Blog

  • “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,125 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย

    *** สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจากไตรมาส 1/2568 ที่ขยายตัว 3.2% ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.8-2.3% (ค่ากลางประมาณ 2%) การชะลอตัวเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ได้แก่ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลต่อกิจกรรมการค้าชายแดน, ปัญหาอุทกภัยและน้ำป่าไหลหลากในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน และ เชียงราย ทำให้บ้านเรือน โรงงาน และ ชุมชนได้รับผลกระทบ

    *** เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 86.6 ลดลงจาก 87.7 ในเดือนมิถุนายน 2568 โดยสาเหตุหลักมาจากข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าและการผลิต มูลค่าการค้ารวมเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า  และ ลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำลังซื้อในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าคงทน เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกล

    *** ขณะที่ “ปัจจัยลบกระทบเศรษฐกิจ” มีทั้ง 1.กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กระทบการค้าชายแดนและความเชื่อมั่นนักลงทุน ส่งผลต่อผู้ประกอบการที่มีธุรกิจใกล้แนวชายแดน 2.อุทกภัยภาคเหนือ จังหวัดน่าน และ เชียงราย เผชิญน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมบ้านเรือน โรงงาน และโครงสร้างพื้นฐาน 3.แรงกดดันจากภาษี Reciprocal Tariff ที่อัตราภาษี 36% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2568 ส่งผลกระทบความสามารถแข่งขันของภาคธุรกิจ และ SMEs 4.ปัจจัยงบประมาณและกำลังซื้อ เกิดความกังวลเกี่ยวกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568, กำลังซื้อภายในประเทศชะลอตัว โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคคงทน 

    *** ท่ามกลางปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ ก็ยังมี “ปัจจัยบวก” จากโครงการของรัฐ ได้แก่ 1.โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง 2568” ที่มีจำนวน 500,000 สิทธิ์ งบประมาณ 1,750 ล้านบาท ช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและท้องถิ่น 2.การลงทุน ในช่วงครึ่งปีแรก 2568 มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 1.06 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 138% จากปีก่อน ช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงานภาคอุตสาหกรรม 2.ราคาน้ำมันทรงตัว ช่วยลดต้นทุนผู้ประกอบการ 3. มาตรการพลังงานและค่าครองชีพ ค่าไฟฟ้าตรึงอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย (ก.ย.-ธ.ค.68), ส่งเสริมติดตั้ง Solar Rooftop ลดต้นทุน, รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย (เริ่ม 1 ต.ค. 68) บรรเทาภาระค่าครองชีพ

    *** ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงมีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ดังนี้ 1.เร่งเยียวยาผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา ด้วยการ สนับสนุนให้กลับมาดำเนินธุรกิจอย่างรวดเร็ว, ลดความเสี่ยงการลงทุนในระยะยาว 2.สนับสนุนสินเชื่อและสภาพคล่อง ด้วยมาตรการดอกเบี้ยต่ำหรือเงื่อนไขผ่อนปรน, ช่วย SMEs และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากภาษี Reciprocal Tariff 3.ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำ ด้วยการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยภาคเหนือ, เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักและกระจายน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศน้ำอย่างยั่งยืน

    *** เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรก 2568 ขยายตัวชะลอตัวจากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งข้อพิพาทชายแดน อุทกภัย และ แรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศ แต่ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากโครงการรัฐ การลงทุนภาคอุตสาหกรรม และ มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยสรุป… “เศรษฐกิจไทย” ยังมีแนวโน้มเติบโต แต่ต้องเผชิญแรงเสียดทานสูงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การประคับประคองด้วยมาตรการรัฐและ การลงทุนภาคเอกชน จะเป็นหัวใจสำคัญในการรักษาเสถียรภาพและขยายตัวอย่างยั่งยืนในปี 2568

                                       “ข่าวร้าย”ปน“ข่าวดี” เศรษฐกิจไทยครึ่งปี 2568

    *** ไปที่…สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ แต่ยังสั่นสะเทือนวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดนทั้ง 7 จังหวัด ที่ต้องเผชิญทั้งเสียงปืนใหญ่-กับระเบิด และ การอพยพหลบภัยอย่างไม่คาดคิด ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกรัฐบาล สรุปสถานการณ์ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2568 ว่า ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงมหาดไทย รายงานว่า มีประชาชนกว่า 779,000 คน ได้รับผลกระทบ ครอบคลุม 262,551 ครัวเรือน ใน 7 จังหวัด 45 อำเภอ 336 ตำบล 4,081 หมู่บ้าน บ้านเรือนได้รับความเสียหาย 705 หลัง ซ่อมแซมแล้ว 331 หลัง (46.9%), รัฐบาลอนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินแล้ว 201 ล้านบาท ครอบคลุมค่าอาหาร ที่พักพิง ค่ารักษาพยาบาล และการจัดการศพ, การเยียวยาโดยตรงแก่ผู้ประสบภัยจ่ายแล้วกว่า 17.6 ล้านบาท, สิ่งของบรรเทาทุกข์กว่า 2 ล้านหน่วย ถูกลำเลียงสู่พื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร น้ำดื่ม ถุงยังชีพ เครื่องนุ่งห่ม ตลอดจนเครื่องจักรกลสาธารณภัย, จังหวัดที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และ สุรินทร์ ซึ่งกลายเป็นแนวหน้าของทั้งการเผชิญเหตุ และ การรองรับผู้พลัดถิ่นจากการอพยพ

    *** สำหรับการดำเนินการของรัฐบาล ดำเนินการควบคู่ทั้งการช่วยเหลือ และ การรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้น 3 ด้านสำคัญคือ 1.การดำเนินคดีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เอาผิดผู้ที่ละเมิดอธิปไตย 2.การเก็บกู้วัตถุระเบิด-ตรวจสอบโดรน เพื่อป้องกันการโจมตีซ้ำและสร้างพื้นที่ปลอดภัย 100% สำหรับการอพยพ 3.การบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ต่อผู้กระทำผิด ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบบินโดรน หรือ ฝ่าฝืนประกาศข้อห้าม ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญความยากลำบากจากการอพยพและความไม่แน่นอน กระทรวงพาณิชย์ ได้เร่งเปิด “ช่องทางการตลาด-การค้าชายแดน” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท้องถิ่น ลดผลกระทบทางเศรษฐกิจไม่ให้ซ้ำเติมวิกฤติความมั่นคง

