Blog

  • “สว.กลุ่มอิสระ” ค้าน สว.ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “สว.กลุ่มอิสระ” ค้าน สว.ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – 44

    “เปรมศักดิ์” แถลงค้านวุฒิสภา ตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ศึกษายกเลิก MOU 43 – MOU 44 เปรียบเป็นญัตติลักหลับ ชี้ใช้ “วุฒิสภา” เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้กับบางพรรคการเมือง

    วันนี้ (25 ส.ค.68) นายเปรมศักดิ์ เพียยุระ ,น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ และนายเศรณี อนิลบล สว.ร่วม การแถลงข่าวคัดค้านญัตติขอให้วุฒิสภา ตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดี-ข้อเสีย การยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา เป็นผู้เสนอ

    นายเปรมศักดิ์ ระบุโดยตั้งข้อสังเกตว่า การบรรจุระเบียบวาระญัตติดังกล่าวในสัปดาห์นี้ เปรียบเป็นญัตติลักหลับ เพราะ สว.ไม่ทราบมาก่อน และ สว.กลุ่มอิสระ ได้พิจารณาและมีข้อสังเกตให้ข้อทักท้วงไว้ คือ สภาฯได้มีการบรรจุระเบียบวาระญัตติลักษณะเดียวกันนี้ของ สส.พรรคภูมิใจไทย แต่สภาปิดประชุมไปก่อน

    เมื่อพิจารณาไม่ได้ทำให้มีการเสนอญัตติใน สว.โดยฉุกเฉินและเร่งด่วนที่เรียกว่า ลักหลับ เสมือนให้เกิดผลกระทบในลักษณะห่วงโซ่ รับลูก จากสภาฯ มองอย่างไรก็มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้

    นายเปรมศักดิ์ ชี้ว่า การทำงานในลักษณะนี้ไม่ใช่ทำงานโดยใช้ สว.เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองให้พรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ เพราะมีความเชื่อมโยงกัน โดยอ้างว่า จะมีการศึกษาเรื่องต่าง ๆ ที่มีผลกระทบทางการเมืองกับรัฐบาลและเห็นว่าการเสนอญัตติจะเป็นการเตะฟรีคิกกับรัฐบาลโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

    นายเปรมศักดิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงเจตนาของ สว.ที่จะเร่งใช้งบประมาณก่อนที่จะหมดปีงบประมาณซึ่งต้องการใช้งบประมาณให้หมดไปโดยมีความชอบธรรมหรือไม่ โดยตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อใช้จ่ายและเชิญบุคคลเข้าร่วม โดยเห็นว่า เป็นเรื่องที่ผิดปกติจึงทักท้วง แม้จะรู้ว่าญัตติดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาและมีการอภิปรายตีวัวกระทบคราดไปถึงรัฐบาลโดย สว.กลุ่มอิสระ จะไม่ร่วมพิจารณา

    ไม่มีเหตุผลที่จะร่วมประชุมเพราะรู้อยู่แล้วว่า เขาจะดึง จะชักจะลากไปอย่างไรเพราะเสียงข้างมาก จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปอยู่ร่วมสังฆกรรมในสิ่งที่พวกเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง

    นายเปรมศักดิ์ ยังหยิบยกกรณี สว.กลุ่มอิสระ ยื่นคำร้องถอดถอน 136 สว. แต่ประธานวุฒิสภากลับถ่วงเวลา จนรายชื่อในคำร้องถูกถอนและทำให้คำร้องตกไปเพราะผู้ที่เข้าชื่อไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ โดยขณะนี้กลุ่ม สว.อิสระ ยังสรุปว่าจะยื่นคำร้องใหม่หรือไม่ โดยจะต้องพิจารณาความคืบหน้าคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ แต่ไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่า การไม่เข้าชื่อคำร้องใหม่เพราะจำนวน สว.ไม่ได้ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่เพียงแต่เลี่ยงที่จะตอบว่ามีผู้สนใจจำนวนมาก

    อ่านข่าว : “นพดล” วอนเลิกปลุกกระแสการเมือง MOU44-เกาะกูด 

    ปัดฝุ่น “MOU44” พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา 

    ยกเลิกด่วน MOU44 พปชร.หวั่นไทยเสียดินแดนกระทุ้ง “แพทองธาร”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355749&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Pb-Lnt1h8pc07jI0fe-z8

  • กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ชิงทุนการศึกษา

    กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ชิงทุนการศึกษา

    กปน. มอบรางวัล “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 ประกวดคลิป TikTok ภายใต้แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” ชิงทุนการศึกษากว่า 175,000 บาท ทีม HydroBlaze CPW  โรงเรียนชลประทานวิทยา คว้ารางวัลชนะเลิศ

    เมื่อวันพุธที่ 20 สิงหาคม 2568 นางสาวสุวรา ทวิชศรี ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดคลิป TikTok โครงการรณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ภายใต้กิจกรรม “ยอดน้ำ & เฟรนด์” ปี 3 พร้อมคณะผู้บริหาร กปน. คณะอาจารย์ และนักเรียนจากโรงเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ เข้าร่วมพิธี

    การประกวดคลิป TikTok ดังกล่าว จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” เป็นการต่อยอดความรู้จากการที่นักเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการ จำนวน 21 ทีม จากโรงเรียนทั้งหมด 15 แห่งได้เข้าร่วมกิจกรรม Workshop ให้ความรู้เรื่องกระบวนการผลิตน้ำประปา การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า การใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำ ตลอดจนการสร้างคลิป TikTok ที่ กปน. ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และทุกทีมได้ส่งผลงานเป็นคลิป TikTok เข้าร่วมประกวด โดยได้คัดเลือกผลงานที่ผ่านเข้ารอบ จำนวน 10 ทีม โพสต์ลง TikTok ของการประปานครหลวง (MWAthailand) ชิงทุนการศึกษากว่า 175,000 บาท สำหรับผลการตัดสิน มีดังนี้ 

    • รางวัลชนะเลิศ ทีม HydroBlaze CPW  โรงเรียนชลประทานวิทยา ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่รางวัล 
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ทีม SSP2 โรงเรียนสตรีสมุทรปราการ ได้รับทุนการศึกษา 40,000 บาท พร้อมโล่รางวัล 
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ทีม WeSee 1 โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 3 ทีม Deb Non Production  โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ได้รับทุนการศึกษา 20,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 4 ทีม Just Do IT โรงเรียนสารวิทยา ได้รับทุนการศึกษา 10,000 บาท พร้อมโล่รางวัล
    • รางวัลชมเชย จำนวน 5 รางวัล ได้รับทุนการศึกษารางวัลละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่ 

    – ทีม SBP How to save โรงเรียนเศรษฐบุตรบําเพ็ญ  
    – ทีม ขาดเราไปใครจะอนุรักษ์น้ำ โรงเรียนสตรีนนทบุรี         
    – ทีม D.S. Team โรงเรียนมัธยมวัดด่านสําโรง      
    – ทีม WeSee 2 โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย  
    – ทีม เดอะแก๊งท่าทราย โรงเรียนการเคหะท่าทราย 

    นางสาวสุวรา กล่าวว่า ผลงานจากทุกโรงเรียนมีความคิดสร้างสรรค์ น่าสนใจ และตอบโจทย์แนวคิด “How to Save…เซฟน้ำอย่างไรให้ยั่งยืน” ซึ่ง กปน. มุ่งหวังว่าความรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำกับสังคมออนไลน์อย่าง TikTok จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ และสร้างสังคมให้เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของน้ำ และร่วมกันรักษาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมี Special Talk หัวข้อ “TikTok X Gen Z กับภารกิจ…How to Save” กับ ดร.มานะ  ตรีรยาภิวัฒน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการพิจารณาและตัดสินผลงานการประกวดคลิป TikTok ได้นำเสนอภาพรวมการประกวดคลิป และข้อเสนอแนะผลงานที่ส่งเข้าประกวด ปัจจัยสำคัญในการทำคลิปลง Social media เช่น รูปแบบการนำเสนอ การเลือกเนื้อหา รูปภาพ ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ เป็นต้น รวมทั้งมุมมองการสื่อสาร การเข้าถึงสื่อในยุคปัจจุบัน และการใช้สื่อ Social media ของเด็กในยุคปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2878629&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rQ_A66jVo5u0ScXutUWrx

