บัตรเสีย 3,072 ใบ คิดเป็นร้อยละ 3.87 และบัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน 10,739 ใบ หรือร้อยละ 13.54 ขณะที่บัตรที่เหลือจากการจัดสรรยังมีอยู่ 58,352 ใบ

    ผลการนับคะแนนอย่างเป็นทางการปรากฏว่า นายสง่า พรมเมือง ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ได้รับคะแนนสูงสุด 45,615 คะแนน ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างนายสุทัศน์ ยาละ ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ซึ่งได้ 19,862 คะแนน อย่างชัดเจน

    ตามมาตรา 125 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 กำหนดว่าผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดและมากกว่าคะแนนไม่เลือกผู้ใด จะถือเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง โดยหลังจากนี้สำนักงาน กกต.จะดำเนินการตรวจสอบ รวบรวมรายงานผลการนับคะแนน และพิจารณาคำร้องหรือเบาะแสที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

    หากไม่พบเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม และไม่มีคำร้องคัดค้านภายในระยะเวลาที่กำหนด กกต.จะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 60 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ตามมาตรา 127 ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/730402&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2g8NpsMZCVAlwHwuj84RvZ

  • OR รับผลดีน้ำมันโลกลง รัฐหนุนท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    OR รับผลดีน้ำมันโลกลง รัฐหนุนท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – OR โดย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ราคาหุ้น OR ปรับตัวเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 23% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับธุรกิจในกัมพูชาที่คลี่คลายลง แม้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนยังคงมีอยู่ แต่สถานการณ์เริ่มปรับตัวดีขึ้นตามรายงานข่าวล่าสุด

    ฝ่ายวิจัยจึงมองเห็น upside เพิ่มเติมจากราคาน้ำมันที่ลดลง ค่าการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้น และความต้องการใช้น้ำมันตามฤดูกาลที่ได้แรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ จึงคงคำแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ OR และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 16.40 บาท เป็น 18 บาท (กลางปี 2569) โดยอิงกับ EV/EBITDA ที่ 8.4 เท่า

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577907/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hG7aykKo2YbLKGqy9qxel

  • สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สสปท. ผนึกกำลังพันธมิตร ยกระดับความปลอดภัยทางน้ำ ดันพัทยาเป็นเมืองต้นแบบ

    สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน) หรือ สสปท. จับมือกับ มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในพระราชูปถัมภ์ (มพฉ.) และเทศบาลเมืองพัทยา ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางน้ำให้แก่เมืองพัทยา โดยตั้งเป้าให้เป็น “ต้นแบบเมืองปลอดภัย” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พิธีลงนามและเปิดการอบรมจัดขึ้นที่โรงแรมเดอะ ไซมีส พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ศาสตรเมธี ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม รองประธานกรรมการมูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในพระราชูปถัมภ์ (มพฉ.) และ นายกฤษณะ บุญสวัสดิ์ รองนายกเมืองพัทยา ให้เกียรติร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้​

    ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า ความปลอดภัย คือหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ เนื่องจากพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่รองรับนักท่องเที่ยวกว่า 24 ล้านคนต่อปี และสร้างรายได้กว่า 260,000 ล้านบาท ดังนั้น การอบรมหลักสูตร “ความปลอดภัยสำหรับผู้ช่วยชีวิตทางน้ำ (Lifeguard Safety Training)” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพบุคลากรในโรงแรมและเรือท่องเที่ยว ให้มีทักษะการช่วยชีวิตที่ถูกต้องตามมาตรฐานและพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉินได้จริง

    หลักสูตร “Lifeguard Safety Training” เป็นหลักสูตรเข้มข้น 2 วัน รวม 12 ชั่วโมง โดยเน้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจริง ผู้ที่ผ่านการอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรที่มีอายุ 2 ปี และสามารถเข้ารับการอบรมทบทวนเพื่อต่ออายุได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมหรือเรือท่องเที่ยวที่สมัครเข้ารับการอบรมภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการรับรอง T-OSH Certified 2025 Safety Training Lifeguard ซึ่งสามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจได้

    ดร.นันทชัย ยังเปิดเผยถึงแผนการขยายผลการอบรมไปยังเมืองท่องเที่ยวทางน้ำอื่น ๆ ทั้งในภาคใต้ เช่น ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา รวมถึงเมืองในภาคตะวันออกอย่าง ระยอง, จันทบุรี และตราด เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/956981&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VTFWgIzMpZkmphWAfarnU

  • สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำมาตรฐานระดับสากล พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สัตว์ป่า

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ตอกย้ำมาตรฐานระดับสากล พร้อมยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สัตว์ป่า

    สวนสัตว์เปิดเขาเขียว ยังคงเดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่นักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสัตว์ป่าอย่างได้มาตรฐานระดับสากล ทั้งในด้านการจัดการ การบริการ และการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับทุกเพศทุกวัย

    คุณมนตรา ฐานโพธิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์เปิดเขาเขียว เปิดเผยว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความทุ่มเทของทีมงานทุกระดับ ตั้งแต่ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ไปจนถึงผู้ดูแลสัตว์ ที่ร่วมกันทำงานอย่างจริงจังและมีคุณภาพ ทำให้สวนสัตว์ได้รับการยอมรับในระดับประเทศและต่างประเทศ

    นอกจากนี้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวยังได้รับการยกย่องด้วยรางวัลThailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประเภท แหล่งท่องเที่ยว (Attraction) สาขาแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการ (Recreation) รางวัลดีเด่น Outstanding Award จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่ตอกย้ำมาตรฐานและความมุ่งมั่นในการพัฒนา

    สำหรับแผนการพัฒนาต่อไปคือการยกระดับคุณภาพการให้บริการเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติและเรียนรู้เรื่องสัตว์ป่าอย่างใกล้ชิด

    ในอนาคตอันใกล้ สวนสัตว์เปิดเขาเขียวเตรียมเปิดตัวกิจกรรมและโซนใหม่ ๆ เช่น “โซนฮิปโปวินเน็ต” ที่ออกแบบให้ครอบครัวฮิปโปอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ และโซนธีม “อเมริกาใต้” ที่กำลังดำเนินการก่อสร้าง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับผู้มาเยือน

    ด้านมาตรการความปลอดภัย สวนสัตว์ยังคงให้ความสำคัญสูงสุด มีการกำหนดคู่มือปฏิบัติงานที่เข้มงวด มาตรการควบคุมสัตว์ดุร้าย และระบบดูแลที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้นักท่องเที่ยวมั่นใจได้ตลอดการเยี่ยมชม

    สุดท้าย คุณมนตราได้เชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่าน มาสัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ เรียนรู้การอนุรักษ์สัตว์ป่า และร่วมกันสนับสนุนการคืนสัตว์สู่ธรรมชาติอย่างยั่งยืน พร้อมกิจกรรมที่ทั้งสนุกและมีคุณค่า


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/prnews/526561.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_T2zpWI7R1bOw6jkJRMYI

  • กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    เศรษฐกิจ

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

    วันจันทร์ ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    กทพ.หนุนทางด่วนเชื่อมเกาะสมุย กระตุ้นเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว ยกระดับคุณภาพชีวิต

     นายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข ผู้ว่าการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.)  เปิดเผยภายหลังนำ กรรมการ กทพ. ผู้บริหาร และสื่อมวลชนลงพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจแนวสายทาง “โครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย” ทั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงข่ายทางพิเศษในอนาคต เพื่อยกระดับระบบคมนาคม เชื่อมโยงเกาะสมุย  กับแผ่นดินใหญ่ให้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยยิ่งขึ้น ตลอดจนส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งที่ผ่านมาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีรับฟังความเห็นทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุยแล้ว 2ครั้ง และจะจัดการประชุมเพื่อรับฟังความเห็นในครั้งที่ 3 ประมาณเดือน ธันวาคม2568 

     “กทพ.อยู่ระหว่างการศึกษาโครงการทางด่วนเชื่อเกาะสมุย ทั้งนี้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยว นอกจากที่การเดินทางมายังเกาะสมุย จะมีเครื่องบิน และเรือเฟอร์รี่แล้ว โครงการทางด่วนก็ถือว่ารวดเร็ว โดยการเดินทางระหว่าง ต.ท้องเนียน (หาดท้องเนียน )อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช มายัง อ.เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะใช้ระยะเวลา 20นาที จะลดระยะเวลาจากการเดินทางด้วยเรือได้ โดยปกติจะใช้เวลา1ชั่วโมงครึ่ง-2ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ก็ยังจะมีประชาชน และนักท่องเที่ยวที่ยังชื่นชอบ การเดินทางทางเรือ  ซึ่งมองว่าการสร้างทางด่วนโครงการนี้จะเป็นทางเลือกที่ดี ในการเดินทาง ทั้งนี้ หากโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลในกรณีเจ็บป่วยกระทันหัน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางจากเกาะมาสู่แผ่นดินใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว กระจายโอกาสการลงทุนและการจ้างงานในพื้นที่ ตลอดจนสร้างการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ โดยคาดการณ์ปริมาณจราจรไว้จะอยู่ที่ประมาณ 7,000-8,000คันต่อวัน  นอกจากนี้ การออกแบบสะพานทางด่วนดังกล่าวยังสามารถรองรับการเกิดแผ่นดินไหว หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อย่างแน่นอน”นายสุรเชษฐ์  กล่าว 

