Blog

  • ออมสินต่อยอด “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็งคาร์บอนต่ำ

    ออมสินต่อยอด “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็งคาร์บอนต่ำ

    ออมสินต่อยอด “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็งคาร์บอนต่ำ

    ธนาคารออมสินเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวมในพื้นที่เกาะลิบง จ.ตรัง ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ปีที่ 2 โดยขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต เสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และส่งเสริมแนวคิด “ชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ที่เน้นการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ

    นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่ได้รับรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยธนาคารตั้งเป้าใช้แนวคิดนี้พัฒนาในพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม (Social Impact) ให้เกิดขึ้นจริง
     

    ปัจจุบันโครงการมีความคืบหน้ากว่า 60% ครอบคลุมการพัฒนา 12 ด้าน ได้แก่

    1.ชุมชนคาร์บอนต่ำ

    2.การยกระดับการท่องเที่ยว

    3.การจัดการน้ำ

    4.การแพทย์และสาธารณสุข

    5.การส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้

    6.ความรู้ทางการเงิน

    7.การออม

    8.แหล่งเงินทุน

    9.การแก้ไขปัญหาหนี้สิน

    10.การศึกษา

    11.การทำนุบำรุงศาสนา

    12.การพัฒนาคุณภาพชีวิต
     

    โดยเน้นตอบโจทย์ประชากรในพื้นที่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงอายุ ให้สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี มีสุขภาพที่เข้าถึงง่ายขึ้น มีน้ำสะอาดใช้อย่างเพียงพอตลอดปี และมีรายได้ที่มั่นคงยิ่งขึ้นจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิมของคนทั้งเกาะ

    ตัวอย่างความก้าวหน้าที่เด่นชัด เช่น

    • พัฒนาแหล่งน้ำจืดจากน้ำเค็ม พร้อมขุดเจาะบ่อบาดาลและติดตั้งถังเก็บน้ำ ครอบคลุม 4 หมู่บ้านทั่วเกาะ
    • สนับสนุน “เรือออมสินชีพรักษ์” เรือพยาบาลฉุกเฉิน และจัดตั้งหน่วยกู้ชีพทางน้ำเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันเวลา
    • ติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์)
    • ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน วิถีมุสลิม พัฒนาโฮมสเตย์ พร้อมอบรมยกระดับมาตรฐานผู้ประกอบการ
    • รายได้ของผู้ประกอบการโฮมสเตย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 34% รายได้จากผลิตภัณฑ์ชุมชนเพิ่มขึ้น 20%
    • ส่งเสริมการออมแบบกลุ่ม เช่น กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก กลุ่มรถซาเล้ง และธนาคารโรงเรียนในกลุ่มเยาวชน

    ด้านสิ่งแวดล้อม ธนาคารร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรวางแผนจัดการขยะชุมชนอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมพลังงานทดแทน เพิ่มพื้นที่สีเขียว และฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น การปลูกป่าชายเลนและหญ้าทะเล เพื่อเสริมความสมบูรณ์ของระบบธรรมชาติรอบเกาะ

    โครงการได้รับการบูรณาการร่วมกันจากหลายหน่วยงาน ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF โดยมีสำนักงานออมสินภาค 17 และทีมงานจากสำนักงานใหญ่ร่วมดำเนินงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

    ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมแผนงานพัฒนาในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยธนาคารออมสินมีเป้าหมายให้เกาะลิบงเป็นต้นแบบของชุมชนคาร์บอนต่ำ ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริง พร้อมส่งต่อแนวทางสู่พื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/729734&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BGPq86EkpF1r9RqJ_qcRD

  • แถลงข่าวมหกรรมท่องเที่ยววัฒนธรรม ประเพณี ชาติพันธุ์ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 “สานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธ์ เพชรสมุทรคีรี” | TOPNEWS

    แถลงข่าวมหกรรมท่องเที่ยววัฒนธรรม ประเพณี ชาติพันธุ์ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 “สานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธ์ เพชรสมุทรคีรี” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 02/09/2025 18:12

    ที่โรงแรมริเวอร์ตัน ต.บ้านปรก อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม, นางพรรณพิมล ฉายาจิตชยวัศ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสาคร, น.ส.ปณิดาภา สวนแก้ว ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเพชรบุรี, ร.ท.สิทธิชัย ตัณฑสิทธิ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายสุภาพล ศิริไกรวัฒนาวงศ์ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกันแถลงข่าวการจัดงาน “สานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์เพชรสมุทรศรี” ที่จังหวัดสมุทรสงครามร่วมกับจังหวัดสมุทรสาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน 2568

    ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงชาติพันธุ์ให้เป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและระดับอาเชียน ยกระดับชุมชนชาติพันธุ์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างการตระหนักรู้ถึงคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรม อีกทั้งยังสนับสนุนการจำหน่ายสินค้าชาติพันธุ์ สร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น ตลอดจนประชาสัมพันธ์ศักยภาพการท่องเที่ยวของกลุ่มชาติพันธ์กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมท้องถิ่น

    นายรนัสถ์ชัย กล่าวว่า พื้นที่ “เพชรสมุทรคีรี” ถือเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยทวารวดีและขอม อุดมด้วยศิลปกรรม วัดวาอาราม และวัฒนธรรมที่เกิดจากการผสมผสานหลากหลายชนชาติพันธุ์ ซึ่งยังคงสืบทอดเอกลักษณ์มาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นเสน่ห์สำคัญของการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ที่ผสมผสานความงดงามของอดีตและปัจจุบันไว้ในงาน “สานสัมพันธ์ 5 ชาติพันธุ์ เพชรสมุทรศรี” ระหว่างวันที่ 12 – 16 กันยายน 2568 ณ ลานหน้าศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมความบันเทิงตลอด 5 วัน จากศิลปินชื่อดัง อาทิ แว่นใหญ่, วงสครับ, สงกรานต์ รังสรรค์, โบว์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ และ เรไร ไลฟ์สด พร้อมกิจกรรม ชม ชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์และอาหารพื้นถิ่นอีกมากมาย ห้ามพลาด งานเดียวที่รวมความหลากหลายของชาติพันธุ์และ วัฒนธรรมที่งดงามที่สุดของ “เพชรสมุทรคีรี”

    นพพร บุญทนาวงศ์ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จ.สมุทรสงคราม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1297151&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e3R6Vr-ztQF_6HOd3YS5e

  • P

    P

    งานเทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่แห่งปี Phuket Parkland Music Fest 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-31 สิงหาคม 2568 ณ ประตูเมืองภูเก็ต (Phuket Gateway) จังหวัดภูเก็ต ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการท่องเที่ยวและบันเทิงในระดับภูมิภาค โดยตลอดระยะเวลา 3 วันของการจัดงาน มีผู้เข้าร่วมงานรวมกันมากกว่า 10,000 คน จากทั่วประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ดนตรีและวัฒนธรรมอันหลากหลาย