  • มจร.เมืองคอน ยกทับนิสิตรัฐศาสตร์ เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน | TOPNEWS

    มจร.เมืองคอน ยกทับนิสิตรัฐศาสตร์ เปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียน | TOPNEWS

    วันที่ 25 ส.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  ดร.อัครเดช ยุติธรรม รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้การต้อนคณะนิสิตชั้นปีที่ 3 รายวิชา นวัตกรรมกับการเมืองไทย, การเมืองการปกครองส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นของไทย หลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช รวมจำนวน 73 คน/รูป ศึกษาดูงาน ณ ห้องประชุมสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช (ชั้น ๕) องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราชทั้งนี้ในส่วนของคณะศึกษาดูงานภายใต้การนำของ  ผศ.ดร.บัญญัติ แพรกปาน, พระปลัดธันวา วิชุชากโร, ดร.,  ผศ.พอพล อุบลพันธุ์, อาจารย์เสรี ปานทน, น.ส.ภัควลัญญ์ ทองสงค์ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดโครงการในครั้งนี้ เพื่อให้นิสิตได้ศึกษาเรียนรู้จากสถานที่จริงเกี่ยวกับบทบาท หน้าที่ และนวัตกรรมในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ในการบริหารจัดการและพัฒนาท้องถิ่น หน่วยงาน องค์กรต่างๆ สามารถนำความรู้มาปรับใช้และพัฒนาศักยภาพนิสิต ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ศึกษาโครงสร้างการบริหารงาน บทบาทหน้าที่ อำนาจในการตัดสินใจ และนวัตกรรมกระบวนการดำเนินงานในการพัฒนาท้องถิ่น การศึกษาดูงานในครั้งนี้เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์สำหรับนิสิตหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเรียนรู้ทฤษฎีและหลักการในห้องเรียนเท่านั้น การได้สัมผัสและสังเกตการณ์การดำเนินงานจริงของหน่วยงานภาครัฐภาคประชาสังคม การเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองในท้องถิ่น เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้ง รอบด้าน เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศักยภาพของนิสิตให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ พร้อมสำหรับการปฏิบัติงานจริงในอนาคต ซึ่ง จ.นครศรีธรรมราชเป็นจังหวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สังคม การเมือง การปกครองมาอย่างยาวนาน การศึกษาดูงาน ณ สถานที่สำคัญต่างๆ ในจังหวัด จะช่วยให้นิสิตได้เห็นภาพรวมของการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น การอนุรักษ์สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์กับการเมืองการปกครองในปัจจุบัน

    ดังนั้นการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในครั้งนี้เป็นการบูรณาการในรายวิชา การเมืองการปกครองส่วน ภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นของไทย,นวัตกรรมกับการเมืองไทย โดยให้นิสิตได้ศึกษาเรียนรู้ภายในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในสถานที่สำคัญดังนี้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช, และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช เพื่อให้นิสิตในหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิตได้เพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ มุมมองที่หลากหลาย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา การพัฒนาตนเองในการศึกษาเรียนรู้ต่อไป.

    กัญญาณัฐ  เพ็ญสวัสดิ์  ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288042&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0epV2tYxgHAsHYk2-bmfYf

  • ‘กองทัพไทย’ ทดสอบโดรนโจมตีฝีมือคนไทย ทิ้งระเบิด-พุ่งชนแม่นยำ

    ‘กองทัพไทย’ ทดสอบโดรนโจมตีฝีมือคนไทย ทิ้งระเบิด-พุ่งชนแม่นยำ

    ‘กองทัพไทย’ ทดสอบโดรนโจมตีฝีมือคนไทย พัฒนาสู่การผลิตใช้งานจริง ทั้งทิ้งระเบิด-พุ่งชนแบบ Kamikaze ผลอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

    25 ส.ค. 2568 – พ.อ.หญิง ฉัตรรพี พูนศรี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า กองบัญชาการกองทัพไทยได้จัดการทดสอบผลงาน และขีดความสามารถของระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เชิงรุก ณ สนามยิงปืนใหญ่ ศูนย์การทหารปืนใหญ่ เขาพุโลน จ.ลพบุรี

