Blog

  • การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    เศรษฐกิจ

    การเมือง-เศรษฐกิจวิกฤติซ้ำซ้อน

    03 ก.ย. 2025 เวลา 7:00 น.

    เศรษฐกิจไทยเวลานี้หลายคนมองว่าถึง “ทางตัน” แล้ว เพราะดูไม่ออกว่าเราจะกลับไปเติบโตในระดับเดียวกับช่วงก่อนโควิดอย่างไร และเอาเข้าจริงๆ ไทยเองน่าจะเป็นประเทศท้ายๆ ที่มูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่งจะกลับขึ้นมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนโควิด

        เรียกได้ว่าเราใช้เวลาฟื้นตัวจากพิษโควิดนานถึง 4 ปีเต็ม ที่สำคัญมองไปข้างหน้ายังดูไม่ออกว่าอะไรจะเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งช่วงหลายปีมานี้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในกลุ่มบ๊วยของตารางอาเซียน
        เราต้องยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยเวลานี้กำลังเผชิญภาวะยากลำบากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีต ไม่ใช่เพียงแค่การเติบโตต่ำที่ลากยาวมานาน แต่ยังถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤติการเมืองซึ่งทำให้ประเทศเข้าสู่สุญญากาศทางนโยบาย การถอดถอนนายกรัฐมนตรีล่าสุดได้กลายเป็นชนวนสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนในประเทศเอง สถานการณ์นี้ทำให้เศรษฐกิจไทยจากที่เติบโตช้าอยู่แล้วกำลังโดนวิกฤติการเมืองกระหน่ำซ้ำเติม

        ถ้าลองวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจไทยให้ดี มันเริ่มต้นจากการที่เราไม่ยอมแก้ปัญหาระยะยาวในอดีตจนวันนี้กลายเป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนซึ่งเคยเตือนกันมาร่วม 10 ปี ว่ากำลังเป็นระเบิดเวลาของวิกฤติเศรษฐกิจลูกใหม่ แต่รัฐบาลไม่ว่าจะกี่ชุดให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้น้อยมาก หรือแม้แต่การหาเครื่องยนต์การลงทุนใหม่ๆ เพื่อทดแทนการลงทุนในอุตสาหกรรมเดิมๆ ซึ่งโลกเริ่มใช้น้อยลงไปเรื่อยๆ รวมไปถึงนโยบายที่จะดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ ก็ยังไม่มีความชัดเจน… EEC ที่เคยเป็นความหวังของประเทศ แต่ความคืบหน้าในส่วนนี้แทบไม่มีให้เห็น เราไม่แปลกใจเลยที่จะเห็นเงินลงทุนโดยตรงจากต่างชาติที่ไหลเข้ามาประเทศไทยน้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

        ข้อมูลหลายอย่างบ่งชี้ไปว่า “ขีดแข่งขัน” ของประเทศไทยกำลังถดถอยลง ถามว่าเป็นเพราะอะไร สถานการณ์การเมืองช่วงหลายปีมานี้น่าจะบอกใบ้ถึงคำตอบได้ค่อนข้างดี ซึ่งถ้าไทยยังไม่สามารถสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็งกำหนดทิศทางของประเทศในระยะยาวได้ ปัญหาทุกอย่างที่เกิดขึ้นจะไม่ได้กดดันแค่การลงทุนเท่านั้น แต่ยังกระทบตรงไปถึงคุณภาพความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย เศรษฐกิจไทยจะยังจมดิ่ง หลายธุรกิจปิดกิจการ ผู้คนจะหางานทำยากขึ้น กำลังซื้อหดหาย สุดท้ายเราจะกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนลืม
        เศรษฐกิจไทยในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ “ติดกับดักการเติบโตต่ำ” แต่กำลังเผชิญ “กับดักซ้ำซ้อน” ที่การเมืองและโครงสร้างเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศจำเป็นต้องมีทั้งผู้นำทางการเมืองที่สร้างความเชื่อมั่น และยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เพื่อปลดล็อกศักยภาพใหม่ มิฉะนั้นประเทศไทยจะยังคงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม โตช้า ไม่มั่นคง และถูกทิ้งห่างในภูมิภาคที่หลายประเทศกำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1197031&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oIU0-vgzf-6aeXT8DleGI

  • กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    กรุงศรีวิเคราะห์เศรษฐกิจโลก

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.28 น.

    ตัวเลขเศรษฐกิจของประเทศแกนหลักยังสะท้อนภาพที่อ่อนแอ หนุนธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อเนื่อง ด้านจีนต้องรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น

    ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)) วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและการเงินว่า  ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอต่อเนื่อง หนุนโอกาสเฟดลดดอกเบี้ยเดือนกันยายน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเล็กน้อยสู่ระดับ 97.4 ในเดือนสิงหาคม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในปี 2566-67 ที่ 105 ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 1.95 ล้านราย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากต้นปี 2568 ที่ 1.87 ล้านราย ด้านราคาบ้านในเดือนมิถุนายนชะลอตัวมากสุดในรอบเกือบ 13 ปี ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ PCE ทรงตัวที่ 2.6% YoY ในเดือนกรกฎาคม

    ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงสะท้อนภาพการชะลอตัวที่ต่อเนื่อง อาทิ ตลาดแรงงาน ตลาดที่อยู่อาศัย และความเชื่อมั่น ขณะที่ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการปลดลิซ่า คุก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการเฟดที่มีสิทธิ์โหวตทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย สร้างความกังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลางและความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของประเทศสหรัฐฯ ขณะเดียวกันการขึ้นภาษีศุลกากรส่วนใหญ่ของทรัมป์ผิดกฎหมาย แต่ศาลอุทธรณ์ได้ระงับผลของคำตัดสินไว้จนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อให้ทรัมป์มีเวลายื่นต่อศาลฎีกาต่อไป ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงหรือความไม่แน่นอนต่อนโยบายดังกล่าวในระยะข้างหน้า จากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในหลายแง่มุม วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดมีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้งในการประชุมช่วงที่เหลือของปีนี้

    ภาคส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้น ขณะที่การบริโภคยังไม่ฟื้น คาดหนุน BOJ คงดอกเบี้ยที่ 0.5% จนถึงสิ้นปี  ยอดค้าปลีกในเดือนกรกฎาคมโตต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ที่ 0.3% YoY ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) ชะลอลงเหลือ 2.6% ในเดือนสิงหาคม จากเดือนก่อนที่ 2.9% เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของกรุงโตเกียว (Tokyo core CPI) ชะลอลงสู่ระดับ 2.5% จากเดือนก่อนที่ 2.9%

    ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังคงเติบโตต่ำเนื่องจากภาคการส่งออกและการผลิตมีแนวโน้มหดตัวแรงขึ้นภายใต้แรงกดดันจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ขณะที่การบริโภคภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงต่อเนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับต่ำรวมถึงมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าและระบายสต๊อกข้าว จากปัจจัยดังกล่าวคาดว่าจะช่วยหนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปแม้เงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมายที่ 2% โดยวิจัยกรุงศรีประเมินว่ายังมีความเป็นไปได้ที่ BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.5% จนถึงสิ้นปีนี้

    เศรษฐกิจจีนเผชิญความเปราะบางภายในประเทศ ขณะที่ความเสี่ยงจากภายนอกเพิ่มสูงขึ้น กำไรภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ -1.5% YoY ในเดือนกรกฎาคม จาก -4.3%  ในเดือนมิถุนายน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตลดลงต่อเนื่องนาน 34 เดือน สำหรับปัจจัยภายนอก เม็กซิโกประกาศเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนหลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ ต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะครอบคลุมยานยนต์ สิ่งทอ และพลาสติก

