Blog

  • ไขข้อสงสัย! หลัง ‘ฮลุน โซโล่’ เสียชีวิต รายได้-ลิขสิทธิ์คลิป YouTube ตกเป็นของใคร | เดลินิวส์

    ไขข้อสงสัย! หลัง ‘ฮลุน โซโล่’ เสียชีวิต รายได้-ลิขสิทธิ์คลิป YouTube ตกเป็นของใคร | เดลินิวส์

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชี้แจงแนวทางความคุ้มครองทางกฎหมาย กรณีการเสียชีวิตของ ‘ฮลุน โซโล่’ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง โดยยืนยันว่าคลิปวิดีโอบน YouTube ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และสามารถตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทได้

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า คลิปวิดีโอของฮลุน โซโล่ จัดเป็น “งานโสตทัศนวัสดุ” ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 เนื่องจากมีการร้อยเรียงฟุตเทจ การใส่เสียงดนตรี เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยายลงบนอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล

    • สิทธิของผู้สร้างสรรค์ : ฮลุน โซโล่ เป็นผู้มีลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างสรรค์ผลงาน มีสิทธิทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ หรืออนุญาตให้ใช้สิทธิได้
    • ระยะเวลาคุ้มครอง : ลิขสิทธิ์มีอายุ 50 ปี โดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่มี “การโฆษณาครั้งแรก” ซึ่งก็คือ วันที่อัปโหลดคลิปนั้นๆ ลงบน YouTube

    ลิขสิทธิ์เป็นมรดกได้อย่างไร?

    ลิขสิทธิ์ถือเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่สามารถโอนหรือตกทอดเป็นมรดกได้ เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ หรือเงินฝากในธนาคาร โดยแบ่งเป็น 2 กรณี

    1. กรณีมีพินัยกรรม : สิทธิในผลงานทั้งหมดจะตกเป็นของ “ผู้รับพินัยกรรม” ตามที่ระบุไว้
    2. กรณีไม่มีพินัยกรรม : สิทธิจะตกเป็นของ “ทายาทโดยธรรม” ตามลำดับกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (เช่น คู่สมรส บุตร บิดามารดา พี่น้อง เป็นต้น)

    ข้อแนะนำแก่ทายาท

    เพื่อให้การเข้าจัดการช่อง YouTube และรายได้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย กรมฯ แนะนำขั้นตอนปฏิบัติดังนี้

    1. รวบรวมเอกสาร ที่เกี่ยวข้องของผู้เสียชีวิต
    2. ยื่นคำขอต่อศาล เพื่อตั้ง “ผู้จัดการมรดก”
    3. นำคำสั่งศาล ไปยื่นต่อผู้ให้บริการ (YouTube) เพื่อขอเข้าดูแลบัญชีผู้ใช้งาน (Account) และรับสิทธิในการจัดการรายได้ที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาจัดสรรให้แก่ทายาทต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6068829/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qh7G24uHEL402MtKGq6Sg

  • “สุขสมรวย” ลุยมุกดาหาร ดันกองทุนหมู่บ้าน เพิ่มทุนสร้างเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    “สุขสมรวย” ลุยมุกดาหาร ดันกองทุนหมู่บ้าน เพิ่มทุนสร้างเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/164347&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GpaeVWqQvMq2gJ1KvQU54

  • โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย สนค. แนะยกระดับสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ดันส่งออกโตยั่งยืน

    โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย สนค. แนะยกระดับสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ดันส่งออกโตยั่งยืน

    โอกาสใหม่เศรษฐกิจไทย สนค. แนะยกระดับสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ดันส่งออกโตยั่งยืน

    วันนี้, 09:51น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ. สนค.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน ประเทศไทยมีศักยภาพแฝงระดับสูงในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นฐานผลิตสินค้าสีเขียว โดยหัวใจสำคัญคือการต่อยอดจากจุดแข็งดั้งเดิม เพื่อพลิกภาคการผลิตไทยสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง (Advanced Green Manufacturing) ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่ต้นทุนหรือภาระ แต่คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน โดยมีแนวโน้มเติบโตและมีอิทธิพลต่อการค้าโลกมากขึ้น เห็นได้จากการที่ประเทศคู่ค้าต่างเร่งนำแนวคิดด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมมาเป็นมาตรฐานและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs)

              สำหรับประเทศไทย การผลิตและการส่งออกยังมีแต้มต่อและพื้นที่อีกมากในการยกระดับสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง ครอบคลุมทั้งมิติการผลิตสินค้าสีเขียวโดยตรงและมิติของการปรับไปใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่าดัชนีความซับซ้อนสีเขียว (Green Complexity Index: GCI) ซึ่งเป็นดัชนีวัดความสามารถของประเทศในการส่งออกสินค้าสีเขียวที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ที่ 0.7 ขณะที่ดัชนีศักยภาพความซับซ้อนสีเขียว (Green Complexity Potential Index: GCP) ซึ่งเป็นดัชนีที่ประเมินศักยภาพของประเทศในการต่อยอดโครงสร้างการผลิตเดิมไปสู่การส่งออกสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต อยู่ที่ 1.4 ตัวเลขดัชนีศักยภาพแฝงหรือ GCP ที่สูงกว่าตัวเลขดัชนีความสามารถปัจจุบันหรือ GCI สะท้อนว่า ประเทศไทยยังมีพื้นที่อีกมากในการยกระดับห่วงโซ่มูลค่าสีเขียว โดยรายงานยังได้หยิบยกกลุ่มสินค้าส่งออกที่ไทยมีศักยภาพและสามารถปรับให้สอดรับกับแนวโน้มด้านความยั่งยืนได้ อาทิ สินค้ากลุ่มระบบทำความเย็น กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า

              เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลสถิติการค้าและสัดส่วนตลาดโลก พบว่า สินค้าในกลุ่มระบบทำความเย็นและกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นกลุ่มที่ประเทศไทยมีแต้มต่อในเวทีโลกอยู่แล้วอย่างแข็งแกร่ง โดยในกลุ่มระบบทำความเย็น ไทยเป็นผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศ (HS 841581) เป็นอันดับ 1 ของโลก ปี 2568 มีมูลค่าการส่งออกรวม 1,127.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18.20 ของมูลค่าการค้าโลก  โดยมีตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และอิตาลี ซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่เข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ไทยยังส่งออกคอมเพรสเซอร์ (HS 841430) มูลค่า 635.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 1.96 และเครื่องยนต์และมอเตอร์อื่น ๆ (HS 841280) มูลค่า 156.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 6.62

              ส่วนกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ ไทยมีความเชี่ยวชาญในสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง โดยส่งออกชิ้นส่วนอุปกรณ์ทัศนศาสตร์ (HS 901390) มูลค่า 114.52 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 1.70 และส่งออกเลนส์ ปริซึม กระจกเงา และวัตถุเชิงทัศนศาสตร์ (HS 900290) มูลค่า 276.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 3.33

              การที่ไทยสามารถผลิตและส่งออกสินค้าในสองกลุ่มนี้ได้ดี สะท้อนว่าระบบนิเวศการผลิตดั้งเดิมมีความพร้อมสูงมาก การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนจึงไม่ใช่การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่เป็นการยกระดับเทคโนโลยีและองค์ความรู้เดิมให้ตอบโจทย์มาตรฐานสีเขียวขั้นสูง เช่น การเร่งปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่ระบบทำความเย็นที่ใช้สารทดแทนคาร์บอนต่ำ หรือการยกระดับชิ้นส่วนโซลาร์เซลล์ให้มีประสิทธิภาพการรับและหักเหพลังงานที่ซับซ้อนขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยรักษาและขยายส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มประเทศคู่ค้าที่มีกฎเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเข้มงวดได้มากขึ้น

              สำหรับกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้ามีบริบทและความท้าทายที่แตกต่างออกไป เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้า แต่จุดแข็งและข้อเปรียบเทียบที่สำคัญของไทยคือ การเป็นฐานการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่แข็งแกร่งและครบวงจรที่สุดในภูมิภาค ซึ่งชิ้นส่วนเกินกว่าครึ่ง เช่น ตัวถัง ระบบเบรก และระบบช่วงล่าง สามารถนำมาประยุกต์เข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่ได้ ยุทธศาสตร์สำหรับกลุ่มนี้จึงไม่ใช่การละทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่คือการใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานเดิมเป็นแรงส่งในการพัฒนาต่อยอด ควบคู่ไปกับการเร่งดึงดูดการลงทุนเพื่อเติมเต็มส่วนที่ไทยยังขาด เช่น เทคโนโลยีแบตเตอรี่และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไฟฟ้าโลก

              นอกเหนือนี้ ในรายงานของธนาคารโลกยังชี้ช่องโอกาสของไทยในการยกระดับเทคโนโลยีการจัดการสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น ระบบการจัดการน้ำเสีย การควบคุมมลพิษทางอากาศ และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

              อีกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยสามารถขับเคลื่อนสู่การผลิตขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ คือ กลุ่มพลาสติกชีวภาพและเคมีภัณฑ์สิ่งแวดล้อมที่ไทยมีแต้มต่อจากความพร้อมของพืชเศรษฐกิจอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ผสานกับฐานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีดั้งเดิม และการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ในช่วงที่ผ่านมา การส่งเสริมและต่อยอดกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพในการมุ่งสู่ความยั่งยืนเหล่านี้ จะเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

              ผอ. สนค. กล่าวว่า การก้าวสู่การผลิตสีเขียวขั้นสูง คือทางรอดที่จะรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ช่องว่างระหว่างดัชนี GCI และ GCP ชี้ให้เห็นว่าไทยมีทุนทางเศรษฐกิจเดิมที่ดีอยู่แล้ว โดยกุญแจสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกันอย่างตรงจุดระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งการส่งเสริมมาตรฐานสินค้าสีเขียวให้สอดคล้องกับสากล การเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศ ตลอดจนการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าและการปรับตัว เพื่อเปลี่ยนศักยภาพแฝงให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของโลกในอนาคต

    …

    #การส่งออก

    #เศรษฐกิจ

    #กระทรวงพาณิชย์

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/163373&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zWdoYgE0C0ylMOSMNtkot

  • กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล


    31/07/2569 | 60 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี” ประจำปี 2569 ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่สากล

    วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 5001 กรมการพัฒนาชุมชน ชั้น 5 นายไพโรจน์ โสภาพร รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารจัดการในงานศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ครั้งที่ 1/2569 โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไซต์ และผ่านระบบออนไลน์ พร้อมด้วยคณะทำงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    สำหรับการประชุมในครั้งนี้ มีวาระสำคัญเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงาน “ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP หลอมดวงใจด้วยพระบารมี ปี 2569” ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 16 สิงหาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยมีสาระสำคัญและวาระที่น่าสนใจ อาทิ
    -การติดตามความก้าวหน้าและการดำเนินงานของคณะทำงานฝ่ายต่างๆ ทั้งด้านการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับ 3 – 5 ดาว โซนกิจกรรมไฮไลท์ และโซนพิเศษ
    -การเตรียมความพร้อมในการจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ และหน่วยงานภาคีเครือข่าย
    -การพัฒนาระบบประเมินผลและการจัดเก็บยอดจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ (QR Code) แบบ Real-time เพื่อความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
    -การหารือแนวทางการส่งเสริมการขาย รูปแบบการจัดงานให้ตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้เยี่ยมชมงานและผู้ประกอบการ 

