Blog

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67306/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HFQDu-NNQ1uGuGy89UC_G

  • เปิดประวัติ

    เปิดประวัติ

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.38 น.

    วันที่ 6 กันยายน 2568  ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่

    ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวรัฐมนตรีคนนอกแล้วว่า ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์

    สำหรับประวัติ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ มีดังนี้ 

    ตำแหน่งปัจจุบัน

    -อธิบดีกรมธนารักษ์

    -ประธานกรรมการธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน)

    -กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด
    (มหาชน)

    -ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด

    -กรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATION DEVELOPMENT PROGRAM (UNDP)

    -กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย

    -กรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA

    การศึกษา

    -Ph.D. in Economics, Claremont Graduate University, สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทย ก.พ.)

    -M.S. in Economics, University of ILLINOIS at Urbana-Champaign, สหรัฐอเมริกา (ทุนรัฐบาลไทย ก.พ.)

    -เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์)

    ประสบการณ์ทำงานในอดีต

    -อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง

    -อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง

    -ผู้อานวยการสานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    -ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สานักงานเศรษฐกิจการคลัง

    -อัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจาสหราชอาณาจักรและยุโรป

    -โฆษกกระทรวงการคลัง

    -Senior Advisor to Executive Director, The World Bank, Washington D.C., USA

    ประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการในอดีต

    -ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จากัด (มหาชน)

    -ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จากัด (มหาชน)

    -ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จากัด (มหาชน)

    -ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จากัด

    -ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนาเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank)

    -ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank)

    -ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จากัด (มหาชน) (KTAM)

    -กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จากัด (มหาชน)

    -กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จากัด

    -กรรมการบริษัท ไอ อาร์ พี ซี จากัด (มหาชน)

    ผลงานที่โดดเด่นในอดีต

    -นำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กร ดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี 2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564

    -ยกระดับกรมสรรพสามิตเป็นกรม ESG และผลักดันนโยบายภาษีคาร์บอนเพื่อเป็น เครื่องมือในการส่งเสริม สิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนธนำคำร TTB สู่กำรเป็นธนำคำรเพื่อควำมยั่งยืน ที่ให้ธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับ สิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมำภิบำล

    -เป็นผู้นำแนวคิด PPP Fast Track มาใช้ขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐช่วยลดเวลาอนุมัติโครงการจาก 2 ปี เหลือเพียง 9 เดือน

    -เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ

    -เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนาระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนาสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้

    -เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

    ผลงานด้านวิชาการ

    -อาจารย์พิเศษ หลักสูตร Graduate School of Management, Kyoto University, Japan และหลักสูตร M.A. in Business Economics จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักสูตร Master of Management มหาวิทยาลัยมหิดล และหลักสูตร M.A in Business Economics มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

    -เขียนหนังสือเรื่อง “โดมิโน เอฟเฟคต์: ทางรอดเศรษฐกิจไทยบนเส้นด้ายวิกฤติโลก” สานักพิมพ์ Biz book

    -The Asian Crises Reexamined, MIT Press Journals: Asian Economic Papers, Vol 3, No 3, 2004

    -The Role of Exchange Rate Regimes and Capital Controls in the Asian Crises, Institute of International Economics, Nov 3, 2004.

    รางวัลและเกียรติบัตร

    -รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois ในปี 2558

    -รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น ประจาปี 2561 ของสานักงาน ก.พ.

    -รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์

    -รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจาปั 2567

    -นักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/912415&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vbXoyXUkUf3oX_AMqjxI8

  • กพฐ. ประชุมร่วม กสม. ถกสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ยกระดับคุณภาพผู้เรียน

    กพฐ. ประชุมร่วม กสม. ถกสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา ยกระดับคุณภาพผู้เรียน

    6 กันยายน 2568 13:57 น. ทศพล บุญพัฒน์ / แม่ฮ่องสอน ข่าวทั่วไทย

    เมื่อวานนี้ (5 ก.ย.68 ) นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ในการเข้าร่วมประชุมหารือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำโดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมคณะ ร่วมด้วย นายนรินธรณ์ เซ่งล้ำ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางนัยนา ตันเจริญ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ และคณะทำงาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 5 ชั้น 9 กระทรวงศึกษาธิการ

