Blog

  • MTL และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบงบสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    MTL และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบงบสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ประจำปี 2568 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดยพลตำรวจเอกพรศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ประธานมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และ นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ร่วมตอกย้ำความสำคัญของการตอบแทนสังคมและพันธกิจด้าน ESG มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล  มอบเงินสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนอย่างต่อเนื่อง 

    นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยถึงการสนับสนุนว่า เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ยังคงเดินหน้าสานต่อพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ควบคู่ไปกับนโยบายการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืน (ESG) โดยเฉพาะในมิติ Social (S) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสในสังคม ผ่านการสนับสนุนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ประจำปี 2568  รวมงบประมาณทั้งสิ้น 1,634,654.33 บาท ประกอบด้วย  2 โครงการหลัก ได้แก่

    1. โครงการสนับสนุนทุนการศึกษา สำหรับนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 20 ทุน ทุนละ 34,200 บาท รวมเป็นเงิน 684,000 บาท เพื่อเปิดโอกาสและการเข้าถึงทางการศึกษาให้กับเยาวชน ตลอดจนเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่
    2. โครงการก่อสร้างอาคารเรียนอนุบาล โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนเฮียงไทยธำรงค์ ตำบลแม่สาว อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ รวมเป็นเงิน 950,654.33 บาท เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัย ทันสมัย และเอื้อต่อการพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐานของเด็กปฐมวัย อันเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

    การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเหลือเด็กนักเรียน ตชด. ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และพัฒนาสถานศึกษาที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่บริษัทให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การตอบแทนสังคมและการสร้างความเท่าเทียม ตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะในมิติ S (Social Responsibility) ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกกลุ่ม ผ่านการสร้างโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาสภาพแวดล้อมชุมชนอย่างต่อเนื่อง

    ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจาก  พลตำรวจโท นิตินัย หลังยาหน่าย  ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน   พลตำรวจตรี วันชนะ  ธรรมเสมา รองผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน และพลตำรวจตรี     เจนณรงค์  สมเสถียร  ผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ซ้ายสุด) ร่วมในพิธี  จัดขึ้น ณ อาคารจุละพราหมณ์ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน

    สำหรับการสนับสนุนที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ได้สนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักเรียน ตชด. รวมแล้วกว่า 384 ทุน คิดเป็นมูลค่ากว่า 13 ล้านบาท พร้อมทั้งสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักนักเรียน รวม 7 แห่ง มูลค่ากว่า 6.4 ล้านบาท และโครงการพัฒนาระบบน้ำเพื่อการอุปโภค–บริโภคและเกษตรอาหารกลางวัน มูลค่าเกือบ 5.5 แสนบาท รวมการสนับสนุนทั้งหมดกว่า 20 ล้านบาท

    “เมืองไทยประกันชีวิตตระหนักดีว่า “การศึกษา” คือรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาสังคม และเป็นกุญแจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และชุมชนไทย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และนโยบาย ESG ของบริษัท เพื่อร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” นายสาระกล่าวสรุป

    เมืองไทยประกันชีวิตยังคงเดินหน้าสานต่อกิจกรรมที่ดีและมีประโยชน์เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง  #MuangThaiLife #เมืองไทยประกันชีวิต #มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม #ร่วมสร้างรอยยิ้มให้สังคมไทย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/25/572190/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CzWZ1zMCF67-XIuM6-FBv

  • ฉาวอีก! ค้นประวัติ ‘หลวงพ่ออลงกต’ พบเรียนไม่จบหลักสูตรปวช. มหา’ลัยดัง | เดลินิวส์

    ฉาวอีก! ค้นประวัติ ‘หลวงพ่ออลงกต’ พบเรียนไม่จบหลักสูตรปวช. มหา’ลัยดัง | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 25 ส.ค. มีรายงานว่า จากตรวจสอบประวัติการศึกษาของ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต ติกฺขปญฺโญ) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ล่าสุดมีข้อมูลสอดคล้องกันหลายแหล่ง ว่าในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ท่านเคยศึกษาในสังกัด วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “เกษตรบ้านกร่าง” (ปัจจุบันคือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก) ซึ่งสอดรับกับเอกสารประวัติและรายงานข่าวที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 68 ว่าท่านเป็น นักศึกษาเกษตรบ้านกร่าง รุ่น 15 (พ.ศ. 2521-2523) โดยระบุชื่อเดิมว่า “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” และต่อมามีการใช้ชื่อ “อลงกต พลมุข/พูลมุข” ในช่วงหลัง

    ล่าสุดวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ปัจจุบัน มทร.ล้านนา) วิทยาเขตพิษณุโลก เพื่อสอบถามเกี่ยวกับ ทะเบียนประวัติของนักศึกษา ที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” ในช่วงปีการศึกษา พ.ศ. 2521-2523

    โดยได้พบกับ นายบุญฤทธิ์ สโมสร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ซึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ขณะนี้กระแสแหล่งข่าวมาจากหลายทิศทางมาก ในส่วนของทางมหาวิทยาลัยเอง ก็พร้อมที่จะให้ข้อมูลและให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่ต้องตรวจสอบ เพื่อให้ประชาชนและทุกคนได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ในส่วนของตนเองตอนนี้เป็นคณะผู้บริหาร ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ซึ่งมีทั้งหมด 6 พื้นที่ พิษณุโลกก็เป็น 1 ใน 6 ส่วนท่านอธิการบดี จะประจำอยู่ที่ จ.เชียงใหม่

    แต่เดิมคนพิษณุโลกจะรู้จักที่นี่ในชื่อเกษตรบ้านกร่าง ตนเองมาอยู่ที่นี่เมื่อปี พ.ศ. 2538 ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็เป็นมหาวิทยาลัยแล้ว ซึ่งข้อมูลต่างๆ ในสมัยนั้น ก็ต้องไปค้นหาดูว่ายังมีอะไรที่เป็นข้อมูลอยู่บ้าง ส่วนคำถามที่หลายคนสงสัย ว่า พระอลงกต เคยมาศึกษาอยู่ที่นี่จริงไหม ตอนนี้ที่ตรวจสอบ คือไม่มีนิสิตชื่ออลงกต ในฐานข้อมูลนิสิต นักศึกษา

    ญาติโยมช็อก! “หลวงพ่ออลงกต” ประกาศลาออก เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ

    ผู้สื่อข่าวถามว่า เชื่อหรือไม่ว่า นายเกรียงไกร คือคนเดียวกันกับ พระอลงกต นายบุญฤทธิ์ สโมสร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก กล่าวว่า ในส่วนตัวนั้นไม่มั่นใจว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ แต่ถ้าถามว่านายเกรียงไกร มาเรียนที่นี่หรือไม่ ตอบว่าใช่ ถามเพื่อนร่วมรุ่นก็มีแต่คนตอบว่า ไม่มั่นใจเช่นกัน

    ส่วนถ้าเป็นชื่ออื่น ซึ่งมีกระแสออกมาว่าชื่อ นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ถ้าชื่อนี้มีข้อมูลในทะเบียนนิสิต ซึ่งมีการลงทะเบียนเรียนในระดับปวช. 2521-2523 ซึ่งถ้าเป็น ปวช. จะใช้เวลาเรียน 3 ปี ซึ่งในสมัยนั้นมีการลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก มีประชาชนจากทั่วทุกภาคที่มาเรียนที่นี่ ซึ่งจากข้อมูลที่มี เท่าที่ทำการสืบค้นได้ ปกติแล้วเรียน 3 ปี จะมีด้วยกันทั้งหมด 6 เทอม แต่ของนายเกรียงไกร ในเทอมสุดท้ายไม่มีเกรด เพราะไม่มีการลงทะเบียนเรียน ถ้าไม่มีเกรดแบบนี้ ตามหลักสูตรแล้วก็จะถือว่าเรียนไม่จบหลักสูตร เพราะว่ามีเกรดแค่เพียง 5 เทอมเท่านั้น แต่เทอมที่ 6 ไม่มี ก็คือเอาง่ายๆ ว่าถ้าเป็นลักษณะนี้คือถือว่าเรียนไม่จบหลักสูตร ปวช. จากทางเกษตรบ้านกร่างในสมัยนั้น

