Blog

  • รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    รัฐเล็งออกมาตรการ “กระตุ้นท่องเที่ยว-ลดหย่อนภาษี” ปลายปี 68

    นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยว่า ครึ่งปีหลังของปี 2568 รัฐบาลเตรียมออกมาตรการเสริมกำลังซื้อและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียด โดยจะออกมา 2 มาตรการคือ มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งอยู่ระหว่างพูดคุยรายละเอียดให้ทันไตรมาส 4 เพื่อหนุนการท่องเที่ยวช่วงไฮซีซัน ส่วนอีกมาตรการคือ มาตรการลดหย่อนภาษี

    รมช.คลัง ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลเคยใช้มาตรการลดหย่อนภาษีมาแล้ว หากยังไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น กระทรวงการคลังจึงพร้อมพิจารณามาตรการเสริมเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดสมดุล ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเป็นประโยชน์ต่อแรงงาน ซึ่งทุกมาตรการเป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า

    สำหรับเงินงบประมาณจากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายในวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ที่ยังเหลืออีกประมาณ 26,000 ล้านบาท จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโตสูงกว่าร้อยละ 2

    อ่านข่าว

    เริ่มวันนี้! ลงทะเบียนผ่าน “ทางรัฐ” รับสิทธิ์รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    ครบ 1 เดือนหยุดยิงตลาดชายแดนเริ่มคึกคัก ผู้ค้าปรับตัวลดลงทุน

    18 ก.ย.นี้ จับสลากโครงการบ้านเพื่อคนไทย รวมกว่า 1 หมื่นยูนิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355725&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cLUQ8YV8eUbVGqHMXh8-D

  • จัดยิ่งใหญ่ งานก้าวสู่ทศววรรษที่ 43 โคราชอินไซด์แชนแนล-ข่าวเด่นทั่วไทย | TOPNEWS

    จัดยิ่งใหญ่ งานก้าวสู่ทศววรรษที่ 43 โคราชอินไซด์แชนแนล-ข่าวเด่นทั่วไทย | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 24/08/2025 21:23

    นครราชสีมา จัดยิ่งใหญ่ งานก้าวสู่ทศววรรษที่ 43 โคราชอินไซด์แชนแนล-ข่าวเด่นทั่วไทย

    เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมชุนหลีแกรนด์ ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ของกลุ่มสื่อในเครือโคราชอินไซด์แชนแนล และข่าวเด่นทั่วไทยภาคอีสานขึ้น โดยได้รับเกียรติจากนายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาได้รับมอบหมายจากนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ให้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับทางเครือข่ายสื่อมวลชนโคราชอินไซด์แชนแนลและข่าวเด่นทั่วไทย

    นอกจากนี้ยังมีบรรดาข้าราชการ และพ่อค้านักธุรกิจมากมายเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีในการค้าสู่ทศวรรษที่ 4 ในครั้งนี้ อาทิ จากบริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด, บริษัท น้ำตาลครบุรี จำกัด (มหาชน), บริษัท อุตสาหกรรมโคราช จำกัด, บริษัท นวนคร จำกัด (มหาชน), ประธานสภาอุตสาหกรรม, ตัวแทนจากสาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ โคราช, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลโคราช, ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช, มูลนิธิสว่างเมตตาธรรมสถาน (หลักเสียงเซี่ยงตึ๊ง), มูลนิธิพุทธรรม 31 ฮุก 31, บริษัท นครชัย 21 จำกัด, บริษัท เทพนครคาร์ จำกัด, บริษัท แฟลชเอ็กซ์เพรส จำกัด และอื่น ๆ อีกมามาย พร้อมทั้งมีเกียรติจำนวนมาก

    ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ มอบทุนการศึกษาให้บุตร-ธิดาของโคราชอินไซด์ ลื่อพันธมิตรในจึงหวัดนครราชสีมา รวมทั้งกิจกรรมพบปะสังสรรค์ ทางผู้บริหารสื่อโคราชอินไซด์ โดยนายเศรษฐพัฒน์ เจริญเศรษฐโสธร จึงขอกราบขอบพระคุณทุก ๆ ท่านที่เอ่ยนามและไม่ได้เอ่ยนามมาร่วมงานในรั้งนี้ ด้วยความเคารพและขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่สื่อมวลชนที่ดีเป็นกระบอกเสียงให้กับชาวจังหวัดนคราชสีมา โดยความบริสุทธิ์ยุติธรรมมีจรรยาบรรณในวิชาชีพตลอดไป ด้วยจิตคารวะ.

    ประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงาน

    SOCAIL 16-9_2ok

    SOCAIL 16-9

    “ดร.สามารถ” เตือนกทม.เหลือเวลาไม่มาก “รถไฟฟ้าสีเขียว” ใกล้หมดอายุสัมปทาน แต่ยังมีหลายเงื่อนไขต้องเร่งหาทางออก

    กองทัพอากาศ เปิดตัวโลโก้ “ฝูงบินรบกริพเพน” ล็อตใหม่ ภายใต้ชื่อ “บูรพาสันติ” เปี่ยมความหมาย พร้อมทำภารกิจเพื่อชาติ

    มรภ.กาญจนบุรี ร่วมแสดงความยินดี “ผู้ช่วย รมต. อว.”พร้อมหารือขับเคลื่อนพัฒนาท้องถิ่น

    สงขลาเปิดงาน “เมืองแห่งป้อมปราการสู่มรดกโลก” จุดประกายท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์วัฒนธรรม ขับเคลื่อนจังหวัด สู่การขึ้นทะเบียนเมืองมรดกโลก

    เพื่อนหวังดี เห็นเพื่อนเมาชวนกลับห้อง! เจอคนเมาสวนหมัดใส่ เลยสวนกลับจนอ่วม

    เช็กเลยจังหวัดไหนโดนบ้าง อุตุฯประกาศ ‘ฉบับ11’ อัปเดตเส้นทาง ‘พายุคาจิกิ’ 25 ส.ค.นี้ เตือน 34 จังหวัดรับมือฝนถล่ม กทม.ก็หนัก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1287268&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_OwG0v2X0hbkRXcvYt9tg

  • “ธฤตา-แดนไทย” ครองแชมป์ “ไอทีเอฟ มัลดีฟส์ จูเนียร์ โอเพน 2025” | เดลินิวส์

    “ธฤตา-แดนไทย” ครองแชมป์ “ไอทีเอฟ มัลดีฟส์ จูเนียร์ โอเพน 2025” | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5047970/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WwXBQsvUR6jWgkPt2p_W8

  • “ประเสริฐ” หนุนรัฐดัน “วัดต้นแบบความโปร่งใส” เสริมความรู้กม.-เทคโนโลยี สร้างระบบ-ยกระดับการพัฒนา

    “ประเสริฐ” หนุนรัฐดัน “วัดต้นแบบความโปร่งใส” เสริมความรู้กม.-เทคโนโลยี สร้างระบบ-ยกระดับการพัฒนา

    นครราชสีมา วันที่ 23 สิงหาคม – นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม(ดีอี) เป็นประธานเปิดการสัมมนาเรื่อง ‘การบริหารจัดการวัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง’ ซี่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ณ โรงแรม The Bonanza Resort เขาใหญ่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อส่งเสริมให้วัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์ บริหารจัดการตามหลักพระธรรมวินัย ควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย ได้แก่ พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2565 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้วัดเป็นศูนย์กลางทางศาสนา การศึกษา และการพัฒนาจิตใจของประชาชน โดยมีพระราชวชิราลังการ เจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา (ธรรมยุต) , พระครูปริยัติธรรมภาณี รองเจ้าคณะจังหวัด, นางเทียบจุฑา ขาวขำ สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทยและประธาน กมธ.ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร , นายอัฐฐเสฏฐ จุลเสฏฐพานิช เลขานุการ รมว.ดีอี , พระสังฆาธิการ พระภิกษุสงฆ์ ไวยาวัจกร และผู้เกี่ยวข้องกว่า 250 รูป/คน เข้าร่วม

    นายประเสริฐ กล่าวว่า วัดเป็นมากกว่าสถานที่ประกอบศาสนกิจ แต่วัดยังเป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นแหล่งการศึกษาและวัฒนธรรม และเป็นที่พึ่งทางจิตใจของประชาชน การบริหารจัดการวัด จึงต้องทำอย่างถูกต้อง โปร่งใส เป็นระบบ และเป็นธรรม ทั้งตามหลักพระธรรมวินัยและตามกฎหมาย ปัจจุบันกฎหมายหลักที่ใช้กำกับการบริหารวัดคือ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้วัดยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจที่มั่นคงของสังคมไทย

    ทั้งนี้หลักการสำคัญที่ควรยึดถือ มีอยู่ 4 ด้าน คือ 1. ด้านการปกครอง–บทบาทของเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัด ต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประโยชน์ส่วนรวม  , 2. ด้านการเงินและทรัพย์สิน–จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างถูกต้อง ใช้เงินเพื่อศาสนาและสาธารณประโยชน์ , 3. ด้านการพัฒนาและบริการสาธารณะ–พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และส่งเสริมคุณธรรมในสังคม และ 4. ด้านการกำกับตามกฎหมาย–ปฏิบัติตามระเบียบและกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทและคุ้มครองสิทธิของวัด

    “ปัจจุบันยังพบปัญหาหลายประการทั้ง พระสงฆ์และคณะกรรมการวัดบางแห่งขาดความรู้ด้านกฎหมาย , การเงินการคลังยังไม่เป็นระบบ ขาดความโปร่งใส , การใช้ที่ดินวัดผิดวัตถุประสงค์ เช่น ให้เช่า หรือใช้ในทางที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา , ความเข้าใจระหว่างวัดกับชุมชนยังไม่เป็นเอกภาพ ดังนั้น เพื่อให้วัดสามารถบริหารจัดการได้อย่างเข้มแข็ง และปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลในปัจจุบัน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าว

