Blog

  • มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ยันดำเนินการโปร่งใส

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีรับ “นักศึกษากัมพูชา” ย้ำดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโปร่งใส และยึดมั่นในหลักกฎหมาย ส่วนเหตุปะทะชายแดน เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา

    จากประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ ที่มีการแชร์เรื่องราวของอดีตนักศึกษาทุนชาวกัมพูชา ซึ่งเคยได้รับโอกาสทางการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย แต่กลับหันมาจับปืนสู้รบกับทหารไทย ซึ่งต่อมาทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ให้ข้อมูลยืนยันว่า ชาวกัมพูชารายดังกล่าว เคยเป็นนักศึกษาทุนของมหาวิทยาลัย แต่ได้ลาออกแล้ว ก่อนเกิดเหตุความไม่สงบชายแดน เพราะติดทหาร ดังที่นำเสนอข่าวไปนั้น (ราชภัฏสุรินทร์ ยันหนุ่มกัมพูชาเคยเป็นนักศึกษาทุน แต่ลาออกก่อนเกิดเหตุชายแดน)

    ล่าสุดวันที่ 2 กันยายน 2568 ทางเพจเฟซบุ๊ก Surindra Rajabhat University ได้เผยแพร่ แถลงการณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เรื่อง การเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการรับนักศึกษาต่างชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ขอชี้แจงต่อสาธารณชน ดังนี้

    1. การรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาสัญชาติกัมพูชาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ เป็นการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ภารกิจและหน้าที่ของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาและเสริมสร้างความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างประเทศ ซึ่งมหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส

    2. ภาวะความขัดแย้ง หรือเหตุการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสถานการณ์ระหว่างประเทศที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ของมหาวิทยาลัย และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการด้านการศึกษาแต่อย่างใด

    3. สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ปรากฏเป็นกระแสข่าวนั้น ได้ลาออกจากการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ และเดินทางกลับประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะเข้ารับหน้าที่ทหารตามคำสั่งของผู้นำประเทศกัมพูชา ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง จึงมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยตามที่กฎหมายกำหนด

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ ใคร่ขอให้สาธารณชนได้โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลข่าวสารด้วยความเป็นธรรม และตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของรัฐ สถาบันการศึกษาและประชาชนแต่ละฝ่ายอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่พัฒนาท้องถิ่นสู่สากลด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใสและยึดมั่นในหลักกฎหมาย

    จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน

    มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

    2 กันยายน 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/northeast/2880316&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17370NBSIpCxEkWfwfjxwl

  • อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    อรสิริน โฮลดิ้งฯ แตกไลน์ธุรกิจครั้งใหญ่ ทุ่มกว่า 1,000 ล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติอังกฤษในเชียงใหม่ ผสานอสังหาฯ กับการศึกษา สร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยครบวงจร

    ในฐานะรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) อรรคเดช อุดมศิริธำรง ไม่ได้มองแค่การสร้างบ้านหรือคอนโดฯ อีกต่อไป แต่วันนี้เขากำลังสร้าง “ระบบนิเวศ” และ “ชุมชน” ที่สมบูรณ์แบบด้วยการลงทุนครั้งใหญ่ในธุรกิจการศึกษา การตัดสินใจทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิด Mill Hill International School Thailand โรงเรียนนานาชาติแบรนด์อังกฤษแห่งแรกในเชียงใหม่ จึงไม่ใช่แค่การขยายพอร์ตโฟลิโอ แต่เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญที่พลิกโฉมทั้งธุรกิจและวงการการศึกษา
     

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มองวิกฤตให้เป็นโอกาส: สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการศึกษา

    อรรคเดชมองว่า ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การขายที่อยู่อาศัย แต่เป็นการสร้าง “คุณค่า” และ “สภาพแวดล้อม” ที่ดี การมีโรงเรียนนานาชาติระดับโลกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ จึงช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและดึงดูดกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงให้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเห็น “ช่องว่างทางการตลาด” ในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่มีโรงเรียนนานาชาติมากมาย แต่กลับขาดแบรนด์ระดับโลกที่มาพร้อมกับหลักสูตรและมาตรฐานที่แท้จริง

    “เรามองเห็นแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งของโรงเรียนนานาชาติในไทย โดยเฉพาะเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางเศรษฐกิจ ที่มีครอบครัวต่างชาติและครอบครัวไทยกำลังซื้อสูงขยายตัวต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันจะมีโรงเรียนนานาชาติในเชียงใหม่กว่า 25 แห่ง รองจากกรุงเทพ”

    “แต่เรายังเห็นศักยภาพสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก ด้วยประสบการณ์และความแข็งแกร่งด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเครือข่ายธุรกิจในเชียงใหม่ อรสิรินพร้อมสนับสนุนการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติมิลล์ ฮิลล์ และเติมเต็มระบบนิเวศการใช้ชีวิต (Lifestyle Ecosystem) สำหรับนักเรียนและผู้ปกครองอย่างครบวงจร”

    “จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนในประเทศไทยไม่มากนัก ที่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘British Branded Schools’ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนา ‘โรงเรียนนานาชาติที่ดีที่สุด’ ด้วยการลงนาม MOU กับ มิลล์ ฮิลล์ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป สถาบันที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปีในสหราชอาณาจักร เพื่อเปิดโรงเรียนแห่งแรกนอกสหราชอาณาจักรที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาในภูมิภาคนี้” อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    มากกว่าแค่การลงทุน: สร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง

    สำหรับ อรสิริน โฮลดิ้งฯ การลงทุนครั้งนี้คือการ “สร้างรายได้ประจำ (Recurring Income)” ที่มั่นคง เพื่อลดการพึ่งพิงรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจได้ง่าย แต่ธุรกิจโรงเรียนจะสามารถสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอในระยะยาว นอกจากนี้ อรสิรินฯ ยังนำความเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและบริหารโครงการมาใช้ เพื่อรับประกันว่าโรงเรียนจะสร้างเสร็จตามแผนและมีงบประมาณในการดูแลบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองได้อย่างเต็มที่

    อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    เมื่อวิสัยทัศน์พบกับโอกาส: การเลือก Mill Hill

    การตัดสินใจเลือก Mill Hill Education Group ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ อรรคเดชเดินทางไปดูโรงเรียนที่อังกฤษด้วยตัวเอง และได้เห็นถึงปรัชญาการสอนที่โดดเด่น คือการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กเพื่อรับมือกับโลกในอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เด็กนักเรียนที่นั่นไม่ได้แค่เรียนตามตำรา แต่เรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม และมีทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกแห่งความเป็นจริง เช่น การนำเสนอธุรกิจ หรือการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ อรรคเดชเชื่อว่านี่คือสิ่งที่การศึกษาในปัจจุบันควรเป็น

    สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ

    กลยุทธ์ของอรสิรินฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างโรงเรียน แต่ยังเป็นการเชื่อมโยงธุรกิจอสังหาฯ และการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน ด้วยการใช้โปรโมชั่น “Cross-Marketing” ที่มอบส่วนลดค่าเทอมให้กับผู้ที่ซื้อบ้านของอรสิรินฯ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยกระตุ้นยอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง การตัดสินใจครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการลงทุน แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศที่สมบูรณ์แบบ” ที่จะช่วยยกระดับทั้งคุณภาพชีวิตและการศึกษาในภาคเหนือให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน อรสิริน จากอสังหาฯ สู่โรงเรียนนานาชาติ สร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/real-estate/729764&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kZ1SRxtqCLYVHJFq1yQhI

  • หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน” – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    หยุด รุนแรง ล่วงละเมิด 6 ข้อเสนอต่อ ศธ. สร้าง “พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน”

    สภาผู้บริโภค เดินหน้ายื่น 6 ข้อเสนอ ถึงกระทรวงศึกษาธิการ แก้ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน ร่วมสร้าง พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน พร้อมดึงเสียงเยาวชน เป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลง ร่วมส่งเสียงสะท้อนความรุนแรงในโรงเรียนมีจริง

    จากกรณีที่มีข่าวปัญหาความรุนแรงในสถานการศึกษา ซึ่งรวมถึงการล่าวละเมิดทางเพศ การกลั่นแกล้ง ปัญหาสุขภาพจิต สร้างความวิตกกังวลให้สาธารณะชนว่าพื้นที่การศึกษาอาจไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนในครอบครัว สภาผู้บริโภคตระหนักถึงสิทธิของผู้ปกครองและนักเรียนนักศึกษาที่ต้องได้รับความคุ้มครองทั้งร่างกายและจิตใจในสถานศึกษาจึงได้เข้าพบ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ในวันที่ 2 กันยายน เพื่อยื่นข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคต่อประเด็น ความปลอดภัย และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน 6 ประเด็นโดยมี ดร.วันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้แทนรับข้อเสนอ

    อรรถพล  อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่เกิดปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นแรงผลักดันให้สภาผู้บริโภคสำรวจสถานการณ์และรวบรวมข้อมูลจากเยาวชน ผู้ปกครอง และครู จนได้ข้อเสนอที่ต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปแก้ไขใช้เป็นแนวทางประกอบการกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ

    สภาผู้บริโภคจึงขอยื่นหนังสือข้อเสนอสำคัญทั้ง 6 ประเด็น สร้างพื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียน

    • สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย: จัดสรรทรัพยากรด้านสุขภาพจิตให้เพียงพอ ทั้งสำหรับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงฝึกอบรมครูให้มีทักษะการรับฟังและดูแลนักเรียนเชิงลึก พร้อมสร้างระบบติดตามผู้ที่เผชิญปัญหาความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
    • ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้ปลอดภัย: กำหนดมาตรฐานห้องน้ำที่มิดชิดเพื่อป้องกันการล่วงละเมิด พร้อมคุมเข้มการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสิ่งเสพติด รวมถึงการดูแลความปลอดภัยจากบุคคลภายนอก
    • แก้ปัญหาไซเบอร์บูลลี่อย่างเป็นระบบ: บรรจุเนื้อหาเรื่องไซเบอร์บูลลี่และสิทธิในโลกออนไลน์ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม และจัดอบรมครูให้มีความรู้ความเข้าใจในประเด็นนี้
    • คุ้มครองสิทธิเด็กและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย: จัดตั้งช่องทางร้องเรียนที่เชื่อถือได้ พร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนและสภานักเรียนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและสื่อสารปัญหา
    • ส่งเสริมบทบาทครอบครัวในการดูแลสุขภาพจิต: จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าและปัญหาสุขภาพจิต เพื่อให้ครอบครัวเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับบุตรหลาน
    • พัฒนาการเรียนรู้เรื่องเพศศึกษาและการคุกคามทางเพศ: อบรมครูและนักเรียนในเรื่องเพศศึกษาที่ครอบคลุมสิทธิในร่างกายและความหลากหลายทางเพศ พร้อมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาและระบบติดตามผลในโรงเรียน

    ขณะที่ ดร.วันเพ็ญ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ชี้แจงว่า ข้อเสนอนโยบายและมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคที่เสนอในวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการจะนำไปใช้เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายระดับชาติ ตลอดจนการพัฒนากลไกเชิงปฏิบัติในสถานศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งมุ่งเน้นเชิงระบบในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน

    โดยที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางการดำเนินงานที่หลากหลายของหน่วยงานภายใต้สังกัด ได้แก่ สพฐ. อาชีวศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน รวมถึงได้พยายามจัดหามาตรการการป้องกันทั้งด้านการสุขภาพกายและการดูแลสุขภาพจิต  ตลอดจนการสร้างเครือข่ายช่วยเหลือผู้เรียน นอกจากนี้ ในการประชุมหารือดังกล่าว ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับ ความท้าทายและอุปสรรค ในการดำเนินงาน รวมถึงข้อเสนอแนะให้ครูมีบทบาทมากขึ้นในการดูแลนักเรียน และการทำงานร่วมกันระหว่างทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีความสุขสำหรับเด็กและเยาวชน

    อย่างไรก็ดี  ดร.วันเพ็ญ ตั้งข้อสังเกตว่า แม้กระทรวงศึกษาธิการจะมีโครงการและแนวทางมากมาย แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนยังคงมีอยู่ เนื่องจากการดูแลยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ โดยเฉพาะปัญหานอกรั้วโรงเรียนและปัญหาด้านจิตใจที่มีความซับซ้อน อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างในการดำเนินงานของแต่ละองค์กรภายในกระทรวง

    ด้าน พรภพ ฉิมพาลี ผู้แทนสภาเด็ก ตัวแทนเสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชน ยอมรับว่า ความรุนแรงในสถานศึกษาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และส่งผลกระทบต่อตนและเพื่อน ๆ เยาวชนพอสมควร ซึ่งอยากให้กระทรวงศึกษาธิการมีมาตรการและแนวทางในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่การแก้ไข

    อรรถพลย้ำว่า การยื่นข้อเสนอครั้งนี้ ไม่ได้โยนภาระการแก้ปัญหาให้กระทรวงศึกษาธิการเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องอาศัยการทำงานระยะยาว อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเรื่องสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน ที่กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ในสังคม และได้รับความสนใจจากหลายหน่วยงานทั้ง สสส. วุฒิสภา และยูเนสโก แต่สิ่งที่ยังขาดคือการขยายผลและทำให้การทำงานเกิดผลอย่างทั่วถึง

    “เรารู้ว่าตรงไหนมีเงา นั่นหมายความว่าตรงนั้นก็ต้องมีแสง วันนี้ที่เรามารับฟังร่วมกัน ก็จะได้เห็นถึงความพยายามของกระทรวง ที่พยายามสร้างกลไกในการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง เรามีทั้งวิธีการรับมือ และแนวทางการทำงานหลายอย่าง ปัญหายังคงเกิดขึ้น แต่สิ่งนั้นคือความท้าทาย การก่นด่าในความมืดไม่ช่วยอะไร สิ่งสำคัญคือการช่วยกันเปิดไฟ ให้ห้องทั้งห้องสว่าง” อรรถพลกล่าว

    นอกจากนี้ ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวต่อว่า การประชุมในครั้งนี้ได้รับเสียงสะท้อนจากกระทรวงศึกษาธิการว่า ภายในกระทรวงเองมีความพยายามในการขับเคลื่อนหลายด้าน ทั้งการสร้างกลไก การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงการออกแบบกลไกในระดับจังหวัดและเขตพื้นที่เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างเป็นระบบ การประชุมครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื่อมโยงเสียงจากเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ไปสู่การทำงานเชิงนโยบายของกระทรวง

    โดย กระทรวงฯ มีความเปิดกว้างในการรับฟังเสียงสะท้อนจากภาคส่วนต่าง ๆ และเห็นตรงกับสภาผู้บริโภคในโจทย์สำคัญทั้ง 6 ประการ ซึ่งหลายเรื่องยังคงเป็นช่องว่างที่ต้องอาศัยการร่วมมือกับภาคีเครือข่าย โดยสภาผู้บริโภคพร้อมทำหน้าที่เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เปิดพื้นที่ให้ผู้บริโภค เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง ได้ส่งเสียงสะท้อน และมองว่าเด็กไม่ได้เป็นเพียงฝ่ายที่รอรับความช่วยเหลือ แต่สามารถเป็นพลังสำคัญที่มีเครือข่ายกระจายอยู่ในทุกจังหวัด

    สำหรับข้อเสนอทั้ง 6 ข้อมีที่มาจากการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน โดยมีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจถูกนำมาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากเยาวชนในหลายระดับ ทั้งมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัย รวมถึงการเปิดรับฟังจากผู้ปกครองและครูด้วย ผลจากการแลกเปลี่ยนและพูดคุยในเวทีเหล่านี้ ได้รับการสังเคราะห์และรวบรวมจนกลายเป็นข้อเสนอ 6 ประการดังกล่าว

    สำหรับในปี  2569 คณะทำงานด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ได้กำหนดเป้าหมายในการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการศึกษาต่อเนื่อง ประกอบด้วย  เด็กทุกคนต้องได้เรียนฟรี 15 ปี และได้เรียนอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านหลักสูตรการเรียนการสอน สภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงสวัสดิการและภาระงานของคุณครู พร้อมทั้งการสร้างการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู เพื่อร่วมกันผลักดันในโจทย์อื่น ๆ ให้การเรียนฟรีและการเรียนอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นจริง เช่น รถโรงเรียน หรือคดีความค่าบำรุงการศึกษาที่อยู่ในศาลปกครองสูงสุดตอนนี้ ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่ต้องอาศัยทุกช่องทาง ทุกภาคส่วนมาช่วยกัน เพื่อทำให้การศึกษาเป็นของทุกคน

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/6-offers-safe-zone/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3K3E9Y-ymkyhimN3lPtVnu

  • เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    เปิดประวัติ “เจน ญาณทิพย์” จากงานประจำ สู่วงการลี้ลับ “คนอวดผี” หมอดูชื่อติดหูทั้งประเทศ

    รู้จัก “เจน ญาณทิพย์” หมอดูสาวผู้มีจิตสัมผัส แม่หมอตรวจกรรมที่เติบโตจากฝั่งธนบุรี

    เจน ญาณทิพย์ หรือชื่อจริง เจนจิรา เรียบร้อยเจริญ เป็นหมอดูชื่อดัง ผู้มีพลังพิเศษในการสัมผัสวิญญาณและตรวจกรรมตั้งแต่วัยเยาว์ เธอเกิดและเติบโตในกรุงเทพมหานคร ฝั่งธนบุรี โดยคุณพ่อเป็นข้าราชการ คุณแม่ประกอบอาชีพค้าขาย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาการโรงแรมและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยสยาม ปี 2548 

    เริ่มเห็น “สิ่งที่คนอื่นไม่เห็น” เมื่อ 8 ขวบ

    ในวัยเด็ก เธอเริ่มได้ยินเสียงกระซิบข้างหูเกี่ยวกับเรื่องบุญบาป และเริ่มมองเห็นกรรมในคนรอบตัว เช่น เพื่อนที่เคยเป็นสัตว์ในอดีตชาติ หรือคนสวนที่เดินผ่านไปมา จึงเริ่มฝึกนั่งสมาธิเพื่อเข้าใจสิ่งที่เธอสัมผัสได้ แม้ช่วงแรกจะคิดว่าเป็นจินตนาการ แต่เมื่อปรากฏบ่อยขึ้นเธอจึงเริ่มยอมรับว่ามันคือความจริง

    จากงานประจำสู่ชีวิตแม่หมอตรวจกรรม

    เจนทำงานในสายการตลาดและประชาสัมพันธ์กับ บริษัท เทเลวิช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จากนั้นย้ายไปทำงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ บริษัท ปิยะชาติ จำกัด และตำแหน่งธุรการที่ บริษัท กรุ๊ปลีส จำกัด จนวันหนึ่งเสียงกระซิบในใจเรียกร้องให้เธอ “ช่วยเหลือคน” จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาขายก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และเดินทางเข้าสู่วงการหมอดู อย่างเต็มตัวในชื่อ “เจน ญาณทิพย์”

    เส้นทางสู่การเป็นบุคคลสาธารณะในวงการลี้ลับ

    เธอโด่งดังขึ้นจากการร่วมเป็นพิธีกรในรายการ คนอวดผี โดยเฉพาะช่วง “ศูนย์บรรเทาทุกข์ผี” และ “ล่าท้าผี” จากนั้นยังกลับมาในรายการ “คนอวดผี Online” ช่วงศูนย์บรรเทาทุกข์ผี เมื่อปี 2566

    งานด้านผู้สื่อวิญญาณและกิจกรรมทางธรรม

    ปัจจุบัน นอกจากเป็นหมอดูตรวจกรรมแล้ว เจนยังดำเนินกิจกรรมเชิงธรรมะผ่าน เว็บไซต์อาจารย์เจน.com และช่อง YouTube “อาจารย์เจน ญาณทิพย์” เธอจัดทริปทำบุญ เช่น ทอดผ้าป่า ทอดกฐิน บูรณะวัด และยังสร้างสำนักปฏิบัติธรรม “วิปัสสนาญาณ อาจารย์เจน ญาณทิพย์” ที่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อเผยแพร่ธรรมะและเชิญชวนให้ประชาชนร่วมสร้างบุญ สร้างบารมี 

    ผลงานเขียนหนังสือแนวจิตสัมผัส

    นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนหนังสือแนวธรรมะและญาณทิพย์ อาทิ ตัดเวร หยุดกรรม, เจาะรหัสพิบัติกรรม, เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า, ฮวงจุ้ยวิญญาณ และ เรื่องลี้ลับที่อยากเล่า ตอน ความรัก ซึ่งตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์อัมรินทร์ธรรมะ 

     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9838246/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TsbaAKNSFx1nX8U9WKqPD

  • เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้ – BBC News ไทย

    เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้ – BBC News ไทย

    เปิดปมธุรกิจค้าชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ในสหรัฐฯ ถูกกฎหมาย แต่เหตุใดจึงเปิดช่องให้ฉวยประโยชน์ได้

    A treated image of a human body placed on a medical gurney.