    Phuket Parkland Music Fest 2025 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่! ตลอด 3 วัน คนร่วมงานทะลุหมื่นคน กระจายรายได้สู่ชุมชน หนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นเติบโต

    ความสำเร็จที่สะท้อนความพร้อมของเมืองภูเก็ต

    นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า งานในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของภูเก็ตในการยกระดับพื้นที่ Phuket Gateway ให้เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ “Phuket Parkland Music Fest 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่งานดนตรีเท่านั้น แต่เป็นเวทีที่เชื่อมโยงผู้คน ศิลปวัฒนธรรม และเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตไปพร้อมกัน เราเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างคึกคัก และที่สำคัญคือมีการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านการค้า การบริการ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ใกล้เคียง”

    จากข้อมูลการสำรวจเบื้องต้น พบว่าตลอด 3 วันของการจัดงาน มีประชาชนเข้าร่วมงานกว่า 10,000 คน รวมถึงมีกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 150 ราย ซึ่งล้วนได้รับผลตอบรับดีเยี่ยมจากผู้เข้าร่วมงาน

    ไฮไลต์ภายในงานที่สร้างความประทับใจ

    ภายในงานมีการแสดงจากศิลปินชื่อดัง สิงโต นำโชค , ไมยราพ ,วสันต์ 17, MEAN , เขียนไขและวานิช ที่มาร่วมระเบิดความมันส์บนเวที โซนอาหารและวัฒนธรรม ที่นำเสนอเมนูพื้นเมืองภูเก็ตควบคู่กับสตรีทฟู้ดยอดนิยม โซนงานศิลป์และการแสดงผลงานสร้างสรรค์ของเยาวชน มอบพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพ โซนกิจกรรมสำหรับครอบครัว และนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศชุมชน เช่น การประกวด COVER DANCE การแสดงพลุ เป็นต้น

    ความสำเร็จของงานครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะการ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น และที่สำคัญที่สุดผู้สนันสนุนให้เกิดงานนี้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม การท่องเที่ยงแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เป็นต้น นายเรวัต กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iexhkxz5t37jx2yewaml4kbht4vqw5gu&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MLq-i2TQg3j55Q5qnoVvJ

  • ตลาดโรงแรมครึ่งปีหลัง 2568 เริ่มอยู่ในสภาวะเริ่มฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวของต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    ตลาดโรงแรมครึ่งปีหลัง 2568 เริ่มอยู่ในสภาวะเริ่มฟื้นตัวจากการท่องเที่ยวของต่างชาติที่เพิ่มมากขึ้น | Prop2Morrow บ้าน คอนโด ข่าวอสังหาฯ

    สำหรับแนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี ทั้งกรุงเทพฯ และภูเก็ตกำลังเผชิญกับซัพพลายโรงแรมใหม่จำนวนมากที่จะทยอยเปิดให้บริการ ซึ่งจะเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขัน การรักษาวินัยด้านราคาและการปรับกลยุทธ์การวางตำแหน่งทางการตลาดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลการดำเนินงานของตลาดโรงแรม

    คาร์ลอส มาร์ติเนซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์ตเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ตลาดโรงแรมหลักของประเทศไทยทั้งสองแห่งมีทิศทางที่แตกต่างกัน กรุงเทพฯ เผชิญกับอัตราการเข้าพักที่ลดลง แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังคงทรงตัวและค่าเฉลี่ยรายได้ต่อห้อง (ADR) ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ภูเก็ตกลับมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่า โดยมีอัตราการเข้าพักและค่าเฉลี่ยรายได้ต่อห้องที่สูงขึ้นจากอุปสงค์นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังคงแข็งแรง

    ภาพรวมตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯ ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% แบบปีต่อปี อย่างไรก็ตาม ปริมาณนักท่องเที่ยวยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2562 อยู่ 11.3% สะท้อนถึงผลกระทบที่ยังคงอยู่จากรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผลการดำเนินงานที่ดีกว่า โดยมีจำนวนการเดินทางรวม 8.0 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 7.3% แบบปีต่อปี แม้ว่ายังคงต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดอยู่ 13% แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะทรงตัว แต่ผลการดำเนินงานของโรงแรมกลับอ่อนตัวลง อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลง 3.7 จุด อยู่ที่ 75% สาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของอุปทานโรงแรม ระยะเวลาการเข้าพักเฉลี่ยที่สั้นลง และสัดส่วนนักท่องเที่ยวจากในภูมิภาคที่สูงขึ้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อการเดินทางที่ต่ำกว่า

    ตลาดนักท่องเที่ยวหลักมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จีนยังคงเป็นตลาดหลักที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดจำนวน 2.69 ล้านคน แต่ปริมาณลดลงเกือบ 35% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงการกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในช่วงเปิดประเทศ ขณะที่มาเลเซียซึ่งตามมาอย่างใกล้ชิด มีนักท่องเที่ยว 2.66 ล้านคน ลดลง 7.2% ในทางกลับกัน อินเดียและรัสเซียมีการเติบโตแข็งแกร่ง 14.6% และ 11.1% ตามลำดับ เกาหลีใต้ลดลง 17.4% เป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นครึ่งปีที่สอง โดยรวมแล้ว เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคหลักของนักท่องเที่ยว แต่ความผันผวนในตลาดระยะใกล้เริ่มส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนและรูปแบบการจอง

    อุปทานและอุปสงค์

    ตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางการฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 75.1% หรือลดลง 3.7 จุดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เดือนมกราคมและกุมภาพันธ์มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี โดยอัตราการเข้าพักเกินกว่า 81% แต่ในเดือนต่อๆ มาอัตราการเข้าพักลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือนมิถุนายนซึ่งอยู่ที่ 69.8% ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปี แนวโน้มที่อ่อนตัวนี้สะท้อนถึงผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องพัก ระยะเวลาการเข้าพักที่สั้นลง และการพึ่งพาตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพด้านผลตอบแทนต่ำกว่า

    ค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน เพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 4,260 บาทในครึ่งแรกปี 2568 เทียบกับ 4,121 บาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 โดย ADR สูงสุดอยู่ในเดือนมกราคม ในขณะที่ต่ำสุดอยู่ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน หลายเดือนในช่วงกลางปีมีการเปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือแย่กว่าปีต่อปี การเติบโตที่ค่อนข้างจำกัดของ ADR รวมกับการลดลงของอัตราการเข้าพัก กดดันรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) โดยเฉพาะในไตรมาส 2