    นายประเสริฐ กล่าวย้ำว่าเพื่อยกระดับการบริหารวัด รัฐควรจัดอบรมความรู้ด้านกฎหมายแก่พระสงฆ์ ใช้เทคโนโลยีในการบริหาร เช่น ระบบบัญชีออนไลน์ สร้างวัดต้นแบบ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากชุมชน และผลักดันให้เกิดวัดต้นแบบที่มีความโปร่งใส เพื่อนำไปขยายผลสู่การพัฒนาวัดอื่นๆ ทั้งนี้ ทางกระทรวงดีอี ยินดีให้ความรู้เรื่องการจัดทำบัญชีออนไลน์อีกด้วย

    “การบริหารจัดการวัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ทำให้กิจการภายในวัดเป็นระบบ แต่ยังเป็นการรักษา ความมั่นคงของพระพุทธศาสนา และสร้างความศรัทธาของพุทธศาสนิกชน การบริหารจัดการวัดไม่ใช่เพียงการบริหารงาน แต่คือการบริหารศรัทธา เมื่อศรัทธานั้นมั่นคง พระพุทธศาสนาก็จะยั่งยืนสถาพร ตราบนานเท่านาน” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดีอี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237053&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SuLXnGqfO85z05BrdgwU9

  • เวียดนามประกาศอพยพ 5 แสนคน เตรียมรับไต้ฝุ่นคาจิกิขึ้นฝั่ง

    เวียดนามประกาศอพยพ 5 แสนคน เตรียมรับไต้ฝุ่นคาจิกิขึ้นฝั่ง

    รัฐบาลเวียดนามประกาศแผนการอพยพประชาชนมากกว่า 586,000 คนในหลายจังหวัดภาคกลาง พร้อมสั่งห้ามเรือทุกลำออกจากฝั่ง ขณะที่นครซานยา มณฑลไห่หนาน ทางตอนใต้ของจีน ปิดสถานประกอบการ แหล่งท่องเที่ยว และระบบขนส่งสาธารณะในวันอาทิตย์ เพื่อเตรียมรับมือไต้ฝุ่น “คาจิกิ” (Kajiki) ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้น

    กรมอุตุนิยมวิทยาจีนคาดการณ์ว่า พายุจะเคลื่อนตัวเฉียดชายฝั่งตอนใต้ของมณฑลไห่หนานในคืนวันอาทิตย์ ก่อนมุ่งหน้าสู่เวียดนาม โดยปัจจุบันพายุมีความเร็วลมสูงสุดถึง 166 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจรุนแรงขึ้นถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    สื่อทางการเวียดนามรายงานว่า รัฐบาลสั่งอพยพประชาชนจากจังหวัดแทงฮวา กว๋างตรี เมืองเว้ และดานัง เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจุดที่พายุพัดขึ้นฝั่งในช่วงเช้าวันจันทร์ พร้อมกำชับให้ประชาชนในเส้นทางพายุหลีกเลี่ยงการออกนอกเคหสถานหลังเวลา 21.00 น. วันอาทิตย์ ขณะเดียวกัน กองทัพเตรียมกำลังพลเข้าช่วยเหลือฉุกเฉิน

    หนังสือพิมพ์ Tien Phong ระบุว่า จังหวัดชายฝั่งทั้งเจ็ดแห่งของเวียดนามได้สั่งห้ามเรือออกจากฝั่งตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ นอกจากนี้ สายการบิน Vietnam Airlines ยกเลิกเที่ยวบินอย่างน้อย 22 เที่ยวระหว่างเมืองใหญ่ในภาคกลางในวันอาทิตย์และวันจันทร์ ส่วน Vietjet Aviation ประกาศเลื่อนหรือยกเลิกหลายเที่ยวบินเช่นกัน

    ด้านนครซานยา ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลชื่อดังของจีน ได้ประกาศเตือนภัยไต้ฝุ่นระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และยกระดับการรับมือสภาวะฉุกเฉินเป็นขั้นรุนแรงที่สุด ทางการสั่งปิดโรงเรียน ศูนย์การค้า ร้านอาหาร และซูเปอร์มาร์เก็ต พร้อมระงับงานก่อสร้างทั้งหมด และสั่งห้ามเรือสัญจรในน่านน้ำของซานยา

    กรมอุตุนิยมวิทยาจีนเตือนว่า ไต้ฝุ่นคาจิกิจะก่อให้เกิดฝนตกหนักและลมแรงในมณฑลไห่หนาน กวางตุ้ง และกว่างซี โดยบางพื้นที่ในไห่หนานอาจมีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 320 มิลลิเมตรในช่วงเวลาเพียงสองวัน