    โดยข้อมูลระบุว่า จากเพื่อนที่เรียนด้วยกัน ก็พบว่านายเกรียงไกร หายไปเลย ไม่มีการติดต่อกัน ส่วนระยะหลังๆ ที่เห็นว่าพระอลงกต ได้มาทำบุญร่วมกับทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา สืบเนื่องจากปี 2540 ช่วงนั้นโรคเอดส์แพร่ระบาด ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเองต้องการให้นักศึกษามีจิตสำนึกในการดูแลสังคม หรืออยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคเอดส์ จึงติดต่อหาวิทยากรที่จะมาบรรยายเกี่ยวกับโรคนี้ จึงมีข้อมูลว่าทางวัดพระพุทธบาทน้ำพุ มีข้อมูลเกี่ยวกับโรคเอดส์ และทางวัดได้ดูแลเกี่ยวกับผู้ป่วยเอดส์ ทางมหาวิทยาลัยจึงมีการประสานไปยังวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ซึ่งตอนนั้น ทางวัดแจ้งว่า เจ้าอาวาสขณะนั้นดีใจมาก และได้มีการตอบรับมาเป็นวิทยากรให้ ซึ่งในการมาบรรยายปีแรก ทางมหาวิทยาลัยได้ใช้จ่ายเงินเป็นค่าวิทยากรเพียงหลักร้อย ท่านก็ยินดีมาบรรยายให้ หลังจากนั้นกิจกรรมก็จัดต่อเนื่องมาเป็นทุกปี

    มาแต่ละครั้งท่านเองก็ไม่เคยบอกว่าเคยเรียนหรือศึกษาที่นี่ ไม่เคยพูดถึงว่าเรียนจบที่นี่ อาจารย์เองก็ไม่ทราบ เพื่อนร่วมรุ่นเองก็ไม่ทราบ โดยโครงการนี้ใช้ชื่อว่า โครงการธรรมรักษ์ กับหัวใจสีขาว ยังคงจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเรื่อยมา ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยจะมีการออกรับบิณฑบาต โปรดญาติโยมตามตลาดสดในเขตอำเภอเมืองพิษณุโลก และมีการบรรยายธรรมะกิจกรรมเกี่ยวกับธรรมะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก โดยครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 28 จัดเมื่อต้นเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมาแต่ละครั้ง ท่านเจ้าคุณอลงกต ก็ปฏิบัติกิจของสงฆ์ตามปกติ

    ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายบุญฤทธิ์ สโมสร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ว่ารู้สึกอย่างไรหลังจากมีข่าวเกี่ยวกับเจ้าคุณอลงกต และอนาคตจะมีการกิจกรรมจัดร่วมกับวัดพระพุทธบาทน้ำพุ ต่อไปหรือไม่ ว่า ตนก็ยังมีความศรัทธาในตัวของพระอลงกต ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการตัดสินว่าท่านผิด ตนก็ยังมีความศรัทธา ส่วนกิจกรรมจะร่วมกันต่อไหม ก็ต้องคุยกันกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย แต่ดูจากข้อมูลของข่าวที่นำเสนอกันออกมาแล้ว ยังมีการซับซ้อนเยอะ ตนเองยังไม่รู้ว่าเรื่องไหนคือเรื่องจริง เรื่องไหนคือเรื่องเท็จ

    ด้านประวัติสถาบันการศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก เดิมสังกัด วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพิษณุโลก” และภายหลัง (พ.ศ. 2548) เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ตามพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้สัมภาษณ์รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา พิษณุโลก ท่านหนึ่ง ทราบว่า เมื่อปี 2523 ตนเองมาบรรจุราชการที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก อาจารย์ 1 ระดับ 3 ประจำคณะพืชศาสตร์ ซึ่งปีนั้นมีนักศึกษาชื่อ นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว ซึ่งเรียนอยู่ในชั้น ปวช.ปี 3 รู้แต่ว่ามาจาก จ.ขอนแก่น ซึ่งนายเกรียงไกร เป็นนักศึกษาดาวเด่น ชอบเล่นฟุตบอล เป็นนักฟุตบอลศูนย์หน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5049362/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HKZjCw4mbRMB43NbEadQn

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน ได้มาก ใช้หมด…หากจะหารายได้เพิ่มเติม ก็อยู่ในเกณฑ์ดี หรืออาจได้ลาภ ผลประโยชน์จากการเสี่ยงโชค เก็งกำไร แต่ก็ควรระวังการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของตนเอง หรือเพื่อคนที่รัก ใคร่ เสน่หา ก็อาจทำให้..ใช้หมด ได้

    การงาน กิจการ งานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา สิ่งพิมพ์ โฆษณา หรือใช้สื่อออนไลน์ ควรระวังหรือหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด/เขียนที่ก้าวร้าว รุนแรงใด ๆ ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะไม่ก่อศัตรูที่จะนำภัย/อันตรายมาให้ได้ ก็ควรระวังการถ้าจะเดินทางใกล้/ไกล โดยเฉพาะวันที่ 25-26 ก็อย่าประมาท ควรระวังเหตุ/ภัย อันตรายที่จะทำให้เจ็บตัวเช่นกัน

    ความรัก ถ้าเดินทางร่วมกันกับคนรัก คู่ครอง ก็ควรหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด/เขียนที่ขัดแย้งกับเขา/เธอ ทั้งจากเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนถึงเรื่องความเชื่อ ศรัทธาที่ต่างกัน ถึงจะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะรักษาสัมพันธ์รักให้ราบรื่นไว้ได้ สำหรับคนโสด จากการเดินทาง หรือเข้าร่วมกลุ่มคณะ จัดกิจกรรมตามความเชื่อ ศรัทธา ก็อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ ที่สามารถจะร่วมสานรัก พัฒนาสัมพันธ์จนได้ครองคู่ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะอาจเจอนักบุญ คนบาป!

    ครอบครัว ควรใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดา ให้มากขึ้น เพราะอาจมีเรื่องขัดแย้งกับเพื่อน ที่จะนำไปสู่การทะเลาะวิวาท จนเจ็บตัวได้ ซึ่งวันที่ 30-31 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ    

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/312519/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XHfV8SNbSWJeQ7gmx_Lid

  • เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    “การพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่เพียงภารกิจร่วมกันที่ยุคสมัยมอบหมายแก่เรา แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตด้วย” นี่เป็นใจความสำคัญหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษใน Session ‘สู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน: ความร่วมมือจีน-ไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน ‘TCP Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด Sustainable Growth : The Future of Growth’ โดย เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย โดยการปาฐกถามีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทยที่แน่นแฟ้นและยาวนานไม่เสื่อมคลาย

    “ปีนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยต่างยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ขณะที่มิตรภาพก็แน่นแฟ้นและยืนยาวไม่เสื่อมคลายมองไปข้างหน้า โดย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จะเป็นทั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่และจุดเด่นสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” 
    “การแลกเปลี่ยนของข้าพเจ้าในวันนี้ จะนำเสนอจากมุมมองส่วนตัว โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน, ผลสำเร็จที่จีนบรรลุในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน, และข้อเสนอเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย” เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เน้นย้ำ

    เจียง เหว่ย

    หนึ่ง แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

    การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นโจทย์ร่วมของมนุษยชาติ และเป็นเส้นทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้บริบทการพัฒนาใน ยุคสมัยใหม่ รัฐบาลจีนได้บูรณาการเข้ากับสภาพความเป็นจริงของประเทศ ยกระดับแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การบูรณาการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน
    โดยแนวคิดการพัฒนาใหม่นี้สอดคล้องกับ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ของสหประชาชาติ และสะท้อนถึงความรับผิดชอบและบทบาทของจีนในฐานะประเทศขนาดใหญ่ และแนวคิดนี้มีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ
    1. การบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศ เพื่อบรรลุความก้าวหน้าของการผลิต ความมั่งคั่งของชีวิตและความสมดุลของระบบนิเวศ
    2. การวางแผนเชิงระบบ บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ระดับชาติ เดินหน้าบูรณาการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การปฏิรูประบบพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโช่การพัฒนา
    3. ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกลไกการจัดการสภาพภูมิอากาศโลก ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติแบ่งปันโอกาสในการพัฒนากับทุกประเทศ และร่วมกันรับผิดชอบต่อภารกิจสำคัญของยุคสมัย