     สำหรับโครงการทางพิเศษเชื่อมเกาะสมุย มีระยะทางประมาณ 37.41 กิโลเมตร มูลค่าลงทุนราว 55,000 ล้านบาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 ก่อนจะนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคาดว่าจะสามารถเปิดประมูลโครงการได้ในปี 2571 ก่อสร้างในปี 2572 และจะเปิดใช้ตามแผนในปี 2577  ส่วนรูปแบบการก่อสร้างประกอบด้วยสะพานหลักแบบ Cable-stayed สะพานรองแบบ Extradosed และสะพานทั่วไป เพื่อรองรับการเดินทางจากแผ่นดินใหญ่สู่เกาะสมุยโดยตรง ลดข้อจำกัดในการเดินทางทางเรือที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/446395&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2js1lLW1qA5XCPFvluT41M

  • ตร.ท่องเที่ยวบุกทลายแหล่งต้มน้ำกระท่อมรายได้วันละหมื่น ใกล้โรงเรียนกลางเกาะพะงัน ซุกยาแก้ไอเพียบ

    ตร.ท่องเที่ยวบุกทลายแหล่งต้มน้ำกระท่อมรายได้วันละหมื่น ใกล้โรงเรียนกลางเกาะพะงัน ซุกยาแก้ไอเพียบ

    15 กันยายน 2568 07:52 น. นาปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ ภูมิภาค

    เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวเกาะพะงัน ภายใต้การนำของ พ.ต.ท.วินิจ บุญชิต สารวัตรตำรวจท่องเที่ยว ได้สนธิกำลังเข้าตรวจสอบร้านค้าต้องสงสัยที่ตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนเกาะพะงันศึกษา หลังได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดีว่ามีการลักลอบจำหน่ายน้ำกระท่อมและยาแก้ไออย่างผิดกฎหมาย โดยปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว (ผบช.ทท.) ที่เน้นย้ำให้กวาดล้างร้านค้าที่จำหน่ายน้ำกระท่อมและสารเสพติดใกล้สถานศึกษาในรัศมี 1,000 เมตร เพื่อป้องกันเยาวชนจากภัยร้ายของยาเสพติด

         

    จากการเข้าตรวจสอบ เจ้าหน้าที่พบคนงานชาวเมียนมาร์ 2 คน คือ นางทันดา อายุ 27 ปี และ นางมยัท โน ไว อายุ 31 ปี กำลังต้มและบรรจุใบกระท่อมใส่ถุงพลาสติกเพื่อจำหน่าย ที่บริเวณหลังร้านยังพบของกลางจำนวนมาก ได้แก่ หัวเตาแก๊ส ถังแก๊สขนาดใหญ่ หม้อต้มขนาด 70 ลิตร น้ำกระท่อมแปรรูปกว่า 192 ลิตร และใบกระท่อมสดหนัก 23 กิโลกรัม

         

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ประสานให้นายวุฒิชัย (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเข้ามายังสถานที่ดังกล่าว ภายหลังยอมรับสารภาพว่า เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำกระท่อม รวมถึงยาแก้ไอที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร้าน โดยร้านตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนเพียง 550 เมตร สอบถามทราบว่า แต่ละวันจะมีชาวไทยชาวต่างชาติ เข้ามาซื้อเป็นจำนวนมาก ทำให้มีรายได้ต่อวันหลัก 10,000 บาท 

    เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่นายวุฒิชัย ในหลายข้อหา ทั้งจำหน่ายและแปรรูปน้ำกระท่อมโดยไม่ได้รับอนุญาต, จำหน่ายยาแก้ไอโดยไม่มีใบอนุญาต และจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ส่วนคนงานชาวเมียนมาร์ทั้งสองถูกแจ้งข้อหา 1 .นางทันดา อายุ 27 ปี สัญชาติ เมียนมาร์ ข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน” 2.นางมยัท โน ไว (Mrs.Myat Noe Wai) อายุ 31ปี สัญชาติ เมียนมาร์ ข้อหา“เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิ์จะทำได้ (เสมียนตรา)” นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/651217&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aj2WECV20Y613f4676669