    ทั้งนี้ รัฐบาลเวียดนามเปรียบเทียบความรุนแรงของคาจิกิกับไต้ฝุ่น “ยากิ” ที่ถล่มประเทศเมื่อปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตราว 300 คน และสร้างความเสียหายด้านทรัพย์สินมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ขณะเดียวกัน จีนยังคงเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่ทางเหนือและใต้ ส่งผลให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้ง ก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่า 52,150 ล้านหยวน หรือราว 7,280 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้เสียชีวิตหรือสูญหายเกือบ 300 คน ตามรายงานของกระทรวงจัดการเหตุฉุกเฉินจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/729279&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GY3UZB3ujxJIBDa9W0sk2

  • “พัชรินทร์” ปราบสาวญี่ปุ่นทำสถิติซิวแชมป์หวดไอทีเอฟที่ 3 ของปี

    “พัชรินทร์” ปราบสาวญี่ปุ่นทำสถิติซิวแชมป์หวดไอทีเอฟที่ 3 ของปี

    “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดวัย 30 ปี ชาวขอนแก่น ทุบนักหวดญี่ปุ่น 2-0 เซต ผงาดแชมป์หญิงเดี่ยว เทนนิสอาชีพนานาชาติ รายการ จี เฮช แบงก์ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ 2025 ที่นครปฐม ทำให้เพิ่ม สถิติแชมป์ปีนี้เป็นรายการที่ 3 และรายการที่ 11 นับตั้งแต่ปี 2017

    การแข่งขันเทนนิสอาชีพนานาชาติ รายการ G H BANK ITF World Tennis Tour 2025 (1) ซึ่งเป็นรายการหญิง ดับเบิลยู 15 และชาย เอ็ม 15 ชิงเงินรางวัลรวม รายการละ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวม 2 รายการ เป็นเงินไทยประมาณ 1,017,300 บาท ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 2568 เป็นรอบชิงชนะเลิศ โดย ดร.กันยารัตน์ เชี่ยวเวช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล

    ไฮไลต์ในประเภทหญิงเดี่ยว “อีฟ” พัชรินทร์ ชีพชาญเดช นักหวดวัย 30 ปี ชาวขอนแก่น ดีกรีทีมชาติไทยชุดซีเกมส์ 2025 และเป็นมือวางอันดับ 3 ของรายการ แข่งขันกับ มิซากิ มัตสึดะ มือวางอันดับ 4 สาวญี่ปุ่นวัย 27 ปี ได้อย่างสนุก สมกับการเป็นคู่ชิงชนะเลิศ โดยเฉพาะในเซตที่สองที่ลงเอยด้วยไทเบรก ก่อนที่ พัชรินทร์จะเป็นฝ่ายเอาชนะได้ทั้งสองเซต ด้วยสกอร์ 6-3 และ 7-6 ไทเบรก 7-4 ในเวลาเกือบ 2 ชั่วโมง

    พัชรินทร์ ประกาศศักดาคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวในบ้าน ซึ่งนับเป็นแชมป์ไอทีเอฟอาชีพรายการที่ 3 ของปีนี้ และเป็นแชมป์ที่ 11 นับจากปี ค.ศ.2017 เป็นต้นมา พร้อมกันนี้ยังได้รับเงินรางวัล 2,352 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 79,756 บาท และคะแนนสะสมอันดับโลก 15 คะแนน ในขณะที่ มิซากิ มัตสึดะ ได้รองแชมป์ รับเงินรางวัล 1,470 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 49,847 บาท และ 10 คะแนน

    ทางด้านประเภทชายเดี่ยว รอบชิงชนะเลิศ มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ หนุ่มลูกครึ่งไทย-เยอรมัน วัย 21 ปีจากเชียงราย ที่กองเชียร์ไทยเรียกว่า “มังคุด” สุดต้านความแข็งแกร่งของ สิทธารถ ราวัต นักเทนนิสชาวอินเดีย วัย 32 ปี มือวางอันดับ 6 ของรายการ ก่อนพ่ายไป 0-2 เซต 4-6 และ 2-6 ในเวลา 68 นาที

    หนุ่มอินเดียได้ครองแชมป์ ซึ่งนับเป็นแชมป์ไอทีเอฟอาชีพรายการที่ 3 พร้อมรับเงินรางวัล 2,160 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 73,245 บาท และ 15 คะแนน ในขณะที่ มาร์คุส มาลาซแชค-วูยือ ได้รองแชมป์ไอทีเอฟอาชีพ ซึ่งเป็นครั้งแรก รับเงินรางวัล 1,272 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 43,133 บาท และ 8 คะแนน

    หลังจบการแข่งขัน ดร.กันยารัตน์ เชี่ยวเวช ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ให้เกียรติเป็นประธานมอบโล่และป้ายเงินรางวัล โดยมี นายอมร ดวงปิ่นคำ ผู้ตัดสินชี้ขาดระดับนานาชาติ ระดับเหรียญเงิน ของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ร่วมด้วย