      • ลุค มินทซ์

      • Author, ลุค มินทซ์
      • Role, บีบีซีนิวส์

    ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด อายุ 56 ปี ตอนที่เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งชนิดรุนแรงบริเวณช่องท้อง ในเดือน พ.ย. 2009 ภายในไม่กี่สัปดาห์ ชายผู้เคยเป็นช่างซ่อมรถและเป็นสารพัดช่างประเภทที่เรียกว่า “ซ่อมได้ทุกอย่าง” (Mr Fix It) ผู้สวมหมวกคาวบอยและกางเกงยีนส์ในเกือบทุกวัน ก็เข้าสู่กระบวนการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต

    ในช่วงวันท้าย ๆ ของชีวิต มีบริษัทที่ชื่อว่า ไบโอแคร์ (Bio Care) เข้ามาเยี่ยมดิลลาร์ดที่สถานพยาบาลและถามเขาว่าต้องการจะบริจาคร่างกายเพื่อวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์หรือไม่ หรือที่เรารู้จักกันว่า “อาจารย์ใหญ่” ซึ่งร่างกายของเขาจะถูกนำไปให้แพทย์ใช้ฝึกฝนการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า โดยทางบริษัทจะฌาปนกิจส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ได้ใช้ และส่งคืนเถ้าอัฐิของผู้วายชนม์ให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

    “ดวงตาเขาเป็นประกาย” ฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขาเล่าย้อน “เขามองว่าข้อเสนอนี้ช่วยลดภาระให้กับครอบครัว การบริจาคร่างกายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาสามารถเสียสละได้”

    ดิลลาร์ดเสียชีวิตลงในวันคริสต์มาสอีฟ และภายในไม่กี่ชั่วโมง รถยนต์ของบริษัทไบโอแคร์ก็มาจอดหน้าสถานพยาบาลและรับร่างของเขาออกไป

    ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นก็มีตำรวจโทรศัพท์หาลูกสาวของเขาและแจ้งว่า พบศีรษะของพ่อ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    Harold Dillard pictured alongside his daughter Farrah Fasold

    คำบรรยายภาพ, ร่างของฮาโรลด์ ดิลลาร์ด ถูก “ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม” จากการเปิดเผยของฟาร์ราห์ ฟาโซลด์ ลูกสาวของเขา

    ตำรวจเปิดเผยว่า พบชิ้นส่วนร่างกายมากกว่า 100 ชิ้นที่เป็นของบุคคล 45 คน ภายในโกดังของบริษัท

    “ศพทั้งหมดดูเหมือนจะถูกชำแหละโดยการใช้เครื่องมือตัดหยาบ อย่างเช่นเลื่อยไฟฟ้า” ทีมสืบสวนคนหนึ่งเขียนเล่าในขณะนั้น

    ฟาโซลด์บอกว่า เธอคิดว่าร่างของพ่อจะได้รับการจัดการด้วยความเคารพ แต่กลับถูก “ทำลายจนไม่เหลือสภาพเดิม”

    “เวลาที่ฉันหลับตาตอนกลางคืนก็จะเห็นภาพอ่างสีแดงขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนร่างกาย ฉันกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ตอนนั้นฉันหลับไม่ลงเลย”

    ขณะนั้นบริษัทดังกล่าวเปิดเผยผ่านทนายความโดยปฏิเสธข้อครหาที่ว่าพวกเขาปฏิบัติต่อร่างคนตายอย่างไม่เหมาะสม ปัจจุบันบริษัทแห่งนี้ไม่ได้ประกอบกิจการแล้ว และเราไม่สามารถติดต่อเจ้าของเดิมเพื่อขอความคิดเห็นได้

    นี่คือครั้งแรกที่ฟาโซลด์ทำให้โลกรู้จักนายหน้าค้าศพ (body brokers) บริษัทเอกชนที่รวบรวมศพ ชำแหละแยกชิ้นส่วนร่างกาย และนำไปขายเพื่อทำกำไร โดยมักจะส่งขายไปยังศูนย์วิจัยทางการแพทย์ต่าง ๆ

    ตามความเห็นของบรรดานักวิจารณ์ มองว่า อุตสาหกรรมนี้ไม่ต่างอะไรจากการปล้นหลุมศพสมัยใหม่ แต่ก็มีฝ่ายที่โต้แย้งว่าการบริจาคร่างกายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการวิจัยทางการแพทย์ และบริษัทเอกชนเหล่านี้ก็แค่เข้ามาเติมช่องว่างที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในการจะหาร่างผู้เสียชีวิตให้ได้เพียงพอต่อการสนับสนุนการศึกษาและโครงการวิจัยของพวกเขา

    แม้ว่าฟาโซลด์จะไม่รู้ตัวในตอนนั้น แต่กรณีพ่อของเธอก็จุดประกายให้เกิดการถกเถียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ในประเด็นที่เจาะไปถึงใจกลางความคิดของเราเกี่ยวกับชีวิตและความหมายของการตายอย่างมีศักดิ์ศรี

    ธุรกิจค้าศพ

    ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นอย่างน้อย ที่การเรียนการสอนแพทยศาสตร์ขยายตัว กลุ่มผู้ที่มีหัวคิดทางวิทยาศาสตร์บางคนเริ่มนิยมแนวคิดที่ว่าศพของพวกเขาสามารถถูกนำไปใช้ฝึกอบรมแพทย์ได้

    แบรนดิ ชมิตต์ ผอ.โครงการบริจาคร่างกายแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้ที่จะประสงค์ทิ้งมรดกร่างกายของพวกเขาไว้[สำหรับการศึกษา] ระบุว่า ในปีที่ผ่านมาทางโครงการได้รับ “การบริจาคร่างกายทั้งหมด” รวม 1,600 ร่าง และยังมีรายชื่อผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่อีกเกือบ 50,000 รายที่ลงทะเบียนบริจาคร่างกายไว้แล้ว

    โดยมากแล้ว การบริจาคร่างกายถูกขับเคลื่อนด้วยจิตใจอันเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นเท่านั้นเอง ชมิตต์บอกว่า “คนส่วนใหญ่หากไม่ใช่คนมีการศึกษา ก็เป็นคนที่สนใจในการศึกษา”

    แต่ปัจจัยทางด้านการเงินก็ส่งผลเช่นกัน ชมิตต์ ระบุว่า ด้วยความที่การจัดงานศพมีค่าใช้จ่ายสูง หลายคนจึงถูกล่อลวงด้วยภาพในอนาคตว่าร่างกายของพวกเขาจะถูกนำไปจัดการให้ฟรี ๆ

    มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียไม่ได้รับผลกำไรจากโครงการบริจาคร่างกาย และมีแนวปฏิบัติในการจัดการกับศพ หรือในทางการแพทย์เรียกว่าอาจารย์ใหญ่ อย่างเข้มงวด เช่นเดียวกับโรงเรียนแพทย์ส่วนใหญ่

    แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ในสหรัฐฯ มีเครือข่ายธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรเข้ามาทำหน้าที่เป็นนายหน้า รวบรวมร่างกายของบุคคลต่าง ๆ ชำแหละชิ้นส่วนและส่งขาย พวกเขาเป็นที่รู้จักในนามนายหน้าค้าศพ แม้ว่าบริษัทเหล่านั้นจะเรียกตัวเองว่า “ธนาคารเนื้อเยื่อที่ไม่ใช่เพื่อการปลูกถ่าย” ก็ตาม

    ลูกค้าส่วนหนึ่งของพวกเขาคือมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ใช้ร่างอาจารย์ใหญ่ในการฝึกแพทย์ และอีกส่วนคือบรรดาบริษัทวิศวกรรมทางการแพทย์ที่ใช้ชิ้นส่วนร่างกายต่าง ๆ เพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น การปลูกถ่ายข้อสะโพกเทียมรุ่นใหม่

    การค้าชิ้นส่วนร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นเรื่องผิดกฎหมายในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป แต่กฎระเบียบที่หละหลวมกว่าในสหรัฐฯ ทำให้การซื้อขายชิ้นส่วนเหล่านี้เฟื่องฟูขึ้นมาได้

    การสืบสวนเรื่องนี้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในปี 2017 โดยไบรอัน โกรว์ นักข่าวรอยเตอร์ พบว่ามีบริษัทนายหน้าค้าศพเพื่อแสวงผลกำไร 25 แห่งในสหรัฐฯ โดยหนึ่งในนั้นมีรายได้ 12.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (403 ล้านบาท) ในช่วงเวลาสามปีของการทำธุรกิจขายชิ้นส่วนร่างกาย

    บริษัทเหล่านี้บางแห่งได้รับการเคารพนับถืออย่างกว้างขวาง ทั้งยังอ้างว่าได้ปฏิบัติตามหลักจริยธรรมอย่างเข้มงวด ขณะที่บางแห่งก็ถูกกล่าวหาว่าไม่เคารพต่อผู้ตายและเอารัดเอาเปรียบผู้ที่กำลังเปราะบางจากความเศร้าโศก

    การค้าระดับโลก

    เจนนี คลีแมน ผู้ใช้เวลาหลายปีในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้เพื่อเขียนลงในหนังสือ “The Price of Life” ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ราคาของชีวิต” ระบุว่าสิ่งที่ทำให้ตลาดการค้าขายดังกล่าวเติบโตมาจากช่องว่างทางกฎหมายของสหรัฐฯ

    ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีพระราชบัญญัติว่าด้วยเนื้อเยื่อมนุษย์ (Human Tissue Act) ซึ่งทำให้การจะค้ากำไรจากชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์เป็นเรื่องผิดกฎหมายแทบจะในทุกกรณี แต่ในสหรัฐฯ ไม่ได้มีกฎหมายในลักษณะเดียวกัน แม้จะมีกฎหมายฉบับหนึ่งคือพระราชบัญญัติของขวัญทางกายวิภาคที่บังคับใช้กับทุกรัฐ (Uniform Anatomical Gift Act) ห้ามการขายเนื้อเยื่อมนุษย์ แต่กฎหมายเดียวกันนี้ก็เปิดช่องให้สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่าย “ในอัตราที่เหมาะสม” สำหรับการ “ดำเนินการ” เกี่ยวกับชิ้นส่วนร่างกายได้

    กฎหมายที่หละหลวมนี้เองทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นแหล่งส่งออกศพในระดับโลก โดยคลีแมนระบุในหนังสือของเธอว่า หนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้ส่งออกชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์ไปยังปลายทางกว่า 50 ประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร

    “มีหลายประเทศที่ขาดแคลนผู้บริจาคร่างกาย” คลีแมนกล่าว “และพวกเขาสามารถหาร่างได้จากอเมริกา”

    นายหน้าเหล่านี้ไม่มีการลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ และสถิติทางการก็หาได้ยากยิ่ง แต่รอยเตอร์คำนวณว่าตั้งแต่ปี 2011 – 2015 นายหน้าเอกชนในสหรัฐฯ ได้รับร่างมนุษย์ไปแล้วอย่างน้อย 50,000 ร่าง และจัดส่งชิ้นส่วนออกไปแล้วมากกว่า 182,000 ชิ้น

    ‘ร่างบริจาคที่เป็นของรัฐ’

    สำหรับบางคน นายหน้าค้าศพเอกชนเป็นเสมือนภาพแทนผู้แสวงหาประโยชน์จากความสูญเสียในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด

    ในการสืบสวนให้กับรอยเตอร์ โกรว์พบว่ามีบางกรณีที่นายหน้าเหล่านี้เข้าไป “พัวพันกับอุตสาหกรรมงานศพในอเมริกา” ผ่านการที่ผู้จัดงานศพแนะนำนายหน้าให้กับญาติของผู้ที่เพิ่งจะเสียชีวิต โดยผู้จัดงานศพจะได้รับค่าตอบแทนสำหรับการแนะนำ ซึ่งบางครั้งก็เป็นมูลค่าสูงเกิน 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ (32,000 บาท)

    เรื่องเลวร้ายมีให้เห็นได้ทั่วไป และเนื่องด้วยกฎระเบียบที่ไม่เข้มงวดของสหรัฐฯ จึงมักไม่ค่อยมีการเอาผิดทางกฎหมายเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

    หลังเปิดหน้าเผชิญกับไบโอแคร์ ฟาโซลด์คาดหวังว่าจะสามารถดำเนินคดีอาญากับบริษัทได้ เธอไม่พอใจกับพัสดุที่เธอได้รับทางไปรษณีย์ ซึ่งเป็นถุงซิปล็อคที่บริษัทอ้างว่าคืออัฐิของพ่อเธอ เธอบอกว่าพัสดุดังกล่าวไม่ได้ดูเหมือนเถ้ากระดูกของมนุษย์เลย ในขณะที่ก็มีข้อค้นพบว่าชิ้นส่วนร่างกายของพ่อเธออาจถูกตัดด้วยเลื่อยไฟฟ้า

    Harold Dillard

    คำบรรยายภาพ, ฮาโรลด์ ดิลลาร์ด เป็น “คาวบอย” ชาวเท็กซัสแบบดั้งเดิม ลูกสาวของเขาเล่าว่าเธอได้รับแจ้งว่าบริษัทที่จัดการศพของพ่อไม่ได้ละเมิดกฎหมายใด ๆ ของรัฐ

    เจ้าของไบโอแคร์ถูกตั้งข้อหาฉ้อโกงในตอนแรก แต่ข้อหาดังกล่าวก็ถูกถอนไปเนื่องจากอัยการไม่สามารถพิสูจน์เจตนาฉ้อฉลได้

    ขณะที่ความหวังเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ฟาโซลด์ได้ติดต่ออัยการเขตท้องถิ่น แต่เธอได้รับแจ้งในเวลาต่อมาว่าไบโอแคร์ไม่ได้ละเมิดกฎหมายอาญาใด ๆ ของรัฐ

    อีกกรณีที่เป็นข้อถกเถียงไม่แพ้กันคือการบริจาค “ร่างกายของรัฐ” เมื่อคนไร้บ้านเสียชีวิตอยู่บนถนน หรือใครบางคนตายที่ตายในโรงพยาบาลโดยไร้ญาติ และศพของพวกเขาถูกบริจาคเพื่อวิทยาศาสตร์

    ในทางทฤษฎี เจ้าหน้าที่ของเทศมณฑลนั้นจะต้องพยายามค้นหาญาติของผู้เสียชีวิตก่อน และร่างจะถูกบริจาคต่อเมื่อค้นหาแล้วไม่พบญาติของผู้ตายเท่านั้น

    แต่บีบีซีได้ยินมาว่าในทางปฏิบัติไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป ปีที่ผ่านมา ทิม เลกเก็ตต์ เลื่อนดูแอปพลิเคชันข่าวในโทรศัพท์ในบ้านของเขาที่รัฐเท็กซัส ก่อนจะพบรายชื่อผู้ตายที่ถูกใช้ร่างกายในลักษณะนี้ เขาตกใจที่เห็นชื่อของเดล พี่ชายของเขา ผู้เป็นคนขับรถยกซึ่งเสียชีวิตจากภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้า

    ร่างกายของพี่ชายเขาถูกบริษัทศึกษาทางการแพทย์ที่แสวงหาผลกำไรนำไปใช้ฝึกวิสัญญีแพทย์ และนับเป็นหนึ่งในกว่า 2,000 ศพที่ไม่ผู้อ้างสิทธิ์ ซึ่งถูกส่งมอบให้กับศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ในระหว่างปี 2019 – 2024 ภายใต้ข้อตกลงกับเทศมณฑลแดลลัสและทาร์แรนต์

    “ผมรู้สึกโกรธ” เลกเก็ตต์บอก “เขาคงไม่ได้อยากร่างของเขากลายเป็นสิ่งที่ผู้คนถกเถียงกันหรอก หรือ [ให้มี] ใครมาชี้นิ้วใส่”

    เขาเล่าว่าพี่ชายเป็นคนเงียบ ๆ ที่มัก “แค่อยากจะอยู่คนเดียว” และการที่พี่ชายไม่ชอบเทคโนโลยีก็ทำให้ติดต่อสื่อสารกันยาก แต่เลกเก็ตต์ย้ำว่าพี่ชายของเขาเป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน ซึ่งเขาก็สมควรได้รับความเคารพในความตายของเขา

    “เขาชอบหนังสือการ์ตูนมาร์เวล และเขามีแมวที่ตั้งชื่อว่าแคท” เลกเก็ตต์กล่าว

    ด้านศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัส ระบุในแถลงการณ์ถึงบีบีซีโดย “ขอโทษอย่างสุดซึ้ง” ต่อครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมบอกว่าทางศูนย์กำลัง “ปรับโฟกัสใหม่” ของโครงการไปที่การศึกษาและ “พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพให้กับครอบครัวและคนรุ่นหลัง” พวกเขายังบอกอีกว่า เนื่องจากเรื่องนี้เริ่มเป็นประเด็นขึ้นมาตั้งแต่ในปีที่ผ่านมา พวกเขาได้ไล่พนักงานที่ดูแลโครงการนี้ออกไปแล้ว

    ถูกทำให้กลายเป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม

    ทว่านอกเหนือจากเรื่องราวสะเทือนขวัญเหล่านี้ คนกลุ่มหนึ่งมองว่าการบริจาคร่างกายมีบทบาทสำคัญต่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์

    ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียระบุว่า ในระดับที่พื้นฐานที่สุด ร่างเหล่านี้ถูกใช้เพื่อการสอนทางการแพทย์ หรือเพื่อให้ศัลยแพทย์ได้ฝึกฝนการผ่าตัดที่ซับซ้อน ร่างของอาจารย์ใหญ่ยังทำให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง ๆ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากในหนังสือเรียน

    “นักศึกษาเหล่านี้จะไปช่วยคนอื่นต่อไป” เธอกล่าว

    นอกจากนี้ ศพบางส่วนก็ถูกใช้ในทางวิศวกรรมเพื่อให้ได้แนวทางการรักษาใหม่ ๆ โดยชมิตต์ชี้ว่ามีเทคโนโลยีจำนวนหนึ่งที่จะพัฒนาขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบกับร่างกายจริงแล้วเท่านั้น เช่น การเปลี่ยนถ่ายข้อเข่าและข้อสะโพก การผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ และเครื่องกระตุ้นหัวใจ

    A surgeon puts on a pair of gloves while standing in front a table on which surgical instruments have been laid

    ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, สำหรับนักศึกษาแพทย์จำนวนมาก การฝึกฝนกับร่างกายของอาจารย์ใหญ่คือครั้งแรกที่พวกเขาจะได้ทำงานกับเลือดเนื้อจริง

    และนายหน้าเอกชนบางรายก็บอกว่าพวกเขาถูกทำให้เป็นคนร้ายอย่างไม่เป็นธรรม โดยเควิน โลว์เบรรา ซึ่งทำงานให้กับหนึ่งในบริษัทนายหน้าค้าศพรายใหญ่ ระบุว่าการที่บริษัทได้รับการรับรองโดยสมาคมธนาคารเนื้อเยื่อของอเมริกา (American Association of Tissue Banks) หมายถึงการที่บริษัทจะต้องทำตามแนวทางในการเก็บรักษาและปฏิบัติต่อศพ

    การขอรับรองกับสมาคมดังกล่าวไม่ได้เป็นข้อกำหนดที่ทุกบริษัทจะต้องทำเพื่อที่จะดำเนินการได้อย่างถูกกฎหมาย แต่เป็นไปตามความสมัครใจของแต่ละบริษัท ซึ่งมีเพียง 7 บริษัทเท่านั้นที่ลงทะเบียนกับสมาคมนี้

    โลว์เบรราบอกว่าปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นกับบริษัทที่ตรงไปตรงมาแบบบริษัทของเขา แต่มาจากผู้ที่เล่นนอกเกม

    “ยังมีอีกหลายโครงการที่ดำเนินการอยู่โดยไม่ได้ผ่านการรับรอง ผมมักจะบอกทุกคนอยู่เสมอว่าให้อยู่ห่าง ๆ จากพวกนั้น” เขาระบุ

    เขามองว่าคงไม่ถูกต้อง หากจะกำจัดอุตสาหกรรมแบบเขาออกไปทั้งหมด เพียงเพราะปลาเน่าบางตัว

    ไม่ใช่แค่การค้าเอากำไรเท่านั้น

    แทบทุกคนที่ผมได้พูดคุยด้วย ไม่ว่าจะมีแนวคิดเอนเอียงไปในฝั่งไหน มองว่าควรมีการกำกับดูแลในสหรัฐฯ มากกว่านี้

    แล้วการกำกับดูแลที่ว่าเป็นอะไรได้บ้าง?