    ภาพรวมเศรษฐกิจจีนที่เริ่มอ่อนแอลง อาจจำกัดประสิทธิผลของมาตรการแก้ไขปัญหาอุปทานส่วนเกินและการแข่งขันทางด้านราคาที่รุนแรง ซึ่งกดดันกำไรภาคธุรกิจในระยะที่ผ่านมา ล่าสุดรัฐบาลเตรียมยกเครื่องกำลังการผลิตในกลุ่มปิโตรเคมีภัณฑ์ โดยจะทยอยปิดโรงงานขนาดเล็ก สนับสนุนการปรับปรุงโรงงานที่มีอายุเกิน 20 ปี และเน้นการผลิตเคมีภัณฑ์เฉพาะทางมากขึ้น อีกด้านหนึ่งการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าของเม็กซิโกตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ สะท้อนความเสี่ยงที่ขยายวงกว้างขึ้น โดยสหรัฐฯ อาจกดดันชาติพันธมิตรอื่นเพิ่มเติมเพื่อจำกัดอิทธิพลของจีนในตลาดโลก ภายใต้ความเสี่ยงรอบด้านนี้ การเร่งฟื้นความเชื่อมั่นของภาคประชาชนและธุรกิจเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศจึงมีความจำเป็น และนับเป็นความท้าทายด้วยเช่นกัน

    เศรษฐกิจไทย

    แรงส่งเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังแผ่วลงท่ามกลางแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ

    เศรษฐกิจในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อนตามภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาคเอกชน ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศยังต้องติดตามพัฒนาการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานเศรษฐกิจโดยรวมในเดือนกรกฏาคม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติแม้เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน (+2.0% MoM sa) แต่รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติหดตัว (-5.6%) ขณะเดียวกันการบริโภคภาคเอกชนแผ่วลงต่อเนื่อง (-0.2%) จากการหดตัวของการใช้จ่ายในหมวดบริการและหมวดสินค้าไม่คงทน ส่วนการลงทุนภาคเอกชนกลับมาหดตัว (-0.4%) จากการลดลงในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ขณะที่มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (+0.3%)

    เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังปี 2568 เผชิญแรงกดดันและมีแนวโน้มชะลอลงชัดเจน ภายใต้สมมติฐานสถานการณ์การเมืองมีผลกระทบจำกัดต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตอาจเหลือเพียง 1.3% จาก 3.0% ในครึ่งปีแรก สาเหตุหลักมาจากการส่งออกที่ชะลอลง หลังผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ เริ่มปรากฏชัด ประกอบกับแรงส่งจากคำสั่งซื้อที่เร่งส่งออกในช่วงก่อนหน้าได้สิ้นสุดลง ขณะเดียวกันภาคท่องเที่ยวยังมีทิศทางฟื้นตัวช้าตามการหดตัวของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ ยังต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา หากการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุน กดดันการใช้จ่ายในประเทศ และทำให้ความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจสำคัญสะดุดลง

    มูลค่าส่งออกเดือนกรกฏาคมในรูปดอลลาร์ยังเติบโตสูงต่อเนื่อง แต่ในรูปเงินบาทกลับหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน สะท้อนแรงส่งทางเศรษฐกิจอ่อนแอลง กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 28.6 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.0% YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 16.6% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ แผงวงจรไฟฟ้า รวมถึงสินค้าเกษตรโดยเฉพาะผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งที่กลับขยายตัวได้ดี ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดสำคัญส่วนใหญ่เติบโตดี โดยเฉพาะตลาดหลัก เช่น สหรัฐฯ จีน สหภาพยุโรป และอาเซียน สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 195.4 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 14.4%

    แนวโน้มการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 มีความเสี่ยงชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ แม้ในช่วง 7 เดือนแรกจะขยายตัวสูงถึง 30.1% แต่การปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 10% เป็น 19% ตั้งแต่ 7 สิงหาคม ย่อมส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องยังซ้ำเติมภาคการส่งออก ทั้งในแง่รายได้เมื่อแปลงเป็นเงินบาทและการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค โดยล่าสุดมูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทเดือนกรกฎาคมหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนที่ -1.1% YoY สะท้อนว่าบทบาทของภาคการส่งออกในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอ่อนแรงลงในระยะข้างหน้า

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/911549&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2i68je1pntkcvkuBHDHq6A

  • ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน  ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ธุรกิจ

    ‘ท่องเที่ยว’ สูญเสียความสามารถแข่งขัน ‘ไนท์แฟรงค์’ ชี้ยอดเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    03 ก.ย. 2025 เวลา 6:45 น.

    แนวโน้มตลาด “โรงแรม” ใน “กรุงเทพฯ” ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงน่ากังวลและจับตาอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางสัญญาณหลากหลายในภาคการท่องเที่ยว

    บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์ตเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รายงานสถานการณ์ธุรกิจโรงแรมกรุงเทพฯ ว่า หลังจากครึ่งปีแรกซบเซา มีอัตราการเข้าพักลดลง 3.7 จุด เหลือเพียง 75.1% และค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) เติบโตเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 4,260 บาท ความสนใจในช่วงครึ่งหลังของปีจึงมุ่งไปที่การดูดซับอุปทานใหม่กว่า 3,283 ห้องพักที่จะเปิดก่อนสิ้นปี ซึ่งจะทำให้อุปทานใหม่รวมทั้งปี 2568 เกินกว่า 5,100 ห้องพัก นับเป็นการเติบโตประจำปีที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19

    ปัจจัยฉุดรั้งผลการดำเนินงานสำคัญ คือการลดลงอย่างมากของ “นักท่องเที่ยวจีน” ที่หดตัวเกือบ 35% เทียบปีต่อปีในครึ่งแรกปี 2568 แม้ว่าจีนยังคงเป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทยในเชิงปริมาณ แต่การชะลอตัวดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมากต่อ “โรงแรมระดับกลาง” และ “โรงแรมที่พึ่งพากรุ๊ปทัวร์” เป็นหลัก

    ทั้งนี้น่าสังเกตว่าการเดินทางออกนอกประเทศของชาวจีนทั่วโลกยังคงแข็งแกร่ง โดย “เวียดนาม” ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกว่า 2.7 ล้านคน และ “ญี่ปุ่น” 3.13 ล้านคนในช่วงไม่กี่เดือนแรกของปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนอุปสงค์การท่องเที่ยวของจีน แต่เป็น “การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของไทย” เมื่อเทียบกับจุดหมายปลายทางอื่น ๆ อันเป็นผลมาจากการรับรู้ด้านความปลอดภัย ภาพลักษณ์เชิงลบในสื่อ และความชอบของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป

    เที่ยวไทยชดเชยตลาดต่างชาติไม่ได้

    แม้มาตรการยกเว้นวีซ่าและการเชื่อมต่อเที่ยวบินในภูมิภาคที่ดีขึ้นยังคงสนับสนุนการท่องเที่ยว แต่รัฐบาลก็เริ่มออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ เช่น โครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” และสิทธิประโยชน์ทางภาษีใหม่ ๆ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะช่วงโลว์ซีซั่นในครึ่งปีหลัง การฟื้นตัวจะพึ่งพาตลาดและการเพิ่มขึ้นของกำลังการให้บริการสายการบินเป็นหลัก การเติบโตจากตลาดอินเดีย 14.6% และรัสเซีย 11.1% ยังคงเป็นปัจจัยบวกที่โดดเด่น ร่วมกับแรงส่งในระดับปานกลางจากตลาดอาเซียน แต่การเติบโตเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงอย่างหนักจากจีนและเกาหลีใต้

    ภายใต้บริบทนี้ การเติบโตของรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) ในครึ่งปีหลัง 2568 คาดว่าจะขับเคลื่อนโดย “ปริมาณนักท่องเที่ยว” โดยพึ่งพาอัตราการเข้าพักที่แข็งแกร่งในช่วงเดือนพีค เช่น พ.ย. และ ธ.ค. ซึ่งได้รับแรงหนุนจากวันหยุดสิ้นปีและความต้องการจากกลุ่มไมซ์ (MICE: การประชุม เดินทางเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และแสดงสินค้า) 

    อย่างไรก็ตาม แรงกดดันด้านค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) มีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไป โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรมระดับกลาง ที่การแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่จะกดดันศักยภาพในการตั้งราคา ประสิทธิภาพของอัตราค่าห้องพักจะขึ้นอยู่กับคุณค่าของแบรนด์ กลยุทธ์การจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิผล และทำเลที่โดดเด่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