    สำหรับศึกเทนนิสอาชีพนานาชาติ ในสัปดาห์ที่ 2 ที่ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม จะจัดในชื่อรายการ G H BANK ITF World Tennis Tour 2025 (2) จัดโดย สหพันธ์เทนนิสนานาชาติ (ไอทีเอฟ) ร่วมกับ สมาคมกีฬาลอนเทนนิสแห่งประเทศไทยฯ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และ ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน แข่งขันรอบเมนดรอว์ระหว่างวันที่ 25-31 ส.ค. 2568

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/88610/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rrPRj257kRA-RmRq6vnDC

  • เปิดประวัติ มารี เบรินเนอร์ นักแสดงสาวสวย ดังระเบิดจากบทกันยา เมียน้อยสุดแซ่บ

    เปิดประวัติ มารี เบรินเนอร์ นักแสดงสาวสวย ดังระเบิดจากบทกันยา เมียน้อยสุดแซ่บ

    ตกเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งสำหรับนักแสดงสาวเซ็กซี่ มารี เบรินเนอร์ ที่ล่าสุดเกิดดราม่าหลังจากไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดและขับรถหรู แต่เมื่อถึงด่านตรวจกลับไม่ยอมตรวจวัดแอลกอฮอล์ แม้จะไปถึงโรงพักแล้วก็ไม่ยอมตรวจ ทำให้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ ไปตามเหตุจากอาการทางร่างกายและพฤติกรรม ในขณะที่ นายอัศม์กรณ์ สิงห์สีกรกุล หรือบอส นักธุรกิจหนุ่มชื่อดัง แฟนหนุ่มของมารี โต้เถียงและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจอยู่พักใหญ่ ไทยรัฐบันเทิงขอย้อนประวัติและผลงานของนักแสดงสาว

    มารี เบรินเนอร์ เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เป็นลูกครึ่งไทย-เยอรมัน มีพี่ชาย 1 คน คุณพ่อของเธอเป็นทูตวัฒนธรรมของเยอรมนี มารีจึงได้เดินทางไปอาศัยอยู่ในหลายประเทศ และเมื่อคุณพ่อเกษียณตอนเธออายุ 10 ปี จึงได้ย้ายมาอยู่เมืองไทยแบบถาวร สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จาก โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี และปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (วิทยาลัยนานาชาติ)

    ส่วนเส้นทางในวงการบันเทิง มารีเข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยผ่านการทาบทามและชักชวนจากโมเดลลิ่งให้เข้าสู่วงการบันเทิง มารีผ่านงานต่างๆ มากมาย มารีเริ่มต้นการเข้าสู่วงการครั้งแรกโดยการถ่ายโฆษณา และได้เป็นนางเอกมิวสิกวิดีโอของ รุจ ศุภรุจ หรือ รุจ เดอะสตาร์ ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร เดินแฟชั่นโชว์

    จากนั้นมารีเซ็นสัญญาเข้าสังกัดช่อง 3 มีผลงานละคร อาทิ สามหนุ่มเนื้อทอง (2554), แววมยุรา (2555), รักคุณเท่าฟ้า (2555), แม่เปียดื้อ (2556), กุหลาบซ่อนกลิ่น (2557) หลังจากนั้นมีผลงานละคร “หน้ากากนางเอก” ทางช่องเวิร์คพอยท์ ก่อนจะเซ็นสัญญาเข้าสังกัดช่องวัน มีผลงานละคร อาทิ กรุงเทพ..มหานครซ้อนรัก, ชิงรัก ริษยา, โสด สตอรี่ 2, เมีย 2018, ลูกกรุง, สายลับจับกลิ่น, เลดี้บานฉ่ำ, พิษรักรอยอดีต รวมถึงซิตคอมดัง เป็นต่อ (2563-2565)

    แต่ที่กลายเป็นกระแสร้อนคือละครเรื่อง “เมีย 2018” ที่เจ้าตัวพลิกบทเป็นนางร้ายครั้งแรก โดยรับบท กันยา เมียน้อยสุดแซ่บ ที่เล่นได้ถึงบทจนแจ้งเกิด เป็นกระแสร้อนในโลกโซเซียลมาแล้ว

    นอกจากนี้ยังมีผลงานภาพยนตร์ “มิสเตอร์เฮิร์ท มือวางอันดับเจ็บ” ในปี 2560 รวมไปถึงมิวสิกวิดีโอเพลง อาทิ ไม่ฟังก็ได้ ศิลปิน NBP นอนบ้านเพื่อน, ขวัญเอยขวัญมา ศิลปิน PALMY, เจ็บแล้วจำ ศิลปิน ดา เอ็นโดรฟิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2878500&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3d8URIOSRO98QoQrPS1ItT