    สำหรับการประชุมครั้งนี้ ได้หารือในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชน อาทิ สถานการณ์การนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษาตามโครงการ Thailand Zero Dropout, สถานการณ์การนำเด็กไปทำเนื้อหาหรือคอนเทนต์บนโลกออนไลน์, ศูนย์การเรียนรู้เด็กต่างด้าว, เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้แก่ผู้เรียนในศูนย์การเรียน เป็นต้น โอกาสนี้ สพฐ. ได้นำเสนอข้อมูลและความคืบหน้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าว ให้ กสม. รับทราบและหารือร่วมกันถึงแนวทางในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยเน้นย้ำแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีจุดยืนว่าเด็กทุกคนที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ต้องได้รับการศึกษา ไม่ว่าเชื้อชาติไหน สัญชาติใด ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติสากลที่เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และกำชับบุคลากรในสังกัดไม่นำเด็กนักเรียนไปทำเป็นคอนเทนต์บนสื่อโซเชียลมีเดีย รวมถึงดูแลความปลอดภัยของนักเรียนทุกคนอย่างรอบด้าน ทั้งนี้จะนำข้อเสนอแนะที่ได้จากที่ประชุมไปดำเนินการพัฒนาเพื่อเสริมสร้างสิทธิเด็กอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649486&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3lAbqRmITHRwaSw-JhHz6B

  • วิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะช่วงไหนปลอดภัยที่สุด?

    วิ่งออกกำลังกายในสวนสาธารณะช่วงไหนปลอดภัยที่สุด?

    การวิ่งท่ามกลางธรรมชาติ เทรนด์ใหม่ยอดฮิต ยิ่งวิ่งยิ่งมีประโยชน์ 

    ปัจจุบันเทรนด์การวิ่งถือว่ามาแรงมากๆ ในสังคมไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิ่งท่ามกลางธรรมชาติตามสวนสาธารณะหรือตามพื้นที่กว้างต่างๆ ซึ่งการออกกำลังกายประเภทนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้นแต่ยังมอบประโยชน์ทางจิตใจที่มีมีติมากกว่าการวิ่งบนลู่ไฟฟ้าในห้องที่เป็นพื้นที่ปิด ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในสภาพแวดล้อมธรรมชาติสามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคซึมเศร้าได้ถึง 7% และช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงได้ 9% 

    ในด้านการเผาผลาญแคลอรี่นั้นการวิ่งในสวนสาธารณะมีความได้เปรียบเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีแรงต้านอากาศตามธรรมชาติ พื้นผิวที่มีความหนืดและไม่เด้งเหมือนลู่ไฟฟ้า เหล่านี้ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้นในระยะเวลาเดียวกัน นอกจากนี้การได้รับแสงแดดช่วงเช้ายังเป็นแหล่งวิตามิน D ที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและกระดูกให้แข็งแรงอีกด้วย 

    อันตรายเงียบจากมลพิษทางอากาศ 

    แม้การวิ่งกลางแจ้งจะให้ประโยชน์มากมายแต่ปัญหาต่างๆ ในปัจจุบันก็มีมากมายเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 กลับเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ผู้วิ่งต้องคำนึงถึง การศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่มี PM2.5 เกิน 80 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการอักเสบในร่างกายและส่งผลกระทบต่อการทำงานของปอด 

    ข้อมูลจากผู้ใช้งานและการสำรวจออนไลน์เผยให้เห็นความกังวลที่แท้จริง “ดูข่าว PM2.5 มักจะสูงเกิน 100 ในช่วงเช้า ควรงดวิ่งในที่สาธารณะ อันตรายสะสม ตายผ่อนส่งค่ะ” ความคิดเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงการตื่นตัวของประชาชนต่อปัญหามลพิษและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูที่อากาศประเทศไทยแห้งแล้ง   

    ความปลอดภัยส่วนบุคคลในประเทศไทย 

    จากมุมมองความปลอดภัยจากอาชญากรรม ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ปลอดภัยที่สุดในเอเชีย การสำรวจของสถาบันยุติธรรมไทยในปี 2018 กับประชากร 8,445 คนในสิบจังหวัดพบว่าร้อยละ 78.4 รู้สึกปลอดภัยหรือปลอดภัยมากเมื่อต้องเดินคนเดียวในยามค่ำคืน 

    อัตราการเกิดเหตุฆาตกรรมในประเทศไทยอยู่ที่ 2.6 ต่อประชากร 100,000 คนในปี 2024 ซึ่งยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศ กรุงเทพมหานครได้คะแนนความปลอดภัย 60.95 จาก 100 คะแนนเต็มจาก Numbeo อาชญากรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและการทุจริตไม่ใช่อาชญากรรมรุนแรงที่เป็นอันตรายต่อชีวิต ทำให้จากคะแนนดังกล่าวนี้การวิ่งในพื้นที่สวนสาธารณะยามดึกหรือยามช่วงเช้ามืดจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่สนใจในการออกกำลังกาย อย่างไรก็ดีปลอดภัยไว้ก่อนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการวิ่งยามค่ำคืนเพราะอันตรายเกิดได้ทุกที่และทุกเมื่อ  

    ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรระวัง 

    นอกจากมลพิษและความปลอดภัยส่วนบุคคลแล้วผู้วิ่งในสวนสาธารณะยังควรต้องระวังโรคติดต่อจากยุงโดยเฉพาะไข้เลือดออกในช่วงหน้าฝน การป้องกันด้วยการใส่เสื้อผ้าปิดมือปิดเท้าและใช้สารไล่ยุงจึงมีความสำคัญ 

    โรคจากความร้อนเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงในช่วงฤดูร้อน การดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการวิ่งในช่วงที่แดดจัด และการรับรู้สัญญาณของร่างกายเมื่อเริ่มมีอาการเหนื่อยล้าผิดปกติเป็นสิ่งจำเป็น สุนัขจรจัดในพื้นที่สาธารณะบางแห่งอาจเป็นปัญหาแต่ส่วนใหญ่จะหลีกหนีผู้คนและไม่ก้าวร้าว 

    การวิ่งในสวนสาธารณะจึงยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการออกกำลังกายหากผู้วิ่งมีความรู้และเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม การตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมและการป้องกันตนเองจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะช่วยให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายโดยไม่ต้องเสี่ยงกับอันตรายที่หลีกเลี่ยงได้ คำถามสำคัญคือเราจะปรับตัวอย่างไรเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต? 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/lifestyle/running-in-public-parks-safety-guide&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0UXS6-tuhB9iVLFx7uXssS

  • P

    P

    ค่าเทอมสาขา

    คณะ/สาขาวิชา ลักษณะการกู้ยืมฯ เทอม 1 ตลอด หลักสูตร
    วิทยาลัยการบินและคมนาคม
    การจัดการความปลอดภัยการบิน 2 + Human* 39,800 34,800 310,200

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/graduate/%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589-dhamma-driven-business/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30PSYLshsW96asgBykqmI6

  • ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.11 น.

    ขยายผลกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในเอเชียผ่านเวทีสัมมนาในกรุงเทพฯ

    นำเสนอแนวทางรับมือขยะพลาสติกและการปล่อยคาร์บอน จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์

    เอเชีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายสูงที่สุดในโลก กำลังเป็นที่จับตาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการใช้พลาสติกสูงที่สุดในโลกและเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ถึง 2  ใน 3 ของการผลิตทั่วโลก ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมนี้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

    ด้วยเหตุนี้ แนวทางปฏิบัติเพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนจากแบบแผนการผลิตและการบริโภคแบบดั้งเดิม ไปสู่การปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถปกป้องโลกไปพร้อมกัน

    ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม องค์การระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ จึงมาร่วมงานสัมมนา ที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “Scaling Circular Solutions: From Pilots to Policy in Asia” หรือ “การขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียน: จากโครงการนำร่องสู่นโยบายในทวีปเอเชีย” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ (SINTEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) 

    งานในครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อจากสองโครงการเรือธง ได้แก่ โครงการการจัดการพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นโอกาสในเศรษฐกิจหมุนเวียน (OPTOCE) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และโครงการการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย (Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) และดำเนินงานโดย UNIDO

    ในงานมีการนำเสนอผลสำเร็จจากโครงการนำร่อง OPTOCE ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งช่วยลดทั้งขยะพลาสติกและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

    เวทีสัมมนายังได้นำเสนอผลลัพธ์จากโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการระหว่างนวัตกรรม นโยบาย และกลไกทางการเงิน ช่วยขับเคลื่อนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนได้

    นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างการขยายผลโครงการนำร่องที่มีประสิทธิภาพไปสู่กลยุทธ์ระดับชาติที่ช่วยลดขยะพลาสติก ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและปล่อยคาร์บอนต่ำ การพูดคุยภายในงานครอบคลุมประเด็นเรื่องกลไกเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เช่น กรอบการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยคาร์บอน

    ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสำรวจแนวทางปฏิบัติที่พร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อขยายผลโครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ตอกย้ำว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การลงทุน ทั้งนี้ จากความท้าทายในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ระหว่างประเทศ งานสัมมนาจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค และการสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง

    นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล (H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า “นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงและอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ในการรับมือวิกฤตพลาสติกและสภาพภูมิอากาศ โครงการ OPTOCE ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีพันธมิตรที่เหมาะสม เราสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จนี้ขยายผลไปทั่วเอเชีย”

    ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน (Dr. Kåre Helge Karstensen) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE กล่าวในงานสัมมนาว่า “จากโครงการ OPTOCE เราได้พิสูจน์แล้วว่าการนำพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์นั้น ไม่เพียงแต่จะทำได้จริง แต่ยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือขยายผลจากโครงการนำร่องสู่การนำไปใช้เป็นนโยบาย ขั้นตอนสำคัญคือการนำไปเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติและสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้เอเชียเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาพลาสติกและลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม”

    นายบรูโน ฟ็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด กล่าวว่า “อินทรี อีโคไซเคิล ได้ดำเนินโครงการรื้อร่อนบ่อขยะในประเทศไทย เพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF มาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว จากการศึกษาพบว่าขยะที่ถูกทิ้งส่วนใหญ่เป็นพลาสติกมูลค่าต่ำ และขยะเหล่านี้มักจะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเล การนำขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาแปลงเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยให้เราลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดปัญหาบ่อขยะล้นและช่วยป้องกันไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่ทะเล เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อไป และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”

    นางสาวปิง กิดนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แคนาดา เดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืน เรารับทราบว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความพร้อมรับมือ และการสร้างอนาคตสีเขียว จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขในระดับโลก เราต้องการพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในระยะยาว จะช่วยให้เราสามารถปรับระบบการทำงานต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

    การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่กรุงฮานอยในเดือนตุลาคม เพื่อให้ข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติและการเจรจาระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งนี้งานครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของ UNIDO ในการลดคาร์บอนทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถ และสร้างความตระหนักรู้เรื่องการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

    รชา อับดราบู (Rasha Abdrabu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม  องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวสรุปว่า “เราจำเป็นต้องเร่งการดำเนินงานและร่วมมือกันสร้างแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อขยายผลให้เกิดการลงทุนในวงกว้างสำหรับการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/445441&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IEk2RPiC96z1RdHLxbufN

  • ‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ โชว์ตัว ‘ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง’ ล้อมวงกินเค้กส้ม | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 14.45 น. วันที่ 6 ก.ย. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

    นายอนุทินได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจนอย่าง นายสีหศักดิ์ จะมาเป็น รมว.การต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็น รมว.คลัง พร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจน ก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย 

    นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

    เมื่อถาม ความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่ รมว.คลัง อยู่ในกระทรวงการคลัง มาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้ง ต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    ส่วนการฟื้นโครงการ “คนละครึ่ง” นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่ รมว.คลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไป เพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

    ส่วนจะมีการสานต่อจากแอปพลิเคชันเดิมหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวยืนยันว่า “อะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ”

    ส่วน รมว.การต่างประเทศ ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูต ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว 

    ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ ยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

    นายอนุทิน ยังยอมรับว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควตา “คนนอก” จะตอบรับ ตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถ ยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่าน ขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึงประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

    “หน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของผมก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่” นายอนุทิน กล่าว

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า จะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือน ให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

    เมื่อถามว่า มีโครงการใดที่ ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบายด้วยความรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มีของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.พลังงาน ได้ตามมาสมทบในห้องกาแฟ

    ทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้ว ความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพล ก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของ ปตท. ก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่า “ไม่ได้เอามาเป็น รมว.วัฒนธรรม อย่างแน่นอน”

    ส่วนเหตุผลที่ทาบทามนายอรรถพลนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่านที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุดในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย 

    เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

    ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า หากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็น พล.อ.ประวิตร หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัวต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเรา ฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

    เมื่อถามว่า ภาพของ “ครม.อนุทิน” จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คน มาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน และเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเอง ก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

    ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข นายอนุทิน รีบปัดตอบว่า ฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 3 คน ได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทินด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนู “เค้กส้ม” ด้วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089622/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hdZ8h_3Il_-B5ABnJLDJe

  • เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจไทย H2/68 โตแผ่ว 1.3% จากขยายตัว 3.0%ใน H1 ส่งออก-การเมือง-ท่องเที่ยวเผชิญด่านหิน : อินโฟเควสท์

    ทีมวิจัยกรุงศรี มีมุมมองเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 68 ว่า มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากหลายทาง ทั้งปัจจัยภายนอกจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักในช่วงครึ่งปีแรกมีแนวโน้มหดตัว ส่วนปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

    วิจัยกรุงศรี จึงประเมินว่า หากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่อง คาดว่าทั้งปี 68 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีปัจจัยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    1. ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อน การส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนใหญ่มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้า (Front-loaded exports) ก่อนที่สหรัฐฯ จะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งหลังของปีคาดว่าแรงส่งดังกล่าวจะลดลงอย่างรุนแรง จากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ต่อสินค้าไทย ซึ่งเพิ่มจากอัตรา 10% ในเดือนเม.ย. เป็นอัตรา 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศและกิจกรรมในภาคการผลิตทั่วโลก จึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 68 จะขยายตัวเพียง 3.5%

    1. การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้น แม้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 จะกลับมาขยายตัวได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส (+4.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำในปี 67 และการผลิตภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีขึ้นจากการเร่งส่งออกล่วงหน้า

    อย่างไรก็ตาม แรงส่งดังกล่าวอาจขาดความต่อเนื่อง โดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกอยู่บ้างจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังมีความเปราะบางอยู่มาก ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้ากว่าคาด และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    1. ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวเป็นปีแรกหลังฟื้นตัวจากโควิด ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 21.9 ล้านคน ลดลง -7.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการฟื้นตัวเพียง 40% เมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 68 จะลดลงเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 67 ซึ่งเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 64
    2. การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันโดยหลายปัจจัย แม้การบริโภคจะได้แรงหนุนจากนโยบายบางส่วนของภาครัฐ อาทิมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผลเชิงบวกอาจมีจำกัดเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่าง ๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่มีต่อการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รายได้เกษตรกรที่ลดลงเนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซา ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคในช่วงที่เหลือของปีจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 69 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและบรรเทาภาวะทางการเงินที่ตึงตัว ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 68 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ซึ่งนับเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยเปิดทางให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    น.ส.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา(BAY) กล่าวว่า ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 68 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ และผลพวงจากข้อตกลงการค้าไทย-สหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็นภาษีสินค้าสวมสิทธิ์ (Transshipment Tariff) และการเสนออัตราภาษี 0% ให้กับสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความเสี่ยงภาวะ Twin Influx หรือการไหลทะลักของสินค้าสหรัฐฯ ที่จะซ้ำเติมการไหลทะลักของสินค้าจีนเข้าสู่ไทย

    นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศที่ปัจจุบันเสถียรภาพทางการเมืองยังคงเปราะบาง โดยในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนในกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

              
    ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568

    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
    % เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน 2567 2568 (ครึ่งแรก) 2568 (ทั้งปี)
    GDP 2.5 3.0 2.1
    การบริโภคภาคเอกชน 4.4 2.3 2.4
    การบริโภคภาครัฐ 2.5 2.8 1.5
    การลงทุนภาคเอกชน -1.6 1.4 0.9
    การลงทุนภาครัฐ 4.8 17.5 4.7
    มูลค่าส่งออก (สกุลดอลลาร์) 5.9 15.0 3.5
    มูลค่านำเข้า (สกุลดอลลาร์) 5.5 12.0 5.0
    จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ล้านคน) 35.5 16.7 34
    อัตราเงินเฟ้อทั่วไป 0.4 0.4 0.2
    อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (% ณ สิ้นปี) 2.25 1.75 1.25
    ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527399&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxCAY0H0-5kHSunM9aSnr

  • ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    วิดีโอ

    ภูมิใจไทยจ่อฟื้น “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    6 ก.ย. 2568 12:10 น.

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย รับ รัฐบาลที่นำโดยว่าที่นายกฯ “อนุทิน” เตรียมปัดฝุ่น “โครงการคนละครึ่ง” เพิ่มสิทธิประโยชน์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ปัดปูทางหาเสียงเลือกตั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/channel/thairath_news/news-update/1167555&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14cfi5jkJmnVBo9f1U0EP_

  • ส.อ.ท. หนุนรัฐบาลเฉพาะกิจ เดินหน้า ศก.เต็มสูบใน 4 เดือน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    ส.อ.ท. หนุนรัฐบาลเฉพาะกิจ เดินหน้า ศก.เต็มสูบใน 4 เดือน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ภายหลังการโหวตเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจ โดยมีวาระการทำงาน 4 เดือนว่า เราหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ และกล้าตัดสินใจ โดยเฉพาะในทีมเศรษฐกิจหลัก เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะสิ่งนี้จะเป็นสัญญาณสำคัญที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นให้ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ แม้จะเป็นรัฐบาลระยะสั้น ก็ควรรีบเร่งทำงานอย่างเต็มที่ทันที

    อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ระยะเวลา 4 เดือนนับว่าสั้นมาก สำหรับการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการปรับระบบภาษี การพัฒนาทักษะแรงงาน หรือการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องหลายปีจึงเห็นผลชัดเจน ในระยะเวลาจำกัดนี้ รัฐบาลจึงควรเน้นมาตรการเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาปัญหาเร่งด่วนและสร้างบรรยากาศทางเศรษฐกิจที่ดี

    สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่ต้องการเห็นภายใน 4 เดือน ส.อ.ท. เสนอว่ารัฐบาลใหม่ควรเร่งดำเนินการ ดังนี้

    •  บรรเทาค่าครองชีพและต้นทุนพลังงาน ที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการ

    •  ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการเพิ่มสภาพคล่อง ลดภาษี และมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย

    •  เร่งรัดการเจรจาการค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และตลาดสำคัญ เพื่อไม่ให้การเจรจาสะดุดจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

    •  ปรับปรุงระบบธุรกิจและภาษี ให้ทันสมัย ลดความซ้ำซ้อน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

    ประธาน ส.อ.ท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นประเด็นหลักที่กระทบต่อการตัดสินใจลงทุน ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการหลายแห่งอยู่ในภาวะ “wait and see” ทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ทำได้เพียงประมาณ 50% ของเป้าหมาย ซึ่งกระทบต่อการหมุนเวียนเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ หากรัฐบาลไม่สามารถดำเนินมาตรการได้อย่างชัดเจน การเจรจาการค้าระหว่างประเทศอาจหยุดชะงัก และการลงทุนใหม่ ๆ อาจล่าช้าออกไป ซึ่งจะเป็นความท้าทายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนนี้

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาจำกัด แต่ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้นต่อเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศเชิงบวกให้รัฐบาลถาวรในอนาคตมาสานต่อ ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนและร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-government-investors&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ofxT6ZLPzuJdtXqttnZpP