    *** วิกฤติชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ อาจยังไม่จบง่าย ๆ แต่สิ่งที่ชัดเจน คือ ภาครัฐได้ขับเคลื่อนเต็มกำลัง ทั้ง ด้านความมั่นคง กฎหมาย มนุษยธรรม และ เศรษฐกิจ เพื่อดูแลประชาชนเกือบ 8 แสนคน ที่ได้รับผลกระทบ “ว.เชิงดอย” มองว่า ท่ามกลางความตึงเครียดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เสียงของชาวบ้านที่ชายแดน คือ สิ่งที่สะท้อนความจริงที่สุด เพราะสุดท้ายแล้ว “ความมั่นคงของรัฐ” ไม่ได้วัดกันแค่การปกป้องแผ่นดิน แต่ต้องวัดจากการดูแลชีวิตคนตัวเล็กตัวน้อยให้ อยู่เย็น เป็นสุข ด้วยเช่นกัน…
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/than-society/636893&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eOv_OMVtf9m1W2wRyTbBJ

  • เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (บอร์ดดีอี) ครั้งที่ 2/2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยมีนางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการฯ ตลอดจนกรรมการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม โดยนางสาวกษมา กองสมัคร รักษาการรองผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เข้าร่วมชี้แจงในวาระการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ

    เมืองใหม่

    ที่ประชุมบอร์ดดีอี มีมติเห็นชอบต่อประกาศรับรองเมืองอัจฉริยะ 1 พื้นที่ คือ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” โดย บริษัท ภูเก็ตภิวัตน์ และเห็นชอบประกาศการต่ออายุตราสัญลักษณ์ฯ 16 เมือง เป็นระยะเวลา 2 ปี ได้แก่

    (1) โครงการแม่เมาะเมืองน่าอยู่ จ.ลำปาง

    (2) โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะรอบ คลองผดุงกรุงเกษม กรุงเทพมหานคร

    (3) ยะลาเมืองอัจฉริยะเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน จ.ยะลา

    (4) สามย่านสมาร์ทซิตี้ กรุงเทพมหานคร

    (5) ขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ จ.ขอนแก่น

    (6) เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง

    (7) นครเชียงรายสู่เมืองอัจฉริยะ จ.เชียงราย

    (8) ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ จ.ภูเก็ต

    (9) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมืองอัจฉริยะ จ.เชียงใหม่

    (10) เมืองศรีตรัง จ.ตรัง

    (11) โคราชเมืองอัจฉริยะ จ.นครราชสีมา

    (12) แสนสุขสมาร์ตซิตี้ จ.ชลบุรี

    (13) เมืองน่านสู่เมืองอัจริยะ จ.น่าน

    (14) การพัฒนาเมืองเก่าอย่างชาญฉลาด จ.เชียงใหม่

    (15) กระบี่เมืองอัจฉริยะ จ.กระบี่

    (16) ฉะเชิงเทราเมืองน่าอยู่ จ.ฉะเชิงเทรา

    การขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นภารกิจหลักของ depa ในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คณะอนุกรรมการฯ มีหน้าที่พิจารณาและเห็นชอบต่อแผนการพัฒนาเมืองรายพื้นที่เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมฯ ให้การอนุมัติ เพื่อส่งเสริมสิทธิประโยชน์ด้านภาษีจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ แก่เมืองที่มีแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะ 

    นอกจากนี้ บอร์ดดีอี ยังเห็นชอบ ร่างนโยบายและเป้าหมายด้านยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศไทยในช่วงสามปีข้างหน้า และที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้านเพื่อขับเคลื่อนแผนด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มีเป้าประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

    การสร้างคนและเทคโนโลยี การสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการสร้างผลกระทบที่ดีทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้มีกลไกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานการพัฒนา AI ของประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน รวมถึงการพิจารณา และยังได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการโครงข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง และเห็นชอบในหลักการแนวทางการบริหารจัดการโครงข่ายเน็ตประชารัฐและส่วนต่อขยายฯ ตามหลักการโครงข่ายแบบเปิด (Open Access Network) และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ดำเนินการตามแนวทางที่นำเสนอต่อไป

    โครงการ “ภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์” (Phuket Tinicon Valley) เกิดขึ้นจากแนวคิดการพัฒนาเมืองภูเก็ตให้เป็น เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ตามนโยบาย Thailand 4.0 ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ล่าสุดได้ผ่านการรับรองให้ใช้ ตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะ ซึ่งสะท้อนถึงการเป็นเมืองต้นแบบด้านการจัดการและนวัตกรรม โครงการนี้มีจุดเด่นที่การออกแบบโครงข่ายดิจิทัลแบบเปิด (Open Access Network) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสาธารณะได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ทั้งยังอยู่ภายใต้การกำกับและสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (DEPA)

    เบื้องหลังการก่อตั้งภูเก็ตทินิคอนวัลเลย์ ยังมีแรงผลักดันจากภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัท ภูเก็ตภิวัตน์ และบุคคลสำคัญอย่าง “ทอมมี่” มนต์ทวี หงษ์หยก ที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาให้ที่นี่เป็นเมืองอัจฉริยะเอกชนแห่งแรกของภูเก็ต ทำให้โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นแผนงานด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นภาพสะท้อนการผนึกกำลังระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อสร้างพื้นที่เมืองใหม่ที่รองรับธุรกิจไฮเทค สตาร์ทอัพ และการลงทุนด้านดิจิทัลในอนาคต ทั้งยังต่อยอดจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการวางภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729264&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mOD_haJa98Xfzbpm5w9LU

  • รมว. กต. เยือน สวีเดน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    รมว. กต. เยือน สวีเดน ยกระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์สู่เศรษฐกิจสีเขียว