    ชมิตต์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย แนะนำว่าสหรัฐฯ อาจจะปฏิบัติตามอย่างประเทศยุโรป ด้วยการห้ามนายหน้าค้าศพในลักษณะที่แสวงผลกำไร

    เธอมองว่ามี “ค่าใช้จ่ายที่ชอบธรรมทางกฎหมาย” บางอย่าง สำหรับการจัดการศพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และสารเคมีที่ใช้รักษาสภาพร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหากบริษัทจะคิดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แต่การคิดจะทำกำไรต่างหากที่ทำให้หลายคนรู้สึกตะขิดตะขวง “ความสามารถในการขายหรือทำกำไรจากซากศพของมนุษย์ ฉันคิดว่าไปเบียดบังเจตนาการทำเพื่อผู้อื่นในการบริจาคร่างกายเพื่อการศึกษา” เธอระบุ

    เธอยังบอกอีกว่าสหรัฐฯ สามารถเดินตามนโยบายการบริจาคอวัยวะของตัวเอง ซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะ (Uniform Anatomical Gift Act) ซึ่งห้ามการขายอวัยวะ

    แต่นักเขียน คลีแมน มองว่า หากสหรัฐฯ สั่งห้ามการบริจาคร่างกายเพื่อแสวงหาผลกำไรในวันอนาคต จะทำให้ไม่มีร่างอาจารย์ใหญ่เพียงพอสำหรับการศึกษา

    “ถ้าคุณไม่อยากให้มีการซื้อขายชิ้นส่วนร่างกายเหล่านี้ เราต้องหาวิธีให้มีผู้มาบริจาคด้วยความสมัครใจมากขึ้น”

    เธอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทำแคมเปญส่งเสริมการบริจาคร่างกายให้ดีและดึงดูดมากขึ้น และขอรับการบริจาคร่างกายโดยตรงให้มากขึ้น “มันยังไม่มีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ต่อสาธารณะในระดับเดียวกันกับการบริจาคอวัยวะ ยกตัวอย่างนะ”

    เธอมองว่า เมื่อไม่มีการขาดแคลนแล้ว สหรัฐฯ ก็ค่อยสั่งห้ามการบริจาคเพื่อค้ากำไร

    นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าความก้าวหน้าในเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน (virtual reality – VR) อาจทำให้ไม่ต้องใช้ร่างอาจารย์ใหญ่อีกแล้วในอนาคต โดยแพทย์ฝึกหัดสามารถสวมอุปกรณ์และฝึกฝนกับผู้ป่วยที่สร้างขึ้นจากคอมพิวเตอร์

    ในปี 2023 มหาวิทยาลัยเคสเวสเทิร์นรีเสิร์ฟ กลายเป็นมหาวิทยาลัยแรกในสหรัฐฯ ที่ยกเลิกการใช้ร่างกายมนุษย์ในรายวิชาฝึกอบรม โดยเปลี่ยนมาใช้โมเดลความเป็นจริงเสมือนแทน

    ร่างของอาจารย์ใหญ่จะยังคงสภาพ “สีและผิวสัมผัส [ซึ่ง] ทำให้ยากต่อการแยกแยะ เช่น การแยกเส้นประสาทออกจากหลอดเลือด” มาร์ค กริสโวลด์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังกล่าว บอกกับเว็บไซต์ไลฟ์ไวร์ (Lifewire) ในขณะนั้น พร้อมบอกด้วยว่าในทางกลับกันแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์ของพวกเขาสามารถ “ให้นักศึกษาได้เห็นแผนที่สามมิติของโครงสร้างทางกายวิภาคและความสัมพันธ์กันของส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน”

    อย่างไรก็ดี คลีแมนมองว่าโดยทั่วไปแล้ว เทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนยังไม่ดีพอที่จะทดแทนการฝึกกับร่างอาจารย์ใหญ่ได้

    ดูเหมือนว่าในขณะนี้ ความต้องการร่างกายมนุษย์จะยังคงมีอยู่ เช่นเดียวกับความต้องการในการทำเงินจากสิ่งนี้

    รายงานเพิ่มเติมโดย เจคอบ แดบบ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c201vy5v45lo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw332OGcU_Tg2C-8niMtS6J5

  • เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    เอกชน ลั่นต้องการ ‘คนดีและคนเก่ง’ มาทำงาน รับประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านท้ายทาย นายกต้องมีความเป็นผู้นำสูง เร่งช่วยเหลือ SME ที่เปราะบาง ชี้รัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือนไม่พอฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    2 ก.ย 2568 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงประเด็นเรื่องนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า การได้มาซึ่งนายกฯ และครม.คงต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญและกติกาที่มีอยู่ สิ่งสำคัญอยู่ที่การคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมกับงาน มีคุณสมบัติที่ตรงกับหน้าที่ และมีความเข้าใจเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ต้องคัดทั้งคนดีและคนเก่ง มาร่วมทำงาน ในส่วนของ ครม. ก็ควรเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมด้านต่างๆ เช่น การคลัง การลงทุน การค้าทั้งในและระหว่างประเทศ อุตสาหกรรม การศึกษา การพัฒนาบุคลากร และเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อให้การดำเนินนโยบายเชิงรับและเชิงรุกเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวให้ฟื้นขึ้น แก้ไขกฏหมายและปรับโครงสร้างภาษีให้ทันสมัย ไม่ซ้ำซ้อน 

    “ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายมาก จึงเห็นว่าจำเป็นต้องมีนายกฯที่มีความเป็นผู้นำสูง มีวิสัยทัศน์ด้านเศรษฐกิจที่ชัดเจน กล้าตัดสินใจ ที่สำคัญต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นกุญแจหลักที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ รวมทั้งต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เปราะบาง ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย”นายเกรียงไกร กล่าว

    ขณะที่ทีมเศรษฐกิจนั้น ในความคิดเห็นส่วนตัวต้องการได้ดรีมทีมเศรษฐกิจที่แท้จริงที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมทำงานเป็นทีม เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยที่ซบเซามานาน ให้กลับเข้าสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคได้อีกครั้ง และก้าวพ้นกับดักความยากจนได้อย่างมั่นคง

    โดยดรีมทีมควรมาจากพรรคเดียวกัน ภายใต้การนำเดียวกัน เพื่อทำงานได้อย่างสอดคล้อง หากเป็นทีมที่มาจากต่างขั้วทางการเมือง อาจมีวิสัยทัศน์และนโยบายไม่ตรงกัน ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลา ขณะที่เศรษฐกิจไทยไม่มีเวลาลองผิดลองถูกอีกแล้ว กระทรวงหลักที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ได้แก่ กระทรวงการคลัง กำกับดูแลนโยบายการเงินการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรมผลักดันการผลิตและอุตสาหกรรมใหม่ กระทรวงพาณิชย์ วางทิศทางการค้าและการส่งออก และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอย่าง กระทรวงแรงงาน เสริมกำลังคนและการจ้างงาน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฟื้นฟูและยกระดับการท่องเที่ยว 

    รวมถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พัฒนาเกษตรกรรม ระบบชลประทาน และสนับสนุนเกษตรกร สินค้าทางการเกษตร เมื่อรวมกันแล้ว กระทรวงเหล่านี้ คือกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย การบริหารภายใต้นโยบายและวิสัยทัศน์ทางการเมืองเดียวกัน จะทำให้การขับเคลื่อนเป็นเอกภาพ รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

    อย่างไรก็ตาม หากถามว่ารัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนเพียงพอหรือไม่ หรือควรอยู่ยาวก่อนยุบสภา มองว่า 4 เดือนถือว่าสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพราะการฟื้นฟูเศรษฐกิจไม่สามารถเห็นผลได้ภายในเวลาสั้น ๆ หากรัฐบาลอยู่ต่อเพียง 4 เดือน สิ่งที่จะทำได้จริง คือ มาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่ในมิติของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ต้องใช้ความต่อเนื่องและการดำเนินงานแบบบูรณาการ 

    ดังนั้น จึงเห็นว่าการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปภาษี การปรับปรุงกฎระเบียบ และการสนับสนุน SMEs รวมถึงสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ลดความผันผวนที่เกิดจากการเมือง และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศและมีเวลาพอที่จะเดินหน้านโยบายระยะยาว เช่น การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ 

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/854698/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw03gBXHkU465h9lPjid2UK8

  • อินโดนีเซีย: อะไรจุดชนวนสู่ความไม่พอใจของประชาชน สู่การประท้วงใหญ่ – BBC News ไทย

    อินโดนีเซีย: อะไรจุดชนวนสู่ความไม่พอใจของประชาชน สู่การประท้วงใหญ่ – BBC News ไทย

    เงินอุดหนุน สส.- ระบอบเอื้อพวกพ้อง-เศรษฐกิจปากท้อง อธิบายชนวนเหตุประท้วงใหญ่ในอินโดนีเซีย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    ภาพการประท้วงและการปะทะอย่างรุนแรงระหว่างชาวอินโดนีเซียและเจ้าหน้าที่ของรัฐถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว บีบีซีไทยประมวลสถานการณ์ประท้วงครั้งนี้พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาคำตอบว่าปัจจัยกระตุ้นการประท้วงที่แท้จริงคืออะไร และวัฒนธรรมประชาธิปไตยในอินโดนีเซียกำลังเดินถอยหลังหรือไม่

    อะไรคือชนวนเหตุของความไม่พอใจสู่การประท้วงใหญ่

    การประท้วงในอินโดนีเซียระลอกใหม่นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 25 ส.ค. โดยในช่วงแรก การชุมนุมกระจุกตัวอยู่แต่เฉพาะในเมืองหลวงกรุงจาการ์ตา

    ต่อมาการชุมนุมลุกลามกลายเป็นการประท้วงใหญ่ไปยังหลายเมืองทั่วประเทศ หลังจากมีผู้เข้าร่วมชุมนุม 3 รายเสียชีวิต เมื่อวันที่ 28 ส.ค. โดยหนึ่งในนั้นคือ นายอัฟฟาน คูร์เนียวัน วัย 21 ปี ซึ่งมีอาชีพเป็นไรเดอร์แพลตฟอร์ม เขาถูกรถตำรวจชนจนเสียชีวิตระหว่างการประท้วงในกรุงจาการ์ตา

    ล่าสุด วันนี้ (2 ก.ย.) บีบีซีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมแล้วอย่างน้อย 7 ราย

    นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำบริษัทที่ปรึกษานโยบายสาธารณะ โกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การประท้วงครั้งนี้มีรากเหง้ามาจากปัญหาหลายมิติซึ่งทับซ้อนกันที่ประชาชนต้องแบกรับโดยเฉพาะปัญหาด้านปากท้อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยืนยันว่า