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีธนู

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีธนู

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีธนู ผู้มีพลังแห่งการไล่ล่า และเล็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ ชีวิต จิตใจที่พร้อมจะต่อสู้ จะเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทั้งความคิด สติปัญญา เพื่อขึ้นไปสู่สิ่งที่ดีกว่าเสมอ

    การเงิน หากจะหารายได้เพิ่มเติม ก็อยู่ในระยะไม่แน่นอน แต่ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย หรือการใช้จ่ายเพื่อคนที่รัก ใคร่ เสน่หา รวมถึง คนที่ชื่นชม ศรัทธาที่มากเกินไป ก็อาจทำให้สูญเสียเงินจำนวนมาก ที่อาจก่อภาระหนี้สินผูกพันระยะยาวได้

    การงาน กิจการ งานที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ ท่องเที่ยว การศึกษา หรือเรื่องศิลปะ บันเทิงเริงรมย์ใด ๆ ก็จะอยู่ในเกณฑ์ดี ที่จะทำให้มีชื่อเสียง โดดเด่น ดัง แต่ก็ควรระวัง จาก ไม่มีใครเขาอยากเห็นเราเด่นเกิน ก็อาจทำให้ถูกใส่ร้ายป้ายสี ที่จะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ได้เช่นกัน

    ความรัก ไปไหนไปด้วยกัน ที่จะไม่ปล่อยให้คนรัก คู่ครอง ไปไหนคนเดียวอย่างเดี่ยวโดด เพราะอาจทำให้สัมพันธ์รักห่างเหิน จนห่างหาย จนมีมือที่สามเข้ามาแทรกแซง ที่จะทำให้ทะเลาะวิวาทจนแตกหักกันได้ สำหรับคนโสด ทั้งจากการเข้าร่วมกลุ่มคณะเข้าร่วมกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธาใด ๆ หรือจะเดินทางท่องเที่ยว ก็อาจเป็นโอกาสให้ได้พบรัก เจอคนถูกใจ ที่อาจร่วมสานรัก พัฒนาสัมพันธ์จนได้ครองคู่อย่างรวดเร็ว

    ครอบครัว ยังอยู่ในระยะที่ไม่ควรจะนำพาคนแปลกหน้า โดยเฉพาะที่เป็นชาวต่างชาติ เข้ามาพักพิงอาศัยในบ้าน ที่อยู่อาศัย เพราะอาจนำเหตุ/ภัยอันตรายมาให้

    คำแนะนำ จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ดาวพฤหัสบดี ดาวประธานฝ่ายศุภเคราะห์ และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีธนู จะโคจรมาสถิต ณ เขตราศีเมถุน ที่เป็นราศีแห่งคู่ครอง หุ้นส่วน คู่สัญญา หรือคู่ศัตรู! ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะที่ควรกระชับมิตรให้แนบแน่นกับพวกเขา/เธอ เหล่านั้นให้มากขึ้น ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดี-ดีมาก ที่จะได้รับความร่วมมือ ความช่วยเหลือในทุก ๆ ให้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องร้องขอ!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/313671/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dnXfGkQpjdYaY0IaZ6ujj

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เสนอมาตรการด่วน Quick Win ต่อรัฐบาลใหม่ สร้างแรงบวกเศรษฐกิจไทยทันที – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – ในขณะที่รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 กำลังจัดทำนโยบายและฟอร์มทีมเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนประเทศ โดยประกาศชัดว่าจะเร่งมาตรการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า 3 เดือนข้างหน้าเป็นจังหวะสำคัญ สำหรับการออกมาตรการระยะสั้น เพื่อสร้างแรงส่งที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในภาคค้าปลีกซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านบาท และเป็นเส้นเลือดใหญ่เชื่อมโยงการผลิต การบริการ และการ จ้างงานนับล้านชีวิต สมาคมฯ จึงขอนำเสนอนโยบาย Quick Win เพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล

    นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า “สมาคมผู้ค้าปลีกไทยขอแสดงความยินดีกับ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่และทีมงานที่มีศักยภาพ มีความพร้อมกำหนดแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าอย่างมั่นคง โดยสมาคมฯ เห็นว่ามาตรการที่จะเกิดผลจริงต้องครอบคลุม ตรงเป้า และเห็นผลชัดเจน ไม่เพียงช่วยผู้บริโภค แต่ยังสนับสนุน SMEs เกษตรกร แรงงาน และธุรกิจทุกระดับ เพื่อสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อ และกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบ ดังนั้น สมาคมฯ จึงขอเสนอชุดมาตรการเพื่อประกอบการพิจารณาของรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีและคาดว่าจะสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    1. กระตุ้นการจับจ่าย เพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียน (Spending Boost)
    เพื่อสร้าง Multiplier Effect หรือผลกระทบเชิงเศรษฐกิจเชื่อมโยงหลายทอด สมาคมฯ ขอเสนอมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีทันที

    • โครงการ “คนละครึ่ง” : สมาคมฯ เห็นว่ามาตรการ “คนละครึ่ง” เวอร์ชันอัปเกรด จะเป็น “ยาแรง” ที่ช่วยอัดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง และเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมาอย่างยาวนาน โดยสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง ทั้งนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ขยายผลครอบคลุม ทุกประเภทร้านค้า เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างความสะดวกในการจับจ่ายของประชาชนได้ทุกที่ที่ต้องการ โดยไม่มีเงื่อนไขซับซ้อน พร้อมทั้งเสนอให้ปรับเพิ่มวงเงินใช้จ่ายต่อวันจาก 150 บาท เป็น 300 บาท โดยกำหนดวงเงินเดือนละ 1,500 บาทเป็นเวลา 2 เดือน (ตุลาคม-พฤศจิกายน) เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและพฤติกรรมการบริโภค ในปัจจุบัน
    • โครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ควรเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” เฟส 2 ปลายปีนี้ เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายช่วงไฮซีซั่น สำหรับการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ โดยจำกัดวงเงินสูงสุด 100,000 บาทต่อคน และมีระยะเวลาโครงการ 3 เดือน (ตุลาคม-ธันวาคม) โดยปรับเงื่อนไขให้เข้าร่วมสะดวกขึ้น ครอบคลุมหมวดสินค้าทั่วไป สินค้า OTOP และสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท เพิ่มรายได้ให้ ร้านค้า และส่งเสริมให้ ร้านค้า เข้าสู่ระบบภาษีและระบบดิจิทัลซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

    2. ส่งเสริมไทยเป็นสวรรค์แห่งการช้อปสำหรับนักท่องเที่ยว (Shopping Paradise)
    เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวและสร้างความสามารถในการแข่งขันกับภูมิภาค สมาคมฯ เสนอมาตรการดังนี้

    • ลดภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์ ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์สูงถึง 20–30% สูงสุดในภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และฮ่องกง มีอัตราภาษีนำเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์เท่ากับ 0% สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐลดอัตราภาษีนำเข้าลง เหลือราว 10–15% เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในการช้อปปิ้ง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ วัฒนธรรม และสถานที่สำคัญของไทย
    • มาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแบบทันที (Instant VAT Refund) ทดลอง คืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ณ ร้านค้า สำหรับนักท่องเที่ยวที่มียอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท โดยเริ่มจากร้านค้าสมาชิกในย่านช้อปปิ้งหลักของกรุงเทพฯ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายทันที เพิ่มโอกาสในการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง
    • ขยายระยะเวลาวีซ่านักท่องเที่ยวรัสเซีย เสนอ ขยายระยะเวลาวีซ่าจาก 30 วัน เป็น 45-60 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ภาคท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวรัสเซียเป็นกลุ่มคุณภาพที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายสูงและนิยมพำนักระยะยาว

    3. กระตุ้นการจ้างงานและเสริมกำลังแรงงาน

    • การจ้างงานรายชั่วโมง ช่วยลดปัญหาการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษา ผู้สูงอายุ และแรงงานนอกระบบ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการค้าปลีกจะสามารถบริหารต้นทุนแรงงานได้คล่องตัวมากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในช่วงเวลาที่มีลูกค้าหนาแน่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน กระจายรายได้ และเสริมความแข็งแกร่งให้ตลาดแรงงานไทย

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเชื่อมั่นว่า มาตรการเหล่านี้จะไม่เพียงช่วยภาคค้าปลีก แต่ยังสร้างประโยชน์ต่อผู้ผลิต SMEs เกษตรกร แรงงาน และผู้บริโภคทุกกลุ่ม ก่อให้เกิดแรงส่งเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง สมาคมฯ พร้อมทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงภาคค้าปลีกกับรัฐบาล เพื่อผลักดันให้มาตรการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน.

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/15/577941/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hvi6m3XtKkhTqXOQy-q-c