    วันนี้ (24 สิงหาคม) มาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางถึงยัง กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน  ในโอกาสเยือนสวีเดนอย่างเป็นทางการ  ระหว่างวันที่ 24 – 26 ส.ค. 2568 การเดินทางเยือนสวีเดนครั้งนี้ นับเป็นการเยือนระดับรัฐมนตรีครั้งแรกในรอบ 7 ปี และจะร่วมลงนามในเอกสารความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ไทย-สวีเดน (Thailand-Sweden Strategic Partnership)

    รัฐมนตรีต่างประเทศเปิดเผยว่า การเยือนสวีเดนครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ส่งผลให้ความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างไทยกับสวีเดนมีศักยภาพมากยิ่งขึ้น และพัฒนาความร่วมมือในทุกมิติให้เป็นยุทธศาสตร์ที่แท้จริง เพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนร่วมกัน  

    ทั้งนี้สวีเดนเป็นประเทศที่อยู่ในกลุ่ม สหภาพยุโรป  เป็นประเทศที่อยู่ในสแกนดิเนเวียและอยู่ในกลุ่มนอร์ดิก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในหลายมิติ ทั้งในด้านวิชาการ วิทยาศาสตร์ การพัฒนาทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชี่ยวชาญทางด้านเกษตรกรรม ซึ่งต่อไปในอนาคตการเกษตร จะต้องเป็นสมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) และจำเป็นจะต้องเข้าใจการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเกษตรสีเขียว ปราศจากการทำลายสิ่งแวดล้อม 

    รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี  มีเป้าหมายสำคัญ ในด้านนโยบาย การเปลี่ยนผ่านสีเขียว (Green Transition) ที่จะนำประเทศไทยก้าวสู่ การส่งเสริม ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ (Green Economy) และ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ (Green Technology ) เนื่องจากภายในปีหน้าสหภาพยุโรปจะเริ่มวางมาตรการ คุณสมบัติทางด้านการค้าการลงทุน อยู่บนพื้นฐานของการใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด  ซึ่ง Green Transition นี้ จะรวมมิติต่างๆ ของการพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ของ Green Transition  ซึ่งจะครอบคลุมไปถึง การเงินสีเขียว (Green Finance), พลังงานสีเขียว (Green Energy), ชุมชนสีเขียว (Green Community) ตลอดจนการพัฒนาทางด้าน AI และเศรษฐกิจดิจิทัล

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-sweden-strategic-partnership-green-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hzrlASSRxWVZqM9wA96qf

  • ย้ายชุมชนแม่สาย สู่โครงการ “บ้านมั่นคง” บนที่ดินโรงงานยาสูบ แก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน

    ย้ายชุมชนแม่สาย สู่โครงการ “บ้านมั่นคง” บนที่ดินโรงงานยาสูบ แก้ปัญหาน้ำท่วมยั่งยืน

    ก้าวยาวสู่ความมั่นคง! แม่สายเตรียมย้ายชุมชนริมน้ำ จัดสรรที่ดินโรงงานยาสูบสร้างบ้านใหม่

    แม่สายเมืองหน้าด่านเศรษฐกิจ เชียงรายผลักดันแผนแก้ปัญหาอุทกภัยระยะยาวแบบระบบ ตั้งแต่ “ขยายลำน้ำก่อสร้างคันกันน้ำจัดระเบียบริมตลิ่งย้ายชุมชนเสี่ยง” สู่การตั้งถิ่นฐานใหม่ผ่าน โครงการบ้านมั่นคง บนที่ดินโรงงานยาสูบ (ที่ราชพัสดุ)

    วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น

    • ตัวเลขชวนคิด: เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษแม่สายครอบคลุม 8 ตำบล พื้นที่ 304.78 ตร.กม. (ราว 190,487.5 ไร่) เคยมี น้ำท่วมใหญ่ ก.ย.–ต.ค. 2567 สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 6,000 ล้านบาท; แม่น้ำสายแคบลงจาก 70–80 ม. เหลือ <20 ม. ใต้สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1; พบการรุกล้ำลำน้ำ ฝั่งไทย 45 จุด/ฝั่งเมียนมา 33 จุด (เมียนมารื้อถอนแล้ว 20 จุด); แผนวิศวกรรมตั้งเป้า “ขยายลำน้ำ ≥50 ม. + คันยกระดับ สูงรวม ~3 ม. กว้าง 9 ม. ระยะทาง 3,960 ม. รองรับน้ำหลาก ~430 ม³/วินาที” พร้อมกรอบก่อสร้างเบื้องต้น ~2,000 ล้านบาท และสำรวจ–ออกแบบ 24 ล้านบาท
    • ปมชี้ขาด: ความพร้อมในการ “ย้าย–เยียวยา–จัดสรรที่อยู่อาศัยใหม่” ของ 843 หลังคาเรือน ริมน้ำ และการประสานข้ามพรมแดนกับเมียนมาเพื่อแก้ที่ ต้นน้ำตะกอนมลพิษโลหะหนัก
    • กุญแจสู่การคลี่คลาย: ใช้ที่ราชพัสดุโรงงานยาสูบ ประมาณ 70 ไร่ ในเขตเทศบาล ติดเมือง–พ้นแนวท่วม ทำ “บ้านมั่นคง” (สิทธิอยู่ เช่าที่ราชพัสดุ/กู้สหกรณ์สร้างบ้าน ~280,000–400,000 บาท ต่อหน่วย ขึ้นกับแบบและพื้นที่) โดย พอช. เป็นแม่งานภาคสังคม ร่วมกับ กรมโยธาฯ–กรมธนารักษ์–จังหวัดเชียงราย

     “ขยับเมืองหนีน้ำ” แม่สายเดินหน้าแผนใหญ่ขยายลำน้ำ สร้างคันกันน้ำ ย้ายชุมชนเสี่ยง สู่ ‘บ้านมั่นคง’ บนที่ดินโรงงานยาสูบ

    เชียงราย, 24 สิงหาคม 2568 — ยามฝนหลงฤดูซัดกระหน่ำเหนือดอยแม่สายในคืนหนึ่ง น้ำขุ่นจัดไหลทะลักผ่านช่องแคบใต้สะพานมิตรภาพไทย–เมียนมา แห่งที่ 1 ก่อนจะแผ่ซ่านเข้าเขตตลาดและชุมชนริมน้ำในเวลาไม่กี่สิบนาที เป็นภาพที่คนในพื้นที่เรียกติดปากว่า “มาเร็ว–ลงไว–ทิ้งโคลน” และเป็นสัญญาณเตือนว่าต้นทุนการอยู่ร่วมกับสายน้ำในเมืองหน้าด่านเศรษฐกิจแห่งนี้ “เปลี่ยนไป” แล้ว