  • “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “กมลวรรณ” แท็กทีมเพื่อนชาวจีนซิวแชมป์หญิงคู่หวดจูเนียร์ไอทีเอฟที่สหรัฐฯ

    “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร จับคู่กับเพื่อนชาวจีน คว้าแชมป์ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส รายการ เจ300 คอลเลจ พาร์ก ที่สหรัฐฯ หลังรอบชิงฯ เฉือนคู่จากจีน 2-1 เซต ทำให้ กมลวรรณ คว้าแชมป์จูเนียร์ไอทีเอฟแรกในปีนี้ และเป็นรายการที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2021

    การแข่งขันเทนนิสเยาวชนนานาชาติ ไอทีเอฟ เวิลด์ เทนนิส ทัวร์ จูเนียร์ส รายการระดับเจ300 “เจ300 คอลเลจ พาร์ก” ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ส.ค.68 ตามเวลาท้องถิ่น เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยในประเภทหญิงคู่ “บัว” กมลวรรณ ยอดเพ็ชร นักเทนนิสเยาวชนไทย มือ 62 เยาวชนโลก จับคู่กับ จ้าง รุยเอิ้น มือ 18 เยาวชนโลกจากจีน กรุยทางเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ

    ในรอบชิงชนะเลิศ กมลวรรณ กับ จ้าง รุยเอิ้น เป็นคู่มือวาง 4 ของรายการ งัดฟอร์มเก่งเอาชนะคู่มือวาง 3 จากจีน เซา ยู่ซาน มือ 33 เยาวชนโลก กับ ซุน ซินหราน มือ 48 เยาวชนโลก 2-1 เซต 7-5, 4-6 และซูเปอร์ไทเบรก 10-5 กมลวรรณ คว้าแชมป์หญิงคู่ เป็นรายการแรกในปีนี้ และเป็นรายการที่ 10 นับตั้งแต่ปี 2021 นอกจากนั้น กมลวรรณ กับ จ้าง รุยเอิ้น ได้รับคะแนนสะสมอันดับเยาวชนโลกอีกคนละ 56.25 คะแนน

    ที่มาของภาพ :

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamsport.co.th/other-sports/tennis/88603/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Btm57l-NMx6Wvxu9cN5ee

  • ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ชี้กับดักหนี้ธุรกิจ-ครัวเรือน ติดวังวนบั่นทอนเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์หนี้ของคนไทยยังคงเป็นปัญหาที่เข้ามากดดันการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนยังคงมีตัวเลขที่สูง จากการเร่งก่อหนี้มานานหลายปี ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ก็ถูกลดทอนลงด้วยภาวะเศรษฐกิจ ทำให้รายได้ของผู้ที่เป็นหนี้ลดน้อยลง ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีิวิตในแต่ละวัน

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ อยู่ที่ 87.4% ต่อจีดีพีแม้จะปรับลดลงมาจากระดับใกล้ 90% แต่ยังคงอยู่ระดับสูง และต่อเนื่องมายังไตรมาส 2 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 87% เนื่องจากสินเชื่อครัวเรือนขยายตัวชะลอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ ทำให้มีการใช้หนี้คืนเข้ามา และธนาคารยังระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ เพราะความเสี่ยงด้านเครดิต หรือคุณภาพหนี้ครัวเรือนค่อนข้างน่าเป็นห่วง และอีกด้านคือคนไม่ใช้จ่าย เก็บเงินเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉินและจำเป็น

    แต่! สถานการณ์หนี้ยังไม่สู้ดีนัก หากดูข้อมูลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมากลัับเพิ่มขึ้นมาจนเกือบแตะ 5.55 แสนล้านบาท คิดเป็น 2.91% ต่อสินเชื่อรวม สาเหตุหลักมาจากสินเชื่อธุรกิจเป็นหลัก โดยตามรายงานของ ธปท. ภาวะการเงินโดยรวมมีความตึงตัวและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคธุรกิจและครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางด้อยลง เนื่องจากส่วนหนึ่งได้รับแรงกดดันมาจากเศรษฐกิจ

    เอ็นพีแอลปรับเพิ่ม

    แม้เอ็นพีแอลในภาพรวมได้ปรับเพิ่มขึ้น แต่เอ็นพีแอลในกลุ่มอุปโภคบริโภคลดลงทุกประเภท เช่นเดียวกับหนี้ที่ใกล้เป็นเอ็นพีแอล หรือมียอดค้างชำระตั้งแต่ 30-90 วัน ที่เรียกว่าเอสเอ็ม โดยกลุ่มนี้ได้ปรับลดลงเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นการจัดชั้นหนี้ที่ดีขึ้นจากการกลับมาชำระหนี้ได้ โดยธปท.เชื่อว่าเอ็นพีแอลหลังจากนี้อาจเพิ่มขึ้น แต่ก็เชื่อว่าบรรดานายแบงก์จะจัดการได้ รวมไปถึงการมีมาตรการคุณสู้เราช่วย ที่ช่วยเหลือหนี้ครัวเรือนได้เป็นอย่างดี ทั้งลูกหนี้บ้าน รถ และบัตรเครดิต บัตรสินเชื่อ

