Blog

  • CU SiHub จัดอบรมแนวทางพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างยั่งยืน

    CU SiHub จัดอบรมแนวทางพัฒนานวัตกรรมทางสังคมอย่างยั่งยืน

    Skip to content

              ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Innovation Hub) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การประเมินผลกระทบทางสังคมที่เชื่อมโยงกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Return on Investment: SROI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ ห้องประชุม M4 ชั้น 23 โรงแรม Centara Grand at Central World 

               รศ.ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดี จุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงานและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม หรือ Social Return on Investment (SROI) ให้แก่อาจารย์และนักวิจัยของจุฬาฯ ได้เรียนรู้กระบวนการและสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินผลกระทบงานวิจัยทางสังคมได้อย่างเป็นระบบ รวมถึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของประชาคมโลก

              การอบรมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “การประเมินผลกระทบทางสังคมที่เชื่อมโยงกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน” จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในทางการสร้างเครื่องมือการประเมินผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Return on Investment: SROI) ของโครงการวิจัยที่ได้รับทุนนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Innovation Hub) ประจำปีงบประมาณ 2568 โดยได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ศรเนตร อารีโสภณพิเชฐ คณะครุศาสตร์ และ ผศ.ดร.ฐิติรัตน์ ปั้นบำรุงกิจ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันเอเชียศึกษา บรรยายให้ความรู้และสร้างความเข้าใจในหัวข้อที่เกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรมทางสังคม ได้แก่ การประเมินผลกระทบทางสังคมกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ขั้นตอนการประเมินผลกระทบทางสังคมตามแนวทาง 3I3S (Triple I & Triple S) และการออกแบบเส้นทางผลกระทบ (Impact pathway) ให้สอดคล้องกับ SDGs รวมถึงกิจกรรมฝึกพัฒนาเส้นทางผลกระทบโครงการวิจัย (Impact pathway workshops)

    (ข้อมูลจากสำนักบริหารวิจัย จุฬาฯ)

    จุฬาฯ เป็นที่ที่เราได้มาพบตัวเองจริงๆ และเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุด

    คุณรสสุคนธ์ กองเกตุ (ครูเงาะ) นิสิตเก่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/258127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cYZhBBCrMBXehvtTtjLpS

  • รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ

    รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ

    รัฐบาลสนับสนุนนักวิจัยไทยสกัดสารไมทราไจนีนในใบกระท่อม ทำสเปรย์ลดปวดต้านอักเสบ


    3/09/2568 | 118 |

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบันการแพทย์ที่รักษาอาการปวดที่ค่อนข้างรุนแรงและรุนแรงมากของผู้ป่วยจะใช้ยามอร์ฟีนเพื่อรักษา และยาจัดอยู่ในกลุ่มยาแก้ปวดชนิดเสพติด (Narcotic Analgesics) รัฐบาลโดย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาสารสกัดใบกระท่อมออกมาในรูปแบบน้ำ ทำออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สเปรย์ใบกระท่อม แทนการรับประทานในรูปแบบยาเม็ดหรือแคปซูล ซึ่งเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านร่วมกับเทคโนโลยีของกรมวิทย์ เพื่อช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อ โดยที่ผ่านมาได้มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง และทำในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีประสิทธิภาพ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมศึกษาในมนุษย์เรื่องความระคายเคือง และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปี 2569 เป็นต้นไป 
     
    นอกจากนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังประสบความสำเร็จในการศึกษาวิจัย จนสามารถสกัดสารไมทราไจนีน (Mitragynine) ในใบกระท่อมได้ในปริมาณสูงกว่าธรรมชาติเฉลี่ย 2 เปอร์เซ็นต์ โดยสามารถสกัดได้ตั้งแต่ 10 เปอร์เซ็นต์ จนสกัดได้ความบริสุทธิ์สูงถึง 50-60 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้ง ล่าสุดกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยังร่วมกับสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ สกัดสารไมทราไจนีน จนได้สารบริสุทธิ์สูงถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์  พร้อมทั้งจัดทำเป็นสารละลายมาตรฐานความเข้มข้น 1.0501 mg/ml ภายใต้มาตรฐาน ISO 17034 เพื่อใช้ในการควบคุมมาตรฐานตัวผลิตภัณฑ์ที่จะนำไปผลิต เช่น ผลิตภัณฑ์ลดอาการปวด เป็นต้น
     
    “รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการวิจัยพืชสมุนไพรไทยในทุกมิติ ทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย การรักษา และการสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะใบกระท่อม ซึ่งเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้จริงทางการแพทย์ ในด้านการรักษาอาการปวด ให้ได้มาตรการควบคุมความปลอดภัย พร้อมผลักดันให้เกิดความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาวิจัยพัฒนาต่อยอดกระท่อมเป็นยากิน เพื่อนำมาทดแทนมอร์ฟีน สำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อไป” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

    ที่มา : รัฐบาลไทย


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420350&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OtY2un-qM7Uz4Dxo6RYPC

  • STECH เดินหน้าสานต่อ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 มอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    STECH เดินหน้าสานต่อ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 มอบทุนการศึกษาบุตรพนักงาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ STECH นำโดย นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายเจษฎ์กรณ์ มงคลศรีสวัสดิ กรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย ร่วมมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรพนักงานทุกสาขาทั่วประเทศ จำนวน 37 ทุน รวมมูลค่า 97,000 บาท ภายใต้ “โครงการปันน้ำใจ” ครั้งที่ 83 ประจำปี 2568

    การมอบทุนในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือบุตรพนักงานที่มีผลการเรียนดีเด่นแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่นักเรียน รวมถึงช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดย STECH เชื่อมั่นว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ขอแสดงความชื่นชมยินดี และขอให้คงความตั้งใจพากเพียรให้ก้าวหน้า ทางการศึกษาสืบไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/03/575155/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W50U-_UtkjVAuO__XLyJp

  • เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    เศรษฐกิจยังปั่นป่วน! กกร. มองครึ่งปีหลังสุดอืดโตแค่ 1%

    กกร.เผยเศรษฐกิจโลกยังปั่นป่วน คงอัตราขยายตัว GDP อยู่ที่ 1.8-2.2% ลั่นแนวโน้นครึ่งปีหลังอืด ขยายตัวได้แค่ 1% พร้อมแนะรัฐปรับลด-ผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% และจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน

    3 ก.ย. 2568 – นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าเศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 เหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งนี้ กกร.ยังคงอัตราการเติบโตของ GDP ไทย ที่จะขยายตัวได้ที่ 1.8 – 2.2%

    โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% เนื่องจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวอยู่ที่ 2.0 – 3.0% และอัตราเงินเฟ้อปรับตัวจาก 0.5 – 1.0% มาอยู่ที่ 1% โดย กกร.มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    อย่างไรก็ตาม กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    “กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน”นายผยง กล่าว

    ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนก.ค. 2568 ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1. ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2. ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3. ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า และจากความร่วมมือดังกล่าว  ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ

    และมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2. การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855314/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_JlQODouq6xj3g2t6v_6o

  • กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    03 ก.ย. 2025 เวลา 13:39 น.

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย ‘ซึมยาว’ ชี้การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก จับมือภาครัฐ พัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” สู้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

    นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยมี นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมในการแถลงข่าว

    นายพยง กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐฯ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการรอผลตัดสินจากศาลสูงสุด ภายหลังศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ ตัดสินว่าการขึ้นอัตราภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ขัดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยกเลิกการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ ตั้งแต่ ปลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้การประมาณการเศรษฐกิจโลกสำหรับปีนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เศรษฐกิจไตรมาสที่สองขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสที่หนึ่ง ส่วนอัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสที่หนึ่ง และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน และภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท 

    คาดว่าปี 2568 GDP ไทยจะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% โดยครึ่งปีหลังเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% ปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบการเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชนในระยะข้างหน้า และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะโดนลงอันดับความน่าเชื่อถือสูงขึ้น

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    กกร. มีความกังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ชะลอตัว แต่กลับมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันยังขาดข้อมูลเชิงลึกเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบของธุรกรรมทองคำและคริปโตฯ

    รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่ไม่ผ่านช่องทางในระบบ ทำให้การเกินดุลการชำระเงินกว่าครึ่งไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน (Errors & Omissions) ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมทองคำต่อภาคเศรษฐกิจ (Real Sector) รวมถึงปรับปรุงและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อทำให้เกิดความสมดุลมากขึ้น เช่น พิจารณากลไกลงทุนต่างประเทศ ผ่านกองทุน Sovereign Wealth Fund 

    กกร. เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลดหรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

    กกร. มีความเห็นว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill , Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้อง กับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถ ลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

    จากที่ กกร. ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  ซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ 2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น

    และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า  

    จากความร่วมมือดังกล่าว ได้นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand – A Platform for Sustainable Policy Execution เป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืนเพื่อทุกคน ที่มุ่งเน้นการดำเนินนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง สร้างพลวัตใหม่เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดย  Reinvent Thailand จะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์ของทุกองค์กรแนวร่วม เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางและสร้างแนวร่วมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

    กกร. หวั่นเศรษฐกิจไทย 'ซึมยาว' การเมืองไร้เสถียรภาพฉุดรั้งประเทศหนัก

    โดย ภาคเอกชนจะร่วมเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน และอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อและส่งเสริมให้เกิดการเร่งปรับตัวและเรียงลำดับความสำคัญ แพลตฟอร์มนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ  แต่ทุกฝ่ายจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีการสร้างพื้นที่การมีส่วนร่วม ในการออกแบบนโยบาย การกลั่นกรองแนวทาง การขับเคลื่อนการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (Result Oriented) โดยเน้นการใช้ข้อมูล (Data-Driven) เพื่อให้ตอบโจทย์ปัญหาอย่างตรงจุด มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน พลิกฟื้นศักยภาพในการแข่งขัน

    Reinvent Thailand ถือเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง โดยจะเริ่มประสานเพื่อผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ได้แก่ 1) การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยบูรณาการทั้งระบบ เชื่อมโยงข้อมูล นำไปสู่การเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ 2) การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน เน้นการลงทุนในเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงานและการผลิตด้วยคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ในระดับสากล โดยมีมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เพื่อสร้างตลาด 

    ทั้งสองนโยบายเป็นเพียงตัวอย่างของแนวนโยบายที่สะท้อนวิธีคิดใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยจะขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ในอนาคต โดยแนวทางที่วางไว้ภายใต้แพลตฟอร์มนี้ให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของนโยบาย  สามารถใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล ในการวางนโยบายเศรษฐกิจเพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ เพิ่มทักษะ สร้างการจ้างงาน รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1las4Gf0_4evGpe5vo839r

  • ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ

    ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ

    ด่วน.!! รัฐบาลให้ บสย. ส่งมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่มีคลังค้ำ” กระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วย SMEs ซื้อรถกระบะ เป็นเครื่องมือทำมาหากินง่ายขึ้น


    3/09/2568 | 113 |

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน 2568 เวลา 08.15 น.  นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า  บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะเชิงพาณิชย์ ในการประกอบอาชีพและทำธุรกิจ ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ”  เบื้องต้นได้จัดเตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 1,000 ล้านบาท โดยเริ่มดำเนินการระยะแรก 500 ล้านบาท ต่อยอดจากมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะใหม่ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อให้การช่วยเหลือ SMEs ครอบคลุมทั้งการซื้อรถกระบะใหม่ และรถกระบะมือสอง มุ่งช่วย SMEs รายย่อย กลุ่มเกษตรกร และธุรกิจขนส่งขนาดเล็ก ที่อาจมีรายได้ไม่สม่ำเสมอ สามารถเข้าถึงสินเชื่อซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจากมาตรการนี้จะช่วย “ปลดล็อก” ธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างยั่งยืน ทั้งช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ซบเซาให้กลับมาคึกคัก ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในภาพรวม  

    ปัจจุบันตลาดรถกระบะมือสองมีมูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 38,000 คัน ซึ่งหดตัวลงต่อเนื่อง ประกอบกับราคารถกระบะมือสองที่ปรับลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลจากในปี 2566-2567 มีรถกระบะถูกยึดเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดและระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ อย่างไรก็ตาม ด้วยมาตรการดังกล่าวของ บสย. ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยชดเชยความเสี่ยง เพื่อจะสร้างความมั่นใจให้กับสถาบันการเงิน (ไฟแนนซ์) กล้าปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยคาดว่าจากมาตรการนี้ จะช่วยผู้ประกอบการ SMEs ที่ต้องการซื้อรถกระบะมือสองเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า 7,600 ราย ก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบกว่า 3,400  ล้านบาท รักษาการจ้างงานกว่า 153,000 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท 

    ปัจจุบันสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อรถกระบะมือสอง 60% เป็นกลุ่ม Non Bank ที่เหลืออีก 40% เป็นกลุ่มสถาบันการเงินและบริษัทในเครือ โดยจุดเด่นของมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” จะช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ด้วยสิทธิประโยชน์ ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก โดยรัฐบาล กระทรวงการคลังเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมค้ำประกันให้ และในส่วนปีที่ 4-7 คิดค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่ำเพียง 1.5% ต่อปี ของภาระค้ำประกันในแต่ละปี เช่นภาระสินเชื่อปีที่ 4 คงเหลือ 300,000 บาท SMEs จะจ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเพียง 4,500 บาทเท่านั้น พร้อมค้ำประกันนานสูงสุด 7 ปี หรือ 84 งวด วงเงินค้ำประกันสูงสุดถึง 800,000 บาทต่อราย สิ้นสุดรับคำขอค้ำประกันภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2568 

    “สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการ “กระบะ (มือสอง) พี่ มีคลังค้ำ” สามารถลงทะเบียนได้ที่ LINE OA : @tcgfirst พร้อมบริการตรวจสุขภาพทางการเงิน โดยจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงิน ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999” นางสาวศศิกานต์ กล่าว

    ที่มา : รัฐบาลไทย


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw353LS2V3NJPeRldBpxNc6y

  • ‘การ์ทเนอร์’ เจาะ ‘3 เทรนด์ไอที’ ยกระดับภารกิจ ‘ภาครัฐ’

    ‘การ์ทเนอร์’ เจาะ ‘3 เทรนด์ไอที’ ยกระดับภารกิจ ‘ภาครัฐ’

    “การ์ทเนอร์” เผย “3 แนวโน้ม” ทางเทคโนโลยีที่สำคัญซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกิจการภาครัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในปี 2568

    ดีน ลาเชก้า รองประธานนักวิเคราะห์ของ การ์ทเนอร์ กล่าวว่า เมื่อ AI ฝังเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ประชาชนต่างคาดหวังให้บริการของภาครัฐพัฒนาไปพร้อมกับนวัตกรรม และให้ประสบการณ์ที่เข้าถึงได้ง่าย มีความเป็นส่วนตัวและยืดหยุ่น

    ท่ามกลางความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นและความไม่มั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค รัฐบาลของหลายประเทศในแถบเอเชียแปซิฟิกต้องใช้แนวทางเชิงรุกแบบ Technology-Led Innovation โดยอาศัยพื้นฐานเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยและปรับขยายขนาดได้ เพื่อมอบผลลัพธ์ที่จับต้องได้แก่ภาคประชาชน รวมถึง AI

    ผู้บริหาร CIO ของรัฐบาล ควรพิจารณาแนวโน้มต่อไปนี้ว่าส่งผลกระทบต่อองค์กรของตนอย่างไร โดยใช้เป็นแนวทางตัดสินใจเรื่องการลงทุน การให้บริการ และพัฒนานวัตกรรมได้อย่างมีความรับผิดชอบ

    'การ์ทเนอร์' เจาะ '3 เทรนด์ไอที' ยกระดับภารกิจ ‘ภาครัฐ’

    เทรนด์ที่ 1: AI Agents สำหรับบริการและสนับสนุนประชาชนที่ปรับตามความต้องการเฉพาะอย่าง

    AI agents คือซอฟต์แวร์ที่ทำงานอัตโนมัติหรือกึ่งอัตโนมัติที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการรับข้อมูล ตัดสินใจ ดำเนินการ เพื่อบรรลุเป้าหมายในสภาพแวดล้อมดิจิทัลหรือทางกายภาพเพิ่มประสิทธิภาพการบริการของภาครัฐ

    สำหรับการนำไปใช้ในช่วงแรกจะเน้นไปที่การประมวลผลแอปพลิเคชันและสิทธิตามกฎหมายหรือนโยบาย เช่น การสร้างแอปพลิเคชันต่าง ๆ รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกกำลังสำรวจการใช้ AI Agents เพื่อตีความด้านกฎหมายและสร้างกรอบการกำกับดูแล

    การใช้งานและการทำงานสอดประสานของ AI Agents หลายตัวจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น เมื่อเทคโนโลยีมีความสมบูรณ์พร้อมและรัฐบาลมีความมั่นใจในการสร้าง ซื้อ และควบคุมมันมากขึ้น โดยความโปร่งใสและความไว้วางใจจากประชาชนจะเป็นตัวกำหนดการยอมรับในที่สุด ดังนั้นจึงสำคัญที่เราจะต้องสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน อยู่ในกรอบจริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อการนำระบบอัตโนมัติมาใช้ รวมถึงคำนึงถึงข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

    เทรนด์ที่ 2: ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Innovation Labs) และ Data Sandbox

    นวัตกรรมภายในองค์กรภาครัฐมักถูกจำกัดด้วยข้อมูลที่มีจำกัดและกฎหมายการจัดซื้อที่กำหนดวิธีการเชื่อมโยงกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี รัฐบาลต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกหลายแห่งกำลังสร้างห้องปฏิบัติการนวัตกรรมที่รวมถึงสภาพแวดล้อมข้อมูลที่ควบคุมได้หรือ “Sandbox” เพื่อสนับสนุนการริเริ่มนวัตกรรมที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ขณะเดียวกันก็ปกป้องข้อมูลภาครัฐ มีการใช้ข้อมูลสังเคราะห์เพื่อเสริมข้อมูลเปิด ในขณะที่ปกป้องข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคล

    ตัวอย่าง ห้องปฏิบัติการนวัตกรรมของการท่าเรือแห่งประเทศสิงคโปร์ (หรือ MPA) สำหรับใช้ทดสอบเทคโนโลยีต่างๆ และโครงการ Digital Identity Wallet Sandbox ของไต้หวัน หรืออย่างในออสเตรเลีย รัฐบาลกลางและรัฐต่าง ๆ ก็มีการดำเนินการอย่างแข็งขันในการสร้างและสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์นวัตกรรม ที่มักร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ 

    การ์ทเนอร์แนะนำให้ CIO ภาครัฐสร้างเหตุผลที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนในนวัตกรรม โดยการตรวจสอบผลลัพธ์สำคัญที่จะได้รับจากห้องปฏิบัติการ สิ่งนี้จะกำหนดว่าควรเป็นการลงทุนทั่วทั้งรัฐบาลหรือเน้นเฉพาะภารกิจของกรมหรือหน่วยงาน

    เทรนด์ที่ 3: การนำ AI มาใช้ขับเคลื่อนการกำกับดูแล

    เมื่อ AI ถูกนำไปใช้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์ของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสนับสนุนผลลัพธ์ภารกิจแพร่หลายมากขึ้น รัฐบาลต่าง ๆ กำลังเผชิญกับแรงกดดันในการสร้างกรอบการกำกับดูแล AI (AI Governance Frameworks) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยง ต้นทุน การควบคุมและคุณค่า การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2571 อย่างน้อย 80% ของรัฐบาลต่าง ๆ จะมีการตรวจสอบการนำ AI มาใช้ และมีการติดตามอย่างต่อเนื่องโดยองค์กรอิสระ

    รัฐบาลต้องมีการกำกับดูแลเทคโนโลยี AI เพื่อระบุและลดความเสี่ยง พร้อมรับประกันว่าจะทำงานสอดคล้องตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบและมาตรฐานการกำกับดูแล เมื่อรัฐบาลหลายแห่ง ในเอเชียแปซิฟิคเฝ้าติดตามเรื่อง Sovereign AI กรอบการป้องกันเหล่านี้จะรับประกันว่าการนำ AI ไปใช้ในอนาคตยังคงโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงได้

    เทรนด์เหล่านี้จะช่วยผู้นำองค์กรภาครัฐให้สามารถบริการประชาชนได้ชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมกำหนดแผนงาน AI ได้ทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/tech/gadget/1197136&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21tw6ZgafS4GEPRTDk9Vpz

  • IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 68 โต 4.8% : อินโฟเควสท์

    IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชาปี 68 โต 4.8% : อินโฟเควสท์

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประกาศปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของกัมพูชาปี 2568 เหลือ 4.8% จากคาดการณ์เดิมในเดือนม.ค.ที่ 5.8%

    IMF ระบุว่า เศรษฐกิจของกัมพูชาเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าระหว่างประเทศ และความตึงเครียดในภูมิภาค

    เคนอิจิโร คาชิวาเสะ หัวหน้าฝ่ายกัมพูชา แผนกเอเชียแปซิฟิกของ IMF เปิดเผยว่า เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตแข็งแกร่งในปี 2567 โดย GDP ที่แท้จริงขยายตัว 6% ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร รวมถึงการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว

    คาชิวาเสะระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อในช่วงต้นปี 2568 แต่คาดว่าอัตราการเติบโตจะชะลอลงเหลือ 4.8% เนื่องจากความตึงเครียดทางการค้าและข้อพิพาทชายแดนกับไทยแม้จะมีการหยุดยิง ได้ส่งผลกระทบต่อความต้องการจากต่างประเทศ การท่องเที่ยว และเงินโอนจากต่างประเทศ

    นอกจากนี้ IMF คาดว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ประมาณ 2.8% แต่ยังคงอยู่ในระดับควบคุมได้

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าเดินทาง การท่องเที่ยว เกษตรกรรม รวมถึงอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้กำหนดอัตราภาษี 19% ต่อสินค้านำเข้าทั้งหมดจากกัมพูชา เมื่อวันที่ 1 ส.ค.

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526752&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13PpdWzRgfvnbu-vJnmCy0

  • วว. จับมือ ปตท. พัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร…ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    วว. จับมือ ปตท. พัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร…ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    วว. จับมือ ปตท. พัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร…ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

    กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และ นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กรเพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” มีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี โดยมี ดร.จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. และ นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ บริษัท ปตท.ฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน โอกาสนี้ ดร.อาภากร สุปัญญา รองผู้ว่าการบริหาร ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม และคณะผู้บริหาร บุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 ณ บริษัท ปตท.ฯ สำนักงานใหญ่ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

    สำหรับวัตถุประสงค์ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงาน ประกอบด้วย 1) เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ศักยภาพและความเชี่ยวชาญในการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารองค์กร การดำเนินธุรกิจ และการให้บริการด้านต่าง ๆ แก่ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม 2) บูรณาการกิจกรรม โครงการ หรือแผนงาน เช่น การฝึกอบรม การจัดสัมมนา หรือกิจกรรมการเรียนรู้อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะของบุคลากร ให้มีความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ เพื่อตอบสนองการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ 3) ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ระหว่างผู้ประกอบการ นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และภาคีเครือข่ายอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนับสนุนซึ่งกันและกัน และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในระบบนิเวศที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืน และ 4) ร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนการถ่ายทอดความรู้ที่เกี่ยวข้อง ให้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือชุมชน เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์พลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ กล่าวว่า วว. มีความยินดียิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับ ปตท. รวมถึงได้รับถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่องในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการองค์กร การทำงานร่วมกันครั้งนี้สอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี ที่ยกระดับการบริหารจัดการให้มั่นใจว่าแผนการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการ จะนำไปสู่การปฏิบัติที่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดี ส่งเสริมความน่าเชื่อถือ และนำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ความร่วมมือนี้ได้สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม โดยสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จของ วว. เท่านั้น แต่ยังเป็นความสำเร็จของโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจตามนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจใหม่ๆ การจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนานวัตกรรมด้านสมุนไพรและเครื่องสำอาง การสนับสนุนชุมชนและ SMEs ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับทั้ง 2 หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ อีกทั้งยังส่งผลดีต่อการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

    นายวุฒิกร สติฐิต กล่าวว่า ปตท. มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ด้านการบริหารจัดการองค์กร รวมถึงให้การสนับสนุนการปรับปรุงการดาเนินงาน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ที่ดี ส่งเสริมความน่าเชื่อถือ และนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต จากความสำเร็จของ วว. ในปี 2567 ที่ผลการประเมินด้าน Core Business Enablers เพิ่มขึ้นถึง 3.80% แสดงให้เห็นว่าความร่วมมือนี้ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม เชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งเรื่องการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการ และการสนับสนุนชุมชน SMEs ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือนี้จะเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม ของประเทศให้เติบโตบนฐานนวัตกรรมอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953929&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iD5q48e4bLzqWvBzcQnw1

  • S

    S

    SKIN เติบโตแข็งแกร่ง รับกระแส T-Beauty มาแรง มูลค่าตลาดโต 13.3% โชว์ศักยภาพสกินแคร์แบรนด์ไทย ดันยอดขายแบรนด์ Skinsista และ Dermie โตต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว เดินหน้าต่อยอดโอกาสธุรกิจ แย้มเตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ช่วงครึ่งปีหลังนี้

    SKIN โตแกร่ง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว รับกระแส T-Beauty

    นายชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกิน ลาบอราทอรี่ จำกัด (มหาชน) หรือ SKIN ผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามแบรนด์ไทยที่เข้าใจผู้บริโภคยุคใหม่ เปิดเผยว่า จากกระแส T-Beauty ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือกใช้สกินแคร์และเครื่องสำอางที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวที่ผลิตในประเทศมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการผลักดันผลิตภัณฑ์ผ่านแบรนด์ Skinsista (สกินซิสต้า) และแบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ Dermie (เดอร์มี่) ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายที่ครอบคลุมมากขึ้นทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตได้ในเกณฑ์ดี SKIN โตแกร่ง แม้เศรษฐกิจชะลอตัว รับกระแส T-Beauty

    ทั้งนี้ ttb analytics ระบุมูลค่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ 13.3 % เมื่อเทียบกับปี 2567 ด้าน Statista เผยว่า ในปี 2568 ตลาด Beauty & Personal Care ในประเทศไทยจะมีมูลค่า 7.15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท

    จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตลาดสกินแคร์และเครื่องสำอางในประเทศยังคงเติบโตได้เป็นอย่างดี สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงความเชื่อมั่นใน T-Beauty ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากทุกแบรนด์ได้รับอานิสงค์การเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถือเป็นโอกาสสำคัญในการเติบโตของทั้งแบรนด์ Skinsista และ Dermie ผ่านการออกผลิตภัณฑ์ใหม่สอดคล้องกับเทรนด์ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ไขปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด ควบคู่ไปกับการบำรุงผิวไปด้วย

    “ภายใต้กระแส T-Beauty ที่ปลุกกระแสให้ผู้บริโภคหันมาใช้แบรนด์ไทยกันมากขึ้น SKIN ได้ต่อยอดโอกาสนี้อย่างเต็มที่ ผ่านแผนการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุม และขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ Skinsista และ Dermie มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุก Segment โดยในครึ่งปีหลังบริษัทตั้งเป้าจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่อีกไม่ต่ำกว่า 10 SKU ทั้งในกลุ่มสกินแคร์และเครื่องสำอาง เพื่อสร้างความหลากหลายและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผู้บริโภค นำพาบริษัทไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน”

    SKIN มีรายได้จาก 5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ จากแบรนด์ Skinsista และ Dermie คือ

    • เซรั่มบำรุงผิวหน้า
    • ครีมกันแดด
    • ครีมบำรุงผิวหน้า
    • ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า
    • ผลิตภัณฑ์อื่นๆ อาทิ เครื่องสำอาง

    โดยมีแผนเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 44 ล้านหุ้น เข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโต และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับบริษัทในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iexefrsbboyeh842lf2vchryeoy5aji1&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3N5idXJApy7FnA7Ic2MNfR