    กรมการพัฒนาชุมชน มุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดงานครั้งนี้ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระจายรายได้สู่ชุมชน พร้อมทั้งผลักดันผลิตภัณฑ์ OTOP ไทยให้ก้าวไกล สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #กระทรวงมหาดไทย
    #OTOPศิลปาชีพ2569


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/399218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wKa_m1MHTEDbEBL7xcsf6

  • ธปท.ห่วง ‘หนี้เสีย’ ขาขึ้น  ‘เอ็นพีแอล’ กลุ่มเอสเอ็มอีพุ่ง 9.5% ซ้ำเติมจีดีพีไทย ‘ซึม’

    ธปท.ห่วง ‘หนี้เสีย’ ขาขึ้น ‘เอ็นพีแอล’ กลุ่มเอสเอ็มอีพุ่ง 9.5% ซ้ำเติมจีดีพีไทย ‘ซึม’

    “วิทัย”ผู้ว่าแบงก์ชาติ ห่วงสถานการณ์ “หนี้” ชี้ยังเป็นขาขึ้น เอ็นพีแอล “เอสเอ็มอี” พุ่งแตะ 9.5% สวนทางรายใหญ่หนี้เสียต่ำแค่ 1.5% ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำสูง ขณะที่เศรษฐกิจซึมต่ำกว่าศักยภาพ K-Shaped รุนแรงยิ่งขึ้น

    ธปท.ห่วง ‘หนี้เสีย’ ขาขึ้น  ‘เอ็นพีแอล’ กลุ่มเอสเอ็มอีพุ่ง 9.5% ซ้ำเติมจีดีพีไทย ‘ซึม’

    “เศรษฐกิจไทย” กำลังเผชิญแรงกดดันจากการเติบโตที่ชะลอตัวลงต่อเนื่อง ขณะที่ “ปัญหาหนี้เสีย” เริ่มส่งสัญญาณ “น่ากังวล” โดยเฉพาะใน “กลุ่มธุรกิจขนาดกลาง” และ “ขนาดย่อม” หรือ SME ที่แม้ภาพรวมทั้งหนี้ครัวเรือนไทย สถานการณ์หนี้ลดต่ำกว่า 90% ของ “จีดีพี” หรือภาพรวมหนี้เสียโดยรวมของระบบธนาคารจะไม่ได้เพิ่มขึ้นนัก 

    แต่หากเจาะลึกถึงไส้จะเห็นถึงความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมอย่างมาก โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสียของ “เอสเอ็มอี” ที่เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย และมีอัตราการจ้างงานสูงสุดของไทย

    นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า มุมเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน กำลังอยู่ภาวะ “โตซึมลงมาเรื่อยๆ” จากในอดีตเคยเติบโตระดับ 5% ลดลงมา 4% และ 3% ก่อนที่ปี 2569 คาดว่าขยายตัว 2.3% แม้ดีกว่าช่วงเริ่มต้นของสงครามที่เคยประเมินว่าเศรษฐกิจอาจโตเพียง 1.5-1.6% แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพที่ควรเติบโตได้ 2.7-3.0%

    ในมุม ธปท.ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจไทยปัจจุบันมาจากทั้ง “เงินเฟ้อ” ที่มาจากความผันผวนตามสถานการณ์โลก และต้นทุนพลังงาน ปัญหาหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน

    • NPL ขาขึ้น “เอสเอ็มอี” เปราะบางสุด

    ตัวหนึ่งที่สะท้อนความอ่อนแอในระบบเศรษฐกิจไทยคือ ปัญหา “หนี้เสีย” ปัจจุบัน NPLของระบบโดยรวมกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค.2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหากเศรษฐกิจยังคงเติบโตต่ำ

    ทั้งนี้ จุดน่ากังวลมากสุดคือ การกระจายตัวของหนี้เสียที่ต่างกันระหว่างธุรกิจแต่ละขนาด โดย NPLของ SME อยู่ที่ 9.5% ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่มี NPL เพียง 1.5% ตัวเลขที่ต่างกันมหาศาลสะท้อนถึง “ปัญหาความเหลื่อมล้ำ” และ “ขีดความสามารถในการแข่งขัน” ที่ลดลงของธุรกิจขนาดเล็ก

    ซึ่ง SME เป็นแหล่งจ้างงานหลักประเทศ หากสินเชื่อ SME ยังติดลบยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำแบบ K-Shaped รุนแรงขึ้น

    “วันนี้เราเห็นหนี้เสียเพิ่มขึ้นชัดเจนขึ้นมาถึงระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้รุนแรงมาก เราจึงพยายามออกโครงการแก้มัน สิ่งที่กังวลสูงๆ คือ หนี้เสียของเอสเอ็มอีตอนนี้ ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาที่ 9.5% รายใหญ่  1.5% และสัญญาณหนี้เสีย uptrend ขึ้นต้องมอนิเตอร์”

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของเอสเอ็มอี หากเทียบกับรายใหญ่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน และอำนาจต่อรอง โดยธุรกิจขนาดใหญ่มี Bargaining Power มากกว่า สามารถปรับตัวรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ดีกว่า ขณะที่เอสเอ็มอีมีข้อจำกัดมากกว่า และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจอย่างรุนแรง  

    ความเสี่ยงของ “เอสเอ็มอี” จึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวธุรกิจ เพราะกลุ่มนี้เป็นแหล่งจ้างงานหลักของประเทศ หากธุรกิจประสบปัญหาหนี้เสีย และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ย่อมกระทบต่อการจ้างงาน รายได้ประชาชน และการบริโภคภายในประเทศ

    ไม่เพียงเท่านั้น หากดูจากสินเชื่อเอสเอ็มอี ยังน่าห่วงต่อเนื่อง ปัจจุบันสินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบมา15 ไตรมาส ยิ่งสะท้อนข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน เมื่อธนาคารมีความระมัดระวังมากขึ้นจากความเสี่ยงของหนี้เสียธุรกิจที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนหรือเงินลงทุนเพื่อปรับตัวก็ยิ่งเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก

    “ปัญหาเหล่านี้มีลักษณะเป็นวงจร หาก SMEไม่สามารถเข้าถึงเงินทุน ก็ยากที่จะลงทุนหรือปรับปรุงธุรกิจ เมื่อธุรกิจเติบโตไม่ได้ รายได้ก็ไม่เพิ่ม ความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และมีโอกาสกลายเป็น NPL มากขึ้น”

    • “เศรษฐกิจต้องโต” ทางออกหนี้เสีย

    สำหรับ “วิทัย” การแก้ปัญหาหนี้ที่ดีที่สุดมีเพียงวิธีเดียวคือ “เศรษฐกิจต้องโต” เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้มากขึ้น และสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ส่งผลให้เอ็นพีแอลลดลงอย่างยั่งยืน

    ดังนั้น การแก้ปัญหาหนี้เสียจึงไม่สามารถพึ่งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำควบคู่กับการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตตามศักยภาพ

    ในส่วนของ SME ธปท. ได้ผลักดันโครงการ Credit Boost ซึ่งเป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคารในการปล่อยกู้ให้ธุรกิจขนาดเล็ก

    ขณะเดียวกัน ยังมีการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้สำหรับลูกหนี้บางกลุ่ม โดยคงระดับการผ่อนชำระเช่น 50% หรือ 70% แทนการปรับเพิ่มขึ้นตามกำหนดเดิม เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ต้องแบกรับภาระสูงเกินไปในช่วงที่รายได้ยังไม่ฟื้น

    สำหรับผู้ประกอบการโรงแรม ธปท. ขยายมาตรการพักทรัพย์ พักหนี้ออกไปอีก 1.5 ปี เพื่อเพิ่มเวลาให้ธุรกิจฟื้นตัว และลดโอกาสที่ลูกหนี้จะไหลเข้าสู่ NPL

    • หนี้ครัวเรือนยังสูง ต้องใช้เวลาแก้

    อีกหนึ่งปัญหาสำคัญคือ หนี้ครัวเรือน ซึ่งแม้สัดส่วนต่อจีดีพีลดลงจากระดับสูงสุดประมาณ 90% มาอยู่ที่ราว 87% แต่ยังเป็นภาระที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข

    ซึ่งหลักการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่แตกต่างจากหนี้ธุรกิจ เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การเพิ่มรายได้ เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ประชาชนมีรายได้มากขึ้น ความสามารถในการชำระหนี้จะเพิ่มขึ้น และเมื่อจีดีพีเติบโตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็จะลดลงตามธรรมชาติ

    ในระหว่างที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ธปท.จึงใช้มาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาภาระของลูกหนี้ ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% และการผลักดันมาตรการแก้หนี้

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ คลินิกแก้หนี้ และการปรับบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ SAM ให้มีบทบาทเป็น Social AMC เพื่อช่วยจัดการหนี้รายย่อยที่มีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงการใช้มาตรการ Haircut เพื่อให้ลูกหนี้สามารถกลับเข้าสู่ระบบการชำระหนี้ได้

    ส่วนลูกหนี้ที่ยังมีปัญหาสภาพคล่อง ธปท. พยายามคงระดับการผ่อนชำระแบบ Step Payment เพื่อป้องกันไม่ให้ภาระเพิ่มขึ้นเร็วเกินไปจนกลายเป็นหนี้เสีย

    • SME-รายย่อยยังเปราะบาง

    “วิทัย” ยังกล่าวอีกว่า ในปัจจุบันแม้ผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในระดับดี เช่นเดียวกับธุรกิจขนาดใหญ่ และธนาคารมีความสามารถในการปรับตัว และมีอำนาจต่อรองสูงกว่า จึงรับแรงกระแทกจากต้นทุนพลังงานหรือสถานการณ์สงครามได้ดีกว่า

    ขณะที่เอสเอ็มอี และประชาชนรายย่อยได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะต้นทุนพลังงาน และอาหารมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับรายได้

    ภาพดังกล่าวทำให้ ธปท.ต้องให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมทางการเงินมากขึ้น ทั้งการลดค่าธรรมเนียมบางประเภทที่เคยเป็นรายได้หลักของธนาคาร และการเพิ่มการแข่งขันในระบบการเงิน

    เช่นการเตรียมเปิด Virtual Bank เป็นหนึ่งในแนวทางที่ ธปท. คาดว่าจะช่วยเพิ่มการแข่งขัน และเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เช่น ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ที่ไม่มีเงินเดือนประจำ สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น

    อีกความเสี่ยงที่ ธปท.ให้ความสำคัญคือ การใช้ระบบการเงินเป็นช่องทางของทุนเทา คอร์รัปชัน และกิจกรรมในเศรษฐกิจนอกระบบ

    ธปท. จึงออกมาตรการควบคุมการถอนเงินสดจำนวนมากเกิน 5 ล้านบาท โดยให้แจ้งเหตุผลความจำเป็น หรือทำ Due Diligence เพื่อให้สามารถตรวจสอบธุรกรรมที่มีความเสี่ยงได้

    ขณะเดียวกัน ยังเข้าไปดูแลธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันที่ใช้เงินบาท เพื่อลดความผันผวนของค่าเงินบาทที่ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมเศรษฐกิจจริง มาตรการดังกล่าวทำให้การถอนทองคำแท่งจากร้านทองลดลงจากประมาณ 4,000 กิโลกรัมต่อเดือน เหลือประมาณ 700 กิโลกรัม

    นอกจากนี้ ธปท. ยังดำเนินการปิดบัญชีที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ไปแล้วกว่า 2,000 บัญชี เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการเงินถูกใช้เป็นช่องทางสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย

    • ปรับบทบาท ธปท. สู่แก้ปัญหาเศรษฐกิจจริง

    สุดท้าย “วิทัย” มองว่าภายใต้วิสัยทัศน์ “ยืนตรง ราย ยื่นมือติดดิน” ธปท.จำเป็นต้องปรับบทบาทให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่มุ่งดูแลเสถียรภาพทางการเงินมหภาค ธปท.ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้น โดยเฉพาะการทำความเข้าใจปัญหาของ SME ลูกหนี้รายย่อย และประชาชนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน

    การทำงานของ ธปท.จึงต้องเชื่อมโยงหน่วยงานอื่นมากขึ้น เพราะปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเครื่องมือการเงินเพียงอย่างเดียว เช่น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศสะสมมานาน ตั้งแต่สังคมผู้สูงอายุ คุณภาพการศึกษา ไปจนถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME

    สำหรับปัญหาเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการ “กดปุ่ม” เพียงครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการลงมือทำจริง และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
    บทบาทของ ธปท.จึงต้องขยับจากการดูแลเสถียรภาพในภาพรวม ไปสู่การเข้าไปสัมผัสปัญหาของเศรษฐกิจจริงมากขึ้น เพื่อให้มาตรการทางการเงินตอบโจทย์ปัญหาได้ตรงจุด

    “เป้าหมายของ ธปท.ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และประชาชนกินดีอยู่ดี ควบคู่การรักษาเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำ และดูแลเสถียรภาพของประเทศ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแก้ NPL ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ต้องป้องกันไม่ให้เกิดหนี้เสียใหม่” 

    พร้อมกับสร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจ และประชาชนมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้ ในกลุ่ม SME ธปท.ต้องช่วยให้ธุรกิจที่ยังมีศักยภาพเข้าถึงเงินทุนเพื่อปรับตัว ขณะที่ลูกหนี้ที่มีปัญหาต้องได้รับโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นตัว หรือครัวเรือนที่ต้องจัดการหนี้ที่มีอยู่

    ขณะเดียวกันต้องป้องกันการก่อหนี้ใหม่ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะ BNPL ที่กำลังขยายตัวในกลุ่มคนรุ่นใหม่

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1245411&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BdchTpKhNewxILdfrK9Qj

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนลิ้มลอง “ชารางแดงเกาะเกร็ด” สินค้า GI ลำดับที่ 5 แห่งนนทบุรี! ชูอัตลักษณ์ชาโบราณชุมชนมอญ เชื่อมเสน่ห์การท่องเที่ยวเกาะเกร็ด สร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ชวนลิ้มลอง “ชารางแดงเกาะเกร็ด” สินค้า GI ลำดับที่ 5 แห่งนนทบุรี! ชูอัตลักษณ์ชาโบราณชุมชนมอญ เชื่อมเสน่ห์การท่องเที่ยวเกาะเกร็ด สร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่ตลาดมูลค่าสูง พร้อมเชิญชวนนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคมาสัมผัสเอกลักษณ์ของสินค้า “ชารางแดงเกาะเกร็ด” สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการล่าสุดของจังหวัดนนทบุรี ที่สะท้อนภูมิปัญญาการทำชาโบราณของชาวไทยเชื้อสายมอญ ผสานกับทรัพยากรธรรมชาติอันโดดเด่นของจังหวัด จนเกิดเป็นสินค้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ชารางแดงเกาะเกร็ด” ผลิตจากใบของต้นรางแดง พืชประจำถิ่นที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี โดยนำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปและคั่วชาตามภูมิปัญญาของชาวไทยเชื้อสายมอญในเกาะเกร็ดที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน มีการคัดเลือกวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน ทำให้ได้ชาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งด้านสี กลิ่น และรสชาติ ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นกับสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ได้อย่างชัดเจน

    ความโดดเด่นของ “ชารางแดงเกาะเกร็ด” เกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติของจังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มีชั้นดินเหนียวเนื้อละเอียดและดินร่วนซุยที่อุดมด้วยแร่ธาตุจากตะกอนที่น้ำพัดพา ประกอบกับสภาพอากาศร้อนชื้นและมีฝนตกตลอดปี แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะประสบปัญหาน้ำท่วมขังแต่ต้นรางแดงซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นสามารถเจริญเติบโตได้ดี ให้ใบที่มีคุณภาพและกิ่งข้ออวบใหญ่ เมื่อนำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปดั้งเดิม ทั้งการผึ่งอบไล่ความชื้นและคั่วในอุณหภูมิที่เหมาะสม ชงกับน้ำร้อนจะได้ชาสีเหลืองทองถึงสีเหลืองอำพันใส มีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม หอมหวานอ่อนๆ ติดปลายลิ้น ไม่ฝาด ไม่ขม เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของพื้นที่ นอกจากนี้ ยังเป็นชาที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในฐานะเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ โดยมีสรรพคุณช่วยลดไขมัน คอเลสเตอรอล ระดับน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตอีกด้วย

    ชารางแดงเกาะเกร็ด นับเป็นสินค้า GI รายการที่ 5 ของจังหวัดนนทบุรี ต่อจากเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด กระท้อนห่อบางกร่าง ทุเรียนนนท์ และมะม่วงยายกล่ำนนทบุรี สะท้อนศักยภาพของจังหวัดในการนำทรัพยากรท้องถิ่น ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของชุมชนมาต่อยอดเป็นสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่ยังช่วยสร้างจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงวิถีชีวิต วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการชารางแดงเกาะเกร็ด 22 ราย มีกำลังการผลิตประมาณ 8,000 กิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้กว่า 8 ล้านบาทต่อปี ส่งผลให้สินค้า GI ทั้ง 5 รายการของจังหวัดนนทบุรี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 64 ล้านบาทต่อปี

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI ชารางแดงเกาะเกร็ด สะท้อนผลสำเร็จของการขับเคลื่อนนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่ให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและสนับสนุนสินค้า GI อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การควบคุมคุณภาพสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อและการเล่าเรื่องราว (Storytelling) ของสินค้า เพื่อถ่ายทอดคุณค่าและอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงการเชื่อมโยงแหล่งผลิตสินค้า GI เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิต ภูมิปัญญา วัฒนธรรม และผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ของท้องถิ่นในพื้นที่จริง อันจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า กระจายรายได้สู่ชุมชน และกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า “ชารางแดงเกาะเกร็ด” จะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ถ่ายทอดเสน่ห์ภูมิปัญญาชุมชนมอญควบคู่กับการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของเกาะเกร็ด พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกัน อันจะช่วยสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนผู้ผลิตในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1041962&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DBWdP1SR3ZE76U7mGPvyL

  • เมื่อรัฐทบทวนแลนด์บริดจ์ เกมลงทุนไทยกำลังเปลี่ยนหรือไม่

    เมื่อรัฐทบทวนแลนด์บริดจ์ เกมลงทุนไทยกำลังเปลี่ยนหรือไม่

    ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ‘แลนด์บริดจ์’ ถูกวางให้เป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ทะเยอทะยานที่สุดของประเทศไทย ด้วยเป้าหมายเชื่อมท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เพื่อลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก

    แต่ล่าสุด ทิศทางของโครงการเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อรัฐบาลส่งสัญญาณทบทวนแผนการลงทุน หลังผลการศึกษาฉบับใหม่ประเมินว่า ความเป็นไปได้ทางการค้าและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ขณะที่ความสนใจจากภาคเอกชนยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้มีการพิจารณาปรับแนวทางไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม เช่น ท่าเรือระนอง และระบบราง เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากกว่าในระยะสั้น รายงานของ Reuters ระบุว่า ผลการศึกษาฉบับล่าสุดทำให้ความคุ้มค่าทางการเงินของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จนรัฐบาลต้องกลับมาประเมินความเหมาะสมของโครงการอีกครั้ง

    หลายคนอาจมองว่า การทบทวนแลนด์บริดจ์เป็นการถอยหลังของนโยบาย แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่อาจสะท้อนหลักการที่สำคัญกว่า นั่นคือ นโยบายสาธารณะที่ดีต้องพร้อมปรับเปลี่ยนเมื่อข้อมูลเปลี่ยน

    โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นท่าเรือ รถไฟ หรือสนามบิน ล้วนใช้เงินลงทุนมหาศาลและมีผลผูกพันงบประมาณของประเทศไปอีกหลายสิบปี ดังนั้น ก่อนตัดสินใจเดินหน้า รัฐจึงต้องประเมินทั้งต้นทุน ผลตอบแทน และความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ผ่านการวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis)

    แนวทางดังกล่าวเป็นหลักปฏิบัติที่ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินโครงการลงทุนภาครัฐ โดยไม่ได้พิจารณาเพียงมูลค่าการลงทุน แต่ยังประเมินความต้องการใช้โครงการ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ผลกระทบต่อการคลัง และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน

    สิ่งที่เปลี่ยนไปในวันนี้ คือบริบทของเศรษฐกิจโลกไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อน การค้าโลกเติบโตช้าลง ห่วงโซ่อุปทานมีการปรับตัวหลังโควิด-19 ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น และการแข่งขันจากท่าเรือในประเทศเพื่อนบ้านรุนแรงขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้สมมติฐานเดิมที่ใช้ประเมินโครงการอาจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

    ในทางเศรษฐศาสตร์ การยอมทบทวนโครงการเมื่อข้อมูลเปลี่ยน จึงไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของประเทศ เพราะทุกบาทที่ลงทุนในโครงการหนึ่ง ย่อมหมายถึงการไม่ได้ลงทุนในอีกโครงการหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นระบบราง การบริหารจัดการน้ำ การศึกษา หรือสาธารณสุข

    อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนแลนด์บริดจ์ยังมองว่า โครงการมีคุณค่ามากกว่าผลตอบแทนทางการเงิน เพราะอาจช่วยสร้างความมั่นคงของเส้นทางการขนส่ง กระจายความเจริญสู่ภาคใต้ และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว จึงทำให้ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงในวงวิชาการและเชิงนโยบายว่า การลงทุนลักษณะนี้ควรวัดจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หรือควรคำนึงถึงประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศร่วมด้วย

    ท้ายที่สุด บทเรียนจากแลนด์บริดจ์อาจไม่ใช่คำถามว่าควรสร้างหรือไม่ แต่คือ รัฐบาลควรกล้าปรับนโยบายตามข้อมูลหรือไม่

    เพราะในยุคที่งบประมาณของรัฐมีจำกัด การเลือกลงทุนในโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด คือหัวใจของการบริหารเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ และการยอมทบทวนเมกะโปรเจกต์เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยนไป อาจเป็นสัญญาณของการตัดสินใจเชิงนโยบายที่รับผิดชอบมากกว่าการเดินหน้าต่อเพียงเพื่อรักษาแผนเดิม

    แหล่งอ้างอิง

    • Reuters. Thailand finds low commercial viability for coast-to-coast Land Bridge megaproject (2026)
    • World Bank. Infrastructure Governance and Public Investment Management
    • Asian Development Bank (ADB). Guidelines for the Economic Analysis of Projects

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-landbridge-mega-project&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21IeWdEHsxuOOudUhK__0F

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุดเวลา 22.36 น. “ฐานเศรษฐกิจ” มีคำตอบ

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หลังบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ (OR) และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ และดีเซล 90 สตางค์ต่อลิตร เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69

    ส่งผลให้ราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นพรุ่งนี้ เป็นดังนี้

    กลุ่มน้ำมันเบนซิน

    • เบนซิน ลิตรละ 45.68 บาท
    • ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 50.99 บาท (โออาร์)
    • เบนซิน SUPER POWER X ลิตรละ 49.79 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 98+  ลิตรละ 48.44 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 27.63 บาท (บางจาก)
    • แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 36.69 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 36.32 บาท
    • แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 31.69 บาท

    กลุ่มน้ำมันดีเซล

    • ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.25 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล ลิตรละ 36.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (โออาร์)
    • ดีเซล SUPER POWER X ลิตรละ 50.05 บาท (โออาร์)
    • ไฮพรีเมี่ยมดีเซลพลัส ลิตรละ 49.25 บาท (บางจาก)
    • ไฮดีเซล S ลิตรละ 36.69 บาท (บางจาก)
    • ดีเซล B20 ลิตรละ 31.69 บาท (บางจาก)

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้2569 (31 ก.ค. 69) ปตท. บางจาก อัปเดตราคาล่าสุด

    ตรวจสอบราคาขายปลีกน้ำมัน กทม. และปริมณฑล ประจำปี พ.ศ. 2569 ของบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/energy/665199&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G98-S-gWcOVOdOGJF1kCG

  • KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู ‘กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า-หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ เป็นหลุมหลบภัย

    KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู ‘กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า-หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ เป็นหลุมหลบภัย

    วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

    KKP เปิดกลยุทธ์จัดพอร์ตสู้ศึกเศรษฐกิจแบ่งขั้ว-ดอกเบี้ยค้าง ชู ‘กองทุนโครงข่ายไฟฟ้า-หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ เป็นหลุมหลบภัย

    กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) สานต่อมุมมองเศรษฐกิจภาพใหญ่ เผยกลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี ในงานสัมมนา KKP 2026 Mid-Year Review: Building Resilient Wealth in a Fragmented World ชี้ความท้าทายจากภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อที่ดื้อรั้น และความเสี่ยงของกระแส AI กำลังบีบให้นักลงทุนต้องปรับตัวครั้งใหญ่ แนะใช้กลยุทธ์บริหารพอร์ตเชิงรุก เลี่ยงการลงทุนแบบกระจุกตัว พร้อมเปิด 2 ธีม ลงทุนเด่น ‘โครงข่ายไฟฟ้า (Grid ETF)-หุ้นเล็กสหรัฐฯ’ ที่จะช่วยสร้างความยืดหยุ่นให้พอร์ตฝ่าวิกฤตความผันผวน

    นายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้วอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์ KKP ที่ประเมินว่าความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานบ่อยครั้งขึ้น

    “แม้ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบอาจทรงตัวบริเวณ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปลายปีนี้ หากมหาอำนาจเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบได้ แต่เราเห็นตรงกันว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงที่พร้อมปะทุและส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรวดเร็ว ความเสี่ยงด้านพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูงนี้ จะทำให้เงินเฟ้อพื้นฐานลดลงช้ากว่าเป้าหมาย และบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้ นักลงทุนจึงต้องเตรียมรับมือกับทิศทางนโยบายการเงินที่ผันผวน โดยเฉพาะภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ที่ลดการส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยล่วงหน้า ทำให้การประเมินตลาดทำได้ยากขึ้น” นายทวีศักดิ์กล่าว

    มองข้ามฟองสบู่ AI สู่โอกาสใน โครงสร้างพื้นฐาน

     สำหรับประเด็นการลงทุนในกลุ่ม AI ที่ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกำไรเชิงพาณิชย์นั้น ประเมินว่าแม้การนำโมเดล AI ไปประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจจนเกิดกำไรอย่างเป็นรูปธรรมอาจต้องใช้เวลาพิสูจน์อีก 2-3 ปีตามที่นักเศรษฐศาสตร์ของ KKP ได้ออกมาเตือนก่อนหน้า แต่ในมิติของการลงทุน นี่อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของตลาดขาขึ้น ทั้งยังอาจเป็นการเปลี่ยนผ่านจากโอกาสในหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานในระยะแรก กระจายไปสู่กลุ่มอื่นๆในระยะถัดไป

    นายทวีศักดิ์ขยายความว่า “ยุคต่อไปของเทคโนโลยี AI ที่ระบบสามารถคิดและทำงานร่วมกันได้อย่างอัตโนมัติ จะผลักดันความต้องการด้านการประมวลผลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ดังนั้น แม้การแข่งขันในกลุ่มผู้พัฒนาโมเดลจะรุนแรงขึ้น แต่บริษัทที่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ให้กับระบบเหล่านี้ยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีก อีกทั้งแรงขับเคลื่อนของตลาดหุ้นโลกหลังจากนี้จะไม่ได้กระจุกตัวแค่หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ แต่จะกระจายตัวไปยังบริษัทที่มีกำไรเติบโตจริงและมีระดับราคาที่เหมาะสม การปรับฐานของตลาดที่อาจเกิดขึ้น จึงเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อม”

    2 ธีมลงทุนเด่น: สร้างภูมิคุ้มกันให้พอร์ต

    เพื่อรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง KKP แนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์และทิศทางผลกำไรแตกต่างจากหุ้นขนาดใหญ่และพันธบัตรทั่วไป โดยเน้นย้ำ 2 ธีมการลงทุนที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง:

    กองทุนรวมที่ลงทุนในโครงข่ายสายส่งไฟฟ้า (Grid ETF) : ธีมการลงทุนที่รับอานิสงส์โดยตรงจากความต้องการใช้พลังงานมหาศาลของศูนย์ข้อมูล (Data Center) และ AI โดยก้าวข้ามความเสี่ยงเรื่องความสำเร็จของผู้พัฒนาโมเดลรายใดรายหนึ่งไปสู่การลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีความมั่นคงสูง