    หนึ่งปีให้หลังจาก เหตุอุทกภัยใหญ่ ก.ย.–ต.ค. 2567 ที่ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจประเมินค่ากว่า 6,000 ล้านบาท แม่สายเดินมาถึงจุดตัดสินใจสำคัญ: จะ “ซ่อมความเสียหาย” เป็นครั้ง ๆ แบบเดิม หรือ “ยกเครื่องทั้งระบบ” แม่น้ำ–ตลิ่ง–เมือง–ชุมชน ให้สอดคล้องกับภูมิประเทศเสี่ยงน้ำและความจริงใหม่ของสภาพภูมิอากาศ

    คำตอบเริ่มชัด เมื่อแผนงานชุดใหญ่ที่รัฐบาลมอบหมายให้ กรมโยธาธิการและผังเมือง (โยธาฯ) เป็นแกนกลาง กำหนดภาพรวมตั้งแต่ ขยายหน้าตัดแม่น้ำสาย ให้กว้าง ไม่น้อยกว่า 50 เมตร, ก่อสร้างคันป้องกันน้ำหลาก–โคลน ระยะทาง 3,960 เมตร ยกระดับความสูงรวมราว 3 เมตร (คันดิน 2 ม. + ผนังคอนกรีต 1 ม.) พร้อม ย้ายรื้อสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ และจัดระเบียบพื้นที่ริมตลิ่งทั้งสองฝั่ง เพื่อให้ระบบระบายน้ำรองรับอัตราการไหล ประมาณ 430 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยวางกรอบงบประมาณก่อสร้างเบื้องต้นราว 2,000 ล้านบาท และวงเงินศึกษาสำรวจ–ออกแบบ 24 ล้านบาท เพื่อเร่งงานเตรียมการในช่วง 8 เดือน ข้างหน้า

    “เร่งศึกษารูปแบบก่อสร้างให้จบเร็วที่สุด แต่ย้ำว่านี่เป็น โครงการระยะยาว โดยเฉพาะการย้ายบ้านเรือนกว่า 800 หลัง ไม่อาจแล้วเสร็จภายในฤดูฝนนี้หรือปีหน้า” ข้อความตามการชี้แจงของ นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง

    เมื่อ “แม่น้ำแคบ–ตะกอนหนา–กิจกรรมมนุษย์เร่งวิกฤต”

    หากถอยออกมาดูทั้งลุ่มน้ำ ภาพใหญ่ของแม่สายคือเมืองชายแดนที่ตั้งอยู่บน เนินตะกอนรูปพัด (alluvial fan) อันเป็นพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากโดยธรรมชาติ เมื่อประกอบกับลักษณะลำน้ำที่ แคบลงต่อเนื่องจาก 70–80 เมตร เหลือ ไม่ถึง 20 เมตร บริเวณใต้สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 1 ความสามารถระบายน้ำย่อมลดฮวบ ขณะเดียวกัน “แรงเร่ง” จากกิจกรรมมนุษย์ทำให้วิกฤตรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    • การเปิดหน้าดิน–ทำลายป่าต้นน้ำในรัฐฉาน (เมียนมา) เพื่อเกษตรและเหมือง สร้างมวลตะกอนพัดพาลงลำน้ำสาย เมื่อหน้าตัดลำน้ำแคบ–ความลาดชันในช่วงเมืองต่ำ ตะกอนจึง ตกทับถมรวดเร็ว เกิดปรากฏการณ์ที่คนท้องถิ่นเปรียบว่า “สึนามิโคลน” นั่นคือไม่ใช่เพียงน้ำ แต่เป็น น้ำ+โคลน ที่ลากเศษซากลงสู่เขตชุมชน
    • การรุกล้ำลำน้ำ–ก่อสิ่งปลูกสร้างริมตลิ่ง พบจุดรุกล้ำ ฝั่งไทย 45 จุด และ ฝั่งเมียนมา 33 จุด โดย ฝ่ายเมียนมารื้อถอนไปแล้ว 20 จุด ฝั่งไทยก็ประกาศเดินหน้าเช่นกัน การรุกล้ำเหล่านี้ทำให้พื้นที่หน้าตัดลำน้ำหายไป ก่อ “คอขวด” หลายช่วง และเป็นอุปสรรคต่อวิธีแก้ทางวิศวกรรม
    • มลพิษจากเหมืองต้นน้ำ โดยเฉพาะการปนเปื้อน สารหนู (Arsenic) และโลหะหนักในบางจุดของแม่น้ำสาย—ประเด็นที่เกี่ยวพันกับสุขภาพชุมชนและระบบนิเวศ และต้องการความร่วมมือข้ามพรมแดนในการแก้ที่ต้นทาง

     “ขยายลำน้ำ–ย้ายเสี่ยง–สร้างคัน–ตั้งถิ่นฐานใหม่”

    หัวใจของแผนแม่สายไม่ได้มีเพียงคันกันน้ำ แต่เริ่มจากการ คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ ผ่านการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำ มากกว่า 843 หลังคาเรือน และ ขยายหน้าตัด ลำน้ำให้ได้มาตรฐานทางไฮดรอลิก ก่อนเสริมด้วยคันป้องกัน–ผนังคอนกรีต เพื่อ ลดโอกาสน้ำทะลัก เข้าพื้นที่เศรษฐกิจ–ชุมชนสำคัญ

    จุดชี้เป็นชี้ตายของการ “คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ” คือ จัดหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ ให้กับผู้ได้รับผลกระทบโดยเร็ว—และนั่นนำไปสู่การพิจารณาใช้ ที่ดินโรงงานยาสูบ (ที่ราชพัสดุ) ประมาณ 70 ไร่ ในเขตเทศบาลตำบลแม่สาย เพื่อจัดทำชุมชนใหม่ภายใต้ โครงการบ้านมั่นคง” ซึ่ง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) รับบทเป็นแกนกลางการทำงานกับชุมชน