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ต้นตอที่ทำให้สถานการณ์ปะทุคือข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” นายดินาร์โต ชี้

    นอกจากสถานการณ์ปากท้องและการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงรายเดือนให้กับผู้แทนจะเป็นชนวนเหตุเฉพาะหน้าแล้ว ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิพย์พิมล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซีย จากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าแท้จริงแล้วความไม่พอใจต่อรัฐบาลนั้นสั่งสมมาตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 ซึ่งนายปราโบโว ซูเบียนโต เป็นผู้ชนะเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และมีนายยิบราน รากาบูมิง รากา ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโด นั่งเป็นรองประธานาธิบดี

    “จริง ๆ ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว มีหลายประเด็นมากเลย คนรู้สึกว่าการได้มาซึ่งคู่ตำแหน่งประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดีไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล มีการใช้กฎหมายเอื้อพวกพ้อง คนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกไม่โอเคกับรัฐบาลชุดนี้ แล้วพอเขาเข้ามาดำรงตำแหน่งได้ไม่นานก็มีการใช้นโยบายหลายอย่างที่คนรุ่นใหม่ นักศึกษา หรือนักวิชาการ ชนชั้นกลาง รู้สึกว่านโยบายแบบนี้จะทำลายทำร้ายประเทศ” ผศ.ดร.อรอนงค์ ฉายภาพ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ต้นตอที่ทำให้สถานการณ์ปะทุคือข่าวเกี่ยวกับการเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา ในขณะที่ครัวเรือนจำนวนมากกำลังดิ้นรนกับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน” หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซีย และเจ้าหน้าที่อาวุโสประจำบริษัทที่ปรึกษานโยบายสาธารณะ โกลบอล เคาน์เซิล ระบุ

    สำหรับกรณีของ นายยิบราน รากาบูมิง รากา บุตรชายของของอดีตประธานาธิบดี โจโก วิโดโดเขาได้นั่งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยวัย 36 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีอายุ 40 ปี ขึ้นไป

    อย่างไรก็ดี เมื่อมีการฟ้องร้องเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านอายุของเขา ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความเปลี่ยนให้เขาสามารถดำรงตำแหน่งได้ โดยที่บุคคลที่เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญคือ นายอันวาร์ อุสมาน ลุงของนายยิบราน และมีศักดิ์เป็นพี่เขยของนายโจโก วิโดโด

    เมื่อรัฐบาลของนายซูเบียนโตเข้ามาบริหารประเทศ ผศ.ดร.อรอนงค์ อธิบายว่าพวกเขาออกนโยบายที่หลายฝ่ายกังขา อย่างการตัดงบประมาณเรื่องการศึกษา และเอางบมาใช้เพิ่มกับอาหารกลางวันฟรี ซึ่งเป็นนโยบายที่เขาเคยหาเสียงเอาไว้

    ทว่า ผศ.ดร.อรอนงค์ ย้ำว่าฟางเส้นสุดท้ายของการประท้วงเป็นเพราะนโยบายสนับสนุนด้านที่พักอาศัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่กินงบประมาณเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ (ราว 100,000 บาท) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเงินช่วยเหลือที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่นายซูเบียนโตเข้ารับตำแหน่ง และจะมีกำหนดสิ้นสุดในเดือน ต.ค.นี้

    เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา นายสุฟมี ดัสโก อาหมัด รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย กล่าวต่อสื่อท้องถิ่นว่าเงินจำนวนนี้ถูกจัดสรรขึ้นมา เนื่องจาก สส. หรืออาจเรียกว่า สมาชิก DPR (Dewan Perwakilan Rakyat) เมื่อเข้ารับตำแหน่งตั้งแต่เดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา จะไม่ได้รับการจัดสรรที่พักบริเวณคาลิบาตา (Kalibata) ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยที่เป็นสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป ดังนั้น รัฐสภาจึงจัดสรรงบชดเชยสำหรับค่าเช่าเป็นเวลา 5 ปี ให้กับสมาชิก DRP เหล่านี้

    แต่เนื่องจากไม่สามารถจัดสรรงบประมาณของปี 2567 ได้เพียงพอ จึงทำให้ต้องมีการผ่อนจ่ายเม็ดเงินตรงนี้ออกมาเป็นรายงวด ดังที่กลายเป็นประเด็น

    ด้านนายดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซียเสริมว่า “นี่ไม่ใช่การปะทุขึ้นอย่างฉับพลัน ความรู้สึกไม่พอใจได้คุกรุ่นมาหลายเดือนแล้ว จากความขุ่นข้องที่โครงการบรรเทาทางเศรษฐกิจไม่สามารถก้าวทันเงินเฟ้อ และชนชั้นนำทางการเมืองยังคงอยู่อย่างปลอดภัยจากความยากลำบาก”

    สิทธิพิเศษ-เงินอุดหนุน สส. อินโดนีเซีย มีอะไรบ้าง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นายยิบราน รากาบูมิง รากา (กลาง) ได้นั่งเป็นรองประธานาธิบดีด้วยวัย 36 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าผู้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมีอายุ 40 ปี

    จากรายงานข่าวของบีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา พบว่าระหว่างการชึ้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับประเด็นรายได้ที่สุจริตตามหลักเงินฮาลาล (Halal money) นายทีบี ฮาซานุดดิน สมาชิกคณะกรรมาธิการที่ 1 ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดเผยรายได้ของเขา ซึ่งพบว่าเมื่อรวมทั้งเงินเดือนพื้นฐาน ค่าที่พักและค่าเบี้ยเลี้ยงอื่น ๆ เขามีรายได้เกิน 100 ล้านรูเปียห์/เดือน (ราว 200,000 บาท)

    “พวกเราเป็นเพียงผู้รับ สำหรับผม ได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ขอบคุณแล้ว” นายฮาซานุดดิน กล่าว

    เมื่ออ้างอิงรายการเงินสวัสดิการประจำเดือนสำหรับสมาชิก DPR ซึ่งถูกกำหนดไว้ในหนังสือเวียนของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรอินโดนีเซีย (DPR RI) หมายเลข KU.00/9414/DPR RI/XII/2010 และในหนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหมายเลข S-520/MK.02/2015 บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซียพบรายละเอียดดังนี้:

    หมวด 1 เงินสวัสดิการประจำ

    • เงินสมทบคู่สมรส: 420,000 รูเปียห์ (ราว 840 บาท)
    • เงินสมทบบุตร: 168,000 รูเปียห์ (ราว 336 บาท)
    • เบี้ยประชุม/เบี้ยแพ็กเกจ: 2,000,000 รูเปียห์ (ราว 4,000 บาท)
    • เงินสมทบตำแหน่ง: 9,700,000 รูเปียห์ (ราว 19,400 บาท)
    • เงินช่วยเหลือข้าวสาร: 30,090 รูเปียห์/คน (ราว 60 บาท)
    • เงินสมทบภาษีประจำรายได้ (ภาษีบทที่ 21): 2,699,813 รูเปียห์ (ราว 5,400 บาท)

    หมวด 2 เงินสวัสดิการอื่น ๆ

    • เบี้ยขยัน/เบี้ยเกียรติคุณ: 5,580,000 รูเปียห์ (ราว 11,160 บาท)
    • เบี้ยสื่อสาร: 15,554,000 รูเปียห์ (ราว 31,108 บาท)
    • เบี้ยสนับสนุนการตรวจสอบและงบประมาณ: 3,750,000 รูเปียห์ (ราว 7,500 บาท)
    • เงินช่วยค่าไฟฟ้าและโทรศัพท์: 7,700,000 รูเปียห์ (ราว 15,400 บาท)
    • เงินสำหรับผู้ช่วยสมาชิกสภา: 2,250,000 รูเปียห์ (ราว 8,400 บาท)

    เงินสวัสดิการข้างต้นนี้ยังไม่รวมเงินเดือนพื้นฐานที่กำหนดไว้ในกฎข้อบังคับรัฐบาลหมายเลข 75 ปี 2000 ซึ่งระบุเงินเดือนตามตำแหน่งไว้ดังนี้

    • ประธาน DPR: 5,040,000 รูเปียห์ (10,080 บาท)
    • รองประธาน DPR: 4,620,000 รูเปียห์ (9,240 บาท)
    • สมาชิก DPR: 4,200,000 รูเปียห์ (8,400 บาท)

    หากลองนำเงินสวัสดิการทั้งหมดนี้มารวมกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (DPR) อาจมีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ 54,051,903 รูเปียห์ (ราว 108,100 บาท) โดยยังไม่รวมค่าที่พัก ค่าเดินทาง และงบประมาณสำหรับเขตเลือกตั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ “กองทุนความปรารถนา”

    ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ก.พ. 2568 จากสำนักงานสถิติแห่งชาติของอินโดนีเซียพบว่า ค่าจ้างแรงงานหรือลูกจ้างเฉลี่ยต่อเดือนของอินโดนีเซียที่ 3.09 ล้านรูเปียห์ (ราว 6,190 บาท)

    สส. ต้องมี “จริยธรรม” ต่อสาธารณะ

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ทหารกองทัพบกอินโดนีเซียรวมตัวกันที่บริเวณอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เมื่อวันที่ 1 ก.ย. โดยทางการอินโดนีเซียเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในวันเดียวกัน หลังเกิดเหตุไม่สงบจากความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ ซึ่งลุกลามกลายเป็นความโกรธแค้นรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 7 ราย

    บีบีซี แผนกภาษาอินโดนีเซีย รายงานต่อด้วยว่านายเอกิ ปริมาโยฆา นักวิจัยจากองค์กรจับตาการทุจริตอินโดนีเซีย หรือ Indonesia Corruption Watch (ICW) ระบุว่า สภาผู้แทนราษฎรควรคำนึงถึงแง่มุมด้านจริยธรรมสาธารณะในการออกนโยบายสนับสนุนค่าเช่าบ้านนี้

    “การใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเป็นหลักล้านล้านรูเปียห์ตลอดช่วงเวลา 60 เดือนที่สภาผู้แทนราษฎรดำรงตำแหน่งนั้น เหมาะสมหรือไม่” นายปริมาโยฆา ตั้งคำถาม

    เขาเสริมว่า ขณะนี้ประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจมากมายที่ประชาชนต้องเผชิญ อาทิ ราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นจากแผนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ทั้งยังมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในหลายพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากความพยายามในการประหยัดงบประมาณจากการโอนเงินจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น รวมทั้งราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ข้าว ก็ปรับสูงขึ้นด้วย

    ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานอินโดนีเซีย พบว่ามีแรงงานถูกเลิกจ้าง 42,385 คน ตั้งแต่เดือน ม.ค. ถึง มิ.ย. 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้น 32.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 32,064 คน

    นายลูเซียส คารุส นักวิจัยจากฟอรั่มชุมชนภาคประชาสังคมห่วงใยรัฐสภาอินโดนีเซีย (Formappi) ให้ความเห็นว่า เงินช่วยเหลือต่าง ๆ ที่สมาชิกสภา DPR ได้รับนั้น “จริง ๆ แล้วคือภาษาการเมืองสำหรับคำว่า ‘เงินอุดหนุน’”

    เขาเสริมว่า “รัฐสภาอินโดนีเซียเป็นองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์สูงมากในการออกแบบเงินสวัสดิการใหม่ ๆ ผลักภาระให้รัฐจ่าย… แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ ยิ่งได้รับเงินอุดหนุนมาก ก็ยิ่งมีผลงานที่สวนทางกับเงินที่ได้รับ เป็นเรื่องย้อนแย้งสิ้นดี” เขากล่าว

    เสียงสะท้อนจากชนชั้นแรงงาน-นักศึกษาอินโดนีเซีย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย และแรงงานกิ๊ก (Gig-workers) ในภาคบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน

    นายเดดี ดินาร์โต หัวหน้านักวิเคราะห์ด้านประเทศอินโดนีเซียแห่งโกลบอล เคาน์เซิล บอกกับบีบีซีไทยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถูกขับเคลื่อนโดยคนหนุ่มสาวชาวอินโดนีเซียเป็นหลัก โดยเฉพาะองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัย และแรงงานอิสระหรือแรงงาน “กิ๊ก” (Gig-workers) ในภาคบริการขนส่งผ่านแอปพลิเคชัน ซึ่งในอดีตเคยเป็นกลุ่มที่มีบทบาทอย่างชัดเจนในช่วงที่เกิดความไม่พอใจทางการเมือง

    ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เห็นตรงกันนายดินาร์โต โดยเสริมว่าสำหรับชนชั้นแรงงานผู้ที่ขับรถส่งอาหาร/สินค้าผ่านแอปพลิเคชันในอินโดนีเซีย ข้อกำหนดหลาย ๆ อย่างของรัฐเอื้อให้กับเหล่าคนรวย แต่คนทำมาหากินทั่ว ๆ ไปกลับต้องเผชิญความยากลำบาก

    ก่อนหน้าที่จะเกิดการประท้วงระลอกใหม่ครั้งใหญ่ไม่นาน บีบีซีอินโดนีเซียรายงานว่าเกิดเหตุเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขัดข้องซ้ำกันหลายครั้ง ในเมืองเมรากู จังหวัดปาปัวใต้ จนทำให้เกิดการประท้วงบานปลายเป็นความรุนแรงเมื่อวัน 21 ส.ค.

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในเมืองเมรากูเกิดปัญหาขัดข้อง ปัญหาลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งตั้งแต่ปี 2016 โดยมีความรุนแรงที่สุดในปี 2023

    นายแองเจลเบอร์ตุส ฟาเรล ไรเดอร์แพลตฟอร์มในเมืองเมรากู เปิดเผยว่า เมื่อปราศจากอินเทอร์เน็ต งานบริการขับรถจักรยานยนต์รับส่งผู้โดยสารผ่านแอปฯ จึงต้องหยุดชะงักไปทั้งหมด ผลกระทบคือรายได้กลายเป็นศูนย์

    “ตั้งแต่วันแรกที่อินเทอร์เน็ตล่มจนถึงตอนนี้ เราไม่มีรายได้เลย” นายฟาเรล กล่าวกับผู้สื่อข่าวนายเอ็มมานูเอล ริเบรู ที่รายงานให้กับบีบีซี นิวส์ อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา

    “ปัญหาอินเทอร์เน็ตล่มนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และทุกครั้งที่เกิดขึ้น เราก็ไม่มีรายได้” นายฟาเรลกล่าวเสริม

    สำหรับมิติการมีส่วนร่วมของนักศึกษา ผศ.ดร.อรอนงค์ ตอบว่า “นักศึกษาเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมากเลยเพราะจริง ๆ แล้วนักศึกษาจะออกมาประท้วงทุกครั้ง ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวเองหรือไม่เกี่ยว แต่ยังไงก็ตาม นโยบายที่ออกมาใช้ในประเทศ ต้องกระทบกับทรัพยากรอยู่แล้ว เขาก็เลยออกมา เพราะเขาก็รู้สึกว่ามันไม่เป็นธรรม”

    วัฒนธรรมการประท้วง-การตอบโต้จากรัฐ-ข้อเรียกร้อง

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “เวลาคนอินโดนีเซียประท้วง เขาก็ประท้วงแบบนี้แหละค่ะ ก็คือเผาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นสัญญะของอำนาจ”

    ผศ.ดร.อรอนงค์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายด้วยว่าวัฒนธรรมการประท้วงของอินโดนีเซียนับว่าเข้มข้นและรุนแรงกว่าไทยค่อนข้างมาก

    เมื่อลองเปรียบเทียบกับการประท้วงของกลุ่มเยาวชนนักเรียนนักศึกษาของไทยในช่วงปี 2563 ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียยกตัวอย่างการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ผ่านการติดโบว์ขาว แตกต่างจากรูปแบบการชุมนุมของอินโดนีเซียซึ่งมีรากวัฒนธรรมการเผารถยนต์ ทำลายสถานที่ราชการ หรือทำลายสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

    “มันไม่ใช่เพิ่งเกิด แล้วก็ไม่ไช่แบบปี 1998 ด้วย มันย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970” อาจารย์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ระบุ

    “เวลาคนอินโดนีเซียประท้วง เขาก็ประท้วงแบบนี้แหละค่ะ ก็คือแบบเผาสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งเขามองว่ามันเป็นสัญญะของอำนาจ หรือส่งสัญญาณถึงคนที่เขาไม่เอาหรือเขารู้สึกว่าหมดความชอบธรรมแล้ว” ผศ.ดร.อรอนงค์ กล่าว

    ส่วนตอบโต้กลับจากฝั่งรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านอินโดนีเซียจาก ม.ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าในช่วงแรกรัฐบาลมีการตอบโต้กลับอย่างรุนแรง ด้วยการใช้แก๊สน้ำตาตั้งแต่วันแรก ๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตจึงทำให้สถานการณ์ “ลุกลามเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะคนที่เสียชีวิตเป็นไรเดอร์ เป็นชนชั้นผู้ใช้แรงงานยากจน”

    อย่างไรก็ดี เธอเสริมว่า สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ประธานาธิบดีซูเบียนโต ออกมาขอโทษต่อสาธารณชน ทั้งยังยอมที่จะตัดสิทธิพิเศษบางอย่างของ สส. ออก

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีซูเบียนโต (กลาง) และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียออกมาขอโทษต่อสาธารณะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยกล่าวว่าเขา “รู้สึกตกใจและผิดหวัง” ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่

    ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ (31 ส.ค.) ว่าสิทธิประโยชน์บางประการของสมาชิกรัฐสภาจะถูกจำกัดลง รวมถึงการลดเบี้ยเลี้ยงบางประเภท

    นอกจากนี้ทั้งประธานาธิบดีซูเบียนโตและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของอินโดนีเซียยังได้ออกมาขอโทษต่อสาธารณะในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายซูเบียนโตกล่าวว่าเขา “รู้สึกตกใจและผิดหวัง” ต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่

    นางเรไฮยู สรัสวตี สมาชิกพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลของอินโดนีเซีย บอกกับบีบีซีว่า การประท้วงใหญ่ครั้งนี้สร้าง “ความประหลาดใจไม่น้อย”

    “ดิฉันไม่คิดว่าพวกเราคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดขึ้น” เธอกล่าวกับรายการบีบีซี นิวส์ อาวร์ (Newshour) “มันเกิดขึ้นเร็วมาก ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน”

    นางสรัสวตี ปฏิเสธข้อกล่าวหาของผู้ประท้วงที่บอกว่ารัฐบาล “เพิกเฉยต่อเสียงประชาชน” โดยเธอชี้แจงว่า “เรารู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ยากลำบาก และเศรษฐกิจก็ต้องบอกว่าเป็นความท้าทายสำหรับบางคน”

    สำหรับการตัดงบประมาณและเบี้ยเลี้ยงของรัฐสภาที่เพิ่งประกาศไปนั้น เธอเสริมว่าเป็น “หนทางหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าเรากำลังรับฟัง”

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ยังไม่ได้ระบุว่าสมาชิกสภาคนใดบ้างที่จะถูกปรับลดเบี้ยเลี้ยง แต่ได้ประกาศว่าจะมีการระงับการเดินทางไปต่างประเทศของสมาชิกรัฐสภาเป็นการชั่วคราว

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ตัวอย่างข้อเรียกร้องระยะสั้นได้แก่ ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เช่น เงินบำนาญ

    นายเดดี ดินาร์โต นักวิเคราะห์ด้านอินโดนีเซีย กล่าวว่าที่ผ่านมาข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงในภาพรวม มีตั้งแต่การเรียกร้องให้ยกเลิกสิทธิประโยชน์ของสมาชิกรัฐสภา สร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายสาธารณะให้มากขึ้น และความมุ่งมั่นที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านการทุจริต

    เขาเสริมว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามควบคุมความไม่พอใจด้วยการยกเลิกการขึ้นเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกรัฐสภา และเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย รวมถึงการระดมทั้งตำรวจและทหารเพื่อป้องกันการปล้นสะดมและการทำลายทรัพย์สิน ทว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความไม่พอใจในเชิงลึกได้ โดยขณะนี้มีการเตรียมการจัดการชุมนุมครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือน ก.ย. แล้ว

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 1 ก.ย. สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า กลุ่มต่าง ๆ รวมไปถึงแกนนำและอินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญอย่าง เจอโรม โพลิน ซีจาบัต ซึ่งมีผู้ติดตามเฉพาะในบัญชีอินสตาแกรมของเขาถึง 9.3 ล้านคน ออกข้อเรียกร้องที่มีชื่อว่า “17+8” โดยแบ่งเป็นข้อเรียกร้องเร่งด่วน 17 ข้อ และข้อเรียกร้องระยะยาวอีก 8 ข้อ ต่อประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต พร้อมกำหนดเส้นตายไว้ที่วันที่ 5 ก.ย. นี้