    ขณะที่กลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และถือเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับประเทศ คือ ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะสัญญาณกลุ่มนี้อ่อนแรง หลังจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ยิ่งเรื่องมาตรการภาษีสหรัฐ เข้ามากระทบธุรกิจเอสเอ็มอีในช่วงเวลาข้างหน้า ทำให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระดมความคิดว่าจะช่วยกลุ่มนี้อย่างไรเพื่อให้ไปสู่การปรับตัว และอยู่รอดท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง

    แนวโน้มผิดนัดชำระ

    หากดูข้อมูลของ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี” เปิดพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนและแนวโน้มการผิดนัดชำระ มีด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ กลุ่มเริ่มเข้าสู่วัยทำงานที่เริ่มต้นก่อหนี้จากสินเชื่อส่วนบุคคลเป็นอันดับแรก ๆ มักมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้มากกว่าเมื่อเทียบกับลูกหนี้ที่ถือสินเชื่อประเภทอื่น ส่วนลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีขึ้นไปมีความเชื่อมโยงกับคุณภาพเครดิตของลูกหนี้ที่ย่ำแย่ลง เป็นกลุ่มที่ผิดนัดชำระหนี้สูงถึง 15.2% อีกทั้งลูกหนี้จะผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 17.3% เมื่อถือสินเชื่อส่วนบุคคลเพิ่มเป็น 3 บัญชี และสุดท้ายเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีสินเชื่อส่วนบุคคล 2 บัญชีผสมผสานกันระหว่างผู้ให้กู้ที่มาจากทั้งธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มนอนแบงก์ มักมีประวัติการผิดนัดชำระหนี้สูง

    ธุรกิจเล็กน่าห่วง

    ความน่ากังวลหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนจากข้อมูล “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ได้ออกมาวิเคราะห์ผ่านการใช้ข้อมูลเครดิตบูโร พบว่าธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ยิ่งมีปัญหาหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นชัดกว่ากลุ่มอื่น ๆ โดยในกลุ่มซูเปอร์ไมโครที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท มีเอ็นพีแอลมากถึง 14.81% ของสินเชื่อรวมตามมาด้วยกลุ่มไมโคร ยอดสินเชื่อ 5-20 ล้านบาท 12.11% และกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก 9.75% ในขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดกลางอยู่ที่ 6.51% และขนาดใหญ่อยู่ที่ 1.37%

    ส่วนกลุ่มภาคธุรกิจที่มีหนี้และน่าเป็นห่วง คือ…ภาคการผลิตและกลุ่มที่พักแรม ความน่ากังวลอยู่ที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันขึ้นไป อยู่ในระดับสูงที่สุด และส่วนที่เป็นเอสเอ็มอีรายเล็ก-ย่อย เริ่มเห็นภาพหนี้ค้างชำระที่เพิ่มขึ้น แต่..จุดที่น่าสนใจ คือ สัดส่วนจำนวนบัญชีที่จัดอยู่ในกลุ่มสถานะปกติ เริ่มทยอยลดลงในช่วงหลังโควิด ส่วนกลุ่มดีสลับแย่และกลุ่มที่มีปัญหารุนแรงเพิ่มสูงขึ้น ที่เป็นผลจากปัญหาเศรษฐกิจหลายระลอกที่กระทบความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจไทย โดยธุรกิจยิ่งเล็ก ยิ่งมีสัดส่วนของบัญชีสินเชื่อกลุ่มสถานะปกติลดลงเมื่อเวลาผ่านไป

    แม้การปรับโครงสร้างหนี้ จะช่วยชะลอการไหลลงไปสู่ชั้นหนี้เสียเอ็นพีแอล แต่การปรับโครงสร้างหนี้ จะมีประสิทธิผลที่สุดในการช่วยฟื้นธุรกิจก็ต่อเมื่อเข้าไปดูแลตั้งแต่ธุรกิจเริ่มมีสัญญาณการค้างชำระ ไม่ใช่เข้าไปดูแลหลังจากที่กลายเป็นเอ็นพีแอลไปแล้ว เพราะโอกาสการฟื้นตัวของหนี้เอ็นพีแอลกลับมาสู่การจัดชั้นที่ดีขึ้น ภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีหลังจากปรับโครงสร้างหนี้ จะมีไม่ถึง 10%

