Blog

  • ไอทีดี แนะทางรอดประเทศไทย เน้นลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว

    ไอทีดี แนะทางรอดประเทศไทย เน้นลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว

    ไอทีดี เผย “เศรษฐกิจดิจิทัล” ทางรอดประเทศไทย หลังรายงานลงทุนโลกปี 2568 จัดทำโดย UNCTAD พบว่า เมือปี 2567 เศรษฐกิจดิจิทัลโลกมีมูลค่าลงทุนพุ่ง สวนทาง FDI โลกที่ลดลงถึง 11% แนะไทยหันดึงลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว เหตุมีศักยภาพหลายด้าน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ไอทีดี) เปิดเผยว่า ไอทีดีจัดสัมมนา การค้าและการพัฒนาในภูมิอาเซียนปี 68 (Southeast Asia Trade and Development Forum 2025) เพื่อจับตามองทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยถอดบทเรียนจากรายงานการลงทุนโลกปี 68 (World Investment Report 2025) จัดทำโดยการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ที่ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกปี 67 ลดลงถึง 11% ลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ การปรับกติการค้าพหุภาคี แรงกดดันสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นความท้าทายที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงโลก โดยอาเซียน และไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    ทั้งนี้ แม้ไทยและอาเซียนอยู่ห่างจากสมรภูมิหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป แต่ผลกระทบเกิดขึ้นชัดเจน เพราะเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออก จึงต้องเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้า มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งกระทบอุตสาหกรรมสำคัญ เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เกษตร ท่องเที่ยว ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม ไทยต้องรับมือกับภัยธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้น อีกทั้งการแข่งขันของมหาอำนาจสหรัฐฯ และจีนก็กำลังดึงเอาอาเซียน และไทยเข้าสู่สมรภูมิอิทธิพลทางการค้า เทคโนโลยี และความมั่นคง

    “ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ อาเซียนถูกจับตามองว่าเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ เพราะยังเห็นการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งในรายงานฯ ระบุว่า เศรษฐกิจดิจิทัล มีมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในปี 67 และบริษัทข้ามชาติ 100 อันดับแรกมีรายได้จากเทคโนโลยีมากกว่า 20% ทำให้ไทยมีโอกาสใช้ประโยชน์จากทำเลยุทธศาสตร์และความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ก้าวขึ้นเป็นฐานการลงทุนใหม่ของภูมิภาคได้”

    นายสุภกิจ กล่าวว่า ไทยควรใช้จุดแข็งที่มีอยู่ ทั้งด้านแรงงาน ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดี มาต่อยอดสู่การเป็น ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน แม้การลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในประเทศกำลังพัฒนาหลายแห่งลดลง แต่สำหรับไทย จะเป็นโอกาสหากเร่งดึงดูดการลงทุนในสาขาเหล่านี้ได้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการยกระดับความยั่งยืนในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882878&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1He9tu3NKRHo-tjfwfjeWf

  • “กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์” จัดงานครบรอบ 36 ปี อบอุ่นพร้อมหน้าผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงาน

    “กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์” จัดงานครบรอบ 36 ปี อบอุ่นพร้อมหน้าผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงาน

    Save as PDF

    กลุ่มบริษัทเวิร์คพอยท์ จัดงานครบรอบ 36 ปี เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม ภายใต้คอนเซปต์ “Keep Spreading Happiness” สะท้อนพันธกิจขององค์กรในการส่งต่อความสุขอย่างไม่รู้จบ เพื่อให้ทุกวันของทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและพลังใจ

    เริ่มด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมี คุณปัญญา นิรันดร์กุล ประธานบริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำคณะผู้บริหาร ศิลปิน พิธีกร ผู้ประกาศข่าว และพนักงานในเครือเวิร์คพอยท์เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

    ภายในงานยังมีการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา นับเป็นอีกหนึ่งสวัสดิการที่องค์กรให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษา พร้อมเป็นกำลังใจและการดูแลบุคลากรอย่างต่อเนื่อง สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ทั้งผู้ปกครองและน้องๆ ที่ได้รับทุนการศึกษาในปีนี้

    นอกจากนี้ “มูลนิธิเวิร์คพอยท์” ได้เปิดจุดรับบริจาคอุปกรณ์การเรียนและกีฬา เพื่อนำสิ่งของที่ได้ส่งต่อไปยังน้องๆ ที่ขาดแคลน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กรในการสานต่อภารกิจ “ส่งต่อความสุข” สร้างสังคมที่ดีเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มต่อไป…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.workpoint.co.th/en/newsroom/press-releases/1886/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%258C-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A-36-%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B5-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3-%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599-%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qfjWZ99FfZ5lYGh607jA2

  • S

    S

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุน...