    โดยโดรนที่นำมาทดสอบเป็นผลงานวิจัย และพัฒนาโดยกำลังพลของกองทัพไทย จาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ โรงเรียนนายเรืออากาศ, สำนักวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือ และกองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งร่วมกับบริษัท เดอะกน จำกัด และทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ซึ่งการทดสอบในครั้งนี้มีเป้าหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรของกองทัพที่มีความรู้ความสามารถได้วิจัย และพัฒนาระบบโดรนด้วยตนเอง พร้อมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับภาคการศึกษาและภาคเอกชน เพื่อมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

    ในการทดสอบมีการนำเสนอโดรนโจมตี 2 รูปแบบ ได้แก่ โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพุ่งชนแบบ Kamikaze ซึ่งผลการทดสอบอยู่ในเกณฑ์ดีมาก สามารถปฏิบัติได้ตามแผน โดยเฉพาะโดรนที่พัฒนาโดยบริษัท เดอะกน จำกัด สามารถโจมตีเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

    นอกจากนี้ ผลงานจากโรงเรียนนายเรืออากาศสามารถจำลองการโจมตีเป้าหมายเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ และโดรนจากสำนักวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพเรือก็สามารถปฏิบัติการได้ตามแผนเช่นกัน โดยทีมวิจัยจะนำผลการทดสอบไปพัฒนาต่อยอดเพื่อผลิตใช้งานจริงในกองทัพต่อไป พร้อมกันนี้ยังมีการสาธิตระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับที่พัฒนาโดยคนไทย จากบริษัท DRC จำกัด และบริษัท ทีเน็ต จำกัด ซึ่งผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/849494/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw379vGJhLjI-D3PIO-3E6GK

  • “นฤมล” เปิดสัมมนาเครือข่ายเมืองเรียนรู้-สร้างสรรค์ UNESCO ชี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว หนุนปลดล็อกข้อจำกัดการศึกษาไทย | TOPNEWS

    “นฤมล” เปิดสัมมนาเครือข่ายเมืองเรียนรู้-สร้างสรรค์ UNESCO ชี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็ว หนุนปลดล็อกข้อจำกัดการศึกษาไทย | TOPNEWS

    25 ส.ค.2568 ที่โรงแรมมณเฑียร ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้และเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ภายใต้หัวข้อ “Learning, Sharing, and Networking for the UNESCO GNLC and UCCN Membership”โดยมีบุคคลจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ,นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก),Ms. Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ

    โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวเปิดงานว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างราดเร็ว ความสามารถของเมืองในการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองสร้างสรรค์ที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางและชุมชนเป็นฐาน ตามที่เราได้ตระหนักว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) คือเสาหลักในการพัฒนาที่แท้จริง ดังนั้น การเรียนรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในห้องเรียน แต่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับคน ทุกช่วงวัย การส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในทุกช่วงวัย และทุกบริบทของชุมชนคือ หัวใจของการสร้างเมืองที่มีชีวิต ซึ่งเติบโตไปพร้อมกับประชาชน

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ทุกคนที่นี่ล้วนเข้าใจว่า การเป็นสมาชิกเมืองภายใต้เครือข่ายของยูเนสโกไม่ได้หมายถึงการใช้เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมเท่านั้น แต่คือการดึงศักยภาพของเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทุนทางสังคม และการบูรณาการสิ่งสำคัญเพล่านี้กับการเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าที่มีความหมายและคงอยู่ต่อไป

    “ในฐานะหน่วยงานหลักของชาติด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเมืองต่าง ๆ ของไทยในการเข้าร่วมและพัฒนาภายใต้เครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ และเมืองสร้างสรรค์ พันธกิจของเราคือ สร้างความมั่นใจว่า โอกาสทางการเรียนรู้มีความครอบคลุมทั่วถึงสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และจะบูรณาการกับชุมชนทุกแห่งอย่างยั่งยืน”ศ.ดร.นฤมล กล่าว

    ศ.ดร.นฤมล ยังได้กล่าวขอบคุณกรุงเทพมหานคร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ กระทรางวัฒนธรรม สำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน +8 ผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมกันขับเคลื่อนงานสำคัญนี้

    ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการเสวนาวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ , นิทรรศการและการนำเสนอ Best Practice จากเครือข่าย GNLC และ UCCN เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้และเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก อย่างไรก็ตาม การประชุมสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ การเสริมสร้างศักยภาพ และการสร้างเครือข่ายผ่านการสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาการศึกษาให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงอย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1287959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ivk4RSdd-tpvam3XFSBkN

  • ลูซี่ บรรพบุรุษมนุษย์อายุ 3.18 ล้านปี เตรียมแสดงครั้งแรกในยุโรปที่เมืองปราก

    ลูซี่ บรรพบุรุษมนุษย์อายุ 3.18 ล้านปี เตรียมแสดงครั้งแรกในยุโรปที่เมืองปราก

    พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเช็กในกรุงปรากเตรียมเปิดการจัดแสดงฟอสซิลลูซี่ อายุ 3.18 ล้านปี ในวันจันทร์นี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ซากฟอสซิลบรรพบุรุษมนุษย์ชิ้นสำคัญนี้จะมาแสดงในทวีปยุโรป หลังจากที่ออกจากเอธิโอเปียไปยังสหรัฐอเมริการะหว่างปี 2007-2013

    การค้นพบที่เปลี่ยนโลก

    ซากฟอสซิลของ Australopithecus afarensis ถูกค้นพบในเอธิโอเปียเมื่อปี 1974 โดยทีมนักวิจัยนำโดย Donald Johanson การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นซากฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดในขณะนั้น และได้ปฏิวัติความเข้าใจเกี่ยวกับบรรพบุรุษของมนุษยชาติ

    Michal Lukes ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ กล่าวว่า เซลามไม่เคยถูกนำไปแสดงนอกเอธิโอเปียมาก่อน และลูซี่เคยไปแสดงในสหรัฐอเมริกาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ซากฟอสซิลทั้งสองชิ้นนี้ถือเป็นหลักฐานทางบรรพมนุษยวิทยาที่มีค่าและเก่าแก่ที่สุดในโลก

    เซลาม เด็กน้อยอายุ 100,000 ปีก่อนลูซี่

    การจัดแสดงครั้งนี้จะนำเสนอลูซี่ควบคู่กับเซลาม ซากฟอสซิลเด็กทารก Australopithecus ที่มีอายุเก่ากว่าลูซี่ประมาณ 100,000 ปี และถูกค้นพบในสถานที่เดียวกันหลังจากนั้น 25 ปี โดย Zeresenay Alemseged

    Abebaw Ayalew Gella ผู้อำนวยการองค์กรมรดกเอธิโอเปีย อธิบายว่า เซลามเป็นฟอสซิลที่ไม่เหมือนใครเนื่องจากอายุของมัน นี่คือฟอสซิลของเด็กที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 2 ปี 7 เดือน

    ชื่อจากเพลง The Beatles

    ลูซี่ได้รับชื่อจากเพลง ‘Lucy in the Sky with Diamonds’ ของ The Beatles ซึ่งทีมนักวิจัยฟังหลังจากการค้นพบ ร่างกายสูง 1.1 เมตร น้ำหนัก 29 กิโลกรัม ประกอบด้วยซี่ฟันฟอสซิล เศษกระดูกกะโหลกศีรษะ และส่วนของกระดูกเชิงกรานและกระดูกต้นขา

    การศึกษาในปี 2016 พบว่า ลูซี่มีแขนที่แข็งแรง บ่งชี้ว่าเธอปีนต้นไม้เป็นประจำและนอนบนกิ่งไม้ในเวลากลางคืน แต่ขาค่อนข้างอ่อนแอและไม่มีประสิทธิภาพในการเดิน การวิเคราะห์รอยแตกบนกระดูกชิ้นหนึ่งชี้ให้เห็นว่า เธออาจเสียชีวิตจากการตกจากต้นไม้สูง

    มรดกทางวิทยาศาสตร์

    แม้ว่าลูซี่เคยถูกถือว่าเป็นบรรพบุรุษมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยพบ แต่สถานะนี้เปลี่ยนไปในปี 1994 เมื่อมีการค้นพบอาร์ดี (Ardi) หญิงสาว Ardipithecus ramidus ที่มีอายุ 4.5 ล้านปี และกะโหลก Toumai อายุ 6-7 ล้านปีในชาด ทำให้เห็นว่าต้นกำเนิดครอบครัวมนุษย์อาจไกลกว่าที่คิดไว้