    “ที่ดินดังกล่าวอยู่ห่างด่านพรมแดนราว 1.5 กม. ห่างที่ว่าการอำเภอเพียง 300 ม. ใช้เป็นสวนสุขภาพและ ไม่เคยท่วม จึงเหมาะสำหรับตั้งถิ่นฐานใหม่” สาระจากคำอธิบายของ นายวิเชียร พลสยม ผอ.พอช. ภาคเหนือ

    บ้านมั่นคง แบบสิทธิภาระผ่อน

    บ้านมั่นคง เป็นโมเดล “สิทธิอยู่อาศัย” ที่ให้ประชาชนเช่าที่ราชพัสดุจาก กรมธนารักษ์ (สิทธิรวมกลุ่มตามเงื่อนไขโครงการ) แล้วใช้กลไก สหกรณ์ออมทรัพย์ชุมชน เป็นแหล่งสินเชื่อเพื่อก่อสร้าง/ปรับปรุงบ้าน โดยมี แบบบ้านหลายขนาด รองรับครัวเรือนต่างบริบท ตัวอย่างเช่น ห้องแถว/ทาวน์เฮาส์ขนาดเล็ก ≤30 ตร.ม. ต้นทุนก่อสร้างประมาณ 280,000–300,000 บาท (ในเมืองใหญ่) และ 350,000–400,000 บาท ในต่างจังหวัดสำหรับครอบครัว ~5 คน ทั้งนี้สิทธิในโครงการเน้น ประชาชนสัญชาติไทย (เลข 13 หลัก) และ ครอบครัวขยาย ที่ได้รับการรับรองจากชุมชน เพื่อลดข้อขัดแย้งและป้องกันการเก็งกำไรสิทธิ

    ทำไม “ที่ราชพัสดุโรงงานยาสูบ” จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ

    พื้นที่โรงงานยาสูบในแม่สายเคยถูกหยิบยกใน ปี 2559 ภายใต้นโยบาย เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ครอบคลุมที่ราชพัสดุ 3 แปลง รวม ~870-3-5 ไร่ ใน ต.โป่งผา ทำเลติดถนนพหลโยธิน ใกล้ด่านศุลกากรแม่สายแห่งที่ 2 ราว 4 กม. แต่การพัฒนาติดเงื่อนไขการใช้ประโยชน์ที่ดินเดิม (เช่าปลูกข้าวโพด–ยาสูบ) การนำ บางส่วน ของที่ดิน “ที่พ้นแนวท่วม” มาใช้เพื่อแก้ปัญหาสาธารณะตั้งถิ่นฐานให้ผู้ย้ายจึงเป็น ทางเลือกใหม่ ที่น่าจับตา และหากเดินหน้าได้จริง จะช่วย “ลดแรงต้าน” ในภาคสนาม เพราะชุมชนใหม่อยู่ ไม่ไกล จากที่ทำกิน–ที่ทำงานเดิม

    เสียงจากสนามจริง ใครได้–ใครเสีย–จะเดินต่ออย่างไร

    ฝ่ายได้ประโยชน์

    1. ชาวแม่สายในระยะยาว: ลดความเสี่ยงชีวิต–ทรัพย์สิน เศรษฐกิจเมืองชายแดนมีเสถียรภาพมากขึ้น
    2. ครัวเรือนที่ย้ายเข้าโครงการ: เข้าถึงที่อยู่อาศัยมั่นคง ถูกกฎหมาย มีระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน
    3. แม่น้ำ–สิ่งแวดล้อม: คืนหน้าตัดระบายน้ำ ลดการกัดเซาะ–ทับถม และเปิดทางสู่การฟื้นฟูคุณภาพน้ำ
    4. ภาพลักษณ์ชายแดน: ด่าน–ริมน้ำเป็นระเบียบ เพิ่มความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว–การค้า

    ฝ่ายได้รับผลกระทบ

    1. ครัวเรือนที่ต้องย้าย: แม้มีทางออก “บ้านมั่นคง” แต่การย้ายคือการเปลี่ยนชีวิต โดยเฉพาะผู้ที่ ไม่มีเอกสารสิทธิ์ จะได้รับชดเชยเฉพาะ ค่าบ้าน ไม่รวมที่ดิน
    2. เกษตรกรผู้เช่าที่ในเขตโรงงานยาสูบ: หากนำบางส่วนของที่ดินมาใช้ตั้งถิ่นฐาน อาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบทำกิน
    3. ผู้ประกอบการค้าริมน้ำที่รุกล้ำ: เช่น บางส่วนของตลาด–แผงค้า จำเป็นต้องรื้อ/ย้าย ไปสู่รูปแบบพื้นที่ค้าขายใหม่
    4. ภาครัฐ: แบกรับภาระงบฯ ทั้งศึกษาความเหมาะสม–รับฟังความเห็น–ชดเชย–ก่อสร้าง (ประเมินเบื้องต้น ค่าประนีประนอม ~200 ล้านบาท + ค่าก่อสร้าง ~2,000 ล้านบาท) และต้องบริหาร ความไว้วางใจสาธารณะ อย่างใกล้ชิด

    ท่าทีจังหวัด ด้าน นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ “รับทราบความจำเป็นต้องย้าย” เพื่อแก้ปัญหาระยะยาว และจังหวัดได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบ ข้อมูลครัวเรือนกว่า 1,500 หลังคาเรือน ที่อยู่ในแนวต้องเคลื่อนย้าย เพื่อกำหนด ลำดับ–มาตรการเยียวยา–แบบชุมชนใหม่ ให้เหมาะสม

    ข้ามพรมแดนเพื่อแก้ที่ต้นเหตุ: ขุดลอก–คุมตะกอน–ลดมลพิษ

    ปัญหาแม่สายไม่สิ้นสุดที่ฝั่งไทย เพราะ ต้นน้ำส่วนใหญ่อยู่ในเมียนมา รัฐบาลไทยจึงเดินหน้าเจรจา ขุดลอกแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก, ตั้ง คณะทำงานวิชาการร่วม เพื่อจัดการมลพิษข้ามแดน โดยเฉพาะ โลหะหนักจากกิจกรรมเหมือง และการ อนุรักษ์ป่าต้นน้ำ แม้ความคืบหน้ายังผูกกับสถานการณ์ภายในเมียนมา แต่กรอบความร่วมมือถือเป็น ก้าวแรกที่จำเป็น เพื่อไม่ให้มาตรการปลายน้ำของไทย “รับภาระลำพัง”