    ด้านอุปทาน มีโรงแรมใหม่เปิดให้บริการ 7 แห่งในครึ่งแรกของปี 2568 รวม 1,906 ห้อง โดยโรงแรมที่โดดเด่น ได้แก่ แกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ลุมพินี (512 ห้อง) และโฟร์พอยท์ บาย เชอราตัน (333 ห้อง) การเปิดตัวครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่โรงแรมหรู เช่น อมัน นายเลิศ และแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ไปจนถึงกลุ่มระดับกลางถึงบน เช่น ควีนส์แลนด์ โฮเทล และเดอะควอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีโรงแรมอีก 12 แห่ง รวม 3,283 ห้อง ที่มีกำหนดเปิดในครึ่งหลังของปี 2568 สะท้อนถึงการเติบโตของโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องและการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น

    การเติบโตที่ชะลอตัวของ ADR ผนวกกับการขยายตัวของอุปทานโรงแรม แสดงให้เห็นว่าตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ กำลังก้าวเข้าสู่ระยะปรับตัวหลังโควิด ที่ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยการฟื้นตัวแบบก้าวกระโดดอีกต่อไป แต่ด้วยการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ความอ่อนไหวด้านราคา และความจำเป็นในการสร้างความแตกต่างของสินค้า ด้วยจำนวนห้องพักที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและการเติบโตของอุปสงค์ที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ด้านการแบ่งกลุ่มลูกค้า เสริมความแข็งแกร่งในการจัดจำหน่ายดิจิทัล และพัฒนาโปรแกรมสร้างความภักดี เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรในไตรมาสต่อๆไป

    แนวโน้มตลาดในกรุงเทพ

    กรุงเทพฯ ก้าวเข้าสู่ครึ่งหลังของปี 2568 ท่ามกลางสัญญาณที่หลากหลายในตลาดการท่องเที่ยวและการบริการ หลังจากครึ่งปีแรกที่ซบเซา โดยมีอัตราการเข้าพักโรงแรมลดลง 3.7 จุด เหลือเพียง 75.1% และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) เติบโตเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 4,260 บาท ความสนใจในช่วงครึ่งหลังของปีจึงมุ่งไปที่การดูดซับอุปทานใหม่กว่า 3,283 ห้องพักที่จะเปิดก่อนสิ้นปี ซึ่งจะทำให้อุปทานใหม่รวมทั้งปี 2568 เกินกว่า 5,100 ห้องพัก นับเป็นการเติบโตประจำปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

    ปัจจัยฉุดรั้งผลการดำเนินงานสำคัญ คือการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน ที่หดตัวเกือบ 35% เมื่อเทียบปีต่อปีในครึ่งแรกของปี 2568 แม้ว่าจีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทยในเชิงปริมาณ แต่การชะลอตัวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อโรงแรมระดับกลางและโรงแรมที่พึ่งพาทัวร์กลุ่มเป็นหลัก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนอุปสงค์การท่องเที่ยวของจีน แต่เป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทยเมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่นๆ อันเป็นผลมาจากการรับรู้ด้านความปลอดภัย ภาพลักษณ์เชิงลบในสื่อ และความชอบของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป แม้มาตรการยกเว้นวีซ่าและการเชื่อมต่อเที่ยวบินในภูมิภาคที่ดีขึ้นยังคงสนับสนุนการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลก็เริ่มออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น โครงการ “คนละครึ่งท่องเที่ยวไทย” แคมเปญ “เที่ยวไทยครึ่งราคา” และสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น ในครึ่งปีหลัง

    ภายใต้บริบทนี้ การเติบโตของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ในครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะขับเคลื่อนโดยปริมาณนักท่องเที่ยว โดยพึ่งพาอัตราการเข้าพักที่แข็งแกร่งในช่วงเดือนพีค เช่น พฤศจิกายนและธันวาคม ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวันหยุดสิ้นปีและความต้องการจากกลุ่ม MICE อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้าน ADR มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับกลาง ที่การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่จะกดดันศักยภาพในการตั้งราคา ประสิทธิภาพของอัตราค่าห้องพักจะขึ้นอยู่กับคุณค่าของแบรนด์ กลยุทธ์การจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล และทำเลที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ

    สำหรับกลุ่มโรงแรมหรู คาดว่าจะยังคงมีเสถียรภาพมากกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่ยืดหยุ่นจากนักเดินทางระยะไกลและนักท่องเที่ยวระดับรายได้สูงจากภูมิภาค แม้ว่าอัตราการเติบโตของราคาจะอยู่ในระดับจำกัด และมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มโรงแรมระดับบน การได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว อาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ซึ่งมองหาความคุ้มค่าในราคาที่แข่งขันได้

    ภาพรวมตลาดโรงแรมในภูเก็ต

    ภาคการท่องเที่ยวของภูเก็ตยังคงเดินหน้าสู่การปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยจำนวนผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศผ่านท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ตเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า (YTD) เป็นจำนวน 2.77 ล้านคน ขณะที่ผู้โดยสารภายในประเทศเพิ่มขึ้น 1.4% เป็น 1.69 ล้านคน ตามข้อมูลทางการจากสนามบิน รวมเป็นจำนวนผู้โดยสารทางอากาศทั้งสิ้น 4.46 ล้านคน สะท้อนถึงความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งต่อแหล่งท่องเที่ยวรีสอร์ทบนเกาะ แม้ว่าการเติบโตจะเริ่มชะลอลงจากการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในปี 2567 ก็ตาม

    รัสเซีย จีน และอินเดีย ยังคงเป็นตลาดหลักของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามมาด้วยสหราชอาณาจักรและเยอรมนี แม้ว่าจีนยังคงมีบทบาทสำคัญต่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาภูเก็ต แต่ภาพรวมการเดินทางจากจีนมายังประเทศไทยยังคงต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาด ซึ่งต่างจากแนวโน้มในภูมิภาค เช่น เวียดนามซึ่งต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกว่า 2.7 ล้านคนในครึ่งแรกของปี 2568 และญี่ปุ่นซึ่งมีนักท่องเที่ยวจีนราว 4.7 ล้านคน โดยทั้งสองประเทศมีอัตราการเติบโตสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าความต้องการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนไม่ได้ลดลง แต่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่จุดหมายปลายทางที่ถูกมองว่ามีความคุ้มค่า ปลอดภัย และมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ได้มากกว่า

    การท่องเที่ยวภายในประเทศมายังภูเก็ตมีการเติบโตเพียงเล็กน้อยในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เนื่องจากต้นทุนการเดินทางที่สูงและการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ตลาดนักท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงมีความสำคัญในการสนับสนุนอัตราการเข้าพักในช่วงนอกฤดูกาล

    อุปสงค์และอุปทาน

    ตลาดโรงแรมภูเก็ตแสดงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 79.5% จาก 79.1% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เดือนมกราคมถึงเมษายนซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสูงมีผลการดำเนินงานโดดเด่น โดยพีคสุดในเดือนมกราคมที่ 91.8% และตลอดทั้งสี่เดือนมีอัตราการเข้าพักเกินกว่า 81% ขณะที่ในช่วงกลางปีซึ่งเป็นฤดูโลว์ซีซัน การดำเนินงานมีการชะลอตามปกติ โดยเดือนมิถุนายนมีอัตราการเข้าพักต่ำสุดที่ 66.9% ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มในอดีต

    อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) ของตลาดปรับเพิ่มขึ้น 7.8% YTD เป็น 5,652 บาท โดยได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งของโรงแรมกลุ่มลักชัวรีและอัพเปอร์อัพสเกล โดยเฉพาะโรงแรมที่ตั้งอยู่ริมชายหาดและรีสอร์ทภายใต้แบรนด์ต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งตลอดสองปีที่ผ่านมา การปรับขึ้นราคามีแนวโน้มที่จะเริ่มทรงตัว สะท้อนถึงสภาวะแวดล้อมด้านราคาในตลาดโรงแรมที่มีความสมดุลมากขึ้น

    อุปทานโรงแรมเพิ่มขึ้นอย่างพอประมาณในครึ่งแรกของปี 2568 โดยมีโรงแรมใหม่ 2 แห่งรวม 376 ห้อง ได้แก่ Veranda Resort Phuket (Autograph Collection) และ Radisson Phuket Mai Khao ซึ่งอยู่ในกลุ่มอัพสเกลถึงอัพเปอร์อัพสเกล สำหรับครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีโรงแรมใหม่อีก 9 แห่ง รวม 1,758 ห้องเปิดให้บริการ ทำให้ตลอดปี 2568 จะมีอุปทานใหม่รวม 2,134 ห้อง ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ 884 ห้องในปี 2567

    แนวโน้มตลาดในภูเก็ต

    ภูเก็ตเข้าสู่ครึ่งปีหลังของปี 2568 ด้วยโมเมนตัมที่มั่นคง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการระหว่างประเทศที่ต่อเนื่องและผลการดำเนินงานของโรงแรมที่แข็งแกร่งในครึ่งปีแรก การยกเว้นวีซ่าสำหรับตลาดสำคัญ เช่น รัสเซีย อินเดีย และจีน ยังคงมีผลบังคับใช้ ควบคู่กับการเชื่อมต่อทางอากาศในภูมิภาคที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม เกาะภูเก็ตได้รับผลกระทบจากการลดเที่ยวบินของสายการบินต้นทุนต่ำระยะไกล (LCC) โดยเฉพาะการหยุดให้บริการของ Thai AirAsia X ซึ่งทำให้การเข้าถึงจากบางตลาดระยะไกลด้วยงบประมาณจำกัดลดลง แม้ว่าการเชื่อมต่อด้วยเที่ยวบินต้นทุนต่ำระยะใกล้และภายในประเทศ เช่น ที่ดำเนินการโดย Thai VietJet Air และ Thai Summer Airways ยังคงมีอยู่และช่วยสนับสนุนการเดินทางในภูมิภาคและภายในประเทศ

    จำนวนนักท่องเที่ยวจากรัสเซีย อินเดีย และยุโรปที่ยังคงแข็งแกร่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงไฮซีซัน โดยครึ่งปีแรกมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 79.5% คาดว่าทั้งปีจะทรงตัวอยู่ระหว่าง 78% ถึง 80% และในไตรมาส 4 มีแนวโน้มจะเกิน 85% ในช่วงพีคซีซัน อัตราค่าห้องพักเฉลี่ยคาดว่าจะคงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน หลังจากการปรับขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตลอดสองปีที่ผ่านมา การเติบโตของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) คาดว่าจะมาจากความพยายามในการผลักดันอัตราการเข้าพักให้สูงขึ้นมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงโลว์ซีซันซึ่งความต้องการมักจะชะลอตัว

    ในครึ่งปีหลังของปี 2568 จะมีโรงแรมใหม่เปิดอีก 9 แห่ง รวม 1,758 ห้อง ซึ่งถือเป็นการเร่งการเพิ่มอุปทานเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา โรงแรมใหม่ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอัพสเกล อัพเปอร์มิดสเกล และไลฟ์สไตล์ โดยมีแบรนด์ระดับโลกอย่าง Marriott, Wyndham, Radisson และ Accor เข้าร่วม รวมถึงผู้ประกอบการในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น การเพิ่มขึ้นของความหลากหลายนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตจากตลาดรีสอร์ทที่นำโดยลักชัวรีไปสู่จุดหมายปลายทางที่มีความหลากหลายและเน้นประสบการณ์มากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://prop2morrow.com/851476/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IKEXONLpnpfPO9z1E4tYO

  • เปิดลิสต์เที่ยว ลอนดอน เมืองที่รวมทุกอย่างไว้ในทริปเดียว ตั้งแต่ช้อปปิ้งไปจนถึงมุมสงบสำหรับพักผ่อน

    เปิดลิสต์เที่ยว ลอนดอน เมืองที่รวมทุกอย่างไว้ในทริปเดียว ตั้งแต่ช้อปปิ้งไปจนถึงมุมสงบสำหรับพักผ่อน

    มหานครที่รายรอบไปด้วยกลิ่นอายความคลาสสิก มองไปทางไหนก็เห็นสิ่งปลูกสร้างระดับแลนด์มาร์กเก่าแก่นับศตวรรษ รถประจำทาง2 ชั้น สวนสาธารณะเขียวขจี พิพิธภัณฑ์ระดับเวิลด์คลาส รวมถึงเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษ สำหรับผู้ที่สนใจสายประวัติศาสตร์และผู้เปี่ยมไปด้วยรสนิยม ลอนดอนคือตัวเลือกของคุณ

    TRENDY EATERY

    Café Cecilia

    คาเฟ่แห่งนี้เปิดขึ้นด้วยฝีมือ Max Rocha อดีตผู้ปลุกปั้น The River Café และ StJOHN โดยตอนนี้กลายเป็นคาเฟ่ที่เหล่าคนแฟชั่นมารวมตัวกันมากที่สุดแห่งหนึ่ง ให้อารมณ์ร้านอาหารสไตล์บิสโทรที่ยึดครองย่านอีสต์ลอนดอนด้วยการตกแต่งแบบอินดัสเทรียล แฝงไว้ซึ่งความเรียบขรึม (พนักงานของที่นี่ใส่ชุดท่อนบนที่ออกแบบโดย Simone Rocha) เมนูอาหารมีเปลี่ยนทุกวัน ไฮไลต์เริ่มมื้ออาหารคือขนมปัง Guinness เสิร์ฟพร้อมเนยเค็ม

    Canal Place, 32 Andrews Road, cafececilia.com

    Rochelle Canteen

    ถือเป็นจุดหลีกหนีความวุ่นวายบนท้องถนนอันแสนพลุกพล่านไปด้วยผู้คนของลอนดอน เพราะที่นี่มีสวนสวยที่เงียบสงบอันดีต่อช่วงเวลามื้อกลางวัน ตั้งแต่เปิดในปี 2004 ก็ได้บริการอาหารหลากหลายเมนู ตั้งแต่ปลาหมึกอบยี่หร่าราดซอสกระเทียม ไปจนถึงซุปฟักทองแบบอินเดีย

    16 Playground Gardens, rochellecanteen.com

    LOCAL FOOD HOTSPOT

    Lore of the Land

    ก้าวสู่วัฒนธรรมแบบอังกฤษภายในร้านอันแสนอบอุ่นและดูผ่อนคลายใจกลางย่าน Fitzrovia ด้วยการลิ้มรสอาหารตามฤดูกาลของที่นี่ ภายในตกแต่งด้วยสไตล์อบอุ่นแบบชนบทพร้อมครัวเปิด เลยกลายเป็นสถานที่อีกแห่งที่ใช้ปลีกวิเวกหลบผู้คน (และหลบฝน!) ทั้งยังใช้ตักตวงช่วงเวลาผ่อนคลายในวันอาทิตย์ของลอนดอนได้ดีที่สุด หลังมื้อดินเนอร์ขอให้ลองสั่งเบียร์ Gritchie จากบาร์สีทองแดงที่คัดเลือกมาจากโรงกลั่นเบียร์ของ Guy Ritchie ฟิล์มไดเร็กเตอร์ชาวอังกฤษผู้เป็นเจ้าของร้าน

    4 Conway Street, gritchiepubs.com

    CHARMING HOTEL

    The Zetter Marylebone

    ภายในตัวอาคารสถาปัตยกรรมจอร์เจียน ณ ย่านโซโห (ไม่กี่ก้าวจาก Oxford Street) คือโรงแรมที่ตกแต่งภายในสไตล์วิกตอเรียนด้วยแรงบันดาลใจจาก John Soane’s Museum ถือเป็นการอุทิศให้กับแนวทางแบบอังกฤษโดยแท้ มาที่นี่ให้ลองสั่งค็อกเทลและของกินเล่นอย่างขนมปังบริโอชใส่ล็อบสเตอร์และโรลไส้กรอกใส่เห็ดทรัฟเฟิลที่โซนพาร์เลอร์ของโรงแรม แล้วก็อย่าลืมเซตน้ำชายามบ่ายสไตล์อังกฤษของที่นี่ด้วย

    28-30 Seymour Street, thezetter.com

    PAMPER PLACES

    Vico Skin

    นอกจากจะขึ้นชื่อว่าเป็น ‘ผู้ดูแลผิวหน้าของ Jodie Comer’ นักแสดงสาวชาวอังกฤษแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพผิวและการเลเซอร์ Jasmina Vico ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความงามในภาพยนตร์และซีรี่ส์ทางโทรทัศน์อีกมากมาย อาทิ ‘Barbie’, ‘The Queen’s Gambit’ และ ‘Killing Eve’ ทรีตเมนต์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของเธอมีทั้งการทำเลเซอร์หวังผลเฉพาะจุด, โปรแกรม microneedling และโปรแกรมบูสต์ผิว

    6 Percy Street, vicoskins.com

    George Northwood

    จากการร่วมมือกับ Alexa Chung เพื่อสร้างสรรค์ทรงผม ‘Alexa’ ที่เป็นซิกเนเจอร์ (ผมบ๊อบอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ดูไม่เป็นไลน์ เนี้ยบมากนัก) ทำให้ George Northwood เป็นหนึ่งในแฮร์สไตลิสต์มือทองของลอนดอน โดยลูกค้าระดับเอลิสต์มีชื่อของ Julianne Moore และ Alicia Vikander หากอยากได้ลุคเดินพรมแดงก็ต้องที่นี่เท่านั้น!

    24 Wells Street, georgenorthewood.com

    Isamaya

    ในฐานะมันสมองเบื้องหลังลุคหุ่นกระบอกไม้ของเหล่านางแบบในโชว์ของ Vivienne Westwood และอดีต Global Beauty Director ให้แก่ Burberry คงเป็นการการันตีมากพอถึงความสำเร็จของ Isamaya Ffrench เมกอัพ อาร์ทิสต์ผู้สร้างแบรนด์ในชื่อของตนจนยึดครองวงการบิวตี้ของลอนดอน ผลิตภัณฑ์ของเธอมาในแพ็กเกจจิ้งแปลกตาโดนใจ พร้อมสูตรที่ผสมผสานความเป็นเมกอัพที่ให้คุณสมบัติเหมือนสกินแคร์ไปด้วยในตัวจึงถูกใจคนเจเนอเรชั่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง

    Selfridges, 400 Oxford Street, isamaya.com

    HOTTEST NIGHT OUT

    House Party

    แร็พเปอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ Stormzy เปิดบาร์แห่งนี้ขึ้น ณ ย่านโซโห โดยตั้งเป้าให้เป็นบาร์ที่คุณจะได้เต้นรำอย่างผ่อนคลายเหมือนอยู่ในบ้านตัวเอง ภายในมีถึง 7 ชั้น อันประกอบไปด้วยห้องลับ ห้องคาราโอเกะ และโซนสนุกสุดเหวี่ยงไปพร้อมกับเสียงเพลงของเหล่าดีเจ ด้วยซาวนด์ดนตรีที่คุณคิดถึงและที่คาดไม่ถึง

    61 Poland Street, thehouse.party

    IT FASHION DESIGNER

    Simone Rocha

    ซิโมน โรชา กลายเป็นไอคอนของลอนดอน แฟชั่น วีกไปเสียแล้ว จากผลงานในแต่ละคอลเล็กชั่นที่เป็นส่วนผสมของความเฟมินินและสไตล์ทอมบอยเข้าไว้ด้วยกัน เธอเปิดร้านแรกของตัวเองในปี 2015 ภายในตกแต่งในสไตล์ที่สอดคล้องกันไปกับผลงานดีไซน์ของเธอ โบบิ๊กเบิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ยังดังไกลไปถึงฝั่งนิวยอร์ก ดีไซเนอร์สาวได้ขยายขอบเขตงานสร้างสรรค์ของเธอไปถึงงานประติมากรรมทำมือ เฟอร์นิเจอร์ งานอาร์ต และแม้แต่หนังสือแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ทั้งเสื้อผ้าและบ้านของคุณคงเก๋ไปกว่านี้ไม่ได้แล้วละ

    93 Mount Street, simonerocha.com

    STYLE HUB

    Dover Street Market

    Adrian Joffe และ Rei Kawakubo ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Comme des Garçons ร่วมกันก่อตั้ง Dover Street Market ในปี 2004 ด้วยวิสัยทัศน์ในการสร้างสเปซที่รวมแบรนด์อิสระพร้อมไอเดียสร้างสรรค์เป็นเอกลักษณ์และแบรนด์ลักชัวรี่เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Balenciaga, Prada หรือ Miu Miu ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็น ‘คอนเซ็ปต์สโตร์แห่งแรก’ จนปัจจุบันขยายสาขาไปสู่ 7 โลเกชั่นทั่วโลก