    การจัดแสดงกำเนิดมนุษย์และฟอสซิล จะเปิดให้ชมเป็นเวลา 60 วัน โดยมีทั้ง Johanson และ Alemseged ร่วมงานเปิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/lucy-human-ancestor-first-european-exhibition-prague&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1blGlEARUnQgLCJBOEIvZu

  • เทคนิคระยองจับมือมหาวิทยาลัยวอนกวาง เกาหลี ร่วมพัฒนาการศึกษา-แลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    เทคนิคระยองจับมือมหาวิทยาลัยวอนกวาง เกาหลี ร่วมพัฒนาการศึกษา-แลกเปลี่ยนองค์ความรู้

    25 สิงหาคม 2568 15:36 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 ส.ค.68 ที่ห้องประชุมสัมมนาอาชีวศึกษา ชั้น 3 วิทยาลัยเทคนิคระยอง ต.ท่าประดู่ อ.เมือง จ.ระยอง นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง ดร.ชรินทร์ ชูชื่น นายอานุภาพ วาสะสิริ นางณัฐธารีย์ สิริกุลปัญญาพร และนายชาคริต รุ่งรัตน์ รอง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง พร้อมครู และบุคลากรทางการศึกษาให้การต้อนรับมิสเตอร์ คิม แตอี หัวหน้าโครงการจัดทำบันทึกความร่วมมือทางการศึกษา (AEC) จากศูนย์สนับสนุนชุมชนการศึกษาของอิกซาน มหาวิทยาลัยวอนกวาง ประเทศเกาหลี พร้อมคณะ เนื่องในโอกาสเดินทางมาพบปะ หารือ และจัดทำข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา (AEC) เพื่อการพัฒนาการศึกษาร่วมกัน และหารือการเตรียมความพร้อมในการส่งเสริมกิจกรรมอาสาสมัครด้านการศึกษา ซึ่งจะเป็นรากฐานในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างจิตสำนึกในหมู่นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์

    นายกิตติพงค์ อุตตมะเวทิน ผอ.วิทยาลัยเทคนิคระยอง เปิดเผยว่า การพบปะหารือ และลงนามความร่วมมือกันในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่กว้างไกล และยั่งยืน อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 สถาบันในด้านความสัมพันธ์ทางการศึกษา เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะวิชาชีพ นอกจากนี้ยังจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทย และสาธารณรัฐเกาหลีอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/646507&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3025YRzDAwHSWK_FaVEdAl

  • 1 วิธีดื่มชา-กาแฟ ที่มะเร็งหลอดอาหาร “ชอบที่สุด” วิจัยเตือนอย่าทำ เสี่ยงโรคพุ่ง 6 เท่า!!!

    1 วิธีดื่มชา-กาแฟ ที่มะเร็งหลอดอาหาร “ชอบที่สุด” วิจัยเตือนอย่าทำ เสี่ยงโรคพุ่ง 6 เท่า!!!

    เตือนภัย! ดื่มกาแฟหรือชาร้อนจัดเป็นประจำ เสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารสูงเกือบ 6 เท่า

    คอกาแฟและชาทั้งหลายควรฟังไว้ให้ดี! งานวิจัยล่าสุดจากสหราชอาณาจักรเผยว่า การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นประจำ อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารได้สูงถึง 5.6 เท่า โดยเฉพาะในผู้ที่ดื่มมากกว่า 8 แก้วต่อวัน!

    เครื่องดื่มร้อนจัด VS หลอดอาหาร

    การศึกษาอ้างอิงข้อมูลจากอาสาสมัครกว่า 450,000 คน ในโครงการ UK Biobank ซึ่งเป็นฐานข้อมูลสุขภาพขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร โดยติดตามข้อมูลสุขภาพเฉลี่ยนานกว่า 12 ปี พบว่า:

    • ผู้ที่ดื่มชา หรือ กาแฟที่ร้อนมากทุกวัน มีโอกาสเป็นมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (ESCC) สูงกว่าคนทั่วไปถึง 5.6 เท่า
    • ยิ่งดื่มมาก ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง เช่น 4–6 แก้วต่อวัน เพิ่มความเสี่ยง 3.6 เท่า และ 6–8 แก้วต่อวัน เพิ่มความเสี่ยง 4.7 เท่า

    อุณหภูมิขนาดไหนที่เรียกว่า “ร้อนเกินไป”?