    หนทางความอยู่รอด

    สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อให้หนี้ธุรกิจอยู่รอด ไทยควรจัดวางมาตรการดูแลหนี้ให้เหมาะสมกับลักษณะการชำระหนี้ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยเพิ่มนโยบายสนับสนุนการปรับเงื่อนไขการชำระหนี้ชั่วคราวให้กับลูกค้าปกติที่ยังไม่ผิดนัดชำระหนี้และเล็งเห็นปัญหาของธุรกิจตนตั้งแต่เนิ่น ๆ รวมถึงอาจเตรียมทำโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ รอบใหม่ ถือเป็นมาตรการเชิงรุกก่อนที่ลูกหนี้จะกลายเป็นเอ็นพีแอล

    เมื่อลูกหนี้กลายเป็นเอ็นพีแอลแล้ว สิ่งที่ควรทำคือส่งเสริมกระบวนการนอกศาล เช่น ตีโอนทรัพย์จบหนี้ โดยทางการสามารถช่วยสนับสนุนผ่านการลดค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งปลูกสร้างและที่ดิน เป็นต้น ขณะที่เมื่อลูกหนี้มีวันค้างชำระนานขึ้น โอกาสจะตกชั้นลึกลงย่อมมีมากกว่าการฟื้นคืนชีพมาเป็นหนี้ดี ดังนั้น หากกระบวนการทางกฎหมายเร็วขึ้น ก็จะช่วยลูกหนี้และเจ้าหนี้ เห็นความชัดเจนเร็วขึ้น ลูกหนี้จะได้เริ่มธุรกิจใหม่เร็วขึ้นด้วย

    เร่งหลุดพ้นวังวน

    ขณะเดียวกันควรเพิ่มทางเลือกให้ลูกหนี้ผ่อนสินทรัพย์รอการขายของตนเองได้เป็นลำดับแรก ๆ ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่ฟื้นฟูตัวเองได้ไว สามารถกลับมาเป็นเจ้าของทรัพย์เดิมได้ด้วยเช่นกัน แต่แนวทางนี้เป็นการฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้าเท่านั้น การแก้วังวนของปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพของธุรกิจที่ถาวรขึ้น ต้องอาศัยเงื่อนไขเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ มีความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว จึงจะเป็นการจัดการอย่างยั่งยืนแท้จริง

    เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน นอกจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ หรือคุณสู้เราช่วยแล้วควรมีแนวทางอื่นเพื่อเข้ามาเสริมเพิ่มเติมให้ครัวเรือนหลุดพ้นวังวนหนี้ หนึ่งในมาตรการที่น่าสนใจ คือการรับซื้อหนี้ประชาชน ตามแนวคิด “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ในไทยได้มีบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี ค่อนข้างมาก ถ้าหากจัดตั้งเอเอ็มซี เพื่อมารับซื้อหนี้ขึ้นอีก คงต้องดูว่าจะออกมาในรูปแบบใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาที่ยังวนเวียนได้จริงหรือไม่

    ปัญหาหนี้ธุรกิจและครัวเรือนถือเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทย ที่สำคัญต้องไม่ใช่เพียงแค่แก้หนี้ แต่ควรมาจากการสร้างทักษะใหม่และสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ ก่อนที่จะบั่นทอนเศรษฐกิจไทยจนเรื้อรังไปมากกว่านี้!.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5048554/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xTI2aEwLGNw42WxYcCfTA

  • “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    “นิด้าโพล”ชี้ กัมพูชา เป็น “เพื่อนบ้านไม่ควรคบด้วย”

    24 สิงหาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์ปกติ !” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง

    เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินไปตามปกติ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 44.96 ระบุว่า เหตุการณ์ไม่ปกติเลย และน่ากังวล รองลงมา ร้อยละ 29.16 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติ แต่ยังไม่น่าไว้วางใจ ร้อยละ 23.74 ระบุว่า เหตุการณ์ยังคงไม่ปกติเท่าไรนัก และร้อยละ 2.14 ระบุว่า เหตุการณ์ปกติจริง ไม่มีอะไรน่ากังวล

    ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 64.73 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการผลประโยชน์รองลงมา ร้อยละ 17.10 ระบุว่า ไทยควรปฏิเสธการเข้ามาแทรกแซงของประเทศมหาอำนาจ ร้อยละ 8.85 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพราะต้องการให้เกิดสันติภาพจริง ๆ ร้อยละ 6.11 ระบุว่า ไม่เชื่อว่าประเทศมหาอำนาจจะเข้ามาแทรกแซงอย่างจริงจัง และร้อยละ 3.21 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อประเทศกัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านของไทยจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 54.12 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่ไม่ควรคบด้วย รองลงมา ร้อยละ 29.39 ระบุว่า เป็นเพื่อนบ้านที่คบกันได้ แต่ไม่ควรไว้วางใจ ร้อยละ 14.20 ระบุว่า เป็นฝั่งตรงข้าม ร้อยละ 1.91 ระบุว่า ยังคงเป็นเพื่อบ้านที่คบกันได้เหมือนเดิม และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378965904&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02cvJuqdYqMDdXarKrb50k