    สำหรับกลุ่ม “โรงแรมหรู” คาดว่าจะยังคงมีเสถียรภาพมากกว่า โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการที่ยืดหยุ่นจากนักเดินทางระยะไกลและนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากภูมิภาค แม้ว่าอัตราการเติบโตของราคาจะอยู่ในระดับจำกัด และมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในกลุ่มโรงแรมระดับบน การได้เปรียบด้านราคาเมื่อเทียบกับศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และโตเกียว อาจช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนด้วยประสบการณ์ ซึ่งมองหาความคุ้มค่าในราคาที่แข่งขันได้

    อัตราเข้าพักโรงแรมกรุงเทพฯ ติดลบ

    ด้านภาพรวมตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ ช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวของ “กรุงเทพฯ” ยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมี “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ประมาณ 15.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% แบบปีต่อปี (YTD) อย่างไรก็ตาม ปริมาณนักท่องเที่ยวยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดเมื่อปี 2562 อยู่ 11.3% สะท้อนถึงผลกระทบที่ยังคงอยู่จากรูปแบบการท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป

    “ตลาดโรงแรมกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงในทิศทางการฟื้นตัวในครึ่งแรกของปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 75.1% หรือลดลง 3.7 จุดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เดือน ม.ค. และ ก.พ. มีผลการดำเนินงานที่ค่อนข้างดี โดยมีอัตราการเข้าพักเกินกว่า 81% แต่ในเดือนต่อ ๆ มา อัตราการเข้าพักลดลงอย่างต่อเนื่อง จนถึงเดือน มิ.ย.ซึ่งอยู่ที่ 69.8% ถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 1 ปี แนวโน้มที่อ่อนตัวนี้สะท้อนถึงผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนห้องพัก ระยะเวลาการเข้าพักที่สั้นลง และการพึ่งพาตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพด้านผลตอบแทนต่ำกว่า”

    สำหรับค่าเฉลี่ยราคาห้องพักต่อคืน (ADR) เพิ่มขึ้น 3.3% ปีต่อปี อยู่ที่ 4,260 บาทในครึ่งแรกปี 2568 เทียบกับ 4,121 บาทในช่วงเดียวกันของปี 2567 โดย ADR สูงสุดอยู่ในเดือน ม.ค. ขณะที่ต่ำสุดอยู่ในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. หลายเดือนในช่วงกลางปีมีการเปลี่ยนแปลงเท่ากับหรือแย่กว่าปีต่อปี การเติบโตที่ค่อนข้างจำกัดของ ADR รวมกับการลดลงของอัตราการเข้าพัก กดดันรายได้ต่อห้องพัก (RevPAR) โดยเฉพาะในไตรมาส 2

    จีน-มาเลเซีย ตลาดใหญ่ช่วง 8 เดือน 

    ด้านอุปทาน มี “โรงแรมใหม่” เปิดให้บริการ 7 แห่งในครึ่งแรกของปี 2568 รวม 1,906 ห้อง โดยโรงแรมที่โดดเด่น ได้แก่ แกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ลุมพินี (512 ห้อง) และโฟร์พอยท์ บาย เชอราตัน (333 ห้อง) การเปิดตัวครอบคลุมทุกกลุ่ม ตั้งแต่โรงแรมหรู เช่น อมัน นายเลิศ และแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ ไปจนถึงกลุ่มระดับกลางถึงบน เช่น ควีนส์แลนด์ โฮเทล และเดอะควอเตอร์ นอกจากนี้ยังมีโรงแรมอีก 12 แห่ง รวม 3,283 ห้อง ที่มีกำหนดเปิดในครึ่งหลังของปี 2568 สะท้อนถึงการเติบโตของโครงการใหม่อย่างต่อเนื่องและการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ โรงแรมใหม่หลายแห่งตั้งอยู่ในย่านเมืองที่เกิดใหม่หรือได้รับการพัฒนาใหม่ ส่งผลให้ตลาดโรงแรมในกรุงเทพฯ มีการกระจายตัวมากขึ้น แบรนด์ในประเทศ เช่น เดอะควอเตอร์ และควีนส์แลนด์ ยังคงขยายตัวเชิงรุกในกลุ่มระดับกลางถึงบน ขณะที่เชนโรงแรมนานาชาติ เช่น เรดิสัน และโฟร์พอยท์ เพิ่มการลงทุนในตลาด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในระยะยาวของกรุงเทพฯ

    สถิติต่างชาติเที่ยวไทย 8 เดือนแรก 21.8 ล้านคน ติดลบ 7%

    ล่าสุด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รายงานถึงสถานการณ์ “นักท่องเที่ยวต่างชาติ” ล่าสุด เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ส.ค. มีจำนวนสะสม 21,879,476 คน ลดลง 7.16% เทียบช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 1,014,303 ล้านบาท ลดลง 5.4%

    สำหรับ “10 อันดับแรก” ของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ได้แก่ 1.จีน จำนวน 3,096,017 คน 2.มาเลเซีย 3,049,961 คน 3.อินเดีย 1,563,806 คน 4.รัสเซีย 1,195,430 คน 5.เกาหลีใต้ 1,036,361 คน 6.ญี่ปุ่น 712,158 คน 7.สหราชอาณาจักร 708,929 คน 8.สหรัฐ 692,212 คน 9.ไต้หวัน 672,067 คน และ 10.ลาว 630,051 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1197051&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hhnyqGzUTT1BzENq6VlbD

  • บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    บางกอกแอร์เวย์สเดินหน้าพัฒนาสนามบินตราด-ขยายฝูงบินใหม่ มุ่งยกระดับศักยภาพสู่ศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก หนุนการท่องเที่ยวเติบโตยั่งยืน

    บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส กำลังจะพลิกโฉมสนามบินตราดสู่ศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ของภาคตะวันออก ด้วยแผนการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มศักยภาพการรองรับนักเดินทางจากทั่วโลก

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาสนามบินตราดอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายที่จะตอบสนองการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส
     

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    สนามบินตราด: หัวใจสำคัญของการเติบโต

    นายพุฒิพงศ์ย้ำว่าสนามบินตราดเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพสูงของบริษัทฯ เนื่องจากทำเลที่ตั้งเป็นประตูสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะช้าง เกาะหมาก และเกาะกูด ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลาย ปริมาณผู้โดยสารมีแนวโน้มกลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 สนามบินตราดมีผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าในช่วงฤดูท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ ตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    เพื่อรองรับการเติบโตนี้ บางกอกแอร์เวย์สจึงเตรียมเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินตราดใน 2 เฟสหลัก:

    เฟสแรก: กำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ด้วยงบประมาณราว 400 ล้านบาท จะมีการขยายรันเวย์จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร พร้อมสร้างลานจอดอากาศยานใหม่เพื่อรองรับเครื่องบินขนาดเล็กถึงกลาง รวมถึงปรับปรุงอาคารผู้โดยสารจากเดิม 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี
     

    เฟสที่สอง: มีแผนจะเริ่มก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่บริเวณทิศใต้ของสนามบินในช่วงปลายปี 2569

    การพัฒนาครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มศักยภาพในการรองรับผู้โดยสาร แต่ยังเป็นการปูทางสำหรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศในอนาคต ทำให้สนามบินตราดสามารถรองรับเที่ยวบินของสายการบินพันธมิตรและสายการบินอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภาคตะวันออกอย่างแท้จริง

    ทุ่ม 6 พันล้าน! เดินหน้าขยายฝูงบิน

    นอกจากแผนการลงทุนในสนามบินตราดแล้ว บางกอกแอร์เวย์สยังได้เซ็นสัญญาจัดซื้อเครื่องบินใหม่รุ่น ATR อีก 10 ลำ มูลค่ารวมกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรับมอบระหว่างปี 2569-2571 เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินเดิมที่จะถูกปลดระวาง นอกจากนี้ยังวางแผนที่จะซื้อเครื่องบินลำตัวแคบ (A320 และ B737) เพิ่มเติมอีก 20 ลำภายใน 5 ปีข้างหน้า

    การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้บางกอกแอร์เวย์สกลับสู่เป้าหมายการมีฝูงบินขนาด 40 ลำ เท่ากับจำนวนฝูงบินที่เคยมีก่อนการระบาดของโควิด-19