    จากการประเมินของผู้ร่วมวิจัย:

    • 17% เลือกดื่มในระดับ “ร้อนมาก” (มากกว่า 65 องศาเซลเซียส)
    • 66.5% เลือก “ร้อน”
    • 15.3% เลือก “อุ่น”

    น่าสนใจคือ กลุ่มที่ชื่นชอบเครื่องดื่มร้อนจัดมีสัดส่วนของ ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย อย่างเห็นได้ชัด

    ทำไมความร้อนถึงอันตราย?

    แม้จะยังไม่มีคำอธิบายทางชีวภาพที่แน่ชัด แต่ผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่า อุณหภูมิที่สูงมากอาจทำลายเยื่อบุหลอดอาหารซ้ำๆ และนำไปสู่กระบวนการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด

    การทดลองในหนูพบว่า การดื่มน้ำที่ร้อนกว่า 70 องศาเซลเซียส ทำให้เกิดก้อนเนื้อในบริเวณหลอดอาหารได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะในหนูที่มีภาวะเสี่ยงอยู่ก่อนแล้ว

    ไม่ใช่แค่ในอังกฤษ! งานวิจัยจากอิหร่านก็เคยเตือน

    ในปี 2019 มีงานวิจัยจากประเทศอิหร่านที่สนับสนุนข้อมูลเดียวกัน โดยพบว่า ผู้ที่ดื่มชาในอุณหภูมิเกิน 60 องศาเซลเซียส มีความเสี่ยงต่อมะเร็งหลอดอาหารสูงกว่ากลุ่มที่ดื่มอุ่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ

    ข่าวดีคือ…คุณลดความเสี่ยงได้

    องค์กรวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) ให้คำแนะนำว่า

    • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มทันทีหลังชง
    • ปล่อยให้เครื่องดื่มเย็นลงอย่างน้อย 5 นาที
    • เติมนมหรือน้ำเย็นเล็กน้อยเพื่อลดอุณหภูมิ
    • ถ้ารู้สึกว่า “ลวกปาก” แปลว่ายังร้อนเกินไป!

    ดังนั้น เลือกร้อนแบบพอดี ช่วยเซฟชีวิตได้ ถึงแม้กาแฟหรือชาร้อนๆ จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นในตอนเช้า แต่ถ้าร้อนเกินไป ก็อาจกลายเป็นภัยเงียบที่เรามองข้ามไป

    ดื่มอย่างชาญฉลาด รอให้เย็นลงอีกนิด…อาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารในระยะยาวได้มากกว่าที่คิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9833442/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PL5yxl9xooB_JLZzgrKAC

  • เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบงบสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568

    เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบงบสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568

    เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดยพลตำรวจเอกพรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ประธานมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และ นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ร่วมตอกย้ำความสำคัญของการตอบแทนสังคมและพันธกิจด้าน ESG มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล มอบเงินสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างต่อเนื่อง

    นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยถึงการสนับสนุนว่า เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ควบคู่ไปกับนโยบายการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะในมิติ Social (S) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในสังคม ผ่านการสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ประจำปี 2568  รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,634,654.33 บาท ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่

    1. โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 20 ทุน ทุนละ 34,200 บาท รวมเป็นเงิน 684,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสและการเข้าถึงทางการศึกษาให้กับเยาวชน ตลอดจนเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

    2. โครงการก่อสร้างอาคารเรียนอนุบาล โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฮียงไทยธำรงค์ ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมเป็นเงิน 950,654.33 บาท เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ทันสมัย และเอื้อต่อการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย อันเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือเด็กนักเรียน ตชด. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และพัฒนาสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การตอบแทนสังคมและการสร้างความเท่าเทียม ตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะในมิติ S (Social Responsibility) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจโท นิตินัย หลังยาหน่าย ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน  พลตำรวจตรี วันชนะ ธรรมเสมา รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และพลตำรวจตรี เจนณรงค์ สมเสถียร  ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธีจัดขึ้น ณ อาคารจุละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    สำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียน ตชด. รวมแล้วกว่า 384 ทุน คิดเป็นมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักนักเรียน รวม 7 แห่ง มูลค่ากว่า 6.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบน้ำเพื่อการอุปโภค–บริโภคและเกษตรอาหารกลางวัน มูลค่าเกือบ 5.5 แสนบาท รวมการสนับสนุนทั้งหมดกว่า 20 ล้านบาท

    “เมืองไทยประกันชีวิตตระหนักดีว่า “การศึกษา” คือรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสังคม และเป็นกุญแจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และชุมชนไทย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และนโยบาย ESG ของบริษัท เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” นายสาระกล่าวสรุป

    เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าสานต่อกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง

    #MuangThaiLife #เมืองไทยประกันชีวิต #มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม #ร่วมสร้างรอยยิ้มให้สังคมไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/951398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aVapc9seM_5QnS5YCx1R4

  • Fitch คงอันดับเครดิตอินเดียที่ “BBB-” ชี้เศรษฐกิจยังโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    Fitch คงอันดับเครดิตอินเดียที่ “BBB-” ชี้เศรษฐกิจยังโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    ฟิทช์ เรทติ้งส์ (Fitch Ratings) สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวของอินเดียไว้ที่ระดับ “BBB-” ในวันนี้ (25 ส.ค.) โดยให้เหตุผลว่าเศรษฐกิจอินเดียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพด้านการเงินระหว่างประเทศ แม้ว่าการขยายตัวจะชะลอลงบ้างในช่วงสองปีที่ผ่านมาก็ตาม

    ในแถลงการณ์ของฟิทช์ระบุว่า “แนวโน้มเศรษฐกิจของอินเดียยังคงแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มเดียวกัน” พร้อมคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของอินเดียสำหรับปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดเดือนมี.ค. 2569) จะขยายตัวที่ 6.5% เท่ากับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าค่ามัธยฐานของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ “BBB” ซึ่งอยู่ที่ 2.5% อย่างมาก

    การประกาศของฟิทช์มีขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่สถาบันจัดอันดับ เอสแอนด์พี โกลบอล เรทติ้งส์ (S&P Global Ratings) ได้ประกาศปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของอินเดียเป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี โดยอ้างถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งในขณะนั้น อนุรธา ฐากุร ปลัดกระทรวงกิจการเศรษฐกิจของอินเดีย ได้แสดงความคาดหวังว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือแห่งอื่น ๆ จะพิจารณาปัจจัยดังกล่าวและเดินรอยตาม S&P

    ฟิทช์ระบุว่า อุปสงค์ภายในประเทศจะยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนอย่างต่อเนื่องของภาครัฐและการบริโภคภาคเอกชนที่มั่นคง อย่างไรก็ดี ฟิทช์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการลงทุนภาคเอกชนอาจขยายตัวไม่มากนัก เนื่องจากยังคงมีความเสี่ยงจากกำแพงภาษีของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ขู่ว่าจะขึ้นภาษีศุลกากรต่อสินค้าจากอินเดียอีกเท่าตัวเป็น 50% ซึ่งเป็นหนึ่งในอัตราที่สูงที่สุดที่สหรัฐฯ ใช้กับคู่ค้า เพื่อตอบโต้ที่อินเดียสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซีย โดยภาษีศุลกากร 50% จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 27 ส.ค.นี้

    “มาตรการภาษีของสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญระดับปานกลางต่อการคาดการณ์ของเรา” ฟิทช์กล่าว พร้อมเสริมว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้อินเดียเสียโอกาสในการรับประโยชน์จากการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน หากการเจรจาลดภาษีไม่เป็นผลสำเร็จ

    อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แผนการปฏิรูปภาษีสินค้าและบริการ (GST) ตามที่นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ได้ให้คำมั่นไว้เมื่อต้นเดือน หากมีผลบังคับใช้ ก็จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและบรรเทาความเสี่ยงต่อการเติบโตดังกล่าวได้บางส่วน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/523995&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Z44uUEfRyuObcbJtgDpVo