    เส้นเวลา–สิ่งที่จับตาจากแบบบนกระดาษสู่สนามจริง

    • 1–2 เดือน: กรมโยธาฯ ใช้งบกลางเริ่มศึกษารูปแบบก่อสร้าง–โครงสร้างป้องกัน
    • ภายใน ~8 เดือน: สำรวจ–ออกแบบ–รับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (งบ 24 ล้านบาท)
    • ระยะก่อสร้าง: ผูกกับผลการออกแบบ รายการเวนคืน/รื้อย้าย และ ฤดูกาลฝน ซึ่งอาจต้อง “ก่อสร้างเป็นช่วง ๆ”
    • กระบวนการสังคม: สำรวจสิทธิ–เข้าโครงการบ้านมั่นคง–จัดผังชุมชน–สาธารณูปโภค—เป็น “งานใหญ่” ไม่แพ้โครงสร้างทางวิศวกรรม

    หมุดเช็กความก้าวหน้า ที่สาธารณะควรถามซ้ำทุกไตรมาส คือ
    (1) แผนผัง “แนวเขตเวนคืน/รื้อย้าย” โปร่งใสเพียงใด
    (2) รายชื่อ–สถานะ “ผู้มีสิทธิ์เข้าบ้านมั่นคง” ชัดแค่ไหน
    (3) ตารางการขุดลอก–เพิ่มหน้าตัดลำน้ำ เดินตามแบบหรือไม่
    (4) ความคืบหน้าความร่วมมือข้ามแดนด้านตะกอน–มลพิษ

    เมืองที่ยืนอยู่ได้บน “สายน้ำที่ยอมรับความจริง”

    แม่สายเป็นหนึ่งใน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ที่สำคัญ ครอบคลุม 8 ตำบล พื้นที่ ~304.78 ตร.กม. เศรษฐกิจชายแดนเติบโตเร็วแต่ความเปราะบางก็ขยายตาม หากปล่อยให้น้ำท่วมเป็น “เหตุการณ์พิเศษ” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมืองจะสูญเสียทั้ง ความเชื่อมั่นเสถียรภาพ และ โอกาส ในการเป็นศูนย์กลางการค้า–ท่องเที่ยวของภาคเหนือ

    แผน “ขยายลำน้ำ–สร้างคัน–ย้ายเสี่ยง–บ้านมั่นคง” จึงคือการเลือก ยอมรับความจริง ของภูมิประเทศ และปรับเมืองให้เข้ากับสายน้ำ มากกว่าบังคับให้สายน้ำ “เดินตามเมือง” การจะสำเร็จได้ จำเป็นต้องมีทั้ง วิศวกรรมที่ดี และ วิศวกรรมสังคมที่ละเมียดสื่อสารโปร่งใส เยียวยาเป็นธรรม ประสานผลประโยชน์ และ “จับมือกันข้ามพรมแดน” กับเมียนมาในประเด็นตะกอน–มลพิษ

    ท้ายที่สุด หาก “บ้านหลังใหม่” ของ 843 ครัวเรือนเกิดขึ้นจริงบนที่ดินที่ ไม่ท่วม–ไม่ไกล–มีงาน–มีโอกาส และหากแม่น้ำสายกลับมามีหน้าตัดตามหลักไฮดรอลิก เมืองแม่สายก็จะไม่ได้เพียง “หนีน้ำ” แต่ “อยู่กับน้ำได้”—อย่างมั่นคง และเดินหน้าบทบาทเมืองหน้าด่านเศรษฐกิจได้อย่างไม่สะดุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mae-sai-relocation-community-flooding-prevention-baan-mankong-project/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fMbZiay-GE7Ic8B__paGH

  • เขมรรู้ซึ้ง ขัดแย้งไทย ทำประเทศเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจ!

    เขมรรู้ซึ้ง ขัดแย้งไทย ทำประเทศเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจ!

    เขมรรู้ซึ้ง ขัดแย้งไทย ทำประเทศเผชิญหายนะทางเศรษฐกิจ!

    จากรายงานของ Cambodian Times เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกัมพูชาและทหารไทยในวันที่ 28 พฤษภาคม 2025 ณ บริเวณสามเหลี่ยมมรกต ได้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อหลายภาคส่วนของประเทศกัมพูชา

    ด้านการเมืองและความมั่นคง ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป โดยแต่ละฝ่ายต่างกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรง มีรายงานทหารกัมพูชาเสียชีวิตหนึ่งนาย และมีการสั่งปิดด่านชายแดนบางแห่ง รวมถึงการห้ามนำเข้าสินค้าบางประเภท ซึ่งเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจแล้ว นอกจากนี้ ยังส่งผลให้เกิดการอพยพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

    ด้านการค้า
    ภาคธุรกิจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรอย่างมันสำปะหลังที่ส่งออกไปยังประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดหลัก ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกลดปริมาณลงหากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม สินค้าอื่น ๆ เช่น ผักและผลไม้ ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากสามารถนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนได้ และยังสามารถใช้เส้นทางการขนส่งทางทะเลและทางอากาศได้

    ด้านการท่องเที่ยว
    ถือเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของกัมพูชาในปี 2024 โดยมีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางไปเยือนมากกว่า 2.15 ล้านคน แต่หลังเหตุการณ์ปะทะ ยอดนักท่องเที่ยวชาวไทยในเดือนกรกฎาคมลดลงถึง 92.32% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากชาติอื่นก็ลดลงเช่นกันเนื่องจากความกังวลด้านความปลอดภัย ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงอย่างมาก และทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการว่างงาน โดยเฉพาะในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า ร้านอาหาร และโรงพยาบาล