    SISB ปักหมุดปี 68 จำนวนนักเรียนแตะ 4.7 พันคน

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุนันทา ลีลาแสงสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) (SISB) ร่วมนำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” สำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 2/2568 บนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยระบุว่าในปี 2568 คาดจำนวนนักเรียนแตะระดับ 4,700 คน ตั้งเป้าขยายจำนวนที่นั่ง 1,300 ที่นั่ง แบ่งเป็นสาขาประชาอุทิศเฟส 3 จำนวน 600 ที่นั่ง คาดเปิดใช้งานได้ในไตรมาส 1/2569 และเดินหน้าขยายโรงเรียนนานาชาติแห่งที่ 7 ในโซนรังสิต จังหวัดปทุมธานี

    นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แล... SISB ปรับเป้านักเรียนปี 66 แตะ 4.1 พันคน — นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนางสาวสุนันทา ลีลาแสงสาย ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เอสไอ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iezpdzzvocxaw9ty1rjbm4s3vfq2125j&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gUnrJY-ttyRgjWZdH98UQ

  • “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดและบรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับ พ.ศ. … และการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาแห่งชาติสู่การปฏิบัติในระดับเขตพื้นที่การศึกษา จัดโดย สมาคมผู้ปริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, รองผู้อํานวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ เข้าร่วม 

                          “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า วันนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราได้มาพบกันครบทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ หลายรัฐบาลพยายามที่จะผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เข้าสู่สภาฯ เพื่อจะได้ปรับปรุงให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมถึงอีกหลายจุดในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาภาคการศึกษาของไทย และยังไม่เอื้อที่จะช่วยให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำของการศึกษาทั่วประเทศไทยได้ 

    “เราจึงอยากจะให้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับที่เรากำลังผลักดันเข้าสู่สภาฯ สามารถปิดช่องว่างเหล่านั้นได้หมด ซึ่งที่ผ่านมา เมื่อจะนำเข้าสภาฯ ก็จะเกิดการยุบสภาทุกรอบ แต่หวังว่าครั้งนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น”

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ จะมีทั้งหมด 7 ร่าง 1 ในนั้นจะเป็นร่างของกระทรวงศึกษา ส่วนอีก 6 ร่างจะเป็นของพรรคการเมือง และกลุ่มต่างๆ ที่นำเสนอมา 

    สำหรับขั้นตอนการบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนั้น ขณะนี้อยู่ที่การพิจารณาให้ความเห็นจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้ประสานไปยังปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้ช่วยเร่งรัดการดำเนินการให้แล้ว โดยเราขอให้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ได้เข้าสภาฯ ในชุดปัจจุบัน อย่าให้มันเป็นอาถรรพ์เหมือนกับทุกชุด

                      “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    “อาจารย์พูดกับผู้บริหารกระทรวง และข้าราชการประจำมาเสมอว่า ภาคการเมืองมาแล้วก็ไป แต่ถ้าจะมาทำงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ต้องทำงานกับข้าราชการประจำ และข้าราชการประจำก็ต้องยืนหยัดบนหลักการว่า ท่านจะทำงานเพื่อภาคการศึกษาอย่างแท้จริง 

    อาจารย์ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง เช่นเดียวกับพรรคกล้าธรรม (กธ.) ที่เราเข้ามาดูแลกระทรวงศึกษา เราก็จะไม่ใช้การศึกษาเพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่เรามาเพื่อที่จะทำให้ภาคการศึกษาดีขึ้นจริง ๆ อาจารย์ก็หวังว่า พวกเราก็จะยึดหลักการเดียวกัน” 

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในช่วงบ่ายของการสัมมนาในวันนี้ ขอให้ทุกคนใช้เวลาให้เต็มที่ ในการที่จะสะท้อนสิ่งที่ท่านอยากจะให้คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ที่จะมี สส.มาพูดคุยกับเรา เราต้องให้เขาเข้าใจและมาเป็นแนวร่วมเดียวกับเราในการที่จะผลักดันให้เกิดการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ สำเร็จให้ได้ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน

    จากนั้น ศ.ดร.นฤมล ได้มอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติเพื่อเป็นการสดุดีคุณงามความดีและเป็นเกียรติประวัติ แก่บุคลากรปฏิบัติหน้าที่ทางด้านการศึกษา จำนวน 52 คน และมอบโล่ประกาศกิตติคุณให้แก่คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา จำนวน 37 คน

                      “นฤมล”หวัง“พ.ร.บ.การศึกษา”ผ่านสภาฯ ชุดปัจจุบัน-ปลดล็อกสำเร็จ

    ศ.ดร.นฤมล ยังได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณารับวาระร่างพระราชบัญญัติยกเลิกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติว่า เรื่องการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา การยกเลิกคำสั่ง คสช. แล้ว จะนำไปสู่การพิจารณาถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะไปชดเชยสำหรับคำสั่ง คสช. ที่ยกเลิกไป

    ส่วนหลัก ๆ ที่ทางผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เสนอเข้าไปก็พยายามจะให้มีส่วนของผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้าไปอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าที่เป็นอยู่ใน คำสั่ง ของ คสช. เช่น จะมีตัวแทนจากครู ตัวแทนที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าไปกำหนดทิศทางการบริหารจัดการบุคลากรทางการศึกษา ขั้นตอนต่อไปก็จะอยู่ในชั้นกรรมาธิการที่จะมีการพิจารณา
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/638899&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0G6Pfq2_0vkOKU2LTLOdWY

  • ‘บิ๊กโปรเจกต์’ ค่อยสมัยหน้า   บอก ‘อนุทิน’ ชะลอ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘บิ๊กโปรเจกต์’ ค่อยสมัยหน้า บอก ‘อนุทิน’ ชะลอ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงข่าว ว่า ภายหลังการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชนในจังหวัดระนองและจังหวัดสุราษฎร์ธานี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ และกฎหมายระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสิ่งแวดล้อมเศรษฐกิจรากฐานและวิถีชุมชน ที่จังหวัดชุมพรบริเวณแหลมริ่ว และบริเวณอ่าวอ่างจังหวัดระนอง  

    กระบวนการการศึกษาค่อนข้างมีปัญหา ชาวบ้านรู้สึกถึงความไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วม โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนเวทีรับฟังความเห็นจัดเพียงไม่กี่ครั้งเชิญเฉพาะหน่วยงานรัฐและผู้นำท้องถิ่น ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงไม่ได้เข้าร่วม อีกทั้งข้อมูลที่ออกมาไม่ตรงกับรายงานการศึกษาเดิม ขอบเขตการศึกษาก็ไม่ครอบคลุม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศ และมีการศึกษาเพียง 5 กิโลเมตรเท่านั้น ทั้งนี้ยังไม่มีการพิจารณารอยเลื่อนเปลือกโลกในพื้นที่และยังมีการเร่งรัดให้ทำภายใน 120 วันหลังจากที่รายงานเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงเป็นข้อกังวลว่า หากตัวกฎหมายผ่าน 120 วันไปแล้วตัวรายงานก็อาจจะผ่านไปด้วย   

    นรเศรษฐ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พื้นที่ท่าเรือที่จะก่อสร้างมีการทับซ้อนกับพื้นที่ที่เคยถูกเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก ถ้าหากก่อสร้างก็จะสูญเสียคุณค่าทางธรรมชาติอย่างถาวร พื้นที่ก่อสร้างซึ่งเป็นท่าเรือที่จังหวัดระนองมีพื้นที่ก่อสร้างเท่ากับเกาะพยาม ขณะที่ท่าเรือที่ชุมพรก็มีขนาดใหญ่ประมาณ 3.5 เท่า ของเกาะหลีเป๊ะจึงต้องใช้หินและดินถมทะเล ในปริมาณมากซึ่งการดูดทรายและการถมทะเล มีความเสี่ยงต่อการกัดเซาะชายฝั่ง เกาะพยามและชายฝั่งใกล้เคียงอาจมีความเสียหายเกิดขึ้น การระเบิดภูเขาเพื่อขนหิน และเดินเรือจำนวนมากก็ทำลายถิ่นอาศัยของสัตว์น้ำ อีกทั้งกรมชลประทานมีแผนสร้างเขื่อน 9-13 แห่ง เพื่อป้อนน้ำให้กับโครงการทำให้ชุมชนต้องแย่งชิงการใช้น้ำกับทางโครงการ ขณะที่ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน มีชาวมอแกนและคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกย้ายถิ่นฐานและไม่มีที่อยู่อาศัยรองรับหากโครงการนี้เกิดขึ้น การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติบริเวณเกาะพยามก็จะได้รับผลกระทบหนัก ธุรกิจที่พักประมงเกิดความเสียหาย และรายงานเศรษฐกิจที่ประเมินมูลค่าชาวประมงต่ำกว่าความเป็นจริง 

    นอกจากนี้กฎหมาย SEC ประชาชนยังมีความกังวล ในเรื่องอำนาจของคณะกรรมการที่อาจล้นเกินและเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุน ส่วนเรื่องผลกระทบด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยว การตัดถนน จากชุมพรไประนอง ผ่านพื้นที่พะโต๊ะ ซึ่งเป็นแหล่งพื้นที่ทุเรียน กาแฟ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี จะทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรน้ำจำนวนมากเพราะเป็นการตัดผ่านแหล่งน้ำสำคัญที่ใช้ในการเกษตร ซึ่งตามกฎหมายSEC น้ำถือเป็นทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งมลพิษจากนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นอาจถูกพัดเข้าสู่พื้นที่เกษตรส่งผลต่อผลผลิตและสุขภาพของประชาชน และเรื่องการท่องเที่ยวอาจสูญเสียจุดขาย ทางด้านธรรมชาติและวิถีชีวิตดั้งเดิม 

    ดังนั้นกมธ.ฯ จึงมองว่าโครงการขนาดใหญ่แบบนี้อยากให้มีการทบทวนให้รอบคอบ และชะลอการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ผลักดันกฎหมาย SEC และรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน และอยากให้มีการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA โดยให้สภาพัฒน์หรือหน่วยงานกลางเป็นผู้ดำเนินการก่อนตัดสินใจเพื่อประเมินผลกระทบเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงโครงการทั้งหมดเป็นรายงานเดียว ส่งเสริมให้ประชาชนทุกกลุ่มมีส่วนร่วมโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ชาวมอแกนหรือคนไทยพลัดถิ่น และอยากเสนอให้มีการพัฒนาภาคใต้ตามศักยภาพพื้นที่และสนับสนุนเกษตรยั่งยืนการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และทำโครงการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ไม่ใช่เป็นการพัฒนาที่ยัดเยียดลงไป 

    “ชาวบ้านไม่ได้กลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้กลัวการพัฒนาเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น แต่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในโครงการที่จะเกิดขึ้น ชาวบ้านไม่ต้องการความเจริญที่ถูกยัดเยียดเข้ามา เป็นการเจริญที่ผิดฝาผิดตัว จากวิถีชีวิตหรือศักยภาพในพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการพัฒนา ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง” 

    นรเศรษฐ์ อยากสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ ว่าอยากให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชน คำนึงถึงวิถีเศรษฐกิจฐานรากวิถีชีวิตดั้งเดิม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้โครงการขนาดใหญ่ ที่รัฐบาลอยากผลักดันมีความชอบธรรมและยั่งยืนและจากการที่ฟังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีแจ้งว่าจะมีแผนงาน ผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นนั้น จริง ๆ แล้วโครงการขนาดใหญ่แบบนี้เงินลงทุนระดับหลายล้านบาท และต้องใช้เวลาในการก่อสร้างนับ 10 ปีมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง 