    หุ้นขนาดเล็กในสหรัฐฯ: กลุ่มที่ได้เปรียบจากระดับราคาที่ยังน่าสนใจ และเป็นผู้รับประโยชน์หลักจากนโยบายการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากสงครามการค้าและปัญหาห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งเป็นธีมที่เติบโตได้ดีในยุคเศรษฐกิจแบ่งขั้ว

    “โลกในวันนี้มีความไม่แน่นอนสูงขึ้นในทุกมิติ ทั้งสงคราม ดอกเบี้ย และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราควรหยุดลงทุน การจัดพอร์ตที่กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เลือกลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพที่ได้เปรียบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้พอร์ตของลูกค้า KKP แข็งแกร่งและเติบโตได้ในระยะยาว” นายทวีศักดิ์ กล่าวสรุป

    งาน KKP 2026 Mid-Year Review จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) และ Goldman Sachs Asset Management เพื่อนำเสนอทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนช่วงครึ่งปีหลัง ผ่านการวิเคราะห์เจาะลึกของผู้เชี่ยวชาญ อาทิ James Ashley, International Head of Strategic Advisory Solutions จาก Goldman Sachs Asset Management ตลอดจน ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ปรึกษา, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์, และนายทวีศักดิ์ เผ่าพัลลภ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สะท้อนบทบาทของ KKP ในฐานะแหล่งข้อมูลที่ได้รับความไว้วางใจด้านมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/finance/484833&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WezwCadHZ88XuSZok7YBC

  • โรงแรมไทยวิกฤติ เข้าพักวูบเหลือ 53% ต่ำสุดรอบปี จี้รัฐทบทวนฟรีวีซ่า

    โรงแรมไทยวิกฤติ เข้าพักวูบเหลือ 53% ต่ำสุดรอบปี จี้รัฐทบทวนฟรีวีซ่า

    สมาคมโรงแรมไทยเผยยอดเข้าพักเดือนกรกฎาคมต่ำกว่าปีก่อน ผู้ประกอบการหั่นราคาห้อง ประคองสภาพคล่อง จี้รัฐทบทวนฟรีวีซ่า 60 วันด่วน

    ห้องมี แขกไม่มี คือภาพรวมของธุรกิจโรงแรมไทยตอนนี้ เดือนกรกฎาคม 2569 อัตราการเข้าพักทั่วประเทศคาดว่าจะเหลือเพียง 53 เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ผู้ประกอบการหลายแห่งต้องยอมลดราคาห้อง ทุ่มงบการตลาดเพิ่ม และตัดรายจ่ายทุกทางเพื่อประคองเงินสดให้ธุรกิจเดินต่อไปได้

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ว่าตัวเลขเดือนนี้ขยับขึ้นจากเดือนมิถุนายนเพียงเล็กน้อย หลังเดือนก่อนอัตราเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 52 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ตัวเลขที่ขยับแทบไม่ขึ้นสองเดือนติดต่อกันบอกได้ชัดว่าธุรกิจโรงแรมยังไม่พ้นช่วงซบเซา

    ต้นตอหลักมาจากช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยวที่ประจวบกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งกดดันการเดินทางระหว่างประเทศโดยตรง เมื่อนักท่องเที่ยวหายไป การแข่งขันด้านราคาจึงยิ่งดุเดือด โรงแรมต้องยอมขายห้องถูกลงเพื่อแลกกับรายได้ที่ยังพอไหลเข้ามาบ้าง

    สมาคมโรงแรมไทยประเมินว่าไตรมาส 3 ของปี 2569 ยังมีแนวโน้มอ่อนแรงต่อเนื่อง ทั้งตลาดนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อค่าใช้จ่ายอย่างตลาดอินเดีย ซึ่งอาจชะลอการเดินทางหากนโยบายฟรีวีซ่า 60 วันทำให้ต้นทุนการเดินทางสูงขึ้น

    ผู้ประกอบการจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการกระตุ้นการเดินทางในประเทศทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เพิ่มการจัดประชุมภาครัฐ งานอีเวนต์ และเที่ยวบิน เพื่อดึงคนกลับเข้าพื้นที่ท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด อีกข้อเสนอสำคัญคือให้ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า ลดต้นทุนพลังงาน ค่าธรรมเนียมภาครัฐ และภาระภาษี พร้อมปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมืองและสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวกลับมาเชื่อใจอีกครั้ง

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเดินหน้านโยบาย Thailand 365 วัน เพื่อกระตุ้นการเดินทางตลอดทั้งปีอยู่แล้ว แต่ภาคโรงแรมต้องการมาตรการที่เห็นผลเร็วกว่าแคมเปญประชาสัมพันธ์ เพราะทุกเดือนที่ยอดเข้าพักต่ำ หมายถึงผู้ประกอบการต้องดึงเงินสดก้อนเดิมมาประคองธุรกิจนานขึ้นไปอีก

    ตัวเลข 53 เปอร์เซ็นต์จึงไม่ใช่แค่ห้องว่างที่ไม่มีคนเปิดประตูเข้าไปพัก แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าครึ่งปีหลังของธุรกิจท่องเที่ยวไทยยังเหนื่อยหนัก และรัฐบาลอาจต้องขยับตัวก่อนที่ช่วงโลว์ซีซั่นจะลากยาวไปจนถึงปลายปี

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Thosapol

    Thosapol

    นักเขียนบทความที่ Thaiger จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เชี่ยวชาญเรื่องบทความท่องเที่ยว บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ผ่านการค้นหาข้อมูลโดยละเอียดพร้อมด้วยประสบการณ์ตรงของตัวเอง งานอดิเรกมีความสนใจในกระแสข่าวรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสุขภาพ สังคม การเมือง และที่สำคัญคือเป็นทาสแมวร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ ช่องทางติดต่อ thospol@thethaiger.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1593053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sb8Y0BYRImY8cctDPimsk