    ด้านประชาชนและแรงงานข้ามชาติ
    มีประชาชนในพื้นที่ชายแดนกว่า 120,000 คนต้องพลัดถิ่น และเสี่ยงต่อการขาดรายได้และการผิดนัดชำระหนี้ แม้รัฐบาลจะออกมาตรการช่วยเหลือด้วยการผ่อนปรนหนี้ชั่วคราว แต่ก็อาจไม่เพียงพอหากความขัดแย้งยืดเยื้อ นอกจากนี้ แรงงานชาวกัมพูชาในประเทศไทยกว่า 1.2 ล้านคนอาจต้องเดินทางกลับประเทศ ทำให้เงินส่งกลับประเทศลดลง และเกิดปัญหาการว่างงาน เนื่องจากตำแหน่งงานว่างในประเทศมีเพียง 100,000 อัตราเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะรองรับแรงงานที่กลับมาทั้งหมด

    จากสถานการณ์ดังกล่าว Cambodia Times ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลว่าควรพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางเลือกสำหรับสินค้าเกษตร และสนับสนุนธุรกิจ SME เพื่อยกระดับการผลิตและการส่งออก ในส่วนของการท่องเที่ยว ควรหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศอื่น ๆ เช่น จีน เวียดนาม และเกาหลีใต้ และสุดท้าย ควรมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่พลัดถิ่นเพิ่มเติม เช่น เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน และการฝึกทักษะอาชีพใหม่ให้กับแรงงานที่เดินทางกลับประเทศ


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tnews.teenee.com/world/176770.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W6OQsUSFAp-cYevWOV5uQ

  • กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4

    กนง. ลดดอกเบี้ยตามคาด SCB EIC ประเมิน กนง. จะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้งในไตรมาส 4

    กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.50% ตามคาดการณ์ของ SCB EIC โดยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้มาจากการประเมินของ กนง. ว่านโยบายการเงินสามารถผ่อนคลายได้เพิ่มเติมเพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายลง โดยเฉพาะ (1) ธุรกิจที่จะถูกกระทบจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ซ้ำเติมปัญหาความสามารถในการแข่งขันที่มีอยู่ก่อนแล้ว ให้สามารถปรับตัวได้ในระยะข้างหน้า ที่การแข่งขันจากต่างประเทศ

    จะรุนแรงขึ้น และ (2) ช่วยบรรเทาภาระทางการเงินของภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง มองไปข้างหน้า กนง. เห็นว่านโยบายการเงินจะต้องอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่ควรคำนึงถึงเสถียรภาพในระยะปานกลาง รวมถึง Policy space ที่มีจำกัดและประสิทธิผลในการส่งผ่านนโยบายการเงิน

    กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 จะชะลอลง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน

    • กนง. มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยไม่ได้แตกต่างจากการประเมินในการประชุมครั้งก่อนมากนัก โดยในการประชุมรอบเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่ง กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.3%YOY และ 1.7%YOY ในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้จากภาคการส่งออกสินค้าและภาคการผลิตเป็นหลัก ตามการเร่งส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ
    • กนง. มองว่าเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2025 มีแนวโน้มชะลอลงจากช่วงครึ่งแรกของปี ส่วนหนึ่งจากการเร่งผลิตและส่งออกสินค้าไปตลาดสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งปีแรก นอกจากนี้ กนง. ยังประเมินว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจอื่น ๆ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มแผ่วลง และอาจปรับประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลงในการเผยแพร่ประมาณการในรอบการประชุมเดือนตุลาคม 2025 (ประมาณการ ณ รอบการประชุมเดือน มิ.ย. 2025 ประเมินไว้ที่ 35 และ 38 ล้านคนในปี 2025 และ 2026 ตามลำดับ)
    • กนง. เห็นว่าต้องติดตามผลกระทบจากภาษี Transshipment และการแข่งขันของสินค้านำเข้าที่จะรุนแรงขึ้น โดยประเมินว่าแม้อัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บสินค้าไทยไม่ได้เสียเปรียบคู่แข่ง แต่อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในระดับที่สูงขึ้นมากเช่นนี้ รวมทั้งมาตรการกำแพงภาษีสินค้าTransshipment และภาษีนำเข้าเฉพาะกลุ่มสินค้า เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ที่จะทยอยออกมาในระยะข้างหน้า อาจลดทอนอุปสงค์สินค้าส่งออกโลกโดยรวม นำไปสู่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และจะส่งผลต่อไปในระยะปานกลางการปรับตัวของภาคธุรกิจจึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า
    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยราคาอาหารสดลดลงจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาพลังงานลดลงตามราคาน้ำมันดิบโลกเป็นหลัก แต่ยังไม่เห็นราคาสินค้าและบริการอื่นลดลงตามเป็นวงกว้าง สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังทรงตัวใกล้เคียง 1% กนง. จะติดตามสถานการณ์สินเชื่อหดตัวและเงินบาทแข็งค่า ซึ่งอาจมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
    • สถานการณ์สินเชื่อหดตัวอาจซ้ำเติมภาคส่วนเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยการหดตัวของสินเชื่อมีที่มาจาก สินเชื่อกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อภาคครัวเรือนที่หดตัวลง ส่วนหนึ่งจากความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้ลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ชะลอลงตามความต้องการสินเชื่อที่ปรับลดลงจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง
    • เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับค่าเงินภูมิภาค ตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า รวมถึงการเคลื่อนไหวของเงินบาทตามราคาทองคำที่ปรับสูงขึ้น
    • กนง. ยังมองว่านโยบายการเงินจำเป็นต้อง “ผ่อนคลาย” แต่ยังต้องคำนึงถึง Policy space และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงิน ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมาแล้วรวม 1.0% จาก 2.50% ในช่วงต้นปี 2024 อยู่ที่ระดับ 1.50% ในระยะข้างหน้า กนง. จำเป็นต้องพิจารณาถึงข้อจำกัดของ Policy space ที่เหลือน้อยลง และประสิทธิผลของการส่งผ่านนโยบายการเงินที่จะน้อยลงในภาวะดอกเบี้ยต่ำ IMPLICATIONS

