Blog

  • พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2025 วางแผนก่อนใคร ใบไม้แดงพร้อมรอ

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี 2025 วางแผนก่อนใคร ใบไม้แดงพร้อมรอ

              พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 กับวิวสุดงามของฤดูใบไม้ร่วง สีสันสดใสจากเหนือจรดใต้ พร้อมแนะนำช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมธรรมชาติสุดอลังการ

              ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาที่สวยงามที่สุดแห่งปี เมื่อใบไม้เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง ส้ม และทองทั่วภูมิประเทศ ทั้งภูเขา สวน และวัดต่าง ๆ กลายเป็นภาพวิวที่น่าประทับใจและโรแมนติก เหมาะสำหรับทั้งการเดินทางพักผ่อน ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และถ่ายภาพสวย ๆ หากใครกำลังมองหาประสบการณ์ท่องเที่ยวสุดพิเศษ ญี่ปุ่นในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี 2025 คือจุดหมายที่ไม่ควรพลาด

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 กำหนดการ

              เว็บไซต์ Japan Meteorological Corporation (JMC) ได้แจ้งเกี่ยวกับพยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 เป็นครั้งแรก ครอบคลุมตั้งแต่ ฮอกไกโดทางเหนือจนถึงคาโกชิมะทางใต้ โดยคาดการณ์ช่วงเวลาที่ใบไม้แดงและใบแปะก๊วยเหลืองสวยที่สุด ประมาณ 700 จุดชมวิวทั่วประเทศ

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    ภาพจาก : เว็บไซต์ n-kishou.com

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    ภาพจาก : เว็บไซต์ n-kishou.com

    ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 คาดการณ์

              ในปี 2025 ญี่ปุ่นมีอากาศร้อนต่อเนื่อง ทำให้ใบไม้เปลี่ยนสีช้ากว่าค่าเฉลี่ย โดยเฉพาะพื้นที่ทางเหนือ เช่น ซัปโปโรและนากาโน่ช้ากว่าปกติประมาณ 10 วัน ส่วนโตเกียวและโอซาก้าช้าเล็กน้อยใกล้เคียงค่าเฉลี่ย ฟุกุโอก้าช้ากว่าปกติประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรเผื่อช่วงเวลาไว้บ้าง เพื่อไม่พลาดชมวิวสวย ๆ

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    ใบไม้เปลี่ยนสีญี่ปุ่น เมืองไหนดี

              ถ้าจะไปชมใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น มีหลายเมืองยอดนิยมที่สวยและมีจุดชมวิวโดดเด่น แนะนำตามภูมิภาคดังนี้

    ภาคเหนือ (Hokkaido / Tohoku)

    • ซัปโปโร (ฮอกไกโด) ใบไม้แดงเริ่มประมาณ ต้นพฤศจิกายน วิวภูเขาและสวนสาธารณะสวยงาม

    • อาโอโมริ มีทั้งป่าและทะเลสาบ เหมาะสำหรับถ่ายรูปวิวธรรมชาติ

    • เซนได (มิยากิ) ใบไม้เริ่มเปลี่ยนช่วงปลายพฤศจิกายน มีสวนและวัดเก่าแก่ให้เที่ยว

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025

    ภาคกลาง (Kanto / Chubu)

    • โตเกียว มีสวนใหญ่หลายแห่ง เช่น Shinjuku Gyoen, Rikugien เหมาะทั้งเดินเล่นและถ่ายรูป

    • คานาซาว่า สวน Kenrokuen สวยที่สุดช่วงใบไม้เปลี่ยนสี

    • นากาโน่ ใกล้ภูเขาและออนเซ็น ดูใบไม้แดงพร้อมแช่ออนเซ็นได้

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น โตเกียว

    ภาพจาก : Patryk Kosmider / shutterstock.com

    ภาคตะวันตก (Kansai)

    • เกียวโต วัดดัง ๆ เช่น Kiyomizu-dera, Eikando ใบไม้แดงงดงาม

    • โอซาก้า ปราสาทโอซาก้าและสวนสาธารณะเหมาะสำหรับถ่ายรูปใบไม้แดง

    • นารา ใบไม้เปลี่ยนสีพร้อมกวางน้อย ทำให้บรรยากาศโรแมนติก

    ภาคใต้ (Kyushu)

    • ฟุกุโอกะ ใบไม้เริ่มเปลี่ยนประมาณ ต้นธันวาคม ชมสวนและวัดในเมือง

    • คาโกชิม่า เหมาะสำหรับคนที่อยากเที่ยวเมืองใต้พร้อมชมธรรมชาติและภูเขาไฟ

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น คิวชู

    ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 เที่ยวช่วงไหนดี

              ใบไม้เริ่มเปลี่ยนจาก ภาคเหนือ (ฮอกไกโด) ไปยังภาคใต้ (คิวชู) และจากพื้นที่สูง ไปสู่ที่ต่ำ ช่วงเวลาที่แนะนำสำหรับเมืองหลัก เช่น

    • ซัปโปโร : 7 พฤศจิกายน 

    • โตเกียว : 30 พฤศจิกายน

    • เกียวโต: 12 ธันวาคม

    • ฟุกุโอกะ : 9 ธันวาคม

    *** สามารถเผื่อ +/- 3 วันได้ เพราะสภาพอากาศสามารถเปลี่ยนแปลงทำให้ใบไม้แดงเร็วหรือช้าได้

    เลือกชมใบไม้แดงหรือใบแปะก๊วยเหลืองดี

              ทั้งสองแบบมีเสน่ห์ต่างกัน ใบไม้แดง (Maple Red) ให้ความงามอิ่มสีและโรแมนติก ส่วนใบแปะก๊วยเหลือง (Ginkgo Yellow) ให้บรรยากาศสดใส สบายตา หลายจุดสามารถชมพร้อมกันได้ เช่น โตเกียว เกียวโต และโอซาก้า ซึ่งทำให้ทริปหลากหลายและคุ้มค่ามากขึ้น

    ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น 2025 ข้อแนะนำ

    • เช็กพยากรณ์ระดับความสูง สำหรับภูเขา เช่น ใช้แอป Otenki Navigator / Autumn Foliage Navigator

    • เผื่อเวลาเดินทางและติดตามการเปลี่ยนสีแบบเรียลไทม์ เพราะแต่ละพื้นที่เริ่มเปลี่ยนไม่พร้อมกัน

    • เลือกจุดชมวิวยอดนิยมแต่ไม่หนาแน่น เช่น วัด สวน และเส้นทางเดินป่า เพื่อถ่ายภาพสวยและหลีกเลี่ยงคนเยอะ

    • พกเสื้อกันหนาว เพราะช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี อุณหภูมิอาจเย็นกว่าปกติโดยเฉพาะภาคเหนือและภูเขา

    พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น

              ปี 2025 เป็นโอกาสดีที่จะเที่ยวชมใบไม้เปลี่ยนสี ญี่ปุ่น โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้พยากรณ์จาก JMC เป็นแนวทาง วางแผนเส้นทาง และเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ทริปเต็มไปด้วยสีสันและความประทับใจ ^ ^
     

    หมายเหตุ : ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงกรุณาตรวจสอบอีกครั้ง

    บทความ ที่เที่ยวญี่ปุ่น ใบไม้เปลี่ยนสี อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view294721.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LAt_XRv1inyP-x0CFiN-4

  • 10 อันดับ “เมืองท่องเที่ยว-เมืองหลวง” สกปรกที่สุด ในปี 2025 ไทยติดกับเขาด้วย!?

    10 อันดับ “เมืองท่องเที่ยว-เมืองหลวง” สกปรกที่สุด ในปี 2025 ไทยติดกับเขาด้วย!?

    จัดอันดับ “เมืองสกปรก/มลพิษสูงสุด” ปี 2025 มีเมืองใหญ่ของไทยติดอันดับด้วย

    การจัดอันดับ “เมืองที่สกปรก/มลพิษสูงสุด” ประจำปี 2025 ที่โฟกัสกลุ่มเมืองท่องเที่ยวชื่อดังและเมืองหลวง มาจากหลายแหล่งข้อมูลสากลที่ใช้วิธีวิทยาเชิงวิทยาศาสตร์และสถิติ โดยเฉพาะข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ (AQI) และค่า PM2.5 นอกจากนี้ยังมีตัวชี้วัดด้านน้ำเสีย โครงสร้างพื้นฐานขยะ และความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัย ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความสะอาด-น่าอยู่อย่างรอบด้าน

    แหล่งข้อมูลหลักและใครเป็นผู้จัดอันดับ

    • IQAir: บริษัทเทคโนโลยีจากสวิตเซอร์แลนด์ ติดตามคุณภาพอากาศทั่วโลกผ่านเครือข่ายสถานีวัด จัดทำ World Air Quality Ranking อ้างอิงค่า PM2.5 แบบเรียลไทม์/ค่าเฉลี่ย
    • LawnStarter: งานวิจัยเชิงจัดอันดับ “เมืองสกปรก” (เน้นสหรัฐฯ) ใช้เมตริกหลากมิติ ทั้งอากาศ น้ำเสีย โครงสร้างพื้นฐานขยะ และความไม่พึงพอใจของผู้อยู่อาศัย อ้างอิงข้อมูลจากหน่วยงานรัฐ เช่น EPA, CDC, สำมะโนประชากร ฯลฯ
    • รายงานระดับภูมิภาค/หน่วยงานรัฐ: โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้ดัชนี AQI, ข้อมูลมลพิษจากภาครัฐ, ความเข้มข้น PM2.5/PM10, มลพิษจราจร และการปล่อยจากอุตสาหกรรม

    ปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณา

    • คุณภาพอากาศ (แกนหลัก)—ค่า PM2.5 และ PM10 เป็นตัวชี้วัดหลัก ค่าที่สูงขึ้นสะท้อนความเสี่ยงต่อสุขภาพมากขึ้น
    • แหล่งกำเนิดมลพิษ—ไอเสียยานพาหนะ อุตสาหกรรม ฝุ่นก่อสร้าง การเผาขยะ/ไร่ ใช้เชื้อฟอสซิล ฯลฯ รวมถึงก๊าซ NO2, SO2, CO
    • น้ำเสีย-ขยะ—ดัชนีการละเมิดมาตรฐานน้ำ โครงสร้างพื้นฐานการจัดการขยะที่ไม่ทั่วถึง ทำให้ภาพรวม “สกปรก” มากขึ้น
    • สภาพความเป็นอยู่/ความไม่พึงพอใจ—ความแออัด การอยู่ใกล้ถนนการจราจรหนาแน่น เสียงรบกวน และแบบสำรวจความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย
    • ผลกระทบต่อสุขภาพ—อัตราโรคทางเดินหายใจ หอบหืด และโรคที่เกี่ยวเนื่องกับมลพิษ ใช้เป็นตัวชี้วัดทางอ้อมในบางการจัดอันดับ

    หมายเหตุสำคัญในการใช้งานตัวเลข

    ค่า AQI และ PM2.5 ด้านล่างนี้อ้างอิงจากเนื้อหาต้นทางปี 2025 ที่ยกมาและอาจเป็นค่าเฉลี่ยโดยประมาณ/ช่วงค่าที่รายงานในแหล่งนั้นๆ ตัวเลขจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามฤดูกาล เวลา และตำแหน่งสถานีวัด

    Top 10 เมืองสกปรก/มลพิษสูงสุดปี 2025 (โฟกัสเมืองท่องเที่ยวและเมืองหลวง)

    อันดับ เมือง ประเทศ สถานะ AQI (โดยประมาณ) PM2.5 (µg/m³ โดยประมาณ) หมายเหตุด้านการท่องเที่ยว
    1 Cairo อียิปต์ เมืองหลวง ~160 ~68.4 มลพิษอากาศสูงมาก กระทบสุขภาพและทัศนวิสัย
    2 New Delhi อินเดีย เมืองหลวง ~169 ~108.3 ติดโผเมืองหลวงมลพิษสูงต่อเนื่องหลายปี
    3 Los Angeles สหรัฐฯ เมืองท่องเที่ยว ~116 ~41.5 นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เผชิญปัญหาโอโซน/ฝุ่น
    4 Hong Kong จีน (เขตปกครองพิเศษ) เมืองท่องเที่ยว ~83 ~26.5 ความหนาแน่นเมืองสูง อิทธิพลอุตสาหกรรมโดยรอบ
    5 Bangkok ไทย เมืองหลวง ~91 ~30.8 ฤดูกาลฝุ่น PM2.5 กระทบทั้งคนท้องถิ่น-นักท่องเที่ยว
    6 San Diego สหรัฐฯ เมืองท่องเที่ยว ~73 ~20.8 มีทั้งมลพิษอากาศ เสียง และคุณภาพน้ำบางพื้นที่
    7 Greater Noida อินเดีย มหานครรอบเดลี 160+ อุตสาหกรรม/ก่อสร้างเข้มข้น ฝุ่นสูง
    8 Noida อินเดีย มหานครรอบเดลี 150+ รูปแบบมลพิษใกล้เคียง Greater Noida
    9 Dubai สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมืองท่องเที่ยว/ธุรกิจ ~66 >17 ความกังวลเรื่องฝุ่น ลมทราย เสียง และคุณภาพน้ำ
    10 San Francisco สหรัฐฯ เมืองท่องเที่ยว ~82 ~25.9 ได้รับผลจากควันไฟป่าฤดูกาลและมลพิษจราจร

    สรุปภาพรวม

    • AQI/PM2.5 คือหัวใจของการจัดอันดับ เพราะเป็นตัวชี้วัดที่เปรียบเทียบได้ทั่วโลกและสะท้อนผลกระทบต่อสุขภาพโดยตรง
    • เมืองที่ติดอันดับจำนวนมากมี แหล่งกำเนิดฝุ่นจากจราจร อุตสาหกรรม ฝุ่นก่อสร้าง การเผาในที่โล่ง และเชื้อฟอสซิล
    • งานจัดอันดับเชิงองค์รวม (เช่น LawnStarter) ยังมองถึง น้ำเสีย-ขยะ-เสียง-ความเป็นอยู่ เพื่อวัด “ความสกปรก” ในชีวิตประจำวัน

    คำแนะนำสำหรับนักเดินทาง

    • ตรวจค่า AQI และ PM2.5 ก่อนเดินทาง และพกหน้ากากมาตรฐาน (เช่น N95) เมื่อค่าเกินเกณฑ์
    • วางแผนกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่คุณภาพอากาศดีขึ้น เลี่ยงชั่วโมงจราจรหนาแน่น
    • ผู้มีโรคทางเดินหายใจ/ภูมิแพ้ ควรปรึกษาแพทย์และพกยาประจำ

    เมธอดโลยี & ข้อจำกัดที่ควรทราบ

    แต่ละแหล่งใช้วิธีเก็บข้อมูลและให้น้ำหนักตัวแปรต่างกัน (เช่น บางรายงานโฟกัสเฉพาะอากาศ บางรายงานรวมโครงสร้างพื้นฐานขยะ/น้ำเสีย/เสียง) ทำให้ อันดับอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ เป้าหมายร่วมคือชี้ให้เห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในเมืองท่องเที่ยวและเมืองหลวง เพื่อผลักดันการแก้ไขเชิงนโยบายและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    แหล่งอ้างอิง

    1. IQAir
    2. IQAir
    3. IQAir
    4. LawnStarter
    5. Mental Floss
    6. SEAISI/Seasia.co
    7. IQAir (Thailand)
    8. Oizom
    9. AQI.in
    10. Travel Daily Media
    11. CNN
    12. The Indian Express
    13. IQAir (India)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9838790/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1boi7xMM9ZTXD0eEXQDFfK

  • ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    ท่องเที่ยว

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    03 ก.ย. 2025 เวลา 10:15 น.

    ททท. ชวนนักท่องเที่ยวสายศรัทธา มาทำบุญไหว้พระขอพระ และสัมผัสประสบการณ์ 9 สิ่งที่ ‘ห้ามพลาด’ ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยาว จ.พะเยา

    • เชิญชวนนักท่องเที่ยวพายเรือไปสักการะ ‘หลวงพ่อศิลา’ พระพุทธรูปอายุกว่า 500 ปี ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา
    • กิจกรรมจัดขึ้นทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน ตลอดปี 2568-2569 ในช่วงเวลา 17.00 – 19.00 น.
    • มีกิจกรรมเสริมสิริมงคล 9 อย่างให้นักท่องเที่ยวได้เข้าร่วม เช่น พิธีเวียนเทียน สรงน้ำหลวงพ่อศิลา และปล่อยปลา

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงราย และ ศูนย์ประสานงานการท่องเที่ยวจังหวัดพะเยา เชิญชวนนักท่องเที่ยวสายศรัทธา มาไหว้พระขอพร หลวงพ่อศิลา และสัมผัสกับกิจกรรม 9 สิ่งที่ ‘ห้ามพลาด’ ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา จ.พะเยา

    มาเติมเต็มความสุข ความทรงจำ เพิ่มความประทับใจที่ไม่รู้ลืม ไปกับกิจกรรม Grand Moment ครั้งหนึ่งในชีวิต

    ที่จะได้ล่องเรือพายไปไหว้พระขอพร หลวงพ่อศิลา ที่มีอายุยาวนานกว่า 500 ปี ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ท่ามกลางความงดงามตามธรรมชาติของกว๊านพะเยา และวัฒนธรรมของจังหวัดพะเยา 

    ในวันพระขึ้น 15 ค่ำ เวลา 17.00 -19.00 น.ของทุกเดือน ตลอดปี 2568-2569

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ในเดือนกันยายนนี้ วันพระขึ้น 15 ค่ำ ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน 2568

    ณ วัดติโลกอาราม กลางกว๊านพะเยา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา  

    • กำหนดการ 

    เวลา 17.00 – 19.00 น.

    • ร่วมกิจกรรมล่องเรือไปวัดติโลกอาราม สู่ใจกลางกว๊านพะเยา
    • พิธีสงฆ์ จุดธูปเทียนไหว้พระหลวงพ่อศิลา ทำวัดสวดมนต์
    • พิธีบูชาเทียนสืบชะตา ลดเคราะห์ รับโชค
    • พิธีสวดมนต์ทำน้ำมนต์ (น้ำทิพย์) ที่บ่อน้ำหลังหลวงพ่อศิลา
    • เวียนเทียน 3 รอบ บนวัดติโลกอาราม

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทำบุญเสริมสิริมงคลแก่ชีวิต สร้างบุญบารมี ให้เจริญรุ่งเรือง กับ

    • กิจกรรมไหว้พระขอพร 9 สิ่ง

    (1.) บูชาดอกไม้ธูปเทียน (เปิดทางให้ชีวิตมีแสงสว่าง ปัญญาแจ่มใส) ดอกไม้ หมายถึง ความงดงาม ธูป คือ จิตใจที่ระลึกถึงคุณธรรม เทียน คือ ปัญญาที่สว่างไสว

    (2.) ตักบาตรข้าวสาร (ข้าวสาร เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ การตักด้วยมือของตนเอง จะส่งเสริมสนับสนุนให้มีทรัพย์อาหารไม่ขาด ลดความอดอยากในใจและในชีวิต)

    (3.) สรงน้ำหลวงพ่อศิลา (รดน้ำด้วยใจใสสะอาด ดุจรดน้ำใจตัวเองให้บริสุทธิ์ หลวงพ่อศิลาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ช่วยสะเดาะเคราะห์ชำระจิตใจ ปล่อยวางอดีต เริ่มต้นใหม่ด้วยพลังบุญ)

    (4.) เติมน้ำบ่อน้ำทิพย์ และเติมน้ำลงสู่ทะเลสาบน้ำจืดกว๊านพะเยา (เสริมบุญแห่งการหล่อเลี้ยงผู้อื่น ชีวิตจะไม่แล้งน้ำใจ มีคนช่วยเหลือยามลำบาก)

    (5.) บวชต้นไม้ (เสริมบุญด้านเมตตาธรรม มีโชคลาภจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)

    (6.) บูชาพญานาคีณีศรีปทุมมา (เสริมโชค เสริมบารมี คุ้มครองปกป้องจากภัย)

    (7.) ปล่อยปลา (สัตว์น้ำ)ลงสู่ทะเลสาบน้ำจืดกว๊านพะเยา (ช่วยชีวิตพ้นเคราะห์ มีคนเมตตา ได้รับโอกาสใหม่)

    (8.) ลอยเทียนวันเกิด (ต่อชะตา เสริมดวง เพิ่มอายุ สุขภาพแข็งแรง)

    (9.) เติมน้ำมันตะเกียง (เสริมปัญญา หนุนหน้าที่การงาน รุ่งเรือง)

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    Cr. การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    พิเศษ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างจังหวัด ที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ในวันอาทิตย์ ที่ 7 กันยายน 2568 เวลา 17.00-19.00 น.  รับฟรี!! ค่าธรรมเนียมล่องเรือไปวัดติโลกอาราม มูลค่า 50 บาท/คน

    สำรองที่นั่ง ได้ที่ QR Code จำนวนจำกัดเพียง 40 ท่านแรกเท่านั้น!!

    ครั้งหนึ่งในชีวิต! พายเรือไหว้พระขอพร ‘หลวงพ่อศิลา’ กลางกว๊านพะเยา

    กิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism & Sport ปี 2568 และสานต่อแนวคิด Change Unknown to Unforgettable จากแคมเปญ สุขทันที ที่เที่ยวไทย ปี 2569 ที่ ททท.จะเชิญชวนทุกท่านออกไปสัมผัสกับประสบการณ์ดี ๆ สร้างความทรงจำไม่รู้ลืม ภายใต้ธีม เที่ยวเมืองพะเยาแล้วจะ 9 หน้า กับ เที่ยว 9 อำเภอ 9 วัด 9 สิ่งต้องทำ ณ วัดติโลกอารามกลางกว๊านพะเยา

    ข้อมูลเพิ่มเติม ททท.สำนักงานเชียงราย โทร. 053-744674-5

    ………………………………….

    อ้างอิง : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1197043&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DcEDqnx_WyppXUKQGOD1l

  • เปิดเส้นทางใหม่  ‘5 เชียง 1 ตลาด’ ไทยผนึกจีน-ดันท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 เส้นทาง

    เปิดเส้นทางใหม่ ‘5 เชียง 1 ตลาด’ ไทยผนึกจีน-ดันท่องเที่ยวเชื่อมโยง 3 เส้นทาง

    วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.50 น.

    สมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย นำคณะผู้ประกอบการภาคเหนือเข้าพบปะผู้แทนภาครัฐและเอกชน ณ เมืองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน เพื่อลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) 6 ฉบับ ภายใต้โครงการ ‘5 เชียง 1 ตลาด’ หวังเชื่อมโยงการท่องเที่ยวและการค้าผ่านเส้นทางบก น้ำ และอากาศ

    วันที่ 3 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ ‘5 เชียง 1 ตลาด’ มีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเชื่อมโยง ‘5 เชียง’ ได้แก่ เชียงรุ่ง (สิบสองปันนา), เชียงตุง (เมียนมา), เชียงทอง (หลวงพระบาง) และเชียงใหม่-เชียงราย-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเดินทางคุณภาพและตลาดไมซ์ (MICE) ทั้งการประชุม, ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ซึ่งครอบคลุมทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ วัฒนธรรม และตลาดใหม่

    บันทึกความร่วมมือที่ลงนามครั้งนี้ มีทั้งสิ้น 6 ฉบับ โดยมีรายละเอียดที่สำคัญดังนี้ ฉบับที่ 1 ด้านการท่องเที่ยว สมาคมสมาพันธ์ฯ ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวสิบสองปันนา เพื่อพัฒนาความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างไทยและสิบสองปันนา และเตรียมเชิญคณะจากสิบสองปันนาเข้าร่วมงาน MICE Business Matching ที่เชียงใหม่ในเดือนตุลาคม 2568

    ฉบับที่ 2 ด้านการบิน คุณดำรง องอาจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวสิบสองปันนา เพื่อผลักดันการเปิดเส้นทางบินตรง สิบสองปันนา-เชียงใหม่ โดยสายการบินซูนัน รุ่ยลี่ แอร์ไลน์ ได้เตรียมเปิดให้บริการเที่ยวบินตรง เชียงใหม่-สิบสองปันนา ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นี้ และมีแผนที่จะขยายเส้นทางไปยัง จ.แม่ฮ่องสอนในอนาคต

    ฉบับที่ 3 ด้านการค้าและโลจิสติกส์ หอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ลงนามกับสมาคมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสิบสองปันนา เพื่อจัดงานแสดงสินค้า Lancang Mekong CBEC Logistics Expo 2026 และสานต่อความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างสองภูมิภาค ฉบับที่ 4 ด้านการท่องเที่ยวชุมชน เครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างไทยลื้อในสิบสองปันนากับภาคเหนือของไทย

    ฉบับที่ 5 ด้านการท่องเที่ยว MICE ผู้ประกอบการไทยและจีนร่วมกันส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล โดยเฉพาะช่วงเทศกาลยี่เป็งของเชียงใหม่ และ ฉบับที่ 6 ด้านโรงแรม โรงแรมในสิบสองปันนาและ จ.เชียงราย จะร่วมกันส่งเสริมการแลกเปลี่ยนกลุ่ม MICE ระหว่างสองเมือง

    นายโต้ว จวน รองประธานสมาคมการท่องเที่ยวสิบสองปันนา กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีในความร่วมมือครั้งนี้ โดยคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการค้าและการท่องเที่ยวระหว่างไทยและจีนให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตอันใกล้ ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/911611&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2aotiOyK6sLHr6Zxi-bmV8

  • ‘การบินไทย’ เปิดเทรนด์เส้นทางท่องเที่ยวมาแรง ชี้ญี่ปุ่นยังครองแชมป์

    ‘การบินไทย’ เปิดเทรนด์เส้นทางท่องเที่ยวมาแรง ชี้ญี่ปุ่นยังครองแชมป์

    ‘การบินไทย’ จับมือพันธมิตรถกแนวโน้มการท่องเที่ยวปี 68 ครึ่งปีแรกเดินทางเพิ่มขึ้น 45% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ ส่วน ‘จีน’ หมุดหมายมาแรงแซงโค้ง พุ่ง จับตา ‘โคลัมโบ -ศรีลังกา-เซี่ยงไฮ้’ ได้รับความสนใจ ส่วนพฤติกรรมนทท.เปลี่ยนโฟกัสทริปคุ้มค่าใกล้บ้าน ใช้ AI วางแผนเที่ยว

    3 ก.ย. 2568 – นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าจากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10

    สำหรับเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น

    “ในมุมมองของการบินไทย เมืองกวางโจว เป็นอีกหนึ่งเมืองที่กำลังมาแรง ปี 2568 ถูกมองว่าเป็นอัญมณีที่ซ่อนอยู่(Hidden Gem) ที่มีศักยภาพสูงสำหรับตลาดไทย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่มได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจที่เข้าร่วมงานแสดงสินค้า (Canton Fair) หรือนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ต้องการสัมผัสกับร้านค้าทันสมัย อาหารอร่อย และวัฒนธรรมอันเป็นแหล่งกำเนิดของกังฟูหวงเฟยหงส์ ”นายกิตติพงษ์กล่าว

    นอกจากนี้การบินไทยยังมีเที่ยวบินตรงสู่กวางโจว ทำให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ด้วยเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

    ด้านนางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่าแม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะดูไม่สดใสนัก แต่ตัวเลขการเดินทางท่องเที่ยวของคนไทยกลับสวนทาง โดยเฉพาะการเดินทางไปต่างประเทศที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและน่าจับตา โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2025 ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นอกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นแล้ว พฤติกรรมและแนวโน้มการท่องเที่ยวของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเน้นไปที่ความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม หนึ่งในสี่ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปต่างประเทศ เดินทางมากกว่าหนึ่งครั้ง แสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นในการเดินทางซ้ำ และนักเดินทางชาวไทยเริ่มมองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองมากขึ้น โดยมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่น่าสนใจ โดยพบว่านักท่องเที่ยวถึง 45% เลือกเดินทางไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายแต่ยังคงได้รับประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เต็มอิ่ม เช่นเดียวกับการเดินทางไปยังประเทศในโซนยุโรปหรืออเมริกา

    “ปัจจุบันพบว่าเทคโนโลยีคือผู้ช่วยส่วนตัว ในการวางแผนเดินทางของคนไทยในยุคนี้ผสานรวมกับเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่การใช้ AI เช่น Chat GPT เพื่อช่วยวางแผนทริป, การหาข้อมูลและรีวิวจากโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok และ Facebook ไปจนถึงการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดและจัดการอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเพื่อความคุ้มค่าและสะดวกสบายสูงสุด โดยการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายที่สามารถบริหารจัดการได้ ความสะดวกสบายในการเดินทาง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจ”นางสาวจุฑาศรี กล่าว

    นอกจากนี้ พบว่าญี่ปุ่น ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวชาวไทยตลอดกาล โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยหนึ่งในสามที่เดินทางไปญี่ปุ่นเลือกใช้บริการการบินไทย นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นแนวโน้มการเดินทางไปยังเมืองรองมากขึ้น เช่น ฟุกุโอกะ และ โอกินาว่า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าและมีเที่ยวบินที่สะดวกสบาย

    สำหรับจีนถือเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 180% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เมืองยอดนิยมได้แก่ เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เฉิงตู และ กวางโจว ซึ่งการเติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้ได้รับแรงหนุนจากปัจจัยสำคัญหลายประการ ได้แก่ การยกเว้นวีซ่าสำหรับคนไทยทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น อิทธิพลของ Soft Power ซีรีส์และวัฒนธรรมจีนที่แพร่หลายทำให้คนไทยหันมาสนใจเดินทางไปสัมผัสประสบการณ์จริงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการเดินทางและที่พักในจีนโดยรวมถูกกว่าญี่ปุ่นถึง 3 เท่า ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นอกจากญี่ปุ่นและจีนแล้ว ประเทศอื่น ๆ ใน Top 10 ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง และ เกาหลีซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ในเรื่องการกิน ช้อปปิ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความงาม

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855349/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RxLF_u2uQwmkNQYEYnyZn

  • แม่ฮ่องสอน เปิดท่องเที่ยว 5 เชียง 1 ตลาด ไทยจีน รองรับนักเดินทางคุณภาพ | เดลินิวส์

    แม่ฮ่องสอน เปิดท่องเที่ยว 5 เชียง 1 ตลาด ไทยจีน รองรับนักเดินทางคุณภาพ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 ก.ย. นายภานุเดช  ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผว่า นางฉลอม สงล่า ประธานสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย   ได้นำคณะสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย เดินทางพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันในอนาคต ภายใต้โครงการ 5 เชียง 1 ตลาด อนาคต จะเชื่อมโยงกันทั้ง 3 ทาง คือ ทางอากาศ ทางน้ำ และ ทางบก เพื่อการพัฒนาการค้าและการท่องเที่ยวโดยมี นายโต้วจวน รองประธานสมาคมการท่องเที่ยวสิบสองปันนา พร้อมคณะภาครัฐเอกชน  ณ เมืองสิบสองปันนา  มณฑลยูนานาน ประเทศจีน ให้การต้อนรับ

    นางฉลอม เปิดเผยว่า  สมาคมสมาพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย  โดยการสนับสนุนของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) คณะจากประเทศไทยมีความประทับใจที่ได้พบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวระหว่างกันในอนาคต  การเดินทางของคณะจากประเทศไทยครั้งนี้ อยู่ภายใต้โครงการ 5 เชียง 1 ตลาด เพื่อรองรับนักเดินทางคุณภาพ และผลักดันให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจการจัดประชุม การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล และการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการ ในพื้นที่ภาคเหนือ ของประเทศไทย  ได้เชื่อมโยงกับเครือข่ายภาคธุรกิจ ในพื้นที่ 5 เชียง ได้แก่ เมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา มณฑลยูนานาน ประเทศจีน, เชียงตุง สหภาพเมียนมาร์ , เชียงทอง หรือหลวงพระบาง สปป.ลาว  เพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทาง “5 เชียง” ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักเดินทางคุณภาพและตลาดไมซ์ระดับบนสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ในระดับภูมิภาคอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ที่จะครอบคลุม  กลุ่มสุขภาพ วัฒนธรรม และตลาดใหม่  การมาเยี่ยมเยียน พบปะกันในวันนี้ จะสร้างโอกาสความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศที่จะเชื่อมโยงการเดินทางผ่านทางสายการบิน  เส้นทาง R3A รวมถึงเส้นทางแม่น้ำโขงสู่ภาคเหนือของไทยที่มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่น ทั้งด้าน วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งยังคงความงดงามและมีอัตลักษณ์ที่สามารถ ต่อยอดสู่การพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางของ “นักเดินทางคุณภาพ” โดยเฉพาะจากประเทศจีนต่อไป

    นาง ฉลอม กล่าวต่อไปว่า บันทึกความร่วมมือ MOU ฉบับแรก จะร่วมลงนามกับ Li Qiang, Director of the Xishuangbanna Culture and Tourism Bureau เพื่อสร้างความร่วมมือทางด้านการท่องเที่ยวของไทย และสิบสองปันนา โดยมีแผนงานต่อเนื่องในการเชิญคณะจากสิบสองปันนา มาร่วมงานประชุมใหญ่วิสามัญ ประจำปี 2568 และ Businee Matching : B2B ภายใต้โครงการ “ส่งเสริมกำรท่องเที่ยวไมซ์ข้ามภูมิภาค” ระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมดวงตะวัน จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงกิจกรรมด้านไมซ์ในภาคเหนือ

    บันทึกความร่วมมือ MOU ฉบับที่ 2 นายดำรง องอาจ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมการบินภาคเหนือ จะร่วมลงนามกับการท่องเที่ยวสิบสองปันนา   เพื่อจะได้ผลักดันฟื้นให้มีการบินเชื่อมโยงระหว่างสิบสองปันนาสู่ภาคเหนือของไทยที่จังหวัดเชียงใหม่ภายในปลายปีนี้  เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยวคุณภาพของจีนเดินทาง ผ่านเส้นทางการบินสิบสองปันนา-เชียงใหม่ในฤดูการท่องเที่ยว รวมถึงเชิญร่วมงานเชียงใหม่อินเตอร์เนชั่นแนลแอร์โชว์ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ต่อไป

    บันทึกความร่วมมือ MOU ฉบับที่ 3 นายอาคม สุวรรณกันธา รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ จะได้ลงนามพัฒนาความร่วมมือกับ   Liu Hongbing, President of Xishuangbanna Tourism Industry Association ในการจัดงานแสดงสินค้า Lancang Mekong CBEC Logistics Expo 2026 และสานต่อ MOU ระหว่างหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่ และหอการค้าสิบสองปันนา -หูหนาน รวมถึงการท่องเที่ยวผ่านเส้นทางทางแม่น้ำล้านช้างแม่น้ำโขง รวมถึงการผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบโลจิสติกส์ระหว่างไทยจีนต่อไป

    บันทึกความร่วมมือ MOU ฉบับที่ 4 นายอภิรัตน์ มาศรัตน์  ประธานเครือข่ายท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดเชียงใหม่  จะได้สร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการสิบสองปันนาที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชาติพันธ์ไทยลื้อ สิบสองปันนา กับภาคเหนือของไทย รวมถึงการแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรม การยกระดับสินค้าชุมชนระหว่างกันในอนาคต

    บันทึกความร่วมมือ MOU ฉบับที่ 5 ดร. มิ่งขวัญ แดงสุวรรณ  กรรมการผู้จัดการ Chiang Mai Moonlight Sky lanterns จำกัด ลงนามกับบริษัท สาลีทัวร์ จำกัด   เพื่อสร้างความร่วมมือการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลกับทางจีนโดยเฉพาะการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลยี่เป็ง ลอยกระทงของจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ

    และบันทึกความร่วมมือฉบับที่ 6 เป็นสร้างความร่วมมือระหว่างโรงแรมของสองประเทศสิบสองปันนา และจังหวัดเชียงราย ในการแลกเปลี่ยนกลุ่ม MICE ได้แก่การประชุมสัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การแสดงสินค้า และนิทรรศการร่วมกันในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5079179/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bpPVBTZCFKJI6wxUk_1wF

  • คนไทยไม่มั่นใจเศรษฐกิจกดดัชนีเชื่อมั่นฯลดลง

    คนไทยไม่มั่นใจเศรษฐกิจกดดัชนีเชื่อมั่นฯลดลง


    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับลดลงผลจากปัจจัยลบในประเทศ ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือน ขณะที่ท่องเที่ยวชะลอกระทบภาคธุรกิจ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,717 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 47.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าจากความกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากประชาชนยังมีความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ ประกอบกับสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทย อาทิ นโยบายการค้าและภาษีของประเทศคู่ค้าหลัก สินค้าเกษตรไทยที่เผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย – กัมพูชา

    ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ในช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 53.7 แม้จะปรับตัวลดลงจากระดับ 54.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ทำให้ประชาชนยังมีความเชื่อมั่นในอนาคตคาดว่ามาจากการดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.50 ต่อปี เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ ประกอบกับการส่งออกยังขยายตัวได้ดี

    อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา และภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 48.15

    รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.89 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 10.93 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 8.50 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.05 การเมือง ร้อยละ 7.45 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 1.91 ภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.52 และอื่น ๆ ร้อยละ 0.60 ตามลำดับ

    ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.4 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 48.8 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 46.7 และกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 46.0 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคเหนือลดลง อยู่ที่ระดับ 45.8 จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า มี 1 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น ได้แก่ พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 52.0 ในขณะที่มี 6 กลุ่มอาชีพที่ดัชนีอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 49.0 นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 48.9 พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 47.5 อาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 46.5 เกษตรกร อยู่ที่ระดับ 46.4 และไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 45.8 สำหรับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น โดยอยู่ที่ระดับ 37.1 แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า

    นายพูนพงษ์ กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยมีปัจจัยภายในประเทศเป็นแรงกดดันสำคัญ ทั้งจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา และอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ยังส่งผลต่อเนื่องมาถึงเดือนสิงหาคม

    นอกจากนี้ ปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศที่ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนชะลอตัวลงและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคธุรกิจ ยิ่งเพิ่มระดับความกังวลของประชาชนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระของประชาชนในสถานการณ์เศรษฐกิจดังกล่าว

    ขณะที่ การเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ในอีกทางหนึ่ง อีกทั้งความชัดเจนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะมีส่วนช่วยลดความกังวลจากสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดในระยะที่ผ่านมาซึ่งจะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ทั้งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน รวมถึงการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาของภาคธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์จะยังคงดำเนินการมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนภาคการค้าและภาคธุรกิจให้ขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดในทุกมิติ เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34979&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FB2y39m0gI_s7uPv8SsaQ

  • เอกชนจับตาการเมือง ชี้ไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน! กังวลเบิกจ่ายต่ำเป้าฉุดเศรษฐกิจ

    เอกชนจับตาการเมือง ชี้ไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน! กังวลเบิกจ่ายต่ำเป้าฉุดเศรษฐกิจ

    เอกชน ติดตามสถานการณ์การเมืองใกล้ชิด ลั่นไม่ยึดติดการรวมเสียงจากขั้วไหน แต่ขอความชัดเจน มีผู้นำและ ครม. ที่มีศักยภาพ ด้าน ส.อ.ท. ห่วงเบิกจ่ายภาครัฐต่ำเป้า ฉุดศก. ชี้ความไม่แน่นอนการเมืองยิ่งยาวยิ่งไม่ดี

    3 ก.ย. 2568 – นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ติดตามความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังฝุ่นตลบอย่างใกล้ชิด เพราะทำให้บรรยากาศการเมืองฝุ่นตลบ เพราะความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย ที่เผชิญแรงกดดันทั้งกำลังซื้อภายในที่หดตัว หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าจากสหรัฐ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน

    “เอกชนไม่ได้ยึดติดว่าขั้วใดจะรวมเสียงได้ หรือหากต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ก็ขอให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยเร็ว และหากประเทศมีผู้นำและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีศักยภาพ สามารถประสานงานกับทุกฝ่ายได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันสร้างความชะงักงันในการเดินหน้าต่อ เพราะไม่รู้ว่าควรจะไปซ้ายหรือขวา ในแง่เอกชนพูดตลอดเวลาอยู่แล้วว่า ต้องการความชัดเจน มีรัฐบาลที่ดี ชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นที่ยอมรับต่อนานาชาติและประชาชน มีความสามารในการบริหาร เพราะตอนนี้เรายืนอยู่ในภาวะที่เจออุปสรรคเต็มไปหมด”นายพจน์ กล่าว

    ทั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีปัจจัยลบทั้งภายนอกและภายใน เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการปะทะระหว่างชายแดน ทำให้หากรัฐบาลไม่เข้มแข็ง เอกชนก็เดินหน้าต่อลำบาก แม้ กกร. จะพยายามเดิมด้วยตัวเองอยู่ ผ่านการออกแพลตฟอร์มหลังจากหารือร่วมกับหน่วยงานรัฐบาล อาทิ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อสร้างเครือข่ายและขับเคลื่อนให้ไปต่อ เพราะสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนและการเบิกจ่ายของรัฐบาล

    อย่างไรก็ดี การเป็นรัฐบาลระยะเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภาหรือยุบสภาทันทีตอนนี้นั้น ต้องบอกว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอยู่แล้ว แต่การเป็นรัฐบาล 4 เดือนก่อนถือเป็นคำตอบทางการเมือง และเชื่อว่าเป็นคำคอบของเศรษฐกิจด้วย เพราะนโยบายระยะยาวยังต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนมากกว่านี้ ส่วนสาเหตุที่ยังคงคาดการณ์จีดีพีไว้เท่าเดิม เพราะมองว่าการส่งออกยังสามารถบวกได้ มีคำสั่งซื้อเข้ามาค่อนข้างดี แม้มีอาการช็อกเกิดขึ้นบ้าง

    รวมถึงค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การค้าขายแข่งกับต่างประเทศลำบาก แต่มองว่าส่งออกมีทิศทางบวกได้อยู่ และการท่องเที่ยวที่ยังพอไปได้ แม้มีนักท่องเที่ยวชะลอตัวลงบ้าง แต่คาดว่ายังใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา อยู่ที่ 35-36 ล้านคน ซึ่งหากมีการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนเข้ามามากขึ้นจะดีมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ทำมากเท่าที่ควร

    ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาวะการเมืองที่ยังไม่ลงตัวในตอนนี้ เปรียบเทียบระหว่างการยุบสภาทันทีในตอนนี้ หรือจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาทำงานในกรอบเวลา 4 เดือนจากนั้นจึงทำการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามที่พรรคประชาชนตั้งเงื่อนไขไว้นั้น ประเมินว่าการทอดเวลานานมากขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยาวเกินไป ถือว่าไม่เป็นผลดีอยู่แล้ว ภาคเอกชนส่วนต้องการความรวดเร็วและความชัดเจนมากที่สุด

    นอกจากนี้งบประมาณปี 2568 ภาครัฐยังเบิกได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ รวมระยะเวลา 11 เดือนใกล้ครบ 1 ปีแล้ว แต่สามารถเบิกไปได้เพียง 50% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายมาก เทียบกับตัวเลขเฉลี่ยในอดีตที่อยู่ประมาณ 60% ถือเป็นความกังวลว่าการเบิกจ่ายของรัฐบาลจะมีการชะงักงัน ไม่เต็มที่เท่าที่ควร

    “ความสำคัญในตอนนี้คือ ภาคการค้าระหว่างชายแดน โดยเฉพาะไทยและกัมพูชา ที่ยอดการค้าสะสมติดลบ 10% และหากประเมินตัวเลขเฉพาะเดือนก.ค. ที่ผ่านมา การส่งออกเหลือเพียง 370 ล้านบาท ติดลบกว่า 97% ทำให้ต้องรีบเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการทั้งทางตรง และผู้ผลิตสินค้าโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ จึงเป็นที่มาของความต้องการรัฐบาลเร็วที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่รออยู่” นายเกรียงไกร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีที่ต้องการคือ เป็นคนมีความรู้ คนเก่ง และคนดี กล้าตัดสินใจในประเด็นต่างๆ เพราะมีความสำคัญในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวนสูงแบบนี้ โดยไม่ว่าจะใช้เวลาก่อนเลือกตั้งใหม่ 5-6 เดือน หรือลากยาวไปเป็นปี ในช่วงระหว่างนั้น ภาคการลงทุนก็จะชะลอตัวรอดูความชัดเจนก่อน กระบวนการขับเคลื่อนแผนงานของราชการก็จะทำไปแบบชะลอลงเช่นกัน ดูทิศทางข้างหน้า ไม่ได้ทำงานในอัตราเร่งอย่างที่ควร แต่ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันต้องการการแก้ไข้ปัญหาอย่างรวดเร็ว ซึ่งการทำงานตอบสนองอาจช้าเกินไป

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/855339/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mhbENy1wrtShKy3J6KlIN

  • ภาคเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทย จ่อสุญญากาศนาน หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ…

    ภาคเอกชนเตือน เศรษฐกิจไทย จ่อสุญญากาศนาน หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ…

    กกร.เตือน เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% โดยได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้ ‘กลุ่มเปราะบาง’ เพิ่มขึ้น เตือนการทอดเวลาแห่งความไม่แน่นอนออกไป ‘ไม่เป็นผลดี’ โดยหากยุบสภาตอนนี้ จะใช้เวลาประมาณ 5-6 เดือน กว่าได้รัฐบาลใหม่ แต่ถ้ารออีก 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภา ภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจจะทอดยาว 9-10 เดือน

    วันนี้ (3 กันยายน) ผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประจำเดือนกันยายน 2568 ประเมินว่า GDP ไทยปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 1.8%-2.2% (ไม่เปลี่ยนแปลงจากประมาณการเดือนก่อนหน้า) พร้อมเตือนด้วยว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มขยายตัวเพียงประมาณ 1% จากปัจจัยกดดันต่างๆ รวมถึง ‘ความไม่แน่นอนทางการเมือง’

    นอกจากนี้ ผยง ยังเตือนอีกว่า ความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การชะงักงันทางเศรษฐกิจอาจจะทำให้ ‘กลุ่มเปราะบาง’ เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบไปด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า ไม่ว่าจะยุบสภา หรือการมีรัฐบาล 4 เดือนก่อนยุบสภา ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั้งหมด แต่ “การมีรัฐบาลแค่ 4 เดือน ไม่ใช่คำตอบทางเศรษฐกิจ เนื่องจาก นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างแท้จริงต้องมองระยะยาวกว่านี้”

    เอกชน ‘ชอบ’ ความชัดเจนโดยเร็ว มองทอดเวลายุบสภา ‘ไม่เป็นผลดี’

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท) แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า ในมุมของภาคเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม อยากเห็นความชัดเจนโดยเร็วที่สุด

    “ระหว่างการยุบสภาเลยแล้วเริ่มต้นใหม่เลย เทียบกับการรออีก 4 เดือนแล้วยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ การทอดเวลาแห่งความไม่แน่นอนให้ยาวเกินไป ‘อาจไม่เป็นผลดี’ เนื่องจากภาคเอกชนส่วนใหญ่ชอบความชัดเจน โดยเร็ว” เกรียงไกรกล่าว

    เอกชนเตือน ‘เกมยุบสภาช้า’ เศรษฐกิจไทยจ่อสุญญากาศนาน

    ดร.พจน์ และเกรียงไกร ยังกล่าวว่า หากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยุบสภา การเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ภายในกรอบเวลาประมาณ 45-60 วัน โดยตามสถิติการเลือกตั้งที่ผ่านมา พบว่า หลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น ต้องใช้เวลา 3-4 เดือนกว่า จัดตั้งรัฐบาล และกระบวนการรับรองการเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแล้วเสร็จ หมายความว่า โดยระหว่างนี้เศรษฐกิจก็จะชะงักไป

    “เพราะฉะนั้น หากยุบสภาตอนนี้ เราจะเสียเวลาไปประมาณ 5-6 เดือน (ครึ่งปี) แต่ถ้ากรณี บวกไปอีก 4 เดือนแล้วค่อยยุบสภา จะเสียเวลาไปอย่างน้อย 9-10 เดือน” เกรียงไกรกล่าว

    ดังนั้น ไม่ว่าจะ 5-6 เดือน หรือ 9-10 เดือน นักลงทุนก็ยังคงอยู่ในภาวะ Wait and See ขณะที่การขับเคลื่อนนโยบายในภาคราชการก็ชะลอไป ไม่ถึงกับเกียร์ว่าง แต่ไม่ได้อยู่ในอัตราเร่ง

    ภาคเอกชน ‘เปิดสเปก’ นายกรัฐมนตรีคนต่อไป

    ดร.พจน์ กล่าวว่า ในฐานะภาคเอกชน โดยเฉพาะหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ต้องการรัฐบาลที่มีความชอบตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ เป็นที่ยอมรับจากไทยและนานาชาติ มีความสามารถจัดตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้นมาได้ และเป็นรัฐบาลที่มีฝีมือช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

    เนื่องจากปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญอุปสรรคมากมาย ทั้งภายนอกและภายใน ตัวอย่างเช่น ความขัดแย้งชายแดน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    ขณะที่เกรียงไกร กล่าวถึงว่าที่นายกรัฐมนตรีคนต่อไปว่า อยากได้คนที่มีความรู้ คนเก่ง คนดี และคนกล้าตัดสินใจ โดยสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/economy-risks-prolonged-vacuum/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NlqI-W6vIdaNAXHqim3eb

  • ยุบสภา-เปลี่ยนนายกฯ-รัฐประหาร: การเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และชีวิตคนไทยแค่ไหน

    ยุบสภา-เปลี่ยนนายกฯ-รัฐประหาร: การเมืองส่งผลต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น และชีวิตคนไทยแค่ไหน

    “การเมือง กับ ปากท้องไม่เกี่ยวกันอยู่แล้ว”

    หลายคนอาจเคยได้ยินคำทำนองนี้บ่อยๆ ยิ่งในช่วงที่นักการเมืองแบ่งพรรคแบ่งพวกแย่งชิงอำนาจ มีข่าววิ่งเต้นเพื่อจัดรัฐบาลใหม่ อาจทำให้รู้สึกเบื่อหน่ายและคิดว่าข่าวการเมืองพวกนี้ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา แต่ถ้ามาลองคิดกันดูดีๆ การเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตเราเกือบทุกด้าน เช่น ถ้ารัฐประกาศเพิ่มอัตราภาษี คนไทยที่เข้าเกณฑ์ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่ม, หรือรัฐจะใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ประชาชนก็อาจจ่ายเงินค่าเดินทางน้อยลง เป็นต้น

    ดังนั้น Thairath Money อยากชวนมาเจาะลึกกันว่า “การเมืองเกี่ยวกับเงินในกระเป๋าเราแค่ไหน” 

    การเมืองไม่ใช่เรื่องไกลการเงิน

    ประเด็นแรกเริ่มกันที่ “การเมือง = คนออกนโยบายทางเศรษฐกิจ” ดังนั้น ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยจะดีขึ้นหรือแย่ลง ย่อมขึ้นอยู่กับคนหรือพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมาจะทำนโยบายออกมาแบบไหน และมีความต่อเนื่อง “เป็นที่ประจักษ์” หรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลไม่มีเสถียรภาพก็อาจทำให้ภาคธุรกิจหรือนักลงทุนไม่มั่นใจ ไม่ควักเงินลงทุน ผลคือเศรษฐกิจไทยก็จะชะลอลงและอาจพัฒนาช้ากว่าคนอื่นๆ 

    ทั้งนี้ ในด้านการลงทุนมีข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ระบุว่า เมื่อการเมืองไม่แน่นอนจะส่งผลต่อ “ความแปรปรวนของการลงทุนภาคเอกชน” ในระดับที่ค่อนข้างสูงถึง 16% ซึ่งย้ำกว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ต่างๆ ทางการเมืองจะส่งผลว่าต่อการตัดสินใจของนักลงทุนเสมอ

    ตัวอย่างเช่น ช่วงที่ผ่านมากระแสข่าว แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (คนที่ 31) ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งด้วยกรณีคลิปเสียงอังเคิล ทำให้ทุกคนต่างสงสัยว่าประเทศไทยจะเดินไปทางไหน นโยบายที่วางแผนไว้หรือเริ่มไปแล้วจะยังทำได้ต่อเนื่องหรือไม่ ซึ่งช่วงนี้คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่า “จะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่หรือไม่” จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนซึ่งอาจทำให้นักลงทุน ภาคธุรกิจจะรอดูก่อนว่า ใคร หรือ ฝ่ายไหนจะมาเป็นรัฐบาลและนโยบายต่างๆ ของไทยจะเป็นอย่างไร

    อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนว่า การเมืองไม่นิ่งหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง เศรษฐกิจไทยก็เจ็บไปด้วยอย่างช่วงที่ไทยเกิดรัฐประหารขึ้นในปี 2557 GDP ไทยโตต่ำ 1% ส่วนหนึ่งก็เพราะสถานการณ์ความรุนแรงในไทยที่เพิ่มขึ้นทำให้การลงทุนใหม่ชะงัก ธุรกิจฝั่งโรงแรมก็เจอผลกระทบไปด้วย และเมื่อความเชื่อมั่นลดลง คนก็กังวลจนจับจ่ายใช้สอยน้อยลงด้วย

    ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ‘เรื่องการเมือง ไม่ใช่เรื่องไกลตัว’ เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมักตามมาด้วยผลกระทบต่อหลายภาคส่วนโดยเฉพาะเศรษฐกิจ และประชาชน

    ตลาดหุ้นไทยผันผวนไม่แพ้เกมการเมือง

    มาถึงอีกส่วนสำคัญคือ การลงทุนในตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index ที่เมื่อการเมืองเปลี่ยนแปลง หลายๆ ครั้งจะมักจะสร้างความผันผวนและส่งผลกระทบต่อเนื่องมาที่ตลาดหุ้นไทยอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา เช่น วันที่ 29 สิงหาคม SET Index ปิดตลาดที่ 1,236.61 จุด ลดลง 13.48 จุด (-1.08%) จากวันก่อนหน้า หลังมีข่าวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ และครม. ชุดปัจจุบันก็หมดวาระไปด้วยกัน 

    หรือหากย้อนไปในปี 2567 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ปิดตลาดอยู่ที่ 1,292.69 จุด ลดลง 5.10 จุด (-0.39%) จากวันก่อนหน้า ซึ่งตอนนั้นหลายฝ่ายต่างลุ้นว่า ดิจิทัล วอลเล็ต 10,000 บาทจะทำได้จริงไหม

    อย่างไรก็ตาม ข่าวนโยบายการเมือง ยังเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงต่อการลงทุนในหุ้นไทย ถ้ามีนโยบายใหม่ๆ ตลาดและนักลงทุนต่างใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจว่าหุ้นไหนจะไปต่อ เช่น นโยบายช้อปดีมีคืน ที่ให้คนไทยซื้อสินค้าแล้วนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ก็ทำให้หลายคนคาดการณ์ต่อว่า หุ้นกลุ่มค้าปลีกจะขยับขึ้น  

    อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าข้อมูลต่างๆ สื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่าง เศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน และการเมือง  ไปพร้อมๆ กัน

    การเมืองไม่นิ่ง ตลาดหุ้นก็เสี่ยง ต้องลงทุนอย่างไร

    หลายคนคงจะเห็นแล้วว่าปัจจัยการเมืองอาจส่งผลต่อเงินในกระเป๋าเราทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะด้านการลงทุนที่อาจผันผวนมากขึ้น ดังนั้นเราจะบริหารพอร์ตหุ้นในมือเราอย่างไร

    ประเมินความเสี่ยง: ก่อนจะลงทุนหลายคนต้องรู้อยู่แล้วว่าเรารับความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้มากแค่ไหน ที่สำคัญกว่าคือ อาจต้องทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจุจบัน เช่น  นโยบายภาครัฐ, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) เป็นต้น เพื่อประเมินว่าจะกระทบต่อสิ่งที่เราเข้าไปลงทุนมากแค่ไหน มองการลงทุนระยะยาว 

    อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว: เลือกกระจายความเสี่ยงการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์อื่นเพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ, ทองคำ หรืออื่นๆ ไม่ใช่แค่ลงทุนแต่หุ้นในไทย เป็นต้น

    ลงทุนต้องมองยาวๆ: การเมืองเปลี่ยนก็อาจทำให้นโยบายของรัฐในระยะสั้นไม่เป็นไปตามแผน เช่น เมื่อมีข่าวโครงการ รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องอย่าง BTS, BEM ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากที่คนคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น แต่พอมีข่าวเลื่อนใช้งานออกไปก็ทำให้ราคาหุ้นทั้ง 2 ตัวนี้ปรับลดลง ดังนั้นการจะลงทุนในหุ้นควรดูที่พื้นฐานการเติบโตระยะยาวมากกว่าปัจจัยในระยะสั้น

    เกาะติดสถานการณ์: ข่าวการเมืองและนโยบายมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นถ้าเรารู้และติดตามสถานการณ์อาจช่วยให้เราประเมินโอกาสและความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เราปรับปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมได้ด้วย

    ทุกการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง ดังนั้นถ้าจะเริ่มต้นลงทุน เราควรติดตามข่าวสารบ้านเมือง หรือทำความเข้าใจอย่างรอบด้านเพื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายยิ่งขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2880624&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TpB1na1LcSlwrRlpzqVF2