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    เป้าหมายธุรกิจ: เดินหน้าเติบโตอย่างมั่นคง

    สำหรับเป้าหมายด้านผลการดำเนินงาน นายพุฒิพงศ์คาดการณ์ว่ารายได้รวมของบริษัทฯ ในปีนี้จะเติบโตขึ้นประมาณ 4% จากปีที่ผ่านมา แม้ว่าตัวเลขผู้โดยสารรวมทั้งปีจะอยู่ที่ราว 4.3 ล้านคน ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่ 4.7 ล้านคนเล็กน้อยก็ตาม อย่างไรก็ตาม การปรับตัวทางเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อกำไรในปีนี้เป็นสิ่งที่บริษัทฯ จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    การลงทุนในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของบางกอกแอร์เวย์สในการเดินหน้าขยายธุรกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่ พร้อมทั้งยกระดับการให้บริการเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคต

    บางกอกแอร์เวย์สทุ่ม 6 พันล้าน ปักหมุดตราดสู่ฮับการบินตะวันออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eyOmIN-K-cCqpOQmwPZZ_

  • เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    การเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร”ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เส้นทางการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีหลายฉากทัศน์ที่ผู้คนจับตา เช่น การจับขั้วการเมืองเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อไปสู่การฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศต่อไปอีกเกือบ 2 ปีนับจากนี้ และอีกทางหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสหนาหูคือ “การยุบสภา” เพื่อนำสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกทางใด จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ

     ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.0% ตามที่สภาพัฒน์ประเมิน เพราะการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้กำลังซื้อหรือการใช้จ่ายครัวเรือนจะกลับมา การลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ 90% เป็นงบผูกพันอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน(กรณีรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนรัฐบาลใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน) มีโอกาสยืดเยื้อได้อีก 1 เดือนหรือ 3 เดือน ทำได้ทางเทคนิค แต่เสี่ยงชนขั้นตอนการจัดทำงบประมาณและการเลือกตั้ง รัฐบาลจะต้องอยู่ในโหมด “รักษาการ” เร็วขึ้น และต้องพึ่งงบฯปีเก่าไปพลางก่อน โครงการใหม่หยุด ชะลอเบิกจ่ายลงทุนบางส่วน

    เชียร์ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

    เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและเป้าหมายสูงสุดนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ในภาพรวมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย ได้รัฐบาลที่ดีมาแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เรื่องคนสำคัญมาก ควรเป็น “รัฐบาลแห่งความเชื่อมั่น” คือเลือกแต่คนมีความสามารถ เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานจริง มาจากภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับและเป็นกลาง ไม่ใช่การแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง

    2.ต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจ มืออาชีพเพิ่มเติม ที่คัดจากความสามารถ มาแก้ปัญหาตรงจุด ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปรับการศึกษาให้ตรงกับงานในอนาคต ดึงนักลงทุนต่างชาติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์กับดิจิทัลของประเทศ

    ทั้งนี้หากยุบสภาไม่ได้และต้องมีรัฐบาลชั่วคราวมองว่า เวลา 4 เดือนน่าจะพอแล้วถ้าทำงานจริง เน้นแค่ 3 งานหลัก คือ รักษาเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะสั้น แก้กฎหมายเลือกตั้งให้ดีขึ้น และอย่าไปสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่จะไปผูกมัดรัฐบาลหน้า

    3.นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำทันที แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้ชัดเจน ทั้งเจรจาและจัดการแนวชายแดน รวมถึงการแก้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับประชาชนและนักลงทุนให้ชัดเจน โปร่งใส จะได้กลับมามั่นใจเร็วๆ

    หนุนสู่โหมดเลือกตั้ง

    สอดคล้องกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนว่าควรเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ โดยต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ทางการเมืองเรื่องฮั้ว สว. ให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองในอนาคตและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่กติกาการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรปรับเขตการเลือกตั้งให้ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO กลุ่มบริษัท efrastructure Group ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซ และนักลงทุนธุรกิจ Startup กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีมีอายุการทำงาน 3-4 เดือน แล้วยุบสภา โดยการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในฐานะภาคธุรกิจเอกชน มองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องกัดฟันรอรัฐบาลใหม่ ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

    ห่วงกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวปลายปี

    นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองในกรณีที่อาจมีการยุบสภานั้น ยอมรับว่าความเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนข้างหน้าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซัน หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและต้องมีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวขาดความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    “ถ้าธันวาคมนี้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นความชัดเจน วิธีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวยังไม่เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น ทั้งที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” นายกวีกล่าว

    จีดีพีไทยโตได้แค่ 1.8%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากมีรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ 4 เดือนก่อนยุบสภา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้จะช้ำพอๆ กัน เพราะช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบนักการเมืองไม่มีจิตใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบเป็นหลัก

     “ภายใต้ฉากทัศน์รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนคาดจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 4 จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการบริโภค การส่งออก และการลงทุน ชะลอตัว”

    4 เดือนไม่พอกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบกติกาที่มีอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การเจรจาในรายละเอียดการเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การจัดการอุทกภัยและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลชุดใหม่ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน มองว่าเป็นระยะเวลาสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือกระตุ้นการท่องเที่ยว ดังนั้นการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    จี้รัฐบาลใหม่ฟื้นเชื่อมั่น-คุมต้นทุนการผลิต

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารประเทศอย่างโปร่งใสเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีวิสัยทัศน์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ของพรรคหรือกลุ่มใด โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใส

    นอกจากนี้ สรท.เสนอให้รัฐบาลควบคุมต้นทุนสำคัญ เช่น ค่าแรง พลังงาน ค่าไฟ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนถึงการไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อหยุดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    เร่งอัดฉีด 1 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แรงกดดันจากนโยบายสหรัฐฯ และการแข่งขันกับมหาอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ ไม่ใช่มือใหม่

    ทั้งนี้ภายใน 4 เดือน รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงการเติบโตที่ต่ำกว่า 1% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าภายในประเทศ (เมดอินไทยแลนด์) อย่างน้อย 40% ของงบประมาณ รวมถึงการอัดฉีดงบเพิ่มเติม 4-8 แสนล้านบาทผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งใช้งบสนับสนุนกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน พร้อมเน้นบทบาทของ EEC ที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในภูมิภาค

    รัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพกล้าปฏิรูป

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากยุบสภาในช่วงนี้และรัฐบาลรักษาการไปอีกประมาณ 2 เดือน อาจกระทบการใช้งบประมาณปี 2569 และการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสำคัญอย่าง APEC 2025 ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินนโยบายและดึงการลงทุนจากต่างชาติในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม หากเดินหน้าตั้งนายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้ทัน ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและนักลงทุน พร้อมเร่งรัดการบริหารงบประมาณให้โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และใช้ทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์จริง ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาว ที่ตอบโจทย์ภาวะโลกและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

    เชียร์ยุบสภาได้รัฐบาลใหม่เร็ว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า กรณียุบสภาเลย อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น และสามารถวางแผนระยะยะยาวได้ ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีคนเก่งคนดีในกระทรวงสำคัญ พร้อมวางระบบ Dashboard และทีมที่ปรึกษาหลายเจเนอเรชัน

    “ระยะเวลาที่เหมาะสมของรัฐบาลควรจะอยูที่ 6-12 เดือนก่อนยุบสภา เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ หากมีอายุ 4 เดือนอาจจะเกิดปัญหารัฐบาลและข้าราชการเกียร์ว่าง เสียเวลาประเทศ”

    ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อที่ควรผลักดันทันที ได้แก่

    1.แก้วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้เร็ว ผ่านทุกช่องทาง

    2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าถึงองค์กรใหญ่ ด้วยกองทุนเฉพาะด้าน

    3.ทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท ให้คุ้มค่าสูงสุด

    4.ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดโดยเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    5.ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการ

    6.ส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่อแข่งในเวทีโลก

    และ 7.วางแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/637772&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gmD-RR8hId6p2Hj2vDHt

  • เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    การเมืองไทยถึงจุดเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง หลัง “แพทองธาร ชินวัตร”ต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา และส่งผลให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) กลายเป็นรัฐมนตรีรักษาการ เส้นทางการเมือง ณ เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่มีหลายฉากทัศน์ที่ผู้คนจับตา เช่น การจับขั้วการเมืองเพื่อลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อไปสู่การฟอร์ม ครม.ชุดใหม่ ขึ้นมาบริหารประเทศต่อไปอีกเกือบ 2 ปีนับจากนี้ และอีกทางหนึ่งที่กำลังเป็นกระแสหนาหูคือ “การยุบสภา” เพื่อนำสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะออกทางใด จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในหลากหลายมิติ

     ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซียไซรัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แม้จะเกิดสุญญากาศทางการเมืองแต่เศรษฐกิจไทยปีนี้มีโอกาสขยายตัวได้ 2.0% ตามที่สภาพัฒน์ประเมิน เพราะการยุบสภาแล้วมีการเลือกตั้งใหม่ จะทำให้กำลังซื้อหรือการใช้จ่ายครัวเรือนจะกลับมา การลงทุนภาครัฐส่วนใหญ่ 90% เป็นงบผูกพันอยู่แล้ว ซึ่งการเลือกตั้งใหม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม การมีรัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน(กรณีรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนรัฐบาลใหม่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน) มีโอกาสยืดเยื้อได้อีก 1 เดือนหรือ 3 เดือน ทำได้ทางเทคนิค แต่เสี่ยงชนขั้นตอนการจัดทำงบประมาณและการเลือกตั้ง รัฐบาลจะต้องอยู่ในโหมด “รักษาการ” เร็วขึ้น และต้องพึ่งงบฯปีเก่าไปพลางก่อน โครงการใหม่หยุด ชะลอเบิกจ่ายลงทุนบางส่วน

    เชียร์ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่

    เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชั่วคราวและเป้าหมายสูงสุดนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ในภาพรวมคือการสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกฝ่าย ได้รัฐบาลที่ดีมาแก้ปัญหาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างยั่งยืน ได้แก่ 1.เรื่องคนสำคัญมาก ควรเป็น “รัฐบาลแห่งความเชื่อมั่น” คือเลือกแต่คนมีความสามารถ เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์ทำงานจริง มาจากภาครัฐหรือเอกชนก็ได้ แต่ต้องเป็นที่ยอมรับและเป็นกลาง ไม่ใช่การแบ่งเก้าอี้ทางการเมือง

    2.ต้องการเห็นทีมเศรษฐกิจ มืออาชีพเพิ่มเติม ที่คัดจากความสามารถ มาแก้ปัญหาตรงจุด ปฏิรูปภาษีให้เป็นธรรม เช่น ภาษีลาภลอย ภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ปรับการศึกษาให้ตรงกับงานในอนาคต ดึงนักลงทุนต่างชาติ และพัฒนาระบบโลจิสติกส์กับดิจิทัลของประเทศ

    ทั้งนี้หากยุบสภาไม่ได้และต้องมีรัฐบาลชั่วคราวมองว่า เวลา 4 เดือนน่าจะพอแล้วถ้าทำงานจริง เน้นแค่ 3 งานหลัก คือ รักษาเศรษฐกิจให้มั่นคงในระยะสั้น แก้กฎหมายเลือกตั้งให้ดีขึ้น และอย่าไปสร้างโครงการใหญ่ๆ ที่จะไปผูกมัดรัฐบาลหน้า

    3.นโยบายเร่งด่วนที่ควรทำทันที แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาให้ชัดเจน ทั้งเจรจาและจัดการแนวชายแดน รวมถึงการแก้แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและเรื่องที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และที่สำคัญคือต้องสื่อสารกับประชาชนและนักลงทุนให้ชัดเจน โปร่งใส จะได้กลับมามั่นใจเร็วๆ

    หนุนสู่โหมดเลือกตั้ง

    สอดคล้องกับนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย สะท้อนว่าควรเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อได้รัฐบาลใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ โดยต้องแก้ไขปัญหาใหญ่ทางการเมืองเรื่องฮั้ว สว. ให้ชัดเจนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาใหญ่ทางการเมืองในอนาคตและการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปสู่กติกาการเลือกตั้งใหม่ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ควรปรับเขตการเลือกตั้งให้ขนาดใหญ่ขึ้น เช่น เป็นกลุ่มจังหวัด เพื่อป้องกันการซื้อเสียง

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ CEO กลุ่มบริษัท efrastructure Group ผู้บุกเบิกวงการอีคอมเมิร์ซ และนักลงทุนธุรกิจ Startup กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่เข้ามาจะมีมีอายุการทำงาน 3-4 เดือน แล้วยุบสภา โดยการเมืองและเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ในช่วงสุญญากาศ ไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรได้ ในฐานะภาคธุรกิจเอกชน มองว่าเศรษฐกิจหลังจากนี้ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องกัดฟันรอรัฐบาลใหม่ ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

    ห่วงกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวปลายปี

    นายกวี สระกวี นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า ประเด็นการเมืองในกรณีที่อาจมีการยุบสภานั้น ยอมรับว่าความเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนข้างหน้าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกำลังเข้าสู่ฤดูกาลไฮซีซัน หากเกิดสุญญากาศทางการเมืองและต้องมีรัฐบาลรักษาการ อาจทำให้การสื่อสารกับผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวขาดความชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคกลางคืนและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว

    “ถ้าธันวาคมนี้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่เห็นความชัดเจน วิธีการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวยังไม่เป็นรูปธรรม ก็จะทำให้การทำงานลำบากขึ้น ทั้งที่เป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ” นายกวีกล่าว

    จีดีพีไทยโตได้แค่ 1.8%

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน กล่าวว่า หากมีรัฐบาลเฉพาะกาลหรือรัฐบาลชั่วคราวบริหารประเทศ 4 เดือนก่อนยุบสภา ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย หรือพรรคภูมิใจไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้จะช้ำพอๆ กัน เพราะช่วงเวลาที่เหลือก่อนยุบนักการเมืองไม่มีจิตใจที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่จะมุ่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อชิงความได้เปรียบเป็นหลัก

     “ภายใต้ฉากทัศน์รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือนคาดจะส่งผลกระทบทำให้จีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยจีดีพีในไตรมาสที่ 4 จะได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการบริโภค การส่งออก และการลงทุน ชะลอตัว”

    4 เดือนไม่พอกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ด้าน นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเป็นไปตามกรอบรัฐธรรมนูญ และกรอบกติกาที่มีอยู่ ทั้งนี้ประเทศไทยถืออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหม่ ซึ่งเป็นความท้าทายมาก ท่ามกลางหลากหลายปัญหาที่รัฐบาลต้องเข้ามาบริหารจัดการ เช่น การเจรจาในรายละเอียดการเปิดตลาดสินค้ากับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา การจัดการอุทกภัยและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การช่วยเหลือ SMEs รวมถึงการประสานการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

    อย่างไรก็ดีหากรัฐบาลชุดใหม่ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน มองว่าเป็นระยะเวลาสั้นเกินไป ทำอะไรไม่ได้มาก โดยเฉพาะการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือมาตรการเฉพาะหน้า เช่น การอัดฉีดเงินหรือกระตุ้นการท่องเที่ยว ดังนั้นการมีรัฐบาลที่อยู่ต่อในระยะเวลาที่เหมาะสม จะช่วยให้สามารถดำเนินนโยบายเชิงโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง

    เอกชนฟาดการเมือง ทุบเศรษฐกิจซํ้าซาก จับตาจีดีพี Q4 อ่วม หนุนยุบสภาสู่โหมดเลือกตั้ง

    จี้รัฐบาลใหม่ฟื้นเชื่อมั่น-คุมต้นทุนการผลิต

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ควบคุมต้นทุนการผลิต และบริหารประเทศอย่างโปร่งใสเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีควรประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีวิสัยทัศน์ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ไม่ใช่ของพรรคหรือกลุ่มใด โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณต้องตรงเป้าหมายและโปร่งใส