    การเชื่อมโยงไทย-จีน

    สอง เส้นทางมาตรการและผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยังยืน

    เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจีนได้จัดตั้งระบบการทำงานแบบ “สี่ประสาน” ได้แก่ การออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง การกำหนดนโยบายชี้นำ การขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด และการมีส่วนร่วมของสังคม ในวันนี้ จะขอเน้นแนวทางและมาตรการตลอดจนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยั่งยืน
    • กำหนดเป้าหมาย “คาร์บอนสองประการ” โดยมุ่งบรรลุการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060 ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นที่จีนได้ประกาศต่อประชาคมโลก
    • วางแนวทางการพัฒนาสีเขียว โดยยึดการปรับโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเป็นแกนหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างเข้มแข็ง อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ และอาคารประหยัดพลังงาน
    • ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ลดสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเร่งพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่เป็นหลัก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล
    • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอาทิ การรีโซเคิลวัสดุที่ใช้แล้ว และพัฒนาระบบอุตสาหกรรมด้านทรัพยากรหมุนเวียน
    • คุ้มครองด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ โดยปรับปรุง “กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” และ “กฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ให้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น ระบบอนุญาตการปล่อยมลพิษ และระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียวดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
    • อนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่กับการขับเคลื่อบยุทธการ “พิทักษ์ท้องฟ้าสีคราม น้ำใส และผืนดินสะอาด” พร้อมทั้งริเริ่มโครงการสำคัญ อาทิ การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ การคืนพื้นที่เพาะปลูกสู่ป่าและทุ่งหญ้า และการจัดการแหล่งกำเนิดพายุทรายในเขตปักกิง-เทียนงิน เพื่อสร้างแนวป้องกันทางนิเวศ
    • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นการบุกเบิกและ พัฒนาในสาขาหลัก อาทิ เชมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีสะอาดพร้อมทั้งสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย
    เจียง เหว่ย
    ส่วนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติที่ชี้วัดได้ คือ
    1. การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงาน ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เดิบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยมีการบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ยปีละ 3% ขณะที่ ความเข้มข้นการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ลดลงกว่า 35% ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลในโครงสร้างการใช้พลังงานขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นจากราว 9% เป็นมากกว่า 18%
    2. “ภูเขาเขียว น้ำใส” เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อัตราความครอบคลุมของพื้นที่ป่าในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มากที่สุดในโลก
    3. อุตสาหกรรมเกิดใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จีนครองอันดับหนึ่งของโลกด้านกำลังการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องหลายปี โดยมีกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 08 พันล้านกิโลวัตต์ ฐานพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในมณฑลชิงไห่ กานซู่ และ พื้นที่อื่นๆ ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีน แต่ยังเป็นต้นแบบความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย
    4. ในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ จีนยังครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งการผลิตและยอดขาย ต่อเนื่องหลายปี แบรนด์ชั้นนำอย่าง BYD, SAIC และ Changan ไม่เพียงได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมสีเขียวของโลก
    5. การเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ กรุงปักกิง และเซินเจิ้น ได้ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสู่การใช้พลังงานใหม่อย่างสมบูรณ์ และจัดให้มีระบบการคัดแยกขยะให้ครอบคลุมทุกเมืองทั่วประเทศ
    6. ส่งเสริมการฟื้นฟูชนบทคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรกรรมเฉพาะทาง แนวคิดอาคารสีเขียวเมืองฟองน้ำ และการคมนาคมอัจฉริยะ ให้สามารถหยั่งรากลึกในสังคมและก่อเกิดเป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้และนำไปขยายผลได้เป็นวงกว้าง
    7. การมีส่วนร่วมเชิงรุกในธรรมาภิบาลโลก จีนผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาสีเขียวผ่าน “ข้อริเริ่มความสัมพันธ์หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสีเขียวของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการลงทุนสีเขียวและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ
    8. ร่วมมือกับประเทศในทวีปแอฟริกาในการจัดทำโครงการต้นแบบเกษตรสีเขียว นำเทคโนโลยีชลประทานแบบประหยัดน้ำและองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรเชิงนิเวศเข้ามาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียวและการ พัฒนาที่ยั่งยืนของสินค้าเกษตร
    และเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โมเดล “ชนบทอันงดงาม” แห่งอันจี มณฑลเจ้อเจียง ยังได้รับการเผยแพร่และ ส่งเสริมโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) อีกด้วย
    ความสำเร็จเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าจีนได้กาวเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางการพัฒนาที่ยังยืน และยังได้มอบ “แนวทางแบบจีน” ที่เป็นประสบการณ์ให้แก่ประชาคมโลกได้นำไปศึกษาและประยุกต์ใช้

    ในวันนี้ จึงขอนำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย ผ่านแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่ของจีน ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับโมเดล BCG ของประเทศไทย (เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) โดยแนวคิดนี้จะเปิดโอกาสสำหรับการยกระดับและขยายความร่วมมือด้านการ พัฒนาที่ั่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
    • การมีส่วนร่วมเชิงรุกและการแบ่งปั่นโอกาสจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
    ปัจจุบัน จีนมีขนาดเศรษฐกิจรวมเกือบ 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าต่อปีมากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ครอบคลุมประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน มูลค่ารวมเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลาดผู้บริโภคของจีนมีทั้งความหลากหลายและความเฉพาะตัว
    ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมของจีนกำลังมุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเชิงอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสอันกว้างขวางสำหรับผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
    ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาอย่างรอบด้านถึงศักยภาพการเติบโต แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มต่าง ๆอย่างละเอียด พร้อมทั้งมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศจีนให้เติบโตยิ่งขึ้น
    • เสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่
    โดยประเทศไทย มีพื้นฐานและศักยภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ขณะที่จีน มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและศักยภาพในอุตสาหกรรมการผลิต อุปกรณ์พลังงานใหม่ ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศจึงควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมยานยนต์พลังงานใหม่ และการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ร่วมกันในระยะยาว
    • ส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรสีเขียวและการแปรรูปอาหาร
    พร้อมผสานศักยภาพด้านทรัพยากรเกษตรของไทยเข้ากับเทคโนโลยีการเพาะปลูกสีเขียวของจีน ผลักดันการประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ระบบชลประทานแบบแม่นยำ และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียวให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารสีเขียวและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของจีน ร่วมกันสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสีเขียวระดับสากลของจีน-ไทย ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในการพัฒนาเกษตรในจีน ถือเป็นตัวอย่างที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำมาปรับใช้อย่างยิ่ง
    • เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างแบรนด์จีน-ไทยอย่างแข็งขัน
    อาทิ งานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติประเทศจีน (China International Import Expo – CIE), งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (Canton Fair), และ งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) ถือเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีน
    และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการแถลงข่าวว่าวันที่ 26-28 กันยายน 2568 จะมีการจัดงาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2025” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะ มีผู้ประกอบการจีนและไทยเข้าร่วมหลายร้อยราย รวมถึงกลุ่มธุรกิจ TCP ด้วยสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ซึ่งแน่นอนว่าเวทีนี้นับเป็นโอกาสอันดี ในการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งของ จีน-ไทย กับการขับเคลื่อนเป้าหมาย “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ร่วมกันด้วย

    รับรู้แนวคิดดีๆ จากบุคคลสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในทุกด้าน

    โปรแกรม Office ตำรับไทย “Word ราชวิถี” ฝีมือ “นายแพทย์ชุษณะ มะกรสาร” ผู้มาก่อน Bill Gates

    อัจฉริยะครูเพลง “สุรพล โทณะวณิก” รอยต่อระหว่าง “ลูกกรุง” กับ “สตริง”

    รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ‘มหาวิทยาลัยแก้จน’ ที่พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกฝ่าย เพื่อขจัดความจนให้คนอีสานอย่างยั่งยืน

    Post Views: 139

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/25/speech-of-china-ambassador-sustainable-growth-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KNst-N-UJPyT5lZlwwk50

  • “

    “สุชาติ” ยกทัพสินค้าธงฟ้าราคาประหยัดจำหน่ายให้พี่น้องชาวฉะเชิงเทรา ในงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา”


    25/08/2568 | 107 |

    “พาณิชย์” จัดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 800 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไขไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ และลำไย มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดการะค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงสินค้าจากผู้ประกอบการจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุบคุมการผ่านแดนไทย-กัมพูชา

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการดระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้ (25 สิงหาคม 2568) กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้จัดงาน “ธงฟ้ากระตุ้นเศรษฐกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา” เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนโดยมีเป้าหมายสูงสุดคือ “ทำให้ประชาชนมีความสุข” ภายใต้นโยบาย “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” ของนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลราคาสินค้าให้เป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเท่าเทียม เพิ่มโอกาสทางการค้า และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อให้ทุกครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อันจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 25 – 27 สิ่งหาคม 2568 ณ วัดกลางบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ กลุ่มเกษตรกร ผู้ผลิตรายกลางและรายย่อย (SMEร) วิสาหชุมชน และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการผ่านแดนไทย-กัมพูชา นำสินค้าอุปโภคบริโภค มาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 800 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว อุปกรณ์ช่าง เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 90 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 23 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 44 บาท ข้าวหอมมะลิ (5 กก.) ถุงละ 135 บาท นอกจากนั้นยังเชื่อมโยง สินค้าจากกลุ่มเกษตรกร และลำไย กิโลกรัมละ 15 บาท และยังเชื่อมโยงสินค้าจากเกษตรกรและผู้ประกอบการจังหวัดสระแก้ว มาจำหน่ายในงานอีกด้วย

    ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างสภาพคล่องในระบบ รวมทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โดยกรมการค้าภายในได้ดำเนินการจัดงานธงฟ้าราคาประหยัดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และกลุ่มเกษตรกร ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า และยังเป็นการสนับสนุนนโยบายในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย

    “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ ของกินของใช้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มีดำริให้จัดงานธงฟ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่” นายสุชาติกล่าวทิ้งท้าย


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/417785&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1m1Nt8bBQfkS9b-IvviQnU

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 25 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 25 ส.ค.68

    25 สิงหาคม 2568 17:15 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 25 ส.ค.68

    ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง  ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ประชาสัมพันธ์กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับหวยเกษียณ” เพื่อเดินหน้า “สลาก กอช.” หรือ “หวยเกษียณ” สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับนวัตกรรมการออมรูปแบบใหม่ ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนไทย 

    นายกฤชนนท์ อัยยปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม ฐานะโฆษกกระทรวงคมนาคม เผยว่า เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันนี้  25 สิงหาคม 2568  จำนวนยอดผู้ลงทะเบียนสำเร็จอยู่ที่ 100,360 คน โดยยอดจำนวนลงทะเบียนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระบบแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และระบบการลงทะเบียนผูกบัตรยังคงใช้งานได้เป็นปกติ

    นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยว่า จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นตลอดระยะเวลา 4 ปี เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ นั้นผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงรูปแบบรายละเอียดของโครงการ รูปแบบโมเดลการพัฒนาและการลงทุน อัตราผลตอบแทนในการลงทุน รวมถึงแผนงานขั้นต่อไปที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/646552&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sNXlPoSMt6XodZzupF1hz

  • ภาษีคาร์บอนเขย่า 6.5 ล้านล้าน! ยุคปล่อยมลพิษฟรีจบ สู่ Net Zero 2065

    ภาษีคาร์บอนเขย่า 6.5 ล้านล้าน! ยุคปล่อยมลพิษฟรีจบ สู่ Net Zero 2065

    ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ กล่าวอีกว่า “ยุคของการปล่อยมลพิษฟรีได้จบลงแล้ว กฎหมายฉบับนี้คือสัญญาณเตือนสำหรับทุกคน ที่ Carbon Network เราไม่ได้มองว่านี่คือ ‘ภาษี’ แต่คือ ‘การลงทุน’ เพื่ออนาคตที่สะอาดและมั่งคั่งกว่าของประเทศไทย เราพร้อมเป็นพันธมิตรให้ภาคธุรกิจเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสในการแข่งขันบนเวทีโลก”

    ผลกระทบต่อประชาชน

    ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงาน การขนส่ง และการผลิตวัสดุก่อสร้าง มีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อไปยังราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ค่าเดินทาง และราคาบ้านในอนาคต

    ไทม์ไลน์การบังคับใช้

    คาดว่ากฎหมายจะเริ่มบังคับใช้เป็น 3 ระยะ โดยระยะแรกจะเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2569 กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ได้แก่ การขนส่ง, สาธารณูปโภค (โรงไฟฟ้า), โลหะ, และซีเมนต์ ก่อนจะขยายไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/859471&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SdCJy1N3BfNmK8l3dVfT7

  • เอเวอร์แกรนด์: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเป็นอย่างไร หลังจากยักษ์ใหญ่รายนี้ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น – BBC News ไทย

    เอเวอร์แกรนด์: ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเป็นอย่างไร หลังจากยักษ์ใหญ่รายนี้ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น – BBC News ไทย

    ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในจีนเป็นอย่างไร หลังจากยักษ์ใหญ่ในธุรกิจนี้อย่าง “เอเวอร์แกรนด์” ถูกเพิกถอนออกจากตลาดหุ้น

    A woman - wearing a mask, pink t-shirt with a Mickey Mouse emblem on the right sleeve and black trousers - rides a scooter past the construction site of an Evergrande housing complex in Zhumadian, central China's Henan province.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ครั้งหนึ่ง เอเวอร์แกรนด์เคยเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เจ้าใหญ่สุดของจีน
      • Author, ปีเตอร์ ฮอสกินส์
      • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ บีบีซีนิวส์

    “เอเวอร์แกรนด์” บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ของจีนถูกถอดออกจากตลาดหลักทรัพย์ของฮ่องกงเมื่อวันจันทร์ หลังจากผ่านการซื้อขายในตลาดมากว่าทศวรรษครึ่ง

    นับเป็นเหตุการณ์สำคัญในแง่ที่ไม่ค่อยจะดีนักสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่ที่สุดในจีน บริษัทแห่งนี้เคยมีมูลค่าในตลาดหุ้นมากกว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านล้านบาท) ก่อนที่จะล่มสลายอย่างรุนแรงจากการแบกภาระหนี้มหาศาลที่เคยช่วยให้บริษัทเติบโตอย่างพุ่งพรวด

    ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าการเพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และถือเป็นจุดสิ้นสุด

    “เมื่อคุณถูกเพิกถอน มันไม่มีทางย้อนกลับไปแล้ว” แดน หวัง ผู้อำนวยการแผนกจีนจากยูเรเซีย กรุ๊ป (Eurasia Group) บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมือง ระบุ

    ชื่อของ “เอเวอร์แกรนด์” ตอนนี้เป็นที่รู้จักดีในฐานะส่วนหนึ่งของวิกฤตที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลกเผชิญอยู่เป็นระยะเวลาหลายปี

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A laptop set up on a stand with a keyboard and mouse on a table in a Starbucks cafe.

    • A collage of the Russian and North Korean flags, along with a Russian tourist relaxing on a deserted beach at Wonsan Kalma.

    • Sung Jin-woo, the protagonist of Solo Leveling, holds a sword in the snow

    • Imagen tratada mostrando el continente africano en rojo y azul.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เกิดอะไรขึ้นกับเอเวอร์แกรนด์

    ย้อนไปเพียงไม่กี่ปีมานี้ กลุ่มธุรกิจ “เอเวอร์แกรนด์” ยังเป็นตัวอย่างโดดเด่นที่สะท้อนถึงปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีนอยู่เลย

    ฮุย คา ยัน (หรืออีกชื่อคือ สวี่ เจียอิ้น) ผู้ก่อตั้งและประธานของบริษัท เติบโตจากจุดต่ำต้อยในชนบทของจีนสู่การมีชื่อเป็นผู้ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ในเอเชียจากการจัดอันดับบนนิตยสารฟอร์บส์ในปี 2017

    นับจากนั้นมูลค่าทรัพย์สินของเขาก็ลดฮวบจากที่เคยถูกประมาณการณ์ว่ามีราว ๆ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) ในปี 2017 เหลือไม่ถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 หมื่นล้านบาท) ความเสื่อมถอยของเขานั้นไม่ธรรมดา เฉกเช่นเดียวกับบริษัทของเขา

    เหล่าผู้ชำระบัญชีก็กำลังตรวจสอบว่า พวกเขาสามารถเรียกคืนเงินสดมาให้กับบรรดาเจ้าหนี้ จากทรัพย์สินส่วนตัวของนายฮุยได้หรือไม่

    ในช่วงเวลาที่บริษัทล้มละลาย เอเวอร์แกรนด์มีโครงการที่กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาประมาณ 1,300 โครงการใน 280 เมืองทั่วประเทศจีน

    อาณาจักรในเครือของบริษัทยังขยายตัวไปจนถึงการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลกว่างโจว เอฟซี (Guangzhou FC) ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในจีน แต่ทีมดังกล่าวถูกเตะออกจากลีกฟุตบอลในปีนี้หลังจากไม่สามารถชำระหนี้สินของทีมฟุตบอลได้

    Gold and pink confetti rains down as head coach Fabio Cannavaro of Guangzhou Evergrande and his players celebrate winning the 2019 Chinese Super League title on 1 December, 2019 in Guangzhou, Guangdong Province of China.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เอเวอร์แกรนด์เคยเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในจีน

    เอเวอร์แกรนด์สร้างธุรกิจมาจากเงินกู้ยืม 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.7 ล้านล้านบาท) ทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีหนี้สินมากที่สุดในโลก

    ทว่า ความเสื่อมถอยของบริษัทเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลจีนบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ในปี 2020 เพื่อควบคุมจำนวนเงินที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สามารถกู้ยืมได้

    มาตรการใหม่นี้เองทำให้เอเวอร์แกรนด์ต้องนำเสนอส่วนลดมากมายในการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเงินไหลเข้ามาทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

    และเมื่อบริษัทเริ่มประสบกับความยากลำบากในการหาเงินมาชำระดอกเบี้ย ไม่นานนักเอเวอร์แกรนด์ก็เริ่มผิดนัดชำระหนี้สินบางส่วนจากเจ้าหนี้ในต่างประเทศ

    หลังเผชิญข้อพิพาททางกฎหมายมาหลายปี ศาลสูงของฮ่องกงก็สั่งให้บริษัทปิดกิจการในเดือน ม.ค. 2024

    หุ้นของเอเวอร์แกรนด์มีความเสี่ยงจะถูกเพิกถอนมานับตั้งแต่วันนั้น เพราะมันถูกระงับการซื้อขายมาตั้งแต่ศาลมีคำสั่ง

    ในขณะนั้นวิกฤตที่กำลังกลืนกินได้ทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดของบริษัทลดลงจากมูลค่าเดิมไปกว่า 99% แล้ว

    ส่วนคำสั่งชำระบัญชีเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทไม่สามารถเสนอแผนงานที่เป็นไปได้จริงในการลดหนี้สินหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ

    ในช่วงก่อนหน้าของเดือนนี้ ผู้ชำระบัญชีเปิดเผยว่าปัจจุบันเอเวอร์แกรนด์มีหนี้สินอยู่ 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) แต่จนถึงขณะนี้บริษัทกลับขายสินทรัพย์ไปได้เพียง 255 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.3 พันล้านบาท) เท่านั้น พวกเขายังบอกด้วยว่าการจะยกเครื่องบริษัทใหม่ทั้งหมดนั้น “ยากที่จะบรรลุผลสำเร็จ”

    การ “เพิกถอนบริษัทออกจากตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้แน่นอนว่าเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ก็นับว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ” หวังระบุ

    สิ่งที่ยังเหลืออยู่ก็คือเจ้าหนี้รายใดบ้างที่จะได้รับการชำระหนี้ และพวกเขาจะได้รับเท่าไหร่ในกระบวนการล้มละลายครั้งนี้” ศาสตราจารย์ซือถง เฉียว จากมหาวิทยาลัยดุ๊ก (Duke University) ระบุ

    การไต่สวนการชำระบัญชีครั้งต่อไปมีกำหนดจะเกิดขึ้นใน ก.ย. นี้

    เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบอย่างไร

    แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า การล่มสลายของเอเวอร์แกรนด์ ประกอบปัญหาร้ายแรงต่าง ๆ ที่นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นต้องเผชิญ คือสิ่งที่ผลกระทบต่อประเทศมากที่สุด

    “การตกต่ำของภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นแรงฉุดเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุด และเป็นสาเหตุต้นตอที่ทำให้การบริโภคหยุดชะงัก” หวังระบุ

    Hui Ka Yan, chairman of China Evergrande Group, speaks during a news conference in Hong Kong, China, on Tuesday, March 26, 2019.

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ฮุย คา ยัน ประธานเครือธุรกิจเอเวอร์แกรนด์ ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย

    นี่ถือเป็นปัญหาอย่างยิ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณหนึ่งในสามของเศรษฐกิจจีน และเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละแห่ง

    “ผมไม่คิดว่าจีนมีทางเลือกที่เป็นไปได้ ที่จะพยุงเศรษฐกิจของประเทศในระดับในระดับที่ใกล้เคียงกัน” ศาสตราจารย์เฉียวกล่าว

    ขณะที่แจ็คสัน ชาน จากบอนด์ซูเปอร์มาร์ท (Bondsupermart) แพลตฟอร์มวิจัยด้านตลาดการเงิน ระบุว่า วิกฤตอสังหาริมทรัพย์นำมาซึ่งการ “เลิกจ้างครั้งใหญ่” โดยบรรดานักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่แบกภาระหนี้สินอย่างหนัก

    เขายังเสริมว่า พนักงานในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์หลายคนที่ยังรักษางานเอาไว้ได้ก็ถูกลดเงินเดือนลงจำนวนมาก

    วิกฤตการณ์ครั้งนี้ยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายครัวเรือนที่มักจะใช้เงินออมไปลงทุนกับทรัพย์สิน

    อลิเซีย การ์เซีย-เออร์เรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากธนาคารนาทิกซิส (Natixis) ของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า เมื่อราคาที่อยู่อาศัยดิ่งลงอย่างน้อย 30% เงินออมของชาวจีนหลายครอบครัวก็มีมูลค่าลดลงตามไปด้วย

    เธอเสริมว่า นั่นหมายความว่าพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะไม่ใช้จ่ายหรือลงทุน

    เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลจีนได้ประกาศแผนงานต่าง ๆ มากมายที่มีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูตลาดที่อยู่อาศัย กระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค และกระตุ้นเศรษฐกิจในวงกว้าง

    แผนงานเหล่านี้มีทั้งมาตรการที่จะช่วยเจ้าของบ้านรายใหม่และช่วยพยุงตลาดหุ้น ผ่านการจูงใจให้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและเครื่องใช้ในครัวเรือน

    แม้รัฐบาลจีนจะทุ่มเงินหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเข้าในระบบเศรษฐกิจของประเทศ แต่เศรษฐกิจของจีนที่เคยเติบโตมากกว่านี้ กลับลดลงเหลือเพียง “ประมาณ 5%” เท่านั้น

    ในขณะที่ประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ยินดีกับสิ่งนี้ แต่สำหรับจีนที่เศรษฐกิจเคยเติบโตมากกว่า 10% ต่อปีในปี 2010 นี่ถือเป็นการชะลอตัว

    วิกฤตอสังหาริมทรัพย์จบลงแล้วหรือไม่

    สรุปสั้น ๆ คือ อาจจะยังไม่จบ

    แม้ว่าเอเวอร์แกรนด์จะครองพาดหัวข่าวส่วนใหญ่ แต่บริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่น ๆ อีกหลายบริษัทในจีนก็กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายประการเช่นกัน

    เมื่อต้นเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ศาลสูงของฮ่องกงได้มีคำสั่งให้บริษัท “ไชน่า เซาธ์ ซิตี้ โฮลดิ้งส์” (China South City Holdings) ยุติกิจการ นับเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดที่ถูกบังคับให้ชำระบัญชีต่อจากเอเวอร์แกรนด์

    ในขณะเดียวกัน บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ที่เป็นคู่แข่งอย่าง “คันทรี การ์เดน” (Country Garden) ก็ยังคงพยายามทำข้อตกลงกับบรรดาเจ้าหนี้เพื่อตัดหนี้ต่างประเทศที่ค้างชำระกว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (4.5 หมื่นล้านบาท)

    การไต่สวนการชำระบัญชีของบริษัทครั้งต่อไปมีกำหนดจะเกิดขึ้นในฮ่องกงในเดือน ม.ค. 2026 หลังจากถูกเลื่อนมาหลายครั้ง

    “ภาคอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดกำลังประสบกับปัญหา จะมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนล่มสลายตามมาอีก” ศาสตราจารย์เฉียวระบุ

    People wearing coats and hats walk past an Evergrande Group residential complex called Evergrande Palace in Beijing on 30 January, 2024 on a misty overcast day.

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การนำหุ้นของเอเวอร์แกรนด์ออกจากตลาดหุ้นของฮ่องกงนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

    ในขณะที่รัฐบาลจีนออกหลายมาตรการมาช่วยหนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์และพยุงเศรษฐกิจโดยรวม แต่ก็ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

    นายชานกล่าวว่า แผนงานเหล่านี้ดูจะส่งผลกระทบในเชิงบวกต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ “ผมคิดว่า [มันไปถึง] จุดต่ำสุดแล้ว และมันควรจะอยู่ในระยะที่กำลังฟื้นฟูอย่างช้า ๆ อย่างไรก็ตาม เราคงไม่อาจคาดหวังให้มันฟื้นฟูอย่างแข็งแรง”

    โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนของวอลล์สตรีท เคยออกมาเตือนเมื่อเดือน มิ.ย. ว่า ราคาอสังหาริมทรัพย์ในจีนจะตกลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2027

    หวังก็เห็นด้วย โดยเธอยังคาดการณ์ว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่กำลังประสบปัญหานี้ จะไปสู่ “จุดต่ำสุด” ในราว ๆ สองปี ก่อนที่อุปสงค์จะตามทันอุปทาน

    แต่การ์เซีย-เออร์เรโร กล่าวถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมากว่า เธอบอกว่า “ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์”

    รัฐบาลจีนได้ส่ง “ข้อความอย่างชัดเจนถึงเจตนาที่จะไม่ช่วยเหลือภาคธุรกิจที่อยู่อาศัย” ผู้อำนวยการแผนกจีนจากยูเรเซีย กรุ๊ปกล่าวเสริม

    ที่ผ่านมารัฐบาลจีนระมัดระวังหลีกเลี่ยงมาตรการใด ๆ ก็ตามที่อาจส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มเติมจากอุตสาหกรรมที่มีหนี้สินมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

    และแม้ว่าในยุคที่มันเฟื่องฟู ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะเคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน แต่ตอนนี้พรรคคอมมิวนิสต์ที่ปกครองจีนอยู่กำลังให้ความสนใจไปกับสิ่งอื่น

    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กำลังมุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างเช่น พลังงานหมุนเวียน รถยนต์ไฟฟ้า และหุ่นยนต์มากกว่า

    อย่างเช่นที่หวังพูดถึงมันว่า “จีนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่ยุคใหม่ของการพัฒนา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y3z22g23no&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CECKm2LY12SGG5rlsaiR4

  • เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ | TOPNEWS

    เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ | TOPNEWS

    เลย เกษตรกรปลูกทุเรียนพันธุ์ดี ‘หลง รัก เลย’ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่ปลอดสารพิษ

    • เผยแพร่ : 25/08/2025 17:38

    อ.เมืองเลย จ.เลย ปลูกทุเรียนพันธุ์ดี”หลง รัก เลย” ปลอดสารพิษ ผลไม้เศรษฐกิจตัวใหม่เมืองเลย ขยายสู่ชุมชน เพิ่มผลผลิต เกิดรายได้และขยายตลาด

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 27 ส.ค.2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปเยี่ยมศูนย์เรียนรู้“อำภาฟาร์ม” อยู่ที่ 311 หมู่ 5 บ้านห้วยสีเสียด ต.น้ำหมาน อ.เมืองเลย จ.เลย พบว่าภายในเนื้อที่ 42 ไร่ อุดมสมบูรณ์ด้วยต้นไม้ยางพารา ส้มโอ มังคุด มะพร้าว มะม่วง อาโวคาโด สระน้ำ บ่อน้ำ ระบบท่องพีวีซี.โดยเฉพาะ สร้างเงินและรายได้แก่เกษตรกรจำนวนมาก สร้างผืนป่า รักษาสิ่งแวดล้อม และยังขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่อีกจำนวนมาก อีกด้วย

    นายวิชิต พิมพ์โคตร อายุ 46 ปี เจ้าของอำภาฟาร์ม “ทุเรียนพันธุ์ดี หลง รัก เลย” ศูนย์การเรียนรู้อำภาฟาร์ม เปิดเผยว่า เดิมนั้นปลูกสับปะรด เห็นว่าเป็นพืชเชิงเดี่ยวจึงหันมาปลูกพืชหลายอย่าง แบบผสมผสาน โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทอง หรือ พันธุ์หลง รัก เลย การใช้ปุ๋ยมูลม้าป้องกันปลวกไม่มีแมลงมารบกวน มูลวัว มูลค้างคาว มูลม้าที่เลี้ยงไว้นำมาเป็นปุ๋ยใช้ในสวนส่วนน้ำใช้จากสระนาดใหญ่ที่ขุดไว้ โดยตนเลี้ยงวัวและม้าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ปลูกพืชที่ตลาดต้องการจึงนับเป็นเกษตรปลอดสารพิษ ทานและขาย ปลูกตามร่องภูเขาและต้นยางพารา แซมไปด้วยกันแบบผสมผสาน ขุดบ่อน้ำ หมอนทอง เมื่อทานแล้วเป็นพันธุ์”หลง รัก เลย” ซึ่งเคยทูลเกล้าถวายสมเด็จพระเทพฯเมื่อวันที่ 6 ส.ค.65 น้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯมาใช้ในฟาร์มแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียงแบบผสมผสาน

    นายวิชิต พิมพ์โคตร กล่าวอีกว่า ด้านศัตรูทุเรียนนั้นมีแมลงมาเจาะ กระรอกมารบกวนมากัดแทะ ต้องใช้กับดักและเปิดเพลงเสียงดังขับไล่ตลอด 4 เดือนในช่วงให้ผลผลิต ปัจจุบันปลูกมาแล้ว 15 ปี ให้ผลผลิต 15-40 ลูก/ต้น และ ผลิตผลิตรวม 5 ตัน/ปี ราคาทุเรียน หลง รัก เลย ปีนี้ 130 บาท/กก. ด้านการตลาดถือว่าเปิดกว้างเพราะมีห้างร้านจำหน่ายไม้ผลที่ปั้มน้ำมันปตท. 8 แห่ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และตลาดจากกรุงเทพฯ ภาคกลาง ภาคอื่นๆสั่งออร์เดอร์มาและ มีพ่อค้านำรถมารับถึงสวน ด้านการใช้ปุ๋ยมูลม้า มูลวัวทั้งป้องกันปลวก ไม่มีแมลงมารบกวน มูลวัว มูลค้างคาว เพราะภายในสวนยังเลี้ยงวัวและม้าเป็นปุ๋ยหมักปุ๋ยชีวภาพ ช่วยลดต้นทุนการผลิต เรียกว่าใช้เป็นการเกษตรปลอดสารพิษ รักษาสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ทรัพยากรภายในสวนหมุนเวียนนำมาสร้างประโยชน์ ทั้งน้ำ และวัตถุดิบ มีทางสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ออกใบรับรองคุณภาพว่า”สวนปลอดสารพิษ” การันตีให้“อำภาฟาร์ม”ได้ปลูกไม้ผลเพื่อจำหน่ายเอง ต่อยอดธุรกิจไม้ผลเมืองเลย ที่มีคุณภาพ รสชาติดี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ดิน สภาพอากาศและน้ำ ดีและสมบูรณ์ จะสามารถตีตลาดผลไม้ไทย สร้างศักยภาพมาตรฐานผลผลิตที่ดี นำชื่อเสียงมาสู่จังหวัดเลยแน่นอน มีสิ่งที่การันตี ผลงานคือ เป็นเกษตรกรดีเด่นปี 2565 สาขาพืชสวนและ รางวัลชมเชยระดับประเทศ ประสานได้ที่….082 986 7978 ,064 504 3394.