    “รัฐบาลของนายอนุทินมีเวลากำหนดไว้ชัดเจน ที่จะยุบสภาภายใน 4 เดือน จึงอยากจะวิงวอนให้ชะลอการผลักดันโครงการนี้ออกไปก่อนและศึกษาให้รอบคอบ โครงการใหญ่ขณะนี้ควรเป็นฉันทามติของประชาชนของประชาชนทั้งประเทศ เพราะทรัพยากรทะเลของไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นของประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าต้องการจะผลักดันจริง ๆ ก็ให้ใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงครั้งหน้าถ้าประชาชนเห็นด้วยได้รับเลือกให้กลับมาอย่างล้นหลาม เป็นรัฐบาลก็จะมีความชอบธรรมในการผลักดันโครงการ จากการได้รับฉันตามมติจากประชาชนในการเลือกตั้ง”

    — นรเศรษฐ์ กล่าว

    เมื่อถามว่าในระยะเวลา 4 เดือนรัฐบาลจะผลักดันโครงการได้แค่ไหน นรเศรษฐ์  กล่าวว่า ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเพราะรัฐบาลมีเวลาเจาะจงไว้แล้วว่าจะยุบสภาภายใน 4 เดือน ถ้าจะผลักดันโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ควรทำเป็นนโยบาย เพื่อให้ได้ฉันทามติและกลับมาทำในฐานะรัฐบาลในอนาคต และรายงานทั้งหมดจะเสร็จได้คงไม่ทัน 4 เดือนแต่ถ้ารัฐบาลที่ต้องการผลักดันนโยบายนี้ก็ควรเป็นรัฐบาล ที่มีระยะเวลาในการทำงานระยะยาวมากกว่า  

    กรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลอาจจะอยู่ยาวกว่า 4 เดือน นรเศรษฐ์ กล่าวว่า อนุทิน จะดำเนินการตาม MOA ที่ได้ให้สัญญาไว้ ดังนั้นกฎหมายที่รัฐบาลนายอนุทินจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น รวมถึงการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ โครงการขนาดใหญ่สามารถศึกษาไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ควรรีบเร่งเนื่องจากกระบวนการศึกษาผลกระทบและสิ่งแวดล้อมยังเป็นคำถามทั้งในแง่ของกระบวนการและเนื้อหาหากจะผลักดันโครงการลักษณะแบบนี้ ควรจะทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ และรายงานต่าง ๆ ที่มีปัญหาก็ควรรื้อกลับมาทำใหม่ 

    ชี้หน้าที่ ‘สว.’ ต้องตรวจสอบการทำงาน ’รัฐบาล’ หลังมีจ้องเช็คบิลเตรียมสอบ ‘งบฯซอฟต์พาวเวอร์’ 

    พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงกรณีมี ‘สว.’ ยื่นตรวจสอบงบฯซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่า ได้ข่าวมาเหมือนกันว่าจะมีคนตรวจสอบงบซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งมีสว.มีความเชี่ยวชาญหลายคนที่ตนรู้จักมีความเชี่ยวชาญเรื่องนโยบายซอฟพาวเวอร์ แต่ยังไม่ได้พูดคุยว่าจะมีการตรวจสอบอย่างไร ในส่วนของ กมธ. พัฒนการเมืองฯสว. ภารกิจคือการติดตามเรื่องการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการเพราะฉะนั้น ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์คงไม่ใช่ภารกิจหลักของ กมธ.นี้ 

    เมื่อถามถึงกรณีที่หลายคนมองว่าเหมือนเป็นการเช็คบิลอดีตนายกฯ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการตรวจสอบโครงการทุกโครงการ มีความจำเป็นที่จะต้องทำ และเป็นหน้าที่ของ สว. ที่ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอยู่แล้ว  สว. ที่สนใจเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ก็เป็นสิทธิ์ที่จะตรวจสอบได้ พร้อมกับเชิญชวน สว. ทุกคน อยากให้ทำหน้าที่ตรวจสอบทุกเรื่องที่มีความสนใจ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/senators-warn-anutin-about-large-scale-projects&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2s5GT8c_ksiHPoV-M_LVKB

  • “นฤมล” สัมมนา พ.ร.บ.การศึกษา ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    “นฤมล” สัมมนา พ.ร.บ.การศึกษา ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    “นฤมล” เปิดเวทีสัมมนา วอนอยากเห็นทุกคนช่วยกันผลักดันให้ พ.ร.บ.การศึกษาจบในสมัยนี้ ลั่นไม่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือ

    วันที่ 15 กันยายน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการสัมมนา “ทิศทาง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ” จัดโดยสมาคมผู้บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน (แห่งประเทศไทย) โดยมีผู้บริหารการศึกษาจากทั่วประเทศเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง โดยนฤมลกล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนี้จะสำเร็จ เพื่อเป็นการปลดล็อกปัญหาที่คั่งค้างในวงการศึกษามาอย่างยาวนานและช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยขอให้ทุกคนร่วมมือกันเพื่อผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จ อย่าให้เป็นเหมือนอาถรรพ์ที่ร่างกฎหมายถูกปัดตกทุกครั้งที่มีการยุบสภา

    นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการยังได้ย้ำกับข้าราชการทุกคนว่า ไม่อยากให้เอาการศึกษาไปใช้เป็นเครื่องมือที่จะทำเป้าหมายทางการเมือง และยืนยันว่าการทำงานของตนและพรรคกล้าธรรมจะมุ่งเน้นที่การพัฒนาการศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง.