    18 Haymarket, london.doverstreetmarket.com

    SECRET ESCAPE

    Updown Farm

    พื้นที่ที่เคยเป็นฟาร์มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 บริเวณรอบนอกของเมืองชายทะเลอย่าง Deal ตอนนี้ใช้เป็นที่พักจำนวน 10 ห้องอันโปร่งโล่งสบาย ทั้งห้องแบบ Gardener’s Cottage, Gatehouse และบริเวณคอกม้าเก่าที่ได้รับการเนรมิตใหม่เป็นสวนสวย ทำให้ที่นี่เปี่ยมไปด้วยมนตร์เสน่ห์ในแบบชีวิตชนบท ขอให้เอนจอยมื้อดินเนอร์ที่ปรุงจากวัตถุดิบจากท้องถิ่นในส่วนห้องอาหาร หรือจิบเครื่องดื่มแก้วโปรดที่พร้อมให้บริการบริเวณสวนอันเงียบสงบนั้น

    Updown Road, updownfarmhouse.com

    TEXT: ELISE WEBBER, AMELIA EDWARDS

    TRANSLATOR: ALEXIS F.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ellethailand.com/london-is-one-of-the-most-complete-tourist-destinations/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S9kDTvUdzmgGVOpQ6wPzI

  • เสนอแนวคิด ปั้นแลนด์มาร์ก “ปากคลองสามเสน” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ริมเจ้าพระยา

    เสนอแนวคิด ปั้นแลนด์มาร์ก “ปากคลองสามเสน” แหล่งท่องเที่ยวใหม่ริมเจ้าพระยา

    2 กันยายน 2568 10:15 น. สยามรัฐออนไลน์ กทม.

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ที่สำนักการวางผังและพัฒนาเมือง เขตดินแดง นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการวางผังและพัฒนาเมือง (สวพ.) กรุงเทพมหานคร เปิดเผยความคืบหน้าโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ปากคลองสามเสนและพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยาครั้งสำคัญ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา สวพ. ได้เข้าประชุมหารือและเสนอแนวคิดการพัฒนาร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานพระคลังข้างที่ (สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์เดิม) นำโดย นายจิรศักดิ์ โพธิ์ขำ หัวหน้าฝ่ายอาวุโส ฝ่ายบริหารงานอสังหาริมทรัพย์ และนายวรวิทย์ พันธ์ธนพฤกษ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานชุมชน เพื่อร่วมกันวางกรอบการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว

    หัวใจสำคัญของการหารือมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาภูมิทัศน์บริเวณปากคลองสามเสนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดย สวพ. ได้นำเสนอแนวทางการออกแบบพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำเจ้าพระยา การพัฒนาพื้นที่ในส่วนของสำนักงานพระคลังข้างที่ รวมถึงแนวทางสร้างหมุดหมายสำคัญ (Landmark) เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในย่านนี้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากพื้นที่ปากคลองสามเสนมีศักยภาพสูงในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ด้วยจุดเด่นด้านการเข้าถึงที่สะดวกครบครันทั้งทางถนน ทางเรือ และระบบราง ซึ่งเอื้อต่อการเชื่อมโยงการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่โดดเด่น สามารถนำมาต่อยอดสู่การพัฒนาเชิงสร้างสรรค์ สร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวที่ผสมผสานวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมเข้ากับภูมิทัศน์เมืองสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

    นอกเหนือจากบริเวณปากคลองสามเสนแล้ว สวพ. ยังได้เสนอแนวคิดการพัฒนาพื้นที่นำร่องเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ได้แก่ 1. การปรับปรุงภูมิทัศน์ริมคลองสามเสนบริเวณวัดโบสถ์ (สามเสน) 2. การปรับปรุงทางเดินเท้าและสะพานข้ามคลองสามเสนเพื่อเชื่อมโยงสวนพญาไทภิรมย์และพระราชวังพญาไท และ 3. การปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาพื้นที่สาธารณะริมคลองสามเสนบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

    ทางด้านผู้แทนจากสำนักงานพระคลังข้างที่ได้แสดงความเห็นสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยมองว่าจะช่วยยกระดับภูมิทัศน์ของพื้นที่ให้ดีขึ้น สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยและภาพลักษณ์ที่สวยงามให้กับเมือง

    ทั้งนี้ เป้าหมายของโครงการยังครอบคลุมการสร้างประโยชน์สาธารณะในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชน การสร้างเครือข่ายทางสัญจรที่สะดวกและปลอดภัยเพื่อเชื่อมโยงย่านสำคัญต่าง ๆ ตลอดจนการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมริมคลองให้สะอาดและมีชีวิตชีวามากขึ้น ซึ่งการพัฒนาทั้งหมดนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และทำให้คลองสามเสนกลายเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648388&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AnkZIBD3KLgV5sNkeg5Vt

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ย้ำดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโปร่งใส และยึดมั่นในหลักกฎหมาย ส่วนเหตุปะทะชายแดน เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา

    จากประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ที่มีการแชร์เรื่องราวของอดีตนักศึกษาทุนชาวกัมพูชา ซึ่งเคยได้รับโอกาสทางการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย แต่กลับหันมาจับปืนสู้รบกับทหารไทย ซึ่งต่อมาทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ให้ข้อมูลยืนยันว่า ชาวกัมพูชารายดังกล่าว เคยเป็นนักศึกษาทุนของมหาวิทยาลัย แต่ได้ลาออกแล้ว ก่อนเกิดเหตุความไม่สงบชายแดน เพราะติดทหาร ดังที่นำเสนอข่าวไปนั้น (ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน)

    ล่าสุดวันที่ 2 กันยายน 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก Surindra Rajabhat University ได้เผยแพร่ แถลงการณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการรับนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ขอชี้แจงต่อสาธารณชน ดังนี้

    1. การรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาสัญชาติกัมพูชาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ภารกิจและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    2. ภาวะความขัดแย้ง หรือเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการศึกษาแต่อย่างใด

    3. สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวนั้น ได้ลาออกจากการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และเดินทางกลับประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ทหารตามคำสั่งของผู้นำประเทศกัมพูชา ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใคร่ขอให้สาธารณชนได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นธรรม และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐ สถาบันการศึกษาและประชาชนแต่ละฝ่ายอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่พัฒนาท้องถิ่นสู่สากลด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใสและยึดมั่นในหลักกฎหมาย

    จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

    2 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2880316&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17370NBSIpCxEkWfwfjxwl

  • อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน โฮลดิ้งฯ แตกไลน์ธุรกิจครั้งใหญ่ ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติอังกฤษในเชียงใหม่ ผสานอสังหาฯ กับการศึกษา สร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยครบวงจร

    ในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อรรคเดช อุดมศิริธำรง ไม่ได้มองแค่การสร้างบ้านหรือคอนโดฯ อีกต่อไป แต่วันนี้เขากำลังสร้าง “ระบบนิเวศ” และ “ชุมชน” ที่สมบูรณ์แบบด้วยการลงทุนครั้งใหญ่ในธุรกิจการศึกษา การตัดสินใจทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิด Mill Hill International School Thailand โรงเรียนนานาชาติแบรนด์อังกฤษแห่งแรกในเชียงใหม่ จึงไม่ใช่แค่การขยายพอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่พลิกโฉมทั้งธุรกิจและวงการการศึกษา
     

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มองวิกฤตให้เป็นโอกาส: สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการศึกษา

    อรรคเดชมองว่า ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายที่อยู่อาศัย แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” และ “สภาพแวดล้อม” ที่ดี การมีโรงเรียนนานาชาติระดับโลกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ จึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเห็น “ช่องว่างทางการตลาด” ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีโรงเรียนนานาชาติมากมาย แต่กลับขาดแบรนด์ระดับโลกที่มาพร้อมกับหลักสูตรและมาตรฐานที่แท้จริง

    “เรามองเห็นแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งของโรงเรียนนานาชาติในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่มีครอบครัวต่างชาติและครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงขยายตัวต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่กว่า 25 แห่ง รองจากกรุงเทพ”

    “แต่เรายังเห็นศักยภาพสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก ด้วยประสบการณ์และความแข็งแกร่งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเครือข่ายธุรกิจในเชียงใหม่ อรสิรินพร้อมสนับสนุนการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ และเติมเต็มระบบนิเวศการใช้ชีวิต (Lifestyle Ecosystem) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างครบวงจร”

    “จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป สถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปีในสหราชอาณาจักร เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้” อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มากกว่าแค่การลงทุน: สร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง

    สำหรับ อรสิริน โฮลดิ้งฯ การลงทุนครั้งนี้คือการ “สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)” ที่มั่นคง เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ง่าย แต่ธุรกิจโรงเรียนจะสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว นอกจากนี้ อรสิรินฯ ยังนำความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและบริหารโครงการมาใช้ เพื่อรับประกันว่าโรงเรียนจะสร้างเสร็จตามแผนและมีงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้อย่างเต็มที่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    เมื่อวิสัยทัศน์พบกับโอกาส: การเลือก Mill Hill

    การตัดสินใจเลือก Mill Hill Education Group ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อรรคเดชเดินทางไปดูโรงเรียนที่อังกฤษด้วยตัวเอง และได้เห็นถึงปรัชญาการสอนที่โดดเด่น คือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเพื่อรับมือกับโลกในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กนักเรียนที่นั่นไม่ได้แค่เรียนตามตำรา แต่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น การนำเสนอธุรกิจ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ อรรคเดชเชื่อว่านี่คือสิ่งที่การศึกษาในปัจจุบันควรเป็น

    สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ

    กลยุทธ์ของอรสิรินฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโรงเรียน แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจอสังหาฯ และการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ด้วยการใช้โปรโมชั่น “Cross-Marketing” ที่มอบส่วนลดค่าเทอมให้กับผู้ที่ซื้อบ้านของอรสิรินฯ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลงทุน แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ” ที่จะช่วยยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและการศึกษาในภาคเหนือให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/real-estate/729764&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kZ1SRxtqCLYVHJFq1yQhI

  • หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน”

    สภาผู้บริโภค เดินหน้ายื่น 6 ข้อเสนอ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ร่วมสร้าง พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมดึงเสียงเยาวชน เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ร่วมส่งเสียงสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนมีจริง

    จากกรณีที่มีข่าวปัญหาความรุนแรงในสถานการศึกษา ซึ่งรวมถึงการล่าวละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต สร้างความวิตกกังวลให้สาธารณะชนว่าพื้นที่การศึกษาอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในครอบครัว สภาผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิของผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องได้รับความคุ้มครองทั้งร่างกายและจิตใจในสถานศึกษาจึงได้เข้าพบ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 2 กันยายน เพื่อยื่นข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็น ความปลอดภัย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน 6 ประเด็นโดยมี ดร.วันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนรับข้อเสนอ

    อรรถพล  อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่เกิดปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงผลักดันให้สภาผู้บริโภคสำรวจสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากเยาวชน ผู้ปกครอง และครู จนได้ข้อเสนอที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปแก้ไขใช้เป็นแนวทางประกอบการกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ

    สภาผู้บริโภคจึงขอยื่นหนังสือข้อเสนอสำคัญทั้ง 6 ประเด็น สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน

    • สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย: จัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอ ทั้งสำหรับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงฝึกอบรมครูให้มีทักษะการรับฟังและดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมสร้างระบบติดตามผู้ที่เผชิญปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
    • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย: กำหนดมาตรฐานห้องน้ำที่มิดชิดเพื่อป้องกันการล่วงละเมิด พร้อมคุมเข้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก
    • แก้ปัญหาไซเบอร์บูลลี่อย่างเป็นระบบ: บรรจุเนื้อหาเรื่องไซเบอร์บูลลี่และสิทธิในโลกออนไลน์ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม และจัดอบรมครูให้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้
    • คุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: จัดตั้งช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนและสภานักเรียนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา
    • ส่งเสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต: จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลาน
    • พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและการคุกคามทางเพศ: อบรมครูและนักเรียนในเรื่องเพศศึกษาที่ครอบคลุมสิทธิในร่างกายและความหลากหลายทางเพศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและระบบติดตามผลในโรงเรียน

    ขณะที่ ดร.วันเพ็ญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงว่า ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เสนอในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะนำไปใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นเชิงระบบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน

    โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางการดำเนินงานที่หลากหลายของหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้แก่ สพฐ. อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมถึงได้พยายามจัดหามาตรการการป้องกันทั้งด้านการสุขภาพกายและการดูแลสุขภาพจิต  ตลอดจนการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือผู้เรียน นอกจากนี้ ในการประชุมหารือดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความท้าทายและอุปสรรค ในการดำเนินงาน รวมถึงข้อเสนอแนะให้ครูมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลนักเรียน และการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับเด็กและเยาวชน

    อย่างไรก็ดี  ดร.วันเพ็ญ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีโครงการและแนวทางมากมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนยังคงมีอยู่ เนื่องจากการดูแลยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะปัญหานอกรั้วโรงเรียนและปัญหาด้านจิตใจที่มีความซับซ้อน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการดำเนินงานของแต่ละองค์กรภายในกระทรวง

    ด้าน พรภพ ฉิมพาลี ผู้แทนสภาเด็ก ตัวแทนเสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชน ยอมรับว่า ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบต่อตนและเพื่อน ๆ เยาวชนพอสมควร ซึ่งอยากให้กระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการและแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไข

    อรรถพลย้ำว่า การยื่นข้อเสนอครั้งนี้ ไม่ได้โยนภาระการแก้ปัญหาให้กระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการทำงานระยะยาว อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเรื่องสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม และได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานทั้ง สสส. วุฒิสภา และยูเนสโก แต่สิ่งที่ยังขาดคือการขยายผลและทำให้การทำงานเกิดผลอย่างทั่วถึง

    “เรารู้ว่าตรงไหนมีเงา นั่นหมายความว่าตรงนั้นก็ต้องมีแสง วันนี้ที่เรามารับฟังร่วมกัน ก็จะได้เห็นถึงความพยายามของกระทรวง ที่พยายามสร้างกลไกในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เรามีทั้งวิธีการรับมือ และแนวทางการทำงานหลายอย่าง ปัญหายังคงเกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นคือความท้าทาย การก่นด่าในความมืดไม่ช่วยอะไร สิ่งสำคัญคือการช่วยกันเปิดไฟ ให้ห้องทั้งห้องสว่าง” อรรถพลกล่าว

    นอกจากนี้ ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากกระทรวงศึกษาธิการว่า ภายในกระทรวงเองมีความพยายามในการขับเคลื่อนหลายด้าน ทั้งการสร้างกลไก การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการออกแบบกลไกในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ การประชุมครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมโยงเสียงจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ไปสู่การทำงานเชิงนโยบายของกระทรวง

    โดย กระทรวงฯ มีความเปิดกว้างในการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่าง ๆ และเห็นตรงกับสภาผู้บริโภคในโจทย์สำคัญทั้ง 6 ประการ ซึ่งหลายเรื่องยังคงเป็นช่องว่างที่ต้องอาศัยการร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยสภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ได้ส่งเสียงสะท้อน และมองว่าเด็กไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายที่รอรับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นพลังสำคัญที่มีเครือข่ายกระจายอยู่ในทุกจังหวัด

    สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ข้อมีที่มาจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจถูกนำมาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนในหลายระดับ ทั้งมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการเปิดรับฟังจากผู้ปกครองและครูด้วย ผลจากการแลกเปลี่ยนและพูดคุยในเวทีเหล่านี้ ได้รับการสังเคราะห์และรวบรวมจนกลายเป็นข้อเสนอ 6 ประการดังกล่าว

    สำหรับในปี  2569 คณะทำงานด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาต่อเนื่อง ประกอบด้วย  เด็กทุกคนต้องได้เรียนฟรี 15 ปี และได้เรียนอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านหลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงสวัสดิการและภาระงานของคุณครู พร้อมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู เพื่อร่วมกันผลักดันในโจทย์อื่น ๆ ให้การเรียนฟรีและการเรียนอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นจริง เช่น รถโรงเรียน หรือคดีความค่าบำรุงการศึกษาที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุดตอนนี้ ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ต้องอาศัยทุกช่องทาง ทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพื่อทำให้การศึกษาเป็นของทุกคน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/6-offers-safe-zone/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K3E9Y-ymkyhimN3lPtVnu

  • เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    รู้จัก “เจน ญาณทิพย์” หมอดูสาวผู้มีจิตสัมผัส แม่หมอตรวจกรรมที่เติบโตจากฝั่งธนบุรี

    เจน ญาณทิพย์ หรือชื่อจริง เจนจิรา เรียบร้อยเจริญ เป็นหมอดูชื่อดัง ผู้มีพลังพิเศษในการสัมผัสวิญญาณและตรวจกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี โดยคุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่ประกอบอาชีพค้าขาย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยสยาม ปี 2548 

    เริ่มเห็น “สิ่งที่คนอื่นไม่เห็น” เมื่อ 8 ขวบ

    ในวัยเด็ก เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบข้างหูเกี่ยวกับเรื่องบุญบาป และเริ่มมองเห็นกรรมในคนรอบตัว เช่น เพื่อนที่เคยเป็นสัตว์ในอดีตชาติ หรือคนสวนที่เดินผ่านไปมา จึงเริ่มฝึกนั่งสมาธิเพื่อเข้าใจสิ่งที่เธอสัมผัสได้ แม้ช่วงแรกจะคิดว่าเป็นจินตนาการ แต่เมื่อปรากฏบ่อยขึ้นเธอจึงเริ่มยอมรับว่ามันคือความจริง

    จากงานประจำสู่ชีวิตแม่หมอตรวจกรรม

    เจนทำงานในสายการตลาดและประชาสัมพันธ์กับ บริษัท เทเลวิช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากนั้นย้ายไปทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ บริษัท ปิยะชาติ จำกัด และตำแหน่งธุรการที่ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด จนวันหนึ่งเสียงกระซิบในใจเรียกร้องให้เธอ “ช่วยเหลือคน” จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และเดินทางเข้าสู่วงการหมอดู อย่างเต็มตัวในชื่อ “เจน ญาณทิพย์”

    เส้นทางสู่การเป็นบุคคลสาธารณะในวงการลี้ลับ

    เธอโด่งดังขึ้นจากการร่วมเป็นพิธีกรในรายการ คนอวดผี โดยเฉพาะช่วง “ศูนย์บรรเทาทุกข์ผี” และ “ล่าท้าผี” จากนั้นยังกลับมาในรายการ “คนอวดผี Online” ช่วงศูนย์บรรเทาทุกข์ผี เมื่อปี 2566

    งานด้านผู้สื่อวิญญาณและกิจกรรมทางธรรม

    ปัจจุบัน นอกจากเป็นหมอดูตรวจกรรมแล้ว เจนยังดำเนินกิจกรรมเชิงธรรมะผ่าน เว็บไซต์อาจารย์เจน.com และช่อง YouTube “อาจารย์เจน ญาณทิพย์” เธอจัดทริปทำบุญ เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บูรณะวัด และยังสร้างสำนักปฏิบัติธรรม “วิปัสสนาญาณ อาจารย์เจน ญาณทิพย์” ที่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะและเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสร้างบุญ สร้างบารมี 

    ผลงานเขียนหนังสือแนวจิตสัมผัส

    นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนหนังสือแนวธรรมะและญาณทิพย์ อาทิ ตัดเวร หยุดกรรม, เจาะรหัสพิบัติกรรม, เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า, ฮวงจุ้ยวิญญาณ และ เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า ตอน ความรัก ซึ่งตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ 

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9838246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TsbaAKNSFx1nX8U9WKqPD