    นอกจากนี้ สรท.เสนอให้รัฐบาลควบคุมต้นทุนสำคัญ เช่น ค่าแรง พลังงาน ค่าไฟ และอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบด้านการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs และที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งสัญญาณชัดเจนถึงการไม่ยอมรับการทุจริต เพื่อหยุดต้นทุนแฝงในระบบเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ

    เร่งอัดฉีด 1 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ

    ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ ระบุว่า รัฐบาลใหม่ต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แรงกดดันจากนโยบายสหรัฐฯ และการแข่งขันกับมหาอำนาจ ซึ่งต้องอาศัยทีมเศรษฐกิจที่มีความสามารถ ไม่ใช่มือใหม่

    ทั้งนี้ภายใน 4 เดือน รัฐบาลต้องมีมาตรการชัดเจน โดยเฉพาะการอัดฉีดงบประมาณ 1 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้ลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อพยุงการเติบโตที่ต่ำกว่า 1% และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งเกินไป อีกประเด็นสำคัญคือการดูแลผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าภายในประเทศ (เมดอินไทยแลนด์) อย่างน้อย 40% ของงบประมาณ รวมถึงการอัดฉีดงบเพิ่มเติม 4-8 แสนล้านบาทผ่าน ธ.ก.ส. เพื่อเป็นทุนหมุนเวียน

    นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งใช้งบสนับสนุนกระทรวงท่องเที่ยวฯ และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและขยายตลาดส่งออก โดยตั้งเป้าให้เห็นผลใน 4 เดือน พร้อมเน้นบทบาทของ EEC ที่ไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว เพื่อรองรับเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัลในภูมิภาค

    รัฐบาลใหม่ต้องมืออาชีพกล้าปฏิรูป

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า หากยุบสภาในช่วงนี้และรัฐบาลรักษาการไปอีกประมาณ 2 เดือน อาจกระทบการใช้งบประมาณปี 2569 และการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเวทีสำคัญอย่าง APEC 2025 ซึ่งต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการดำเนินนโยบายและดึงการลงทุนจากต่างชาติในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    อย่างไรก็ตาม หากเดินหน้าตั้งนายกฯ และรัฐบาลใหม่ได้ทัน ควรเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและนักลงทุน พร้อมเร่งรัดการบริหารงบประมาณให้โปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล และใช้ทีมเศรษฐกิจที่มีประสบการณ์จริง ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น กลาง และยาว ที่ตอบโจทย์ภาวะโลกและเป็นที่ยอมรับในเวทีสากล

    เชียร์ยุบสภาได้รัฐบาลใหม่เร็ว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า กรณียุบสภาเลย อาจเป็นทางออกที่ดีที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็วขึ้น และสามารถวางแผนระยะยะยาวได้ ทั้งนี้รัฐบาลใหม่ควรตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ที่มีคนเก่งคนดีในกระทรวงสำคัญ พร้อมวางระบบ Dashboard และทีมที่ปรึกษาหลายเจเนอเรชัน

    “ระยะเวลาที่เหมาะสมของรัฐบาลควรจะอยูที่ 6-12 เดือนก่อนยุบสภา เพื่อให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติ หากมีอายุ 4 เดือนอาจจะเกิดปัญหารัฐบาลและข้าราชการเกียร์ว่าง เสียเวลาประเทศ”

    ขณะที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อที่ควรผลักดันทันที ได้แก่

    1.แก้วิกฤตความขัดแย้งไทย-กัมพูชาให้เร็ว ผ่านทุกช่องทาง

    2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจตั้งแต่รากหญ้าถึงองค์กรใหญ่ ด้วยกองทุนเฉพาะด้าน

    3.ทบทวนการใช้งบประมาณ 157,000 ล้านบาท ให้คุ้มค่าสูงสุด

    4.ปราบคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดโดยเปิดให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ

    5.ดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่เมืองรอง พร้อมพัฒนาผู้ประกอบการ

    6.ส่งเสริมเศรษฐกิจยั่งยืน ดิจิทัล และสุขภาพ เพื่อแข่งในเวทีโลก

    และ 7.วางแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/637772&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22gmD-RR8hId6p2Hj2vDHt

  • “แนะnow” ซีซั่น 3 อนาคตสดใส” พาเด็กไทยค้นจุดแข็ง วางแผนอนาคตไม่หลงทาง

    “แนะnow” ซีซั่น 3 อนาคตสดใส” พาเด็กไทยค้นจุดแข็ง วางแผนอนาคตไม่หลงทาง

    วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.05 น.

    Tag :

     แนะnow มัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์แนะแนวเยาวชน โดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ และ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผนึกสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าสู่ปีที่ 3 กับ “แนะnow อนาคตสดใส” พัฒนาเครื่องมือแบบวัดใหม่ “แบบวัดแนะนาว” ที่มุ่งหวังให้เยาวชนได้รู้จักตนเองง่าย ๆ ผ่านข้อคำถามสถานการณ์ใกล้ตัวแบ่งเป็น 4 บ้านพรสวรรค์ ด้วยการผสมผสานเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ของแกลลัพ ประเทศไทย กับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ฉบับภาษาไทย พร้อมต่อยอดกิจกรรมร่วมโครงการ “Fine my Future ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ลงพื้นที่แนะแนวเชิงลึกทั่วประเทศ ดึง “ครูพี่บิม–รุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม” พิธีกรรายการแนะnow และเป็นโค้ชจุดแข็ง Gallup Certified กลับมาเป็นผู้นำการแนะแนวอีกครั้งในภารกิจพาเด็กไทยวางแผนอนาคตได้อย่างไม่หลงทาง

    นางสาวกรกมล จึงสำราญ ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา สำนักมาตรฐานการศึกษา และพัฒนาการเรียนรู้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันจะเปิดโอกาสให้เลือกเรียนได้หลากหลายรูปแบบและวิธีการ แต่ในความเป็นจริง หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 เด็กจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หลายคนเลือกออกไปประกอบอาชีพ หรือหยุดเรียนโดยไม่มีแผนรองรับ หรือแม้กระทั่งเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ในอนาคตทำงานในสิ่งที่ไม่ใช่ แล้วต้องมาเริ่มใหม่ในเวลาที่อาจจะสายเกินไป หรือสิ่งที่เรียนไม่สัมพันธ์กับ Lifestyle ของตัวเอง ซึ่งปัญหาสำคัญหนึ่งที่เด็กไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญคือ – การไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง ไม่รู้ว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งหรือศักยภาพด้านใด จนนำไปสู่การขาดความมั่นใจในการวางแผนอนาคต

     จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้หลายหน่วยงานในแวดวงการศึกษา ได้เริ่มให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เด็กได้ ‘รู้จักตัวเอง’ เพื่อสร้างพื้นฐานที่มั่นคงในการวางแผนการเรียนและเส้นทางอาชีพ โดยในปีนี้ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ บริษัท ทูแฮนส์ จำกัด ผู้ผลิตมัลติแพลตฟอร์มคอนเทนต์ แนะnow ผนึกกำลังสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ สถานี ThaiPBS- ALTV ช่อง 4 ทีวีเรียนสนุก ต่อยอดโครงการ แนะnow ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 พร้อมขยายขอบเขตการดำเนินงานควบคู่กับโครงการ “Pilot Project: Fine my Future – ตามหาอนาคตที่ดี ไม่มีพื้นที่จำกัด” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมวิจัยและพัฒนาแพลตฟอร์มแนะแนว (Coaching) ของประเทศ ที่มุ่งวางรากฐานสำคัญด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในระยะยาว

    ด้าน นางสาวรุสนันท์ ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม หรือ “ครูพี่บิม” พิธีกรรายการ แนะnow และ Gallup Certified Strengths Coach หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาโครงการ กล่าวว่า โครงการ แนะnow เริ่มต้นขึ้นจากการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ช่วยให้เด็กสามารถเข้าใจตัวเอง วิเคราะห์พรสวรรค์และศักยภาพของตน และใช้ข้อมูลนั้นวางแผนเส้นทางการเรียนต่อ หรืออาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยในปีที่ 1 และ 2 โครงการฯ ใช้เครื่องมือ Clifton StrengthsFinder ที่แม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ทำให้ในปีที่ 3 แนะnow ได้พัฒนาแบบวัดขึ้นมาใหม่ โดยนำเครื่องมือทั้ง 2 ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล มาให้เยาวชนไทยใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งพัฒนาเป็นสื่อออนไลน์ภาษาไทยเพื่อให้เข้าถึงเยาวชนได้ในวงกว้างขึ้น

    โครงการ แนะnow ปีที่ 3 Inclusion Series ได้นำเครื่องมือช่วยค้นหาจุดแข็ง Clifton StrengthsFinder ที่แบ่งกลุ่มพรสวรรค์ ออกเป็น 4 ธีม ได้แก่ Strategic Thinking (การคิดเชิงกลยุทธ์) Relationship Building (การสร้างความสัมพันธ์) Influencing (การโน้มน้าว) และ Executing (การปฏิบัติการ) ผสมผสานกับแบบวัดบุคลิกภาพ เพื่อค้นหาแนวทางอาชีพที่เหมาะสม ของ Holland Codes (RIASEC) ที่ใช้แบ่งลักษณะให้เด็กเข้าใจตัวเองออกเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ Realistic – คนลงมือทำจริง, Investigative – นักคิด, Artistic – นักสร้างสรรค์, Social – ผู้ช่วยเหลือ, Enterprising – นักโน้มน้าว และ Conventional – นักจัดการ ซึ่งแบบวัดนี้ จะช่วยให้เด็กมองเห็นภาพรวมของบุคลิกและความถนัดของตนเองได้อย่างชัดเจน อีกทั้งนอกจากพัฒนาสื่อรูปแบบออนไลน์แล้ว แนะnow ยังมีการผลิตสื่อโทรทัศน์และคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบ เพื่อขยายผลและสร้างความเข้าใจในแนวโน้มอาชีพแห่งอนาคตให้มากยิ่งขึ้น

    ในปี 2568 นี้ โครงการ แนะnow ยังได้ร่วมมือกับสำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ กลุ่มพัฒนานโยบายด้านการมีส่วนร่วมและการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ตลอดจนภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อดำเนินโครงการ Fine my Future ในโรงเรียนพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครฯ ปริมณฑล และพื้นที่นำร่องในจังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี กาญจนบุรี และขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักรู้เกี่ยวกับโลกการทำงาน อาชีพ และชีวิตในยุคใหม่ให้แก่เยาวชนไทยทุกภูมิภาค

    “การเดินหน้าของแนะnow ในปีนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตสื่อเพื่อการแนะแนวเท่านั้น แต่ยังมุ่งขยายบทบาทไปสู่พื้นที่จริง ผ่านกิจกรรมและเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้เด็กสามารถค้นหาตัวเอง และวางแผนเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นใจ เพราะในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอาชีพที่หลากหลาย ความสำเร็จของเด็กไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรียนสายอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีข้อมูลและความเข้าใจมากพอ ที่จะ ‘เลือก’ เส้นทางของตัวเองได้หรือไม่

    “แนะnow เชื่อว่า หากเด็กคนหนึ่งค้นพบจุดแข็งของตัวเองอย่างชัดเจน และได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม โครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาเดินไปสู่เป้าหมายได้อย่างมั่นคง โดยไม่หลงทาง” นางสาวรุสนันท์ หรือ “ครูพี่บิม” กล่าวทิ้งท้าย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/911433&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WMR0QJggAqnvp2Zuca4_u

  • รมว.ศธ. “นฤมล” สั่งเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม น้ำท่วมหนัก ย้ำ เด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. “นฤมล” สั่งเร่งฟื้นฟูโรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน จ.แม่ฮ่องสอน หลังเจอพายุคาจิกิถล่ม น้ำท่วมหนัก ย้ำ เด็กจะต้องได้กลับมาเรียนเร็วที่สุด – กระทรวงศึกษาธิการ

    1 กันยายน 2568 – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตนได้รับการประสานจากนายปกรณ์ จีนาคำ ส.ส.แม่ฮ่องสอน พรรคกล้าธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุคาจิกิ ส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำเพียงดิน ตำบลผาบ่อง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ถูกน้ำท่วมฉับพลัน เส้นทางเข้าออกถูกตัดขาด ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต่างประสบความลำบาก ขณะเดียวกันอุปกรณ์การเรียนการสอนภายในโรงเรียนก็ได้รับความเสียหายจำนวนมาก

    รมว.ศธ. กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เข้าพื้นที่เพื่อดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมจัดทีมจากศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix It Center) เข้าไปตรวจสอบระบบไฟฟ้า ซ่อมแซมอุปกรณ์การเรียน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

    “กระทรวงศึกษาธิการจะเร่งฟื้นฟูโรงเรียนให้กลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็วที่สุด เพื่อให้เด็ก ๆ กลับมาเรียนหนังสือได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะเร่งสรุปและประเมินความเสียหายทั้งหมดเพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณเยียวยาต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

    พบพร ผดุงพล / กราฟิก
    ประชาสัมพันธ์ สร.ศธ. / ภาพ , ข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/baannampiangdin/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eBm4mNwqGBMRWVRZl5BwD

  • อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    Home / PR NEWS / อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา นำทีมชวนเที่ยวตากรับพลังบวก เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต

    อาจารย์คฑา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดทริปพิเศษ 3 วัน 2 คืน ยกระดับจิตเพิ่มพลังใจ ให้พลังชีวิตและชุมชน โดย อาจารย์คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์ เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รับหน้าที่ พาพันธมิตร สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว เติมพลังบุญ เพิ่มทุนชีวิต และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว ในปี 2568-2569

    ท่องเที่ยว

    โดย นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวสำนักงานตาก กล่าวถึง ทริปนี้ว่า เป็นการนำเสนอเส้นทางสายศรัทธา วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ ที่เป็นอัตลักษณ์ ของเมืองตาก และ อ.แม่สอด จ.ตาก ที่น่าค้นหา น่าสัมผัส จากการหลอมหลวม การดำเนินชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมของชาวไทย ชาวไทยใหญ่ ที่อยู่ร่วมกันมายาวนาน การถวายผ้าห่มพระธาตุ การถวายเทียนพรรษา การทำตุงค่าคิง ตุงไส้หมู การรดน้ำขอพรเทวดาประจำวันเกิด การทอผ้า ผ้าพิมพ์ลายจากธรรมชาติ ไปถึงอาหารการกิน เช่น ยำปู่ย่า ขนมว๊อง และ อ.บ้านตาก ยังเป็นที่ตั้งของ พระบรมธาตุตาก ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์ชเวกากอง เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีมะเมียอีกด้วย จึงอยากเชิญชวน ชาวไทยทั่วประเทศ มารับสิริมงคล และท่องเที่ยว จ.ตาก กันค่ะ

    ทริปสายมู

    เปิดทริปบุญสายศรัทธา เที่ยวเมืองตาก กับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ร่วมกับ อาจารย์คฑา ชินบัญชร ในทริป “มหาเศรษฐีปีมะเส็ง เฮงยืนหนึ่งรับปีมะเมีย“ ทริปสายมูสุดปัง เสริมพลังชีวิต และพันธมิตรร่วมโครงการ พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ Max Solution Max Card , ผู้บริหาร CP Land, ฟอร์จูนกรุ๊ป ,โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ Sixt , X Peng , สื่อมวลชน และนักท่องเที่ยว โดยมี อาจารย์คฑา ชินบัญชร เป็นผู้นำสายบุญในทริปนี้

    รำ

    วันที่ 18 สิงหาคม 2568

    เริ่มต้นมื้อเช้าที่ห้องอาหาร “One Ratchada” โรงแรมอวานี รัชดา แล้วออกเดินทางสู่จังหวัดตาก

    ตาก

    เมื่อถึงจังหวัดตาก นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก, นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก และ นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง

    ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    -เริ่มต้นความปังด้วยการเข้าสักการะ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ศาลคู่บ้านคู่เมืองตาก ซึ่งตั้งอยู่ อำเภอเมือง จังหวัดตาก เป็นที่แรก ความสำคัญของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งนี้ คือเป็นศาลพระเจ้าตากสินมหาราชที่อยู่คู่กับจังหวัดตากมามากกว่า 70ปี เมืองที่พระเจ้าตากเคยครองในตำแหน่งพระยาตาก เมื่อครั้งก่อนกรุงศรีฯแตก ด้วยการรำลึกถึงวีรกรรมอันหาญกล้า จึงมีผู้ศรัทธามากราบไหว้ขอพรแล้ว เกิดสัมฤทธิ์ผลเป็นจำนวนมาก จึงทำให้มีคนมากราบไหว้กันอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งรอบบริเวณศาลยังมีวิวทิวทัศน์ที่เห็นถึงความสวยงามของภูเขาอันยิ่งใหญ่ สวยงาม ทรงพลัง จนได้รับได้ขนานนามว่า ”ฟูจิเมืองตาก“ เหมาะกับการมาท่องเที่ยวและกราบขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลในวันแรกที่มาถึงเมืองตากเป็นอย่างยิ่ง หลังจากนั้น เดินชมวิวชมแสงอาทิตย์ตกยามเย็น ที่สะพานสะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี สะพานแขวนที่มีนักท่องเที่ยวและ ชาวบ้านท้องถิ่น เดินชมวิว ออกกำลังกายรับอากาศ และพลังบวกดีดีในยามเย็น

    ท่องเที่ยว
    วัดพระบรมธาตุ

    เช้าวันที่สอง 19 สิงหาคม 2568

    -เดินทางไปยังวัดพระบรมธาตุ อำเภอบ้านตาก เพื่อกราบสักการะพระบรมธาตุเจดีย์ เข้าร่วมพิธีห่มผ้าพระธาตุ โดยมี นายประเดิม เดชายนต์บัญชา รองผู้ว่าราชการ จังหวัดตาก นางสาวธมลวรรณ เจริญวงศ์พิสิฐ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตาก,ข้าราชการ, ดร.คฑา ชินบัญชร, สื่อมวลชน และผู้ร่วมเดินทาง ร่วมเดินประทักษิณเวียนรอบพระบรมธาตุเจดีย์ 3 รอบ หลังจากนั้นนำผ้าเข้าห่มองค์พระธาตุเพื่อเป็นการสักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อความเฮงสำหรับผู้ร่วมทริปนี้ทุกคน และสำหรับคนที่เกิดปีมะเมีย และในปีหน้า ปีมะเมียที่จะมาถึงนี้ ด้วยพระบรมธาตุเจดีย์ ณ วัดพระบรมธาตุแห่งนี้ เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีมะเมีย มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นวัดเก่าแก่ ในวัดมีพระเจ้าทันใจ พระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นที่นับถืออย่างมากของชาวจังหวัดตากด้วย ใครได้มากราบขอพร รับรองต้องปังกลับไปแน่นอน

    ห่มผ้า

    เดินทางไปต่อ ณ วัดศรีพรเพ็ญมาตยาราม วัดที่สร้างในรูปแบบสถาปัตยกรรมย้อนยุค สมัยรัชกาลที่5 และรัชกาลที่6 เป็นวัดที่มีความสวยคลาสสิค เพื่อไปขอพร ท้าวเวสสุวรรณ สวดบารมี 30 ทัศน์ นำสวดโดย ดร.คฑา ชินบัญชร ร่วมตั้งจิตตั้งใจระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อความเป็นมงคลต่อชีวิต

    วัด

    เดินทางต่อ ณ วัดไทยวัฒนาราม วัดสวยเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี ศูนย์รวมใจของชาวไทย ไทยใหญ่ พม่า มอญ ที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว วัดไทยวัฒนาราม วัดไทยใหญ่เก่าแก่ที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า มีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรงดงาม และเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมหามุนีจำลอง“ จำลองจากองค์จริงที่ประเทศเมียนมา โดดเด่นด้วยวิหารสีทอง รูปปั้นหงส์ทอง และพระเจดีย์โกนาวิน ซึ่งเป็นเจดีย์ที่ได้รับศิลปะมาจากเจดีย์ชเวดากอง ประเทศเมียนมา

    พระนอนตาหวาน

    นำคณะผู้เดินทางเข้าร่วมทำพิธีรดน้ำ พระพุทธรูป เทวดา และสัตว์ประจำวันเกิด สวดเทวดาเสวยอายุ เสร็จพิธีแบบอิ่มเอมบุญกันถ้วนหน้า

    ชุมชน

    เช้าวันที่3 ออกเดินทางสู่ ชุมชนแม่กาษา “ฮักนะแม่กาษา” ชุมชนต้องเที่ยว วิถีชุมชนการท่องเที่ยวเพื่อการเกษตร อบอุ่นด้วยการต้อนรับจากชาวบ้านแม่กาษา เริ่มต้นพิธีมัดมือรับพรจากผู้สูงอายุ ต่อด้วยสนุกกับกิจกรรมพื้นบ้านชุมชน ดูสาธิต วิธีทำ และชิมขนมว้อง ขนมโบราณประจำชุมชน ร่วมชมการ ทอผ้า เรียนรู้เสน่ห์งานคราฟ์ด้วยการร่วมกิจกรรมพิมพ์ลายผ้าด้วยใบไม้ เข้าชมงานฝีมือ ไม้กวาด, กระเป๋าผ้า,ย่ามสะพาย ของที่ระลึกต่างๆที่เป็นผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาชาวบ้านที่ยังร่วมกันอนุรักษ์ สืบสานให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดเป็นประเพณีต่อๆกันไป
    หลังจากนั้นรับประทานอาหารพื้นเมือง

    ฮักนะแม่กาษา

    จบทริป สุดปังเสริมพลังชีวิต ได้ทั้งพลังบุญและพลังใจ พลังแห่งความสุขใจ ทั้งคณะเดินทางกลับกรุงเทพโดยสวัสดิภาพ

    มีโอกาสต้องกลับมารับพลังบวกจัดเต็ม ที่ จ.ตาก บ่อยๆ เมืองตากอยากมาบ่อยๆครับผม

    ดวงตาสวรรค์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/396093.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ltnjfxeA78tiqBcKG-ndI

  • เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    เปิดพิมพ์เขียวสงขลา! อบจ.จัดเวทีใหญ่รับฟังความเห็นพลิกโฉม 3 โปรเจกต์ยักษ์

    วันอังคาร ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.00 น.

    องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา (อบจ.) จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อขับเคลื่อน 3 โครงการพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ หวังยกระดับสงขลาให้เป็นเมืองต้นแบบด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายใน 4 ปี

    วันที่ 2 กันยายน 2568 ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ แอนด์ สปา สงขลา นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา เป็นประธานเปิดการประชุม ซึ่งมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้บริหาร สมาชิกสภา อบจ. และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมและแสดงความคิดเห็นต่อโครงการสำคัญของจังหวัด ทั้ง โครงการพลิกโฉมอควาเรียมหอยสังข์ โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนสายหลัก และ โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการขนส่งในพื้นที่แปลงโคกไร่

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย ทั้งข้อเสนอแนะในการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และแนวทางการส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ได้รวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งหมดเพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานและกำหนดแนวทางการดำเนินงานต่อไป

    นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายก อบจ.สงขลา กล่าวว่า โครงการทั้ง 3 เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายหลักในการยกระดับสงขลาให้เป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการคมนาคมขนส่ง โดยยืนยันว่าได้มีการทำประชาคมเพื่อสอบถามความเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแล้ว พร้อมทั้งเตรียมงบประมาณสำหรับการสำรวจและออกแบบไว้ในปี 2569

    ขณะนี้ โครงการอยู่ระหว่างการรอส่งมอบพื้นที่จากกรมธนารักษ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จากนั้นจะเดินหน้าโครงการอย่างเป็นรูปธรรมทันที ส่วนแหล่งงบประมาณมีการวางไว้ 2 แนวทาง คือการเปิดให้ภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุน หรือการใช้งบประมาณจากรัฐบาลกลางและ อบจ.สมทบ โดยคาดหวังว่าโครงการทั้งหมดจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็น “แลนด์มาร์กสำคัญ” ที่ทำให้ประชาชนมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของสงขลาได้อย่างชัดเจนภายใน 4 ปี ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911458&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WuF6hUkSckdxuoeQAmC4d