    ทั้งนี้ในช่วงท้ายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณเพื่อเชิดชูบุคลากรด้านการศึกษาที่อุทิศตนเพื่อราชการจำนวน 52 คน และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้คณะกรรมการสมาคมผู้บริหารการศึกษาอีก 37 คนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2882905&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R9yk1_xKlZox1O7JDYpxA

  • “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง | เดลินิวส์

    “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง | เดลินิวส์

    “นฤมล” ลุยดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ มั่นใจผ่านฉลุย ไร้อาถรรพณ์การเมือง

    รมว.ศึกษาธิการ พร้อมเร่งดันร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ให้ทันสภาชุดปัจจุบัน ต่อสายคุยปลัด ก.คลัง ปลดล็อกกฎหมายการศึกษา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5113827/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RRSvG5iZVwc5odB0bmUPJ

  • เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    การศึกษา

    15 ก.ย. 2025 เวลา 12:41 น.

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    โลกกำลังหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน ทุนการศึกษา ถือเป็นโอกาสของเด็ก

    • ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบกว่า 900,000 คน และราว 300,000 คนเป็นกลุ่ม Gen Z ตัวเลขนี้ คือสัญญาณเตือนว่า เรากำลังสูญเสียศักยภาพของคนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล
    • การลงทุนกับการศึกษาต้องขยับให้เร็ว และเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะนี่คือช่วงเวลาทองในการปลูกทักษะสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้เด็กเติบโต พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง
    • กสศ. พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับเด็กทุกคนซึ่งกำลังมองหาทางไปต่อเต็มศักยภาพ

    โลกกำลังหมุนเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงโครงสร้างประชากรกำลังเปลี่ยนไปพร้อมกัน และคนที่ต้องอยู่กลางพายุการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ก็คือ Gen Z หรือคนที่เกิดระหว่างปี 1997-2012 ช่วงอายุ 13-28 ปี ในวันนี้Gen Z คือเจเนอเรชันที่เติบโตมากับสมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย พวกเขาคือแรงงานหลักของโลกในทศวรรษนี้ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องเจอกับ “โจทย์ยาก” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับคนรุ่นไหนมาก่อน

    ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ชวนสังคมมาร่วมกัน “ถอดรหัส Gen Z” เพื่อหาคำตอบว่าเราจะ “เรียนให้ใช่” และ “ไม่หลุดเทรนด์” ได้อย่างไร ชวนขบคิดประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และอาจเป็นกุญแจที่จะไขไปสู่คำตอบข้างต้น คือ “ทำไมเด็กเยาวชนไทยจำนวนมากยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการมุ่งหน้าไปทางไหน? ไม่อาจค้นพบว่าตนถนัดหรือมีความสามารถใด? หรือส่วนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ทำไมบางคนยังไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเรียนมานั้นใช่หรือยัง?”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    กสศ.ชี้เป้าการลงทุน การศึกษาแก้ความยากจนข้ามรุ่น สร้างคนคุณภาพ

    เหลื่อมล้ำยังรุนแรง!!  กสศ. เสนอ ‘ลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย’

    เด็กและเยาวชนกลุ่ม GenZ มีราว 300,000 คน

    เมื่อเยาวชนจำนวนมาก ‘ยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากทำอะไร’ เลยหายไปจากระบบการศึกษากลายเป็นกลุ่ม NEET
    หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวล คือ การเติบโตของกลุ่ม NEET (Not in Education, Employment, or Training) : กลุ่มเยาวชนที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม

    “กลุ่ม NEET มีทั้งเยาวชนที่ขาดแคลนทรัพยากรการศึกษา กลุ่มที่ขาดความพร้อมด้านคุณภาพชีวิต หรืออีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มที่อาจเรียนจบแล้ว แต่ไม่อาจค้นพบที่ทางของตนในโลกการทำงาน จึงถอยกลับออกมาและไม่คิดจะกลับไปอีกประเด็นสำคัญของการพัฒนาเด็กเยาวชนไทยวันนี้ จึงเป็นเรื่องของการสร้างระบบการศึกษาที่เอื้อต่อคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่โอกาส ทรัพยากร การดูแลช่วยเหลือในทุกมิติชีวิต รวมถึงกระบวนการค้นหาตัวเอง” ดร.ไกรยส กล่าว

    ข้อมูลจาก กสศ. พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนนอกระบบกว่า 900,000 คน และราว 300,000 คนเป็นกลุ่ม Gen Z ตัวเลขนี้ คือสัญญาณเตือนว่า เรากำลังสูญเสียศักยภาพของคนรุ่นใหม่จำนวนมหาศาล

    ดร.ไกรยส ฉายภาพสถานการณ์การศึกษาไทยว่าตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่มีการศึกษาสูงสุดเพียงระดับ ม.3 โดยมีจำนวนปีเฉลี่ยที่อยู่ในระบบการศึกษาเพียง 9 ปี เท่านั้น และในบรรดาเยาวชนทั้งรุ่นมีเพียงประมาณ 30% ที่สามารถก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยได้ หากเจาะลึกไปที่กลุ่มเยาวชนจากครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน สถานการณ์ยิ่งน่ากังวลกว่าเดิม เพราะมีเพียง 13% เท่านั้นที่สามารถเข้าถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้

    รายงาน World Economic Forum 2025 ยังสะท้อนอีกว่า แม้ในกลุ่มเยาวชนที่เข้าสู่ตลาดแรงงานแล้ว จำนวนมากยังขาดทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญในยุคปัจจุบัน และกำลังกลายเป็น “แกนหลัก” ที่จะกำหนดทิศทางชีวิต การทำงาน และโอกาสในอนาคต

    เมื่อ GenZ กลายเป็น NEET กสศ. ใช้ทุนการศึกษาดึงเข้าระบบ

    ลงทุนการศึกษาต้องขยับให้เร็ว เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย

    “รัฐและหน่วยงานต่างๆ จำเป็นต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน เพื่อลดการเพิ่มจำนวนของกลุ่ม NEET ด้วยการพาเยาวชนกลุ่มนี้กลับสู่เส้นทางเรียนรู้ และส่งต่อสู่การศึกษาระดับสูงตามศักยภาพ รวมถึงการระดมทรัพยากรคุณภาพไปที่เด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงเพื่อไม่ให้หลุดไปจากระบบการศึกษา” ดร.ไกรยส กล่าว 

    ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้พร้อมใช้ชีวิตร่วมกับโลกดิจิทัล ไม่สามารถรอได้จนถึงช่วงเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัย เพราะเมื่อถึงวัย 15-18 ปี หลายอย่างอาจสายเกินแก้แล้ว

    ดร.ไกรยส ชี้ว่า การลงทุนกับการศึกษาต้องขยับให้เร็ว และเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย เพราะนี่คือช่วงเวลาทองในการปลูกทักษะสำคัญที่จะเป็นรากฐานให้เด็กเติบโต พร้อมรับมือกับโลกที่ไม่หยุดนิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาสัดส่วนประชากรลดลง ทำให้เด็กทุกคนสำคัญ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำงานร่วมกับ เครือข่ายภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างทางออกให้กับเด็กและเยาวชนหลากหลายกลุ่ม ผ่านโครงการและทุนการศึกษาหลายรูปแบบที่ออกแบบมาตามความต้องการที่แตกต่างกัน อาทิ

    • ทุนเสมอภาค สำหรับเด็กและเยาวชนจากครัวเรือนยากจนพิเศษ ครอบคลุมตั้งแต่ ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ในห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง
    • ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง และ ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ ส่งต่อโอกาสสู่เส้นทางการเรียนรู้สายอาชีพหลังการศึกษาภาคบังคับ ครอบคลุมตั้งแต่ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี โท เอก
    • ทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น ผลิตและพัฒนาครูรุ่นใหม่ แก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นของตัวผู้เรียนกลับไปบรรจุในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนครู เพื่อปิดช่องว่างของคุณภาพการศึกษาในชนบท
    • ทุน ODOS (Outstanding Development Opportunity Scholarship) ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้สร้างโอกาสสำหรับนักเรียนระดับมัธยมปลายสู่การเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั้งในและต่างประเทศ สร้างเส้นทางสู่อนาคตที่กว้างกว่าเดิม
    • ทุนที่ร่วมทำงานกับภาคเอกชน เพื่อช่วยเด็ก ๆ ที่เรียนจบชั้น ม.3 ให้สามารถเรียนต่อ และไม่หลุดจากเส้นทางการศึกษา เช่น ทุนก้าวเพื่อน้อง ทุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นต้น

    นอกจากนี้ กสศ. ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม “ส่องทางทุน” ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทุนการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งทุนสำหรับเด็กทุกคนซึ่งกำลังมองหาทางไปต่อเต็มศักยภาพ หัวใจของการศึกษาในโลกสมัยใหม่ การสร้างคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Z และเจเนอเรชันต่อจากนี้ ให้มีพลังในการขับเคลื่อนชีวิตและสังคม ไม่ใช่แค่เพื่ออยู่รอด แต่เพื่อสร้างอนาคตที่พวกเขาเลือกเองได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1198820&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2utRlOKpoWQ7DcOPB77Vlu

  • ดร.สมเกียรติ TDRI เผยบทเรียนจาก ‘อภิมหาโปรเจกต์’ ที่มักล้มเหลว

    ดร.สมเกียรติ TDRI เผยบทเรียนจาก ‘อภิมหาโปรเจกต์’ ที่มักล้มเหลว

    อภิมหาโปรเจกต์ โครงการแลนด์บริดจ์ ถูกหยิบยกมาเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกครั้ง จากที่ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ มูลค่า 9.97 แสนล้านบาท เพื่อพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งและการค้าระหว่างอ่าวไทย-อันดามัน ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ TDRI เคยให้ความเห็นว่าการเดินหน้าโครงการนี้ผลศึกษาที่ ‘สวนทาง’ ระหว่างหน่วยงานของรัฐกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ฯ

    ก่อนหน้านี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิช สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวคิดคิดยกกำลังสอง ในช่อง ThaiPBS ระบุว่า แนวคิดหลักของแลนด์บริดจ์คือการสร้างเส้นทางเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร คือมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก (ฝั่งอ่าวไทย) เพื่อเป็นทางเลือกให้เรือขนส่งสินค้าจำนวนมากไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างแออัด รัฐบาลมองว่านี่คือโอกาสที่ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์มหาศาลจากการเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่

    ดร. สมเกียรติ ยังชี้ให้เห็นว่า โครงการขนาดใหญ่ระดับ ‘อภิมหาโปรเจกต์’ โดยส่วนใหญ่มักจะล้มเหลว ไม่ว่าจะสร้างไม่สำเร็จ สร้างช้ากว่ากำหนด หรือใช้งบประมาณบานปลายกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก สาเหตุหลักๆ มักมาจาก 2 ประการ คือ ‘การมองโลกในแง่ดีเกินจริง’ ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ที่อยากเห็นโครงการที่มีประโยชน์เกิดขึ้น และอีกสาเหตุคือ ‘ผู้มีอำนาจใช้พลังบิดเบือนตัวเลขให้สวยงาม’ ทั้งที่รู้ว่าโครงการนั้นอาจไม่ดีจริง หัวใจสำคัญของการทำให้โครงการใหญ่สำเร็จคือ ‘การวางแผนที่ดี’ ซึ่งต้องเริ่มต้นด้วยการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) อย่างรอบคอบ เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและความคุ้มค่า ก่อนจะนำไปสู่การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและอื่นๆ ต่อไป


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ผลศึกษาที่ ‘สวนทาง’ ความจริงที่ต้องทบทวน

    สิ่งที่น่าตกใจคือ ผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่รัฐบาลมีอยู่ กลับมีความแตกต่างกันอย่างมาก

    • ผลการศึกษาของกระทรวงคมนาคม ซึ่งคณะรัฐมนตรีใช้ในการตัดสินใจ เห็นว่าโครงการจะมีมูลค่าปัจจุบันเป็นบวก (มีกำไร) และให้ผลตอบแทนทั้งทางการเงินและเศรษฐกิจที่ดีเยี่ยม
    •  แต่ ผลการศึกษาที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) จ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษามา กลับมองโลกในแง่ร้ายกว่ามาก โดยระบุว่าโครงการนี้จะ ‘ขาดทุน’ และต่อให้รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่นๆ แล้ว ก็ยังให้ผลตอบแทนไม่สูงนัก (เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์) จึงไม่ควรดำเนินการ และควรหาวิธีอื่นแทน

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ก่อนหน้านี้สภาพัฒน์ฯ ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทำการศึกษา และได้ผลสรุปว่า ‘แลนด์บริดจ์’ ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และไม่เหมาะที่จะลงทุน

    นอกจากนี้ ภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังมีเสียงไปในทิศทางที่ว่าแลนด์บริดจ์อาจไม่ตอบโจทย์ของประเทศ และอาจเพิ่มต้นทุนให้สายเดินเรือและการค้า ทำให้ภาคเอกชนอยากให้ทำโครงการอื่นมากกว่า สมเกียรติ ย้ำว่าความแตกต่างของข้อมูลเหล่านี้ “ควรนำมาสู่การทบทวนอย่างจริงจัง” ว่าตัวเลขประมาณการถูกต้องหรือไม่

    บทเรียนจากอดีต รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน

    บทเรียนจากอดีตที่ยังไม่จางหายคือ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งมีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 14% และตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีความพร้อมสูงกว่า รัฐบาลยังได้ช่วยอุดหนุนในวงเงินไม่เกิน 150,000 ล้านบาท ทว่าผ่านมา 4 ปีหลังเซ็นสัญญากับเอกชน โครงการนี้ก็ยังไม่มีการก่อสร้างเกิดขึ้นเลย นี่เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่า แม้ผลตอบแทนจะดูดีและมีแรงหนุนจากภาครัฐ โครงการใหญ่ก็ยังติดขัดได้

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ข้อเสนอแนะ ‘คิดช้า’ เพื่อ ‘ทำเร็ว’ และเห็นภาพใหญ่ของประเทศ

    TDRI เน้นย้ำว่าโครงการเศรษฐกิจขนาดใหญ่ “ต้องคิดช้าถึงจะทำเร็ว” หากเร่งรีบในการวางแผน ผลักดัน และนำเสนอขาย สุดท้ายอาจไม่สามารถปฏิบัติได้จริงและไม่เกิดประโยชน์ตามที่คาดฝัน สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “วางแผนให้ดี” โดยเฉพาะการศึกษาความเป็นไปได้ที่ต้องระวังไม่ให้มองโลกในแง่ดีเกินจริง ตัวเลขรายได้ที่แตกต่างกันมากในผลการศึกษาควรนำมาถกเถียงกันอย่างจริงจัง

    โครงการแลนด์บริดจ์

    ดร. สมเกียรติ เชื่อว่าการพัฒนาภาคใต้เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริง แต่หากจะดำเนินโครงการใดๆ รัฐบาลควรมอง “ภาพใหญ่” ก่อนว่าประเทศไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร และจะเชื่อมต่อกับประเทศต่างๆ เช่น จีน อินเดีย อย่างไร จากนั้นจึงค่อยมาพิจารณาว่าจะทำโครงการอะไร “อย่าเพิ่งกระโดด” ทำโครงการใดโครงการหนึ่งโดยที่ยังไม่เห็นภาพใหญ่ของการเชื่อมโยงทั้งประเทศ

    หากโครงการเป็นโครงการที่ดีจริง แม้จะมีผู้ไม่เห็นด้วยบ้าง ก็สามารถนำทรัพยากรที่เกิดขึ้นไปช่วยเหลือประชาชนได้ ในทางตรงกันข้าม หากโครงการมีปัญหาและไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดีพอ นอกจากรัฐบาลจะขาดทุนแล้ว ประชาชนยังอาจเดือดร้อนด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/landbridge-tdri-warning/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FY9oHgmzNzDfUTZbp8qnH

  • เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ

    วันอาทิตย์ ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568, 20.19 น.