    ข้อเรียกร้องเร่งด่วนบางส่วน ได้แก่

    • ให้ระงับการขึ้นเงินเดือนหรือเบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ เช่น เงินบำนาญ
    • ต้องเผยแพร่ข้อมูลงบประมาณอย่างโปร่งใส (เงินเดือน เบี้ยเลี้ยง บ้าน และสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ของ DPR)
    • กระตุ้นให้สภาจริยธรรมของ DPR ตรวจสอบสมาชิกที่มีปัญหา (รวมถึงตรวจสอบผ่านคณะกรรมการปราบปรามการทุจริต)
    • ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด
    • ยุติการใช้ความรุนแรงโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และปฏิบัติตามมาตรการควบคุมฝูงชนตามที่กำหนดไว้

    ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียยังคงอยู่หรือไม่

    เกี่ยวกับคำถามนี้ นายดินาร์โตมองว่าความไม่สงบครั้งนี้สะท้อนลักษณะเด่นของการเมืองอินโดนีเซีย กล่าวคือประชาชนความคาดหวังสูงต่อความรับผิดชอบในฝั่งบริหาร นอกจากนี้ภาคประชาสังคมโดยเฉพาะนักศึกษา ยังมีศักยภาพที่สามารถระดมมวลชนได้อย่างรวดเร็ว

    “แม้ประธานาธิบดีปราโบโวจะได้รับฉันทามติจากการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น แต่ความอดทนของประชาชนก็ลดน้อยลงทันที เมื่อการบริหารประเทศถูกมองว่าเอื้อประโยชน์แก่ชนชั้นนำมากกว่าประชาชนทั่วไป” นายดินาร์โต ระบุ

    ด้าน ผศ.ดร.อรอนงค์ เสริมว่า หากจะให้มองสถานการณ์ในอินโดนีเซียเพื่อสะท้อนว่าประเทศอาเซียนแห่งนี้ยังเกาะกุมอยู่ด้วยหลักการประชาธิปไตยหรือไม่ เธอก็ยอมรับว่า “มันเสื่อมถอยจริง ๆ” และเริ่มมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งที่มีข้อกังขามาก

    “มันเลยเป็นคำถามของของสังคมอยู่เยอะ รวมถึงคนที่ติดตามด้วยว่า มันคือการเสื่อมถอยของประชาธิปไตย แล้วการที่ [ประธานาธิบดี] ปราโบโว มาแล้วก็ทำหลายอย่างที่ดูเหมือนกับว่าจะดึงประเทศให้ถอยหลังจริง ๆ อย่างเช่น ออกกฎหมายหลายอย่างที่มันดูไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยเท่าไร คนก็เริ่มวิตกกังวล”

    อย่างไรก็ดี เธอย้ำว่าการที่ประชาชนชาวอินโดนีเซียยังสามารถออกมาประท้วงได้ “ถือเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย แม้ว่าอาจจะดูรุนแรง แต่ว่าในประเทศตะวันตกที่เราเห็น ๆ กัน ก็มีการประท้วงแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ในฝรั่งเศสก็มี”

    “การประท้วงเป็นการแสดงออกทางการเมือง ถ้าเกิดทำไม่ได้เลย มันอาจจะยิ่งบอกว่าสังคมมันปิดมาก ๆ แม้กระทั่งออกมาประท้วงก็ยังไม่ได้” ผศ.ดร.อรอนงค์ ทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c62n2z0lv7mo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-W-ybXdqH54GuZERLi1Wi

  • คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    คาดแบงก์ชาติมาเลย์ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.75% ถึงปี 2570 เหตุเงินเฟ้อต่ำ-เศรษฐกิจแกร่ง : อินโฟเควสท์

    นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับการสำรวจโดยรอยเตอร์คาดว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ (4 ก.ย.) และคาดว่าจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวไปอย่างน้อยจนถึงปี 2570 เนื่องจากแรงกดดันในการปรับลดดอกเบี้ยได้ลดลง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ และเศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

    อัตราเงินเฟ้อในเดือนก.ค.ขยับขึ้นเพียง 1.2% ซึ่งยังต่ำกว่ากรอบคาดการณ์ของ BNM ในปี 2568 ที่ 1.5%–2.3% ขณะที่ GDP ไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.1% เพิ่มขึ้นจาก 0.7% ในไตรมาสแรก แสดงให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินลงอีก

    BNM เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมาเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการค้า แต่บรรดานักเศรษฐศาสตร์มองว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนั้นเป็นเพียงมาตรการเฉพาะกิจ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแต่อย่างใด

    นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า เมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว BNM น่าจะชะลอการปรับลดดอกเบี้ยเพื่อรอดูผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บกับสินค้าส่งออกจากมาเลเซียในอัตรา 19% รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวอื่น ๆ

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ 29 จาก 32 คนคาดว่า BNM จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายข้ามคืน (Overnight Policy Rate) ไว้ที่ 2.75% ส่วนอีก 3 คนคาดว่าจะปรับลด 0.25% เหลือ 2.50%

    นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งอธิบายว่า BNM ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% ไปแล้วในเดือนก.ค. เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินผ่อนคลายขึ้น และหากเศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลงอย่างรุนแรง การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนั้นก็น่าจะเพียงพอ ทำให้ยังไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในทันที

    เขายังระบุเสริมว่า BNM จะติดตามข้อมูลเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด พร้อมสื่อสารอย่างชัดเจนเพื่อจัดการกับความคาดหวังของตลาดการเงิน และเชื่อว่าผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่ 19% อยู่ในกรอบความเสี่ยงที่ธนาคารประเมินไว้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องปรับนโยบายการเงินในทันที

    นักเศรษฐศาสตร์ราว 75% หรือ 21 จาก 28 คน คาดว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ที่ 2.75% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่อีก 6 คนคาดว่าจะลดลง 0.25% เหลือ 2.50% และอีก 1 คนมองว่า อัตราดอกเบี้ยมีโอกาสลดลงมากถึง 0.50% เหลือ 2.25%

    สำหรับมุมมองในระยะยาวนั้น นักเศรษฐศาสตร์มากกว่า 2 ใน 3 ประเมินว่า BNM ได้สิ้นสุดวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินแล้ว โดยจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 2.75% อย่างน้อยไปจนถึงปี 2570

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uaZjgiAPzjrWdp4HC2S6e

  • หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    หล่มสักจมบาดาล ย่านเศรษฐกิจชั้นใน น้ำยังท่วมสูง เริ่มขยายวงกว้างเข้าท่วมชุมชน

    วันที่ 2 กันยายน 2568 สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ยังคงจมบาดาล ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ซึ่งระดับน้ำที่ล้นพนังกั้นน้ำ และไหลเข้าท่วมชุมชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน ยังคงมีปริมาณมากและยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

    นายศรัญญู มีทองคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหาร ม.พัน 28 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพชรบูรณ์ เทศบาลเมืองหล่มสัก และอาสากู้ภัยในหลายพื้นที่ ต่างเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย โดยนำเรือท้องแบน ออกให้ความช่วยเหลือขนย้ายผู้ป่วยและประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำอาหาร น้ำดื่ม ออกแจกจ่ายให้กับประชาชน ซึ่งวันนี้ มูลนิธิเพชรเกษม ได้ลงพื้นที่นำโรงครัว และทีมงาน มาทำอาหารแจกจ่าย

    มวลน้ำที่ท่วมชุนชนย่านเศรษฐกิจชั้นใน เริ่มขยายวงกว้าง ทำให้ชุมชนบ้านสวนละมุด ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มรองรับน้ำถูกน้ำท่วมสูง บางจุดระดับน้ำมีความลึกมากกว่า 180 เซนติเมตร และพื้นที่ตำบลปากดุก ปริมาณน้ำได้ไหลเข้าท่วมหลายหมู่บ้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/446919&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AO1ZAS0FcfwZhjXKoInYy

  • นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์เตือนการเมืองไทยผันผวนเสี่ยงกระทบเศรษฐกิจ กดดันแบงก์ชาติหั่นดบ.ครั้งใหญ่ : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์จากหลายสำนักเตือนว่า ความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีโอกาสมากขึ้นที่จะทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ โดยขณะนี้พรรคการเมืองใหญ่ของไทยกำลังขับเคี่ยวกันเพื่อจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือน

    ประเทศไทยเผชิญกับความวุ่นวายทางการเมืองในสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากประพฤติมิชอบเชิงจริยธรรม โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นสองขั้วอำนาจทางการเมืองแข่งขันกันเพื่อแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็พยายามแสวงหาการสนับสนุนจากพรรคประชาชนซึ่งต้องการให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่

    ลาวันยา เวนกาเตสวารัน นักวิเคราะห์จากธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิง คอร์ป (Oversea-Chinese Banking Corp.) ในสิงคโปร์กล่าวว่า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยนำสู่การเลือกตั้งก่อนกำหนด ซึ่งก็อาจทำให้การเลือกตั้งล่าช้าและสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอยู่แล้ว

    ขณะที่คริสตัล ตัน นักวิเคราะห์จากเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) กล่าวว่า หากการดำเนินนโยบายมีความล่าช้าและความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อาจเร่งการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แม้ว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากขึ้นนั้นอาจมีผลกระทบในวงจำกัด เมื่อพิจารณาจากแรงกดดันจากภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

    เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายด้านอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งรวมถึงนโยบายการเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับกัมพูชา ขณะที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปแล้ว 1% นับตั้งแต่เดือนต.ค.ปีที่แล้ว มาอยู่ที่ระดับ 1.5% ในขณะนี้

    ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (Standard Chartered) กล่าวว่า การเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคการเมืองอื่นนั้น จะส่งผลกระทบต่อนโยบายทั้งหมด รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะสะดุดอย่างน้อยในระยะสั้น โดยเขาคาดการณ์ว่า กนง.อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมากถึง 0.50% ในการประชุมวันที่ 8 ต.ค. ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่

    ด้านนักวิเคราะห์ของโนมูระ โฮลดิงส์ (Nomura Holdings) เตือนว่า อันดับความน่าเชื่อถือของไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกปรับลดลงโดยมูดี้ส์ เรทติ้งส์ (Moody’s Ratings) ในไตรมาสต่อ ๆ ไป อันเนื่องมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ โดยก่อนหน้านี้โนมูระคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของไทยจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 1%

    มูดี้ส์ระบุในบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า การเมืองที่แบ่งขั้วของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้งและการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความเปราะบาง ได้ฉุดรั้งการลงทุนและทำให้การปฏิรูปที่จำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องหยุดชะงัก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw369pqwhzwMPymuz6pQLBVl