    ภาพ-ข่าว บุญชู ศรีไตรภพ ผู้สื่อข่าวประจำ จ.เลย

    12

    SOCAIL 16-9

    ชาวบ้านพื้นที่เกาะยอร้องขอเสื้อชูชีพ-ไฟสปอร์ตไลท์ หลังช่วยเหลือคนกระโดดสะพานถี่ขึ้น

    รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขเปิดมินิธัญญารักษ์ยะลา จนสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและสังคมได้อย่างยั่งยืน

    ดีลประวัติศาสตร์ “กองทัพอากาศ” ลงนามเซ็นสัญญา G to G ซื้อเครื่องบินขับไล่ Gripen

    ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ห้ามพลาด! สินเชื่อดอกเบี้ยถูก 3% ต่อปี เสริมแกร่งธุรกิจ ยื่นกู้ได้ทันที ในงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์”

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งให้การต้อนรับ ผบ.ตร.เข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮง และทำบุญชุดข้าวสาร เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด

    ศอ.บต. หารือแนวทาง เยียวยาชุมชน จากเหตุความรุนแรงในพื้นที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1288128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fBoCNTgv-PaLUcxj5yhJh

  • เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    เจียง เหว่ย อัครราชทูตจีนฯ ประจำประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจ

    “การพัฒนาที่ยั่งยืนมิใช่เพียงภารกิจร่วมกันที่ยุคสมัยมอบหมายแก่เรา แต่ยังเป็นโอกาสที่เราจะได้ร่วมกันสร้างอนาคตด้วย” นี่เป็นใจความสำคัญหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษใน Session ‘สู่อนาคตร่วมกันอย่างยั่งยืน: ความร่วมมือจีน-ไทยในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงาน ‘TCP Sustainability Forum 2025 ภายใต้แนวคิด Sustainable Growth : The Future of Growth’ โดย เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย โดยการปาฐกถามีความพิเศษกว่าทุกครั้ง เพราะถือเป็นหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทยที่แน่นแฟ้นและยาวนานไม่เสื่อมคลาย

    “ปีนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญ ครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีน-ไทย โดยตลอดครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา จีนและไทยต่างยึดมั่นในหลักการเคารพซึ่งกันและกันและปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ขณะที่มิตรภาพก็แน่นแฟ้นและยืนยาวไม่เสื่อมคลายมองไปข้างหน้า โดย “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จะเป็นทั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่และจุดเด่นสำคัญของความร่วมมือระหว่างสองประเทศ” 
    “การแลกเปลี่ยนของข้าพเจ้าในวันนี้ จะนำเสนอจากมุมมองส่วนตัว โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน, ผลสำเร็จที่จีนบรรลุในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน, และข้อเสนอเพื่อยกระดับความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย” เจียง เหว่ย อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย เน้นย้ำ

    เจียง เหว่ย

    หนึ่ง แนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของจีน

    การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นโจทย์ร่วมของมนุษยชาติ และเป็นเส้นทางสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ภายใต้บริบทการพัฒนาใน ยุคสมัยใหม่ รัฐบาลจีนได้บูรณาการเข้ากับสภาพความเป็นจริงของประเทศ ยกระดับแนวคิดการพัฒนาใหม่ที่ครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การบูรณาการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเปิดกว้าง และการแบ่งปัน
    โดยแนวคิดการพัฒนาใหม่นี้สอดคล้องกับ “วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030” ของสหประชาชาติ และสะท้อนถึงความรับผิดชอบและบทบาทของจีนในฐานะประเทศขนาดใหญ่ และแนวคิดนี้มีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ
    1. การบูรณาการ การพัฒนาเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และการสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศ เพื่อบรรลุความก้าวหน้าของการผลิต ความมั่งคั่งของชีวิตและความสมดุลของระบบนิเวศ
    2. การวางแผนเชิงระบบ บนพื้นฐานยุทธศาสตร์ระดับชาติ เดินหน้าบูรณาการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การปฏิรูประบบพลังงาน และการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมครบถ้วนตลอดทั้งห่วงโช่การพัฒนา
    3. ความร่วมมือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกลไกการจัดการสภาพภูมิอากาศโลก ผลักดันการสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมวลมนุษยชาติแบ่งปันโอกาสในการพัฒนากับทุกประเทศ และร่วมกันรับผิดชอบต่อภารกิจสำคัญของยุคสมัย

    การเชื่อมโยงไทย-จีน

    สอง เส้นทางมาตรการและผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยังยืน

    เพื่อให้แผนยุทธศาสตร์อันยิ่งใหญ่ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม รัฐบาลจีนได้จัดตั้งระบบการทำงานแบบ “สี่ประสาน” ได้แก่ การออกแบบเชิงยุทธศาสตร์ระดับสูง การกำหนดนโยบายชี้นำ การขับเคลื่อนด้วยกลไกตลาด และการมีส่วนร่วมของสังคม ในวันนี้ จะขอเน้นแนวทางและมาตรการตลอดจนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติของจีนในการพัฒนาที่ยั่งยืน
    • กำหนดเป้าหมาย “คาร์บอนสองประการ” โดยมุ่งบรรลุการปล่อยคาร์บอนในระดับสูงสุดภายในปี 2030 และบรรลุการปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2060 ซึ่งเป็นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นที่จีนได้ประกาศต่อประชาคมโลก
    • วางแนวทางการพัฒนาสีเขียว โดยยึดการปรับโครงสร้างและยกระดับอุตสาหกรรมเป็นแกนหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างเข้มแข็ง อาทิ ยานยนต์พลังงานใหม่ และอาคารประหยัดพลังงาน
    • ปรับโครงสร้างด้านพลังงาน ลดสัดส่วนของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงเร่งพัฒนาระบบไฟฟ้าแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานใหม่เป็นหลัก ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ และเพิ่มสัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิล
    • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอาทิ การรีโซเคิลวัสดุที่ใช้แล้ว และพัฒนาระบบอุตสาหกรรมด้านทรัพยากรหมุนเวียน
    • คุ้มครองด้วยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ โดยปรับปรุง “กฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อม” และ “กฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ให้รอบด้านยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบังคับใช้มาตรการสำคัญ เช่น ระบบอนุญาตการปล่อยมลพิษ และระบบซื้อขายคาร์บอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาสีเขียวดำเนินไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
    • อนุรักษ์ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการจัดการลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบควบคู่กับการขับเคลื่อบยุทธการ “พิทักษ์ท้องฟ้าสีคราม น้ำใส และผืนดินสะอาด” พร้อมทั้งริเริ่มโครงการสำคัญ อาทิ การอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ การคืนพื้นที่เพาะปลูกสู่ป่าและทุ่งหญ้า และการจัดการแหล่งกำเนิดพายุทรายในเขตปักกิง-เทียนงิน เพื่อสร้างแนวป้องกันทางนิเวศ
    • ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มุ่งเน้นการบุกเบิกและ พัฒนาในสาขาหลัก อาทิ เชมิคอนดักเตอร์ AI และเทคโนโลยีสะอาดพร้อมทั้งสนับสนุนการบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่างภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และสถาบันวิจัย
    เจียง เหว่ย
    ส่วนผลสำเร็จเชิงปฏิบัติที่ชี้วัดได้ คือ
    1. การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับการปรับโครงสร้างพลังงาน ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จีนสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เดิบโตเฉลี่ยปีละ 6% โดยมีการบริโภคพลังงานเพิ่มขึ้นเพียงเฉลี่ยปีละ 3% ขณะที่ ความเข้มข้นการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP ลดลงกว่า 35% ขณะเดียวกัน สัดส่วนพลังงานที่ไม่ใช่เชื้อเพลิงฟอสซิลในโครงสร้างการใช้พลังงานขั้นต้นก็เพิ่มขึ้นจากราว 9% เป็นมากกว่า 18%
    2. “ภูเขาเขียว น้ำใส” เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม อัตราความครอบคลุมของพื้นที่ป่าในจีนเพิ่มขึ้นมากกว่า 25% ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เพิ่มพื้นที่สีเขียวได้มากที่สุดในโลก
    3. อุตสาหกรรมเกิดใหม่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จีนครองอันดับหนึ่งของโลกด้านกำลังการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องหลายปี โดยมีกำลังการติดตั้งสะสมกว่า 08 พันล้านกิโลวัตต์ ฐานพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในมณฑลชิงไห่ กานซู่ และ พื้นที่อื่นๆ ไม่เพียงช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีน แต่ยังเป็นต้นแบบความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย
    4. ในด้านยานยนต์พลังงานใหม่ จีนยังครองอันดับหนึ่งของโลกทั้งการผลิตและยอดขาย ต่อเนื่องหลายปี แบรนด์ชั้นนำอย่าง BYD, SAIC และ Changan ไม่เพียงได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังรุกเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว รวมถึงประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคมนาคมสีเขียวของโลก
    5. การเป็นต้นแบบด้านการพัฒนาสีเขียวและคาร์บอนต่ำ กรุงปักกิง และเซินเจิ้น ได้ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะสู่การใช้พลังงานใหม่อย่างสมบูรณ์ และจัดให้มีระบบการคัดแยกขยะให้ครอบคลุมทุกเมืองทั่วประเทศ
    6. ส่งเสริมการฟื้นฟูชนบทคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรกรรมเฉพาะทาง แนวคิดอาคารสีเขียวเมืองฟองน้ำ และการคมนาคมอัจฉริยะ ให้สามารถหยั่งรากลึกในสังคมและก่อเกิดเป็นบทเรียนที่สามารถเรียนรู้และนำไปขยายผลได้เป็นวงกว้าง
    7. การมีส่วนร่วมเชิงรุกในธรรมาภิบาลโลก จีนผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาสีเขียวผ่าน “ข้อริเริ่มความสัมพันธ์หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาสีเขียวของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” ส่งเสริมการลงทุนสีเขียวและการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ
    8. ร่วมมือกับประเทศในทวีปแอฟริกาในการจัดทำโครงการต้นแบบเกษตรสีเขียว นำเทคโนโลยีชลประทานแบบประหยัดน้ำและองค์ความรู้ด้านการจัดการเกษตรเชิงนิเวศเข้ามาประยุกต์ใช้ ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียวและการ พัฒนาที่ยั่งยืนของสินค้าเกษตร
    และเพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น โมเดล “ชนบทอันงดงาม” แห่งอันจี มณฑลเจ้อเจียง ยังได้รับการเผยแพร่และ ส่งเสริมโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) อีกด้วย
    ความสำเร็จเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าจีนได้กาวเดินอย่างมั่นคงบนเส้นทางการพัฒนาที่ยังยืน และยังได้มอบ “แนวทางแบบจีน” ที่เป็นประสบการณ์ให้แก่ประชาคมโลกได้นำไปศึกษาและประยุกต์ใช้

    ในวันนี้ จึงขอนำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนระหว่างจีน-ไทย ผ่านแนวคิดการพัฒนาแนวใหม่ของจีน ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับโมเดล BCG ของประเทศไทย (เศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว) โดยแนวคิดนี้จะเปิดโอกาสสำหรับการยกระดับและขยายความร่วมมือด้านการ พัฒนาที่ั่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
    • การมีส่วนร่วมเชิงรุกและการแบ่งปั่นโอกาสจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน
    ปัจจุบัน จีนมีขนาดเศรษฐกิจรวมเกือบ 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการนำเข้าต่อปีมากกว่า 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ครอบคลุมประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน มูลค่ารวมเกือบ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐตลาดผู้บริโภคของจีนมีทั้งความหลากหลายและความเฉพาะตัว
    ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมของจีนกำลังมุ่งสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเชิงอัจฉริยะ ซึ่งล้วนเป็นโอกาสอันกว้างขวางสำหรับผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
    ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีน ควรศึกษาอย่างรอบด้านถึงศักยภาพการเติบโต แนวโน้มการพัฒนาอุตสาหกรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคในกลุ่มต่าง ๆอย่างละเอียด พร้อมทั้งมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศจีนให้เติบโตยิ่งขึ้น
    • เสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมพลังงานใหม่
    โดยประเทศไทย มีพื้นฐานและศักยภาพที่เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลไทยจึงควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ขณะที่จีน มีข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและศักยภาพในอุตสาหกรรมการผลิต อุปกรณ์พลังงานใหม่ ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศจึงควรเร่งเสริมสร้างความร่วมมือในห่วงโช่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมยานยนต์พลังงานใหม่ และการวิจัยพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ ร่วมกันในระยะยาว
    • ส่งเสริมความร่วมมือด้านเกษตรสีเขียวและการแปรรูปอาหาร
    พร้อมผสานศักยภาพด้านทรัพยากรเกษตรของไทยเข้ากับเทคโนโลยีการเพาะปลูกสีเขียวของจีน ผลักดันการประยุกต์ใช้เกษตรอัจฉริยะ เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ระบบชลประทานแบบแม่นยำ และการตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร ตลอดจนยกระดับมาตรฐานการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์อาหารสีเขียวให้สอดคล้องกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อาหารสีเขียวและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของจีน ร่วมกันสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรสีเขียวระดับสากลของจีน-ไทย ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) ในการพัฒนาเกษตรในจีน ถือเป็นตัวอย่างที่ควรค่าแก่การศึกษาและนำมาปรับใช้อย่างยิ่ง
    • เข้าร่วมงานแสดงสินค้าและสร้างแบรนด์จีน-ไทยอย่างแข็งขัน
    อาทิ งานมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติประเทศจีน (China International Import Expo – CIE), งานแสดงสินค้านำเข้า-ส่งออกจีน (Canton Fair), และ งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) ถือเป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดโอกาสในการเข้าถึงตลาดจีน
    และเมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการแถลงข่าวว่าวันที่ 26-28 กันยายน 2568 จะมีการจัดงาน “มหกรรมความร่วมมือไทย-จีน 2025” ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งคาดว่าจะ มีผู้ประกอบการจีนและไทยเข้าร่วมหลายร้อยราย รวมถึงกลุ่มธุรกิจ TCP ด้วยสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ ซึ่งแน่นอนว่าเวทีนี้นับเป็นโอกาสอันดี ในการแสดงถึงความมุ่งมั่นตั้งของ จีน-ไทย กับการขับเคลื่อนเป้าหมาย “การเติบโตอย่างยั่งยืน” ร่วมกันด้วย

    รับรู้แนวคิดดีๆ จากบุคคลสำคัญเพื่อการพัฒนาประเทศไทยในทุกด้าน

    โปรแกรม Office ตำรับไทย “Word ราชวิถี” ฝีมือ “นายแพทย์ชุษณะ มะกรสาร” ผู้มาก่อน Bill Gates

    อัจฉริยะครูเพลง “สุรพล โทณะวณิก” รอยต่อระหว่าง “ลูกกรุง” กับ “สตริง”

    รศ.จิระพันธ์ ห้วยแสน ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ‘มหาวิทยาลัยแก้จน’ ที่พร้อมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทุกฝ่าย เพื่อขจัดความจนให้คนอีสานอย่างยั่งยืน

    Post Views: 139

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/08/25/speech-of-china-ambassador-sustainable-growth-in-thailand/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KNst-N-UJPyT5lZlwwk50