    14 กันยายน 2568  เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นชื่อ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” พระนักเผยแผ่ธรรมะที่ได้รับความสนใจจากผู้ศึกษาพุทธศาสนาอย่างกว้างขวาง ด้วยแนวทางการสอนที่ยึดมั่นใน “พุทธวจน” หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระไตรปิฎกโดยตรง ซึ่งมีจุดเด่นคือความชัดเจน เป็นระบบ เข้าใจง่าย และสามารถประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

    ปัจจุบัน พระอาจารย์คึกฤทธิ์จำพรรษาอยู่ที่วัดนาป่าพง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ธรรมะในแนวทางพุทธวจนที่มีผู้สนใจเดินทางมาศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง

    รู้จัก “พระอาจารย์คึกฤทธิ์”

    ข้อมูลจาก เพจเฟซบุ๊ก พุทธที่แท้จริง ระบุว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 มกราคม ปีพุทธศักราช 2506 จบการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมทหารและจบหลักสูตรนายร้อย จปร. รุ่น 33 ในสาขาวิศวกรรมเครื่องกล และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนอุปสมบท ท่านรับราชการทหารมียศสุดท้ายในชีวิตฆราวาสที่ พันตรี

    จุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อท่านได้อุปสมบทเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อศึกษาหลักธรรมจากพระไตรปิฎกโดยตรง แม้จะมีข้อมูลที่แตกต่างกันในเรื่องสถานที่และอายุที่บวช แต่ความมุ่งมั่นในการเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการศึกษาและปฏิบัติธรรมนั้นเด่นชัด

    วัดนาป่าพง ศูนย์กลางการเผยแผ่ “พุทธวจน”

    วัดนาป่าพง ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2545 ที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยมีจุดเริ่มต้นจากที่ดินซึ่งมารดาของพระอาจารย์ถวายให้ จากนั้นได้พัฒนาจนขึ้นทะเบียนเป็นวัดในเวลาต่อมา ปัจจุบันวัดนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเป็น “พุทธวจนธรรมสถาน” ซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญในการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนที่เรียกว่า “พุทธวจน” โดยมีเครือข่ายวัดสาขาเกิดขึ้นในหลายจังหวัด รวมถึงการเผยแผ่ผ่านช่องทางสื่อหลากหลายรูปแบบ

    “พุทธวจน” คืออะไร?
    แนวทางหลักในการเผยแผ่ธรรมของพระอาจารย์คึกฤทธิ์คือ “พุทธวจน” ซึ่งท่านให้ความหมายว่าเป็น “หลักธรรมคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าโดยตรง” ที่ถูกบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก ท่านเน้นย้ำว่านี่ไม่ใช่คำที่แต่งขึ้นใหม่ในภายหลัง และมีแนวทางการสอนที่โดดเด่นคือ..
    -ไม่ใช้อรรถกถา-ฎีกา มุ่งเน้นไปที่พระสูตรในพระไตรปิฎกโดยตรง
    -อธิบายความตามต้นฉบับ ใช้วิธีอ่านพระสูตร, แปลตรง และอธิบายเชื่อมโยงบทต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยไม่ใช้ความคิดเห็นส่วนตัว
    -เน้นหลักปฏิบัติ ให้ความสำคัญกับ ศีล สมาธิ ปัญญา มากกว่าพิธีกรรม
    โดยการสอนเช่นนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ศึกษารู้จักตนเอง เห็นเหตุแห่งทุกข์ และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้องตามหลักพุทธธรรม

    จากการฟ้องร้องฉ้อโกงสู่การขอขมา
    เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา ชื่อของ “พระอาจารย์คึกฤทธิ์” ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลังปรากฏว่ามีอดีตศิษย์ฟ้องร้องในข้อหาฉ้อโกงจากเงินบริจาค รวมกว่า 515 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดพิมพ์หนังสือและเงินบริจาคซื้อที่ดินข้างวัด คดีนี้ถูกยื่นฟ้องในปี พ.ศ. 2560 และศาลได้รับฟ้องในปี พ.ศ. 2561

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2562 ที่ศาลจังหวัดธัญบุรี อดีตศิษย์ที่ยื่นฟ้องได้ทำพิธีขอขมาและถอนฟ้องพระอาจารย์คึกฤทธิ์และพวก โดยได้กล่าวขอโทษและยอมรับว่า “ความผิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงทั้งสิ้น…การดำเนินคดีทุกเรื่องเกิดจากความเข้าใจผิดของโจทก์ทั้งสองเอง”

    ผลการไกล่เกลี่ยของศาลเป็นที่สิ้นสุด เมื่อศาลระบุว่า “โจทก์ที่ 1 เต็มใจยอมรับว่าจำเลยทั้งสามมิได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามคำฟ้องในคดีนี้ ความผิดดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง” พร้อมทั้งระบุว่าโจทก์จะไปถอนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด ทำให้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ พ้นมลทินจากข้อกล่าวหาในที่สุด

    ปัจจุบัน “พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล” ยังคงทำหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสวัดนาป่าพงเดินหน้าเผยแผ่ศาสนาผ่านสื่อสมัยใหม่และกิจกรรมที่วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำแนวคิด “พุทธวจน” ไปสู่การใช้ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยให้กว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ท่านก็ยังเป็นผู้สร้างข้อถกเถียงทางหลักคำสอนที่เข้มข้นกับคณะสงฆ์กระแสหลักอีกด้วย

    ขอบคุณ : พุทธที่แท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/914211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZhVR-r3WiwmO-PAgODCaR