    SCB EIC ประเมินว่า กนง. จะยังลดดอกเบี้ยต่ออีกครั้งในปีนี้ เนื่องจาก

    • ภาวะการเงินตึงตัว รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเร็วอาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
      o สถานการณ์สินเชื่อหดตัว โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจ SMEs และสินเชื่อครัวเรือนจะยังดำเนินต่อไป จากความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ธุรกิจ SMEs บางส่วนประสบปัญหาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ภาคครัวเรือนยังประสบปัญหาภาระหนี้ที่มีอยู่เดิม
      o เงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็วในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย การแข็งค่านี้สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาทในช่วงตั้งแต่ต้นปี 2025 ที่ผ่านมา ที่ดัชนีอยู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินเอเชียปี 1997 (รูปที่ 1)
    • อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับในอดีต โดยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงของไทย อยู่ที่ประมาณ 0.75% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอยู่ใกล้เคียง 0% เท่านั้น (รูปที่ 2) สะท้อนว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันอาจยังไม่ผ่อนคลายเพียงพอ เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย
    • อัตราเงินเฟ้อไทยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน แม้จะมีที่มาจากปัจจัยด้านอุปทานและมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากภาครัฐโดยเฉพาะด้านพลังงานเป็นหลัก อาจทำให้ครัวเรือนเผชิญกับภาวะ “Debt deflation” และนำไปสู่ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) ในที่สุด
      o Debt deflation คือสถานการณ์ที่มูลค่าที่แท้จริงของหนี้ไม่ลดลงตามราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระหนี้ครัวเรือนยังคงสูงอยู่ โดยที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อต่ำไม่ได้ช่วยในกระบวนการลดหนี้ครัวเรือน (Debt deleveraging) มากนัก แต่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ลดลงที่เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เกิดจากหนี้ใหม่ที่ชะลอตัว (รูปที่ 3)
      o หากสถานการณ์นี้ดำเนินต่อไป อาจทำให้ครัวเรือนเปราะบางยิ่งขึ้น ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอลง และนำไปสู่แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเงินฝืด(Deflation)

    สำหรับมุมมองนโยบายการเงิน SCB EIC ยังคงประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.25% ภายในสิ้นปีนี้ โดยเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยจะแผ่วลงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคการส่งออกสินค้า และภาคการท่องเที่ยว ความเปราะบางของภาคธุรกิจและครัวเรือนจะยังส่งผลต่ออุปสงค์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง ภาวะการเงินไทยนับว่ายังตึงตัวสูง ไม่สอดคล้องกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าระดับศักยภาพมาก SCB EIC จึงประเมินว่าภายในปีนี้ กนง. จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาส 4 เพื่อให้นโยบายการเงินสามารถรองรับความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237218&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03PdotlKSeeDiBjzjGp0AL

  • ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:

    ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:

    ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน:
    อเมริกาต้องการให้ประชาชาติอิหร่านเชื่อฟังคำสั่งของตน / ประชาชนชาวอิหร่านรู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่งต่อการดูหมิ่นที่ร้ายแรงเช่นนี้ และจะยืนหยัดต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดกับบุคคลหรือกลุ่มใดก็ตามที่มีความคาดหวังผิด ๆ เช่นนั้นต่อประชาชนอิหร่าน / ผู้ที่กล่าวว่า “ทำไมไม่เจรจาโดยตรงกับอเมริกาและแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น” คือผู้ที่มองเพียงผิวเผินเท่านั้น.

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเขียนในหนังสือพิมพ์ ชัรกุลเอาว์ซัต ว่า:
    🔹ความลังเล ความอ่อนแอ หรือความหลงผิดที่เกิดจากการเชื่อในคำสัญญาหลอกลวง เช่น “ข้อตกลงอับราฮัม” จะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประชาชาติอิสลาม การนิ่งเฉยและไม่ลงมือปฏิบัติต่อโศกนาฏกรรมและอาชญากรรมของระบอบไซออนิสต์ รวมถึงการผัดผ่อนที่จะรับมือกับนโยบายและการกระทำอันคล้ายพวกนาซีของ “ฮิตเลอร์ในยุคนี้” นั้น ไม่เพียงแต่เป็นการทรยศต่อชาวปาเลสไตน์ผู้ทุกข์ยากเท่านั้น แต่ยังเป็นการทรยศต่อหลักการทางศีลธรรมทั้งหมดและรากฐานแห่งอารยธรรมมนุษย์ อีกทั้งยังเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อความมั่นคง อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคด้วย.

  • ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    ลาริญานี: ชาวอิหร่านไม่ใช่พวก “ยอมจำนน”

    เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติอิหร่าน:
    🔹 การเจรจาจะเกิดผลก็ต่อเมื่อฝ่ายตรงข้ามเข้าใจว่าสงครามไม่มีประโยชน์ และต้องการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา แต่หากเพียงใช้การเจรจาเป็นข้ออ้างเพื่อทำปฏิบัติการอื่น แบบนั้นก็ไม่ใช่การเจรจาที่ถูกต้อง
    🔹 ในเรื่องนี้ เงื่อนไขของเราคือการทำ “การเจรจาที่แท้จริง” หากคุณต้องการสงคราม ก็ไปทำของคุณเถอะ แต่เมื่อใดที่เสียใจแล้ว ค่อยกลับมาเจรจาก็ได้ พวกเขาพูดเรื่องไร้สาระว่าต้องกดดันให้ อิหร่านยอมจำนน
    🔹 แต่ในสงครามนี้ พวกเขาได้เข้าใจแล้วว่า “ชาวอิหร่านไม่ใช่พวกยอมจำนน” เงื่อนไขของการเจรจาที่แท้จริงคือการที่พวกเขาต้องตระหนักถึงข้อนี้ก่อน

  • การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    การจัดการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านและสามประเทศยุโรป / การยกเลิกการคว่ำบาตรเป็นประเด็นหลักในการหารือของอรักชี

    อิสมาอิล เบกาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ:
    🔹ตามการประสานงานที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านจะมีการสนทนาทางโทรศัพท์ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส อังกฤษ และเยอรมนี ในวันศุกร์ที่ 31 โมร์ดอด
    🔹ในการสนทนาครั้งนี้ จะมีการหารือเกี่ยวกับประเด็นด้านนิวเคลียร์และข้อเรียกร้องของอิหร่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงความจำเป็นที่คู่เจรจาต้องตอบสนองต่อการโจมตีอันเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน