Blog

  • บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10

            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้ เราจะมาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เป้าหมายที่ 10 คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในประเด็นนี้

    ความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10 กับบทบาทของสถาบันการศึกษา

            คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มุ่งเน้นการขจัดความไม่เท่าเทียมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพศ วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ

            ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. การเข้าถึงการศึกษา: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
    2. การยอมรับความหลากหลาย: การส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้
    3. ความเป็นนานาชาติ: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและภาษา

    แนวทางการปฏิบัติของมหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดความไม่เท่าเทียมได้ในหลายแนวทาง:

    • ทุนการศึกษา: การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • หลักสูตรนานาชาติ: การเปิดสอนหลักสูตรมากกว่าหนึ่งภาษา เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภาษา นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อทำวิจัยร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
    • นโยบายและมาตรการ: การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เช่น การเปิดรับนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นผู้พิการ หรือการให้โอกาสแก่คนจากหลากหลายภูมิหลังทางสังคม

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ

            ความสำเร็จในการขจัดความไม่เท่าเทียมสามารถวัดผลได้จากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น:

    • จำนวนผู้ได้รับทุนการศึกษา: การเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากกลุ่มรายได้น้อย
    • การเพิ่มความหลากหลายของประชากรในสถาบัน: การรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลหรือจากประเทศที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
    • การมีนโยบายสนับสนุน: การมีนโยบายที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการจ้างงานบุคลากรจากทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

            สรุปและข้อคิดที่น่าฝาก คุณไพลินเน้นย้ำว่า การขจัดความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลเท่านั้น การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชีวิตได้ การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/universities-role-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06OjdhZMrzAVG20wCExRGh

  • ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    ‘ศานนท์’ ย้ำ กทม.มีที่พอสำหรับเด็กไทยทุกคน ยืนยันรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน

    วานนี้ (1 กันยายน) ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความถึงกรณีการจัดการดูแลเด็กต่างชาติในระบบการศึกษาของประเทศไทย ผ่านเฟซบุ๊ก ‘หวังสร้างเมือง’

    โดยระบุว่า “จากข่าวเรื่องการจับกุมเด็กนักเรียนกัมพูชาวัย 13 ปีเมื่อสัปดาห์ก่อน และข่าววันก่อนที่ กทม.โพสต์เรื่องนโยบายเรื่องการเปิดโอกาสทางการศึกษา นอกจากความเห็นที่แตกต่างกันมากในโลกออนไลน์แล้ว ผมยังได้รับข้อความจากครูว่าที่โรงเรียนเริ่มถูกข่มขู่จากคนที่เห็นต่างไม่อยากให้เด็กต่างชาติเข้าเรียน มีผู้บริหารโรงเรียนบางคนก็ไม่เห็นด้วย และเริ่มเกิดความสับสนกันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

    ผมเลยอยากมาโพสต์ข้อความนี้ เพื่อย้ำถึงเจตนารมณ์ และเพื่อสื่อสารกับทุกโรงเรียนและครูในสังกัด กทม.ถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายนี้อีกครั้ง และเพื่อตอบข้อสงสัยที่คนถามมาเยอะๆครับ

    1. เด็กไทยเป็น Priority อยู่และโรงเรียนเรามีเพียงพอรองรับสำหรับทุกคนครับ 

    กทม.มีโรงเรียนทั้งหมด 437 โรงเรียน ส่วนใหญ่เป็นอนุบาลและประถม รองรับเด็กได้เกือบ 300,000 คน ปัจจุบันมีเด็กเรียนอยู่ 256,703 คน ยังมีที่เพียงพอสำหรับเด็กไทยทุกคนครับ มากกว่านั้นเรายังมีนโยบายที่ลดอายุการรับเข้าการศึกษาลงที่ 3 ขวบเพื่อดึงเด็กในช่วงที่พัฒนาการสูงสุด (0-5 ขวบ) เข้ามาในระบบการศึกษาให้เร็วขึ้นและดีขึ้นอีกด้วย ยังมีที่เพียงพอสำหรับทุกคนครับ

    1. การรับเด็กต่างชาติที่อาศัยในไทย ช่วยทำให้ผู้ปกครองขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายเพราะทุกครั้งที่รับเข้าเรียน โรงเรียนต้องตรวจใบอนุญาตทำงาน พาสปอร์ต และเอกสารยืนยันตัวตน สิ่งนี้ทำให้ครอบครัวต่างชาติหลายครอบครัวเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องครับ
    1. หลายเคสที่เป็นผู้ลี้ภัยหรือเด็กไร้สัญชาติ เราทำงานร่วมกับ UNICEF

    เพื่อดูแลไม่ให้เด็กถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และย้ำอีกครั้งว่า เรามีโรงเรียนเพียงพอสำหรับเด็กไทย การเปิดรับตรงนี้คือการเปิดห้องเรียนที่ทำได้ ไม่รบกวนทรัพยากรของเด็กไทยครับ 

    1. การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับเหมือนที่ครูประไพจากศูนย์เมอร์ซี่คลองเตยเคยเล่าไว้ว่า เมื่อเด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ ปัญหาอาชญากรรมลดลง สังคมก็สงบขึ้น ครอบครัวก็แข็งแรงขึ้น พวกนี้ไม่ใช่การช่วยเหลือเขาคนเดียว แต่ช่วยเหลือเรา สังคมดีขึ้น ทุกคนก็ดีขึ้นไปด้วย เป็นการเสียทรัพยากรเพื่อให้การศึกษา ดีกว่าเสียงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาสังคมต่างๆในอนาคต
    1. มากกว่าเด็กต่างชาติ เรายังดูแลเด็กความต้องการพิเศษ (พิการ) ด้วย

    ตอนนี้เรามีเด็กพิการกว่า 5,000 คนในโรงเรียน กทม. และกำลังขยายการรองรับให้มากขึ้น ทั้งเพิ่มโรงเรียนสำหรับการศึกษาพิเศษ เติมครูที่จบด้านการศึกษาพิเศษ และจัดหาพี่เลี้ยงเพื่อดูแลเด็กอย่างเหมาะสมครับ

    1. ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้กฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน

    ตามมติคณะรัฐมนตรี 5 ก.ค. 2548 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการ 31 ต.ค. 2562 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือไม่ ต้องได้รับสิทธิในการศึกษาอย่างเท่าเทียมครับ

    Next step:  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กรุงเทพฯ ประกาศเจตนารมณ์เป็น เมืองสิทธิมนุษยชน (Human Rights City) ร่วมกับกรรมการสิทธิมนุษยชนและสหประชาชาติ ผมเลยขอถือโอกาสนี้ ชวนสหประชาชาติและกรรมการสิทธิมนุษยชน มาช่วยกันให้ความรู้ และให้แนวทางกับครูโรงเรียน กทม. เรื่องสิทธิ และย้ำถึงความสำคัญของเรื่องนี้กัน ทำให้ครูรู้วิธีในการตอบโต้กับสิ่งที่เกิดขึ้น มีแนวทางการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน การทำให้ทุกคนได้รับการศึกษา ไม่ใช่การช่วยเหลือ “เขา” อย่างเดียว แต่คือการช่วย “เรา” ด้วยครับ 

    สังคมรอด ลูกเราถึงรอด ครับ”

    อ้างอิง :

    TAGS:  


    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sanon-bma-foreign-students/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kak1OtkoMQo1JfSd-yoyJ

  • “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ. | เดลินิวส์

    “วราวุธ” มอบทุนการศึกษา วิทยาลัยอาชีวฯสุพรรณบุรี ช่วยเหลือนร.-นศ.

    นายวราวุธ  ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปีการศึกษา 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5074784/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WVTu7ETGNILNkm4wJ29o3

  • CGM48 รุ่นที่ 4 ปล่อยซิงเกิลเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” ทุ่มสุดตัวไล่ตามความฝัน

    CGM48 รุ่นที่ 4 ปล่อยซิงเกิลเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” ทุ่มสุดตัวไล่ตามความฝัน

    CGM48 รุ่นที่ 4 เปิดตัวปุ๊บก็ทำเอาแฟนๆ ฮือฮากันทันที สำหรับ CGM48” รุ่นที่ 4 เด็กสาวทั้งหมด 7 คนผู้มีความฝัน จากค่าย iAM ซึ่งล่าสุดในงานมหกรรมรวมพลคนชอบญี่ปุ่น “NIPPON HAKU BANGKOK 2025” เมื่อวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ได้เปิดตัวโชว์ความสดใสอย่างเต็มเปี่ยม ใส่สุดพลังกับการแสดงครั้งแรกในเพลงเดบิวต์ “สิ้นสุดทางแพ้” นำทีมโดย เซ็นเตอร์ (นิชา) ณัฏฐณิชา สุภาพงษ์ พร้อมด้วยสมาชิก (เอลฟ์) อนัญญา กุศลครอง, (หงษ์หยก) หงษ์หยก ควรประดิษฐ์, (ปลายฟ้า) กวินตรา คีรีสัตยกุล, (สตางค์ปอนด์) เมธัสสินี อ่าวตระกูล, (ชีเน่) ปวริศา สิงห์เพ็ชร, และ(วาเลนไทน์) รัญชนา คีรีสัตยกุล โดยมีแฟนๆ มาส่งกำลังใจ และส่งเสียงเชียร์กันอย่างมากมาย พร้อมปักเมนกันไปเรียบร้อย

    สิ้นสุดทางแพ้ – Hetaretachi yo (อ่านว่า เฮตาเระทาจิ โย) แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า เหล่าพวกคนขี้แพ้ เป็นเพลงที่เล่าถึงสิ่งที่ผู้คนต่างปรามาสเด็กสาวกลุ่มนี้ว่า แน่ใจหรอว่าจะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี แต่ด้วยแรงกดดันต่าง ๆ มันก็ทำให้พวกที่ถูกเรียกว่าคนขี้แพ้จะลุกขึ้นสู้ขึ้นมาอีกครั้ง และในเวอร์ชั่นภาษาไทย ก็เป็นการสื่อถึงการเปลี่ยนผ่านยุคสมัยใหม่ ที่ CGM48 จะยังคงอยู่ต่อไปได้ หลังจากที่ CGM48 รุ่นที่ 1 จะจบการศึกษาเช่นกัน

    (นิชา) เซ็นเตอร์ “ถึงรุ่นพี่ CGM48 รุ่นที่ 1 ที่จบการศึกษาไปแล้ว นิชา ขอบคุณทุกคนเลยนะคะที่เข้ามาเป็น CGM48 สร้างวงมาอย่างดีเลยถึงจะรู้จักกันไม่นาน แต่รู้สึกว่าทุกคนน่ารักและเหมาะกับการเป็นไอดอลมากๆ ขอบคุณที่พยายามไม่ยอมแพ้นะคะ ต่อจากนี้ขอให้โชคดี นิชาและเมมเบอร์ที่เหลือจะทำตรงนี้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่รุ่นพี่สร้างเอาไว้ พวกเรา CGM48 รุ่นที่ 4 ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแฟนๆ ทุกคนด้วยนะคะ” สามารถติดตามฟังเพลงเดบิวต์รุ่นที่ 4 สิ้นสุดทางแพ้ ศิลปิน CGM48 ได้แล้วทุกสตรีมมิ่ง และสามารถติดตามชม MV ได้ทาง : https://www.youtube.com/watch?v=iw8eQvDuN6U

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/jMgob056AdoM&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XfbJSKI1PAjPEkcVrcqpy

  • ถอดรหัสความสำเร็จคนไทยเจ้าของ 60 กิจการในโปรตุเกส

    ถอดรหัสความสำเร็จคนไทยเจ้าของ 60 กิจการในโปรตุเกส

    จากรองเท้า “Maneesilp” สู่ธุรกิจร้านอาหารและสปาไทย 62 แห่งในโปรตุเกสและอิตาลี ภายใน 5 ปี

    หากย้อนเวลากลับไป 20 ปีก่อน แบรนด์รองเท้า “Maneesilp” คงเป็นชื่อคุ้นหูหลายๆ คนอย่างแน่นอน คุณเดชสิริหรือคุณเดชสิริ มณีโชติ ผู้นี้คือผู้ก่อตั้งแบรนด์รองเท้าคุณภาพสูงแสนจะนำสมัยร่วมกับพี่ชายจนประสบความสำเร็จในระดับประเทศ จนกระทั่งคุณเดชสิริย้ายถิ่นฐานไปมองหาลู่ทางในยุโรป เกิดการขยายแบรนด์ไปยังอิตาลี แต่เมื่อ “สินค้า” ไม่เหมาะกับ “ลูกค้าในตลาด” ธุรกิจรองเท้าจึง fade ไป กลายเป็นธุรกิจอื่นที่ “ตอบโจทย์ตลาด” แทน ซึ่งแน่นอน จุดแข็งของไทยคือ “อาหารไทย” และ “นวดไทย” จึงเกิดเป็นการลงทุนในธุรกิจที่เป็น Soft Power ไทยในเวลาต่อมา ร้านอาหารและสปาสาขาแรกเริ่มเปิดก่อน Covid-19 แต่ต้องพักไป 3 ปีจนกลับมาเริ่มต้นจริงจังอีกครั้งในปี 2024 จากวันนั้นถึงวันนี้ คุณเดชสิริขยายอาณาจักรไป 62 แห่งแล้ว อยู่ในโปรตุเกส 60 ร้าน เป็นร้านอาหาร 7 แห่ง สปานวดไทย 53 แห่ง และร้านอาหารในอิตาลีอีก 2 แห่ง แถมร้านอาหารยังได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT ในหลายสาขาแล้วอีกด้วย การันตีได้เลยว่านำเสนออัตลักษณ์ไทยแท้ทั้งอาหาร บรรยากาศ และบริการ 

    เคล็ดลับความสำเร็จ คือ “ใช้สมอง ลงทุนอย่างคุ้มค่า”

    เคล็ดลับความสำเร็จที่ทำให้บริษัทสามารถสยายปีกขยายอาณาจักรได้รวดเร็วและมั่นคง คือ การวิเคราะห์และพัฒนาสินค้าบริการของตนให้เหมาะกับลูกค้าและตลาด ซึ่งคุณเดชสิริเล่าวิสัยทัศน์ในวันที่เริ่มธุรกิจว่า “คิดไว้อยู่ว่าหลังโควิดคนต้องมาใช้พวกบริการมากเนื่องจากเครียดเกือบ 3 ปี คนต้องการผ่อนคลาย relax” ประกอบกับต้องคำนวณการลงทุนให้คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ตอบแทนมา อาทิเช่น เลือกลงทุนใน location หากทำเลดีก็ยอมจ่ายแพงเพราะทำให้มี traffic ลูกค้าเข้าร้านโดยเหนื่อยน้อยหน่อย เราจึงจะเห็นว่าร้านต่างๆ มักอยู่ในตำแหน่งใจกลางเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เดินอย่างไรก็ต้องผ่านร้านของแกไม่สาขาใดก็สาขาหนึ่ง นั่นเพราะวิเคราะห์แล้วว่าแต่ละเมืองมีจุดเด่นอะไร คนไปทำอะไรกัน และคนเดินตรงไหนมาก แต่หากทำเลรองลงมาอาจต้องพิจารณาว่าพื้นที่ที่ได้มานั้นพร้อมใช้มากน้อยเพียงใดโดยไม่ต้องตกแต่งต่อเติมมาก เพราะการทำธุรกิจบริการนั้นต้องอาศัย “location” เพื่อสร้างแต้มต่อ 

    location ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ลูกค้า 100 คนต่อวัน

    “โชคดีที่ตอน Covid 19 เริ่มเบาลง โลเคชั่นดีๆ ราคาถูก หลุดออกมาเยอะ ทำให้ได้ของดีราคาถูก ที่ร้านจะมีหลายขนาดธุรกิจ ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ที่มีพนักงาน ทำงานกันแค่ 1-2 คน  ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเล็กๆ ที่แยกตัวออกจากเมืองใหญ่ไปหน่อย จะเป็นคน local ที่มาใช้บริการบ้าง นักท่องเที่ยวบ้าง จำนวนลูกค้าแต่ละวันก็จะน้อยตาม ระหว่าง 5-10 คนต่อวัน ส่วนเมืองใหญ่ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ก็จะมากขึ้นหน่อยขึ้นไปตามลำดับความนิยม พนักงานก็จะเยอะตาม พวกเมืองชายทะเลต่างๆ หรือทางสถานที่นิยมทางภาคใต้อย่าง Algarve เกาะ Madeira เกาะ Azores บางร้านพนักงานจะมีถึง 15-18 คนต่อสาขาก็มี เพราะจำนวนลูกค้าเยอะมาก โดยเฉลี่ยพนักงานแต่ละสาขาจะอยู่ที่ 4-6 คนต่อสาขา  สาขาใหญ่ ๆ ลูกค้าถ้าเป็นหน้าโลว์ซีซั่น ก็อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 30-40 คนต่อวัน แต่ถ้าหน้าไฮซีซั่น บางสาขามีลูกค้าใช้บริการเกือบ 100 คนต่อวันก็มีครับ คือพูดกันง่ายๆหน้าโลว์ซีซั่นลูกค้าจะหายไปกว่าครึ่งนึงเลย พวกเมืองตากอากาศระดับโลกที่อัลกราฟ คนรู้จักร้านนวดไทยและใช้บริการค่อนข้างมากหน้า high season เกือบ 100 คนต่อวัน” คุณเดชสิริกล่าว

    PT Map-01.jpg

    ฝากอะไรถึงผู้ประกอบการไทยที่ต้องการปั้นธุรกิจในต่างประเทศให้โต

    คำถามแรกคือ “ลูกค้ารู้จักโปรดักของคุณหรือเปล่า” เรื่องนี้สำคัญมาก ในกรณีของคุณเดชสิริ บริษัทใช้จุดแข็งของไทยในการนำเสนอสินค้าให้กับตลาด ซึ่งผู้บริโภคมีความคุ้นเคยและเชื่อถือใน “แบรนด์ไทย” ได้แก่ การนวด อาหาร เป็นต้น ในทางกลับกันถ้าจะขายของแต่ตลาดยังไม่รู้จักสินค้าของเรา เราจำเป็นต้องให้ความรู้ ทำประชาสัมพันธ์ก่อน ไม่สามารถที่จะยัดเยียดให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยที่ยังไม่รู้จัก ดังนั้น การสำรวจตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค คู่แข่ง สินค้าใกล้เคียง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มาพร้อมกับการทำ marketing ซึ่งการยิง marketing ads ก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จเพราะการตลาดเป็นเรื่องสำคัญมากในการทำธุรกิจครับเรื่องยิงแอดเป็นเรื่องปกติใคร ๆ ก็ทำ แต่จะทำอย่างไรให้น่าสนใจ ก็คงไม่พ้นเรื่องดีไซน์ แล้วยิงแอดมากหน่อยในบริเวณที่เป็นกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่จะใช้บริการ

    รูปภาพ1.jpg

    การบริหารคน ดูแลมาตรฐาน และปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่นช่วยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดดในโปรตุเกสได้เพราะกรอบกฎหมายของประเทศโปรตุเกสเป็นปัจจัยเอื้อ คุณเดชสิริจึงสามารถจัดการให้คนจากไทยมาทำงานได้ ทำให้มีคนทำงาน “ถ้าเป็นยุโรปประเทศอื่น ๆ คงเครียดแล้วเครียดอีก เรื่องพนักงาน” คุณเดชสิริเสริม “ที่นี่เค้าเปิด ไม่เหมือนยุโรปที่อื่น” 

    ก้าวต่อไปของอาณาจักร “เดชสิริ มณีโชติ”

    “เดือนกันยายนกำลังจะเปิดร้านอาหารไทยที่ Setúbal และร้านนวดอีกหนึ่งที่ลิสบอนครับ แล้วก็จะขยายธุรกิจต่อไปในประเทศที่รองรับได้แบบถูกกฎหมาย” ซึ่ง สคต. ณ กรุงมาดริด ได้เชื่อมโยงกับบริษัทกฎหมายให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎระเบียบพื้นฐานของเป้าหมายต่อไปตามวัตถุประสงค์แล้ว จากนี้ก็มารอชื่นชมความสำเร็จบทใหม่ของคุณเดชสิริที่น่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจบริการในต่างแดนด้วย growth mindset นักธุรกิจมืออาชีพ ตั้งใจทำงานเพื่องาน มุ่งผลลัพธ์คือ “การเติบโตของธุรกิจ” เป็นสำคัญ

    ข้อคิดเห็นของ สคต. 

    การดำเนินธุรกิจในต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการค้าหรือการลงทุน จำเป็นต้องเริ่มจากการศึกษาตลาด ศึกษากลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้า ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าและบริการ ช่องทางการทำการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสิ่งสำคัญคือการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการในตลาด หากลูกค้ายังไม่รู้จัก จะทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนในการ educate ผู้บริโภคในช่วงต้น แต่ก็เป็นโอกาสในฐานะผู้เล่นรายแรกในตลาด นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการเจาะตลาดต่างประเทศอาจพิจารณาขยายธุรกิจโดยต่อยอดจากจุดแข็งของไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพของสินค้า มาตรฐานของบริการ หรือ Soft Power ไทยที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ผู้ประกอบการไทยที่สนใจตลาดสเปน โปรตุเกส หรืออันดอร์รา สามารถติดต่อมายัง สคต. ได้ที่ info@thaitradespain.com

    สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมาดริด

    กันยายน 2568

    ถอดรหัสความสำเร็จ-01.jpg
    ถอดรหัสความสำเร็จ-02.jpg
    ถอดรหัสความสำเร็จ-03.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/yihkj1ptn5pyxwb39luysvh4&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LFUqLKPBDqz8pr1I5QUjn

  • บล.ทิสโก้คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย.ผันผวน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้คาดดัชนีหุ้นไทยเดือนก.ย.ผันผวน | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    บล.ทิสโก้เปิดสถิติหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลดลงในเดือนกันยายน ประกอบกับการเมืองในประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงจากการหารัฐบาลใหม่บริหารประเทศ ชี้เป็นจังหวะ “ซื้อ” รับคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยขาลง ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-หุ้นโรงไฟฟ้า-หุ้นปันผล และหุ้นที่กำไรช่วงครึ่งปีหลังจะออกมาดีกว่าครึ่งปีแรก รวมทั้งหุ้นที่มีโอกาสปรับกำไรขึ้น  

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า  จากการรวบรวมสถิติโดย บล.ทิสโก้พบว่าในเดือนกันยายน ตลาดหุ้นทั่วโลกมักปรับตัวลดลง ประกอบกับราคาหุ้นสหรัฐฯ ค่อนข้างมีราคาแพง การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 2/2568 ที่ไม่รวมกำไรพิเศษมีความเปราะบางจากรายได้ที่หดตัวสองไตรมาสติด และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี นอกจากนี้หลายภาคส่วนธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ คาดการณ์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจค่อนข้างท้าทายในช่วงครึ่งหลังของปี ทำให้หลังประกาศผลประกอบการ Q2 แล้ว เรายังไม่เห็นสัญญาณการปรับประมาณการกำไรของตลาดขึ้นแต่อย่างใด 

    อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้มองว่าความผันผวนของราคาหุ้นเดือนนี้เป็นโอกาสเลือกซื้อ (Selective BUY) เน้นการตั้งรับ  เพราะในช่วงที่เหลือของปีอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ มีโอกาสปรับลดลงเป็นผลดีต่อหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์-หุ้นโรงไฟฟ้า-หุ้นปันผล ผสานกับหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก  

    หุ้นเด่นในเดือนกันยายน บล.ทิสโก้ แนะนำ ADVANC, CK, EGCO, GPSC, GULF, LH และ MTC  ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,230 จุด แนวรับต่อไปอยู่ที่ 1,200 – 1,220 จุด และแนวต้านถัดไปที่ 1190 จุด และแนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,270 จุด และ 1,280-1,285 จุด ตามลำดับ  ด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR บล.ทิสโก้เลือก NOVOB80 และ TRIPCOM80 เป็น Top Picks ประจำเดือน  

    นายอภิชาติกล่าวว่า สำหรับมุมมองหุ้นไทยและหุ้นทั่วโลกในเดือนกันยายนคาดว่าจะมีความผันผวน โดยประเด็นด้านการเมืองในประเทศมีการเปลี่ยนนายกฯ และรัฐมนตรีทั้งคณะตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต่อจากนี้รอสภาผู้แทนราษฎรนัดวันโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ หากเกิดขึ้นภายในสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน คาดจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แต่หากล่วงเลยข้ามสัปดาห์ คาดจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าและ/หรืออาจเกิดการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง จะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองมากขึ้น 

    ขณะที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่แม้จะมีความหวังการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่หนุนให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมเดินหน้าขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน อีกทั้ง TISCO ESU ยังคาดว่าการประชุม FED เดือนนี้จะลดดอกเบี้ยลง 0.25% รวมทั้งคาดจะลดอีก 0.25% ในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่บล.ทิสโก้ไม่ได้มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ และห่วงการปรับฐานอาจเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ เนื่องจากระดับการประเมินมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างตึงตัวมาก คิดเป็น Fwd. PER ปี 26F ที่สูงเกือบ 22 เท่า ขณะที่ Fwd. Earning Yield Gap ปัจจุบันลดลงจนแทบเป็นศูนย์  

    เพราะฉะนั้น ความคาดหวังการลดดอกเบี้ยน่าจะสะท้อนในราคาหุ้นปัจจุบันมากพอสมควรแล้ว แต่ในขณะเดียวกันตลาดอาจยังไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากการขึ้นภาษีศุลกากรมากนัก ทำให้การลดดอกเบี้ยของ FED อาจไม่เร็วอย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้และอาจสร้างความผันผวนแก่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้ง่าย 

    นอกจากนี้ เดือนกันยายนยังเป็นช่วงฤดูกาลที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดของปี โดยเฉลี่ยติดลบประมาณ -1.1% เทียบผลตอบแทนในเดือนอื่น ๆ ที่เป็นบวกเฉลี่ย +0.7% ปรากฎการณ์นี้ไม่เพียงแต่จะเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่จากการศึกษาของเราในรอบ 10 ปีที่ผ่านมายังรวมถึงตลาดหุ้นอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ดังนั้นนักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังการลงทุนมากขึ้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/personal/20250902-tsec-analysis-monthly&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EPKvr9b0vDM4mdXDW9ZTT

  • บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกัน

    บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10

            สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า ด้วยวิสัยทัศน์และพันธกิจที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม สร้างผู้นำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development สร้างปัญญาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้จัดทำโครงการผลิตสื่อความรู้ทางวิชาการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยในวันนี้ เราจะมาร่วมพูดคุยกันถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการขจัดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) เป้าหมายที่ 10 คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้ให้เกียรติมาให้ข้อมูลในประเด็นนี้

    ความไม่เท่าเทียมกันภายใต้ SDG 10 กับบทบาทของสถาบันการศึกษา

            คุณไพลิน เชื้อหยก ผู้จัดการโครงการสุขภาพ การสูงอายุ และการเกษียณในประเทศไทย ได้อธิบายว่า SDG 10 หรือเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ มุ่งเน้นการขจัดความไม่เท่าเทียมทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เพศ วัฒนธรรม หรือเชื้อชาติ

            ในฐานะสถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมผ่าน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:

    1. การเข้าถึงการศึกษา: มหาวิทยาลัยควรเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล
    2. การยอมรับความหลากหลาย: การส่งเสริมให้เกิดการยอมรับในความหลากหลายของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นเพศ อายุ หรือรายได้
    3. ความเป็นนานาชาติ: การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรมและภาษา

    แนวทางการปฏิบัติของมหาวิทยาลัย

            มหาวิทยาลัยสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดความไม่เท่าเทียมได้ในหลายแนวทาง:

    • ทุนการศึกษา: การให้ทุนการศึกษาแก่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้พวกเขาเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • หลักสูตรนานาชาติ: การเปิดสอนหลักสูตรมากกว่าหนึ่งภาษา เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษหรือภาษาจีน เพื่อให้ผู้เรียนจากหลากหลายประเทศสามารถเข้าถึงความรู้ได้โดยไม่มีข้อจำกัดทางภาษา นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศเพื่อทำวิจัยร่วมกัน ก็เป็นอีกแนวทางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
    • นโยบายและมาตรการ: การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เช่น การเปิดรับนักศึกษาและบุคลากรที่เป็นผู้พิการ หรือการให้โอกาสแก่คนจากหลากหลายภูมิหลังทางสังคม

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ

            ความสำเร็จในการขจัดความไม่เท่าเทียมสามารถวัดผลได้จากตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม เช่น:

    • จำนวนผู้ได้รับทุนการศึกษา: การเพิ่มจำนวนนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาจากกลุ่มรายได้น้อย
    • การเพิ่มความหลากหลายของประชากรในสถาบัน: การรับนักศึกษาจากพื้นที่ห่างไกลหรือจากประเทศที่ด้อยโอกาสมากขึ้น
    • การมีนโยบายสนับสนุน: การมีนโยบายที่ส่งเสริมและให้โอกาสแก่ผู้ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการจ้างงานบุคลากรจากทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

            สรุปและข้อคิดที่น่าฝาก คุณไพลินเน้นย้ำว่า การขจัดความไม่เท่าเทียมเป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยหรือรัฐบาลเท่านั้น การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้คนมีโอกาสมากขึ้นและสามารถลดความเหลื่อมล้ำในชีวิตได้ การที่มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ร่วมกัน จะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและเห็นอกเห็นใจกันมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/universities-role-reducing-inequality-sdg10/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06OjdhZMrzAVG20wCExRGh

  • ททท. จับมือสตาร์ทอัพ ดันเทคโนโลยี สร้างแกตเจ็ต ผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่สากล

    ททท. จับมือสตาร์ทอัพ ดันเทคโนโลยี สร้างแกตเจ็ต ผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่สากล

    ททท. จับมือสตาร์ทอัพ ดันเทคโนโลยี สร้างแกตเจ็ต ผลักดันการท่องเที่ยวไทยสู่สากล

    ยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกสิ่ง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไม่รอช้า เดินหน้าเต็มกำลังเพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุค “การท่องเที่ยวอัจฉริยะ” ผ่านเวทีล่าสุด “TAT Travel Tech Startup Networking: Together for Future Travel” งานที่เปรียบเสมือนจุดนัดพบครั้งสำคัญของเหล่าผู้ประกอบการ Travel Tech Startup และยักษ์ใหญ่ในวงการท่องเที่ยว เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ยั่งยืนและน่าตื่นตาตื่นใจ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ฉายภาพวิสัยทัศน์ว่า วันนี้เทคโนโลยีไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยว “เราอยู่กับโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยีออนไลน์มานับสิบปี จนถึงยุคของ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง”

    ททท. ตั้งเป้าที่จะพัฒนาแบรนด์ “Amazing Thailand” ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ไม่ใช่แค่ข้อมูลหรือแอปพลิเคชัน แต่ต้องมี “Amazing Thailand Innovation Gadgets” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากฝีมือของสตาร์ทอัพไทย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างและน่าประทับใจให้นักท่องเที่ยว ตั้งแต่การวางแผนออนไลน์ จนถึงความประทับใจที่จับต้องได้จริง ณ สถานที่ท่องเที่ยว (On-site)

    ผนึกกำลัง 3 ประสาน ภาครัฐ-เอกชน-สตาร์ทอัพ จากการสนับสนุนที่แข็งแกร่ง งานนี้จึงเป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ทอัพ

    ททท. เป็นแกนหลักในการสร้างเครือข่าย นำสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการ 3 รุ่น มาพบปะกับผู้ประกอบการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจและขยายตลาด

    สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)โดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ประกาศชัดเจนว่า “มีไอเดียดี แต่ไม่มีทุน ไม่ใช่ปัญหา!” NIA พร้อมสนับสนุนด้านเงินทุน ขอเพียงสตาร์ทอัพมี “Global Mindset” คิดค้นโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งคนไทยและต่างชาติ และพร้อมจะจับมือกับ ททท. พาไปบุกตลาดโลก รวมถึงสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ดร.อัญชลิสา แต้ตระกูล ได้ชี้ว่าข้อมูลคือขุมทรัพย์ BDI กำลังพัฒนา “Travel Link” แพลตฟอร์มที่รวบรวมข้อมูลมหาศาลด้านการท่องเที่ยวให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการนำไปใช้วิเคราะห์และต่อยอดได้ฟรี

    ส่วน Thai AirAsia & Thai AirAsia X เผยมุมมองของภาคเอกชน ผ่าน สุรวุฒิ ศรีสถิต เผยว่ากุญแจสำคัญคือ “การเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง, การใช้ Big Data, และการคิดถึงนักท่องเที่ยวเป็นอันดับแรก” เพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของพวกเขา

    ภายในงานยังมีตัวอย่างความสำเร็จจากสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการกับ ททท. ไม่ว่าจะเป็น Golfdigg แพลตฟอร์มจองสนามกอล์ฟออนไลน์ ที่การร่วมมือกับ ททท. ช่วยให้เข้าถึงสนามกอล์ฟต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และมีแผนจะขยายสู่ประเทศเพื่อนบ้าน หรือ AIRPORTELs บริการรับฝากและขนส่งกระเป๋าเดินทาง ที่มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐคือโอกาสสำคัญ แต่มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและโปร่งใส

    กิจกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่เพียงงานสัมมนา แต่เป็นก้าวสำคัญที่ ททท. กำลังบูรณาการทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้สตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพได้เติบโต และใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศให้แข็งแกร่ง พร้อมแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2880144&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2P-1YUfD5LJkLGTIxYPSkS

  • บางกอกแอร์เวย์ส ทุ่ม 400 ล้าน อัปเกรดสนามบินตราด ดันฮับการบินภาคตะวันออก

    บางกอกแอร์เวย์ส ทุ่ม 400 ล้าน อัปเกรดสนามบินตราด ดันฮับการบินภาคตะวันออก

    “บางกอกแอร์เวย์ส” ทุ่ม 400 ล้าน ปักธงพลิกโฉม สนามบินตราด ดันฮับการบินแห่งใหม่ภาคตะวันออกยกระดับศักยภาพ รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ–ท่องเที่ยว

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีจำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น

    “เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป บริษัทฯ มีเป้าหมายหลักในการขยายขีดความสามารถเพื่อรองรับผู้โดยสารและเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเที่ยวบินตรงจากต่างประเทศในอนาคต ซึ่งเฟสแรกจะใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท โดยจะมีการขยายทางวิ่ง (รันเวย์) จากเดิม 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร เพื่อให้สามารถรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดเล็กที่เดินทางจากต่างประเทศได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

    นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นจาก 2,000 ตารางเมตร เป็น 3,000 ตารางเมตร พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารได้ถึง 250,000 คนต่อปี จากการเติบโตของผู้โดยสารที่สนามบินตราด ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผู้โดยสารรวมประมาณ 80,000-90,000 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 3-4%

    “การพัฒนาสนามบินตราด เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาลท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่น ในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต” นายพุฒิพงศ์ กล่าว

    สำหรับสนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการบินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป–กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72-600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2880261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X9FqTNh7GbGeJzcx8hjEZ

  • ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Community Development) โครงการที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ในพื้นที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ครบรอบ 1 ปี ของการดำเนินงาน มีการขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและรองรับความต้องการที่จำเป็นของพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการดูแลตนเอง การดูแลชุมชน รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสทางรายได้

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ทั้งนี้ โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา เป็นการต่อยอดความสำเร็จงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โครงการที่ 1 “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 (รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น) โดยธนาคารกำหนดใช้แนวคิดนี้ในการทำงานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง
     

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ด้วยแนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยวางแผนการพัฒนาครอบคลุม 12 ด้าน ประกอบด้วย 1) Low Carbon 2) ยกระดับการท่องเที่ยว 3) การจัดการน้ำ 4) การแพทย์และสาธารณสุข 5) ส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 6) ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 7) ส่งเสริมการออมทรัพย์ 8) การสนับสนุนแหล่งเงินทุน 9) แก้ไขปัญหาหนี้สิน 10) สถานศึกษาและการเรียนรู้ 11) การทำนุบำรุงศาสนา และ 12) คุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์คนในชุมชนที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงวัย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 
     

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกส่งเสริมการดูแลรักษาถิ่นเกิด ทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิภาพที่รวดเร็วขึ้น การมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกาะลิบงมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ยังถูกหลงลืม แต่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการยกระดับรายได้ให้คนในชุมชนซึ่งทั้งเกาะเป็นวิถีชีวิตชาวมุสลิม และปรับปรุงมาตรฐานผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ส่งเสริมการตลาดขยายการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนพลังงานทดแทน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ ธนาคารได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการออมรูปแบบกลุ่ม อาทิ กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก และกลุ่มรถซาเล้งโดยสาร รวมถึงส่งเสริมการออมเยาวชนกับธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ชุมชนใส่ใจการออมและการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล 

    ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ ออมสิน ชูชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่     
    ปัจจุบัน โครงการมีความคืบหน้ามากกว่า 60% โดยการปฏิบัติงานนำโดยทีมงานของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ร่วมกับหน่วยพัฒนาสังคมและชุมชน สังกัดธนาคารออมสินภาค 17 หน่วยงานภาคีที่เข้าร่วมบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการพัฒนาแต่ละด้าน อาทิ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF ผลงานความก้าวหน้าด้านที่สำคัญ เช่น การผลิตน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภคบริโภคเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด การขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมถังเก็บน้ำสำหรับทั้งเกาะครอบคลุม 4 หมู่บ้าน การสนับสนุนเรือพยาบาลฉุกเฉิน “เรือออมสินชีพรักษ์” และสร้างหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงที การติดตั้งระบบพลังงานทดแทนโซล่าร์เซลล์ส่องสว่าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% และผู้ประกอบการโฮมสเตย์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 34% ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ระหว่างวางแผนริเริ่มให้ชุมชนมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่สีเขียว เป็นต้น โดยยังมีกิจกรรมการพัฒนาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่เป้าหมายระยะถัดไป ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/pr-news/378966294&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MhAqsUBIIWxdNYsKEM5xi